Slice of life

กินอยู่เป็น_สุขภาพรัก-ของคุณยังแข็งแรงอยู่-_web.jpg

สำหรับคู่รักทุกเพศ ทุกวัย เชื่อว่าคู่รักทุกคนเมื่อต้องมาอยู่ด้วยกันแล้ว ต่างฝ่ายก็ต้องปรับตัวซึ่งกันและกัน เพื่อให้อีกยอมรับตัวเราให้ได้ เชื่อว่าคู่รักทุก ๆ คู่ก็อยากมีชีวิตคู่ที่ราบรื่น ความรักได้เดินต่อไปด้วยดี มาลองสำรวจกันดีกว่าว่าสถานะความรักของคุณในตอนนี้ยังคงรักกันดีอยู่เหมือนเดิมหรือไม่ ด้วย 5 สัญญาณการันตีสถานภาพความรัก

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวการใช้ชีวิตโดยเฉพาะของคู่รักทุกเพศ ทุกวัย เชื่อว่าคู่รักทุกคนเมื่อต้องมาอยู่ด้วยกันแล้ว ต่างฝ่ายก็ต้องปรับตัวซึ่งกันและกัน เพื่อให้อีกยอมรับตัวเราให้ได้ คู่รักบางคู่ปรับจูนพฤติกรรมและทัศนคติได้ ชีวิตคู่ก็ไปได้ราบรื่น ส่วนคู่รักบางคู่ที่ถึงแม้ว่าจะพยายามปรับตัวก็แล้ว ปรับความเข้าใจก็แล้ว ทำทุกวิถีทางต่าง ๆ นา ๆ สุดท้ายก็ไปไม่รอด จบความสัมพันธ์ลงด้วยการสวมคอนเวิรส์เลิกราต่อกัน

เพราะเชื่อว่าคู่รักทุก ๆ คู่ก็อยากมีชีวิตคู่ที่ราบรื่น ความรักได้เดินต่อไปด้วยดี มาลองสำรวจกันดีกว่าว่าสถานะความรักของคุณในตอนนี้ยังคงรักกันดีอยู่เหมือนเดิมหรือไม่ ด้วย 5 สัญญาณการันตีสถานภาพความรัก กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมเอาไว้ให้แล้ว

1. เติบโตขึ้นพร้อมกัน : คนใดคนหนึ่งเติบโตขึ้นในด้านของความคิด ถ้าคู่รักที่ถึงจุดนี้ และเรียนรู้ว่าอีกฝ่ายโตขึ้น พวกเขาก็พยายามพัฒนาตัวเองเพื่อก้าวตามกัน และทำให้โตไปด้วยกัน ทั้งทางอารมณ์ จิตใจ และการมองโลก สุขภาพของความรักนั้นยังคงดีอยู่ แต่ถ้าหากคนใดคนหนึ่งเติบโตขึ้นในด้านของความคิด ในขณะที่อีกคนยังคงย่ำเท้าอยู่ที่เดิม สถานการณ์ดังกล่าว คู่รักส่วนใหญ่จะถึงทางตัน และจบความสัมพันธ์ในทันที

2. ให้พื้นที่ส่วนตัวให้กันและกัน : คาลิล ยิบราน ให้คำนิยามไว้ว่า “จงปล่อยพื้นทีว่างระหว่างคนสองคนไว้บ้าง เพื่อให้สายลมได้พัดผ่าน และเต้นรำไประหว่างเขาและเธอ” ข้อความนี้ต้องการสื่อความหมายว่า การเป็นคู่รักไม่จำเป็นต้องจับมือกันตลอด 24 ชั่วโมง ลองปล่อยมือให้เกิดพื้นทีว่างของกันและกันบ้างก็ได้ เพื่อให้แต่ละคนได้มีโอกาสไปตามหาตัวตนของตนเอง

3. ให้กำลังใจซึ่งกันและกันในวันที่โลกวุ่นวาย : ชีวิตในปัจจุบันนั้น ผู้คนต่างเต็มไปด้วยความคิดต่าง การเผชิญหน้ากับโลกภายนอกนั้นเต็มไปด้วยความกดดัน ตึงเครียด และวุ่นวาย ความหมายของคู่รักจึงไม่ได้หมายถึงความรักแต่เพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการเป็นที่พักใจให้กันและกัน เมื่ออีกคนมีปัญหาอีกคนก็คอยช่วยให้กำลังใจและสนับสนุนกัน ผลัดกันเป็นพลังให้กันและกัน แบบนี้จะได้เห็นว่า สุขภาพรักของคุณดีเพียงใด

4. ส่งเสริมซึ่งกันและกัน : ความที่เป็นคู่รักกัน จะเห็นว่าคู่ของตัวเองนั้นดีเกินกว่าความเป็นจริง หรือ มีความสามารถที่มากกว่าใคร ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว คู่ของคุณอาจไม่ได้มีอะไรพิเศษไปกว่าคนอื่นเลย ดังนั้น การรักษาสัมพันธ์รักให้มีสุขภาพที่ดีและเดินเป็นเพื่อนกันไปได้ตลอดชีวิตคือการสนับสนุน ส่งเสริมเขาหรือเธอบนพื้นฐานของความเป็นจริง ไม่ใช่อวยกันจนเกินจริง

5. มีความรู้สึกดีที่ได้อยู่ข้างกัน : ถือเป็นสัญญานทีบ่งบอกว่าความรักของคุณมีสุขภาพดี เพราะความรู้สึกของคนรักก็ต่างมีความสุขที่ได้อยู่เคียงข้างกัน ไปทำกิจกรรมร่วมกัน หรือได้ใช้ชีวิตร่วมกัน โดยไม่ได้รู้สึกเบื่อหน่ายอีกฝ่าย เว้นพื้นทีว่างให้กันและกันตามสมควร เท่านี้ก็รู้ได้แล้วว่า สุขภาพรักของคุณนั้นดีเพียงใด

 

ทั้งหมดนี้ คือ 5 สัญญาณการันตีสถานภาพความรักว่าความรักของคุณกำลังไปได้ดี ไปได้สวย ไปได้อย่างราบรื่น และมีความเป็นไปได้สูงที่จะรักกันยืนยาวไปจนแก่เฒ่า คู่รักแต่ละคู่ลองเช็คสถานภาพตัวเองดูว่ามี 5 ข้อนี้อยู่ในรูปแบบการใช้ชีวิตของเราหรือไม่ หากขาดข้อใดข้อหนึ่งไป ก็จงปรับปรุงและปรับตัวให้ได้ รับรองเลยว่า ชีวิตคู่ยืนยาวแน่นอน และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


กินอยู่เป็น_จบอะไรไม่ใช่ประเด็น...ใช้ให้เป็นสำคัญกว่า_web.jpg

“เรียนจบทำงานไม่ตรงสาย” วลีอมตะที่หลายคนมักคิดว่าเป็นอุปสรรคที่ทำให้ชีวิตการงานไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร แต่เราเชื่อว่าไม่ใช่ทุกคนที่คิดแบบนี้ ดังนั้น ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงอยากนำเสนออีกหนึ่งแง่มุมของคนที่เรียนจบทำงานไม่ตรงสาย คุณปิยวัฒน์ ปาณีนิจ หรือ ณัฐ หนุ่มอินดัสเตรียลดีไซน์ ซึ่งผันมาจับงานด้านบริการในตำแหน่งผู้จัดการ NAPLAB สาขาวังหลัง Co Working Space สไตล์วินเทจวิวแม่น้ำเจ้าพระยาที่กำลังมาแรงและได้รับความนิยมจากคนย่านฝั่งธน ซึ่งเรียกได้ว่าแม้จะต่างจากสิ่งที่เรียนมาแต่ก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน

“ไม่เคยทำมาก่อน แต่ก็พร้อมที่จะทำ พร้อมที่จะโดดเข้าไป”

นี่คำตอบของคุณณัฐ หลังคุณอาทิตย์ เสมอกาย เจ้าของและผู้ออกแบบ NAPLAB ตั้งคำถามว่า ถ้าให้ทำงานด้านอื่นเพิ่มเติมจากที่เคยทำมาจะได้หรือไม่ โดยพื้นฐานคุณปิยวัฒน์ คือเรียนจบด้าน Industrial Design จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เมื่อจบมาก็ทำงานในสายงานที่เกี่ยวข้องมาตลอด ก่อนได้รับการชักชวนจากคุณอาทิตย์ให้มาร่วมงานกัน

ตำแหน่งเริ่มต้นคุณณัฐใน NapLab คือ รีเซปชั่น ทิ่สาขาจุฬา โดยต้องจัดการรายละเอียดหน้างานทั้งหมด รวมถึงช่วยงานอื่นๆ ของคุณอาทิตย์ตามโอกาส การที่ต้องเริ่มต้น “งานบริการ” ทำให้แต่ละวันต้องพบเจอลูกค้าจำนวนมาก ที่มาพร้อมความคาดหวังและปัญหาเฉพาะหน้าให้ต้องแก้อยู่เสมอถือเป็นความท้าทายใหม่สำหรับหนุ่ม Industrial Design ที่คุ้นกับการออกแบบที่ต้องการอิสระทางความคิดสูงมาตลอด ซึ่งช่วงแรกอาจยังไม่คุ้นชินแต่ก็ใช้วิธีที่จะค่อยๆ เรียนรู้กระบวนการจากหน้างานจริง จนทำให้รู้ว่า Skill หรือ วิธีทำงานที่ถูกต้องคืออะไร ค่อยๆ สะสมประสบการณ์ ทำความเข้าใจกับธุรกิจนี้ให้มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้พบว่าการจะทำงานบริการให้ดีได้นั้น หลักสำคัญ คือ ต้องปรับตัวและเรียนรู้วิธีคิดวิธีแก้ปัญหาตลอดเวลา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปรับใช้วิชา Design Thinking เข้ากับงานบริการ

“ผมคิดว่างานทุกงานมีความกดดันหมด กล้าพูดว่าแม้ผมจบ Industrial Design แต่การได้มาทำงานบริการ ก็ทำให้รู้ว่ามีสิ่งที่อาจารย์สอนแล้วนำมาใช้ได้จริง คือ วิธีคิด เพราะสุดท้ายแล้วการ Design ก็คือการแก้ปัญหา การหาทางออก วิธีคิดแบบ Design Thinking นั่นคือ จดปัญหาขึ้นมาก่อน แล้วจัดลำดับความสำคัญว่าเราจะเริ่มแก้จากไหน แก้แล้วจะสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นไหม เป็นวิธีการมองแบบสมการง่ายๆ คือ มองปัญหาแล้วเจอวิธีแก้ปัญหา แล้วดูว่าแก้ได้จริงหรือไม่ ถ้าไม่ได้ก็กลับมาหาทางใหม่ ต้องไม่ Ignore ปัญหา ถ้าปล่อยไปเรื่อยๆ ปัญหามันก็จะไม่ไปไหนสักที”

นอกจากนี้อีกสิ่งที่ทำอยู่เสมอ นั่นคือ “การเปิดใจฟัง” เพราะเมื่อเปิดรับฟังทั้งจากพนักงานประจำ พาร์ทไทม์ รวมถึงลูกค้าที่ส่งคอมเมนท์ต่างๆ เข้ามา ก็จะยิ่งทำให้ได้ไอเดียใหม่ให้เลือกเอามาปรับในการทำงานให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

“เราต้องกล้าที่จะเปลี่ยนเพราะสุดท้ายแล้วโลกมันไปเรื่อยๆ ถ้าเราหยุดอยู่กับที่เราก็แย่แล้ว ฉะนั้นต้องเปลี่ยนตลอดเวลา โดยยึดจากลูกค้าเป็นหลัก ผมเชื่อว่าเรามาได้ไกลพอสมควร และยังมีหนทางที่จะไปได้อีกยาวไกล”

มุมมองทั้งหมดของคุณณัฐ ทำให้เห็นได้ว่าการเรียนจบสาขาอะไรนั้นมาไม่สำคัญ แต่สำคัญว่าสิ่งที่เราทำเรารักหรือเปล่า ตอบโจทย์สิ่งที่เราต้องการได้หรือไม่ นั่นสำคัญกว่าเพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่เราเรียนมาทุกอย่าง มันสามารถนำมาปรับใช้ได้ทั้งสิ้นขึ้นอยู่กับว่าคุณมองมุมไหน และการจะประสบความสำเร็จในด้านใดได้หรือไม่นั้น ทุกอย่างต้องเริ่มต้นด้วยทัศนคติของตัวเองเป็นสำคัญ


EverestMarathon_Kinyupen.jpg

“วิ่งบนเขาเอเวอเรสต์เป็นอะไรที่ยาก พื้นเป็นหินปนหิมะทั้งแข็ง ทั้งลื่น ทั้งชัน ขาพลิกขาหักกันเป็นแถว แล้วก็เราเองก็พลาดเรื่องรองเท้าซึ่งปกติวิ่งที่ราบไม่เป็นอะไร แต่วิ่งบนนั้นไปสัก 10 กิโลเมตร ปรากฏว่าเล็บไปชนอะไรบางอย่างจนห้อเลือด เจ็บมาก ต้องเอาเข็มทิ่มเอาเลือดออก แล้วกัดฟันวิ่งประคองจนจบถึงเส้นชัย”

 

คำบอกเล่าของ พิพัฒน์ ละเอียดอ่อน นักวิ่งชาวไทยเพียงไม่กี่คนที่สามารถพิชิต Everest Marathon 2019 รายการวิ่งสุดโหดสูงเสียดฟ้าที่คร่าชีวิตผู้คนมาแล้วนักต่อนัก โดยคุณพิพัฒน์เข้าเส้นชัยลำดับที่ 45 ประเภทนักวิ่งอินเตอร์เนชั่นแนล ระยะทาง  42.195 กิโลเมตร

สำหรับการจะเป็นผู้พิชิตเส้นทางนี้ได้นั้น ทุกคนต้องผ่านเส้นทางทรหดประมาณ 20 วัน โดย 10 วันแรกจะเป็นการเดินขึ้นสู่ Everest Base Camp ความสูง 5.364 กิโลเมตร เพื่อพักปรับสภาพร่างกาย 1 วัน ก่อนออกวิ่งมาราธอนจาก Everest Base Camp สู่เส้นชัย Namche Bazaar ให้จบภายใน 1 วันและพักผ่อนอีก 1 คืน ก่อนเดินทางลงจากยอดเขา

