Slice of life

อายุขึ้นเลข-3-แต่ยังอยู่บนคาน-นักวิชาการยันไม่ใช่เรื่องแปลก_web.jpg

นักวิชาการเผยการที่มนุษย์พออายุขึ้นเลข 3 แต่ยังไม่แฟน ยังไม่แต่งงาน ยังอยู่บนคาน ไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป เนื่องจากปัจจัยหลาย ๆ อย่าง ทำให้ฐานคิดของการมีความรักและการมีชีวิตคู่เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง

พออายุขึ้นเลข 3 ความเป็นวัยรุ่นเริ่มหายไป ความแก่เริ่มค่อย ๆ คืบคลานเข้ามา ช่วงอายุช่วงนี้ส่วนใหญ่หลายคนอาจจะมีอะไรเข้ามาในชีวิตแล้ว ทั้งหน้าที่การงาน การเงิน การศึกษาที่สูงขึ้น รวมไปถึงคนรัก แต่บางคนก็ยังขาดบางสิ่งบางอย่างไป โดยเฉพาะ “คนรัก” หลายคนเริ่มแต่งานกันในช่วงอายุประมาณ 23-28 ปี บางคนอายุเข้าเลข 3 แล้ว ก็ยังไม่ได้แต่งงานสักที โชคร้ายไปกว่านั้นคือยังไม่มีคนรู้ใจเลย ยังไม่มีใครมาจีบแม้แต่นิดเดียว

บางส่วนรู้สึกผิดอย่างมหัน ที่อายุเข้าเลข 3 แล้ว แต่ก็ยังไม่มีคู่ครองสักที ในขณะที่บางคนแต่งงานจนมีเบบี๋ตัวน้อยกันไปแล้ว ภาวะแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่คุณอาจจะอยู่ในภาวะ Waithood หรือ ปรากฏการณ์การรอ อาจจะมีผลมาจากสภาวะเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป

ไดแอน ซิงเกอร์แมน นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยอเมริกัน กรุงวอชิงตันดีซี อธิบายปรากฏการณ์นี้ว่า ปรากฎการณ์ดังกล่าวไม่เรื่องแปลก เพราะปรากฎการณ์นี้คือการที่ความคิดเรื่องการงาน ความสำเร็จ หรือปัจจัยอื่น ๆ ที่เข้ามาในวัฒนธรรมโลก ทำให้ฐานคิดของการมีความรักและการมีชีวิตคู่เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง โดยได้ศึกษากลุ่มวัยรุ่นชาวตะวันออกกลาง ผลการศึกษาพบว่า ภาวะดังกล่าวเกี่ยวข้องกับเพศสภาวะและเศรษฐกิจ อธิบายคือ การแต่งงานเป็นเรื่องที่แพงเกินไป แต่จะมีบุตรเลยก่อนแต่งงานสังคมก็จะไม่ยอมรับ ฉะนั้น จึงตัดสินใจชะลอการแต่งงานออกไปก่อน

นอกจากนี้ การที่มีอัตราว่างงานสูงและค่าแรงต่ำ ส่งผลให้ผู้ชายส่วนใหญ่ไม่กล้ามีความสัมพันธ์ ประเทศที่สังคมคาดหวังให้ฝ่ายชายจ่ายค่าสินสอดและลงทุนสร้างครอบครัวจะเป็นหนักหน่อย ขณะที่ประเทศที่การแต่งงานไม่ต้องลงทุนอะไรมากมายอย่างกรีซ สเปน และฝรั่งเศส ก็มีปัญหาจากการนิยามความเป็นผู้ใหญ่ของสังคม เช่น ถ้าไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง ก็จะไม่กล้าแต่งงาน

สำหรับภาวะปรากฏการณ์การรอนั้น มีงานวิจัยหลายชิ้นศึกษาว่า เพราะอะไรคนเราถึงแต่งงานกันช้าลง ขณะเดียวกัน ผู้หญิงได้รับแรงกดดันมากว่าผู้ชาย เนื่องจากผู้ชายสามารถเป็นพ่อในอายุเท่าไหร่ก็ได้ แต่สำหรับผู้หญิงนั้น เมื่อเวลาล่วงเลยไป ก็จะเป็นแม่ได้ยากขึ้น ยากต่อการมีบุตรในช่วงอายุมาก ๆ นอกจากนี้ปัญหาการหาคู่ครองอีกปัญหาหนึ่งมาจากแนวคิด “ความเป็นชายแบบเก่า” ที่ต้องสามารถหาเลี้ยงครอบครัวได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ผู้หญิงควรแต่งงานกับผู้ชายที่ประสบความสำเร็จมากกว่าตัวเอง

นอกจากนี้ การใช้แอปพลิเคชันหาคู่อาจเป็นทางเลือกหนึ่งในการแก้ไขปัญหา แต่ปัญหาดังกล่าวจะแก้ไขได้อย่างยั่งยืนด้วยการเปลี่ยนความคิดเรื่องบทบาททางเพศ นักวิชาการมองว่า หากสังคมยอมรับว่าผู้หญิงสามารถเป็นเสาหลักของครอบครัวได้ ผู้หญิงโสดหลาย ๆ คนก็ไม่จำเป็นต้องมองหาผู้ชายอายุรุ่นราวคราวเดียวกันอีกต่อไป ผู้หญิงอาจแต่งงานกับชายอายุน้อยกว่าหรือประสบความสำเร็จน้อยกว่าได้โดยไม่ต้องอายใคร

สุดท้าย ภาวะปรากฏการณ์การรอก็อาจไม่ใช่ปัญหาของการหาคู่ครองหรือการแต่งงานช้าก็อาจไม่ใช่ปัญหาได้ด้วยการให้การยอมรับความสัมพันธ์แบบอื่น เช่น การอยู่ร่วมกันเฉย ๆ โดยไม่ต้องเดินตามกรอบของสังคมที่ต้องแต่งงานแล้วจึงมีลูกได้ หรือการที่สังคมเปลี่ยนมายอมรับให้มีพ่อเลี้ยงแม่เลี้ยงเดี่ยวได้ ก็จะทำให้สังคมยังคงมีเด็กเกิดสม่ำเสมอโดยไม่ต้องสนใจปัญหาการแต่งงาน


ผู้ชายร้องไห้-ไม่ได้แปลว่าอ่อนแอ-แต่เป็นผู้ชายมีเสน่ห์_web.jpg

ผลการวิจัยเผย “ผู้ชายร้องไห้” ไม่ได้ถูกประเมินว่าอ่อนแอเสมอไป แต่มองว่าผู้ชายเหล่านี้จะมีเสน่ห์ มีความน่ารัก เพราะผู้ชายก็เป็นเพศที่มีความรู้สึก ความอ่อนไหวเหมือนเช่นผู้หญิง

อยู่ดี ๆ ก็อยากร้องไห้” ไม่แปลกที่ใครก็เคยร้องไห้ ไม่ใช่เรื่อยน่าอับอาย เพราะการร้องไห้ไม่ได้หมายความว่าเราต้องอ่อนแอเสมอไป ทุกคนล้วนต้องเคยร้องไห้กันทั้งหมด ตั้งแต่เกิดออกมาก็ร้องไห้แล้ว การร้องไห้ไม่ใช่มีเพียงแค่เรื่องไม่ดีเท่านั้น บางทีเรื่องราวดี ๆ อาจทำให้เราตื้นตันใจจนถึงขั้นกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ก็มี

