Welltitude

กินอยู่เป็น_กินเหล้าเมาแล้วแฮงค์-น้ำมันมะพร้าว-ช่วยคุณได้_web.jpg

เคยไหม? ปาร์ตี้อย่างสนุกสนานสุดเหวี่ยง จนจำไม่ได้ว่าเราดื่มไปแล้วกี่แก้ว กี่ขวด จนมารู้ตัวอีกทีก็คือ มีอาการเมาค้างเสียแล้ว และหนึ่งในวิธีแก้อาการเมาค้างได้ ก็คือ “น้ำมันมะพร้าว” นี่เอง ถือเป็นอีกหนึ่งยาดีที่ช่วยคนเมาค้างได้ดีที่สุดเลยทีเดียว

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอพาทุก ๆ คนไปเรียนรู้กับอาการชนิดหนึ่งกันดีกว่า นั่นคือ อาการเมาค้าง อาการนี้คนที่เป็นสายปาร์ตี้ ที่ชื่นชอบการรับประทานเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เหล้า เบียร์ จะรู้จักอาการเมาค้างเป็นอย่างดี เพราะอาการเมาค้าง หรือ แฮงค์ (Hangover) เกิดขึ้นหลังจากการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์มากเกินไป จนหลังจากนั้นร่างกายแสดงปฏิกิริยาต่อต้านแอลกอฮอล์ขึ้นมา ซึ่งมีระดับความรุนแรงแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย อาการที่พบบ่อยคือ อาการขาดน้ำ ปวดหัว หงุดหงิด เวียนหัว สู้แสงจ้าไม่ได้ คลื่นไส้ อาเจียน นอนไม่หลับ เกิดอาการซึมเศร้า และวิตกกังวล ฯลฯ อาการแบบนี้จึงเรียกว่าเมาค้าง

จริง ๆ แล้ว มีวิธีแก้ปัญหาอาการเมาค้างหลากหลายวิธี ทั้งการรับประทานยา ทานน้ำ ทานกาแฟดำ ฯลฯ แต่รู้หรือไม่ว่า ยังมีของอีกหนึ่งอย่างที่ช่วยทำให้คุณมีอาการดีขึ้นจากอาการเมาค้าง นั่นก็คือ “น้ำมันมะพร้าว” ที่ปัจจุบันได้รับจากหนุ่มสาวสายปาร์ตี้แล้วว่า เป็นอีกหนึ่งยาดีที่ช่วยคนเมาค้างได้ดีที่สุดเลยทีเดียว

สงสัยกันไหมว่า ทำไมน้ำมันมะพร้าวถึงเป็นสิ่งที่ช่วยแก้อาการเมาค้างได้ แม้ว่าจะมีตัวเลือกอื่น ๆ ที่จะมาเป็นตัวช่วยสำหรับแก้อาการเมาค้างได้ก็ตาม เพราะความจริงแล้วในน้ำมันมะพร้าวมีกลิ่นค่อนข้างหอม หากเราสูดดมจะทำให้ร่างกายของเรารู้สึกตื่นตัว สดชื่นขึ้น นอกจากนี้ ในน้ำมันมะพร้าวจะมีสารอิเล็กโตรไลท์อยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งมากกว่าเครื่องดื่มอิเล็คโตรไลท์เสียอีก

ดังนั้น เมื่อเราเกิดอาการเมาค้าง การรับประทานน้ำเปล่าไม่สามารถชดเชยน้ำที่สูญเสียไปได้ เนื่องจากร่างกายเราเสียแร่ธาตุที่เป็นสารอิเล็คโตรไลท์จำเป็นของร่างกายอย่างแมกนิเซียม และโพแทสเซียมไปเป็นจำนวนมาก ทำให้ร่างกายของเราเสียสมดุลอิเล็คโตรไลท์ เซลล์ในร่างกายจึงไม่สามารถทำงานได้อย่างเป็นปกติเ เพราะร่างกายขาดสมดุลระหว่างน้ำกับเกลือแร่ ทำให้เซลล์อยู่ในสภาวะมึนงง ฉะนั้น น้ำมันมะพร้าวจะช่วยดึงสมดุลระหว่างน้ำกับเกลือในร่างกายให้กลับคืนมา ส่งผลให้เซลล์ในร่างกายของเรากลับมาเดินเครื่องทำงานได้เป็นปกติ

สุดท้าย ถึงแม้ว่าจะมีน้ำมันมะพร้าว หรือตัวช่วยตัวอื่น ๆ ในการแก้อาการเมาค้างได้แล้วนั้น สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเราคือการระมัดระวังในการรับประทานเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นจำนวนมาก ๆ เพราะส่งผลเสียและอันตรายต่อร่างกายแน่นอน อย่างลืมว่า จงปาร์จี้อย่างมีสติ และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


กินอยู่เป็น_วิ่งไหนดีที่ไม่ใช่สวนสาธารณะ_web.jpg

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมสถานที่วิ่งออกกำลังกายนอกเหนือจากสวนสาธารณะในพื้นที่ของกรุงเทพฯ มาฝากเหล่าสาวกคนรักการวิ่งออกกำลังกายหรือเดินเพื่อสุขภาพ

สำหรับสาวกคนรักสุขภาพ โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกายอย่างการวิ่งหรือเดินเพื่อสุขภาพ ส่วนใหญ่เมื่ออยากวิ่งออกกำลังกาย ก็จะไปวิ่งที่สวนสาธารณะหรือไม่ก็ในฟิตเนส แต่จริง ๆ แล้ว พื้นที่ที่สามารถไปวิ่งออกกำลังกายมีมากมายหลายแห่ง ไม่ได้จำกัดเพียงแค่ในสวนสาธารณะใหญ่ ๆ อย่าง สวนจตุจักร สวนรถไฟ สวนลุมพินี สวนเบญกิตติ ฯลฯ แต่ยังมีพื้นที่ที่ใช้สำหรับวิ่งออกกำลังกายได้อีกด้วย

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงรวบรวมสถานที่วิ่งออกกำลังกายนอกเหนือจากสวนสาธารณะในพื้นที่ของกรุงเทพฯ มาฝากเหล่าสาวกคนรักการวิ่งออกกำลังกายหรือเดินเพื่อสุขภาพ

1. เลียบทางด่วน เอกมัย-รามอินทรา (ถนนประดิษฐ์มนูธรรม)

พื้นที่ถนนเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา เป็นสถานที่ที่ต้องการแนะนำเป็นพิเศษ เพราะเส้นทางนี้คุณจะวิ่งไปได้เรื่อย ๆ บนเส้นทางจักรยานเล็ก ๆ ที่รองรับผู้ที่ออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยานและการวิ่งออกกำลังกาย มีเส้นทางให้วิ่งตั้งแต่บริเวณพระราม 9  ประชาอุทิศ  ลาดพร้าว  เกษตร-นวมินทร์ และไปสิ้นสุดที่รามอินทรา รวมระยะทางทั้งสิ้น 14 กิโลเมตร ซึ่งเมื่อคุณวิ่งไปและวิ่งกลับมาถึงจุดเริ่มต้น (พระราม 9 – รามอินทรา – พระราม 9) จะเป็นระยะทางรวมทั้งสิ้น 26 กิโลเมตรเลยทีเดียว ฉะนั้น สะดวกระยะไหนก็วิ่งระยะนั้น อย่าหักโหมจนเกินไป

2. เซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์

ที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ มีลานวิ่งออกกำลังกาย Sky walk บริเวณชั้น 3 ของห้าง ให้บริการแก่ผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกาย มีระยะทาง 250 เมตร/รอบ เปิดให้บริการตั้งแต่ 06:00-22:00 น. ทุกวันไม่มีวันหยุด นอกจากนี้ มีตู้ล็อคเกอร์ให้บริการผู้ที่มาใช้บริการ (ต้องนำกุญแจมาเอง) ที่สำคัญ ใช้บริการฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย

3. ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ

ที่ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ มีลานวิ่ง Sky Running อยู่บนชั้น 5 ภายในอาคาร จุดเด่นของที่นี่คือเป็นลานวิ่งแห่งแรกและแห่งเดียวที่เป็นลู่วิ่งในร่มที่มีแอร์ ฉะนั้นแล้วนักวิ่งที่มาวิ่งที่นี่จะไม่ต้องมาเจอกับปัญหาอากาศร้อนหรือฝนตกหนักอีกต่อไป ส่วนระยะทางต่อรอบอยู่ที่ 412 เมตร เทียบเท่าลู่วิ่งมาตรฐาน มีตู้ล็อคเกอร์ให้บริการผู้ที่มาใช้บริการ (ต้องนำกุญแจมาเอง) นอกจากนี้ ยังมีระบบจับรอบสำหรับเก็บระยะทางด้วยบลูทูธ ที่อาศัยการทำงานของแอปพลิเคชัน Sky Running โชว์ระยะทางวิ่งบนหน้าจอทุกครั้งที่คุณวิ่งผ่านจุด Check Point หมดปัญหาเรื่องสัญญาณ GPS ที่ไม่เสถียร โดย Sky Running แห่งนี้จะเปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่ 06:00-22:00 น. ที่สำคัญ ใช้บริการฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย

4. สวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ท่ารถไฟ

สวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ท่ารถไฟ อยู่ติดกับโรงพยาบาลศิริราช ในทุก ๆ วันช่วงเช้าและช่วงเย็น จะมีนักวิ่งมาวิ่งออกกำลังกายเป็นจำนวนมาก สัมผัสบรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีระยะทางประมาณ 400 เมตร/รอบ เปิดพื้นที่ให้เข้ามาบริการทุกวัน

5. อนุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ม.รามคำแหง หัวหมาก

อนุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ตั้งอยู่ภายในมหาวิทยาลัยรามคำแหง หัวหมาก พื้นที่แห่งนี้เป็นสถานที่สำหรับให้นักศึกษา พนักงาน และบุคคลทั่วไปเข้ามากราบสักการะพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ลานพ่อขุนฯ มีความกว้างประมาณ 130-140 เมตร ในช่วงเย็น ๆ หลัง 17:00 น. เป็นต้นไป จะมีคนเข้ามาวิ่งเป็นจำนวนมาก ทั้งนักวิ่งที่มาวิ่งเพื่อออกกำลังกาย รวมไปถึงกลุ่มนักศึกษาที่มาวิ่งเพื่อแก้บน เป็นต้น นอกจากนี้ มีบริการธูปเทียนเพื่อให้ผู้ที่เดินทางมา ณ ที่แห่งนี้ได้กราบไหว้ ขอพร สักการะพ่อขุนรามฯ เพื่อความเป็นสิริมงคล

6. สนามฟุตบอล มศว ประสานมิตร

พื้นที่แห่งนี้ตั้งอยู่ภายในมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร โดยในช่วงเช้าและช่วงเย็นจะมีผู้คนมาวิ่งออกกำลังกายเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นพนักงานที่ทำงานอยู่ในละแวกถนนอโศกมนตรี ใช้เวลาหลังเลิกงานลงมาวิ่งออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ โดยมีระยะทางประมาณ 500 เมตร/รอบ

 

สำหรับสถานที่ที่กล่าวมาข้างต้นนี้ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนที่ชื่นชอบการวิ่งออกกำลังกายหรือเดินเพื่อสุขภาพ เผื่อไว้กรณีเบื่องการวิ่งในสวนสาธารณะแล้ว ก็ลองปรับเปลี่ยนสถานที่มาวิ่งนอกสวนสาธารณะบ้าง รับรองเลยว่า เสียเหงื่อกับการออกกำลังกายไม่แพ้กับการวิ่งในสวนสาธารณะอย่างแน่นอน และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


กินอยู่เป็น_เลิกซะ-พฤติกรรมเสี่ยง-ดื้อยา-รักษาไม่หายเหมือนตายทั้งเป็น_web.jpg

“อาการดื้อยา” หนึ่งในภาวะที่เกิดขึ้นกับคนทั่วไปหลาย ๆ คน ผลมาจากการรับประทานยารักษาโรคที่ซื้อตามร้านขายยาทั่วไป และรับประทานยาแบบผิดวิธี กระทั่งยาตัวดังกล่าวไม่สามารถรักษาให้หายได้

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอพาทุก ๆ ท่านไปรู้จักกับเรื่องราวของ “อาการดื้อยา” หนึ่งในภาวะที่เกิดขึ้นกับคนทั่วไปหลาย ๆ คน ผลมาจากการรับประทานยารักษาโรคนั่นเอง จริง ๆ แล้ว อาการดื้อยา หมายถึง ภาวะที่เชื้อแบคทีเรียต่อต้านยาปฏิชีวนะ ส่งผลการรักษาผู้ป่วยติดเชื้อไม่ได้ผลดีดังเดิม จากการรับประทานยาตัวเดิมแล้วอาการไม่ดีขึ้น จนต้องเปลี่ยนเป็นยาที่มีฤทธิ์แรงขึ้นเรื่อย ๆ จนสุดท้าย อาการยังคงเดิม ไม่ดีขึ้น กระทั่งไม่สามารถรักษาให้หายด้วยการรับประทานยาได้ ต้องใช้เวลารักษานานขึ้น เสียค่าใช้จ่ายในการรักษามากขึ้นกว่าเดิม หรือบางรายมีโอกาสเสี่ยงเสียชีวิตจากอาการดื้อยามากขึ้น

ข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ระบุว่า คนไทยติดเชื้อแบคทีเรียดื้อยาประมาณ 88,000 คน/ปี และเสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาประมาณ 20,000-38,000 ราย/ปี ซึ่งมีจำนวนมากกว่าผู้เสียชีวิตจากโรคหัวใจขาดเลือดและผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุการขนส่ง ทั้งนี้คาดว่าในอีก 30 ปีข้างหน้า ทั่วโลกอาจจะมีผู้เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาถึงปีละกว่า 10 ล้านคน

สาเหตุหนึ่งของการเกิดอาการดื้อยา ส่วนใหญ่มาจากการที่คนไทยหาซื้อยามารับประทานเองตามร้านขายยาทั่วไป โดยไม่ต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์ และรับประทานยาแบบผิดวิธี จะเห็นบ่อย ๆ ก็คือยาประเภทยาปฏิชีวนะ เนื่องจากหาซื้อ ได้อย่างง่ายดาย ราคาไม่แพงมาก ผู้คนส่วนใหญ่เมื่อเจ็บป่วยจึงเลือกรับประทานยาจากร้านขายยามากกว่าการไปหาหมอเพื่อรักษาตัว โดยคิดเพียงแค่ว่า ประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่ต้องจ่ายเงินแพงไปกับค่ารักษาพยาบาล