คุณพิพัฒน์ เล่าเพิ่มเติมว่า “ช่วงขึ้นไป 10 วัน ต้องเตรียมตัวดีๆ เรื่องการกิน การนอน การรักษาสภาพร่างกาย เพราะไปถึงแล้วไม่ได้กลับเฉยๆ เนื่องจากเมื่อถึงเส้นชัยต้องเดินลงเขาต่ออีก ดังนั้นจึงเตรียมตัวล่วงหน้ากว่า 3 เดือน ทั้งสภาพร่างกาย ความอดทน ทำ altitude training ซ้อมวิ่งสวมหน้ากาก Training Mark แบบลดอ็อกซิเยน และฝึกใน “ห้องแชมเบอร์” เช่นเดียวกับนักบิน เพื่อให้ร่างกายชินกับการใช้ชีวิตในอากาศเบาบาง”

โอกาสนี้ ทีมงานกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอบันทึกความสวยงามปนทรหด ตลอดเส้นทาง Everest Marathon ที่ผสานการบรรยายอารมณ์ ความรู้สึกของคุณพิพัฒน์ ละเอียดอ่อน ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า “นี่คือหนึ่งเส้นทางในฝันที่สามารถทำตามฝันจนสำเร็จ” โดยสามารถติดตามได้ที่ https://www.facebook.com/kinyupen.co/posts/440168119894489



 

หลายท่านอาจรู้จักแล้วว่า Naplab คือ Co- Working Space แนวใหม่ที่กำลังมาแรง ด้วยจุดเด่นตามคำนิยามของผู้ก่อตั้งว่าเป็น “สถานที่ทำงานสุดผ่อนคลายเหมือนอยู่บ้าน” แต่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันเหมาะกับทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะอ่านหนังสือ ทำงาน งีบหลับพักผ่อน วันนี้ ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต อาสาพามาทำความรู้จัก Naplab ในอีกแง่มุมให้มากขึ้น ผ่านการบอกเล่าของคุณปิยวัฒน์ ปาณีนิจ หรือ คุณณัฐ ผู้จัดการ Naplab สาขาวังหลัง ซึ่งเป็นอีกคนที่คลุกคลีกับ Naplab มาตั้งแต่สาขาแรกที่จุฬา………

“เชื่อไหมว่า เคยมีน้องๆ นักเรียนมาใช้บริการพักอยู่ที่นี่เป็นเดือนเลย ในช่วงสอบ GAT PAT โดยเรามี Facilities ให้หมด ยกเว้นเรื่องเสื้อผ้าที่น้องเค้าเอาไปซักข้างนอก เรามีห้องอาบน้ำ น้องสามารถซื้อของเข้ามาทานได้ มีกล้องวงจรปิดเพื่อความปลอดภัย มีพื้นที่ทำงาน อ่านหนังสือ นั่งเล่น นั่งคุย นั่งถาม มี wifi ให้ตลอด”  คุณณัฐ เปิดบทสนทนาพร้อมรอยยิ้ม ก่อนขยายความถึงตัวตน Naplab

 

เน้นขาย “ความสบาย อิสระ แต่ต้องเคารพสิทธิผู้อื่น”

จุดเริ่มต้น Naplab เกิดจากแนวคิดของคุณอาทิตย์ เสมอกาย เจ้าของและผู้ออกแบบ Naplab ที่อยากให้มีสถานที่ทำงานเสมือน “ทำงานบ้านเพื่อน” ที่สามารถอยู่ได้แบบ 24 ชั่วโมง หิวข้าว หิวน้ำก็นำมาทานได้ทุกเมื่อ นำมาสู่ Co Working Space แนวใหม่ที่ได้รับความนิยมแพร่หลายในกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และวัยทำงาน

นอกจากจุดเด่นด้านดีไซน์ที่รีแล็กซ์ และเติมฟังค์ชั่นต่างๆ ให้ใช้งาน พักผ่อน เล่น หรือ จับกลุ่มทำงานครบครันแล้ว อีกจุดขายสำคัญ คือ “ความสบาย อิสระ แต่ต้องเคารพสิทธิผู้อื่น” เพราะทีมบริหารมองว่าถ้ามีกฎ หรือ ข้อห้ามมากเกินไปอาจกระทบต่อความสะดวกสบายและความรู้สึกของผู้ใช้งาน อาจทำให้คิดงานไม่ออก เข้ามาแล้วเครียด

ดังนั้นจึงผสานระหว่างความคล้ายห้องสมุด แต่ฉีกกฎเพื่อแก้ปัญหาจากข้อจำกัดของสถานที่โดยปรับใส่คุณค่าความเป็นมนุษย์เข้าไปมากขึ้น เพราะทีมบริการเข้าใจดีพฤติกรรมมนุษย์ว่าการทำงาน ต้องมีการพักผ่อน ทานอาหาร หรือ ผ่อนคลายรวมอยู่บ้าง แต่กิจกรรมนั้นต้องไม่รบกวน ละเมิดสิทธิผู้อื่นด้วย

“ที่นี่เราอยากให้สบายๆ เป็นกันเอง อย่างคนไหนที่มาประจำเราก็จะคุยเล่น บางคนกลายเป็นเพื่อนกันไปเลย จุดแข็งของเราคือ เรามีฐานคนที่รู้จักเรา ที่รู้จักตัว Naplab”

 

2 สาขา 1 คอนเซ็ปต์ แต่ต่างกลุ่มลูกค้า

ปัจจุบัน Naplab มีทั้งสิ้น 2 สาขา โดยสาขาแรก ตั้งอยู่ที่จุฬาซอย 6 มีการตอบรับค่อนข้างดี ทำให้เห็นว่ายังมีผู้คนที่คิดเหมือน Naplab ว่าควรมีพื้นที่ลักษณะนี้สำหรับการทำงาน จึงเป็นที่มาของการขยายสู่สาขาล่าสุดคือ สาขาวังหลัง ตั้งอยู่ชั้น 4 อาคารท่าวังหลัง โดย 2 สาขาจะมีคอนเซ็ปต์เดียวกัน คือ เน้นขายความสบายเป็นกันเองและมีอิสระ แต่สิ่งที่ต่างกัน คือ กลุ่มลูกค้า

“การทำธุรกิจของ Naplab เราเน้นที่ User experience เขาเสียค่าใช้จ่ายมาแล้ว เขาไม่ได้ซื้อแค่พื้นที่อย่างเดียว เขาซื้อความรู้สึกด้วย ความรู้สึกในการมานั่งทำงาน ความรู้สึกในการมาเจอเพื่อน มันมี experience บางอย่างที่มันไม่สามารถสร้างได้ ทุกอย่าง บรรยากาศ มันเป็นการเริ่มต้นบนจุดที่เหมือนกัน คือ คอนเซ็ปต์สบายๆ เป็นกันเอง” คุณณัฐ ขยายความพร้อมเล่าต่อว่า

ในส่วนสาขาจุฬา ช่วงเริ่มแรกคาดว่าผู้เข้ามาใช้หลักน่าจะเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยและคนวัยทำงาน แต่ปรากฏว่า Naplab กลับถูกใจของน้องๆ มัธยมด้วยเพราะว่าเปิด 24 ชั่วโมงและมีระบบความปลอดภัยที่ดี ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากผู้ปกครองของเด็กกลุ่มนี้ว่าเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยและวางใจ

ขณะที่สาขาวังหลัง แม้ออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์เดียวกัน แต่ก่อนลงมือทำก็ได้เข้าไปพูดคุยกับเป้าหมายหลัก ได้แก่ แพทย์ นักศึกษาแพทย์ นักศึกษาธรรมศาสตร์ เจาะถึงสิ่งที่อยากได้ หรือ อยากให้เป็น เพื่อตอบโจทย์ตรงความต้องการคนกลุ่มนี้ ทำให้พบว่ากลุ่มนี้จะค่อนข้างจริงจังกับการอ่านหนังสือ สาขานี้จึงมีความแตกต่างของบรรยากาศที่ดูเคร่งขรึมและเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นกว่าสาขาแรก แต่ยังอยู่ในคอนเซ็ปต์เดียวกัน

 

ใส่ใจทุกความคิดเห็นลูกค้า

การที่ Naplab เติบโตมาถึงปัจจุบัน คุณณัฐบอกว่าส่วนหนึ่งต้องขอบคุณลูกค้าทุกท่าน ทั้งที่เข้ามาใช้บริการและร่วมแสดงความคิดเห็น โดยทีมบริหารจะให้ความสำคัญมากกับทุกความเห็น เพราะทั้งหมดนี้คือ Customer experience ที่ต้องนำมาใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาบริการให้ตอบโจทย์สูงสุด และสร้างความประทับใจสูงสุดแก่ลูกค้า

“เมมเบอร์ของเราบางคน มานั่งมาคุยกับเราบ่อย จนลูกค้าเข้าไปสอบถามเพราะคิดว่า เมมเบอร์คนนั้นเป็น สตาฟของเราก็มี ซึ่งมีอะไรตลกๆ แบบนั้นอยู่ จนรู้สึกว่านี่คือความน่ารัก ที่เราจะรักษา Strength ตรงนี้ของเราไว้ โดยไม่อยากคิดว่าใครเป็นคู่แข่ง เราจะเน้นการมองตัวเราเอง และ คนที่รักเรา ลูกค้าเราเป็นหลัก” ผู้จัดการหนุ่มกล่าวทิ้งท้าย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สำหรับผู้สนใจเข้าใช้บริการ สามารถไปใช้บริการได้ที่ NapLap สาขาจุฬาฯ ซอย 6 และสาขาวังหลัง ใกล้ที่ไหน สะดวกที่ไหน แวะเข้าไปใช้บริการกันได้ ส่วนอัตราค่าบริการจะมีราคาแตกต่างกันไป มีทั้งราคาสำหรับบุคคลทั่วไปและราคาสำหรับนักเรียน-นักศึกษา เมื่อถึงที่ Naplab ให้ติดต่อชำระเงินที่บริเวณเคาวเตอร์ จากนั้นจะได้สลิปผ่านประตู เพียงแค่นี้ คุณก็จะได้เข้าไปสัมผัสกับบรรยากาศสถานที่ทำงาน Co-working space สุดแนวที่คุณจะต้องมีความสุขและประทับใจอย่างแน่นอน และนี่คือวิถีแห่ง “กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

อัตราค่าบริการ

Naplab สาขาจุฬาฯ ซอย 6

ในภาพอาจจะมี ข้อความ

ในภาพอาจจะมี ข้อความ

 

Naplab สาขาวังหลัง 

ในภาพอาจจะมี ข้อความ

ในภาพอาจจะมี ผู้คนกำลังนั่ง และข้อความ


กินอยู่เป็น_ป๋าเปรม-กับ-10-ข้อคิดดี-ๆ-ที่ฝากให้-ปชช.-นำไปปรับใช้ในชีวิตจริง_web.jpg

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวม 10 ข้อคิดดี ๆ ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่ได้ฝากไว้ให้กับประชาชนคนไทย เพื่อเตือนสติคนไทยและนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง

นับเป็นข่าวเศร้าสลดใจอย่างยิ่ง สำหรับการสูญเสียบุคคลสำคัญของประเทศอย่าง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่ถึงแก่อสัญกรรมอย่างสงบ เนื่องจากระบบหัวใจล้มเหลว เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2562 เวลา 09:09 น. ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ถือได้ว่าเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศไทยเลยก็ว่าได้

ตลอดช่วงชีวิตของ พล.เปรม ติณสูลานนท์ ที่เคยดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ฯลฯ ล.เปรม ติณสูลานนท์ ได้ทำคุณประโยชน์ต่าง ๆ ให้แก่ประเทศชาติเป็นอย่างมาก พร้อมกับให้ข้อคิดหรือคติเตือนใจต่าง ๆ กับประชาชนทุกคนให้ใช้ชีวิตบนพื้นฐานของการทำความดี การให้ การรู้จักความเสียสละ และตอบแทนคุณแผ่นดิน

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงได้รวบรวม 10 ข้อคิดดี ๆ ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่ได้ฝากไว้ให้กับประชาชนคนไทย เพื่อเตือนสติคนไทยและนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง

1. ผู้ปกครองบ้านเมืองที่ดี ต้องรู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน ต้องรู้จักการ ปิดทองหลังพระ ต้องรู้ว่า ประโยชน์ของชาติบ้านเมือง คือสิ่งที่คนในชาติต้องการ ต้องรู้จักการตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน

2. คนไม่ดี ประกอบอาชีพไม่สุจริต ทำธุรกิจผิดกฎหมาย ใช้อำนาจหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนตน ถ้าเขาสำนึกได้ และเลิกเสีย แล้วหันมาประกอบอาชีพสุจริต จะเป็นการตอบแทนบุญคุณที่น่าสรรเสริญอย่างยิ่ง

3. รัฐบาลที่ดีจะใช้การปกครองที่ดี เพื่อตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน เพื่อให้เกิดความสุขในแผ่นดิน

4. การตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน คือ การประพฤติปฏิบัติตนเป็นคนดี เป็นสถาบันที่ดี เป็นองค์กรที่ดี เป็นตัวอย่างที่ดี มุ่งกระทำแต่ความดีเพื่อประโยชน์ของแผ่นดิน

5. ผมมีความเห็นเป็นส่วนตัวว่า “การตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน เพื่อสร้างถิ่นไทยให้ใสสะอาดให้สัมฤทธิ์ผลนั้นต้องเข้าใจและกระทำหลายอย่าง เพราะการจะทำถิ่นไทยให้สะอาด มีปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย ทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ ที่ผมพูดหมายถึงว่า ต้องมีการปฏิบัติพร้อมกันทั้งกายและทั้งใจ”

6. ไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวไกลไปอย่างไร วิชาการจะสูงส่งเพียงใดนั้น คนคือพวกเรายังเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้ประเทศไทยใสสะอาด หรือไม่ใสสะอาด

7. สิ่งที่ผมถือปฏิบัติอยู่อย่างหนึ่ง คือ “อย่าทำให้สิ่งที่ไม่อยากทำ อย่าบังคับฝืนใจตัวเองในสิ่งที่เราไม่อยากไป ไม่ต้องอธิบายเหตุผล ใจคอไม่สบายไม่ต้องฝืนใจทำ”

8. คนเราจะอายุยืนต้องรู้จักคำว่า พอ พอในที่นี้คือ พองาม พอควร พอกิน พอใช้ พอใจ สิ่งเหล่านี้ถ้าเรามีก็น่าจะทำให้เราอายุยืน

