Welltitude

วิ่งมาราธอน-เทรนด์ใหม่ของคนอยากพบชีวิตใหม่_web.jpg

คุณเคยไหม เบื่อชีวิตของตัวเองที่เป็นอยู่ตอนนี้ ชีวิตต้องพบเจอสิ่งที่มันเหมือนเดิมๆ ตลอดเลย จะมีวิธีไหนบ้างที่จะช่วยให้เราค้นพบชีวิตใหม่ แล้วถ้าบอกว่า “การวิ่ง” โดยเฉพาะ “การวิ่งมาราธอน” จะช่วยเปลี่ยนชีวิตของคุณได้ คุณสนใจไหม

“If you want to run, run a mile. If you want to experience a different life, run a marathon.” / “ถ้าคุณอยากวิ่ง คุณวิ่งแค่กิโลเดียวก็พอ แต่ถ้าคุณอยากพบชีวิตใหม่ คุณค่อยไปวิ่งมาราธอน” ข้อความนี้มาจาก Emil Zatopek นักวิ่งระยะไกลเจ้าของฉายา หัวรถจักรชาวเชค เขาเป็นเจ้าของเหรียญทองการแข่งขันวิ่ง 10,000  เมตร ในการแข่งขันโอลิมปิค ปี 1948 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และชื่อของเขาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง เมื่อเขากวาด 3 เหรียญทองรายการวิ่งระยะไกลทั้งหมด (5  กิโลเมตร,  10 กิโลเมตร และมาราธอน) ในการแข่งขันโอลิมปิค ปี 1952 ที่กรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์

ข้อความดังกล่าวได้ถูกนำมาถ่ายทอดอีกครั้งในภาพยนตร์เรื่อง “รัก 7 ปี ดี 7 หน” ตอน 42.195 จากตัวละครที่รับบทโดยนิชคุณ หรเวชกุล ที่พูดไว้กับหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งอยากจะวิ่งเพื่อลืมสิ่งเก่าๆ และได้พบเจอกับชีวิตใหม่ที่ดีขึ้น แล้วการวิ่งมาราธอนจะทำให้เราได้พบกับชีวิตใหม่จริงหรือ?

หลายปีที่ผ่านมา เราจะเห็นว่าในพื้นที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัดตามเมืองใหญ่ๆ จะมีกิจกรรมงานวิ่งต่างๆ เกิดขึ้นมากมายทุกเช้ามืดของวันเสาร์และวันอาทิตย์ และเกิดขึ้นแทบทุกสัปดาห์ตั้งแต่ต้นปีไปจนถึงปลายปี จะเห็นว่ามีนักวิ่งหรือกลุ่มคนที่รักการออกกำลังกายเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก จะเห็นได้ว่าผู้คนหันมาสนใจเรื่องของสุขภาพมากขึ้น ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากรูปแบบการดำเนินชีวิตที่รวดเร็วมากขึ้น ทำให้เกิดเทรนด์ Run for new life หรือ “วิ่งสู่ชีวิตใหม่” ขึ้นมา งานมาราธอนจึงเป็นอีกหนึ่งสนามสำคัญสำหรับการวิ่งไปสู่ชีวิตใหม่

จะบอกว่า “การวิ่งมาราธอน” ไม่ใช่สนามสนามแข่งขันเพื่อต้องวิ่งเข้าเส้นชัยเป็นคนแรก ช่วงชิงการเป็นที่หนึ่ง ไม่ได้เป็นการแข่งขันกับคนอื่น แต่เป็นการแข่งขันกับจิตใจเราเอง การที่คุณตัดสินใจออกมาวิ่งมาราธอน นั่นหมายความว่าคุณได้ตั้งเป้าหมายให้กับตัวเองแล้ว ในการที่จะเอาชนะเป้าหมายของตัวเอง เมื่อกายพร้อม ใจพร้อม เราก็ทำได้ เพียงแค่เรามีเป้าหมาย

 

วิธีการตั้งเป้าหมายให้กับตัวเราเองในการลงวิ่งมาราธอน คือ SMART อธิบายได้ตั้งนี้

S = Specific : ชัดเจน เฉพาะเจาะจง ว่าเราจะต้องวิ่งด้วย 2 ขาของเราเท่านั้น

M = Measurable : วัดผลได้ ด้วยระยะทาง 42.195 กิโลเมตร

A = Achievable : เอื้อมถึงได้ เพราะมีคนเคยวิ่งมาราธอนสำเร็จมาแล้ว

R = Realistic : อยู่ในโลกแห่งความจริง

T = Time limit : มีการกำหนดเวลาที่ชัดเจน เช่น ใช้เวลาน้อยกว่า 7 ชั่วโมง

 

สำหรับใครที่เพิ่งเริ่มต้น อยากลองไปวิ่งมาราธอน แต่ไม่เคยฝึกมาก่อน เอาง่ายๆ แค่คุณคิดว่าคุณจะ “เปลี่ยน” ตัวเอง เพื่อไปสู่ชีวิตใหม่ ด้วยการตัดสินใจลุกขึ้นมาวิ่ง ไม่ว่าจะ 500 เมตร หรือ 1 กิโลเมตร ซึ่งแรกๆ อาจจะเป็นอะไรที่ฝืนใจมากๆ เพียงเท่านี้คุณก็สามารถเอาชนะใจตัวเองไปได้แล้วขั้นหนึ่ง

ระหว่างนั้นที่เราวิ่ง โดยเฉพาะมือใหม่หัดวิ่งจะต้องรู้สึกเหนื่อย “ไม่ไหวแล้ว เหนื่อยแล้ว เลิกวิ่งดีกว่า” เป็นเรื่องธรรมดาและปกติอย่างมากที่ความรู้สึกแบบนี้จะแว๊บเข้ามาในหัวของเรา แต่ถ้าคุณเลือกที่จะเอาชนะเป้าหมายด้วยการสู้ต่อ คุณก็สามารถเอาชนะใจตัวเองไปได้อีกขั้นเช่นกัน และเมื่อเราผ่านจุดนั้นมาได้จริงๆ การวิ่งมาราธอนจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป และคุณก็จะพบกับชีวิตใหม่แน่นอน

สำหรับคนที่เคยมีโอกาสได้ผ่านสนามวิ่งมาราธอนมาแล้ว ต่างรู้สึกภาคภูมิในการเอาชนะเป้าหมายของตัวเองเมื่อถึงเส้นชัย เพราะชีวิตใหม่ที่พวกเขาได้พบเจอนั้น คือ การออกมาวิ่งหรือออกกำลังกาย ช่วยลดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้ , ทำให้ร่างกายสุขภาพแข็งแรง , รูปร่างของเราจะค่อยๆ ผอมลงและสมส่วน , ทำให้เรามีวินัยในการออกกำลังกายมากขึ้น , ลดาวะความเครียด และยังเป็นเกราะป้องกันโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้อีกด้วย

ฉะนั้น จะเห็นได้เลยว่าการวิ่งสามารถเปลี่ยนชีวิตของคุณได้ ตราบใดที่ยังคิดว่าไหว ขาก็ยังไม่หยุดวิ่ง และเมื่อนั้นการวิ่งจะเปลี่ยนชีวิตคุณจริงๆ เพียงแต่ตัวคุณเท่านั้นเองที่พร้อมจะเปลี่ยนชีวิตของตัวเองไปในทางที่ดีขึ้นแล้วหรือยัง?


ธรรมะ-ชนะ-มะเร็ง_web.jpg

“มะเร็ง” ชื่อนี้ฟังดูแล้วก็รู้สึกน่ากลัว ขยะแขยง น่ากลัว ไม่อยากได้ยิน และก็ไม่มีใครอยากเป็นโรคนี้สักเท่าไหร่ เพราะเมื่อป่วยโรคนี้ขึ้นมาจริงๆ การรักษาให้หายขาดมีความน่าจะเป็นที่น้อยถึงน้อยมาก ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการรักษาค่อนข้างสูงราวเลข 5 หลักขึ้นไป โรคนี้หากเกิดขึ้นกับใคร ก็ล้วนมีแต่ความทุกข์ทั้งนั้น

จากสถิติของกระทรวงสาธารณสุข พบว่า คนไทยเสียชีวิตจากโรคมะเร็งมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ โรคมะเร็งที่พบบ่อยมากที่สุด คือ มะเร็งตับ มะเร็งของท่อน้ำดี มะเร็งปอด และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ในเพศหญิงพบผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก และมะเร็งเต้านม มากที่สุด ส่วนในเพศชายพบมะเร็งช่องปากและลำคอ และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มากที่สุด โรคมะเร็งเกือบทุกชนิดรักษาได้ผลดีหากตรวจพบในระยะแรกเริ่ม แต่หากปล่อยจนโรคลุกลามมากขึ้น การรักษาก็จะซับซ้อนยุ่งยากมากขึ้น และผลการรักษามีทั้งที่ได้ผลและไม่ได้ผล