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอแนะนำ 10 พฤติกรรมเสี่ยงอาการดื้อยาที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันการลดอาการดื้อยา หากไม่หยุดพฤติกรรมเสี่ยง อาจส่งผลให้ผู้ป่วยรักษาโรคได้ลำบากขึ้น เสี่ยงดื้อยาในอนาคตและอันตรายต่อร่างกายเราได้

1. หลีกเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่แยกแยะว่าเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส

2. หลีกเลี่ยงการซื้อยามารับประทานเองทุกครั้งเมื่อมีอาการหวัด เจ็บคอ ท้องเสีย ซึ่งอาการดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ทำให้การใช้ยาปฏิชีวนะจึงไร้ประโยชน์

3. หลีกเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะที่ออกฤทธิ์กว้าง รักษาอาการได้หลาย ๆ อย่าง เป็นประจำ

4. หลีกเลี่ยงการรับการฉีดยาฆ่าเชื้อจากแพทย์เมื่อเป็นไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย เจ็บคอ ฯลฯ

5. หลีกเลี่ยงการคาดหวังว่าจะได้รับยาทุกครั้งเมื่อไปพบแพทย์ด้วยอาการป่วยหรือไม่สบาย

6. หลีกเลี่ยงการรับประทานยาเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย แต่รับประทานไม่หมดตามที่แพทย์สั่ง

7. หลีกเลี่ยงการรับประทานยาอมผสมยาปฏิชีวนะทุกครั้งเมื่อมีอาการเจ็บคอ

8. หลีกเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะทา หรือโรยใส่แผลสด

9. หลีกเลี่ยงการซื้อยาชุดแก้อักเสบรับประทานเองเมื่อมีอาการป่วย

10. หลีกเลี่ยงการซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานจากบุคคลที่ไม่ใช่เภสัชกร

 

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ คือ วิธีแนะนำเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดอาการดื้อยา เมื่อเรารู้สึกตัวว่ากำลังจะเจ็บป่วยไม่ว่าจะป่วยน้อยหรือป่วยหนัก ควรศึกษาหาความรู้ถึงอาการป่วยของเราให้ดีก่อน ก่อนจะซื้อยามารับประทานเพื่อรักษาตัวเอง หากไม่มั่นใจควรไปหาหมอ เพื่อทำการรักษาจะดีที่สุด เพราะคุณหมอจะเป็นผู้วินิจฉัยอาการและวิธีรักษาได้ดีกว่า อย่าลืมว่าการคุยกันของแพทย์และคนไข้จะทำให้การรักษาเป็นไปในทิศทางเดียวกันมากที่สุด และนี่คือวิถีแห่ง “กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิ

 

ขอขอบคุณ : ข้อมูลจาก ผศ.นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย


กินอยู่เป็น_รู้ไว้-ผู้สูงอายุดูโทรทัศน์นาน-ๆ-เสี่ยงความจำเสื่อม_web.jpg

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปดูเรื่องราวเกี่ยวกับแวดวงสุขภาพ เชื่อว่าในแต่ละวันใครหลาย ๆ คน ไม่ว่าจะคนกลุ่มหรือวัยไหนก็ตาม ต้องเปิดชมโทรทัศน์เพื่อติดตามเรื่องราวหรือข่าวสารต่าง ๆ รวมไปถึงรับชมรายการดี ๆ เพื่อสร้างความบันเทิงและเป็นเพื่อนผ่อนคลายยามเหงาของคุณ แต่รู้หรือไม่ว่า การรับชมโทรทัศน์เป็นเวลานาน ๆ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ มีความเสี่ยงที่จะความจำเสื่อมอย่างมาก

เรื่องนี้นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยคิงส์ คอลีคของลอนดอน ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป จำนวน 3,500 คน พบว่า ผู้สูงอายุที่ใช้เวลาอยู่กับการรับชมโทรทัศน์มากกว่า 3.5 ชั่วโมง จะมีแนวโน้มที่จะมีความจำลดลง 8-10 % ขณะที่ผู้สูงอายุที่ใช้เวลาในการรับชมโทรทัศน์น้อยกว่า 3.5 ชั่วโมง/วัน มีความจำลดลงเพียง 4-5 % เท่านั้น

ทั้งนี้ ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าโทรทัศน์เป็นหนึ่งในต้นเหตุของโรคความจำเสื่อมเร็วขึ้นหรือ แต่อาจเป็นได้ว่าการรับชมโทรทัศน์เป็นเวลานาน ๆ ส่งผลให้คนไม่ทำกิจกรรมกระตุ้นอื่น ๆ ประกอบการรับชมโทรทัศน์ อาทิ การอ่านหนังสือ การออกกำลังกาย ทำงานบ้าน เป็นต้น ทำให้สมองไม่ได้รับการใช้งาน เช่นเดียวกับการพัฒนาสมองในเด็กที่จะช้าลงเมื่อรับชมสื่อต่าง ๆ ผ่านจอเป็นระยะเวลานาน แต่สำหรับผู้สูงอายุจะทำให้เกิดความเสื่อมได้

ทั้งนี้ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยคิงส์ โคลีค กล่าวว่า งานวิจัยดังกล่าวเป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดภาวะความจำเสื่อมในผู้สูงอายุได้ แต่ผลวิจัยก็สะท้อนให้เราเห็นถึงความสำคัญในการใส่ใจกลุ่มผู้สูงอายุมากขึ้น ฉะนั้น บ้านของครอบครัวใดที่มีผู้สูงอายุอยู่นั้นควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างมาก พยายามหากิจกรรมให้ผู้สูงอายุทำ เพื่อให้เกิดความสมดุลในการใช้สมองทั้งสองซีกรวมถึงร่างกายด้วย

สุดท้าย เป็นไปได้ไหมว่า ความจำของเราอาจเริ่มแย่ลงและลบเลือนลงเรื่อย ๆ อาจจะบ่งบอกได้ว่า “ความชรา” กำลังจะค่อย ๆ คืบคลานมาเยือนคุณ หากคุณไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และนี่ก็คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก www.bbc.com

 

 


สะกดจิต-รักษาซึมเศร้า-ช่วยบรรเทาได้จริงหรือ_web.jpg

ช่วงนี้ “โรคซึมเศร้า” ถือเป็นโรคที่ใครหลาย ๆ คน เข้าข่ายป่วยเป็นโรคนี้จำนวนมาก บางคนมีสติรู้วิธีในการรับมือและรักษา แต่บางคนจมอยู่กับโรคดังกล่าว รับมือไม่ไหว ทรมานกับการมีชีวิตอยู่ จนสุดท้ายบานปลายไปจนถึงการฆ่าตัวตาย

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ การสะกดจิต (Hypnotherapy หรือ Hypnosis) เป็นหนึ่งในการรักษาด้วยวิธีจิตบำบัด มุ่งเน้นไปที่ระดับจิตสำนึก วิธีการรักษานี้มักใช้เพื่อช่วยบรรเทาอาการบาดเจ็บในระยะยาว หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรม อาทิ บรรเทาอาการเจ็บปวดเรื้อรัง หรือช่วยในการเลิกสูบบุหรี่ เป็นต้น