9. จิตวิญญาณเป็นพลังสำคัญที่จะช่วยจรรโลง เชิดชู ความเป็นคนไทย คนไทยจะแก้ปัญหาใหญ่น้อยทั้งหลาย ไม่ว่าปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง ได้ง่าย สะดวก และหวังผลสำเร็จได้จริง

10. คนอารมณ์ดีจะต้องรู้จักคำว่า รัก รักตัวเอง รักผู้อื่น รักบิดา มารดา รักผู้มีพระคุณ รู้จักทดแทนบิดามารดาผู้มีพระคุณก็จะทำให้เราอารมณ์ดี มีความนึกคิดที่ดี

ถึงแม้ว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จะไม่อยู่แล้ว แต่ท่านยังได้ทิ้งคุณงามความดี รวมถึงข้อคิดเตือนใจเอาไว้ เพื่อให้บรรพชนคนรุ่นหลังได้เรียนรู้และศึกษา รวมถึงนำไปเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตได้ในอนาคต สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะอยู่ในความทรงจำของคนไทยตลอดไป และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


ปรับเซลล์ในร่างกายให้เยาว์วัยราว-14-อีกครั้ง-ของ-ดรศุภวุฒิ-สายเชื้อ_web.jpg

เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายของเราก็จะค่อย ๆ ร่วงโรย มีริ้วรอยหรือเหี่ยวย่น ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า เรากำลังค่อย ๆ คืบคลานเข้าสู่ “ความแก่” เชื่อว่าใครหลาย ๆ คนไม่อยากเผชิญกับสิ่ง ๆ นี้เท่าไหร่นัก จึงพยายามแสวงหาวิธีต่าง ๆ ที่จะทำให้ตัวเองยังคงอ่อนเยาวกว่าวัย

ปัจจุบัน เราจะเห็นคนในวงการบันเทิงหลายคนที่แม้อายุจะเข้าสู่เลข 4 เลข 5 แล้ว แต่ใบหน้าของเขายังคงดูเด็กอยู่เสมอ ราวกับอายุเลข 2 เลข 3 หมาด ๆ อย่างเช่น มอส ปฏิภาณ , ก้อง สหรัฐ , อั้ม พัชราภา , ป๊อก ปิยธิดา , แคทรียา อิงลิช , เบิร์ด ธงไชย ฯลฯ ที่ไม่ว่าจะผ่านมานานหลายปี แต่กาลเวลาก็ไม่สามารถทำร้ายพวกเขาได้เลย

แต่เชื่อไหมว่า ในอนาคตมนุษย์เราอาจไม่ต้องกังวลกับริ้วรอยของความแก่ชรากันอีกต่อไป ซึ่งวันนี้ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงได้ขอนำบทความน่าสนใจของ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ในวัย 62 ปี นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังแถวหน้าของไทย ที่ให้สัมภาษณ์คอลัมน์ “จุดประกาย” เรื่อง “ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว” มาฝากกัน โดย ดร.ศุภวุฒิ บอกว่า เป็นไปได้ที่คนเราจะไม่เจ็บ ไม่แก่ เพราะมีการศึกษาวิจัยหลายชิ้นสามารถนำมาใช้ได้กับคนทั่วไป

ย้อนกลับไปเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ช่วงนั้นทำงานหนัก ไม่สนใจสุขภาพ ทำให้สุขภาพไม่ดี จึงไปพบคุณหมอและตรวจดีเอ็นเอพบว่า ในอนาคตมีโอกาสเสียชีวิตด้วยโรคเบาหวาน ตั้งแต่นั้นมาจึงเริ่มใส่ใจในเรื่องของสุขภาพมากขึ้น ค่อย ๆ เริ่มศึกษาข้อมูลด้านสุขภาพ พยายามหางานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องของสุขภาพที่สามารถเชื่อถือได้ ตอนนั้นหมอแนะนำว่าให้งดอาหารเย็น เพื่อให้ร่างกายเผาผลาญน้ำตาลและไขมันให้หมด จนตอนนี้น้ำหนักลดลง 12 กิโลกรัม

จากงานวิจัยของคุณหมอ Ohsumi ที่ได้รางวัลโนเบล เรื่อง การทำความสะอาดบำรุงรักษาเซลล์ในร่างกาย ระบุว่า การอดอาหารเย็นเป็นวิธีหนึ่งในการกระตุ้นให้เซลล์ไม่แก่ ทำให้เซลล์ดีและสุขภาพดีด้วย และอีกวิธีคือการออกกำลังกาย การวิ่ง ทำให้หัวใจเต้นเร็ว ฉะนั้นเซลล์คนเรา ถ้าถูกกดดันบ้าง ด้วยการอดอาหารหรือวิ่ง ร่างกายจะแข็งแรง แนวคิดนี้เป็นการรักษาตัวเองในระดับเซลล์ไม่ให้ป่วยด้านใดเลย เพราะตนไม่อยากป่วยเป็นโรคต่าง ๆ จึงต้องทำเซลล์ให้หนุ่มสาว และเมื่อวันหนึ่งร่างกายของเราเดินทางมาถึงช่วงวัยแห่งความแก่แล้ว จะต้องทำชีวิตไม่แก่ ไม่เจ็บ ให้มีแค่เกิดและตายเท่านั้น ฟังดูอาจจะเป็นสิ่งท้าทาย แต่เพื่อผลประโยชน์ของเราเองทั้งนั้น

นอกจากนี้ งานวิจัยของ Dr.Leonard Guerante (MIT) และ Dr.David Sinclair (มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด) พบว่า ถ้าจะทำให้เซลล์ไม่แก่ จะต้องดูแลร่างกาย เวลาที่ออกกำลังกายและอดอาหาร จะกระตุ้นเซลล์ไม่ให้แก่ ไม่ป่วยสักโรค ขณะเดียวกัน ยังมีเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่ทำให้เซลล์กลับมาหนุ่มสาวอีกมากมาย อาทิ ยารักษาโรคเบาหวาน Metformin ที่รับประทานไปแล้วมีผลข้างเคียงทำให้อายุยืนและแข็งแรง และ Target of Rapamycin หรือยาที่ช่วยให้คนที่ปลูกถ่ายอวัยวะร่างกายไม่ปฎิเสธ ช่วยกดภูมิต้านทานให้ยอมรับ มีผลข้างเคียงทำให้อายุยืน มีการทดลองกับสัตว์เลี้ยงที่ไม่สบายเป็นโรคหัวใจ ทำให้ฟื้นตัวและอายุยืน

เรื่องนี้ไม่ใช่ความฝัน แต่เรื่องนี้เป็นความจริง เพราะหลังจากที่ได้ออกกำลังกายและงดอาหารมาได้ 6 ปี ทำให้ตอนนี้สุขภาพดีขึ้น เดินทางไปไหนก็ได้ ไม่เจ็บปวดร่างกายเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว ทำให้ร่างกายดูเยาว์วัย จะเห็นเลยว่าการทำให้ร่างกายดูดีแบบนี้ไม่ใช่เรื่องยากเลย ถ้าตั้งใจจากใจจริง ยังไงคุณก็ทำได้อย่างแน่นอน

ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอขอบคุณ : เนื้อหาจาก คอลัมน์ จุดประกาย หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ


ตุ๊กตุ๊ก..สุขใจ..ที่ได้ทำ.jpg

 

 

ปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่ต่างดิ้นรนทำงานเพื่อแสวงหาเงินทองทรัพย์สิน บ้างเพื่อปากท้อง บ้างเพื่อแต่งเติมซื้อหาความสุข ซึ่งอาจต้องแลกมากับความเหนื่อยล้าในสิ่งที่ทำอยู่เพราะไม่ใช่สิ่งที่รัก ดังนั้นจะดีแค่ไหนหากได้ทำสิ่งที่รักและสามารถเลี้ยงปากท้องดูแลครอบครัวไปได้พร้อมกัน

ทีมงานกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำท่านไปพบกับ “คุณลุงจันทร์ นานุ” โชเฟอร์สามล้อเครื่อง (รถตุ๊กตุ๊ก) เมืองแม่ฮ่องสอน ผู้มองเห็นช่องทางและโอกาสจากอาชีพบริการที่ตนเองรัก จนนำมาสู่การพัฒนาบริการเสริมซึ่งช่วยสร้างรายได้และความสุขใจไปพร้อมกัน   

ตุ๊กตุ๊กท่องเที่ยวคันแรกแห่งเมืองสามหมอก

ลุงจันทร์ โชเฟอร์หนุ่มใหญ่ใจดี พื้นเพดั้งเดิมเป็นชาวลำพูน ได้ย้ายมาประกอบอาชีพที่แม่ฮ่องสอน ตั้งแต่ปี 2533 เริ่มจากขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ก่อนหันมาขับรถตุ๊กตุ๊กตั้งแต่ปี 2554 โดยบริการรับส่งในตัวเมืองเหมือนรถตุ๊กตุ๊กรับจ้างทั่วไป

แต่ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา แม่ฮ่องสอนได้รับการโปรโมทและเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับอุปนิสัยส่วนตัวที่รักงานบริการ ชอบพบปะพูดคุยและเดินทางไปในที่ต่างๆ ลุงจันทร์เริ่มเห็นช่องทางที่จะต่อยอดและคว้าโอกาสเพิ่มรายได้จากตรงนี้ จึงลงทุนติดตั้งเครื่องยนต์ใหม่ให้รถตุ๊กตุ๊กคันนี้สามารถวิ่งขึ้นเขา ขึ้นดอย หรือ ไปในที่ไกลๆ มากขึ้น เพื่อเพิ่มบริการทางเลือกใหม่แก่นักท่องเที่ยว เรียกได้ว่าเป็น “ผู้ให้บริการรถตุ๊กตุ๊กท่องเที่ยวรายแรกของแม่ฮ่องสอน”

รูปแบบบริการ จะมีทั้งแบบเหมาท่องเที่ยวเฉพาะจุด หรือ จัดทริปท่องเที่ยวแบบ 1 วัน  2 วัน หรือ ตามแต่นักท่องเที่ยวต้องการ ไม่ว่าจะเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สโลว์ไลฟ์เก๋ไก๋ ไหว้พระ รับลมชมธรรมชาติ ท่องภูเขา เที่ยวน้ำตก แช่น้ำพุร้อน ลุงจันทร์การันตีว่ารถตุ๊กตุ๊กคันนี้พร้อมพาไปได้หมดทุกที่ที่มีทาง

“ผมรักอาชีพนี้ รักอาชีพบริการ ถ้าใครอยากไปไหนก็ตามใจทุกอย่าง ไม่จำกัดเวลา” ลุงจันทร์กล่าว พร้อมเล่าต่อว่า แต่ละทริปลุงจันทร์จะนำสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อและได้รับความนิยม อาทิ พระธาตุดอยกองมู สะพานซูตองเป้ หมู่บ้านกระเหรี่ยงคอยาว น้ำตกผาเสื่อ ภูโคลน ถ้ำปลา ปางตอง ปางอุ๋ง ฯลฯ  มาปรับใช้ในเส้นทางให้เหมาะกับโจทย์ลูกค้าแต่ละรายตามที่ตกลงกัน พร้อมบริการให้คำแนะนำ เกร็ดน่ารู้ ภาษาถิ่น เสมือนไกด์ประจำตัวตลอดการเดินทาง และ “ความปลอดภัย” คืออีกสิ่งหนึ่งที่ให้ความสำคัญ ดังนั้นจึงเตรียมพร้อมทั้งคนและรถ ด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ และเช็คสภาพรถก่อนออกเดินทางทุกครั้ง

ถ้าตั้งใจและใส่ใจ ก็ไม่มีอะไรเป็นข้อจำกัด

นับจากที่เริ่มให้บริการนักท่องเที่ยวทริปแรกจนถึงปัจจุบันซึ่งเข้าสู่ปีที่ 4 ลุงจันทร์บอกว่า ไม่คิดจะมีคนสนใจใช้บริการ หรือ มีคนรู้จักมากเหมือนทุกวันนี้ โดยลูกค้าช่วงแรกส่วนใหญ่มาจากการบอกต่อปากต่อปาก ต่อมาเมื่อมีลูกค้านำบริการของลุงจันทร์ไปโพสต์ในเว็บไซต์ pantip ก็ทำให้เริ่มเป็นที่รู้จัก มีลูกค้าสนใจสอบถามและติดต่อจองคิวต่อเนื่องเป็นระยะ แม้แต่นักท่องเที่ยวที่ไม่ได้ใช้บริการแต่ได้เคยอ่านเรื่องราวเคยเห็นรูปลุง เมื่อมาเที่ยวแม่ฮ่องสอนแล้วเจอกันระหว่างทางก็แวะเข้ามาทักทาย เกิดมิตรภาพใหม่ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ลุงจันทร์ดีใจและบอกว่าเป็นเสมือนน้ำหล่อเลี้ยง หรือกำลังใจที่ดีสำหรับคนในอาชีพบริการ

ส่วนกรณีลูกค้าต่างชาติ แม้ลุงจันทร์จะอ่านอังกฤษไม่ออก ก็ไม่ใช่ข้อจำกัดหรือปัญหา เพราะอาศัยความตั้งใจ และใส่ใจด้วยวิธีครูพักลักจำ โดยจะฟังและจดใส่สมุดเป็นภาษาไทย ว่าคำไหนแปลว่าอะไร ออกเสียงอย่างไร สำคัญอย่างไร แล้วนำมาท่องให้ขึ้นใจเพื่อใช้พูดคุยกับลูกค้า

ทั้งหมดนี้ทำให้แต่ละปี ลุงจันทร์มีลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างชาติ เข้ามาจองคิวใช้บริการท่องเที่ยว เฉลี่ย 50-60 ทริปต่อปี ซึ่งช่วยทำให้ลุงมีรายได้ที่ดีขึ้นตามมา ส่วนวันที่ไม่มีคิวจองก็วิ่งรับจ้างทั่วไปในตัวเมืองแม่ฮ่องสอนตามปกติ และในปี 2561 นี้จากยอดจองก็มีแนวโน้มว่าจะมีลูกค้ามากกว่าทุกปี ซึ่งลุงจันทร์ขอฝากคำขอบคุณลูกค้าทุกท่านมา ณ ที่นี้ด้วย

“ผมรักอาชีพนี้ รักมันก็เลยทำมาถึงทุกวันนี้ และ อยากฝากถึงทุกคนว่า คนเราถ้าชอบอะไร ตั้งใจทำ มันจะทำเป็นไปเองและมีผลสำเร็จ” ลุงจันทร์ กล่าวทิ้งท้าย

 

  • “ผู้สนใจท่องเที่ยวรับลมชมวิวแม่ฮ่องสอนไปกับรถตุ๊กตุ๊ก ติดต่อสอบถามได้ที่ 084-370-0554 ลุงจันทร์ นานุ พร้อมคำปรึกษาและแนะนำด้วยมิตรภาพและไมตรี….”