“ลูกผู้ชาย ต้องไม่ร้องไห้” วลีนี้เป็นวลีเด็ดสุดฮิตที่ผู้ใหญ่หลาย ๆ คนมักจะปลอบใจผู้ชายทั้งหลายที่มักเสียน้ำตาอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะวัยเด็กที่เวลาถูกทำโทษ ถูกเพื่อนแกล้ง ก็มักจะต้องเสียน้ำตา เพราะในมุมของผู้ใหญ่สมัยก่อนเข้าใจว่า ผู้ชายคือช้างเท้าหน้า เป็นมีความผู้นำ ฉะนั้นต้องไม่แสดงความอ่อนแอออกมา เพราะการร้องไห้เป็นเครื่องหมายแสดงออกถึงความอ่อนแอของผู้หญิง ซึ่งผู้ชาย 3 ใน 4 อาจจะรู้สึกไม่อยากฟังคำพูดข้างต้นนี้สักเท่าไหร่นัก เพราะด้วยความที่คนทุกเพศทุกวัยล้วนมีความเท่าเทียมกัน ถ้าผู้หญิงร้องไห้ได้ ทำไมผู้ชายถึงร้องไห้ไม่ได้ , ผู้ชายต้องเป็นคนเข้มแข็ง แล้วผู้หญิงต้องเป็นคนอ่อนแอเสมอไปเชียวเหรอ ปัจจุบัน โลกสมัยนี้เปลี่ยนไป ไม่มีเส้นแบ่งของความเป็นเพศชายและหญิงแล้ว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

มีผลการวิจัย ระบุว่า ผู้ชายมักจะเสียน้ำตาในบางโอกาสที่เหมาะสม อย่างเช่น การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก , อกหัก , การตายของสัตว์เลี้ยง , การร่ำลา , ฯลฯ หรือในบางโอกาสที่มีความซาบซึ้ง สังคมจะมองว่าผู้ชายเหล่านี้จะมีเสน่ห์ มีความน่ารัก และไม่ได้ถูกประเมินว่าอ่อนแอเสมอไป ผิดกับผู้ชายที่ไม่เสียน้ำตาให้กับเหตุการณ์ใด ๆ ทั้งสิ้น จะถูกมองว่าหยาบกระด้าง สรุปว่าผู้ชายที่เสียน้ำตาให้กับบางเหตุการณ์ สังคมจะมองว่าดีงาม นอกจากนี้ ผลการวิจัยพบว่า การร้องไห้สามารถลดความรู้สึกเจ็บปวดร่างกายและจิตใจได้จริง และยังเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้เราสงบเย็นลงในเวลาอันรวดเร็ว หลังจากที่ผ่านเรื่องราวเลวร้ายอีกด้วย

ฉะนั้น การร้องไห้ของผู้ชาย ไม่ได้หมายความถึงเพียงแค่อ่อนแอเสมอไป แต่เป็นยาระบายที่ช่วยเยียวยาความรู้สึกได้ การเสียน้ำตาจึงเป็นเรื่องเฉพาะบุคคลอย่างแท้จริง อาจจะเป็นเรื่องเศร้าหรือเรื่องยินดีก็ได้ ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ผู้ชายก็มีน้ำตาได้ เพราะผู้ชายก็มีความรู้สึก ความอ่อนไหวเหมือนเช่นผู้หญิง จะให้เข้มแข็งกลั้นน้ำตากับเรื่องราวต่าง ๆ ไปทั้งหมดมันก็คงจะไม่ดีกับตัวเรา ระบายออกมาบ้าง เพื่อให้จิตใจเราสบายมากขึ้น

ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก เว็บไซต์ www.sciencealert.com


ตุ๊กตุ๊ก..สุขใจ..ที่ได้ทำ.jpg

ปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่ต่างดิ้นรนทำงานเพื่อแสวงหาเงินทองทรัพย์สิน บ้างเพื่อปากท้อง บ้างเพื่อแต่งเติมซื้อหาความสุข ซึ่งอาจต้องแลกมากับความเหนื่อยล้าในสิ่งที่ทำอยู่เพราะไม่ใช่สิ่งที่รัก ดังนั้นจะดีแค่ไหนหากได้ทำสิ่งที่รักและสามารถเลี้ยงปากท้องดูแลครอบครัวไปได้พร้อมกัน

ทีมงานกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำท่านไปพบกับ “คุณลุงจันทร์ นานุ” โชเฟอร์สามล้อเครื่อง (รถตุ๊กตุ๊ก) เมืองแม่ฮ่องสอน ผู้มองเห็นช่องทางและโอกาสจากอาชีพบริการที่ตนเองรัก จนนำมาสู่การพัฒนาบริการเสริมซึ่งช่วยสร้างรายได้และความสุขใจไปพร้อมกัน   

ตุ๊กตุ๊กท่องเที่ยวคันแรกแห่งเมืองสามหมอก

ลุงจันทร์ โชเฟอร์หนุ่มใหญ่ใจดี พื้นเพดั้งเดิมเป็นชาวลำพูน ได้ย้ายมาประกอบอาชีพที่แม่ฮ่องสอน ตั้งแต่ปี 2533 เริ่มจากขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ก่อนหันมาขับรถตุ๊กตุ๊กตั้งแต่ปี 2554 โดยบริการรับส่งในตัวเมืองเหมือนรถตุ๊กตุ๊กรับจ้างทั่วไป

แต่ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา แม่ฮ่องสอนได้รับการโปรโมทและเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับอุปนิสัยส่วนตัวที่รักงานบริการ ชอบพบปะพูดคุยและเดินทางไปในที่ต่างๆ ลุงจันทร์เริ่มเห็นช่องทางที่จะต่อยอดและคว้าโอกาสเพิ่มรายได้จากตรงนี้ จึงลงทุนติดตั้งเครื่องยนต์ใหม่ให้รถตุ๊กตุ๊กคันนี้สามารถวิ่งขึ้นเขา ขึ้นดอย หรือ ไปในที่ไกลๆ มากขึ้น เพื่อเพิ่มบริการทางเลือกใหม่แก่นักท่องเที่ยว เรียกได้ว่าเป็น “ผู้ให้บริการรถตุ๊กตุ๊กท่องเที่ยวรายแรกของแม่ฮ่องสอน”

รูปแบบบริการ จะมีทั้งแบบเหมาท่องเที่ยวเฉพาะจุด หรือ จัดทริปท่องเที่ยวแบบ 1 วัน  2 วัน หรือ ตามแต่นักท่องเที่ยวต้องการ ไม่ว่าจะเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สโลว์ไลฟ์เก๋ไก๋ ไหว้พระ รับลมชมธรรมชาติ ท่องภูเขา เที่ยวน้ำตก แช่น้ำพุร้อน ลุงจันทร์การันตีว่ารถตุ๊กตุ๊กคันนี้พร้อมพาไปได้หมดทุกที่ที่มีทาง

“ผมรักอาชีพนี้ รักอาชีพบริการ ถ้าใครอยากไปไหนก็ตามใจทุกอย่าง ไม่จำกัดเวลา” ลุงจันทร์กล่าว พร้อมเล่าต่อว่า แต่ละทริปลุงจันทร์จะนำสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อและได้รับความนิยม อาทิ พระธาตุดอยกองมู สะพานซูตองเป้ หมู่บ้านกระเหรี่ยงคอยาว น้ำตกผาเสื่อ ภูโคลน ถ้ำปลา ปางตอง ปางอุ๋ง ฯลฯ  มาปรับใช้ในเส้นทางให้เหมาะกับโจทย์ลูกค้าแต่ละรายตามที่ตกลงกัน พร้อมบริการให้คำแนะนำ เกร็ดน่ารู้ ภาษาถิ่น เสมือนไกด์ประจำตัวตลอดการเดินทาง และ “ความปลอดภัย” คืออีกสิ่งหนึ่งที่ให้ความสำคัญ ดังนั้นจึงเตรียมพร้อมทั้งคนและรถ ด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ และเช็คสภาพรถก่อนออกเดินทางทุกครั้ง