แต่เชื่อหรือไม่ว่า “ธรรมะ” สามารถช่วยรักษาโรคมะเร็งได้ เรื่องนี้ถูกเขียนไว้ในหนังสือ “ธรรมะพิชิตมะเร็ง” เป็นหนังสือแจกฟรีภิกษุณี ซึ่งได้บอกถึงเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นกับ น.ส.วิมล บุญยง หรือ “หลวงพี่ป๊อป” เมื่อครั้งเคยเข้ารับการรักษาโรคมะเร็งปอด โดยหลวงพี่ป๊อปเล่าว่า ระหว่างที่ป่วยนั้นทำให้ตนมีความคิดดีๆ เช่น ไม่รักษาก็ตาย ถึงแม้รักษาหายหรือไม่หายก็ต้องตายอยู่ดี เราไม่ได้รักษาเพื่อจะไม่ตาย แต่เรารักษาโรคเพื่อที่จะยืดชีวิตไปอีกสักหน่อย

และตอนที่รักษาโรคมะเร็งรู้สึกว่าทรมานมาก ในครั้งนั้นรู้สึกสิ้นหวังกับแพทย์แผนปัจจุบัน จึงแสวงหาหนทางการรักษาแบบใหม่ๆ โดยการกลับเข่าไปหาวิถีโบราณที่สุด คือ เดินธุดงค์ออกกำลังกาย 15 กิโลเมตร จากห้วยขาแข้งมาที่วัดป่าเลไลยก์ จ.นครสวรรค์ และได้อธิษฐานจิตต่อหน้าพระพุทธรูปปางลีลาองค์ใหญ่ จะไม่ขอว่าให้หายภายใน 3 วัน 7 วัน แต่ขอให้หายโดยปาฏิหาริย์ ระหว่างทางจะสวดคาถาชินบัญชร 108 จบ หลังจากสิ้นสุดการเดินธุดงค์ กลับไปนอนพบว่า อาการเจ็บป่วยลดลงประมาณ 50% วันต่อมาอาการเจ็บป่วยลดลงเหลือประมาณ 1๐% วันต่อมาไม่มีอาการเจ็บเหลืออยู่เลย

หลวงพี่ป๊อบบอกว่า การป่วยหนักๆ ทำให้ได้ความคิดใหม่ๆ เกิดขึ้นว่า ถึงรักษาก็ยังต้องตายอยู่ดี ดังนั้น เมื่อรักษาก็ตาย ไม่รักษาก็ตาย แต่เลือกที่จะรักษาเพื่อยืดชีวิตออกไปอีกสักหน่อย แล้วเอาช่วงเวลาที่ยืดออกไปนั้นมาทำประโยชน์ตน ประโยชน์โลก

นอกจากนี้ อดีตนักแสดงอาวุโส “เมตตา รุ่งรัตน์” ที่เคยป่วยเป็นโรคมะเร็ง จากเหตุที่สามีของตนสูบบุหรี่กระทั่งป่วยเป็นโรคถุงลมโป่งพอง และเสียชีวิต ถึงแม้ว่าคุณเมตตาไม่ได้สูบเอง แต่เจ้าตัวต้องสูดควันบุหรี่จากคนรอบข้าง ซึ่งก่อนหน้านี้เคยป่วยมา 10 กว่าโรค และเป็นโรคหนักๆ ทั้งนั้น อาทิ โรคภูมิแพ้ หอบหืด และมะเร็ง เจ้าตัวมองว่าเป็นเรื่องของระบบร่างกายและธรรมชาติ การเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดาที่จะเกิดขึ้นกับทุกคน ถ้าจิตเราตก เราก็จะแพ้กับโรคภัยไข้เจ็บ เจ้าตัวจึงตัดสินใจนำเอาธรรมะมาช่วยรักษาจิตใจ เพื่อให้จิตใจข้มแข็ง ถ้าให้อธิบายก็คือ “ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว” จิตใจต้องเข้มแข็งเหนือร่างกาย จิตใจต้องอยู่เหนือโรค ถ้าจิตใจของเราเข้มแข็ง เราก็จะสู้กับโรคร้ายดังกล่าวได้

สุดท้าย ไม่กว่าตัวเราหรือคนรอบข้างจะป่วยหรือเกิดเป็นโรคอะไรสักอย่าง เราคงต้องทราบสาเหตุของการเกิดโรคเสียก่อน จึงจะหาทางป้องกันได้ หากเรารู้จักใส่ใจ ป้องกันตัวเองตั้งแต่แรกมิให้เกิดโรคขึ้น ก็จะเป็นการตั้งรับที่ดีที่สุด เพื่อรักษาโรคดังกล่าวให้หายได้ตั้งแต่เนิ่นๆ

 


รู้จัก-มนุษย์อินโทรเวิร์ต-หรือโรคอยากอยู่คนเดียว_WEB.jpg

เคยเป็นไหม? ไม่ชอบออกไปพบปะสังสรรค์กับผู้คนภายนอก ไม่ชอบการที่ต้องอยู่กับผู้คนมากมาย ต้องการที่จะอยู่เงียบ ๆ คนเดียว คนพื้นที่ส่วนตัว หากมีความจำเป็นต้องออกมามันจะเป็นการอึดอัดและไร้ความสุขอย่างมากที่ต้องอยู่ท่ามกลางผู้คนจำนวนมาก นั่นอาจจะบ่งบอกได้ว่า คุณเข้าข่ายเป็นคน Introvert

อย่างที่บอกไปข้างต้นว่าอาการของคนเป็น Introvert คือการมีโลกส่วนตัวเป็นของตัวเอง ซึ่งหลายคนเข้าใจผิดคิดว่า Introvert เป็นโรคชนิดหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงแล้ว เป็นเพียงบุคลิกเฉพาะรูปแบบหนึ่งของคนประเภทหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ความผิดปกติทางจิตแต่อย่างใด อาการของคนเป็น  Introvert แบ่งได้เป็น 4 ลักษณะ คือ

1. ชอบเข้าสังคมเล็กๆ : คนกลุ่มนี้เข้าได้สำหรับกลุ่มคนกลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้น อาทิ ครอบครัว เพื่อนสนิทมากๆ เพราะเขารู้สึกสบายใจ สามารถแสดงความเป็นตัวของเองได้อย่างเต็มที่

2. โลกส่วนตัวสูง : คนกลุ่มนี้ชอบคิด หมกมุ่นกับความคิดของตัวเอง มีความคิดที่เป็นโลกส่วนตัวและจินตนาการที่เป็นของตัวเอง

3. รักสันโดษ : คนกลุ่มนี้ชอบอยู่คนเดียว เพราะรู้สึกไม่สบายใจหรือรู้สึกไม่ดีที่ต้องอยู่กับผู้คนจำนวนมาก คนกลุ่มนี้มีทักษะการเข้าสังคมที่ไม่ดีนัก จึงชอบอยู่คนเดียวมากกว่า

4. คิดก่อนเสมอ : คนกลุ่มนี้จะใช้เวลาไปกับการคิดกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำ กลัวว่าสิ่งที่ทำออกไปจะเป็นสิ่งที่ไม่ดีหรือผิด กลัวคนอื่นจะไม่ชอบหรือประทับใจ

 

Introvert กับ Extrovert แตกต่างกันหรือไม่?

Introvert กับ Extrovert แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว เพราะลักษณะของคนเป็น Introvert คือคนที่ต้องออกไปใช้ชีวิตนอกบ้าน เสร็จภารกิจแล้วก็จะกลับบ้านทันที ไม่แวะไปไหนต่อเด็ดขาด เพราะการได้กลับบ้านหรือนั่งในที่เงียบ ๆ คนเดียว ทำให้เขามีพลังมากขึ้น ถ้าให้เปรียบเทียบก็จะคล้าย ๆ โทรศัพท์มือถือที่ต้องเอาไปใช้งานนอกบ้าน และเมื่อแบตเตอรี่ใกล้หมด ก็จะต้องกลับมาชาร์จที่บ้านเท่านั้น

ส่วนอาการ Extrovert  แตกต่างกับ Introvert ตรงที่ เปรียบเสมือนเครื่องโซลาเซลล์ที่ต้องออกไปพบเจอกับแสงสว่างของพระอาทิตย์ข้างนอก พบปะกับผู้คน และเมื่อกลับบ้านก็จะหมดพลัง น้องสาวจึงต้องออกไปเติมพลัง ด้วยการพบปะพูดคุยกับผู้คน แล้วเมื่อกลับบ้านอยู่คนเดียวก็จะรู้สึกเหงามาก ๆ เหมือนไม่มีพลังงาน ฉะนั้น การกลับบ้านจึงเป็นเพียงนอนพักผ่อนเป็นส่วนใหญ่