ส่วนใครที่อยู่ในภาวะความเครียดหรือวิตกกังวล การสะกดจิตถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่อาจช่วยในการรักษาได้ ดังนั้น การสะกดจิตจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ถูกนำมาใช้เพื่อช่วยบรรเทาความเครียดหรืออาการวิตกกังวลร่วมกับทำการรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ อาทิ ควบคุมอาการเจ็บปวด ในผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บปวดที่สืบเนื่องมาจากโรคที่เป็น เช่น โรคมะเร็ง โรคลำไส้แปรปรวน นอกจากนี้ ยังช่วยรักษาอาการทางจิต และฟื้นฟูสุขภาพจิต เช่น รักษาภาวะซึมเศร้า ช่วยในการปรับเปลี่ยนอารมณ์ หรือช่วยให้ผู้ป่วยมีความหวังมากขึ้น ล้วนเป็นสิ่งที่การรักษาด้วยการสะกดจิตสามารถช่วยได้

สำหรับการรักษาวิธีนี้ถือเป็นวิธีการรักษาบำบัดทางจิต เพราะระหว่างที่ผู้ป่วยอยู่ในภาวะถูกสะกดจิตนั้น จะช่วยให้แพทย์สามารถทราบได้ว่า ผู้ป่วยมีความทรงจำ ความคิด ความรู้สึกที่เจ็บปวดซึ่งถูกซ่อนเอาไว้อย่างไรบ้าง อีกทั้งการสะกดจิตยังช่วยปรับเปลี่ยนการรับรู้ของผู้ป่วย เช่น ปิดกั้นอาการเจ็บปวดที่เกิดจากโรคหรือการรักษาอื่น ๆ ได้

ปัจจุบัน การรักษาด้วยการสะกดจิตในปัจจุบันมีด้วยกัน 2 วิธี ได้แก่ การรักษาแบบให้คำแนะนำ เพื่อให้ผู้ป่วยมีการตอบสนองที่ดีขึ้นต่อคำแนะนำต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมบางอย่างได้ และการรักษาแบบวิเคราะห์ผู้ป่วย เป็นการสะกดจิตที่มุ่งเน้นไปที่การหาสาเหตุของโรค อาการ หรือพฤติกรรมต่าง ๆ เมื่อผู้เชี่ยวชาญทราบถึงสาเหตุแล้วก็จะช่วยให้การรักษาในขั้นต่อไปทำได้ตรงจุดมากขึ้น

การสะกดจิตถือเป็นวิธีการรักษาที่มีข้อดีอยู่ไม่น้อย เป็นการรักษาที่มักนำมาใช้เพื่อช่วยส่งเสริมการรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ โดยไม่ต้องพึ่งการรักษาอื่น ๆ ที่อาจส่งผลข้างเคียงรุนแรงต่อผู้ป่วย เนื่องจากการสะกดจิตเป็นการรักษาที่ปลอดภัย และมีผลข้างเคียงน้อย แต่การสะกดจิตนี้อาจไม่ได้ผลกับทุกคนเสมอไป และเป็นเพียงการรักษาแบบแพทย์ทางเลือก โดยการรักษาด้วยวิธีนี้มักนำมาใช้เพื่อการรักษาทางจิตเวช อย่างภาวะซึมเศร้าที่มักมีความแปรปรวนทางอารมณ์  และมีพฤติกรรมที่ผิดปกติ ซึ่งการสะกดจิตนั้นจะสามารถช่วยให้สภาพจิตใจ และอารมณ์ของผู้ป่วยดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยแก้ไขพฤติกรรมที่ผิดปกติได้อีกด้วย

ถึงแม้ว่าการสะกดจิตจะเป็นวิธีการรักษาแบบแพทย์ทางเลือกที่ยังไม่มีผลการศึกษายืนยันอย่างแน่ชัด เนื่องจากงานวิจัยเกี่ยวกับการสะกดจิตยังเป็นเพียงการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างเล็ก ๆ เท่านั้น แต่การสะกดจิตถือเป็นวิธีการรักษาที่น่าสนใจ หากผู้ป่วยต้องการลองเข้ารับการรักษาด้วยวิธีนี้ก็ควรจะเลือกเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลที่มาตรฐานและมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในการด้านการสะกดจิตอย่างเพียงพอ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลข้างเคียง หรือเกิดความเสียหายรุนแรงที่เกี่ยวกับสุขภาพตามมาในระยะยาว

 

และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


ปั้นหุ่นเป๊ะใน-1-เดือน-ด้วย-สควอช_web.jpg

สาวๆ หลายคนคงจะมีปัญหาเรื่องของน้ำหนักตัวหรือเรื่องหุ่นที่อาจจะอ้วนหรือมีแขนหรือต้นขาที่ใหญ่กันใช่ไหม แต่ในใจคืออยากมีหุ่นสวยๆ กล้ามเนื้อกระชับสัดส่วนเหมือนผู้หญิงสวยๆ คนอื่นๆ แต่ไม่รู้จะใช้วิธีการอย่างไรดีในการลดน้ำหนัก ลองใช้วิธีการเล่น “สควอช” ดูไหม

บางคนอาจจะยังไม่รู้จักกับคำว่า “สควอช” ว่าเป็นกีฬาอะไร อย่างไร จริงๆ แล้ว “สควอช” เป็นท่าออกกำลังกายประเภทย่อยืดหรือลุกนั่งที่โฟกัสไปที่บริเวณส่วนล่าง สามารถทำได้ง่ายๆ ทุกที่ ทุกเวลา ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้านหรือสวนสาธารณะหรือแม้กระทั่งในฟิตเนส และกีฬาประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์อย่างดัมเบลล์หรือเบาะรองพื้นให้วุ่นวาย

วิธีออกกำลังกายด้วยการ “สควอช” ไม่ยาก เพียงแค่คุณวางเท้าทั้ง 2 ข้างให้กว้างพอดีกับบริเวณหัวไหล่ จากนั้นยืนให้เท้าติดกับพื้น มือทั้ง 2 ข้างยืดไปข้างหน้าขนานกับพื้น ย่อตัวลง ดันสะโพกไปด้านหลัง หลังตรง ทำท่าเหมือนจะนั่งเก้าอี้ เข่าของเราจะต้องเป็นเส้นตรงต่อปลายเท้าตลอดเวลา ตั้งแต่ย่อจนถึงยืนขึ้น จากนั้นให้ดันตัวแรงขึ้นด้วยแรงจากขากลับสู่ท่ายืนนับเป็น 1 ครั้ง ทำเช่นนี้ให้ครบจำนวนครั้งในแต่ละวัน

การเล่น “สควอช” ให้เกิดประสิทธิภาพ มีต้นขาที่สวยงาม ควรจัดเป็นตาราง 1 เดือน ค่อยๆ เพิ่มระดับและจำนวนขึ้น ถามว่าต้องทำทุกวันเลยไหม สามารถหยุดพักได้หรือไม่ จริงๆ คือไม่ควรหักโหมถึงขนาดต้องทำทุกวันแบบไม่มีวันหยุด ควรมีวันหยุดพักผ่อนให้ร่างกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 วัน หากยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร ลองทำตามตารางที่เราจัดมาให้ตามนี้เลย