ถ้าตั้งใจและใส่ใจ ก็ไม่มีอะไรเป็นข้อจำกัด

นับจากที่เริ่มให้บริการนักท่องเที่ยวทริปแรกจนถึงปัจจุบันซึ่งเข้าสู่ปีที่ 4 ลุงจันทร์บอกว่า ไม่คิดจะมีคนสนใจใช้บริการ หรือ มีคนรู้จักมากเหมือนทุกวันนี้ โดยลูกค้าช่วงแรกส่วนใหญ่มาจากการบอกต่อปากต่อปาก ต่อมาเมื่อมีลูกค้านำบริการของลุงจันทร์ไปโพสต์ในเว็บไซต์ pantip ก็ทำให้เริ่มเป็นที่รู้จัก มีลูกค้าสนใจสอบถามและติดต่อจองคิวต่อเนื่องเป็นระยะ แม้แต่นักท่องเที่ยวที่ไม่ได้ใช้บริการแต่ได้เคยอ่านเรื่องราวเคยเห็นรูปลุง เมื่อมาเที่ยวแม่ฮ่องสอนแล้วเจอกันระหว่างทางก็แวะเข้ามาทักทาย เกิดมิตรภาพใหม่ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ลุงจันทร์ดีใจและบอกว่าเป็นเสมือนน้ำหล่อเลี้ยง หรือกำลังใจที่ดีสำหรับคนในอาชีพบริการ

ส่วนกรณีลูกค้าต่างชาติ แม้ลุงจันทร์จะอ่านอังกฤษไม่ออก ก็ไม่ใช่ข้อจำกัดหรือปัญหา เพราะอาศัยความตั้งใจ และใส่ใจด้วยวิธีครูพักลักจำ โดยจะฟังและจดใส่สมุดเป็นภาษาไทย ว่าคำไหนแปลว่าอะไร ออกเสียงอย่างไร สำคัญอย่างไร แล้วนำมาท่องให้ขึ้นใจเพื่อใช้พูดคุยกับลูกค้า

ทั้งหมดนี้ทำให้แต่ละปี ลุงจันทร์มีลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างชาติ เข้ามาจองคิวใช้บริการท่องเที่ยว เฉลี่ย 50-60 ทริปต่อปี ซึ่งช่วยทำให้ลุงมีรายได้ที่ดีขึ้นตามมา ส่วนวันที่ไม่มีคิวจองก็วิ่งรับจ้างทั่วไปในตัวเมืองแม่ฮ่องสอนตามปกติ และในปี 2561 นี้จากยอดจองก็มีแนวโน้มว่าจะมีลูกค้ามากกว่าทุกปี ซึ่งลุงจันทร์ขอฝากคำขอบคุณลูกค้าทุกท่านมา ณ ที่นี้ด้วย

“ผมรักอาชีพนี้ รักมันก็เลยทำมาถึงทุกวันนี้ และ อยากฝากถึงทุกคนว่า คนเราถ้าชอบอะไร ตั้งใจทำ มันจะทำเป็นไปเองและมีผลสำเร็จ” ลุงจันทร์ กล่าวทิ้งท้าย

 

  • “ผู้สนใจท่องเที่ยวรับลมชมวิวแม่ฮ่องสอนไปกับรถตุ๊กตุ๊ก ติดต่อสอบถามได้ที่ 084-370-0554 ลุงจันทร์ นานุ พร้อมคำปรึกษาและแนะนำด้วยมิตรภาพและไมตรี….”

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป-เพื่อนคู่ทุกข์คู่ยากช่วงใกล้สิ้นเดือน_web.jpg

ในช่วงใกล้สิ้นเดือน หลาย ๆ คนคงจะปวดหัวกับวิธีการบริหารจัดการเงินในกระเป๋าของเราให้ประหยัดที่สุด “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป” หนึ่งในอาหารประทังชีวิตของมนุษย์เงินเดือน เพื่อนคู่ทุกข์คู่ยากช่วงใกล้สิ้นเดือน ที่ราคาไม่แพง แค่เติมน้ำร้อนก็สามารถรับประทานได้เลย

“ใกล้สิ้นเดือน เหมือนสิ้นใจ” มนุษย์เงินเดือนทุก ๆ คนคงจะชินกับสิ่ง ๆ นี้ไปแล้ว ซึ่งมันทรมานมาก ๆ เพราะกว่าจะถึงวันเงินเดือนออก เราก็ต้องบริหารจัดการเงินในกระเป๋าของเราให้ประหยัดที่สุด ให้มีเงินประทังชีวิตให้ได้จนถึงวันเงินเดือนออก หลายคนเงินเดือนมีมากก็ยังไม่เพียงพอกับการดำรงชีวิตในแต่ละเดือนเลย เดินทางออกมาทำงานแต่ละครั้ง แน่นอนว่าต้องมีค่าใช้จ่ายอย่างแน่นอน ทั้งค่าเดินทาง , ค่าอาหารกลางวัน , ค่าใช้จ่ายจิปาถะ ไหนจะภาระค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภค ทั้งค่าน้ำ , ค่าไฟ , ค่าโทรศัพท์ ฯลฯ รวมถึงหนี้สิน ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอีก ก็คงไม่แปลกใจที่ว่าทำไมเงินเดือนออกปุ๊ป ถึงหมดปั๊บ

การดำรงชีวิตของมนุษย์ ปัจจัยสำคัญที่สุดคือ “อาหาร” เพราะอาหารคือเครื่องประทังชีวิตของมนุษย์ มนุษย์เราต้องรับประทานอาหารให้ได้ 3 มื้อต่อวัน ในชีวิตจริงการซื้ออาหารรับประทานตามร้านอาหารตามสั่ง ต้องเตรียมเงินขั้นต่ำไปอย่างน้อย 50 บาท ยิ่งถ้าไปร้านอาหารหรู ๆ แพง ๆ หน่อย ราคาก็จะสูงขึ้นอีกเท่าตัวเลยก็ว่าได้ ถามว่าอาหารราคาที่ถูกที่สุดมีหรือไม่ บอกเลยว่ามี เมื่อพูดถึงอาหารที่ราคาไม่แพง มนุษย์เงินเดือนทุกคนคงจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป” นั่นเอง ราคาไม่แพง ตกเฉลี่ยห่อละ 6 บาท เท่านั้นเอง

จะว่าไปแล้ว บาท 6 บาท กับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ก็ถือเป็นการลงทุนไม่มาก ไม่แพงด้วย แค่มีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 1 ซอง กับน้ำร้อน ก็สามารถอิ่มได้ ลองเปรียบดูว่า อาหาร 1 มื้อ มูลค่า 50 บาท 3 มื้อมูลค่า 150 บาท ถ้าหากเอา 150 บาท ไปซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรับประทาน จะได้ประมาณ 30 ห่อ สามารถรับประทานได้ 10 วันเลยทีเดียว แต่ในทางกลับกัน การรับประทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปบ่อย ๆ เป็นประจำ ไม่ใช่ข้อดีสักเท่าไหร่ หนำซ้ำเป็นอันตรายต่อร่างกายเราด้วย เพราะในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มีโซเดียมที่มีอยู่ในซองเครื่องปรุงรส นอกจากนี้ยังมีคาร์บอน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง เนื่องจากบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมีการใส่สี ใส่สารที่ทำให้กรอบ และผงชูรสในปริมาณมาก รวมทั้งถูกนำไปทอดในน้ำมันซ้ำๆ หลายครั้ง อีกทั้งยังมีแคลเลอรี่สูง ซึ่งหากรับประทานบ่อย ๆ ก็อาจทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ ,ความดันโลหิตสูงด้วย

ต้นกำเนิดของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เกิดขึ้นจากประเทศญี่ปุ่น โดย “โมโมฟุกุ อันโด” ผู้ก่อตั้งและประธานบริษัทนิชชิน ที่มีไอเดียริเริ่มการทำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ภายหลังจากธุรกิจการเงินของเขาเกิดภาวะล้มละลายในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นเกิดภาวะขาดแคลนอาหารอย่างหนัก และได้รับบริจาคแป้งสาลีจากสหรัฐอเมริกาเป็นจำนวนมาก “โมโมฟุกุ อันโด” จึงนำแป้งสาลีที่ได้รับบริจาคมาแปรรูปทำเป็นเส้นบะหมี่แห้ง ๆ ซึ่งผ่านการแช่ในน้ำซุปและทอดด้วยน้ำมันร้อน ๆ จัด ก่อนนำไปตากให้แห้งเพื่อที่จะได้เก็บไว้นาน ๆ โดยเมื่อเติมน้ำร้อนเข้าไปในบะหมี่ก็สามารถนำมารับประทานได้ทันที