Carl Jung นักจิตวิทยาชาวสวิตเซอร์แลนด์ เล่าว่า คนเป็น Introvert จะถูกดึงดูดเข้าสู่โลกของตัวเอง มีทั้งความคิดและความรู้สึก ชอบอยู่คนเดียวโดยลำพัง ใช้เวลาครุ่นคิด สำรวจตัวเอง จะรีชาร์จแบตเตอรี่ภายในตัวเองด้วยการอยู่คนเดียว ส่วนคนที่เป็น  Extrovert จะถูกดึงดูดเข้าหาชีวิตภายนอกที่เกี่ยวพันกับผู้คนและกิจกรรมต่าง ๆ จะรีชาร์จแบตเตอรี่เมื่อเขาคิดว่ายังเข้าสังคมหรือพบปะผู้คนได้ไม่มากพอ

 

Introvert ไม่ใช่โรคซึมเศร้า

บางคนเข้าใจว่าอาการ Introvert มีลักษณะคล้ายคลึงกับโรคซึมเศร้า เพราะดูจากลักษณะการเก็บตัว ไม่เข้าสังคม ชอบอยู่คนเดียวแล้ว ช่างคล้ายคลึงกับโรงซึมเศร้าอย่างมาก สำหรับคนที่มีอาการ Introvert จะมีความเสี่ยงสูงต่อโรคซึมเศร้า หากพบว่าตนเองไม่เข้าใจอารมณ์และบุคลิกภาพ พยายามนำตนเองไปเปรียบเทียบกับผู้อื่น จนทำให้เกิดความกดดันกับตนเอง ก็ส่งผลทำให้เกิดภาวะความเครียด และเมื่อเครียดมาก ๆ ก็ส่งผลต่อภาวะของโรคซึมเศร้าได้เช่นกัน จึงทำให้คนที่เป็น Introvert จึงมีความสุขได้ไม่มากเท่ากับคนที่เป็น Extrovert มีงานวิจัยระบุว่า คนที่มีเป็น Extrovert จะมีความสุขมากกว่า มีแนวโน้มเป็นโรคซึมเศร้าน้อยกว่าคนที่มีบุคลิกแบบ Introvert

 

คน Introvert ก็มีข้อดี

คนที่เป็น Introvert ก็คือคนที่ไม่ชอบสุงสิงกับใคร มีโลกส่วนตัวสูง ชอบอยู่คนเดียว ซึ่งนั่นอาจจะไม่ได้เป็นข้อเสียไปซะทั้งหมด ข้อดีของคนประเภทนี้ก็มีเช่นกัน เพราะคน Introvert จะได้รับผลกระทบต่อพฤติกรรมอันตรายน้อย เนื่องจากชอบอยู่ในกรอบและไม่ค่อยลองทำอะไรใหม่ ๆ จึงไม่นิยมทำกิจกรรมอันตราย นอกจากนี้ ยังได้รับผลกระทบต่อโรคกลัวการตกกระแสน้อยกว่า เพราะมักไม่กังวลเรื่องการรักษาภาพลักษณ์หรือการสร้างความกลมกลืนกับบุคคลอื่น

 

ลองสำรวจพฤติกรรมตัวคุณคุณเองและคนรอบข้างดูว่ามีพฤติกรรมการเก็บตัวเงียบคนเดียวหรือไม่ หากพบว่าเขาเข้าข่ายเป็น Introvert ก็พยายามตั้งสติ เปิดใจให้กว้าง ทำความเข้าใจเขาว่าอะไรที่เขาชอบ-ไม่ชอบ พูดคุยกับเขาแบบปกติ อย่าไปแสดงความรังเกียจเขา เพราะนั่นอาจจะทำให้เขารู้สึกเครียดกับสิ่งที่เขาเป็น ขณะเดียวกัน อย่าใช้อำนาจในการบังคับหรือออกคำสั่งให้เขาทำโน่นทำนี่ เพราะคน Introvert จะไม่ชอบการอยู่ภายใต้อำนาจคำสั่งของใคร เขาจะมีเส้นทางของเขาแบบมีขั้นตอนและมีแผน หากยิ่งไปบังคับเขา เขาก็จะยิ่งหนีทันที อย่างไรก็ตาม จะเอาใจเขามาใส่ใจเรา สิ่งใดที่เขาชอบก็จงทำต่อไป สิ่งใดที่เขาไม่ชอบก็จงหลีกเลี่ยงที่จะกระทำ สิ่งใดที่เขาทำผิด ก็ค่อย ๆ พูดคุยด้วยเหตุผล ไม่ใช้อารมณ์เป็นตัวแปรหลัก ที่สำคัญท่องจำเอาไว้เสมอว่า  Introvert ไม่ใช่โรคร้ายน่ารังเกียจ แต่เป็นแค่บุคลิกเฉพาะรูปแบบหนึ่งเท่านั้น


ชกมวย-ออกกำลังกายที่ดีต่อกายและใจ_web.jpg

ต้องบอกเลยว่ายุคนี้เป็นยุคที่หนุ่มสาวคนรุ่นใหม่เริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การพักผ่อนที่เพียงพอ การออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักและรักษารูปร่าง หนึ่งในกีฬาที่คนรุ่นใหม่หันมาให้ความสนใจกันก็คือ “ชกมวย” นั่นเอง

“มวยไทย” ถือเป็นการละเล่นพื้นบ้านที่มีคุณลักษณะของการต่อสู้ป้องกันตัวด้วยการใช้อวัยวะในส่วนที่สามารถใช้ทำอันตรายคู่ต่อสู้ได้ มาใช้งานอย่างชาญฉลาดและมีศิลปะอย่างสูง เช่น หมัด ศอก แขน เท้า แข้ง และเข่า เป็นต้น มวยไทยถือได้ว่าเป็นศิลปะประจำชาติและเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นประการหนึ่งของคนไทยตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน

การชกมวยเป็นการออกกำลังกายที่ใช้ทักษะการปะทะกับคู่ต่อสู้ มวยไทยเป็นกีฬาที่ใช้กล้ามเนื้อและใช้พลังงานสูงมาก ถือเป็นการออกกำลังกายแบบเต็มรูปแบบที่ดี เพราะคุณจะได้ใช้กล้ามเนื้อในทุกส่วนและทำให้การเต้นหัวใจเพิ่มขึ้น เลือดสูบฉีดดีขึ้น แม้ว่าหลายคนจะมองว่ามวยเป็นกีฬาที่อันตราย เป็นสาเหตุให้สมองได้รับการกระทบกระเทือน แต่การชกมวยที่ไม่ต้องไปต่อยกับใครจริงๆ เช่น การเตะต่อยกระสอบทราย ก็มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย จะเห็นได้ว่าเหล่าดาราและคนดังใช้การออกกำลังกายด้วยการชกมวยเป็นการดูแลรูปร่าง อย่างเช่น ลีเดีย ศรัณรัตน์ , ยิปซี คีรติ , เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ , ปันปัน สุทัตตา , แมทธิว ดีน ฯลฯ แล้วเคยสงสัยหรือไม่ว่าการชกมวยมีประโยชน์อย่างไรบ้างต่อร่างกายและจิตใจ มาดูกันดีกว่า

 

ชกมวยช่วยลดน้ำหนัก

เคยสงสัยไหมว่าชกมวยจะช่วยลดน้ำหนักได้จริงหรือ? บอกเลยว่า จริง!!! การชกมวยเป็นการออกกำลังกายที่สนุกและเห็นผลได้อย่างรวดเร็ว เพราะการชกมวยเพียง 1 ชั่วโมง ช่วยเผาผลาญพลังงานในร่างกายได้รวดเร็ว ช่วยให้กล้ามเนื้อแต่ละส่วนกระชับ และส่งผลให้น้ำหนักลดลง

 

ชกมวยช่วยฝึกสมาธิ

การชกมวยนอกจากจะเป็นการออกกำลังกายแล้ว ยังเป็นการช่วยฝึกสมาธิของเราได้อีกด้วย เพราะขณะที่เตะ ต่อย ใช้หมัด เป็นการฝึกกล้ามเนื้อและสมอง ทำให้มีสมาธิที่ดีขึ้น และที่สำคัญเหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย

 

ชกมวยช่วยลดความเครียด ลดความวิตกกังวล

ชกมวยสามารถช่วยในเรื่องของอารมณ์ได้เป็นอย่างดี เพราะขณะที่เราออกกำลังกาย ร่างกายของเราจะหลั่งสารฮอร์โมนเอ็นโดรฟิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความสุขออกมา ทำให้เรามีความสุขมากขึ้น ฉะนั้น การชกมวยเป็นการออกกำลังกายแบบที่เข้มข้นสูงและต่ำสลับกันไป ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาไหนของการซ้อมมวยก็จะเป็นช่วงเวลาที่ใช้สมาธิสูง คุณจึงไม่มีเวลาที่จะไปคิดเรื่องอื่นให้ฟุ้งซ่าน

 

ชกมวยช่วยฝึกความแข็งแกร่งของร่างกาย

ชกมวยเป็นการฝึกร่างกายให้แข็งแกร่งทุกสัดส่วน เพราะการชกมวยจริงๆ นั้น ขาของคุณจะต้องไว มีฟุตเวิร์คที่ดีตลอดช่วงเวลาที่อยู่บนสังเวียน เพื่อที่จะสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างพลิ้วไหว ฉะนั้น การชกมวยจึงจำเป็นที่คุณจะต้องให้ความสำคัญกับความแข็งแกร่งของร่างกายทุกส่วน