13-เคล็ดลับ-แก่อย่างมีคุณค่า-ชราอย่างมีสุข-ของ-ดร.สุเมธ-ตันติเวชกุล_web.jpg

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เปิดเผย 13 เคล็ดลับดีๆ ในการใช้ชีวิตให้ “แก่อย่างมีคุณภาพ ชราอย่างมีสุข” เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตในช่วงบั้นปลายชีวิตได้อย่างมีความสุข

เมื่อชีวิตเดินทางมาถึงช่วงของบั้นปลายชีวิต ก็มักจะมีเรื่องราวต่างๆ มาให้เราคิดมากต่างๆ นาๆ ช่องว่างระหว่างวัยก็จะเป็นปัญหาสำคัญสำหรับคนที่มีอายุมากอย่างตัวคุณเอง เพราะจะต้องนั่งกัลวลว่าจะใช้ชีวิตร่วมกันคนรุ่นใหม่อย่างไรบ้าง , จะทำอย่างไรเพื่อหลีกเลี่ยงโรคภัยไข้เจ็บ และโรคอันตราย

โดย ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เปิดเผย 13 เคล็ดลับดีๆ ในการใช้ชีวิตให้ “แก่อย่างมีคุณภาพ ชราอย่างมีสุข” ระหว่างการปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “สูงวัยอย่างมีคุณค่า น้อมพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง” ในงานประชุมวิชาการประจำปีที่ประชุมผู้บริหารองค์กรของรัฐที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติเฉพาะ (ทอพ.) “ประชารัฐร่วมใจ สู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ” โดยระบุว่า จะมีสักกี่คนที่อายุมากขึ้นแล้ว แล้วจะมีสุขภาพจิตดี เบิกบานทั้งกายใจ อย่างตนเองก็มีอายุมากขึ้นแล้ว แต่ก็ยังคงอุทิศตัวเองในการทำงานมาโดยตลอด จะหยิบจะจับจะขยับไปไหนก็ยังกระฉับกระเฉง คล่องแคล่วว่องไวตามปกติ ซึ่งเคล็ดลับการใช้ชีวิตของตนไม่ได้มีอะไรที่ดูยากมาก 13 เคล็ดลับการใช้ชีวิต ประกอบด้วย

1. อย่าลืมเอาจิตไปพักผ่อนบ้าง
ส่วนตัวของ ดร.สุเมธ ทุกครั้งที่มีจังหวะได้พักผ่อนเว้นวรรคชีวิตนานๆ จึงมักถือโอกาสเอาจิตไปพักด้วยการบวช ครั้งล่าสุด บวชตอนอายุ 65 ปี เป็นพระสายวัดป่าอยู่ที่สกลนคร ซึ่งจริงๆ แล้วหลายคนเมื่อถึงวัยเกษียณอายุ มักใช้เวลาหาแต่ความสุขทางกายพากายไปเที่ยว ไปพักผ่อน ไปสูดอากาศ ไปรับประทานอาหารดีๆ แต่กลับละเลยไม่คิดที่จะเอาจิตไปพักผ่อน ทั้งที่กายกับจิตนั้นสัมพันธ์และมีอิทธิพลต่อกัน

2. ใช้ชีวิตอย่างมี “สติ”
ไม่ว่าจะเป็นการมีสติในการรับประทานอาหาร แทนที่จะทานตามใจปาก สนองความอยากของตัวเอง แล้วต้องให้หมอจ่ายยาลดไขมัน ลดน้ำตาล ทำไมเราไม่ลองหันมาลดที่ปากของตัวเอง ด้วยการใช้สติในการพิจารณาอย่างมีเหตุมีผลทุกครั้งในการรับประทาน

3. น้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต โดยมี “เหตุผล” เป็นเครื่องนำทาง
เหตุผลเป็นผลผลิตของปัญญา ดังนั้น จึงต้องรักษาศีล และมีสติ สมาธิ ผลสุดท้ายจะทำให้เกิดการพิจารณาโดยใช้ปัญญาเป็นที่ตั้ง เมื่อดำเนินทุกอย่างด้วยเหตุด้วยผล ก็จะเกิดความพอเพียงขึ้น

4. ฝึกการให้โดยไม่หวังผลตอบแทน ด้วยหลัก “ทาน” ของทศพิธราชธรรม
เมื่อถึงช่วงเกษียณอายุแล้ว อย่ามัวแต่อยู่บ้านเฉยๆ ควรพยายามหาเรื่องช่วยคนอื่นเท่าที่ร่างกายของเราจะทำได้ รักษาร่างกายให้แข็งแรง เพื่อทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น

5. ฝึกระลึกถึง “มรณานุสติ”
ใครๆ ก็ตายได้ ไม่ว่าใครก็ต้องเจอความตายเท่าเทียมกันหมดทุกคน เมื่อมองเห็นความตายเป็นเรื่องธรรมดา จะทำให้เรานิ่งกับความตาย

6. อยู่อย่างสง่า ตายอย่างสงบ
ตอนมีชีวิตอยู่จะต้องมีความสง่างามในตัวเอง ทุกอย่างต้องช่วยเหลือตัวเองได้ ใครเห็นก็ให้ความเคารพนับถือ และเมื่อถึงเวลาตายก็ตายอย่างสงบ อย่าไปกลัวความตาย จะยิ่งใหญ่แค่ไหน เมื่อตายแล้ว เกียรติยศเงินทองสะสมไว้แค่ไหนก็ต้องส่งคืนหมด สิ่งเดียวที่เหลือไว้ คือ ความเป็นตัวตนของเรา ถ้าประกอบคุณงามความดีไว้คนก็ยังนึกถึง แต่ถ้าประกอบความชั่วไว้มาก คนก็ยังด่าทอไปจนถึงลูกหลาน

7. มีความร่าเริง รื่นเริง คึกคัก ครึกครื้น
“ร่าเริง รื่นเริง คึกคัก ครึกครื้น” ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงรับสั่งเสมอ เพราะจิตเป็นเรื่องสำคัญ ต้องมีอารมณ์ขันอยู่ตลอดเวลา มองเห็นทุกอย่างเป็นเรื่องสนุก จึงจะสามารถทำงานได้สำเร็จรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เมื่อตัวเราร่าเริง ยิ้มแย้มแจ่มใส บรรยากาศรอบตัว คนรอบข้างที่อยู่กับเราก็รื่นเริงไปด้วย

8. อักโกธะ หรือ ความไม่โกรธ
เป็นอีกหลักข้อหนึ่งในทศพิธราชธรรม เพราะเมื่อโกรธแล้ว มักจะเสียหายหากคุมอารมณ์ไม่อยู่ในเรื่องไร้สาระ เมื่อไหร่ก็ตามที่มีเรื่องมากระทบใจ แค่ลองพลิกอารมณ์มองให้เห็นเป็นเรื่องสนุกๆ เท่านี้ทุกอย่างก็จบ