ทฤษฏีลำดับขั้นความความต้องการ โดยนักวิชาการ มาส์โลว์ ระบุว่า มนุษย์ทุกคนเกิดมาโดยธรรมชาติแล้วมีความพร้อมที่จะทำสิ่งที่ดี หากได้รับความต้องการตามลำดับ ซึ่งแสดงไว้ในรูปของฐานพีระมิด โดยความต้องการลำดับแรกจะมีมากที่สุดเป็นความต้องการพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนขาดไม่ได้ ไปจนถึงความต้องการสูงสุดในบันไดขั้นที่ 5 โดยความต้องการของมนุษย์ที่สำคัญมากที่สุด ที่ใกล้เคียงกับการดำรงชีวิตของมนุษย์ คือ ความต้องการด้านร่างกายหรือด้านกายภาพ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการดำรงชีวิตของมนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย ได้แก่ ความต้องการอาหาร น้ำ อากาศ เสื้อผ้า ฯลฯ ความต้องการดังกล่าวเกิดขึ้นทุกเพศทุกวัย มนุษย์ทุกคนมีความต้องการทางสรีระอยู่เสมอจะขาดไม่ได้ ถ้าอยู่ในสภาพที่ขาดร่างกายจะกระตุ้นให้บุคคลทำกิจกรรมขวนขวาย เพื่อตอบสนองความต้องการเหล่านี้

ดังนั้น “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป” ถือเป็นอีกหนึ่งเมนูอาหารที่ช่วยเยียวยาและประทังชีวิตของมนุษย์ในช่วงที่กำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤต 7 วันอันตราย เพื่อให้มีชีวิตผ่านพ้นไปจนถึงวันสิ้นเดือน วันเงินเดือนออกจนได้ในที่สุด บะหมี่กึ่งสําเร็จรูปถือเป็นอาหารที่นับว่าสามารถรับประทานได้ ไม่ได้เลยร้ายมากมายหากรู้จักปรุงให้ถูกวิธี และไม่ควรรับประทานบะหมี่กึ่งสําเร็จรูปติดต่อกันเป็นประจํานาน ๆ ซึ่งถือว่าเป็นการรับประทานอาหารที่ซ้ำซาก ดังนั้น ควรรับประทานสลับกับอาหารประเภทอื่น ๆ โดยเฉพาะข้าวเป็นอาหารหลัก การรับประทานอาหารที่ผ่านขบวนการผลิตซ้ำซาก จะทําให้เกิดความเสี่ยงต่อการสะสมสารพิษบางชนิดในร่างกาย และทําให้ร่างกายได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน หรือได้รับอย่างใดอย่างหนึ่งมากจนเกินไป บะหมี่กึ่งสําเร็จรูปรับประทานได้ แต่ต้องใส่ใจ รับประทานให้ถูก ปรุงให้สุก เติมเนื้อสัตว์และผักทุกครั้ง เพื่อโภชนาการของร่างกาย และเราเองก็สามารถประทังชีวิตได้ไปถึงวันสิ้นเดือนอย่างมีคุณภาพต่อไป


5-สิ่งสำคัญที่ห้ามโพสต์ลงโซเชียลฯ-เพื่อความปลอดภัย-ไม่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ_web.jpg

การใช้สื่อโซเชียลมีเดียให้ระมัดระวัง 5 สิ่งสำคัญที่ห้ามโพสต์เด็ดขาด! เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ เพราะหากพลาดเมื่อไหร่ อาเกิดความเสียหายต่อตนเองได้โดยไม่รู้ตัว

ในยุคที่สังคมมีเทคโนโลยีเป็นปัจจัยหนึ่งในการดำเนินชีวิต เพื่ออำนวยความสะดวกในหลาย ๆ ด้าน อินเทอร์เน็ตจึงเป็นสื่อที่นับได้ว่าตอนนี้แทบจะสำคัญกับทุก ๆ คนเลยก็ว่าได้ เมื่อมีอินเทอร์เน็ตเข้ามาบนโลกนี้ก่อให้เกิดโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินตาแกรม ฯลฯ งานนี้สาวกโซเชียลมีเดียก็ไม่พลาดที่จะใช้งานอย่างสนุกสนาน ทั้งโพสต์ ข้อความ โพสต์ภาพ วีดิโอ กดไลท์ กดแชร์ ฯลฯ เรียกได้ว่าโซเชียลมีเดียเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญของชีวิตเลยก็ว่าได้

การโพสต์ข้อความหรือรูปของแต่ละคน ในความเป็นจริงแล้วมีอันตรายแอบแฝงอยู่ เพราะเมื่อพูดถึงโทษของโซเชียลมีเดียแล้ว คือ ช่องทางการก่อเหตุอาชญากรรมของเหล่ามิจฉาชีพบนโลกออนไลน์ สุดท้ายคุณอาจจะกลายเป็นหนึ่งใน “เหยื่อ” อาชญากรรมบนโลกออนไลน์ก็เป็นไปได้

ผู้เชี่ยวชาญด้านโซเชียลมีเดีย แนะนำทุก ๆ คนถึงการใช้งานโซเชียลมีเดีย ให้ระมัดระวังการใช้งาน โดยเฉพาะการโพสต์ข้อความหรือภาพผ่านสื่ออินเทอร์เน็ต เพราะหากพลาดไป อาจะเกิดความเสียหายต่อตนเองได้โดยไม่รู้ตัว

1. บัตรประจำตัวประชาชน บัตรนักเรียน-นศ. หรือบัตรที่ทางราชการออกให้

การโพสต์ภาพบัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรที่ทางราชการออกให้ ถือเป็นเรื่องอันตรายมาก เพราะข้อมูลในบัตรประชาชน ที่มีทั้งเลขประจำตัวทั้ง 13 หลัก , ชื่อ-นามสกุล , ที่อยู่ รวมถึงรูปถ่ายบนบัตร หากโพสต์ลงไปบนสื่อออนไลน์ แล้วมิจฉาชีพมาเจอเข้า งานนี้เสร็จโจรทันที เพราะมิจฉาชีพเหล่านี้จะนำข้อมูลจากบัตรหรือภาพบัตรประชาชนไปใช้ในการทำธุรกรรมทางการเงิน และที่หนักที่สุดคือการปลอมแปลงเอกสารรูปภาพบนบัตรประชาชน ซึ่งคนที่จะเดือดร้อนก็คือตัวเจ้าองบัตรนั่นเองที่ต้องแบกรับภาระทั้งหมดแทนมิจฉาชีพ

2. ข้อมูลส่วนตัว

ข้อมูลส่วนตัว ทั้งเบอร์โทรศัพท์ ที่อยู่ วันเกิด ชื่อของสมาชิกครอบครัว และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับตนนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ควรโพสต์ในสื่อสังคมออนไลน์เด็ดขาด เพราะข้อมูลส่วนตัวดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อเหตุของเหล่ามิจฉาชีพ ในการขโมยอัตลักษณ์บุคคลไปใช้ในทางเสียหาย หรือแอบอ้างแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ

3. ตั๋วเครื่องบิน

จะว่าไปหลายคนอาจจะคิดว่าการโพสต์ภาพตั๋วเครื่องบินไม่น่าจะมีอะไรเสียหาย เพราะมันก็แค่ตั๋วเครื่องบินเท่านั้นเอง แต่จริงๆ แล้ว ตั๋วเครื่องบินหรือบอร์ดดิ้งพาสถ้าโพสต์ลงไปในโซเชียลมีเดียเมื่อไหร่ มิจฉาชีพมียิ้มแน่ๆ เพราะตั๋วเครื่องบินหรือบอร์ดดิ้งพาสมีข้อมูลที่ประกอบด้วย ชื่อ-นามสกุล , จุดออกเดินทาง-จุดหมายปลายทาง , บาร์โค้ด มิจฉาชีพสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของเรา สั่งยกเลิกเที่ยวบิน หรือที่หนักสุดคือการตัวเลขบัตรเครดิตบนตั๋วเครื่องบินสามารถนำไปสวมรอยใช้บัตรเครดิตได้ วิธีป้องกันคือ โพสต์ภาพตั๋วเครื่องบินได้ แต่ในภาพห้ามมีข้อมูลส่วนตัวของเราหลุดออกไปเด็ดขาด หรือหากเดินทางเสร็จแล้วควรทำลายตั๋วทิ้ง