 

ชกมวยช่วยให้ระบบการทำงานของหัวใจและหลอดเลือดดีขึ้น

ชกมวยช่วยกระตุ้นการทำงานของหัวใจและหลอดเลือดได้ดี เพราะเป็นการออกกำลังอีกรูปแบบหนึ่ง การชกมวยเป็นประจำจึงทำให้หัวใจและปอดของคุณทำงานได้ดีขึ้น ส่งผลต่อระบบการไหลเวียนโลหิตทั่วร่างกายเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

การชกมวยเป็นอีกหนึ่งเทรนด์การออกกำลังกายที่กำลังมาแรงในขณะนี้ และสิ่งที่คุณจะได้จากการออกกำลังกายในรูปแบบนี้ นอกจากจะได้รับประโยชน์ต่อสุขภาพของตัวเองในหลากหลายด้าน ผู้เล่นยังสามารถใช้ทักษะจากการฝึกมวยฟิตในชีวิตประจำวันได้ ทั้งในแง่ของการป้องกันตัว สร้างสมาธิในการทำงานหรือเรียนหนังสือ ช่วยป้องกันอาการบาดเจ็บจากสภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงอีกด้วย และที่สำคัญการชกมวยยังสามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้ถึง 800 แคลอรี่/ชั่วโมง ได้อีกด้วย


ผู้หญิงนั่งนานๆ-เสี่ยง-ภาวะเปราะบาง_web.jpg

“การนั่ง” เป็นอีกหนึ่งอิริยาบถของมนุษย์และถือเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต นอกจากนี้ ยังเป็นการพักผ่อนร่างกายและจิตใจเพื่อให้เกิดการผ่อนคลายจากอาการเมื่อยล้าต่างๆ แต่การนั่งเป็นเวลานานๆ ส่งผลอันตรายต่อสุขภาพ!

 ไม่ว่าจะเวลาทำงาน เวลานั่งเล่น หรือจะเวลาพักผ่อน ยิ่งนั่งนานมากเท่าไร โอกาสที่จะเสียชีวิตก็มีมากขึ้น แม้ว่าจะออกกำลังกายเป็นประจำก็ตาม มีงานวิจัยระบุไว้ว่า การนั่งเป็นเวลาติดกันนานเกินไปส่งผลให้หัวใจและหลอดเลือดแย่ลง เพิ่มความเสี่ยงของโรคเบาหวาน และสมองหดตัว และแย่กว่านั้นหากเป็นผู้สูงอายุ การนั่งนาน ๆ จะกลายเป็นสิ่งที่อันตรายอย่างยิ่ง ทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะพิการและเกิดภาวะสมองเสื่อม และอาจเกิดภาวะที่เรียกว่า “ร่างกายเปราะบาง”

ภาวะร่างกายเปราะบางคืออะไร? ภาวะเปราะบางไม่ใช่โรค แต่เป็นภาวะหนึ่งของร่างกายอยู่ตรงกลางระหว่างความสามารถในการทำงานได้และไม่ได้ อยู่ระหว่างรอยต่อของสุขภาพดีและเป็นโรค เปรียบเสมือนชีวิตอยู่บนเส้นด้าย เป็นปัญหาสุขภาพที่พบกันมากในหมู่ผู้สูงอายุ ส่งผลทางด้านร่างกายและจิตใจ ผู้ที่อยู่ในภาวะนี้ความสามารถในการทำงานของระบบต่าง ๆ จะลดลง ความรุนแรงเวลาเจ็บไข้ได้ป่วยจะมากขึ้น การทรงตัวย่ำแย่ อาจประสบอุบัติเหตุ อย่างเช่น เสียการทรงตัวและอาจล้มซึ่งเป็นสิ่งที่อันตรายมากสำหรับผู้สูงอายุ

 

“ร่างกายเปราะบาง” ส่งผลกระทบต่อผู้หญิงอย่างไรบ้าง?

นักวิจัยทั้ง 3 ท่าน ได้แก่ Maja Susanto, Ruth Hubbard และ Paul A Gardiner วิเคราะห์ข้อมูลจาก  Australian Longitudinal Study of Women’s Health โดยมีผู้หญิงที่เกิดระหว่างปี พ.ศ.2489-2494 เป็นผู้เข้าร่วมทดลอง โดยกลุ่มตัวอย่างรายงานเวลาที่ตนเองใช้นั่งในแต่ละวัน

นักวิจัยประเมินความเปราะบางของผู้หญิงโดยใช้สเกลที่เรียกว่า FRAIL ตั้งแต่ 0 (สุขภาพดี) ถึง 5 (อ่อนแอ) และแบ่งเวลาการนั่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ระดับต่ำ (3.5 ชั่วโมงต่อวัน) ระดับปานกลาง (5.5 ชั่วโมงต่อวัน) และระดับสูง (10 ชั่วโมงต่อวัน) อย่างไรก็ตาม The Centers for Disease Control and Prevention (CDC) ระบุว่า ผู้หญิงควรใช้เวลานั่งให้น้อยลง และหมั่นเคลื่อนไหวร่างกายบ่อยๆ ส่วนผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาที สัปดาห์ละ 2 วัน เพิ่มความแข็งแรงให้กับร่างกาย และลดภาวะความเปราะบาง

Paul A Gardiner หนึ่งในทีมนักวิจัย อธิบายความหมายของความอ่อนแอไว้ว่า “คนที่อยู่ในภาวะเปราะบางจะมีพลังสำรองที่ใช้สำหรับฟื้นตัวหลังจากเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บน้อยลง และยังมีความเสี่ยงสูงที่จะเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล เข้าไปอาศัยในบ้านพักคนชรา และเสียชีวิตก่อนวัยอันควร” การวิจัยครั้งนี้ทำให้เห็นว่า ถึงแม้ว่าผู้หญิงจะมีอายุยืนกว่าผู้ชาย แต่ก็มีปัจจัยอื่นที่จะเพิ่มความเสี่ยงในการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

จากงานวิจัยชิ้นนี้พบว่า ผู้หญิงที่ใช้เวลาในการนั่งนานๆ อย่างน้อย 10 ชั่วโมง/วัน หรือมากกว่านั้น มีความเสี่ยงสูงที่จะตกอยู่ในภาวะเปราะบาง ขณะที่ผู้หญิงที่ใช้เวลานั่งประมาณ 2 ชั่วโมง/วัน จะมีความเสี่ยงที่จะตกอยู่ในภาวะเปราะบางน้อยมาก

 

แล้วควรป้องกันการเกิดภาวะเปราะบางอย่างไร?

1.ออกกำลังกาย ทั้งออกกำลังกายต้านทานและการออกกำลังกายแอโรบิก โดย The Centers for Disease Control and Prevention (CDC) ระบุว่า ผู้หญิงควรใช้เวลานั่งให้น้อยลง และหมั่นเคลื่อนไหวร่างกาย ส่วนผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาที สัปดาห์ละ 2 วัน

2.ทานอาหารเสริม โดยเพิ่มระหว่างมื้ออาหาร อาหารเสริมโปรตีนช่วยในการรักษามวลกล้ามเนื้อ รวมถึงการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

3.ประเมินสิ่งแวดล้อมภายในบ้าน รวมถึงความปลอดภัย เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดการพลัดหกล้ม เช่น สร้างราวจับในห้องน้ำ ตรวจเช็ค พื้น ผนัง พื้นลาดเอียง อย่าให้ลื่น รวมถึงควรมีสภาพแสงที่เหมาะสมและระบบกดเรียกฉุกเฉิน

 

รู้แบบนี้แล้ว… ควรใช้ระยะเวลาในการนั่งให้พอดี และหมั่นออกกำลังกายให้พอเหมาะ เพื่อป้องกัน “ภาวะเปราะบาง” ภัยเงียบที่อาจเป็นฉนวนเริ่มแรกของปัญหาสุขภาพในระยะยาว


6-ไอเดียลดน้ำหนัก-ฉบับคนขี้เกียจ_web.jpg

“ทำงานหนักมาทั้งวันแค่คิดจะออกกำลังกายก็ขี้เกียจแล้ว! เวลาจะนอนยังแทบจะไม่มีเลย” คงเป็นเป็นปัญหาสำหรับใครหลายคน ที่แค่คิดจะลดน้ำหนัก จากปัญหาเวลาที่จำกัด ความเหนื่อยล้า และความอยากทานอาหาร วันนี้เรามีเคล็ด(ไม่)ลับแค่ปรับการใช้ชีวิตง่าย ๆ ด้วยวิธีการต่อไปนี้ รับรองว่าคุณจะมีหุ่นที่ดีแบบ “ไม่ต้องพยายาม”

1. เลือกทาน

เมื่อคิดถึงการลดน้ำหนัก สิ่งแรกที่คนทั่วไปคิดถึง คือ การอดอาหาร ซึ่งความเป็นจริงสิ่งที่ลดลง คือ มวลกล้ามเนื้อและจะยิ่งทำให้ร่างกายโหยหาจนตบะแตกในที่สุด เพราะฉะนั้นสิ่งที่ควรจะทำคือการเลือกทาน

  • เลือกอาหารที่มีประโยชน์ ควรงดของทอด มัน เค็มหรือหวานจนเกินไป เข้าใจนะว่าไม่ง่ายเพราะมันอร่อย แต่ยังไงก็ต้องลด! สิ่งที่ควรทำคือวางแผนการกินและอนุญาตให้ตัวเองได้มีมื้อพิเศษของสัปดาห์ หรือที่คนส่วนใหญ่เรียกว่า ชีทเดย์ (Cheat Day) โดยชีทเดย์นอกจากจะเป็นสวรรค์ของคนลดน้ำหนักแล้ว อีกั้งยังเป็นการหลอกร่างกายว่าเราไม่ได้พยายามลดน้ำหนักและทำให้ร่างกายสามารถเพิ่มปริมาณการเผาผลาญได้ดีขึ้นอีกด้วย
  • เลือกเวลาทาน โดยควรแบ่งมื้ออาหารเป็น 5 มื้อย่อย เพราะจะทำให้ร่างกายไม่รู้สึกถูกบีบให้ต้องอด ยังช่วยปรับระดับน้ำตาลในกระแสเลือดให้คงที่ ส่งผลให้หิวน้อยลง และที่สำคัญควรหยุดรับประทานอาหารหลังจาก 5 โมงเย็นเป็นต้นไป เพราะหลังจากนี้ร่างกายเหลือเวลาเผาผลาญพลังงานเพียง 4 ชั่วโมง ทำให้แคลอรี่ที่เหลือจากการเผาผลาญจะสะสมอยู่ในร่างกายต่อไป

2. ออกกำลังกายขณะโฆษณา

  • ช่วงเวลาพักจากหนังเรื่องโปรดคงไม่นานเกิน 5 นาที เพราะฉะนั้นจึงถือเป็นการฆ่าเวลาสำหรับคนขี้เกียจอย่างเรา โดยการออกกำลังที่อยากแนะนำสำหรับช่วงเวลาแสนสั้น ก็คือ การสคอร์ท 15 ครั้ง โดยวิธีการคือ หลังตรง 2.เข่าห้ามเลยเท้า 3. ตามองตรง 4. ก้นอยู่ระดับต่ำกว่าเข่าเล็กน้อย นอกจากนี้ก็ยังมีก็ยังมีการแกว่งแขน, ยกดัมเบล (ขวดน้ำลิตร), และถึงแม้หนังจะเล่นต่อเราก็สามารถฮูลาฮูปไปพร้อมๆกันได้โดยไม่เสียสมาธิ

3. ปรับลักษณะการเดินทางระยะใกล้

หลายคนคงเคยเห็นข่าวที่หนุ่มชาวเยอรมันเบื่อรถติด จึงหาทางออกด้วยการว่ายน้ำเป็นระยะทาง 2 กิโลไปทำงานทุกวัน แต่สำหรับประเทศไทยก็น่าจะไม่เหมาะ เอาเป็นว่าเราขอแนะนำให้ลองปรับจากที่เคยนั่งรถไปทำงานระยะใกล้ๆ ลองเลือกเดินออกกำลังกาย หรือปั่นจักรยานไปทำงานดู หรือการรอลิฟท์ที่คนต่อแถวเยอะๆในตอนเช้า ลองเปลี่ยนจากการขึ้นลิฟท์เป็นเดินขึ้นบันได แต่ถ้าสูงเกินไปก็ลองสักครึ่งทาง นอกจากจะช่วยลดน้ำหนักแล้วยังได้ถึงที่นั่งได้เร็วขึ้นอีกด้วย

4. ติดตาม IG, Youtuber ที่มีไลฟสไตล์ฟิตหุ่น

แรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ มาพร้อมภาระอันใหญ่ยิ่ง! ยิ่งเราเห็นคนอื่นดูดี เรายิ่งหันมามองตัวเองมากขึ้น การติดตามผู้คนที่รักและใส่ใจในสุขภาพของตนเองจะเป็นการสร้างแรงกระตุ้นให้กับตัวเรา นอกจากนี้คนเหล่านี้มักมีทริคหรือเคล็ดลับดีๆมาแชร์เสมอ ทั้งอาหารการกิน การดูแลสุขภาพ ความสวยความงาน ติดตามไว้ยังไงก็ดี

5. เปลี่ยนการออกกำลังกายที่น่าเบื่อให้สนุกสุดเหวี่ยง

ทุกวันนี้จะค้นหาอะไรก็ง่ายดายไปหมด วิธีที่จะช่วยออกกำลังกายให้ไม่น่าเบื่อเหมือนเคยก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น Dance Workout ไปพร้อมกับเพลงโปรดที่สามารถทำตามคลิปวิดีโอใน Youtbe กันได้ง่าย ๆ หรือถ้าโฟกัสที่ความสนุกแบบไม่จำเจ ก็แนะนำให้เต้นซุมบ้า หรือจะเข้าฟิตเนสบ้าง การพบเจอคนเยอะ ๆ ก็ช่วยให้เรามีกำลังใจในการออกกำลังกายและไม่เบื่อเหมือนกันนะ

6. ดื่มน้ำให้พอดี

การดื่มน้ำ 9 แก้วต่อวันถือเป็นปริมาณที่ร่างกายต้องการต่อวัน นอกจากการดื่มน้ำจะช่วยให้ร่างกายมีผิวพรรณที่ดีแล้ว การดื่มน้ำยังช่วยทำให้ลดปริมาณไขมันในร่างกายและช่วยร่างกายรู้สึกอยากอาหารลดลงได้อีกด้วย

 

วิธีที่นำมาแบ่งปันในวันนี้เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ไม่ยาก แต่ต้องใช้ความถี่และความสม่ำเสมอจึงจะเกิดผลลัพธ์ที่น่าพอใจ นอกจากนี้ยังต้องพักผ่อนให้เพียงพอและพยายามใช้ชีวิตให้สนุก ลดความเครียด เพียงเท่านี้ร่างกายก็พร้อมสำหรับคุณคนใหม่ที่หุ่นดียิ่งกว่าเดิม


นอนไม่หลับฟังทางนี้.jpg

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่นอนไม่ค่อยหลับ หรือนอนหลับยาก แล้วหล่ะก็ วันนี้มีวิธีดีๆที่จะทำให้นอนหลับง่ายขึ้น ไม่ต้องพึ่งยานอนหลับ เพียงแค่จดสิ่งที่ต้องทำก่อนนอนเท่านั้น!

งานวิจัยชิ้นหนึ่งเผยว่าการจดสิ่งที่ต้องทำก่อนนอน ช่วยกำจัดความคิดและลดความวิตกกังวลลงทำให้สามารถหลับได้ง่ายและตื่นมารับเช้าอันสดใส ด้วยจิตใจที่ไม่ฟุ้งซ่าน ร่างกายพร้อมที่จะทำงานในวันรุ่งขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ…เวลานอนไม่หลับอาจเป็นเพราะจิตใจยังครุ่นคิด กระวนกระวายถึงสิ่งที่ต้องทำในวันรุ่งขึ้น  ถึงแม้ว่าปิดไฟแล้วข่มตานอนแลวก็ตาม กว่าจะหลับได้ก็ปาเข้าไป ตี2-3 ทำให้เช้าวันรุ่งขึ้นที่สดใส ไม่สดใสอีกต่อไป เพราะร่างกายพักผ่อนไม่พอ

นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งจาก The Baylor University ได้ทำการวิจัยเรื่อง “การนอนหลับ” ขึ้นเพื่อที่จะหาความลับทำไมมนุษย์เราถึงหลับยากนัก! โดยมีแนวคิดที่ว่าแต่ละวันมนุษย์มีอะไรให้ทำเยอะแยะมากมาย จนทำให้มีสิ่งจำเป็นที่ต้องทำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เราต้องมากังวลเกี่ยวกับงานที่ทำยังไม่เสร็จจึงเป็นที่มาของความวิตกกังวลจึงทำให้หลับยาก โดยตั้งสมมุติฐานขึ้น 2 ข้อคือ

1.การเขียนเกี่ยวกับเรื่องอนาคตจะยิ่งเพิ่มความวิตกกังวลเกี่ยวกับงานที่ยังไม่เสร็จและทำให้เรานอนดึกกว่าเดิม

2.การเขียนสิ่งที่ต้องทำในวันรุ่งขึ้นจะช่วยกำจัดความคิดและลดความวิตกกังวลลงไปได้

โดยนำกลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาในระดับอุดมศึกษาจำนวน 57 คน โดยแบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกจดสิ่งที่จำเป็นต้องทำหลังจากนี้ 2-3 วัน ภายในเวลา 5 นาที ส่วนอีกหนึ่งกลุ่มให้จดงานที่ตัวเองทำเสร็จแล้วในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ภายในเวลา 5 นาที จากนั้นให้กลุ่มตัวอย่างทุกคนสามารถเข้านอนได้เวลา 22:30 น. ในห้องแล็ปที่ทดสอบการนอน ซึ่งผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่จดสิ่งที่ต้องทำ ช่วยให้นอนหลับได้เร็วกว่าคนที่จดงานที่ตัวเองทำเสร็จแล้ว

งานวิจัยค้นพบข้อเท็จจริงที่ว่า การจดสิ่งที่ต้องทำจะช่วยให้นอนหลับได้เร็วขึ้น แต่งานวิจัยนี้ใช้กลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักศึกษาที่ล้วนยังมีอายุไม่มาก มีสุขภาพดี จึงทำให้ไม่สามารถครอบคลุมถึงผู้ป่วยที่เป็น “โรคนอนไม่หลับหรือ Insomnia” ด้วยหรือไม่

โรคนอนไม่หลับ หรือ Insomnia เป็นอย่างไร?

