Welltitude

กินอยู่เป็น_ปกแก่อย่างไร.jpg

เมื่อเริ่มเข้าสู่วัยสูงอายุ การใช้ชีวิตแต่ละวันอย่างมีความสุข จำต้องอาศัย 4 ปัจจัยขับเคลื่อนไปด้วยกัน ได้แก่ 1.ออกกำลังกาย 2.มีอาหารการกินที่ดี 3.มีเงินเก็บออม 4.มีความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ไม่ต้องรู้สึกโดดเดี่ยว

 

ว่าด้วยการออกกำลังกาย นั่นคือเรื่องของวินัย ที่ทุกคนทำได้ทุกสถานที่ ไม่ว่าจะที่บ้าน ฟิตเนส สวนใกล้บ้าน แม้กระทั่งทางเดินริมถนน ด้วยการเดิน วิ่ง หรือออกกำลังกายด้วยท่าบริหารง่าย ๆ ตามคลิปวิดีโอ

 

หากถามเรื่อง การกินอาหารที่ดี เพียงแค่เริ่มปลูกผัก ริมรั้วบ้าน หรือในกระถางเพื่อนำมาประกอบอาหารทานเองคุณก็จะมีอาหารดี ๆ ที่ช่วยเรื่องสุขภาพ ทั้งยังประหยัดค่าใช้จ่ายอีกด้วย

 

แต่สิ่งสำคัญที่เป็นปัญหา ภายใต้เงื่อนไขปัจจัยทั้ง 4 คือด้านการเงินกับความเหงา เพราะปัจจุบัน แต่ละคนมีต้นทุน สะสมเงินออมไม่เท่ากัน บ้างมีมาก บ้างมีน้อย โดยเฉพาะคนอายุเยอะ ช่องทางในการหาเงินจะเริ่มน้อยลง พร้อมเกิดภาวะซึมเศร้า เนื่องจากไม่ได้เข้าสังคม พบปะผู้คน

 

ฉะนั้นต้องเริ่มก่อนว่า คุณจะใช้ชีวิตอย่างไรให้มีความสุข และมีเงินเก็บออม วันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต มีวิธีบรรเทาปัญหาดังกล่าว ด้วยไอเดีย อาชีพเสริม เพิ่มรายได้ ขยายความสัมพันธ์ ซึ่งจะช่วยให้คุณมีรายได้ ไม่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวในสังคมอีกต่อไป จากตัวอย่างกิจกรรมต่อไปนี้

 

ศูนย์ฝึกอาชีพ สร้างงาน เสริมเงิน สานสัมพันธ์

การเข้าอบรมตามศูนย์ฝึกอาชีพ ถือว่าเป็นไอเดียที่น่าสนใจมาก ๆ สำหรับผู้สูงอายุ ที่อาจขาดพื้นฐานความรู้งานอดิเรก ประเภท เย็บปัก  ถักร้อย หรือตัดผม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ สามารถนำไปต่อยอดสร้างรายได้ แถมยังเปิดโอกาสให้พบปะสังคมใหม่ ๆ จากการเข้าอบรม

ในที่นี้ขอแนะนำศูนย์ฝึกอาชีพ กรุงเทพมหานคร ที่มีทั้งหมด 17 แห่งกระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆ เพราะสามารถเข้าเรียนได้ฟรี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เช่น พระโขนง จตุจักร ลาดพร้าว บางกะปิ บางพลัด ทวีวัฒนา ภาษีเจริญฯ  ทุกที่จะมีอาชีพให้เลือกอย่างหลากหลาย ตั้งแต่ออกแบบ ตัดเย็บเสื้อผ้า ตัดผม เย็บ-ถักกระเป๋า พับดอกไม้ ประดิษฐ์ของชำร่วย ปั้นดอกไม้จากดินไทย ดอกไม้จากถุงน่องฯ โดยเข้าดูรายละเอียดเบื้องต้นได้ที่ http://www.bmatraining.ac.th/

 

แชร์ประสบการณ์ เรื่องราวดีๆ ผ่านงานเขียน

สิ่งนี้อาศัยเพียงประสบการณ์ ความสนใจ หรือความถนัด กลั่นกรองผ่านตัวหนังสือ หรือทำเป็นคลิปวิดีโอจากกล้องมือถือ เพื่อแชร์เรื่องราวบอกเล่าสู่คนรุ่นต่อไป เพราะถ้าทำดี ทำสนุกเข้าถึงผู้คนก็อาจกลายเป็น YouTuber ที่ได้ทั้งเงินและแฟนคลับช่วยให้ชีวิตในแต่ละวันมีเพื่อนต่างวัยเพิ่มขึ้น ในหัวข้อนี้กินอยู่เป็นขอให้เว้นเรื่องทัศนคติทางการเมืองและศาสนา(ฮา)

 

สูงวัย ใจยังฟิต สร้างคุณค่า ด้วยการกลับมาทำงานอีกครั้ง

ปัจจุบันตลาดแรงงานในประเทศไทย เริ่มเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุมีงานทำมากขึ้น ตามความถนัด เพราะต้องการช่วยลดอัตราว่างงานของผู้สูงอายุ วิธีนี้ถือเป็นทางเลือกหนึ่ง ช่วยให้มีงานประจำทำ มีรายได้ทุกเดือน ทั้งยังสร้างคุณค่าให้กับตัวคุณเองอีกด้วย

บริษัทที่เปิดรับมีหลายแห่งด้วยกัน เช่น บิ๊กซี เทสโก้ โลตัส อิเกีย  ซีเอ็ด โฮมโปร แมคโดนัลด์ ได้เปิดรับผู้สูงอายุ เข้ามาทำงานในตำแหน่งต่าง ๆ ที่ไม่หนักจนเกินไป เช่น พนักงานฝ่ายธุรการ พนักงานรับโทรศัพท์ โดยให้ทำงาน 8 ชั่วโมง และมีวันหยุด 1-2  วัน ต่อสัปดาห์ ตามกฎหมายการจ้างงาน

 

ปลูกผักออร์แกนิค สร้างสุขภาพ สร้างรายได้

ปลูกผักสวนครัวหรือผักออร์แกนิค​ จัดเป็นอีกหนึ่งกิจกรรม คลายความเหงา สามารถทำได้ง่าย ๆ  ที่บ้าน โดยไม่ต้องใช้พื้นที่เยอะ​ เพียงแค่ลองปลูกผักง่าย ๆ บริเวณริมรั้วบ้าน​ เช่น ผักชี, กะหล่ำปลี ไว้บริโภคเองหรือขายตามช่องทางต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการติดป้ายหน้าที่พักใช้การบอกต่อผ่านเพื่อนบ้าน หรือตลาดนัดใกล้บ้าน จนถึงช่องทางออนไลน์​ นอกจากจะเป็นการเพิ่มรายได้แล้ว ยังช่วยให้สุขภาพกาย-ใจดีขึ้นอีกด้วย

 

กิจกรรมที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ หวังว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งช่วยให้ผู้สูงอายุ ใช้ชีวิตแต่ละวันอย่างมีความสุขนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


อนุมัติน้ำมันกัญชา_cover_content.jpg

หลายประเทศทั่วโลกได้มีการนำสารสกัดจากกัญชามาใช้เพื่อเป็นยารักษาโรค เนื่องจากมีงานวิจัยสนับสนุนถึงประโยชน์มากกว่าโทษ ตามที่เราเข้าใจกัน จนมาถึงวันนี้ประเทศไทยได้อนุมัติให้โรงพยาบาลศูนย์ 12 แห่ง สามารถนำกัญชามาใช้ทางการแพทย์ หลังจากได้รับมอบยากัญชาสูตรสารสกัด THC สูงจากองค์การเภสัชกรรม กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอเอาใจสายสุขภาพถึงข้อควรรู้ต่อเรื่องดังกล่าว

ภายใต้การขับเคลื่อน นโยบาย  จ่ายยากัญชารักษาโรค ของนายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในที่สุดสามารถนำมาใช้อย่างเป็นทางการ นับตั้งแต่วันที่ 19 ส.ค.2562 เป็นต้นไป

โดยเริ่มจาก 12 โรงพยาบาลนำร่อง ดังนี้ 1.รพ.ลำปาง 2.รพ.พุทธชินราช จ.พิษณุโลก 3.รพ.สวรรค์ประชารักษ์ จ.นครสวรรค์ 4.รพ.สระบุรี 5.รพ.ราชบุรี 6.รพ.ระยอง 7.รพ.ขอนแก่น 8.รพ.อุดรธานี 9.รพ.บุรีรัมย์ 10.รพ.สรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี 11.รพ.สุราษฎร์ธานี 12.รพ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

นอกจากโรงพยาบาลศูนย์ทั้ง 12 แห่งแล้ว ยังมี โรงพยาบาลให้บริการด้านการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ผสมผสาน อีก 7 แห่ง ได้แก่ 1.รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี 2.รพ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี 3.รพ.ดอนตูม จ.นครปฐม 4.รพ.เด่นชัย จ.แพร่ 5.รพ.พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร 6.รพ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ และ 7.รพ.ท่าฉาง จ.สุราษฎร์ธานี

สำหรับการใช้กัญชารักษาโรคนั้น ทั้งในส่วนของแพทย์แผนปัจจุบัน และแพทย์แผนไทย เป็นการรักษาโรคเชิงระยะสั้น จะมีการดูแลผู้ป่วยอย่างมีแบบแผน เพื่อประสิทธิผลในการรักษา ตั้งแต่วางเป้าหมาย การเริ่มและหยุดใช้ รวมถึงหารือร่วมกับผู้ป่วยให้ชัดเจน ว่าด้วยวิธีรับการรักษาด้วยกัญชา

หลังติดตามผลของการรักษาว่า สามารถใช้จริงได้หรือไม่ ถ้าผลเป็นในทิศทางบวก ก็จะผลักดันเข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติและระบบหลักประกันสุขภาพต่อไป

โดยโรคที่อนุญาตให้รับการรักษา มีทั้งหมด 9 โรค ดังนี้ 1.ลมชักดื้อยา 2.คลื่นไส้จากเคมีบำบัด 3.ภาวะปวดประสาท 4.พาร์กินสัน 5.อัลไซเมอร์ 6.ปลอกประสาทอักเสบเสื่อมแข็ง 7.วิตกกังวลทั่วไป 8.ผู้ป่วยระยะประคับประคอง และ 9.มะเร็งระยะสุดท้าย

ทั้งนี้ ยาน้ำมันกัญชาที่ใช้ในโรงพยาบาลนั้น ได้รับมอบจากองค์การเภสัชกรรม 4,500 ขวด โดยแบ่งให้กรมการแพทย์ 600 ขวด และโรงพยาบาลศูนย์ 12 แห่ง และโรงพยาบาลด้านแพทย์แผนไทย 7 แห่ง ที่ละ 350 ขวด ประชาชนสามารถขอคำปรึกษาวิธีใช้ยากัญชาได้ที่สายด่วน 1665

การใช้กัญชารักษาโรคต่าง ๆ จำเป็นต้องศึกษาถึงประสิทธิผลเพื่อความปลอดภัย ของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและผู้ป่วย ด้วยวิธีมาตรฐานทางการแพทย์ในปัจจุบัน นี่แหละ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

สำหรับผู้ที่สนใจติดตามข่าวสารการใช้กัญชาทางการแพทย์ สามารถดาวน์โหลดได้ที่

http://www.dms.moph.go.th/dms2559/download/Final_Guidance.pdf


กินอยู่เป็น_การวิ่ง-ให้อะไรมากกว่าที่คุณคิด_web.jpg

 ในยุคปัจจุบัน หลายคนเริ่มหันมาสนใจเรื่องของสุขภาพมากขึ้น จะเห็นได้จากการลุกขึ้นออกมาวิ่งในสวนฯ หรือตามงานวิ่งต่าง ๆ ที่จัดขึ้นแทบทุกสัปดาห์ แต่สำหรับคนที่ยังไม่ลุกขึ้นมาออกกำลังกาย รู้ไหมว่า “การวิ่ง” ให้อะไรมากกว่าที่คุณคิดไว้เยอะเลย กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมคำตอบไว้ให้แล้ว

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวดี ๆ เอาใจคนรักการออกกำลังกาย โดยเฉพาะ “การวิ่ง” เพราะการวิ่งถือเป็นการออกกำลังกายโดยแทบจะไม่ต้องลงทุนค่าใช้จ่ายอะไรมากมาย บางคนชอบการออกมาวิ่งตามงานวิ่งต่าง ๆ จนกลายเป็นว่าตอนนี้ การวิ่งเพื่อสุขภาพกำลังได้รับความนิยมและกำลังจะเป็นเทรนด์ใหม่ของคนรักสุขภาพทุกเพศทุกวัยไปแล้ว

ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่คนสมัยนี้หันมาใส่ใจและให้ความสำคัญเรื่องสุขภาพและการออกกำลังกายมากขึ้น แต่สำหรับคนที่มีความคิดว่า วิ่งแล้วเหนื่อย ต้องลองกลับไปคิดทบทวนดูใหม่ เพราะความจริงแล้ว “การวิ่ง” ให้อะไรมากกว่าที่คุณคิดด้วยซ้ำ

วิ่งบ่อย ๆ ร่างกายจะ “ไม่เหนื่อย”

สำหรับคนที่เริ่มต้นการออกกำลังกายด้วยการวิ่ง ช่วงแรก ๆ ก็จะมีอาการแบบว่า วิ่งแปปเดียวก็รู้สึกเหนื่อยแล้ว ขอให้อดทนไว้ เพราะเมื่อคุณวิ่งบ่อย ๆ ร่างกายจะคุ้นชินไปเอง แล้วคุณจะสามารถวิ่งได้ไกลขึ้นในแต่ละครั้ง และแน่นอนว่ามันส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างอื่นด้วย เช่น เดินกลับบ้าน เดินจากที่ทำงานไปขึ้นรถหน้าปากซอย เดินขึ้น-ลงบันได หรือเดินเล่นในห้างสรรพสินค้า เราจะไม่รู้สึกเหนื่อยเลย

วิ่งบ่อย ๆ ลดการปวดประจำเดือนได้

สำหรับคุณสุภาพสตรีที่อยู่ในช่วงการเริ่มออกกำลังกายด้วยการวิ่ง ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายกำลังปรับให้เคยชินกับการออกกำลังกาย ลองสังเกตดูว่า อาการปวดท้องน้อยลดลงไหม เมื่อวิ่งบ่อย ๆ การปวดประจำเดือนจะอยู่ในระดับที่เราสามารถทนได้ ทนได้แบบว่าเราไม่ต้องรับประทานยาแก้ปวดอีกต่อไป

วิ่งบ่อย ๆ ทำให้เราอยากตื่นแต่เช้า

หลายคนที่ชื่นชอบการวิ่งจะมีความรู้สึกแบบนี้ คือ จะตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อลุกขึ้นมาวิ่งออกกำลังกายในสวนสาธารณะ สัมผัสบรรยากาศต้นไม้เยอะ ๆ เพราะการวิ่งในสวนสาธารณะเป็นจุดที่บังคับให้ตัวเราลุกขึ้นตื่นเช้าออกไปวิ่ง เพราะประเทศไทยเป็นเมืองร้อน สาย ๆ หน่อยก็ร้อนแล้ว หากทำแบบนี้ทุก ๆ วัน ก็จะฝึกให้เราที่เคยตื่นสายวันเสาร์-อาทิตย์ เปลี่ยนมาเป็นคนตื่นเช้าไปโดยอัตโนมัติ ทำให้เราได้เห็นอีกมุมหนึ่ง นอกจากนี้ เรายังจะมีเวลาไปทำกิจวัตรประจำวันอย่างอื่น ๆ มากขึ้นในแต่ละวันอีกด้วย

วันไหนไม่ได้วิ่ง วันนั้นจะเกรี้ยวกราด!

สำหรับคนที่วิ่งเป็นกิจวัตรประจำวัน จะมีความรู้สึกว่าหากวันใดวันหนึ่งไม่ได้ไปวิ่งออกกำลังกายก็จะรู้สึกไม่ดี เหมือนทำผิดอะไรสักอย่าง เราจะรู้สึกอารมณ์ไม่ดีที่ไม่ได้ไปวิ่ง นั่นถือเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันให้เราต้องผลักตัวเองให้ตื่นขึ้นมาวิ่งให้ได้

 

สุดท้าย การเริ่มต้นวิ่งออกกำลังกายไม่ยากอย่างที่คิดไว้เลย เพียงแค่ตัวคุณต้องมีความขยัน พยายาม ฝึกความมีวินัยในตนเอง อย่างน้อยลุกจากเตียงให้ได้ตนเช้าตรู่ เริ่มแรกค่อย ๆ ลองเดินเรื่อย ๆ ก่อน จากนั้นค่อย ๆ เริ่มวิ่ง เหนื่อยก็เปลี่ยนเป็นเดิน อย่าหักโหม ไม่ไหวอย่าฝืน แรก ๆ ได้ 1-2 กิโลเมตรก็ถือว่าเก่งมาก ๆ แล้ว ทำแบบนี้บ่อย ๆ เป็นกิจวัตรประจำวัน ร่างกายเราจะเหนื่อยน้อยลง จนสามารถวิ่งได้ในระยะทางเยอะขึ้น แล้วความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายจะค่อย ๆ ส่งผลเอง นี่ล่ะ “การวิ่ง” ให้อะไรมากกว่าที่คุณคิดจริง ๆ และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


กินอยู่เป็น_แนะนำ-5-กีฬาในร่มยอดฮิต-ควรค่าแก่การเบิร์นไขมันช่วงหน้าฝน_web.jpg

ช่วงนี้เป็นช่วงหน้าฝน การออกกำลังกายตามพื้นที่กลางแจ้งขณะฝนตก ไม่ดีต่อสุขภาพอย่างแน่นอน กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงได้รวบรวม 5 กีฬาในร่มสุดฮิต ที่สามารถออกกำลังกายได้ แม้ว่าจะอยู่ในช่วงหน้าฝนก็ตาม ยังไงก็ไม่เปียกแฉะหรือโดนแดดอย่างแน่นอน

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวเอาใจคนรักสุขภาพสักหน่อย ต้องบอกเลยว่าช่วงนี้เป็นช่วงหน้าฝน สำหรับใครที่ชอบออกกำลังตามสวนสาธารณะ โดยเฉพาะการวิ่ง ช่วงนี้คงไม่ค่อยเหมาะสักเท่าไหร่ ไม่ดีต่อร่างกายแน่นอน บางคนตัดสินใจวางมือโดยอ้างว่าช่วงนี้หน้าฝน เลยไม่ออกกำลังกาย สุดท้าย ร่างกายเราก็จะสะสมไปด้วยไขมันทั้งนั้น และก่อให้เกิดโรคอ้วนขึ้นมาทันที

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยังมีกีฬาบางชนิดที่คุณสามารถเล่นได้ แม้จะเป็นช่วงหน้าฝนก็ตาม กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงได้รวบรวม 5 กีฬาในร่มสุดฮิต ที่สามารถออกกำลังกายได้ แม้ว่าจะอยู่ในช่วงหน้าฝนก็ตาม ยังไงก็ไม่เปียกแฉะหรือโดนแดดอย่างแน่นอน

1. แบดมินตัน

แบดมินตัน เป็นกีฬาในร่มสนุกยอดฮิต เล่นกันเป็นหมู่คณะได้ เเถมยังช่วยรีดน้ำหนักคุณได้ไม่น้อยเลย หากคู่อยากเล่นสนุก ๆ ไม่เหนื่อยมาก การเล่นเเบดมินตัน 1 ชัวโมงจะช่วยให้คุณเบิร์นพลังงานออกได้ 500 เเคลอรี่เลยนะครับ

 

2. ต่อยมวย

ชกมวยหรือต่อยมวย ถือเป็นกีฬาในร่มที่ได้รับความนิยมไม่น้อยในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะเป็นนักเเสดง คนดัง ทั้งผู้หญิงเเละผู้ชาย ต่างตบเท้ากันเข้ามาซ้อมมวยตามค่ายมวยดัง ๆ เพราะการซ้อมมวยเเบบจริงจัง 1 ชั่วโมงสามารถเผาผลาญพลังงานของร่างกายได้มาถึง 500 – 1,000 เเคลอรี่

 

3. HIIT (High-Intensity Interval Training)

การออกกำลังกายเเบบ HIIT คือการกำลังกายแบบคาร์ดิโอที่ผสมผสานระหว่างการออกกำลังกายอย่างหนักสลับเบาซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เพราะช่วยกระชับทุกสัดส่วนของร่างกาย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของปอดเเละหัวใจ การออกกำลังกายด้วยการ HIIT เพียงเเค่ 30 นาที สามารถช่วยให้คุณเบิร์นได้มากถึง 500 เเคลอรี่เลยทีเดียว

 

4. วิ่งบนลู่วิ่ง

วันไหนที่ฝนตก คุณออกไปวิ่งในสวนสาธารณะไม่ได้ เเต่อารมณ์ของคุณก็ยังอยากวิ่งออกกำลังกายอยู่ดี เเบบนี้การวิ่งบนสายพานช่วยเเก้ขัดได้ ซึ่งการวิ่งบนสายพาน 1 ชั่วโมงจะช่วยให้คุณเบิร์นได้มากถึง 500 เเคลอรี่

 

5. เต้นซุมบ้า-แอโรบิก

การเต้นซุมบ้าและการแอโรคบิค ถือได้ว่าเป็นการออกกำลังกายที่ยอดนิยมและก็ได้ผลดี สำหรับการเต้นแอโรบิคเป็นการเต้นโดยการขยับเขยื้อนร่างกายไปตามจังหวะของเสียงเพลง ส่วนการเต้นซุมบ้าเป็นการเต้นประสานกับท่าเต้นสไตล์ละติน-อเมริกา ระบำหน้าท้อง เเอโรบิก เเละฮิปฮอปเข้าไว้ด้วยกัน ช่วยให้คุณได้ออกสเต็ปเเดนซ์ ฝึกสมอง ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ ปลดปล่อยความมันส์ คลายเครียดได้อย่างสนุกสนาน เเละที่สำคัญการเต้นวุมบ้าและแอโรบิควันละ 1 ชั่วโมง สามารถเบิร์นได้มากถึง 500 เเคลอรี่เลยทีเดียว

เเละนี่ก็คือ 5 กีฬาในร่มยอดฮิต ที่ช่วยให้ร่างกายของคุณได้เบิร์นไขมันเป็นอย่างดี แล้วถ้าหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำทุก ๆ วัน พร้อมกับควบคุมอาหารไปด้วย รับรองเลยว่าหน้าฝนแบบนี้ คุณจะไม่อ้วนอย่างแน่นอน ลดข้ออ้างที่ว่า ช่วงนี้เป็นหน้าฝน เลยออกกำลังกายไม่ได้ แต่แท้จริงแล้ว การออกกำลังกายในร่มเหล่านี้น่าจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


กินอยู่เป็น_ร้องเพลงตอนอาบน้ำ-ดียังไง_web.jpg

เคยไหม? เบื่อหรือเครียดอยู่คนเดียวก็ร้องเพลงขึ้นมา ไม่ว่าจะนอกบ้าน ขณะทำกิจวัตร หรือแม้กระทั่งในห้องน้ำ แต่รู้หรือไม่ว่า การร้องเพลงตอนอาบน้ำ แท้จริงแล้วมีข้อดีและประโยชน์แอบแฝงอยู่ด้วย

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวดี ๆ เกี่ยวกับการใช้ชีวิต เชื่อว่าทุก ๆ ต้องมีดนตรีอยู่ในหัวใจกันอยู่แล้ว เพราะ “ดนตรีนั้นคือชีวิต จังหวะคอยลิขิตให้ชีวิตก้าวไป” จริงอย่างที่เนื้อเพลงท่อนหนึ่งได้กล่าวเอาไว้ หากชีวิตไม่มีดนตรีหรือเสียงเพลงอยู่ในหัวใจ ชีวิตเราก็จะเหมือนขาดสีสัน ขาดรสชาติของชีวิตไปในทันที

เราจะเห็นคนประเภทนี้บ่อย ๆ คือ อยู่คนเดียวแล้วร้องเพลง อยู่ ๆ ก็ร้องเพลงขึ้นมา เสียงร้องเพราะหรือไม่เพราะอีกเรื่องหนึ่ง แต่ขอได้เปล่งเสียงร้องเพลงสักท่อนหนึ่งก็ยังดี เราจะพบเห็นบ่อย ๆ ก็ตามสถานที่สาธารณะ หรือบางคนไม่กล้า ก็ขอให้ถึงบ้าน แล้วค่อยร้องเพลงไปพร้อมกับทำกิจวัตรประจำวัน

อีกหนึ่งกิจวัตรที่จะเห็นหลายคนต้องเคย นั่นคือ การร้องเพลงไปด้วย อาบน้ำไปด้วย เพราะอะไรคนส่วนใหญ่ถึงชอบร้องเพลงขณะกำลังอาบน้ำ ก็เพราะว่าตอนอาบน้ำถือเป็นช่วงที่ผ่อนคลาย ร่างกายอยู่ในช่วงที่กำลังมีความสุขกับการได้ชำระล้างสิ่งสกปรก ทำให้ตัวเรามีความรู้สึกผ่อนคลายจนถึงขั้นต้องร้องเพลงหรือฮัมเพลงขึ้นมาในขณะที่ร่างกายกำลังชำระล้างสิ่งสกปรกนั่นเอง

แต่จะรู้หรือไม่ว่า การร้องเพลงขณะอาบน้ำ แท้จริงแล้วมีข้อดีและประโยชน์แอบแฝงอยู่ด้วย กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมมาฝากทุก ๆ ท่านแล้ว

1. การร้องเพลงคือรางวัล : การร้องเพลงไม่ได้ทำให้คุณมีความสุขเท่านั้น แต่มันยังให้รางวัลคุณด้วยเสียงที่ดีขึ้น นอกจากนี้ การร้องเพลงสามารถเพิ่มความมั่นใจและความภาคภูมิใจในตัวเอง ( self esteem )ได้ สองสิ่งนี้จะช่วยให้คุณสามารถต่อสู้กับความวิตกกังวล ความรู้สึกเศร้าและความเหงาได้เป็นอย่างดี

2. เสียงของคุณจะดีขึ้นตอนอาบน้ำ : การร้องเพลงตอนอาบน้ำไม่ใช่แค่สนุกเท่านั้น แต่มันจะช่วยทำให้เสียงของคุณดีขึ้น เพราะห้องอาบน้ำจะทำให้เกิดเสียงที่แตกต่างออกไป ห้องอาบน้ำก็เป็นเหมือนห้องสร้างเสียง เพราะมันทำด้วยกระเบื้องเซรามิกหรือวัสดุอื่น ๆ ที่ไม่เก็บเสียง เมื่อคุณร้องเพลงออกมาเสียงของคุณก็จะไม่ถูกเก็บไป แต่มันจะสะท้อนไปมาอยู่ที่ผนังห้องน้ำ ทำให้เสียงของคุณชัดเจนขึ้นและมีความดังเป็นพิเศษ เวลาที่คุณร้องเพลงตอนอาบน้ำ คุณจะมีความมั่นใจมากขึ้น แม้จะต้องร้องเพลงในคีย์ที่คุณไม่คุ้นเคย จะตะโกนร้องเพลง หรือร้องเพลงด้วยเสียงตลก ๆ ก็ตาม

3. ช่วยเพิ่มความจำ : เมื่อคุณร้องเพลง ส่วนมากคุณจะรู้เนื้อเพลงอยู่แล้วหรืออย่างน้อยก็ต้องพยายามเพื่อจดจำมัน ซึ่งจะทำให้สมองได้ออกกำลังกายจากการจดจำนั้น ฉะนั้น การร้องเพลงตอนอาบน้ำจึงเป็นวิธีที่ดีที่จะออกกำลังสมอง และช่วยให้สมองของคุณทำงานได้ดีขึ้น

4. ช่วยลดความเครียด : เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณมีโอกาสที่จะออกกำลังกายปอดของคุณด้วยการร้องเพลง คุณก็จะได้เพิ่มออกซิเจนให้กับปอด และออกซิเจนก็จะช่วยทำให้การไหลเวียนเลือดของคุณดีขึ้นและช่วยลดความเครียดได้

5. ช่วยลดความดันเลือด : การร้องเพลงตอนอาบน้ำช่วยลดฮอร์โมนแห่งความเครียด ซึ่งเป็นสาเหตุของความดันเลือดสูง

6. ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น : การร้องเพลงตอนอาบน้ำช่วยเพิ่มออกซิเจนให้กับเลือดของคุณ ลดความเครียดและลดความดันเลือด สิ่งเหล่านี้มีผลโดยตรงกับระบบภูมิคุ้มกันของคุณ เพราะจะช่วยให้ระบบทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ การร้องเพลงยังมีประโยชน์อีกนับไม่ถ้วน ยิ่งถ้าคุณเต้นช้า ๆ ไปด้วยระหว่างการร้องเพลง ยิ่งช่วยให้สุขภาพของคุณดีขึ้นกว่าเดิม

เห็นไหมว่าการร้องเพลงขณะอาบน้ำส่งผลดีต่อตัวเรามากแค่ไหน ฉะนั้นแล้ว ใครก็ตามที่มีภาวะเครียดอยู่ไม่ว่าจะจากการทำงานหรือการเรียนหนังสือ ตอนอาบน้ำก็ลองขับร้องเพลงที่เราชื่นชอบไปด้วย จะช่วยให้เราดีขึ้น ร้องบ่อย ๆ ไม่เครียดแน่นอน แต่ว่าใครที่อาบน้ำตอนดึก ๆ หรือตอนเช้าตรู่ ก็อย่าร้องเพลงจนเสียงดังเกินไป เพราะจะไปรบกวนบ้านหรือห้องข้างเคียง เดี๋ยวจะเดือดร้อนเอา และทั้งหมดนี้คือ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


กินอยู่เป็น_วิ่งแล้วจุก-จุกแล้ว-วิ่งยังไงให้จบ_web.jpg

เคยไหม? วิ่งออกกำลังกายแต่ละครั้ง แล้ววิ่งทีไรก็รู้สึกจุกที่ท้องและเหนื่อยง่าย สุดท้ายก็ล้มเลิกแผนการออกกำลังกายด้วยการวิ่งไปเสียดื้อ ๆ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมเทคนิควิ่งอย่างไรไม่ให้จุกท้องมาฝากกัน

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวเอาใจคนที่ชื่นชอบการออกกำลังกายด้วยการวิ่ง คุณเป็นหนึ่งในนี้หรือไม่ เริ่มวิ่งออกกำลังกายใหม่ ๆ แล้วมีอาการหมดกำลังใจที่จะวิ่งต่อ เพียงเพราะเกิดอาการจุกท้อง จุกลิ้นปี่ในขณะวิ่ง ทำให้หลายคนล้มเลิกความตั้งใจในการออกกำลังกายด้วยการวิ่งไปในทันที เพราะไม่อยากจุกหรือแน่นท้องอีกแล้ว

 

วิ่งแล้วจุก เกิดได้จากหลายสาเหตุ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมเทคนิควิ่งอย่างไรไม่ให้จุกท้องมาฝากกัน

1. งดทานอาหารมื้อหลัก : ในที่นี้รวมไปถึงอาหารย่อยยาก รวมถึงอาหารที่ระคายเคืองกระเพาะอาหาร เช่น อาหารเผ็ด อาหารที่มีกากใยมาก ก่อนวิ่งอย่างน้อย 2 ชั่วโมง และไม่ดื่มน้ำเยอะจนเกินไปก่อนวิ่ง หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำหวาน หรือน้ำผลไม้ปริมาณมากก่อนเริ่มวิ่ง หากกระหายน้ำ ควรดื่มน้ำอย่างมากแค่ครึ่งแก้วเท่านั้นก่อนเริ่มต้นวิ่ง

2. วอร์มอัพให้เพียงพอก่อนการวิ่ง : เตรียมความพร้อมให้กล้ามเนื้อและระบบหายใจ สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการจุกเสียดคือการที่กล้ามเนื้อกระบังลมเกร็งตัว และเกิดตะคริวเมื่อเริ่มวิ่งโดยไม่ได้เตรียมความพร้อมของกล้ามเนื้อมากพอ

3. ปรับการหายใจให้สัมพันธ์กับการก้าวเท้า : เพื่อให้ปอดและกล้ามเนื้อกระบังลมทำงานสัมพันธ์กัน การหายใจด้วยท้องจะช่วยทำให้อากาศผ่านเข้าสู่ปอดได้มากขึ้น และสามารถควบคุมจังหวะการหายใจระหว่างวิ่งได้ หายใจออกท้องยุบ หายใจเข้าท้องป่อง พยายามนับ 1-3 ระหว่างหายใจเข้า และ 1-2 ตอนหายยใจออก ควบคุมจังหวะนี้ไว้ขณะวิ่ง

4. วิ่งเร็วช่วงแรก ทำให้จุกง่าย : การเริ่มวิ่งที่เร็วเกินไปในช่วงออกสตาร์ทเป็นอีกหนึ่งในสาเหตุของการจุกเสียดที่พบบ่อยมากที่สุด ให้เริ่มต้นวิ่งช้าๆ หลังยืดตรง จะช่วยป้องกันการจุกเสียดหรืออาการบาดเจ็บต่างๆ

5. ออกกำลังเสริมแกนกลาง (Core Abs)ให้มีความแข็งแรงมากขึ้น : ปรับท่าวิ่งให้แกนลำตัวตรง ไม่ห่อตัว ไม่งอหลัง จะช่วยปรับให้ท่าทางการวิ่งสง่างาม และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการวิ่ง

 

แต่เมื่อเกิดอาการจุกเสียดแน่นอนท้องขึ้นมาในขณะวิ่งอยู่ วิธีแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า มีดังนี้

1. ระหว่างวิ่ง ยกมือข้างเดียวกับฝั่งที่จุกแล้ววางไว้ที่ท้ายทอยจะช่วยให้กล้ามเนื้อกระบังลมคลายตัว หากยังไม่หายจุก ให้ค่อย ๆ ผ่อนความเร็วลงแล้วหยุดวิ่ง ก้มตัวค้างไว้ 30 – 60 วินาที ค่อย ๆ ทำอย่างระมัดระวัง เพราะการหยุดวิ่งกะทันหันแล้วก้มตัวทันทีจะทำให้หน้ามืดได้

2. หายใจเข้าออกช้า ๆ กดปลายนิ้วมือเข้าไปบริเวณจุดที่จุกเสียด นับ 1-3 ระหว่างหายใจเข้า และปล่อยมือที่กดพร้อมหายใจออกนับ 1-2 ลองหายใจออกตอนที่เท้าฝั่งที่ไม่จุกแตะพื้น และเป่าลมออกคล้ายกับตอนเป่าเทียน

3. หยุดวิ่งและยืดคลายกล้ามเนื้อจนกว่าจะหายจุก

 

สุดท้าย เมื่อรู้วิธีแก้ปัญหาและรับมือ รวมถึงฝึกวิ่งอย่างสม่ำเสมอด้วยท่าทางและการหายใจที่ถูกต้องแล้ว ก็จะทำให้อาการจุกเสียดหายไปตามสภาพความฟิตของร่างกาย ฉะนั้น คุณสามารถนำวิธีเหล่านี้ไปทดลองปฏิบัติดู แล้วการวิ่งของคุณจะมีความสุขและสดชื่นอย่างแน่นอน และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


กินอยู่เป็น_เมื่อ-WHO-เร่งกำราบมาลาเรียให้หมดไปจากโลก-เกี่ยวข้องอย่างไรกับประเทศไทย_web.jpg

แม้เวลาผ่านมานานเท่าไร วิวัฒนาการก้าวหน้าเพียงใด มาลาเรียก็ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ด้านสาธารณสุขของโลกอยู่เสมอ ยังไม่มีวิธีกำจัดให้หมดสิ้นจากโลกนี้ไปเสียที แต่จะมีใครรู้กันหรือไม่ว่า มาลาเรีย มีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับประเทศไทย

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยว “มาลาเรีย” ซึ่งในบทความก่อนหน้านี้ เราได้พูดถึงที่มาที่ไปของโรคมาลาเรียกันไปบ้างแล้ว จะเห็นได้ว่าโรคมาลาเรียยังคงแพร่ระบาดอยู่จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีวิธีกำจัดให้หมดสิ้นจากโลกนี้ไปเสียที ครั้งนี้ กินอยู่เป็น จึงขอหยิบยกเรื่องราวของโรคมาลาเรียมานำเสนออีกครั้ง

แม้เวลาผ่านมานานเท่าไร วิวัฒนาการก้าวหน้าเพียงใด มาลาเรียก็ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ด้านสาธารณสุขของโลกอยู่เสมอ ซึ่งปัจจุบันแม้ทั่วโลกมีจำนวนผู้ป่วยมาลาเรียลดน้อยลง แต่เจ้าเชื้อร้ายชนิดนี้กลับมีวิวัฒนาการที่ทวีความร้ายแรงต่อมนุษย์เพิ่มขึ้น โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าในปี พ.ศ. 2559 โรคนี้ก็คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกไปเกือบ 500,000 คน และจากสถิติปี พ.ศ. 2560 มีผู้ป่วยจากโรคมาลาเรียประมาณ 219 ล้านคน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เป็นแหล่งรังโรค คือ ทวีปแอฟริกา และ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ประเด็นหลักสำคัญที่ WHO แสดงความกังวล ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันที่มีประสิทธิภาพและยังพบเชื้อมาลาเรียที่ดื้อต่อยารักษา ดังนั้นหากไม่สามารถจำกัดการดื้อยาโดยเฉพาะดื้อยากลุ่มอาร์ติมิซินิน ยาสูตรสุดท้ายที่ควบคุมมาลาเรียสายพันธุ์ดื้อยาอื่นๆ ได้ ก็ไม่มีหนทางรักษาอีกเลย

“ไวแว๊กซ์” เชื้อร้ายที่ไม่ยอมหมดไป

เชื้อมาลาเรีย ที่กำลังถูกจับตาจากนักวิทยาศาตร์และวงการแพทย์ คือ สายพันธุ์ “ไวแว็กซ์” ที่เป็นเชื้อชนิดเรื้อรังและมีความซับซ้อนมากกว่า “ฟัลซิปารัม” ด้วยคุณสมบัติที่สามารถแฝงตัวในตับ ทำให้ยาอาร์ติมิซินินที่ออกฤทธิ์เฉพาะในกระแสเลือดจึงไม่มีผลต่อไวแว็กซ์ ขณะที่ ยาไพรมาควิน แม้มีผลข้างเคียงสูงต่อผู้ป่วยบางกลุ่มและต้องกินยาติดต่อกันเป็นเวลานาน

นอกจากนี้ยังระบาดกินพื้นที่กว้างกว่าสายพันธุ์ “ฟัลซิปารัม” ซึ่งแม้จะร้ายแรงถึงชีวิตแต่ระบาดอยู่ในแอฟริกาเป็นหลัก ขณะที่ “ไวแว็กซ์” จะระบาดได้ทั่วทั้งเอเชียกลาง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะแถบลุ่มแม่น้ำโขง โดยปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพจัดการเบ็ดเสร็จและพบเชื้อดื้อยา

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการปรับตัว และ ดื้อยาของเชื้อมาลา คือ สภาวะโลกร้อนทำให้เกิดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง ส่งผลให้ยุงเกิดวิวัฒนาการ และปรับวิธีสะสมเชื้อที่แข็งแรงมากขึ้น นอกจากนี้การอพยพเคลื่อนย้ายแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านที่เป็น “แหล่งรังโรค” เข้ามาในประเทศไทย ซึ่งมีทั้งเข้ามาแบบถูกต้องและลักลอบแบบผิดกฎหมายไม่ได้รับการตรวจโรค ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เชื้อร้ายชนิดนี้ยังคงแพร่กระจายอยู่ตามพื้นที่เขตติดต่อตามแนวชายแดนไทย กัมพูชา พม่า

แม้มียาไพรมาควินที่ใช้กำจัดเชื้อไวแว็กซ์ระยะแฝงตัวในตับ แต่เป็นยาที่อาจมีผลข้างเคียงสูง ต้องกินยาเป็นระยะเวลานาน และยังมีภาวะดื้อยาในผู้ป่วยส่วนหนึ่ง รูปแบบการติดเชื้อซ้ำของเชื้อมาลาเรียชนิดไวแว็กซ์นี้ จึงเป็นอุปสรรคต่อการรักษาและการดำเนินการกำจัดโรคไข้มาลาเรียในภูมิภาคแถบลุ่มแม่น้ำโขงและประเทศไทย หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องจึงต่างเร่งหาวิธีการใหม่ๆ ที่จะกำจัดเชื้อไวแว็กซ์ให้หมดไปโดยเร็ว

การควบคุม และ กำจัดเชื้อไวแว๊กซ์ถึงจะเป็นเรื่องยาก แต่ก็มีความพยายามจากหลายหน่วยงานมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งน่าติดตามว่าการกำราบเจ้ามาลาเรียร้ายครั้งนี้จะสำเร็จหรือไม่  คงต้องจับตาดูและติดตามกันต่อไป และนี่คืออีกหนึ่งเรื่องน่ารู้ดีๆ ในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


กินอยู่เป็น_หลงตัวเอง-โรคระบาดของคนในสังคมสมัยใหม่_web.jpg

“หลงตัวเอง” โรคนี้กำลังแพร่ระบาดไปยังคนหลาย ๆ คนในตอนนี้ เกิดจากความมั่นใจในตัวเราที่มีอยู่ในตัว แต่บางทีก็มีมากจนเกิดไป ทำให้ความ “หลงตัวเอง” ครอบงำจิตใจเราจนได้ และในที่สุดก็ส่งผลเสียหรือทำลายคนรอบข้างโดยทันที

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวกับโรคชนิดหนึ่ง ที่ตอนนี้บอกเลยว่ากำลังแพร่ระบาดอย่างในสังคมสมัยใหม่ โรคที่ว่านั้นก็คือ “โรคหลงตัวเอง” ฟังไม่ผิดแน่นอน จะบอกว่าโรคหลงตัวเองกำลังแพร่ระบาดไปยังคนหลาย ๆ คนในตอนนี้

จะว่าไป ถ้าเรามีความมั่นใจในตัวเองอยู่ในตัวถือเป็นเรื่องที่ดี แต่รู้หรือไม่ว่าความมั่นใจในตัวเรา จริง ๆ แล้วมันดีมากน้อยแค่ไหนกัน? บางครั้ง “ความมั่นใจ” ในตัวเราที่มีมาก ๆ อาจจะส่งผลเสียหรือทำลายคนรอบข้างก็เป็นไปได้

ความหลงตัวเอง หากเรายิ่งคิดว่าตัวเองดีเลิศเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งมองไม่เห็นหัวคนอื่น ถ้าเรามองโลกแบบตรงไปตรงมาก็จะเห็นว่า แทบจะเป็นไปไม่ได้ ที่คนหลงตัวเองจะไม่คิดดูถูกคนอื่น แล้วนิสัยดูถูกคนอื่นก็จะนำมาซึ่งนิสัยที่ชอบเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น เมื่อนิสัยชอบเปรียบเทียบมาถึง คราวนี้มันก็จะพานิสัยที่ชอบตัดสินคนอื่นติดมาด้วย คนนั้นก็ไม่ดี คนนี้ก็ไม่ฉลาด ทำแบบนั้นไม่ดี ทำแบบนี้ก็ไม่เข้าท่า คนหลงตัวเองจะเริ่มเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นเทวดาน้อย ๆ ผู้ไม่เคยทำอะไรผิด เริ่มติดกับความเก่งของตนเอง เริ่มติดกับความสำเร็จที่มีอยู่ เริ่มทำตัวเป็นคนธรรมดาที่ไม่สำคัญไม่เป็น

ทั้งหมดนี้ คือภัยคุกคามมิตรภาพและความสุขในชีวิตของตนเองและคนรอบข้าง ในความเป็นจริง ยิ่งเราเป็นคนเก่งเท่าไหร่ ยิ่งต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตนมากขึ้นเท่านั้น ความอ่อนน้อมถ่อมตนจะสามารถถ่วงน้ำหนัก ทำให้เท้าของเราติดดิน ไม่ลอยขึ้นฟ้า ฉะนั้น ยิ่งเป็นคนเก่งเท่าไหร่ ยิ่งต้องระวังความหลงตัวเอง ที่มันคอยจะแว้งกัดตัวเราเอง

ความหลงตัวเองไม่ใช่อะไรที่โง่เขลาเลย มันไม่ใช่อะไรที่เราจะอวดดีและประมาทได้ ตรงกันข้าม มันมีความเฉียวฉลาดกว่าเราหลายเท่า คนที่อิ่มในตัวเอง ไม่จำเป็นต้องพูดบอกใครต่อใครว่าฉันอิ่ม แต่คนที่ขาดต่างหาก ต้องอวดเพื่อสร้างเกราะกำบังให้คนอื่นไม่รู้ว่าฉันขาด

ในทางจิตวิทยาระบุว่า หากใครชอบอวดอะไร ลึก ๆ แล้วในใจ คือ เขาเคยขาดสิ่งนั้นมาก่อน ยิ่งอวดมากเท่าไหร่ ในใจจะเหมือนมีพายุที่ไม่มีวันสงบสิ้นได้ซักที ความสุขปลอม ๆ ของคนขี้อวด คือ การได้รู้สึกเหนือกว่าใครซักคนในช่วงเวลาสั้น ๆ ไม่เช่นนั้นแล้ว มีหรือที่เราจะเป็นขี้ข้าของมันมาได้เนินนานเพียงนี้

ฉะนั้น การเห็นคุณค่าของตัวเองนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ผิด และเป็นเรื่องชอบธรรมที่ควรกระทำแต่อย่าให้มันลุกลามถึงขนาดทำให้เรากลายเป็นคน “หลงตัวเอง” เพราะคน “หลงตัวเอง” ไม่ต่างจากคนป่วยโรคประเภทหนึ่ง เปรียบเสมือนคนแพ้ตัวเอง แพ้ทุกสิ่งทุกอย่าง ชนะคนเป็นแสนล้าน ถ้าแพ้ตัวเองเสียแล้ว ทุกอย่างก็คือจบ ฉะนั้นแล้ว ภูมิใจได้แต่อย่าให้มากถึงขนาด “หลงตัวเอง” จะดีที่สุด และนี่คือวิถีแห่ง “กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ : บทความดี ๆ จาก คุณพศิน อินทรวงค์


กินอยู่เป็น_เท้าเหม็น-ทำไงดี_web.jpg

“เท้าเหม็น” อีกหนึ่งปัญหาใหญ่สำหรับใครหลาย ๆ คน ที่อาจทำให้คุณสูญเสียความมั่นใจและสูญเสียโอกาสดี ๆ ในชีวิตได้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงรวบรวม 5 วิธีแก้ “เท้าเหม็น” ดับกลิ่นเท้าของคุณหลากหลายวิธี มาให้คุณเลือกใช้ได้ตามสะดวก

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอปัญหาเกี่ยวกับ “เท้าเหม็น” ซึ่งถือได้ว่าเป็นกลิ่นที่ไม่ค่อยพึงประสงค์เท่าไรนัก และยังคงเป็นปัญหาใหญ่สำหรับใครหลาย ๆ คน เชื่อว่าทุกคนต้องเคยประสบกับปัญหา “เท้าเหม็น” กันมาบ้าง

ปัญหา “เท้าเหม็น” ไม่ได้เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อคุณเพียงคนเดียว แต่ยังส่งผลกระทบถึงคนรอบข้างคุณอีกด้วย เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เพราะปัญหา “เท้าเหม็น” อาจทำให้คุณสูญเสียความมั่นใจและสูญเสียโอกาสดี ๆ ในชีวิตได้

หากเท้าของคุณเป็นต้นเหตุของกลิ่นไม่พึงประสงค์ทุกวันติดต่อกัน ไม่ต้องเครียดอีกต่อไป กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมวิธีช่วยดับกลิ่นเท้าของคุณหลากหลายวิธี มาให้คุณเลือกใช้ได้ตามสะดวก

1. หมั่นทำความสะอาดเท้าอยู่เสมอ : ข้อมูลของ ผศ.พญ.สุวิรากร โอภาสวงศ์ จากสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัญหา “เท้าเหม็น” เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะผู้ที่ชอบใส่ถุงเท้าอับนาน ๆ มีเหงื่อออกมาก ทำให้ผิวหนังยุ่ยและติดเชื้อแบคทีเรียง่าย วิธีแก้ไข ต้องหมั่นทำความสะอาด ล้างเท้าด้วยน้ำสะอาด เช็ดให้แห้ง หรือโรยแป้งฝุ่นลดความอับชื้น และ ไม่ควรใส่ถุงเท้าตอนเท้ายังเปียกหรือยังไม่แห้งดี

2. โรยผงแป้งแก้กลิ่นเท้า : ปัจจุบันมี “ผงแป้ง” สำหรับลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่เท้าโดยเฉพาะ ผงแป้งชนิดนี้สามารถช่วยระงับเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการเกิดกลิ่นเท้าได้ โดยให้นำมาทาให้ทั่วเท้าก่อนใส่ถุงเท้าหรือรองเท้า หรือนำไปโรยในรองเท้าให้ทั่วก่อนสวมใส่ด้วยก็ได้ เช่น แป้งเด็กต่าง ๆ เพราะคุณสมบัติของแป้งเหล่านี้จะช่วยดูดซึมความชื้นจากเหงื่อได้ดี เมื่อเราต้องสวมถุงเท้าเป็นเวลานาน ๆ

3. แก้กลิ่นเท้าด้วย “สบู่ฆ่าเชื้อ” : ข้อมูลจากภาควิชาจิตวิทยา ร่วมกับ รอ.นพ.ปุณยวีร์ อ่องศรี สังกัดโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ กองทัพเรือ ให้ข้อมูเกี่ยวกับวิธีลดกลิ่นเท้าเหม็นเอาไว้ว่า การใช้สบู่ฆ่าเชื้อ ซึ่งเป็นสบู่ชนิดเดียวกับที่แพทย์ใช้ฟอกมือเวลาเข้าห้องผ่าตัด ก็สามารถช่วยระงับกลิ่นได้ เพียงแค่ใช้สบู่ชนิดนี้ฟอกไว้ที่เท้า ทิ้งไว้ 1-2 นาที ทำแบบนี้ทุกวัน อย่างน้อยเป็นเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ปัญหากลิ่นเท้าก็จะลดลงได้

4. ใช้ “สารส้ม” ลดกลิ่นเท้า : อีกหนึ่งวิธีที่ทำได้เองง่ายๆ คือ ทำ “สารส้ม” ละลายน้ำที่ขายเป็นก้อน เอามากวน ๆ ในน้ำเปล่าให้ละลาย ประมาณ 5-10 นาที จากนั้นนำน้ำสารส้มที่ได้มาใส่ขวดสเปรย์ นำมาฉีดลงบนบริเวณเท้า รอให้แห้ง จากนั้นทาด้วยแป้งฝุ่นทับอีกทีหนึ่งก็เป็นอันเสร็จ ทำทุก ๆ ครั้งในวันที่คุณจะต้องใส่ถุงเท้าและรองเท้านาน ๆ แค่นี้ก็จะช่วยลดกลิ่นเท้าเหม็นได้

5. ดับกลิ่นง่าย ๆ ด้วย “ตะไคร้หอม-ถ่าน” : ถุงดับกลิ่นเท้าอีกสูตรที่น่าสนใจ คือ สูตรตะไคร้หอม ผิวมะกรูด ถ่านป่น และสารส้ม วิธีทำง่าย ๆ เพียงแค่นำส่วนผสมทั้งหมดมาอย่างละ 1 ส่วน ใส่ในถุงที่ทำจากผ้าขาวบางหรือผ้าที่มีช่องระบายอากาศ แล้วทำเป็นลูกกลม ๆ เหมือนลูกประคบ ใช้เชือกมัดให้แน่น แล้วนำไปใส่ไว้ในรองเท้าหรือตู้รองเท้า จะช่วยดูดกลิ่นเหม็นออกไปได้ดี

ทั้งหมดนี้คือวิธีช่วยลดกลิ่น “เท้าเหม็น” และวิธีดูแลสุขอนามัยของเท้า ถือเป็นการลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ของเท้าที่ดีอีกวิธีหนึ่ง ลองเอาไปใช้ในชีวิตประจำวันกันได้ แต่ที่สำคัญไปกว่านี้เลย คุณต้องรักษาความสะอาดเท้า กำจัดกลิ่นรองเท้าและตู้วางรองเท้าไปพร้อม ๆ กันเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด และนี่คือวิถีแห่ง “กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


กินอยู่เป็น_กาสะลอง-vs-มาลาเรีย-ผ่านมาร้อยปี-ทำไมโรคนี้ยังไม่หายไป_web.jpg

ทราบไหมว่า ?

  • มาลาเรีย 1 ใน 3 โรคเป้าหมายที่กระทรวงสาธารณสุขลงนามกับ Global Fund เพื่อกำจัดให้หมดไป
  • แม้มียารักษาแต่ถ้ากินไม่ครบสูตร จะกลายพันธุ์สู่ “เชื้อดื้อยา” จนหมดทางรักษา โดยมาลาเรียที่กำจัดยากสุด คือ “ไวแว็กซ์” เพราะฝังในตับได้นานทำให้คนเป็นซ้ำ แพร่กระจายเป็นวงกว้าง
  • ทุกวันนี้แม้คนไทยติดเชื้อมาลาเรียน้อยลง แต่ห้ามวางใจ เพราะการที่อาเซียน Non – Boundary ทำให้มาลาเรียเป็น “โรคไร้พรมแดน” ผลจากการเข้า – ออกของผู้ติดเชื้อเพื่อนบ้านที่เป็น “แหล่งรังโรค”

ต้องบอกว่าช่วงไม่มีใครไม่รู้จักละครที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในตอนนี้อย่าง กลิ่นกาสะลองที่ได้ เจมส์ มาร์ แลญาญ่า อุรัสยา ถ่ายทอดบทบาทของหมอทรัพย์ กาสะลอง ซ้องปีบ จนทำเอาแฟนละครหลายๆ คน ติดละครเรื่องนี้อย่างงอมแงม จนติดเทรนด์ทวิตเตอร์อันดับ 1 แทบทุกสัปดาห์

สำหรับในละคร กลิ่นกาสะลอง เราจะเห็นตัวละครเอกอย่างกาสะลอง ป่วยเป็นไข้ชนิดหนึ่ง นั่นคือ ไข้จับสั่น” ฉากนี้ต้องบอกเลยว่านักแสดงสาวญาญ่าสามารถถ่ายทอดบทบาทได้ดีมาก แต่รู้หรือไม่ว่าโรคนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร เพราะอะไร ทำไมไข้จับสั่นถึงยังกำจัดไม่หมดจากโลกนี้เสียที ซึ่งกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต มีคำตอบมาให้แล้ว

มาลาเรีย ไข้จับสั่น ไข้ป่าไม่ว่าจะชื่อใดก็ตาม นี่ถือเป็นโรคที่เข่นฆ่ามนุษยชาติมานานหลายร้อยปี โดยมี “ยุงก้นปล่อง” เป็นพาหะสำคัญ ในส่วนประเทศไทยนั้นมาลาเรียก็เคยเป็นปัญหาระดับชาติมานานโดยเฉพาะช่วงปี พ.ศ. 2530 เกิดการระบาดครั้งใหญ่ที่ อ.บ่อไร่ จ.ตราด ช่วงที่เรียกว่ายุคตื่นพลอย โดยการระบาดที่พบในไทยส่วนใหญ่พบอยู่ 2 สายพันธุ์

รู้จัก “ฟัลซิปารัม – ไวแว็กซ์” สองเชื้อร้ายจอมดื้อ

  • “ฟัลซิปารัม” อันตรายถึงชีวิตแต่พบเป็นส่วนน้อยในไทย พบมากแถบทวีปแอฟริกา แม้มียารักษาได้แต่การที่ต้องกินติดต่อเป็นเวลานาน และเมื่อกินยาไม่ต่อเนื่องจะทำให้เกิด “เชื้อดื้อยา” โดยที่น่าเป็นห่วงคือเชื้อดื้อยากลุ่มอาร์ติมิซินินและอนุพันธ์อาร์ติมิซินินยาสูตรสุดท้ายที่รักษาได้ผล ทำให้เมื่อผู้ป่วยติดเชื้อมาลาเรียที่ดื้อยาชนิดนี้แล้ว จะไม่สามารถรักษาให้หายด้วยยาสูตรปกติได้ โอกาสเสียชีวิตยิ่งสูงขึ้น
  • “ไวแว็กซ์” กว่าครึ่งของผู้ป่วยในไทยป่วยจากสายพันธุ์ประเภทนี้ ซึ่งแพร่ขยายได้ดีในอาเซียน โดยยังไม่มีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพจัดการเบ็ดเสร็จ และยังพบเชื้อดื้อยา แม้ไม่อันตรายรุนแรงถึงชีวิต แต่ด้วยลักษณะพิเศษคือเชื้อแฝงตัวในตับได้นานทำให้ผู้ป่วยกลับมาเป็นมาลาเรียซ้ำได้อีกหลายครั้งจากการถูกยุงกัดเพียงครั้งเดียว โดยเด็กเล็กที่เป็นซ้ำๆ จะมีผลกระทบต่อการพัฒนาทางด้านระบบประสาทและสมอง ทำให้เกิดความบกพร่องทางการเรียนรู้ ทางความจำและทางภาษาได้ชั่วคราว

ส่วน กาสะลองจะป่วยเป็นมาลาเรียประเภทใดนั้น คาดว่าแนวโน้มน่าจะเทไปทางไวแว็กซ์มากกว่า เพราะไม่ได้อันตรายถึงชีวิต หรือ ท่านผู้อ่านคิดว่าอย่างไรก็สามารถส่งมาร่วมแชร์กันได้เลย…..

รู้ไหมทำไมมาลาเรียลดน้อยลง..แต่ไม่เคยหมดไปจากไทยเสียที

ผ่านมาร้อยกว่าปีจากในยุคอดีตของกาสะลอง พบว่าการควบคุมโรคมาลาเรียในไทยอยู่ในทิศทางที่ดีขึ้น โดยปัจจุบันอัตราผู้ป่วยลดน้อยลงอยู่ในขั้นที่น่าพึงพอใจ จากอดีตที่เคยพบผู้ป่วยปีละกว่า 150,000 คน เหลือประมาณ 6,000 คน แต่มาลาเรียก็ยังเป็นโรคที่ไม่น่าไว้ใจอยู่ดี เพราะไม่เคยหมดไปจากไทยเสียที และพร้อมกลับมาระบาดทุกเมื่อ โดยทุกวันนี้ยังพบการระบาดตามพื้นที่แนวชายแดนอยู่เสมอ มาจาก 3 ปัจจัยหลัก

1.การเข้าออกของผู้ติดเชื้อมาลาเรียจากประเทศเพื่อนบ้านที่เป็น “แหล่งรังโรค” มีทั้งแบบเข้ามาอย่างถูกต้องและลักลอบแบบผิดกฎหมายซึ่งไม่ได้รับการตรวจโรค โดยเฉพาะหลังการเปิด AEC ที่เข้ามาเป็นจำนวนมาก

2.การซื้อขายยาที่ไม่ได้มาตรฐานตามแนวชายแดนทำให้เกิดการดื้อยา ซึ่งน่าสนใจว่าเชื้อมาลาเรียดื้อยาทุกชนิดในโลก ล้วนมีจุดเริ่มต้นที่ อ.บ่อไร่ จ.ตราด อ.โป่งน้ำร้อน และ อ.สอยดาว จ.จันทบุรี ทั้งสิ้น

3.สภาวะโลกร้อนทำให้ยุงมีวิวัฒนาการและปรับวิธีสะสมเชื้อที่แข็งแรงมากขึ้น กระทบต่อการเกิดเชื้อดื้อยาอีกทางหนึ่ง

คงต้องเฝ้าจับตาดูกันต่อไปว่า ปัญหาของโรคมาลาเรียที่เกิดขึ้นในประเทศไทย จะมีหน่วยงานไหนบ้างที่จะช่วยกันควบคุม ดูแล รักษาอย่างไร เพื่อไม่ให้โรคดังกล่าวต้องแพร่ระบาดออกไปเป็นวงกว้าง และตัวเราเองจะรับมืออย่างไรได้บ้าง เพื่อไม่ให้โรคมาลาเรียคุกคามเข้ามาหาตัวเรา และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


ล้อมกรอบ

  • แม้ฟังดูเป็นโรคที่ไกลตัวคนเมือง และไม่ค่อยพบการติดเชื้อมาลาเรียในเขตเมืองเท่าไรนักแต่เมื่อจำเป็นต้องเข้าไปในพื้นที่แหล่งระบาดของมาลาเรีย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวสายธรรมชาติที่ชอบการเดินป่า พักแรม ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการป้องกัน ลดความเสี่ยงคือสิ่งจำเป็นสามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยการสวมเสื้อผ้าปกปิดร่างกายให้มิดชิด ควรใช้เสื้อผ้าสีอ่อน และทายากันยุง ทุก 4 ชั่วโมง
  • ยุงที่เป็นพาหะนำเชื้อมาลาเรียไวแว็กซ์ มักดูดคนขณะอยู่นอกบ้าน ดังนั้นการป้องกันด้วยมุ้งเคลือบยาฆ่าแมลงจะไม่ได้ผลมากนัก
  • ยาที่ใช้ฆ่าเชื้อมาลาเรีย “ฟัลซิปารัม” เป็นยาที่ออกฤทธิ์เพื่อฆ่าเชื้อในกระแสเลือด ดังนั้นไม่สามารถใช้กับ “ไวแว็กซ์” เชื้อจะฝังตัวอยู่ในตับ
  • ไม่ควรกินยาป้องกันไข้มาลาเรียดักไว้ก่อน เพราะการกินยาเป็นการช่วยกดอาการจากเชื้อ ไม่ได้ช่วยป้องกัน ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาดื้อยาในระยะยาวด้วย