4. ภาพวาบหวิว-อนาจาร

เพราะหุ่นเราดี เฟอร์เฟค เป็นใคร ๆ ก็อยากอวดให้คนอื่นได้เห็นบ้าง แต่ในทางกลับกัน ภาพวาบหวิวของของเรา ไม่ว่าจะเป็นภาพชุดว่ายน้ำ ถือเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพนำภาพของเราไปใช้ในทางที่เสียหาย เช่น ภาพโฆษณาภาพยนตร์สื่อลามก-อนาจาร เป็นต้น อาจะส่งผลเสียต่อตัวคุณ เพราะคุณอาจจะถูกโรคจิตตามมารังควาญในโซเชียลมีเดีย จนกระทั่งไปสู่การคุกคามทางเพศในที่สุด ฉะนั้น การโพสต์ภาพวาบหวิวขอให้ระมัดระวัง คำนึงถึงความเหมาะสมสักเล็กน้อย

5. บัตรเอทีเอ็ม / บัตรเครดิต / บัตรเดบิต

บัตรที่เกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางการเงินทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น บัตรเอทีเอ็ม / บัตรเครดิต / บัตรเดบิต หลายคนอาจจะโพสต์อวดเพราะคิดว่าลายบนบัตรที่มีรูปการ์ตูนสวยดี เลยอาบยากอวดให้เพื่อนๆ ในโลกออนไลน์เห็น แต่ในความเป็นจริงแล้ว การโพสต์รูปบัตรดังกล่าว หากเราไม่ได้เซ็นเซอร์หมายเลขบนบัตร ก็ทำให้มิจฉาชีพเข้าถึงข้อมูลในบัตรเหล่านั้นได้ แล้วยิ่งปัจจุบันการซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์กำลังเป็นที่นิยม สะดวก สบาย ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปที่ร้าน ฉะนั้น เหล่ามิจฉาชีพสามารถเจาะเข้าข้อมูลของบัตรเครดิต บัตรเอทีเอ็ม ในการนำไปใช้แอบซื้อสินค้าต่าง ๆ ด้วย

การโพสต์อะไรต่าง ๆ นา ๆ ในโซเชียลมีเดีย เราอย่าคำนึงถึงความสนุกสนานหรือความบันเทิงเท่านั้น ดังนั้น จะโพสต์อะไรก็ตามขอให้ใช้ความระมัดระวังมากขึ้น มิฉะนั้น คุณเองอาจจะตกเป็นเหยื่อของเหล่ามิจฉาชีพโดยไม่รู้ตัว


รับมืออย่างไรให้สตรอง-เมื่อแฟนสาวมี-“ประจำเดือน”_web.jpg

อย่าให้แฟนสาวของคุณต้องโมโหในช่วงที่เธอเป็นวันมามาก (เป็นประจำเดือน) บอกเลยว่ายิ่งกว่าแผ่นดินไหว 10 ริกเตอร์ แล้วผู้ชายอย่างเราๆ จะรับมือกับแฟนสาวอย่างไรได้บ้าง?

ถ้าท่านสุภาพบุรุษทุกท่านๆ ว่า เคยเจอเหตุการณ์ที่ว่าแฟนสาวของเราเป็นวันมามาก (เป็นประจำเดือน) กันหรือไม่? เชื่อว่าหลายคนคงจะเจอกันมาแล้ว คงจะอธิบายความรู้สึกนั้นอย่างบอกไม่ถูกว่า ในช่วงที่แฟนคุณเป็นวันมามาก ส่วนใหญ่เขาก็จะแปลงร่างจากนางฟ้าแสนสวยผู้น่ารักเป็นนางปีศาจร้ายที่ดุดันขึ้นมาทันทีทันใด ประหนึ่งพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือขึ้นมาทันที ผู้ชายส่วนใหญ่พอจะทราบล่ะว่าคุณเขาเป็นวันมามาก แต่อาจจะไม่รู้เลยว่าวันมามากของเขานั้นมันช่างทรมานขนาดไหน

ผู้ชายอย่างเราๆ เองก็คงจะหนักอกหนักใจพอสมควรเมื่อต้องเจอแฟนสาวตกอยู่ภาวะนางมารร้ายชั่วคราว บอกเลยว่า อย่าทำให้เธอหงุดหงิด มิฉะนั้นระเบิดนิวเคลียร์ลูกใหญ่อาจลงมาที่คุณแบบชนิดที่เรียกได้ว่า คุณเองอาจจะตั้งรับไม่ได้กันเลยทีเดียว

แล้วเราจะรับมืออย่างไรดี ในช่วงที่แฟนสาวอยู่ในภาวะวันมามาก จะเลิกรากันเลยมันก็คงจะใจดำเกินไป เราก็ต้องอดทนสิ อดทน เดือนละ 5-7 วันเอง มาดูกันดีกว่าว่าเราจะรับมือแฟนสาวที่เป็นวันมามากอย่างไรได้บ้าง

1. เช็กเลยว่าเดือนนี้เธอจะเป็นวันมามากช่วงวันไหน

เช็กเลยว่าเดือนนั้นแฟนของคุณจะเป็นวันมามากช่วงไหนบ้าง แล้วมาร์คตัวแดงๆ ไว้ที่ปฏิทินเลย จากนั้นคอยสังเกตภาวะอารมณ์แปรปรวนของเธอ ถ้าวันนั้นเธอหงุดหงิดง่าย ชัดเลยว่า “เธอเป็นวันมามาก” ดังนั้น ช่วงเวลาดังกล่าวคุณผู้ชายต้องงดพูดหรือทำพฤติกรรมอะไรต่างๆ นาๆ ที่จะให้เธอโมโหเด็ดขาด

2. งดนินทาหรือเมาท์แฟนสาวว่าหงุดหงิดเพราะวันมามาก

การพูดจาล้อเลียนหรือแหย่กับแฟนคุณ โดยเฉพาะเรื่องที่แฟนคุฯเป็นวันมามาก ใครบอกว่าแฟนคุณจะอารมณ์ดีและยิ้มขึ้นมา คิดใหม่! ในความเป็นจริงมันตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง เพราะนั่นเป็นการยั่วโมโหเธอต่างหาก นอกจากนี้ การนินทาเรื่องของแฟนคุณเป็นวันมามากกับผู้อื่นก็ไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไร เพราะถ้าแฟนคุณทราบเรื่องขึ้นมา บอกเลยว่า “ตายสถานเดียว” ดังนั้น ช่วงนี้ต้องสงบปากสงบคำของคุณไว้ชั่วคราว รอแฟนของคุณหายจากวันมามากก่อนแล้วค่อยยิงมุขฮาๆ ดีกว่า

3. เตรียมยาแก้ปวดท้องประจำเดือน

ในช่วงที่แฟนสาวเป็นวันมามาก แน่นอนว่าเขาต้องมีความเจ็บปวดทรมานพอสมควร บางคนพอมีแรงทำโน่นทำนี่ แต่บางคนก็หมดแรงเลยก็มี แต่ไม่ว่าแฟนของคุณจะปวดมากหรือปวดน้อย คุณในฐานะคนข้างกายต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิดเสมอ “ยาแก้ปวดประจำเดือน” คือเครื่องคลายความเจ็บปวดของแฟนสาว ฉะนั้น เตรียมเอาไว้ซะ จะได้ได้ใจแฟนคุณไปได้เต็มๆ