โรคนอนไม่หลับ (Insomnia) เป็นอาการอย่างหนึ่งที่พบได้ในโรคทางกายและโรคทางจิตเวชหลายโรค หรืออาจมีสาเหตุจากยาบางชนิด หรือจากสารที่ออกฤทธิ์ทางสมอง เช่น สารเคเฟอีนที่มีอยู่ในชา กาแฟ น้ำอัดลม เช่น โคล่า เครื่องดื่มชูกำลัง และการดื่มสุราอย่างต่อเนื่องก็จะทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับได้เช่นกัน โรคนอนไม่หลับเป็นอาการที่ร่างกายรู้สึกอยากจะนอน แต่ไม่สามารถหลับได้ หรือหลับไปแล้วก็จะตื่นเร็วกว่าที่เป็น แล้วไม่สามารถนอนหลับต่อได้ หรืออาการ หลับ ๆ ตื่น ๆ ทำให้ร่างกายเกิดอาการอ่อนเพลีย ขาดสมาธิ อารมณ์เสีย

อาการนอนไม่หลับแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่

อาการนอนไม่หลับชั่วคราว (Transient insomniaมักพบในช่วงเปลี่ยนแปลงชีวิตประจำวัน หรือสิ่งแวดล้อม หรือ Jet lag เป็นต้น

อาการนอนไม่หลับระยะสั้น (Short-term insomnia) มักเป็นแค่ 2-3 วัน จนถึง 3 สัปดาห์ อาจพบได้ในภาวะเครียด

อาการนอนไม่หลับเรื้อรังเป็นเดือน หรือเป็นปี (long-term or chronic insomnia) อาจเป็นผลจากการใช้ยา การเจ็บป่วยเรื้อรัง ไม่ว่าทางกาย หรือทางจิตใจ หรือเป็นแบบไม่ทราบสาเหตุ

การรักษาโรคนอนไม่หลับ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1.การรักษาแบบไม่ใช้ยา เป็นการรักษาหลักสำหรับภาวะนอนไม่หลับ ได้แก่ การปรับให้มีสุขอนามัยการนอนที่ดี (Good sleep hygiene)  เช่น ด้วยการปรับสภาพแวดล้อมในห้องนอนให้เหมาะสมต่อการนอนหลับ  การฝึกเทคนิคการผ่อนคลาย (Progressive relaxation training) ซึ่งช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อเพื่อทำให้นอนหลับได้ดียิ่งขึ้น การรักษาด้วยความคิดและพฤติกรรมบำบัด (Cognitive-Behavioral therapy) โดยเน้นที่การปรับความคิดเพื่อปรับพฤติกรรมและอารมณ์ที่เหมาะสมแก่การนอน  การควบคุมปัจจัยกระตุ้น (Stimulus control)  การจำกัดชั่วโมงในการนอน (Sleep restriction) สำหรับรายที่มีอาการรุนแรงหรือมีโรคประจำตัวอื่นๆ ร่วมด้วย แพทย์จะให้การรักษาด้วยการปรับสุขอนามัยการนอนและการรักษาโดยการไม่ใช้ยา

2.การรักษาแบบใช้ยา การรักษาด้วยยานั้นเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในสังคม ยาเหล่านี้มักถูกเรียกว่า “ยานอนหลับ” โดยยานอนหลับมีหลายชนิด มีกลไกการออกฤทธิ์และผลข้างเคียงที่แตกต่างกันไป

ปัจจุบันมีการใช้ เมลาโทนิน (Melatonin) เป็นฮอร์โมนตามธรรมชาติที่ช่วยส่งเสริมการนอนหลับมาใช้ในการรักษา ได้ผลดีในกลุ่มผู้ป่วยจากอาการ Jet lag หรือในรายที่ต้องทำงานเป็นกะ แต่ประสิทธิภาพในการรักษาภาวะโดยตรงยังไม่ชัดเจนและยังขาดข้อมูลการศึกษาผลของการใช้ยานี้ในระยะยาว

อย่างไรก็ตามหากใครมีอาการนอนไม่หลับแล้วหล่ะก็ ให้เริ่มการรักษาจากวิธีที่ไม่จำเป็นต้องใช้ยาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการลองจดบันทึกสิ่งที่ต้องทำก่อนนอนเพียงแค่ 5 นาที หรือจะปรับสภาพแวดล้อมในห้องนอน หากไม่ได้ผลรีบพบแพทย์เพื่อทำการรักษาดีที่สุด อย่างซื้อยามาเพื่อรับประทานเองอาจจะเสี่ยงอันตรายเพิ่มขึ้นได้

 

ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก : www.webmd.com


Banner_welltitude_ไก่ทอดกินทุกวันเสี่ยงตาย.jpg

ผลการวิจัยเผย “ไก่ทอด” หนึ่งในเมนูอาหารยอดฮิตที่หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด เป็นหนึ่งในเมนูที่หากรับประทานเป็นประจำ ส่งอันตรายและมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตมากถึง 13%

“ไก่ทอด” อีกเมนูหนึ่งที่ทำได้ง่ายๆ หรือหาซื้อรับประทานได้ง่ายๆ ตามท้องตลาด รับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ หรือข้าวเหนียวก็อร่อย ไก่ทอดไม่ได้เป็นแค่อาหารจานหลักเท่านั้น ไก่ทอดยังเป็นอาหารทานเล่นได้

“ไก่ทอด” ที่จำหน่ายในปัจจุบันตามท้องตลาดมีอยู่มากมาย จำหน่ายในห้างสรรพสินค้า แต่ละร้านจะมีสูตรเด็ดแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความชื่นชอบของผู้บริโภคแต่ละคน แต่การรับประทาน “ไก่ทอด” เป็นประจำ ไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ

วารสาร The BMJ ตีพิมพ์ผลวิจัยซึ่งได้ศึกษากลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนในสหรัฐฯ พบว่า ผู้หญิงที่ชื่นชอบการรับประทานของทอด โดยเฉพาะไก่ทอดหรือปลาทอดเป็นประจำ มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตมากถึง 13% และหากรับประทานปลาทอดเป็นประจำ มีความเสี่ยงเสียชีวิตมากถึง 7% เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่ไม่ได้รับประทานอาหารประเภททอด

ผลการวิจัยชิ้นนี้ถือเป็นงานวิจัยชิ้นแรกของสหรัฐฯ ที่ให้ความสำคัญในประเด็นการบริโภคของทอดและอัตราการเสียชีวิตของมนุษย์ ก่อนหน้านี้มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างการรับประทานอาหารประเภทของทอด และอัตราความเสี่ยงการเป็นโรคอ้วนและโรคหัวใจ

Wei Bao ผู้ช่วยศาสตราจารย์ฝ่ายระบาดวิทยา มหาวิทยาลัยไอโอวา เผยว่า ในสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ การรับประทานของทอดถือเป็นเรื่องปกติมาก แต่ส่วนใหญ่มองข้ามถึงผลกระทบในระยะยาวของอาหารประเภททอดที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ทั้งนี้ในปี 2560 มีผลการวิจัยว่า คนที่รับประทานมันฝรั่งทอดมากกว่า 2 ครั้ง/สัปดาห์ มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากกว่าคนที่ไม่ไรับประทานถึง 2 เท่า

ทั้งนี้ คณะผู้วิจัยของ Wei Bao ได้ศึกษาพฤติกรรมการรับประทานอาหารของกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้หญิงเกือบ 107,000 คน ในช่วงอายุระหว่าง 50-79 ปี จากคลินิก 40 แห่งทั่วสหรัฐฯ ระหว่างปี 1993-1998 และติดตามกลุ่มตัวอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 18 ปี โดยกลุ่มตัวอย่างที่เข้าร่วมงานวิจัยได้ตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมการบริโภคและปริมาณอาหาร 122 ชนิด หนึ่งในนั้นมีอาหารประเภทไก่ทอด ปลาทอด เฟรนช์ฟราย ฯลฯ

กลุ่มตัวอย่างที่รับประทานอาหารประเภทของทอดมากกว่า 1 มื้อ/วัน มีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าสาเหตุอื่นๆ ถึง 8% รวมถึงอัตราการป่วยเป็นโรคหัวใจ ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้รับประทานอาหารประเภทของทอด นอกจากนี้ การรับประทานไก่ทอดยังทำให้เสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงถึง 13% รวมถึงมีความเสี่ยงจากการเสียชีวิตจากโรคหัวใจอีก 12% ส่วนอัตราการเสียชีวิตและโรคหัวใจจากการรับประทานปลาทอดอยู่ที่ 7% และ 13%

ทั้งนี้ สาเหตุหลักๆ ของการรับประทานของทอดนั้น มาจากการซื้อของทอดตามท้องตลาดนั้นมีการใช้น้ำมันในการทอดซ้ำอยู่หลายรอบ ทำให้เกิดสารอันตรายได้ซึ่งไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพ หากทอดอาหารรับประทานเองที่บ้าน เปอร์เซ็นต์การใช้น้ำมันทอดอาหารซ้ำจะลดลง ซึ่งจะส่งผลดีต่อสุขภาพมากกว่า

 

ขอขอบคุณ ข้อมูลจากเว็บไซต์ : edition.cnn.com


Banner_welltitude_ออฟฟิศซินโดรม-ภัยร้าย.jpg

“ออฟฟิศซินโดรม” โรคสุดฮิตของมนุษย์เงินเดือน เมื่อต้องนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆ หากทำเป็นประจำบ่อยๆ จนติดเป็นนิสัย อันตรายถึงตายได้

มนุษย์เงินเดือนทั้งหลายเมื่อต้องสวมบทบาทเป็นพนักงานออฟฟิศ ซึ่งวัน ๆ ก็จะใช้ชีวิตอยู่บนโต๊ะทำงาน ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆ หลายชั่วโมง เรียกได้ว่าใช้ชีวิตผูกติดอยู่กับโต๊ะทำงานตลอดทั้งวันเลยก็ว่าได้  ส่งผลทำให้ร่างกายไม่ได้ขยับเขยื้อนร่างกายเลย แต่จะรู้หรือไม่ว่า พฤติกรรมดังกล่าวหากทำเป็นประจำบ่อยๆ จนติดเป็นนิสัย ส่งผลเสียต่อร่ายกายเราอย่างแน่นอน ทั้งร่างกายมีอาการปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัว สายตาพร่ามัว มีอากาศปวดศีรษาะ ไมเกรน มีอาการชาตามมือ เกิดอาการนิ้วล้อค กล้ามเนื้ออักเสบ หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท หรือทางการแพทย์จะเรียกว่า “โรคออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome)” นั่นเอง

โรคออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) เป็นอาการที่เกิดจากการทำงานกล้ามเนื้อไม่เหมาะสมในท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานาน ๆ ส่งผลให้เกิดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเรื้อรัง และอาจส่งผลให้ร่างกายส่วนอื่น ๆ มีความผิดปกติร่วมด้วย

เรื่องนี้ ศ.นพ.ธไนนิธย์ โชตนภูติ แพทย์หัวหน้าสถาบัน และแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ สถาบันกระดูกและข้อ ให้ข้อมูลถึงภาวะออฟฟิศซินโดรมว่า เป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรมการทำงานและการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม เมื่อรักษาแล้วต้องปรับพฤติกรรมชีวิต เพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นซ้ำหรือเป็นภาวะปวดเรื้อรัง โดยคนที่ป่วยโรคออฟฟิศซินโดรม จะมีอาการ 3 ระยะ ได้แก่

ระยะที่ 1 : เป็นระยะเริ่มต้น จะแสดงอาการเล็กน้อย ๆ เช่น อาการปวดบ่า ปวดคอ ปวดหลัง ฯลฯ จนคนมองข้ามไป

ระยะที่ 2 :1 จะมีอาการปวดจนแทบขยับร่างกายแทบไม่ได้ ถือเป็นสัญญาณเตือนของอาการกล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรัง เช่น ยกแขนไม่ขึ้น เนื่องจากมีพังผืดเกาะที่บริเวณสะบักและหัวไหล และบางรายอาจมีอาการชาไปที่บริเวณมืและนิ้วด้วย

ระยะที่ 3 : ระยะหนักหน่วง ระยะนี้หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่มีการปรับพฤติกรรมหรือรักษา อาจนำไปสู่อันตรายถึงชีวิตได้ เช่น โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเฉียบพลัน เป็นต้น

 

โรคออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) สามารถรักษาให้หายได้ ซึ่งหากใครยังไม่มีอาการเจ็บปวดมาก สามารถรักษาได้โดยการรับประทานยา ฉีดยา นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ทำกายภาพบำบัด ตลอดจนปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตและท่าทางอิริยาบถในขณะทำงาน เพื่อให้กล้ามเนื้อได้มีการเคลื่อนไหวบ้าง หากมีอาการเรื้อรังควรไปพบแพทย์เพื่อขอคำปรึกษาและรับการรักษาอย่างถูกต้อง

สำหรับอาการที่ไม่หนักมากจนต้องพบแพทย์ สามารถบำบัดได้ด้วยตนเอง โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใกล้ตัว เพียงแค่การลดพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์ก่อนเข้านอน พยายามพักผ่อนให้เพียงพอ หากอยู่ในออฟฟิศควรลุกยืดเส้นยืดสาย เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ซึ่งจะช่วยลดอาการอักเสบของกล้ามเนื้อ ระบบเลือดไหลเวียนดีขึ้น ที่สำคัญ พยายามไปหาเวลาออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที -1 ชั่วโมง เพียงเท่านี้คุณก็สามารถหายจากโรคออฟฟิศซินโดรมได้แล้ว

อย่าลืมว่า สุขภาพเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต อย่าปล่อยปละละเลยมันไป เริ่มต้นหันมาใส่ใจสุขภาพกันตั้งแต่บัดนี้ เพื่ออนาคตที่ดีในวันข้างหน้าดีกว่า


Banner_welltitude_ฝุ่น-PM.jpg

รู้หรือไม่? ฝุ่นจิ๋ว PM ที่กระจายอยู่ทั่วพื้นที่ของกรุงเทพฯ และปริมณฑลอยู่ในขณะนี้ ไม่ใช่ว่าเพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่แท้จริงแล้ว ฝุ่นละออง PM เกิดขึ้นมานานมาก

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา คนกรุงหลายคนอาจจะต้องเผชิญกับหมอกควันจาง ๆ ที่กระจายอยู่ทั่วพื้นที่ของกรุงเทพฯ และปริมณฑล หลายคนตั้งคำถามให้กับตัวเองว่า “ที่เห็นอยู่นี่ หมอกหรือควัน” แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่ทั้งหมอก และไม่ใช่ทั้งควัน แต่เป็นมลพิษทางอากาศชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า PM 2.5 หากเข้าสู่ร่างกายเมื่อไหร่ เป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างแน่นอน แล้วเราจะทำอย่างไรกันดี?

 

PM 2.5 ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น แต่ความจริงคือ “เกิดขึ้นมานานแล้ว”

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 พัดเข้ามาก่อมลพิษทางอากาศในประเทศไทยบ้านเรา ความจริงแล้ว ในประเทศไทยเกิดฝุ่นละอองขนาดเล็กมานานแล้ว เราลองย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ.2540 ความหนาแน่นของฝุ่นละอองไทยในช่วงนั้นอยู่ในระดับที่เกินกว่ามาตรฐานใน 4 พื้นที่ของกรุงเทพฯ ได้แก่

ในพื้นที่ห้วยขวาง ความหนาแน่นของฝุ่นขนาด PM10 เฉลี่ยในแต่ละเดือนของช่วงปี 2539-2549 อยู่ที่ 63 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) ก่อนที่จะลดลงมาเหลือเพียง 40 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) ในช่วงปี 2550-2561 ขณะที่ค่าเฉลี่ยของค่าสูงสุดของความหนาแน่นของฝุ่น PM10 ในแต่ละเดือนลดลงจาก 119 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) มาเป็น 62.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) ในช่วงเวลาเดียวกัน

ในพื้นที่วงเวียนใหญ่ที่ค่าเฉลี่ยของความหนาแน่นของฝุ่นขนาด PM10 ในแต่ละเดือนของช่วงปี 2539-2549 ลดลงจาก 67 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) เหลือ 35.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) ในช่วงปี 2550-2561 โดยมีค่าเฉลี่ยของค่าสูงสุดของความหนาแน่นของฝุ่นขนาด PM 10 ในแต่ละเดือนลดลงจาก 111.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) เหลือ 60 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³)

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ถนนพระรามสี่ ซึ่งมีข้อมูลตั้งแต่ปี 2545 – 2561 มีค่าเฉลี่ยของความหนาแน่นของฝุ่นขนาด PM10 ที่ 69.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) และมีค่าเฉลี่ยของความหนาแน่นสูงสุดที่ 107.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³)

และในพื้นที่บางนา ซึ่งมีข้อมูลตั้งแต่ปี 2551-2561 มีค่าเฉลี่ยความหนาแน่นของฝุ่นขนาด PM10 ที่ 40.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) โดยมีค่าเฉลี่ยของค่าสูงสุดของความหนาแน่นของฝุ่นในแต่ละเดือนอยู่ที่ 72 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³)

ขณะที่ข้อมูลฝุ่นขนาด PM2.5 พบว่า ค่าเฉลี่ยโดยรวมในแต่ละเดือนยังไม่เกินมาตรฐาน แต่เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของค่าสูงสุดในแต่ละเดือนพบว่าความหนาแน่นเริ่มสูงกว่ามาตรฐาน โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาวที่ความหนาแน่นอาจจะสูงกว่ามาตรฐานไปถึง 2-3 เท่า

ในพื้นที่วงเวียนใหญ่ ซึ่งมีข้อมูลตั้งแต่ปี 2559-2561 มีค่าเฉลี่ยของความหนาแน่นโดยรวมในแต่ละเดือนอยู่ที่ 29 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) หากดูที่ค่าเฉลี่ยของค่าสูงสุดของความหนาแน่นของฝุ่นอยู่ที่ 57.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) ซึ่งเกินค่ามาตรฐาน โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาวของแต่ละปีที่ค่าเฉลี่ยความหนาแน่นของฝุ่นอาจจะเพิ่มขึ้นไปสูงกว่า 100 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) หรือมากกว่ามาตรฐานของประเทศไทย 2 เท่า

ในพื้นที่บางนา ค่าเฉลี่ยของความหนาแน่นของฝุ่นอยู่ที่ 23.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) และมีค่าเฉลี่ยของค่าสูงสุดของความหนาแน่นที่ 45.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) โดยในช่วงฤดูหนาวมีค่าแตะระดับ 80-99 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³)

ในพื้นที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ถนนพระรามสี่ ซึ่งมีข้อมูลตั้งแต่ปี 2560-2561 พบว่ามีค่าเฉลี่ยของความหนาแน่นอยู่ที่ 27.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) และมีค่าเฉลี่ยของค่าสูงสุดของความหนาแน่นของฝุ่นในแต่ละเดือนที่ 50.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) โดยในช่วงฤดูหนาวความหนาแน่นอาจจะสูงไปถึง 80-120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³)

สำหรับการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศของประเทศไทยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา มีแนวโน้มที่ดีขึ้นในหลายพื้นที่ หากเทียบจากค่ามาตรฐานความหนาแน่นของฝุ่นของประเทศไทยที่กำหนดว่าในระยะเวลาเฉลี่ย 24 ชั่วโมงจะต้องมีปริมาณความหนาแน่นของฝุ่นขนาด PM 10 ไม่เกิน 120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) และสำหรับฝุ่นขนาด PM2.5 ต้องไม่เกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) แม้ว่าจะมีบางเดือนที่ค่าเฉลี่ยสูงกว่ามาตรฐาน ซึ่งมักจะเป็นช่วงฤดูหนาวตั้งแต่เดือนตุลาคม – กุมภาพันธ์ในแต่ละปี

 

PM 2.5 สูดบ่อยๆ เสี่ยงเกิดโรคต่างๆ

รู้หรือไม่ว่า หากฝุ่นละออง PM 2.5 เข้าไปในร่ายกายด้วยปริมาณมากๆ แน่นอนว่าส่งผลเสียต่อสุขภาพ แถมยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ อีกด้วย ดังนี้

– ระคายเคืองจมูก แสบจมูก ไอ มีเสมหะ

– โรคหลอดเลือดในสมอง

– โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง

– โรคมะเร็งปอด

– โรคหัวใจขาดเลือด

– โรคหลอดเลือดหัวใจ

– โรคติดเชื้อเฉียบพลัน

นอกจากนี้ จากผลการศึกษาของธนาคารโลก ระบุว่ามลพิษทางอากาศในประเทศไทยเป็นต้นเหตุของการเสียชีวิตก่อนวันอันควรถึงราว 50,000 ราย/ปี และคนไทยยังคงต้องเผชิญกับปัญหาอากาศที่เต็มไปด้วยมลพิษทางอากาศในระดับสูงกว่าค่ามาตรฐานขององค์กรอนามัยโลกอย่างต่อเนื่อง

 

“หน้ากาก” อุปกรณ์ป้องกัน PM 2.5

ในช่วงที่เมืองกรุงกำลังเผชิญกับมลพิษค่า PM 2.5 ทำให้หลายหน่วยงานพยายามประชาสัมพันธ์ให้คนกรุงสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งเมื่อออกจากบ้าน เพื่อป้องกัน PM 2.5 เข้าสู่ร่างกาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว หน้ากากอนามัยทั่วไปนั้นไม่สามารถป้องกันได้จริงๆ 100% เรื่องนี้ คุณเบญจวรรณ ธวัชสุภา นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ กองประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ กรมอนามัย ให้ข้อมูลว่า หน้ากากอนามัยที่จำหน่ายทั่วไปในท้องตลาด จะมีอยู่ 2 แบบ คือ หน้ากากอนามัยธรรมดา และ หน้ากากอนามัยแบบ N95 , P 100 ฉะนั้น หากต้องการป้องกันฝุ่นละออง PM 2.5 ควรใช้หน้ากาก N95 , P 100 จะป้องกันได้ดีกว่าหน้ากากอนามัยแบบธรรมดา

นอกจากนี้ เมื่อคนกรุงต้องเผชิญกับ PM 2.5 ซึ่งเป็นมลพิษที่เกินมาตรฐานทุกวัน สามารถป้องกันได้ด้วย 5 วิธีป้องกันง่ายๆ เพียงแค่

– หลีกเลี่ยงการสัมผัสฝุ่นละออง

– ปิดประตูและหน้าต่างให้มิดชิด เพื่อป้องกันฝุ่นละออง

– ใช้หน้ากากอนามัย N95, P 100 ที่มีประสิทธิภาพในการกรองฝุ่นละออง  PM 2.5

– หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมในที่โล่งแจ้งนานกว่า 12 ชั่วโมง

– ลดการใช้รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และการเผาขยะ เพื่อลดปริมาณควันในอากาศ

 

PM2.5 ไม่น่ากลัวเท่าควันบุหรี่

จริงหรือที่ว่า ค่าฝุ่น PM 2.5 ยังไม่น่ากลัวเท่ากับควันบุหรี่ เรื่องนี้ พญ.เริงฤดี ปธานวนิช รองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) เปิดเผยว่า Dr. Richard Muller นักวิจัยจากสถาบันวิจัยสภาพอากาศ Berkeley Earth แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ได้ทำการคำนวณเปรียบเทียบปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศ (PM2.5) กับปริมาณการสูบบุหรี่ พบว่า การสูบบุหรี่ 1 มวน จะทำให้เกิดมลพิษทางอากาศเทียบเท่า PM2.5 ปริมาณ 22 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งฝุ่นละอองขนาดเล็กนี้สามารถผ่านเข้าสู่ปอด กระแสเลือด และก่อให้เกิดโรคต่างๆ มากมายทั้งโรคปอด หอบหืด โรคหัวใจและมะเร็ง เป็นต้น

จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติล่าสุด ปี 2560 พบว่าคนไทยสูบบุหรี่จำนวน 10.7 ล้านคน โดยเฉลี่ยสูบคนละ 10 มวนต่อวัน ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่าผู้สูบบุหรี่รวมทั้งคนใกล้ชิดที่ได้รับควันบุหรี่จะได้รับมลพิษทางอากาศหรือ PM2.5 สูงถึง 220 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่อยู่ในระดับอันตรายต่อสุขภาพ

 

อย่างไรก็ตาม ฝุ่น PM10 ส่วนใหญ่เกิดจากธรรมชาติเป็นฝุ่นหิน ฝุ่นทราย ส่วนฝุ่น PM2.5 เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์เป็นหลัก แต่เชื่อว่าสถานการณ์ PM 2.5 ในปีนี้ ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต จึงขอให้คนกรุงอย่าตื่นตระหนก เนื่องจากสถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้มีความรุนแรงเท่ากับปี 2561 ที่ผ่านมา แต่ก็อย่าละเลยในการป้องกันกันตัวเอง  เพียงแค่หลีกเลี่ยงการออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน หรือถ้ามีความจำเป็นที่จะต้องออกไปนอกบ้านก็อย่าลืมสวมหน้ากาก N95 , P 100 เพื่อป้องกัน PM 2.5 นอกจากนี้  ในส่วนของมนุษย์ก็ควรที่จะลดพฤติกรรมซึ่งก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ ทั้งการลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลที่มีควัน ไม่ก่อกองไฟหรือเผาขยะ เป็นต้น เพียงแค่นี้ มลพิษ PM 2.5 ก็จะไม่สามารถมาทำร้ายสุขภาพร่างกายเราได้อย่างแน่นอน