9. อวิโรธนะ คือ การดำรงอยู่ในความถูกต้องเสมอ
เป็นหลักทศพิธราชธรรมที่ต้องรักษาให้มั่น หากอย่างปฏิบัติตามในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยยึดหลักธรรมะที่ต้องมีทั้งสองอย่าง คือ ทั้งความดีและความถูกต้อง เพราะบางอย่างดีแต่ไม่ถูกต้อง บางอย่างถูกต้องแต่ไม่ดี การกระทำของเราต้องตรวจสอบอยู่ตลอดเวลา เป็นธรรมหรือเปล่า นั่นคือ ดีและถูกต้องหรือเปล่า

10. รักษากายและจิต
ผู้สูงอายุต้องรักษากายให้ดี เพราะเงินทองไม่มีประโยชน์ เอาแค่พอเพียงต่อชีวิตความเป็นอยู่ ที่เหลือเป็นส่วนเกินที่เราไม่ได้ใช้ เรื่องจิตก็สำคัญเช่นกัน ต้องโปร่งใส อย่าไปขุ่นมัวโดยที่ไร้ประโยชน์ คำนึงไว้ว่า เวลาอยู่ในโลกนี้สั้นแล้ว ดังนั้น อย่าเสียเวลาเป็นทุกข์ แต่ให้ Enjoy last minute

11. อย่าหยุดทำงาน
เมื่อถึงช่วงเกษียณอายุแล้ว อย่าเอาแต่นั่งๆ นอนๆ เพราะเมื่อไหร่ที่เราหยุดทำงาน ร่างกายของเราก็จะหยุดตามลงไปด้วย เหมือนรถที่จอดเฉยๆ สตาร์ตไม่ติด ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีรับสั่งว่า อย่าหยุดด้วยจิต และกายก็อย่าหยุดด้วย

12. ใช้ชีวิตโดยรักษาความเป็นธรรมดาเอาไว้
อย่ายึดติดยศถาบรรดาศักดิ์ แต่ให้ทำชีวิตอยู่อย่างธรรมดา เรียบๆ ง่ายๆ เพราะจะยิ่งใหญ่มาจากไหน เมื่อถึงช่วงเกษียณอายุแล้ว ทุกอย่างสูงสุดคืนสู่สามัญ ไม่ต้องเป็นวีไอพีหรอก เพราะจะเป็นวีไอผีอยู่แล้ว

13. ยึดถือคำว่า “ประโยชน์สุข” เป็นเป้าหมายของชีวิต
อะไรไม่มีประโยชน์อย่าทำ อย่าคิดทำ ให้ทำแต่สิ่งที่มีประโยชน์ ผลสุดท้ายสิ่งที่เราจะได้รับคือความสุข

เคล็ดลับทั้ง 13 ข้อจาก ดร.สุเมธ นี้ สะท้อนให้เห็นว่า คุณค่าและความสุขในชีวิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลขอายุ แต่อยู่ที่รูปแบบการดำเนินชีวิตและหัวใจที่ไม่มีคำว่าเกษียณอายุราชการ

ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอขอบคุณข้อมูลจาก : posttoday.com


website_ป้าแอ๊ด-2-1280x720.jpg

ผู้หญิงคนนี้ชื่อ “ป้าแอ๊ด” ป้าแอ๊ดไม่ได้เป็นคนที่มีชื่อเสียง ไม่ได้โด่งดังมากมายจนใครๆ ต้องรู้จัก ป้าเป็นเพียงอดีตครูที่คอยแนะนำ แนะแนวให้เด็กๆ ในโรงเรียนต่างจังหวัดที่ป้าสังกัดให้ใช้ชีวิตได้อย่างถูกที่ถูกทาง

 

ป้าตกลงกับลุงคู่ชีวิต ไปหาที่ดินพอดีตัวเป็นที่ปักหลักในบั้นปลายชีวิต ที่ที่ป้าและลุงเลือกเป็นไร่อ้อยเสื่อมสภาพ ดินแห้งแข็งราวกับซีเมนต์ ใน ต.หนองขาว อ.ท่าม่วง แหล่งผลิตผ้าขาวม้าร้อยสี ที่ตอนนั้นยังไม่ได้ขึ้นชั้นเป็นของดีเมืองกาญจน์

 

สองลุงป้า เพียรฟื้นชีวิตดินทีละน้อย และค่อยๆหมั่นลงมือปลูกต้นไม้ทีละต้นๆ หลายปีผ่านไปมหัศจรรย์จากความเพียรมีจริง ผืนดินแห้งแล้งพลิกฟื้น กลายเป็นความชุ่มชื่น ต้นไม้ใหญ่น้อยเติบโตอย่างมีความสุข
ป้าและลุงแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งปลูกบ้านหลังย่อมใต้ไม้ใหญ่ โดยมีลุงทำหน้าที่เป็นสถาปนึก ขณะที่อีกส่วนทำเป็นสวนผักปลูกมือเอาไว้กินเอง แบบที่คนปัจจุบันเรียกว่า ออร์แกนิก
ชีวิตเรียบๆง่ายๆ แต่ทรงเสน่ห์จนมีผู้คนสนใจแวะเวียนไปเสพความสงบ เงียบ เรียบง่ายอยู่เสมอ กลายเป็นที่รู้จักในชื่อของ “บ้านกลางทุ่ง” ออร์แกนิก โฮมสเตย์

 

เย็นทั้งกาย เย็นทั้งใจ ทำให้คนแวะเวียนไปมากเข้า จนต้องขยับขยายเพิ่มเป็นบ้านหลังน้อยชั้นเดียว 3 ห้อง กับเรือนสองขั้นใต้ถุนโปร่ง ที่เกิดขึ้นด้วยฝีมือสถาปนึกคนเดิม ตกแต่งภายในด้วยฝีมืออินทีเรียที่ชื่อ ป้าแอ๊ด และขยายไปอีก 3 ห้องสวยๆ บรรยากาศดีกลางสวนผักปลูกเองในเวลาต่อมา ชื่อชั้น บ้านกลางทุ่ง ได้ติดอันดับต้นๆ ของโฮมสเตย์ที่ต้องไปเยือน

 

วันนี้แม้ป้าแอ๊ดจะไม่มีลุงอยู่เป็นเพื่อนชีวิตอีกต่อไป แต่ป้าก็มีผู้คนแวะเวียนไปหาอยู่เสมอ จนผูกพันกลายเป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นป้า เป็นญาติที่รักกันแบบไม่มีข้อแม้

 

ป้ายังอ่านหนังสือ เขียนกวีไฮกุ และดำรงความซน ออกไป ตีเทนนิส สำรวจพื้นที่ หาของอร่อยกิน รดน้ำต้นไม้ ปลูกผัก ปลูกป่า กอดต้นไม้ ทำโรงเห็ด รวมไปถึงปลูกมะเขือเทศ ปลูกองุ่นออร์แกนิกส์ฝีมือตัวเองจนได้ผลิตผลที่น่าตื่นเต้น เหลือก็เอาไปแปรรูปทำแยม ทำแห้ง หรือฟรีซแข็งเพิ่มมูลค่า

“ป้าไม่อยากได้อะไร มีเพียงอย่างเดียวที่ขอคือ ขอให้ปลูกต้นไม้กันเถอะ เพราะต้นไม้คือ สิ่งมหัศจรรย์ เป็นมหัศจรรย์ของโลกที่ใครๆ ก็สร้างได้ เรื่องนี้ผ่านการพิสูจน์แล้ว บ้านกลางทุ่งคือ หลักฐาน ป้าแอ๊ดเป็นพยาน”

 

ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต