Welltitude

สะกดจิต-รักษาซึมเศร้า-ช่วยบรรเทาได้จริงหรือ_web.jpg

ช่วงนี้ “โรคซึมเศร้า” ถือเป็นโรคที่ใครหลาย ๆ คน เข้าข่ายป่วยเป็นโรคนี้จำนวนมาก บางคนมีสติรู้วิธีในการรับมือและรักษา แต่บางคนจมอยู่กับโรคดังกล่าว รับมือไม่ไหว ทรมานกับการมีชีวิตอยู่ จนสุดท้ายบานปลายไปจนถึงการฆ่าตัวตาย

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ การสะกดจิต (Hypnotherapy หรือ Hypnosis) เป็นหนึ่งในการรักษาด้วยวิธีจิตบำบัด มุ่งเน้นไปที่ระดับจิตสำนึก วิธีการรักษานี้มักใช้เพื่อช่วยบรรเทาอาการบาดเจ็บในระยะยาว หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรม อาทิ บรรเทาอาการเจ็บปวดเรื้อรัง หรือช่วยในการเลิกสูบบุหรี่ เป็นต้น

ส่วนใครที่อยู่ในภาวะความเครียดหรือวิตกกังวล การสะกดจิตถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่อาจช่วยในการรักษาได้ ดังนั้น การสะกดจิตจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ถูกนำมาใช้เพื่อช่วยบรรเทาความเครียดหรืออาการวิตกกังวลร่วมกับทำการรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ อาทิ ควบคุมอาการเจ็บปวด ในผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บปวดที่สืบเนื่องมาจากโรคที่เป็น เช่น โรคมะเร็ง โรคลำไส้แปรปรวน นอกจากนี้ ยังช่วยรักษาอาการทางจิต และฟื้นฟูสุขภาพจิต เช่น รักษาภาวะซึมเศร้า ช่วยในการปรับเปลี่ยนอารมณ์ หรือช่วยให้ผู้ป่วยมีความหวังมากขึ้น ล้วนเป็นสิ่งที่การรักษาด้วยการสะกดจิตสามารถช่วยได้

สำหรับการรักษาวิธีนี้ถือเป็นวิธีการรักษาบำบัดทางจิต เพราะระหว่างที่ผู้ป่วยอยู่ในภาวะถูกสะกดจิตนั้น จะช่วยให้แพทย์สามารถทราบได้ว่า ผู้ป่วยมีความทรงจำ ความคิด ความรู้สึกที่เจ็บปวดซึ่งถูกซ่อนเอาไว้อย่างไรบ้าง อีกทั้งการสะกดจิตยังช่วยปรับเปลี่ยนการรับรู้ของผู้ป่วย เช่น ปิดกั้นอาการเจ็บปวดที่เกิดจากโรคหรือการรักษาอื่น ๆ ได้

ปัจจุบัน การรักษาด้วยการสะกดจิตในปัจจุบันมีด้วยกัน 2 วิธี ได้แก่ การรักษาแบบให้คำแนะนำ เพื่อให้ผู้ป่วยมีการตอบสนองที่ดีขึ้นต่อคำแนะนำต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมบางอย่างได้ และการรักษาแบบวิเคราะห์ผู้ป่วย เป็นการสะกดจิตที่มุ่งเน้นไปที่การหาสาเหตุของโรค อาการ หรือพฤติกรรมต่าง ๆ เมื่อผู้เชี่ยวชาญทราบถึงสาเหตุแล้วก็จะช่วยให้การรักษาในขั้นต่อไปทำได้ตรงจุดมากขึ้น

การสะกดจิตถือเป็นวิธีการรักษาที่มีข้อดีอยู่ไม่น้อย เป็นการรักษาที่มักนำมาใช้เพื่อช่วยส่งเสริมการรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ โดยไม่ต้องพึ่งการรักษาอื่น ๆ ที่อาจส่งผลข้างเคียงรุนแรงต่อผู้ป่วย เนื่องจากการสะกดจิตเป็นการรักษาที่ปลอดภัย และมีผลข้างเคียงน้อย แต่การสะกดจิตนี้อาจไม่ได้ผลกับทุกคนเสมอไป และเป็นเพียงการรักษาแบบแพทย์ทางเลือก โดยการรักษาด้วยวิธีนี้มักนำมาใช้เพื่อการรักษาทางจิตเวช อย่างภาวะซึมเศร้าที่มักมีความแปรปรวนทางอารมณ์  และมีพฤติกรรมที่ผิดปกติ ซึ่งการสะกดจิตนั้นจะสามารถช่วยให้สภาพจิตใจ และอารมณ์ของผู้ป่วยดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยแก้ไขพฤติกรรมที่ผิดปกติได้อีกด้วย

ถึงแม้ว่าการสะกดจิตจะเป็นวิธีการรักษาแบบแพทย์ทางเลือกที่ยังไม่มีผลการศึกษายืนยันอย่างแน่ชัด เนื่องจากงานวิจัยเกี่ยวกับการสะกดจิตยังเป็นเพียงการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างเล็ก ๆ เท่านั้น แต่การสะกดจิตถือเป็นวิธีการรักษาที่น่าสนใจ หากผู้ป่วยต้องการลองเข้ารับการรักษาด้วยวิธีนี้ก็ควรจะเลือกเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลที่มาตรฐานและมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในการด้านการสะกดจิตอย่างเพียงพอ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลข้างเคียง หรือเกิดความเสียหายรุนแรงที่เกี่ยวกับสุขภาพตามมาในระยะยาว

 

และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


ปั้นหุ่นเป๊ะใน-1-เดือน-ด้วย-สควอช_web.jpg

สาวๆ หลายคนคงจะมีปัญหาเรื่องของน้ำหนักตัวหรือเรื่องหุ่นที่อาจจะอ้วนหรือมีแขนหรือต้นขาที่ใหญ่กันใช่ไหม แต่ในใจคืออยากมีหุ่นสวยๆ กล้ามเนื้อกระชับสัดส่วนเหมือนผู้หญิงสวยๆ คนอื่นๆ แต่ไม่รู้จะใช้วิธีการอย่างไรดีในการลดน้ำหนัก ลองใช้วิธีการเล่น “สควอช” ดูไหม

บางคนอาจจะยังไม่รู้จักกับคำว่า “สควอช” ว่าเป็นกีฬาอะไร อย่างไร จริงๆ แล้ว “สควอช” เป็นท่าออกกำลังกายประเภทย่อยืดหรือลุกนั่งที่โฟกัสไปที่บริเวณส่วนล่าง สามารถทำได้ง่ายๆ ทุกที่ ทุกเวลา ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้านหรือสวนสาธารณะหรือแม้กระทั่งในฟิตเนส และกีฬาประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์อย่างดัมเบลล์หรือเบาะรองพื้นให้วุ่นวาย

วิธีออกกำลังกายด้วยการ “สควอช” ไม่ยาก เพียงแค่คุณวางเท้าทั้ง 2 ข้างให้กว้างพอดีกับบริเวณหัวไหล่ จากนั้นยืนให้เท้าติดกับพื้น มือทั้ง 2 ข้างยืดไปข้างหน้าขนานกับพื้น ย่อตัวลง ดันสะโพกไปด้านหลัง หลังตรง ทำท่าเหมือนจะนั่งเก้าอี้ เข่าของเราจะต้องเป็นเส้นตรงต่อปลายเท้าตลอดเวลา ตั้งแต่ย่อจนถึงยืนขึ้น จากนั้นให้ดันตัวแรงขึ้นด้วยแรงจากขากลับสู่ท่ายืนนับเป็น 1 ครั้ง ทำเช่นนี้ให้ครบจำนวนครั้งในแต่ละวัน

การเล่น “สควอช” ให้เกิดประสิทธิภาพ มีต้นขาที่สวยงาม ควรจัดเป็นตาราง 1 เดือน ค่อยๆ เพิ่มระดับและจำนวนขึ้น ถามว่าต้องทำทุกวันเลยไหม สามารถหยุดพักได้หรือไม่ จริงๆ คือไม่ควรหักโหมถึงขนาดต้องทำทุกวันแบบไม่มีวันหยุด ควรมีวันหยุดพักผ่อนให้ร่างกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 วัน หากยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร ลองทำตามตารางที่เราจัดมาให้ตามนี้เลย

 

 

การ “สควอช” ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้บั้นท้ายและขาที่สวยงาม หากทำเป็นประจำติดต่อกัน มีวินัย ไม่ขี้เกียจ หมั่นทำบ่อยๆ ให้ได้ตามตารางออกกำลังกาย รับรองเลยว่าคุณจะต้องว้าวกับรูปร่างของคุณแน่นอน


วิ่งมาราธอน-เทรนด์ใหม่ของคนอยากพบชีวิตใหม่_web.jpg

คุณเคยไหม เบื่อชีวิตของตัวเองที่เป็นอยู่ตอนนี้ ชีวิตต้องพบเจอสิ่งที่มันเหมือนเดิมๆ ตลอดเลย จะมีวิธีไหนบ้างที่จะช่วยให้เราค้นพบชีวิตใหม่ แล้วถ้าบอกว่า “การวิ่ง” โดยเฉพาะ “การวิ่งมาราธอน” จะช่วยเปลี่ยนชีวิตของคุณได้ คุณสนใจไหม

“If you want to run, run a mile. If you want to experience a different life, run a marathon.” / “ถ้าคุณอยากวิ่ง คุณวิ่งแค่กิโลเดียวก็พอ แต่ถ้าคุณอยากพบชีวิตใหม่ คุณค่อยไปวิ่งมาราธอน” ข้อความนี้มาจาก Emil Zatopek นักวิ่งระยะไกลเจ้าของฉายา หัวรถจักรชาวเชค เขาเป็นเจ้าของเหรียญทองการแข่งขันวิ่ง 10,000  เมตร ในการแข่งขันโอลิมปิค ปี 1948 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และชื่อของเขาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง เมื่อเขากวาด 3 เหรียญทองรายการวิ่งระยะไกลทั้งหมด (5  กิโลเมตร,  10 กิโลเมตร และมาราธอน) ในการแข่งขันโอลิมปิค ปี 1952 ที่กรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์

ข้อความดังกล่าวได้ถูกนำมาถ่ายทอดอีกครั้งในภาพยนตร์เรื่อง “รัก 7 ปี ดี 7 หน” ตอน 42.195 จากตัวละครที่รับบทโดยนิชคุณ หรเวชกุล ที่พูดไว้กับหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งอยากจะวิ่งเพื่อลืมสิ่งเก่าๆ และได้พบเจอกับชีวิตใหม่ที่ดีขึ้น แล้วการวิ่งมาราธอนจะทำให้เราได้พบกับชีวิตใหม่จริงหรือ?

หลายปีที่ผ่านมา เราจะเห็นว่าในพื้นที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัดตามเมืองใหญ่ๆ จะมีกิจกรรมงานวิ่งต่างๆ เกิดขึ้นมากมายทุกเช้ามืดของวันเสาร์และวันอาทิตย์ และเกิดขึ้นแทบทุกสัปดาห์ตั้งแต่ต้นปีไปจนถึงปลายปี จะเห็นว่ามีนักวิ่งหรือกลุ่มคนที่รักการออกกำลังกายเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก จะเห็นได้ว่าผู้คนหันมาสนใจเรื่องของสุขภาพมากขึ้น ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากรูปแบบการดำเนินชีวิตที่รวดเร็วมากขึ้น ทำให้เกิดเทรนด์ Run for new life หรือ “วิ่งสู่ชีวิตใหม่” ขึ้นมา งานมาราธอนจึงเป็นอีกหนึ่งสนามสำคัญสำหรับการวิ่งไปสู่ชีวิตใหม่

จะบอกว่า “การวิ่งมาราธอน” ไม่ใช่สนามสนามแข่งขันเพื่อต้องวิ่งเข้าเส้นชัยเป็นคนแรก ช่วงชิงการเป็นที่หนึ่ง ไม่ได้เป็นการแข่งขันกับคนอื่น แต่เป็นการแข่งขันกับจิตใจเราเอง การที่คุณตัดสินใจออกมาวิ่งมาราธอน นั่นหมายความว่าคุณได้ตั้งเป้าหมายให้กับตัวเองแล้ว ในการที่จะเอาชนะเป้าหมายของตัวเอง เมื่อกายพร้อม ใจพร้อม เราก็ทำได้ เพียงแค่เรามีเป้าหมาย

 

วิธีการตั้งเป้าหมายให้กับตัวเราเองในการลงวิ่งมาราธอน คือ SMART อธิบายได้ตั้งนี้

S = Specific : ชัดเจน เฉพาะเจาะจง ว่าเราจะต้องวิ่งด้วย 2 ขาของเราเท่านั้น

M = Measurable : วัดผลได้ ด้วยระยะทาง 42.195 กิโลเมตร

A = Achievable : เอื้อมถึงได้ เพราะมีคนเคยวิ่งมาราธอนสำเร็จมาแล้ว

R = Realistic : อยู่ในโลกแห่งความจริง

T = Time limit : มีการกำหนดเวลาที่ชัดเจน เช่น ใช้เวลาน้อยกว่า 7 ชั่วโมง

 

สำหรับใครที่เพิ่งเริ่มต้น อยากลองไปวิ่งมาราธอน แต่ไม่เคยฝึกมาก่อน เอาง่ายๆ แค่คุณคิดว่าคุณจะ “เปลี่ยน” ตัวเอง เพื่อไปสู่ชีวิตใหม่ ด้วยการตัดสินใจลุกขึ้นมาวิ่ง ไม่ว่าจะ 500 เมตร หรือ 1 กิโลเมตร ซึ่งแรกๆ อาจจะเป็นอะไรที่ฝืนใจมากๆ เพียงเท่านี้คุณก็สามารถเอาชนะใจตัวเองไปได้แล้วขั้นหนึ่ง

ระหว่างนั้นที่เราวิ่ง โดยเฉพาะมือใหม่หัดวิ่งจะต้องรู้สึกเหนื่อย “ไม่ไหวแล้ว เหนื่อยแล้ว เลิกวิ่งดีกว่า” เป็นเรื่องธรรมดาและปกติอย่างมากที่ความรู้สึกแบบนี้จะแว๊บเข้ามาในหัวของเรา แต่ถ้าคุณเลือกที่จะเอาชนะเป้าหมายด้วยการสู้ต่อ คุณก็สามารถเอาชนะใจตัวเองไปได้อีกขั้นเช่นกัน และเมื่อเราผ่านจุดนั้นมาได้จริงๆ การวิ่งมาราธอนจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป และคุณก็จะพบกับชีวิตใหม่แน่นอน

สำหรับคนที่เคยมีโอกาสได้ผ่านสนามวิ่งมาราธอนมาแล้ว ต่างรู้สึกภาคภูมิในการเอาชนะเป้าหมายของตัวเองเมื่อถึงเส้นชัย เพราะชีวิตใหม่ที่พวกเขาได้พบเจอนั้น คือ การออกมาวิ่งหรือออกกำลังกาย ช่วยลดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้ , ทำให้ร่างกายสุขภาพแข็งแรง , รูปร่างของเราจะค่อยๆ ผอมลงและสมส่วน , ทำให้เรามีวินัยในการออกกำลังกายมากขึ้น , ลดาวะความเครียด และยังเป็นเกราะป้องกันโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้อีกด้วย

ฉะนั้น จะเห็นได้เลยว่าการวิ่งสามารถเปลี่ยนชีวิตของคุณได้ ตราบใดที่ยังคิดว่าไหว ขาก็ยังไม่หยุดวิ่ง และเมื่อนั้นการวิ่งจะเปลี่ยนชีวิตคุณจริงๆ เพียงแต่ตัวคุณเท่านั้นเองที่พร้อมจะเปลี่ยนชีวิตของตัวเองไปในทางที่ดีขึ้นแล้วหรือยัง?


ธรรมะ-ชนะ-มะเร็ง_web.jpg

“มะเร็ง” ชื่อนี้ฟังดูแล้วก็รู้สึกน่ากลัว ขยะแขยง น่ากลัว ไม่อยากได้ยิน และก็ไม่มีใครอยากเป็นโรคนี้สักเท่าไหร่ เพราะเมื่อป่วยโรคนี้ขึ้นมาจริงๆ การรักษาให้หายขาดมีความน่าจะเป็นที่น้อยถึงน้อยมาก ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการรักษาค่อนข้างสูงราวเลข 5 หลักขึ้นไป โรคนี้หากเกิดขึ้นกับใคร ก็ล้วนมีแต่ความทุกข์ทั้งนั้น

จากสถิติของกระทรวงสาธารณสุข พบว่า คนไทยเสียชีวิตจากโรคมะเร็งมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ โรคมะเร็งที่พบบ่อยมากที่สุด คือ มะเร็งตับ มะเร็งของท่อน้ำดี มะเร็งปอด และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ในเพศหญิงพบผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก และมะเร็งเต้านม มากที่สุด ส่วนในเพศชายพบมะเร็งช่องปากและลำคอ และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มากที่สุด โรคมะเร็งเกือบทุกชนิดรักษาได้ผลดีหากตรวจพบในระยะแรกเริ่ม แต่หากปล่อยจนโรคลุกลามมากขึ้น การรักษาก็จะซับซ้อนยุ่งยากมากขึ้น และผลการรักษามีทั้งที่ได้ผลและไม่ได้ผล

แต่เชื่อหรือไม่ว่า “ธรรมะ” สามารถช่วยรักษาโรคมะเร็งได้ เรื่องนี้ถูกเขียนไว้ในหนังสือ “ธรรมะพิชิตมะเร็ง” เป็นหนังสือแจกฟรีภิกษุณี ซึ่งได้บอกถึงเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นกับ น.ส.วิมล บุญยง หรือ “หลวงพี่ป๊อป” เมื่อครั้งเคยเข้ารับการรักษาโรคมะเร็งปอด โดยหลวงพี่ป๊อปเล่าว่า ระหว่างที่ป่วยนั้นทำให้ตนมีความคิดดีๆ เช่น ไม่รักษาก็ตาย ถึงแม้รักษาหายหรือไม่หายก็ต้องตายอยู่ดี เราไม่ได้รักษาเพื่อจะไม่ตาย แต่เรารักษาโรคเพื่อที่จะยืดชีวิตไปอีกสักหน่อย

และตอนที่รักษาโรคมะเร็งรู้สึกว่าทรมานมาก ในครั้งนั้นรู้สึกสิ้นหวังกับแพทย์แผนปัจจุบัน จึงแสวงหาหนทางการรักษาแบบใหม่ๆ โดยการกลับเข่าไปหาวิถีโบราณที่สุด คือ เดินธุดงค์ออกกำลังกาย 15 กิโลเมตร จากห้วยขาแข้งมาที่วัดป่าเลไลยก์ จ.นครสวรรค์ และได้อธิษฐานจิตต่อหน้าพระพุทธรูปปางลีลาองค์ใหญ่ จะไม่ขอว่าให้หายภายใน 3 วัน 7 วัน แต่ขอให้หายโดยปาฏิหาริย์ ระหว่างทางจะสวดคาถาชินบัญชร 108 จบ หลังจากสิ้นสุดการเดินธุดงค์ กลับไปนอนพบว่า อาการเจ็บป่วยลดลงประมาณ 50% วันต่อมาอาการเจ็บป่วยลดลงเหลือประมาณ 1๐% วันต่อมาไม่มีอาการเจ็บเหลืออยู่เลย

หลวงพี่ป๊อบบอกว่า การป่วยหนักๆ ทำให้ได้ความคิดใหม่ๆ เกิดขึ้นว่า ถึงรักษาก็ยังต้องตายอยู่ดี ดังนั้น เมื่อรักษาก็ตาย ไม่รักษาก็ตาย แต่เลือกที่จะรักษาเพื่อยืดชีวิตออกไปอีกสักหน่อย แล้วเอาช่วงเวลาที่ยืดออกไปนั้นมาทำประโยชน์ตน ประโยชน์โลก

นอกจากนี้ อดีตนักแสดงอาวุโส “เมตตา รุ่งรัตน์” ที่เคยป่วยเป็นโรคมะเร็ง จากเหตุที่สามีของตนสูบบุหรี่กระทั่งป่วยเป็นโรคถุงลมโป่งพอง และเสียชีวิต ถึงแม้ว่าคุณเมตตาไม่ได้สูบเอง แต่เจ้าตัวต้องสูดควันบุหรี่จากคนรอบข้าง ซึ่งก่อนหน้านี้เคยป่วยมา 10 กว่าโรค และเป็นโรคหนักๆ ทั้งนั้น อาทิ โรคภูมิแพ้ หอบหืด และมะเร็ง เจ้าตัวมองว่าเป็นเรื่องของระบบร่างกายและธรรมชาติ การเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดาที่จะเกิดขึ้นกับทุกคน ถ้าจิตเราตก เราก็จะแพ้กับโรคภัยไข้เจ็บ เจ้าตัวจึงตัดสินใจนำเอาธรรมะมาช่วยรักษาจิตใจ เพื่อให้จิตใจข้มแข็ง ถ้าให้อธิบายก็คือ “ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว” จิตใจต้องเข้มแข็งเหนือร่างกาย จิตใจต้องอยู่เหนือโรค ถ้าจิตใจของเราเข้มแข็ง เราก็จะสู้กับโรคร้ายดังกล่าวได้

สุดท้าย ไม่กว่าตัวเราหรือคนรอบข้างจะป่วยหรือเกิดเป็นโรคอะไรสักอย่าง เราคงต้องทราบสาเหตุของการเกิดโรคเสียก่อน จึงจะหาทางป้องกันได้ หากเรารู้จักใส่ใจ ป้องกันตัวเองตั้งแต่แรกมิให้เกิดโรคขึ้น ก็จะเป็นการตั้งรับที่ดีที่สุด เพื่อรักษาโรคดังกล่าวให้หายได้ตั้งแต่เนิ่นๆ

 


รู้จัก-มนุษย์อินโทรเวิร์ต-หรือโรคอยากอยู่คนเดียว_WEB.jpg

เคยเป็นไหม? ไม่ชอบออกไปพบปะสังสรรค์กับผู้คนภายนอก ไม่ชอบการที่ต้องอยู่กับผู้คนมากมาย ต้องการที่จะอยู่เงียบ ๆ คนเดียว คนพื้นที่ส่วนตัว หากมีความจำเป็นต้องออกมามันจะเป็นการอึดอัดและไร้ความสุขอย่างมากที่ต้องอยู่ท่ามกลางผู้คนจำนวนมาก นั่นอาจจะบ่งบอกได้ว่า คุณเข้าข่ายเป็นคน Introvert

อย่างที่บอกไปข้างต้นว่าอาการของคนเป็น Introvert คือการมีโลกส่วนตัวเป็นของตัวเอง ซึ่งหลายคนเข้าใจผิดคิดว่า Introvert เป็นโรคชนิดหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงแล้ว เป็นเพียงบุคลิกเฉพาะรูปแบบหนึ่งของคนประเภทหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ความผิดปกติทางจิตแต่อย่างใด อาการของคนเป็น  Introvert แบ่งได้เป็น 4 ลักษณะ คือ

1. ชอบเข้าสังคมเล็กๆ : คนกลุ่มนี้เข้าได้สำหรับกลุ่มคนกลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้น อาทิ ครอบครัว เพื่อนสนิทมากๆ เพราะเขารู้สึกสบายใจ สามารถแสดงความเป็นตัวของเองได้อย่างเต็มที่

2. โลกส่วนตัวสูง : คนกลุ่มนี้ชอบคิด หมกมุ่นกับความคิดของตัวเอง มีความคิดที่เป็นโลกส่วนตัวและจินตนาการที่เป็นของตัวเอง

3. รักสันโดษ : คนกลุ่มนี้ชอบอยู่คนเดียว เพราะรู้สึกไม่สบายใจหรือรู้สึกไม่ดีที่ต้องอยู่กับผู้คนจำนวนมาก คนกลุ่มนี้มีทักษะการเข้าสังคมที่ไม่ดีนัก จึงชอบอยู่คนเดียวมากกว่า

4. คิดก่อนเสมอ : คนกลุ่มนี้จะใช้เวลาไปกับการคิดกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำ กลัวว่าสิ่งที่ทำออกไปจะเป็นสิ่งที่ไม่ดีหรือผิด กลัวคนอื่นจะไม่ชอบหรือประทับใจ

 

Introvert กับ Extrovert แตกต่างกันหรือไม่?

Introvert กับ Extrovert แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว เพราะลักษณะของคนเป็น Introvert คือคนที่ต้องออกไปใช้ชีวิตนอกบ้าน เสร็จภารกิจแล้วก็จะกลับบ้านทันที ไม่แวะไปไหนต่อเด็ดขาด เพราะการได้กลับบ้านหรือนั่งในที่เงียบ ๆ คนเดียว ทำให้เขามีพลังมากขึ้น ถ้าให้เปรียบเทียบก็จะคล้าย ๆ โทรศัพท์มือถือที่ต้องเอาไปใช้งานนอกบ้าน และเมื่อแบตเตอรี่ใกล้หมด ก็จะต้องกลับมาชาร์จที่บ้านเท่านั้น

ส่วนอาการ Extrovert  แตกต่างกับ Introvert ตรงที่ เปรียบเสมือนเครื่องโซลาเซลล์ที่ต้องออกไปพบเจอกับแสงสว่างของพระอาทิตย์ข้างนอก พบปะกับผู้คน และเมื่อกลับบ้านก็จะหมดพลัง น้องสาวจึงต้องออกไปเติมพลัง ด้วยการพบปะพูดคุยกับผู้คน แล้วเมื่อกลับบ้านอยู่คนเดียวก็จะรู้สึกเหงามาก ๆ เหมือนไม่มีพลังงาน ฉะนั้น การกลับบ้านจึงเป็นเพียงนอนพักผ่อนเป็นส่วนใหญ่

Carl Jung นักจิตวิทยาชาวสวิตเซอร์แลนด์ เล่าว่า คนเป็น Introvert จะถูกดึงดูดเข้าสู่โลกของตัวเอง มีทั้งความคิดและความรู้สึก ชอบอยู่คนเดียวโดยลำพัง ใช้เวลาครุ่นคิด สำรวจตัวเอง จะรีชาร์จแบตเตอรี่ภายในตัวเองด้วยการอยู่คนเดียว ส่วนคนที่เป็น  Extrovert จะถูกดึงดูดเข้าหาชีวิตภายนอกที่เกี่ยวพันกับผู้คนและกิจกรรมต่าง ๆ จะรีชาร์จแบตเตอรี่เมื่อเขาคิดว่ายังเข้าสังคมหรือพบปะผู้คนได้ไม่มากพอ

 

Introvert ไม่ใช่โรคซึมเศร้า

บางคนเข้าใจว่าอาการ Introvert มีลักษณะคล้ายคลึงกับโรคซึมเศร้า เพราะดูจากลักษณะการเก็บตัว ไม่เข้าสังคม ชอบอยู่คนเดียวแล้ว ช่างคล้ายคลึงกับโรงซึมเศร้าอย่างมาก สำหรับคนที่มีอาการ Introvert จะมีความเสี่ยงสูงต่อโรคซึมเศร้า หากพบว่าตนเองไม่เข้าใจอารมณ์และบุคลิกภาพ พยายามนำตนเองไปเปรียบเทียบกับผู้อื่น จนทำให้เกิดความกดดันกับตนเอง ก็ส่งผลทำให้เกิดภาวะความเครียด และเมื่อเครียดมาก ๆ ก็ส่งผลต่อภาวะของโรคซึมเศร้าได้เช่นกัน จึงทำให้คนที่เป็น Introvert จึงมีความสุขได้ไม่มากเท่ากับคนที่เป็น Extrovert มีงานวิจัยระบุว่า คนที่มีเป็น Extrovert จะมีความสุขมากกว่า มีแนวโน้มเป็นโรคซึมเศร้าน้อยกว่าคนที่มีบุคลิกแบบ Introvert

 

คน Introvert ก็มีข้อดี

คนที่เป็น Introvert ก็คือคนที่ไม่ชอบสุงสิงกับใคร มีโลกส่วนตัวสูง ชอบอยู่คนเดียว ซึ่งนั่นอาจจะไม่ได้เป็นข้อเสียไปซะทั้งหมด ข้อดีของคนประเภทนี้ก็มีเช่นกัน เพราะคน Introvert จะได้รับผลกระทบต่อพฤติกรรมอันตรายน้อย เนื่องจากชอบอยู่ในกรอบและไม่ค่อยลองทำอะไรใหม่ ๆ จึงไม่นิยมทำกิจกรรมอันตราย นอกจากนี้ ยังได้รับผลกระทบต่อโรคกลัวการตกกระแสน้อยกว่า เพราะมักไม่กังวลเรื่องการรักษาภาพลักษณ์หรือการสร้างความกลมกลืนกับบุคคลอื่น

 

ลองสำรวจพฤติกรรมตัวคุณคุณเองและคนรอบข้างดูว่ามีพฤติกรรมการเก็บตัวเงียบคนเดียวหรือไม่ หากพบว่าเขาเข้าข่ายเป็น Introvert ก็พยายามตั้งสติ เปิดใจให้กว้าง ทำความเข้าใจเขาว่าอะไรที่เขาชอบ-ไม่ชอบ พูดคุยกับเขาแบบปกติ อย่าไปแสดงความรังเกียจเขา เพราะนั่นอาจจะทำให้เขารู้สึกเครียดกับสิ่งที่เขาเป็น ขณะเดียวกัน อย่าใช้อำนาจในการบังคับหรือออกคำสั่งให้เขาทำโน่นทำนี่ เพราะคน Introvert จะไม่ชอบการอยู่ภายใต้อำนาจคำสั่งของใคร เขาจะมีเส้นทางของเขาแบบมีขั้นตอนและมีแผน หากยิ่งไปบังคับเขา เขาก็จะยิ่งหนีทันที อย่างไรก็ตาม จะเอาใจเขามาใส่ใจเรา สิ่งใดที่เขาชอบก็จงทำต่อไป สิ่งใดที่เขาไม่ชอบก็จงหลีกเลี่ยงที่จะกระทำ สิ่งใดที่เขาทำผิด ก็ค่อย ๆ พูดคุยด้วยเหตุผล ไม่ใช้อารมณ์เป็นตัวแปรหลัก ที่สำคัญท่องจำเอาไว้เสมอว่า  Introvert ไม่ใช่โรคร้ายน่ารังเกียจ แต่เป็นแค่บุคลิกเฉพาะรูปแบบหนึ่งเท่านั้น


ชกมวย-ออกกำลังกายที่ดีต่อกายและใจ_web.jpg

ต้องบอกเลยว่ายุคนี้เป็นยุคที่หนุ่มสาวคนรุ่นใหม่เริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การพักผ่อนที่เพียงพอ การออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักและรักษารูปร่าง หนึ่งในกีฬาที่คนรุ่นใหม่หันมาให้ความสนใจกันก็คือ “ชกมวย” นั่นเอง

“มวยไทย” ถือเป็นการละเล่นพื้นบ้านที่มีคุณลักษณะของการต่อสู้ป้องกันตัวด้วยการใช้อวัยวะในส่วนที่สามารถใช้ทำอันตรายคู่ต่อสู้ได้ มาใช้งานอย่างชาญฉลาดและมีศิลปะอย่างสูง เช่น หมัด ศอก แขน เท้า แข้ง และเข่า เป็นต้น มวยไทยถือได้ว่าเป็นศิลปะประจำชาติและเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นประการหนึ่งของคนไทยตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน

การชกมวยเป็นการออกกำลังกายที่ใช้ทักษะการปะทะกับคู่ต่อสู้ มวยไทยเป็นกีฬาที่ใช้กล้ามเนื้อและใช้พลังงานสูงมาก ถือเป็นการออกกำลังกายแบบเต็มรูปแบบที่ดี เพราะคุณจะได้ใช้กล้ามเนื้อในทุกส่วนและทำให้การเต้นหัวใจเพิ่มขึ้น เลือดสูบฉีดดีขึ้น แม้ว่าหลายคนจะมองว่ามวยเป็นกีฬาที่อันตราย เป็นสาเหตุให้สมองได้รับการกระทบกระเทือน แต่การชกมวยที่ไม่ต้องไปต่อยกับใครจริงๆ เช่น การเตะต่อยกระสอบทราย ก็มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย จะเห็นได้ว่าเหล่าดาราและคนดังใช้การออกกำลังกายด้วยการชกมวยเป็นการดูแลรูปร่าง อย่างเช่น ลีเดีย ศรัณรัตน์ , ยิปซี คีรติ , เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ , ปันปัน สุทัตตา , แมทธิว ดีน ฯลฯ แล้วเคยสงสัยหรือไม่ว่าการชกมวยมีประโยชน์อย่างไรบ้างต่อร่างกายและจิตใจ มาดูกันดีกว่า

 

ชกมวยช่วยลดน้ำหนัก

เคยสงสัยไหมว่าชกมวยจะช่วยลดน้ำหนักได้จริงหรือ? บอกเลยว่า จริง!!! การชกมวยเป็นการออกกำลังกายที่สนุกและเห็นผลได้อย่างรวดเร็ว เพราะการชกมวยเพียง 1 ชั่วโมง ช่วยเผาผลาญพลังงานในร่างกายได้รวดเร็ว ช่วยให้กล้ามเนื้อแต่ละส่วนกระชับ และส่งผลให้น้ำหนักลดลง

 

ชกมวยช่วยฝึกสมาธิ

การชกมวยนอกจากจะเป็นการออกกำลังกายแล้ว ยังเป็นการช่วยฝึกสมาธิของเราได้อีกด้วย เพราะขณะที่เตะ ต่อย ใช้หมัด เป็นการฝึกกล้ามเนื้อและสมอง ทำให้มีสมาธิที่ดีขึ้น และที่สำคัญเหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย

 

ชกมวยช่วยลดความเครียด ลดความวิตกกังวล

ชกมวยสามารถช่วยในเรื่องของอารมณ์ได้เป็นอย่างดี เพราะขณะที่เราออกกำลังกาย ร่างกายของเราจะหลั่งสารฮอร์โมนเอ็นโดรฟิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความสุขออกมา ทำให้เรามีความสุขมากขึ้น ฉะนั้น การชกมวยเป็นการออกกำลังกายแบบที่เข้มข้นสูงและต่ำสลับกันไป ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาไหนของการซ้อมมวยก็จะเป็นช่วงเวลาที่ใช้สมาธิสูง คุณจึงไม่มีเวลาที่จะไปคิดเรื่องอื่นให้ฟุ้งซ่าน

 

ชกมวยช่วยฝึกความแข็งแกร่งของร่างกาย

ชกมวยเป็นการฝึกร่างกายให้แข็งแกร่งทุกสัดส่วน เพราะการชกมวยจริงๆ นั้น ขาของคุณจะต้องไว มีฟุตเวิร์คที่ดีตลอดช่วงเวลาที่อยู่บนสังเวียน เพื่อที่จะสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างพลิ้วไหว ฉะนั้น การชกมวยจึงจำเป็นที่คุณจะต้องให้ความสำคัญกับความแข็งแกร่งของร่างกายทุกส่วน

 