4. งดสังสรรค์นอกบ้านชั่วคราว คอยอยู่ข้างๆ เขาเสมอ

ผู้หญิงที่อยู่ในอาการวันมามาก ส่วนใหญ่ไม่ค่อยอยากออกไปสังสรรค์นอกบ้าน อยากพักผ่อนอยู่บ้านมากกว่า ดังนั้น ผู้ชายอย่างเราๆ ควรงดการเข้าร่วมปาร์ตี้สังสรรค์กับเพื่อนฝูงหรือการชวนออกไปทำกิจกรรมนอกบ้านเป็นการชั่วคราว แล้วเอาเวลามาคอยดูแลใกล้ชิดแฟนของคุณ เพื่อที่จะได้ควบคุมและลดอารมณ์แปรปรวนของตัวเธอลง

5. อดทนให้หนักแน่น

“อดทน” เป็นสิ่งสำคัญที่คุณผู้ชายจะต้องท่องจำเอาไว้ให้หนักแน่น พยายามเปิดใจและเข้าใจในความรู้สึกของเธอ ไม่ว่าพฤติกรรมของเธอจะรุนแรงดังแผ่นดินไหวกี่ริกเตอร์ คุณต้องอดทนเข้าไว้ อย่าแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมออกไป เพราะอาการวันมามากของแฟนคุณนั้นไม่ได้เป็นนาน เดี๋ยวพอประจำเดือนหมด แฟนคุณก็จะกลับมาเป็นนางฟ้าแสนดีคนเดิมของคุณ

ไม่ยากเลยใชช่ไหมกับวิธีรับมือเมื่อแฟนสาวของคุณเป็นวันมามาก คุณผู้ชชายเองต้องพยายามเปิดใจ ทำใจ และเข้าใจเขาให้มากๆ จะได้ใช้ชีวิตด้วยกันอย่างราบรื่นมากที่สุด และพร้อมรับอารมณ์ของเธอได้แบบสตรอง ไม่ว่าแฟนคุณจะเหวี่ยง วีน อาละวาดหนักแค่ไหน คุณก็พร้อมที่จะอยู่เคียงข้างเขาเสมอ ท่องไว้เลยว่า “กายพร้อม ใจพร้อม เราทำได้”


ตุ๊กตุ๊ก..สุขใจ..ที่ได้ทำ.jpg

“เจ้าสัววิชัย” ประธานสโมสรเลสเตอร์ซิตี้ และเจ้าของคิงเพาเวอร์ กับแนวคิดการใช้ชีวิตแบบใจๆ ที่ทำให้การทำงานและชีวิตส่วนตัวมีความสุข แถมยังได้ใจใครหลายๆ คนอีกด้วย

ถือเป็นข่าวเศร้าของวงการฟุตบอลอังกฤษและเมืองไทย หลังจากที่สำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่งรายงานข่าวอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ของ “เจ้าสัววิชัย” หรือ “วิชัย ศรีวัฒนประภา” ประธานสโมสรเลสเตอร์ซิตี้ และเจ้าของคิงเพาเวอร์ ตกบริเวณลานจอดรถของสนามคิงเพาเวอร์สเตเดี้ยม กระทั่งเกิดไฟลุกท่วมอย่างหนัก เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 27 ต.ค. ตามเวลาท้องถิ่น เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจแก่ครอบครัว คนรอบข้าง รวมไปถึงผู้ที่ได้เคยร่วมงานกับ “เจ้าสัววิชัย” เป็นอย่างมาก ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันเลยว่า “เจ้าสัววิชัย” เป็นคนดี มีความเป็นกันเองกับคนรอบข้าง ด้วยความอัธยาศัยดีของ “เจ้าสัววิชัย” จึงทำให้ได้ใจใครหลายๆ คนอย่างมาก

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2553 เจ้าสัววิชัยเข้ามาบริหารงานกลุ่มคิงส์พาวเวอร์ในตำแหน่งประธานกรรมการกลุ่มคิงส์พาวเวอร์ พร้อมกับพาทีมฟุตบอลเลสเตอร์ซิตี้คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ในฤดูกาลปี 2015-2016 นอกจากนี้ นิตยสารฟอร์บส์ได้มีการจัดอันดับมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยมากที่สุด โดย “เจ้าสัววิชัย” ติดหนึ่งในนั้นด้วย ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 4 ของมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยมากที่สุด มีทรัพย์สินรวม 4,700 ล้านดอลลาร์ (155,000 ล้านบาท)

ตลอดช่วงชีวิตของ “เจ้าสัววิชัย” จะเห็นได้ว่า เขามีวิธีการบริหารงานทั้งในส่วนของคิงส์พาวเวอร์และสโมรสรเลสเตอร์ซิตี้จนประสบความสำเร็จ เป็นที่รู้จักของคนทั้งโลก รวมถึงความอัธยาศัยดีของเขา ที่ครองใจใครหลายๆ คนเป็นอย่างมาก เขามีแนวคิดการใช้ชีวิตหลากหลายอย่างที่ทำให้ชีวิตมีความสุข

จะทำอะไรต้อง “มีความสุข”

“เจ้าสัววิชัย” เลือกใช้ “ความสุข” เป็นตัวขับเคลื่อนในการใช้ชีวิต ถ้าจะทำอะไรต้องทำแล้วมีความสุขทุกครั้งที่ได้ลงมือทำ ถ้าทำแล้วไม่มีความสุขอย่าทำ โดยปกติแล้วหากอะไรที่ทำแล้วมีความสุขก็จะทุ่มสุดตัว ทุ่มเต็มที่ ต่อให้เหนื่อยแค่ไหน จะต้องเสียเงินมากเท่าไหร่ หากมันคือความสุขแล้วไม่เดือดร้อนใคร ก็ลงมือทำอย่างเต็มกำลัง

ต้องรีบคว้าเมื่อ “โอกาส” มาเยือน

“โอกาส” ไม่ได้แวะเวียนเข้ามาในชีวิตเราบ่อยๆ ดังนั้น เมื่อ “โอกาส” เข้ามาหาเรา เราต้องรีบคิด รีบตัดสินใจ และรีบคว้ามันเอาไว้ “เจ้าสัววิชัย” เคยให้คนติดต่อเอเจนซี่ให้ซื้อคิวในการซื้อเครื่องบินเจ็ทรุ่นใหม่ เพราะตนไม่อยากเสียเวลารอคิวเครื่องบินนานหลายปี ในที่สุดก็มีคนขายคิวให้กับ “เจ้าสัววิชัย” ในที่สุด

รับฟัง “คำพูด” ของคนอื่น

มิตรภาพของคนเราจะอยู่ได้ยืนยาว ก็เพราะเรามีการเปิดใจ ใจกว้าง รับความคำพูดของคนอื่น จะว่าไปการเปิดใจรับฟัง “คำพูด” ของคนอื่น โดยเฉพาะความคิดเห็น คำติชม จะทำให้เราได้เห็นมุมมองอีกมุมมองที่แตกต่างจากเรา ทำให้เราได้รับรู้ว่าอีกแง่มุมหนึ่งเป็นอย่างไร

อดทน

ภาระต่างๆ นาๆ เมื่อมันเข้ามาหาเรา เราต้อง “อดทน” และฝ่าฟันมันให้ได้ “เจ้าสัววิชัย” และคนที่เคยอยู่กับเขาเคยฝ่าวิกฤตหลายอย่างมาด้วยกัน ซึ่งทุกคนใช้ความอดทนเพื่อฝ่าอุปสรรคนี้ไปให้ได้ และไม่ว่าอุปสรรคจะหนักแค่ไหน ด้วยความที่ “เจ้าสัววิชัย” เป็นคนที่สู้ อดทน ตรงไปตรงมา ให้ใจ จนทำให้เกิดความเชื่อมั่นขึ้น ทำให้ทุกคนพร้อมยืนอยู่เคียงข้างต่อสู้อดทนไปกับ “เจ้าสัววิชัย” มาโดยตลอด

มีภาวะผู้นำที่ดี

การเป็นผู้นำที่ดี ไม่ใช้แค่บริหารงานให้องค์กรประสบความสำเร็จได้อย่างเดียวเท่านั้น แต่ในส่วนของบุคลากรในองค์กรนั้นเราก็จะต้องใส่ใจและดูแลอย่างดีเช่นกัน ทำสิ่งดีๆ เป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิต เพื่อให้ทุกคนได้ปฏิบัติตาม ดังเช่น “เจ้าสัววิชัย” ที่ดูแลและใส่ใจคนรอบข้างและพนักงานทุกคน ใส่ใจถึงขนาดที่ว่าแต่ละคนมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร ครอบครัวกินดีอยู่ดีหรือไม่ มีอะไรที่ขาดเหลือ ตรงไหนที่เป็นส่วนที่ขาด เขาก็จะเข้ามาเติมเต็มใส่วนนั้นให้ เพราะ “เจ้าสัววิชัย” เชื่อว่า การทำสิ่งนี้ให้กับพนักงานของเขา จะทำให้พนักงานมีความสุขจากการมีคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะพนักงานคนนั้นๆ จะทำงานให้กับเราด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอย่างแน่นอน

 

แนวคิดการใช้ชีวิตที่กล่าวมานั้น เป็นแนวคิดการทำงานและใช้ชีวิตของ “เจ้าสัววิชัย” นับได้ว่าเป็นแบบอย่างที่ดีที่ทุกๆ คน ควรนำไปเป็นแบบอย่างและปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เราเห็นแล้วว่าแนวคิดการใช้ชีวิตของ “เจ้าสัววิชัย” นั้น พิสูจน์ให้เห็นว่าได้ใจคนรอบข้างอย่างมาก ลองดูว่าถ้าคุณสามารถทำได้ คุณเองก็จะมีความสุขในการใช้ชีวิตแบบเช่น “เจ้าสัววิชัย” นั่นเอง


หัวโบราณ-vs-หัวสมัยใหม่-แล้วคน-2-คนจะใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างไร_web.jpg

การใช้ชีวิตของคน “หัวโบราณ” และ “หัวสมัยใหม่” ที่ต่างฝ่ายต่างมีแนวคิดและพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง ภายใต้เหตุผลต่างๆ ของตน ที่มั่นใจว่าของฉันถูกแน่นอน สุดท้าย เราจะปรับจูนให้คนทั้ง 2 ประเภทสามารถเข้ากันได้อย่างไร?

“เพราะผู้ใหญ่อาบน้ำร้อนมาก่อน” นี่เป็นคำพูดหรือประโยคที่คุ้นหูของพ่อแม่ปู่ย่าตายาย ซึ่งอยู่ในยุค Gen B หรือ Baby Boomer ที่ยึดติดกับความเชื่อในสมัยก่อน แสดงออกถึงความหัวโบราณอย่างมาก จนทำให้คนรุ่นเราๆ ที่อยู่ในยุค Gen X , Gen Z , Gen Y ถึงกับต้องส่ายหัวและบ่นเลยว่า “วัยรุ่นเซ็ง!” จนบางครั้งก็อยากจะถามกลับไปเหมือนกันว่า “น้ำร้อนที่อาบเนี่ย แน่ใจเหรอว่ามันสะอาด?” ซึ่งนั่นก็ทำให้การใช้ชีวิตของคนหัวโบราณและคนหัวสมัยใหม่เริ่มปรับจูนกันลำบากเสียแล้ว เหมือนเข็มทิศที่กำลังหลงทางกันทั้งคู่ ฟากนึงไปทิศเหนือ อีกฟากไปทิศใต้ คำถามคือ “แล้วเราจะปรับจูนให้เข้ากันได้อย่างไร?”


โฆษณาไทยประกันชีวิต ชุด แม่รู้อะไรบ้าง?

ล่าสุด โฆษณาของ “ไทยประกันชีวิต” ซึ่งเราพอจะรู้จักกันดี เมื่อพูดถึงโฆษณาของแบรนด์ดังกล่าวที่เรียกได้ว่าเป็นไวรัลแทบทุกคลิปที่มีการเผยแพร่คอนเทนท์ผ่านทางสื่อโทรทัศน์รวมไปถึงสื่อออนไลน์ เป็นคอนเทนท์ที่สร้างแรงจูงใจและแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิตของมนุษย์อย่างมาก อย่างโฆษณาตัวล่าสุดที่บ่งบอกถึงเรื่องราวการใช้ชีวิตของคน 2 คน ซึ่งเป็นแม่และลูก ที่มีลักษณะความคิดและการใช้ชีวิตที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คนหนึ่งซึ่งเป็นแม่มีหัวคิดเป็นแบบผู้ใหญ่ ออกแนวหัวโบราณ ยึดติดกับสิ่งดั้งเดิม ซ้ำซากมาโดยตลอด ส่วนอีกคนเป็นลูก มีลักษณะการใช้ชีวิตที่ต่างจากผู้เป็นแม่โดยสิ้นเชิง เป็นคนหัวสมัยใหม่ มีความรู้และชำนาญด้านเทคโนโลยีอย่างมาก

โฆษณาชิ้นนี้สะท้อนถึงแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตของคน 2 ประเภทอย่างมาก ได้เรียนรู้ถึงการใช้ชีวิตของคนในยุคหัวโบราณว่าเขามีแนวความคิดอย่างไร มีเหตุผลอย่างไรในการใช้ชีวิตแบบนั้น ขณะเดียวกันคนหัวสมัยใหม่เขาก็มีเหตุผลและความคิดของเชาเช่นกันว่า มีแนวคิดและเหตุผลอย่างไรในการใช้ชีวิต จริงๆ แล้วคนทั้ง 2 ประเภท ต้องมีการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เปิดรับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี และปรับตัวให้เข้ากับสภาพการณ์ปัจจุบันด้วยหรือไม่ เพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตได้อย่างง่ายดายขึ้น

โทรศัพท์มือถือ ของกลุ่มคนยุคหัวโบราณ (Baby Boomer)
โทรศัพท์มือถือ ประเภท Smartphone สำหรับกลุ่มคนหัวสมัยใหม่ (Gen X , Gen Z ,Gen Y)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

การใช้ชีวิตของคนหัวโบราณและคนหัวสมัยใหม่ ขอยกตัวอย่างเช่น โทรศัพท์มือถือ คนหัวโบราณอย่างรุ่นพ่อรุ่นแม่เราเนี่ยก็จะยังยึดติดกับโทรศัพท์มือถือแบบที่มีปุ่มกด สามารถโทรออกรับสายได้เพียงอย่าง (คนหัวโบราณบางบ้านนี่ไม่ใช้โทรศัพท์มือถือ แต่ใช้เพียงแค่โทรศัพท์บ้านอย่างเดียวก็มีนะ) ขณะที่คนหัวสมัยใหม่ การเลือกใช้โทรศัพท์มือถือของเขาจะไม่ใช่แค่โทรศัพท์มือถืออย่างเดียวเท่านั้น แต่จะเป็นสมาร์ทโฟน ที่มีคุณสมบัติมากกว่าการโทรออกและรับสายเท่านั้น แต่ยังมีฟังก์ชั่นที่สามารถถ่ายรูป ถ่ายวีดิโอ เล่นอินเทอร์เน็ต ใช้แอปพลิเคชัน โทรหาเพื่อนโดยใช้วีดิโอคอลซึ่งไม่มีค่าใช้จ่าย เพียงแค่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตเท่านั้น ฯลฯ เรียกได้ว่ามีคุณสมบัติเหนือชั้นยิ่งกว่าโทรศัพท์มือถือดั้งเดิมเสียอีก สาเหตุนี้ ผู้ใหญ่บางท่านก็เลือกที่จะปรับตัวและเปิดรับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพราะเชื่อว่าสามารถช่วยอำนวยความสะดวกของเขาได้อย่างมาก

สำหรับคนสมัยใหม่โดยเฉพาะวัยลูกๆ หลานๆ ที่ไม่ค่อยปลื้มพฤติกรรม “หัวโบราณ” ของคนสมัยเก่าอย่างพ่อแม่ปู่ย่าตายายเราเองเนี่ย ลองเปิดใจดูท่านเป็นตัวอย่าง แล้วจินตนาการตามว่า หากวันหนึ่งฉันต้องแก่เหมือนท่าน ฉันต้องแก่แบบไหนดี แก่แบบที่วัยรุ่นเซ็งหรือจะแก่แบบเก๋า ทันสมัย ขวัญใจเด็กๆ คนรุ่นใหม่

การเปิดใจเรียนรู้ซึ่งกันและกันระหว่างคนทั้ง 2 ประเภท ทั้งคนหัวโบราณและคนหัวสมัยใหม่ น่าจะเป็นเรื่องที่ดีที่คนทั้ง 2 ประเภทจะสามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างมีความสุข คนรุ่นใหม่ก็จะได้เรียนรู้ว่าคนสมัยก่อนนั้นเขาใช้ชีวิตกันอย่างยากลำบากยากเข็ญอย่างไรในยุคที่ไร้เทคโนโลยี มีตรงไหนเป็นข้อดีที่สามารถนำมาใช้ในยุคปัจจุบันนี้ได้ ในทางกลับกัน คนรุ่นเราก็จะได้เรียนรู้ว่าคนสมัยใหม่เขามีการใช้ชีวิตอย่างไรให้น่าสนใจ แล้วเราจะสามารถเข้าไปใช้ชีวิตในยุคสมัยใหม่ได้อย่างไรบ้าง ลองมองเป็นเรื่องที่น่าสนุก น่าค้นหา น่าติดตาม แล้วคุณจะใช้ชีวิตบนโลกใบนี้ได้อย่างมีความสุข


ฤดูหนาว-กำลังจะมา-คุณพร้อมรับมือคลายความหนาวแล้วหรือยัง_web.jpg

“ฤดูหนาว” กำลังจะเข้ามาเยือนประเทศไทยในอีกไม่กี่วันข้างหน้า คุณเตรียมพร้อมรับมือ “คลายความหนาว” ในช่วงหน้าหนาวแล้วหรือยัง? มีวิธีอะไรบ้างที่ช่วยคลายความหนาวได้

เข้าสู่ใกล้สิ้นเดือนตุลาคมแล้ว บางพื้นที่เริ่มสัมผัสถึงความหนาวเย็นในตอนเช้าตรู่ นั่นล่ะ สัญญาณฤดูหนาวมาเยือนอย่างเป็นทางการแล้ว ไม่ต้องรอเข้าสู่เดือนพฤศจิกายนแต่อย่างใด แต่จริงๆ แล้ว ณ ช่วงเวลานี้ถือว่ายังไม่เข้าสู่หน้าหนาวอย่างเป็นทางการ เรายังอยู่ในฤดูฝน ช่วงนี้ยังมีหลายพื้นที่ต้องเผชิญกับฝนฟ้าคะนองอยู่

แต่ถึงอย่างไรก็อย่าได้ประมาทเด็ดขาด เตรียมตัวไว้ล่วงหน้า อุ่นใจ หน้าหนาวมาเมื่อไหร่ เราเตรียมพร้อมรับมือได้เสมอ แล้วเราจะเตรียมตัวอย่างไรดี? วิธีทำให้ร่างกายอบอุ่นมีมากมายหลากหลายวิธี

 

1. เสื้อกันหนาว-ผ้าห่ม : สำคัญมากสำคัญทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ร่ายกายของคนเราไม่สามารถทนความหนาวเย็นได้ตลาดเวลา ขนาดอยู่ในห้องแอร์เรายังทนไม่ได้เลย แต่นี่คืออากาศหนาวที่มาจากธรรมชาติ ซึ่งหนาวยิ่งกว่าในห้องแอร์อีก อย่าฝืน อย่าทนอากาศหนาวเด็ดขาด หาเสื้อกันหนาวหรือผ้าห่มที่มีความหนาพอสมควรควร สำหรับทำให้ร่างกายอบอุ่นตลอดเวลา

 

 

 

 

 

 

 

2. เครื่องทำน้ำอุ่น : อากาศหนาว หลายคนก็หลีกเลี่ยงที่จะอาบน้ำเย็นหรือเย็นจัด ขออาบเป็นน้ำร้อนแทน แต่จริงๆ แล้วการอาบน้ำร้อนบ่อยๆ อันตรายต่อผิวของเราอย่างมาก ทางที่ควรใช้เครื่องทำน้ำอุ่นให้เป็นประโยชน์ โดยอาบน้ำอุ่นในอุณหภูมิที่พอดีกับร่างกายจะดีกว่า

 

 

 

 

 

 

 

 

3. ทานเครื่องดื่มร้อนๆ อุ่นๆ : กาแฟร้อน โกโก้ร้อน รวมไปถึงเครื่องดื่มต่างๆ ที่เป็นเครื่องดื่มร้อน จะช่วยคลายความหนาวในร่างกายของคุณได้อย่างดีเลยทีเดียว นอกจากนี้ หากจะรับประทานน้ำดื่ม ก็ควรเลือกดื่มน้ำอุ่นจะดีต่อร่ายกาย หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำที่ต้มจนร้อนสุกเด็ดขาด อันตรายต่อร่างกายและช่องปากอย่างมาก

 

 

 

 

 

 

 

4. ปิดแอร์ : เชื่อว่าในช่วงฤดูหนาว หลายบ้านก็ไม่เปิดแอร์ เพราะเปิดแล้วก็จะทำให้ยิ่งหนาวมากขึ้น นี่ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีที่ในช่วงฤดูหนาวจะช่วยเราประหยัดค่าไฟจากเครื่องปรับอากาศได้อย่างมากเลยทีเดียว แต่ถ้าจำเป็นต้องมีลมพัดสักเล็กน้อยภายในบ้าน ใช้เป็นพัดลมก็จะช่วยได้

 

 

 

 

 

 

 

5. ออกกำลังกาย : การออกกำลังกายจะช่วยให้ร่างกายเกิดความอบอุ่น ทุกเช้าในช่วงฤดูหนาว ลองใช้เวลาสัก 30 นาที ลุกขึ้นมาออกกำลังกายด้วยกายวิ่งหรือยืดเสนยืดสายสักเล็กน้อย เพื่อช่วยคลายความหนาวในร่ายกายของเรา

 

 

 

 

 

 

 

 

6. ผิงไฟ : อันนี้เป็นวิธีคลายความหนาวที่คลาสลิกมากๆ เห็นได้จากในต่างจังหวัด พื้นที่ทุรกันดาร โดยเฉพาะถ้าต้องอยู่ภายในป่า การก่อกองไฟ นั่งล้อมวงอยู่ริมกองไฟ เป็นวิธีช่วยคลายความหนาวได้อย่างดีเลยทีเดียว

 

 

 

 

 

 

 

7. ทาโลชั่น : สำคัญมากๆ ไม่ว่าจะหญิงหรือชายถ้าไม่อยากผิวแตกหรือผิวเสีย อย่าลืมทาโลชั่นเพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่ผิวพรรณ เพื่อที่ผิวพรรณของคุณจะได้ไม่แตกหรือเสียเนื่องจากากาศที่หนาวจัด

 

 

 

 

 

 

 

 

อีกไม่กี่วันก็จะเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างเป็นทางการแล้ว คุณเองก็อย่าลืมเตรียมพร้อมรับมือฤดูหนาวด้วยวิธีที่กล่าไป อาจจะไม่ต้องทุกข้อก็ได้ รับรองเลยว่าถ้าคุณเตรียมความพร้อมไว้แล้ว เมื่อหน้ากนาวเข้ามาเยือนในประเทศไทย คุณจะใช้ชีวิตในช่วงหน้าหนาวได้อย่างสบายในที่สุด