 

 

การ “สควอช” ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้บั้นท้ายและขาที่สวยงาม หากทำเป็นประจำติดต่อกัน มีวินัย ไม่ขี้เกียจ หมั่นทำบ่อยๆ ให้ได้ตามตารางออกกำลังกาย รับรองเลยว่าคุณจะต้องว้าวกับรูปร่างของคุณแน่นอน


วิ่งมาราธอน-เทรนด์ใหม่ของคนอยากพบชีวิตใหม่_web.jpg

คุณเคยไหม เบื่อชีวิตของตัวเองที่เป็นอยู่ตอนนี้ ชีวิตต้องพบเจอสิ่งที่มันเหมือนเดิมๆ ตลอดเลย จะมีวิธีไหนบ้างที่จะช่วยให้เราค้นพบชีวิตใหม่ แล้วถ้าบอกว่า “การวิ่ง” โดยเฉพาะ “การวิ่งมาราธอน” จะช่วยเปลี่ยนชีวิตของคุณได้ คุณสนใจไหม

“If you want to run, run a mile. If you want to experience a different life, run a marathon.” / “ถ้าคุณอยากวิ่ง คุณวิ่งแค่กิโลเดียวก็พอ แต่ถ้าคุณอยากพบชีวิตใหม่ คุณค่อยไปวิ่งมาราธอน” ข้อความนี้มาจาก Emil Zatopek นักวิ่งระยะไกลเจ้าของฉายา หัวรถจักรชาวเชค เขาเป็นเจ้าของเหรียญทองการแข่งขันวิ่ง 10,000  เมตร ในการแข่งขันโอลิมปิค ปี 1948 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และชื่อของเขาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง เมื่อเขากวาด 3 เหรียญทองรายการวิ่งระยะไกลทั้งหมด (5  กิโลเมตร,  10 กิโลเมตร และมาราธอน) ในการแข่งขันโอลิมปิค ปี 1952 ที่กรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์

ข้อความดังกล่าวได้ถูกนำมาถ่ายทอดอีกครั้งในภาพยนตร์เรื่อง “รัก 7 ปี ดี 7 หน” ตอน 42.195 จากตัวละครที่รับบทโดยนิชคุณ หรเวชกุล ที่พูดไว้กับหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งอยากจะวิ่งเพื่อลืมสิ่งเก่าๆ และได้พบเจอกับชีวิตใหม่ที่ดีขึ้น แล้วการวิ่งมาราธอนจะทำให้เราได้พบกับชีวิตใหม่จริงหรือ?

หลายปีที่ผ่านมา เราจะเห็นว่าในพื้นที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัดตามเมืองใหญ่ๆ จะมีกิจกรรมงานวิ่งต่างๆ เกิดขึ้นมากมายทุกเช้ามืดของวันเสาร์และวันอาทิตย์ และเกิดขึ้นแทบทุกสัปดาห์ตั้งแต่ต้นปีไปจนถึงปลายปี จะเห็นว่ามีนักวิ่งหรือกลุ่มคนที่รักการออกกำลังกายเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก จะเห็นได้ว่าผู้คนหันมาสนใจเรื่องของสุขภาพมากขึ้น ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากรูปแบบการดำเนินชีวิตที่รวดเร็วมากขึ้น ทำให้เกิดเทรนด์ Run for new life หรือ “วิ่งสู่ชีวิตใหม่” ขึ้นมา งานมาราธอนจึงเป็นอีกหนึ่งสนามสำคัญสำหรับการวิ่งไปสู่ชีวิตใหม่

จะบอกว่า “การวิ่งมาราธอน” ไม่ใช่สนามสนามแข่งขันเพื่อต้องวิ่งเข้าเส้นชัยเป็นคนแรก ช่วงชิงการเป็นที่หนึ่ง ไม่ได้เป็นการแข่งขันกับคนอื่น แต่เป็นการแข่งขันกับจิตใจเราเอง การที่คุณตัดสินใจออกมาวิ่งมาราธอน นั่นหมายความว่าคุณได้ตั้งเป้าหมายให้กับตัวเองแล้ว ในการที่จะเอาชนะเป้าหมายของตัวเอง เมื่อกายพร้อม ใจพร้อม เราก็ทำได้ เพียงแค่เรามีเป้าหมาย

 

วิธีการตั้งเป้าหมายให้กับตัวเราเองในการลงวิ่งมาราธอน คือ SMART อธิบายได้ตั้งนี้

S = Specific : ชัดเจน เฉพาะเจาะจง ว่าเราจะต้องวิ่งด้วย 2 ขาของเราเท่านั้น

M = Measurable : วัดผลได้ ด้วยระยะทาง 42.195 กิโลเมตร

A = Achievable : เอื้อมถึงได้ เพราะมีคนเคยวิ่งมาราธอนสำเร็จมาแล้ว

R = Realistic : อยู่ในโลกแห่งความจริง

T = Time limit : มีการกำหนดเวลาที่ชัดเจน เช่น ใช้เวลาน้อยกว่า 7 ชั่วโมง

 

สำหรับใครที่เพิ่งเริ่มต้น อยากลองไปวิ่งมาราธอน แต่ไม่เคยฝึกมาก่อน เอาง่ายๆ แค่คุณคิดว่าคุณจะ “เปลี่ยน” ตัวเอง เพื่อไปสู่ชีวิตใหม่ ด้วยการตัดสินใจลุกขึ้นมาวิ่ง ไม่ว่าจะ 500 เมตร หรือ 1 กิโลเมตร ซึ่งแรกๆ อาจจะเป็นอะไรที่ฝืนใจมากๆ เพียงเท่านี้คุณก็สามารถเอาชนะใจตัวเองไปได้แล้วขั้นหนึ่ง

ระหว่างนั้นที่เราวิ่ง โดยเฉพาะมือใหม่หัดวิ่งจะต้องรู้สึกเหนื่อย “ไม่ไหวแล้ว เหนื่อยแล้ว เลิกวิ่งดีกว่า” เป็นเรื่องธรรมดาและปกติอย่างมากที่ความรู้สึกแบบนี้จะแว๊บเข้ามาในหัวของเรา แต่ถ้าคุณเลือกที่จะเอาชนะเป้าหมายด้วยการสู้ต่อ คุณก็สามารถเอาชนะใจตัวเองไปได้อีกขั้นเช่นกัน และเมื่อเราผ่านจุดนั้นมาได้จริงๆ การวิ่งมาราธอนจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป และคุณก็จะพบกับชีวิตใหม่แน่นอน

สำหรับคนที่เคยมีโอกาสได้ผ่านสนามวิ่งมาราธอนมาแล้ว ต่างรู้สึกภาคภูมิในการเอาชนะเป้าหมายของตัวเองเมื่อถึงเส้นชัย เพราะชีวิตใหม่ที่พวกเขาได้พบเจอนั้น คือ การออกมาวิ่งหรือออกกำลังกาย ช่วยลดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้ , ทำให้ร่างกายสุขภาพแข็งแรง , รูปร่างของเราจะค่อยๆ ผอมลงและสมส่วน , ทำให้เรามีวินัยในการออกกำลังกายมากขึ้น , ลดาวะความเครียด และยังเป็นเกราะป้องกันโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้อีกด้วย

ฉะนั้น จะเห็นได้เลยว่าการวิ่งสามารถเปลี่ยนชีวิตของคุณได้ ตราบใดที่ยังคิดว่าไหว ขาก็ยังไม่หยุดวิ่ง และเมื่อนั้นการวิ่งจะเปลี่ยนชีวิตคุณจริงๆ เพียงแต่ตัวคุณเท่านั้นเองที่พร้อมจะเปลี่ยนชีวิตของตัวเองไปในทางที่ดีขึ้นแล้วหรือยัง?


ธรรมะ-ชนะ-มะเร็ง_web.jpg

“มะเร็ง” ชื่อนี้ฟังดูแล้วก็รู้สึกน่ากลัว ขยะแขยง น่ากลัว ไม่อยากได้ยิน และก็ไม่มีใครอยากเป็นโรคนี้สักเท่าไหร่ เพราะเมื่อป่วยโรคนี้ขึ้นมาจริงๆ การรักษาให้หายขาดมีความน่าจะเป็นที่น้อยถึงน้อยมาก ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการรักษาค่อนข้างสูงราวเลข 5 หลักขึ้นไป โรคนี้หากเกิดขึ้นกับใคร ก็ล้วนมีแต่ความทุกข์ทั้งนั้น

จากสถิติของกระทรวงสาธารณสุข พบว่า คนไทยเสียชีวิตจากโรคมะเร็งมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ โรคมะเร็งที่พบบ่อยมากที่สุด คือ มะเร็งตับ มะเร็งของท่อน้ำดี มะเร็งปอด และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ในเพศหญิงพบผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก และมะเร็งเต้านม มากที่สุด ส่วนในเพศชายพบมะเร็งช่องปากและลำคอ และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มากที่สุด โรคมะเร็งเกือบทุกชนิดรักษาได้ผลดีหากตรวจพบในระยะแรกเริ่ม แต่หากปล่อยจนโรคลุกลามมากขึ้น การรักษาก็จะซับซ้อนยุ่งยากมากขึ้น และผลการรักษามีทั้งที่ได้ผลและไม่ได้ผล

แต่เชื่อหรือไม่ว่า “ธรรมะ” สามารถช่วยรักษาโรคมะเร็งได้ เรื่องนี้ถูกเขียนไว้ในหนังสือ “ธรรมะพิชิตมะเร็ง” เป็นหนังสือแจกฟรีภิกษุณี ซึ่งได้บอกถึงเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นกับ น.ส.วิมล บุญยง หรือ “หลวงพี่ป๊อป” เมื่อครั้งเคยเข้ารับการรักษาโรคมะเร็งปอด โดยหลวงพี่ป๊อปเล่าว่า ระหว่างที่ป่วยนั้นทำให้ตนมีความคิดดีๆ เช่น ไม่รักษาก็ตาย ถึงแม้รักษาหายหรือไม่หายก็ต้องตายอยู่ดี เราไม่ได้รักษาเพื่อจะไม่ตาย แต่เรารักษาโรคเพื่อที่จะยืดชีวิตไปอีกสักหน่อย

และตอนที่รักษาโรคมะเร็งรู้สึกว่าทรมานมาก ในครั้งนั้นรู้สึกสิ้นหวังกับแพทย์แผนปัจจุบัน จึงแสวงหาหนทางการรักษาแบบใหม่ๆ โดยการกลับเข่าไปหาวิถีโบราณที่สุด คือ เดินธุดงค์ออกกำลังกาย 15 กิโลเมตร จากห้วยขาแข้งมาที่วัดป่าเลไลยก์ จ.นครสวรรค์ และได้อธิษฐานจิตต่อหน้าพระพุทธรูปปางลีลาองค์ใหญ่ จะไม่ขอว่าให้หายภายใน 3 วัน 7 วัน แต่ขอให้หายโดยปาฏิหาริย์ ระหว่างทางจะสวดคาถาชินบัญชร 108 จบ หลังจากสิ้นสุดการเดินธุดงค์ กลับไปนอนพบว่า อาการเจ็บป่วยลดลงประมาณ 50% วันต่อมาอาการเจ็บป่วยลดลงเหลือประมาณ 1๐% วันต่อมาไม่มีอาการเจ็บเหลืออยู่เลย

หลวงพี่ป๊อบบอกว่า การป่วยหนักๆ ทำให้ได้ความคิดใหม่ๆ เกิดขึ้นว่า ถึงรักษาก็ยังต้องตายอยู่ดี ดังนั้น เมื่อรักษาก็ตาย ไม่รักษาก็ตาย แต่เลือกที่จะรักษาเพื่อยืดชีวิตออกไปอีกสักหน่อย แล้วเอาช่วงเวลาที่ยืดออกไปนั้นมาทำประโยชน์ตน ประโยชน์โลก

นอกจากนี้ อดีตนักแสดงอาวุโส “เมตตา รุ่งรัตน์” ที่เคยป่วยเป็นโรคมะเร็ง จากเหตุที่สามีของตนสูบบุหรี่กระทั่งป่วยเป็นโรคถุงลมโป่งพอง และเสียชีวิต ถึงแม้ว่าคุณเมตตาไม่ได้สูบเอง แต่เจ้าตัวต้องสูดควันบุหรี่จากคนรอบข้าง ซึ่งก่อนหน้านี้เคยป่วยมา 10 กว่าโรค และเป็นโรคหนักๆ ทั้งนั้น อาทิ โรคภูมิแพ้ หอบหืด และมะเร็ง เจ้าตัวมองว่าเป็นเรื่องของระบบร่างกายและธรรมชาติ การเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดาที่จะเกิดขึ้นกับทุกคน ถ้าจิตเราตก เราก็จะแพ้กับโรคภัยไข้เจ็บ เจ้าตัวจึงตัดสินใจนำเอาธรรมะมาช่วยรักษาจิตใจ เพื่อให้จิตใจข้มแข็ง ถ้าให้อธิบายก็คือ “ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว” จิตใจต้องเข้มแข็งเหนือร่างกาย จิตใจต้องอยู่เหนือโรค ถ้าจิตใจของเราเข้มแข็ง เราก็จะสู้กับโรคร้ายดังกล่าวได้

สุดท้าย ไม่กว่าตัวเราหรือคนรอบข้างจะป่วยหรือเกิดเป็นโรคอะไรสักอย่าง เราคงต้องทราบสาเหตุของการเกิดโรคเสียก่อน จึงจะหาทางป้องกันได้ หากเรารู้จักใส่ใจ ป้องกันตัวเองตั้งแต่แรกมิให้เกิดโรคขึ้น ก็จะเป็นการตั้งรับที่ดีที่สุด เพื่อรักษาโรคดังกล่าวให้หายได้ตั้งแต่เนิ่นๆ

 


รู้จัก-มนุษย์อินโทรเวิร์ต-หรือโรคอยากอยู่คนเดียว_WEB.jpg

เคยเป็นไหม? ไม่ชอบออกไปพบปะสังสรรค์กับผู้คนภายนอก ไม่ชอบการที่ต้องอยู่กับผู้คนมากมาย ต้องการที่จะอยู่เงียบ ๆ คนเดียว คนพื้นที่ส่วนตัว หากมีความจำเป็นต้องออกมามันจะเป็นการอึดอัดและไร้ความสุขอย่างมากที่ต้องอยู่ท่ามกลางผู้คนจำนวนมาก นั่นอาจจะบ่งบอกได้ว่า คุณเข้าข่ายเป็นคน Introvert

อย่างที่บอกไปข้างต้นว่าอาการของคนเป็น Introvert คือการมีโลกส่วนตัวเป็นของตัวเอง ซึ่งหลายคนเข้าใจผิดคิดว่า Introvert เป็นโรคชนิดหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงแล้ว เป็นเพียงบุคลิกเฉพาะรูปแบบหนึ่งของคนประเภทหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ความผิดปกติทางจิตแต่อย่างใด อาการของคนเป็น  Introvert แบ่งได้เป็น 4 ลักษณะ คือ

1. ชอบเข้าสังคมเล็กๆ : คนกลุ่มนี้เข้าได้สำหรับกลุ่มคนกลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้น อาทิ ครอบครัว เพื่อนสนิทมากๆ เพราะเขารู้สึกสบายใจ สามารถแสดงความเป็นตัวของเองได้อย่างเต็มที่

2. โลกส่วนตัวสูง : คนกลุ่มนี้ชอบคิด หมกมุ่นกับความคิดของตัวเอง มีความคิดที่เป็นโลกส่วนตัวและจินตนาการที่เป็นของตัวเอง

3. รักสันโดษ : คนกลุ่มนี้ชอบอยู่คนเดียว เพราะรู้สึกไม่สบายใจหรือรู้สึกไม่ดีที่ต้องอยู่กับผู้คนจำนวนมาก คนกลุ่มนี้มีทักษะการเข้าสังคมที่ไม่ดีนัก จึงชอบอยู่คนเดียวมากกว่า

4. คิดก่อนเสมอ : คนกลุ่มนี้จะใช้เวลาไปกับการคิดกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำ กลัวว่าสิ่งที่ทำออกไปจะเป็นสิ่งที่ไม่ดีหรือผิด กลัวคนอื่นจะไม่ชอบหรือประทับใจ

 

Introvert กับ Extrovert แตกต่างกันหรือไม่?

Introvert กับ Extrovert แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว เพราะลักษณะของคนเป็น Introvert คือคนที่ต้องออกไปใช้ชีวิตนอกบ้าน เสร็จภารกิจแล้วก็จะกลับบ้านทันที ไม่แวะไปไหนต่อเด็ดขาด เพราะการได้กลับบ้านหรือนั่งในที่เงียบ ๆ คนเดียว ทำให้เขามีพลังมากขึ้น ถ้าให้เปรียบเทียบก็จะคล้าย ๆ โทรศัพท์มือถือที่ต้องเอาไปใช้งานนอกบ้าน และเมื่อแบตเตอรี่ใกล้หมด ก็จะต้องกลับมาชาร์จที่บ้านเท่านั้น

ส่วนอาการ Extrovert  แตกต่างกับ Introvert ตรงที่ เปรียบเสมือนเครื่องโซลาเซลล์ที่ต้องออกไปพบเจอกับแสงสว่างของพระอาทิตย์ข้างนอก พบปะกับผู้คน และเมื่อกลับบ้านก็จะหมดพลัง น้องสาวจึงต้องออกไปเติมพลัง ด้วยการพบปะพูดคุยกับผู้คน แล้วเมื่อกลับบ้านอยู่คนเดียวก็จะรู้สึกเหงามาก ๆ เหมือนไม่มีพลังงาน ฉะนั้น การกลับบ้านจึงเป็นเพียงนอนพักผ่อนเป็นส่วนใหญ่

Carl Jung นักจิตวิทยาชาวสวิตเซอร์แลนด์ เล่าว่า คนเป็น Introvert จะถูกดึงดูดเข้าสู่โลกของตัวเอง มีทั้งความคิดและความรู้สึก ชอบอยู่คนเดียวโดยลำพัง ใช้เวลาครุ่นคิด สำรวจตัวเอง จะรีชาร์จแบตเตอรี่ภายในตัวเองด้วยการอยู่คนเดียว ส่วนคนที่เป็น  Extrovert จะถูกดึงดูดเข้าหาชีวิตภายนอกที่เกี่ยวพันกับผู้คนและกิจกรรมต่าง ๆ จะรีชาร์จแบตเตอรี่เมื่อเขาคิดว่ายังเข้าสังคมหรือพบปะผู้คนได้ไม่มากพอ

 

Introvert ไม่ใช่โรคซึมเศร้า

บางคนเข้าใจว่าอาการ Introvert มีลักษณะคล้ายคลึงกับโรคซึมเศร้า เพราะดูจากลักษณะการเก็บตัว ไม่เข้าสังคม ชอบอยู่คนเดียวแล้ว ช่างคล้ายคลึงกับโรงซึมเศร้าอย่างมาก สำหรับคนที่มีอาการ Introvert จะมีความเสี่ยงสูงต่อโรคซึมเศร้า หากพบว่าตนเองไม่เข้าใจอารมณ์และบุคลิกภาพ พยายามนำตนเองไปเปรียบเทียบกับผู้อื่น จนทำให้เกิดความกดดันกับตนเอง ก็ส่งผลทำให้เกิดภาวะความเครียด และเมื่อเครียดมาก ๆ ก็ส่งผลต่อภาวะของโรคซึมเศร้าได้เช่นกัน จึงทำให้คนที่เป็น Introvert จึงมีความสุขได้ไม่มากเท่ากับคนที่เป็น Extrovert มีงานวิจัยระบุว่า คนที่มีเป็น Extrovert จะมีความสุขมากกว่า มีแนวโน้มเป็นโรคซึมเศร้าน้อยกว่าคนที่มีบุคลิกแบบ Introvert

 

คน Introvert ก็มีข้อดี

คนที่เป็น Introvert ก็คือคนที่ไม่ชอบสุงสิงกับใคร มีโลกส่วนตัวสูง ชอบอยู่คนเดียว ซึ่งนั่นอาจจะไม่ได้เป็นข้อเสียไปซะทั้งหมด ข้อดีของคนประเภทนี้ก็มีเช่นกัน เพราะคน Introvert จะได้รับผลกระทบต่อพฤติกรรมอันตรายน้อย เนื่องจากชอบอยู่ในกรอบและไม่ค่อยลองทำอะไรใหม่ ๆ จึงไม่นิยมทำกิจกรรมอันตราย นอกจากนี้ ยังได้รับผลกระทบต่อโรคกลัวการตกกระแสน้อยกว่า เพราะมักไม่กังวลเรื่องการรักษาภาพลักษณ์หรือการสร้างความกลมกลืนกับบุคคลอื่น

 

ลองสำรวจพฤติกรรมตัวคุณคุณเองและคนรอบข้างดูว่ามีพฤติกรรมการเก็บตัวเงียบคนเดียวหรือไม่ หากพบว่าเขาเข้าข่ายเป็น Introvert ก็พยายามตั้งสติ เปิดใจให้กว้าง ทำความเข้าใจเขาว่าอะไรที่เขาชอบ-ไม่ชอบ พูดคุยกับเขาแบบปกติ อย่าไปแสดงความรังเกียจเขา เพราะนั่นอาจจะทำให้เขารู้สึกเครียดกับสิ่งที่เขาเป็น ขณะเดียวกัน อย่าใช้อำนาจในการบังคับหรือออกคำสั่งให้เขาทำโน่นทำนี่ เพราะคน Introvert จะไม่ชอบการอยู่ภายใต้อำนาจคำสั่งของใคร เขาจะมีเส้นทางของเขาแบบมีขั้นตอนและมีแผน หากยิ่งไปบังคับเขา เขาก็จะยิ่งหนีทันที อย่างไรก็ตาม จะเอาใจเขามาใส่ใจเรา สิ่งใดที่เขาชอบก็จงทำต่อไป สิ่งใดที่เขาไม่ชอบก็จงหลีกเลี่ยงที่จะกระทำ สิ่งใดที่เขาทำผิด ก็ค่อย ๆ พูดคุยด้วยเหตุผล ไม่ใช้อารมณ์เป็นตัวแปรหลัก ที่สำคัญท่องจำเอาไว้เสมอว่า  Introvert ไม่ใช่โรคร้ายน่ารังเกียจ แต่เป็นแค่บุคลิกเฉพาะรูปแบบหนึ่งเท่านั้น


ชกมวย-ออกกำลังกายที่ดีต่อกายและใจ_web.jpg

ต้องบอกเลยว่ายุคนี้เป็นยุคที่หนุ่มสาวคนรุ่นใหม่เริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การพักผ่อนที่เพียงพอ การออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักและรักษารูปร่าง หนึ่งในกีฬาที่คนรุ่นใหม่หันมาให้ความสนใจกันก็คือ “ชกมวย” นั่นเอง

“มวยไทย” ถือเป็นการละเล่นพื้นบ้านที่มีคุณลักษณะของการต่อสู้ป้องกันตัวด้วยการใช้อวัยวะในส่วนที่สามารถใช้ทำอันตรายคู่ต่อสู้ได้ มาใช้งานอย่างชาญฉลาดและมีศิลปะอย่างสูง เช่น หมัด ศอก แขน เท้า แข้ง และเข่า เป็นต้น มวยไทยถือได้ว่าเป็นศิลปะประจำชาติและเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นประการหนึ่งของคนไทยตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน

การชกมวยเป็นการออกกำลังกายที่ใช้ทักษะการปะทะกับคู่ต่อสู้ มวยไทยเป็นกีฬาที่ใช้กล้ามเนื้อและใช้พลังงานสูงมาก ถือเป็นการออกกำลังกายแบบเต็มรูปแบบที่ดี เพราะคุณจะได้ใช้กล้ามเนื้อในทุกส่วนและทำให้การเต้นหัวใจเพิ่มขึ้น เลือดสูบฉีดดีขึ้น แม้ว่าหลายคนจะมองว่ามวยเป็นกีฬาที่อันตราย เป็นสาเหตุให้สมองได้รับการกระทบกระเทือน แต่การชกมวยที่ไม่ต้องไปต่อยกับใครจริงๆ เช่น การเตะต่อยกระสอบทราย ก็มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย จะเห็นได้ว่าเหล่าดาราและคนดังใช้การออกกำลังกายด้วยการชกมวยเป็นการดูแลรูปร่าง อย่างเช่น ลีเดีย ศรัณรัตน์ , ยิปซี คีรติ , เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ , ปันปัน สุทัตตา , แมทธิว ดีน ฯลฯ แล้วเคยสงสัยหรือไม่ว่าการชกมวยมีประโยชน์อย่างไรบ้างต่อร่างกายและจิตใจ มาดูกันดีกว่า

 

ชกมวยช่วยลดน้ำหนัก

เคยสงสัยไหมว่าชกมวยจะช่วยลดน้ำหนักได้จริงหรือ? บอกเลยว่า จริง!!! การชกมวยเป็นการออกกำลังกายที่สนุกและเห็นผลได้อย่างรวดเร็ว เพราะการชกมวยเพียง 1 ชั่วโมง ช่วยเผาผลาญพลังงานในร่างกายได้รวดเร็ว ช่วยให้กล้ามเนื้อแต่ละส่วนกระชับ และส่งผลให้น้ำหนักลดลง

 

ชกมวยช่วยฝึกสมาธิ

การชกมวยนอกจากจะเป็นการออกกำลังกายแล้ว ยังเป็นการช่วยฝึกสมาธิของเราได้อีกด้วย เพราะขณะที่เตะ ต่อย ใช้หมัด เป็นการฝึกกล้ามเนื้อและสมอง ทำให้มีสมาธิที่ดีขึ้น และที่สำคัญเหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย

 

ชกมวยช่วยลดความเครียด ลดความวิตกกังวล

ชกมวยสามารถช่วยในเรื่องของอารมณ์ได้เป็นอย่างดี เพราะขณะที่เราออกกำลังกาย ร่างกายของเราจะหลั่งสารฮอร์โมนเอ็นโดรฟิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความสุขออกมา ทำให้เรามีความสุขมากขึ้น ฉะนั้น การชกมวยเป็นการออกกำลังกายแบบที่เข้มข้นสูงและต่ำสลับกันไป ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาไหนของการซ้อมมวยก็จะเป็นช่วงเวลาที่ใช้สมาธิสูง คุณจึงไม่มีเวลาที่จะไปคิดเรื่องอื่นให้ฟุ้งซ่าน

 

ชกมวยช่วยฝึกความแข็งแกร่งของร่างกาย

ชกมวยเป็นการฝึกร่างกายให้แข็งแกร่งทุกสัดส่วน เพราะการชกมวยจริงๆ นั้น ขาของคุณจะต้องไว มีฟุตเวิร์คที่ดีตลอดช่วงเวลาที่อยู่บนสังเวียน เพื่อที่จะสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างพลิ้วไหว ฉะนั้น การชกมวยจึงจำเป็นที่คุณจะต้องให้ความสำคัญกับความแข็งแกร่งของร่างกายทุกส่วน

 

ชกมวยช่วยให้ระบบการทำงานของหัวใจและหลอดเลือดดีขึ้น

ชกมวยช่วยกระตุ้นการทำงานของหัวใจและหลอดเลือดได้ดี เพราะเป็นการออกกำลังอีกรูปแบบหนึ่ง การชกมวยเป็นประจำจึงทำให้หัวใจและปอดของคุณทำงานได้ดีขึ้น ส่งผลต่อระบบการไหลเวียนโลหิตทั่วร่างกายเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

การชกมวยเป็นอีกหนึ่งเทรนด์การออกกำลังกายที่กำลังมาแรงในขณะนี้ และสิ่งที่คุณจะได้จากการออกกำลังกายในรูปแบบนี้ นอกจากจะได้รับประโยชน์ต่อสุขภาพของตัวเองในหลากหลายด้าน ผู้เล่นยังสามารถใช้ทักษะจากการฝึกมวยฟิตในชีวิตประจำวันได้ ทั้งในแง่ของการป้องกันตัว สร้างสมาธิในการทำงานหรือเรียนหนังสือ ช่วยป้องกันอาการบาดเจ็บจากสภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงอีกด้วย และที่สำคัญการชกมวยยังสามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้ถึง 800 แคลอรี่/ชั่วโมง ได้อีกด้วย