ชกมวยช่วยให้ระบบการทำงานของหัวใจและหลอดเลือดดีขึ้น

ชกมวยช่วยกระตุ้นการทำงานของหัวใจและหลอดเลือดได้ดี เพราะเป็นการออกกำลังอีกรูปแบบหนึ่ง การชกมวยเป็นประจำจึงทำให้หัวใจและปอดของคุณทำงานได้ดีขึ้น ส่งผลต่อระบบการไหลเวียนโลหิตทั่วร่างกายเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

การชกมวยเป็นอีกหนึ่งเทรนด์การออกกำลังกายที่กำลังมาแรงในขณะนี้ และสิ่งที่คุณจะได้จากการออกกำลังกายในรูปแบบนี้ นอกจากจะได้รับประโยชน์ต่อสุขภาพของตัวเองในหลากหลายด้าน ผู้เล่นยังสามารถใช้ทักษะจากการฝึกมวยฟิตในชีวิตประจำวันได้ ทั้งในแง่ของการป้องกันตัว สร้างสมาธิในการทำงานหรือเรียนหนังสือ ช่วยป้องกันอาการบาดเจ็บจากสภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงอีกด้วย และที่สำคัญการชกมวยยังสามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้ถึง 800 แคลอรี่/ชั่วโมง ได้อีกด้วย


ผู้หญิงนั่งนานๆ-เสี่ยง-ภาวะเปราะบาง_web.jpg

“การนั่ง” เป็นอีกหนึ่งอิริยาบถของมนุษย์และถือเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต นอกจากนี้ ยังเป็นการพักผ่อนร่างกายและจิตใจเพื่อให้เกิดการผ่อนคลายจากอาการเมื่อยล้าต่างๆ แต่การนั่งเป็นเวลานานๆ ส่งผลอันตรายต่อสุขภาพ!

 ไม่ว่าจะเวลาทำงาน เวลานั่งเล่น หรือจะเวลาพักผ่อน ยิ่งนั่งนานมากเท่าไร โอกาสที่จะเสียชีวิตก็มีมากขึ้น แม้ว่าจะออกกำลังกายเป็นประจำก็ตาม มีงานวิจัยระบุไว้ว่า การนั่งเป็นเวลาติดกันนานเกินไปส่งผลให้หัวใจและหลอดเลือดแย่ลง เพิ่มความเสี่ยงของโรคเบาหวาน และสมองหดตัว และแย่กว่านั้นหากเป็นผู้สูงอายุ การนั่งนาน ๆ จะกลายเป็นสิ่งที่อันตรายอย่างยิ่ง ทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะพิการและเกิดภาวะสมองเสื่อม และอาจเกิดภาวะที่เรียกว่า “ร่างกายเปราะบาง”

ภาวะร่างกายเปราะบางคืออะไร? ภาวะเปราะบางไม่ใช่โรค แต่เป็นภาวะหนึ่งของร่างกายอยู่ตรงกลางระหว่างความสามารถในการทำงานได้และไม่ได้ อยู่ระหว่างรอยต่อของสุขภาพดีและเป็นโรค เปรียบเสมือนชีวิตอยู่บนเส้นด้าย เป็นปัญหาสุขภาพที่พบกันมากในหมู่ผู้สูงอายุ ส่งผลทางด้านร่างกายและจิตใจ ผู้ที่อยู่ในภาวะนี้ความสามารถในการทำงานของระบบต่าง ๆ จะลดลง ความรุนแรงเวลาเจ็บไข้ได้ป่วยจะมากขึ้น การทรงตัวย่ำแย่ อาจประสบอุบัติเหตุ อย่างเช่น เสียการทรงตัวและอาจล้มซึ่งเป็นสิ่งที่อันตรายมากสำหรับผู้สูงอายุ

 

“ร่างกายเปราะบาง” ส่งผลกระทบต่อผู้หญิงอย่างไรบ้าง?

นักวิจัยทั้ง 3 ท่าน ได้แก่ Maja Susanto, Ruth Hubbard และ Paul A Gardiner วิเคราะห์ข้อมูลจาก  Australian Longitudinal Study of Women’s Health โดยมีผู้หญิงที่เกิดระหว่างปี พ.ศ.2489-2494 เป็นผู้เข้าร่วมทดลอง โดยกลุ่มตัวอย่างรายงานเวลาที่ตนเองใช้นั่งในแต่ละวัน

นักวิจัยประเมินความเปราะบางของผู้หญิงโดยใช้สเกลที่เรียกว่า FRAIL ตั้งแต่ 0 (สุขภาพดี) ถึง 5 (อ่อนแอ) และแบ่งเวลาการนั่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ระดับต่ำ (3.5 ชั่วโมงต่อวัน) ระดับปานกลาง (5.5 ชั่วโมงต่อวัน) และระดับสูง (10 ชั่วโมงต่อวัน) อย่างไรก็ตาม The Centers for Disease Control and Prevention (CDC) ระบุว่า ผู้หญิงควรใช้เวลานั่งให้น้อยลง และหมั่นเคลื่อนไหวร่างกายบ่อยๆ ส่วนผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาที สัปดาห์ละ 2 วัน เพิ่มความแข็งแรงให้กับร่างกาย และลดภาวะความเปราะบาง

Paul A Gardiner หนึ่งในทีมนักวิจัย อธิบายความหมายของความอ่อนแอไว้ว่า “คนที่อยู่ในภาวะเปราะบางจะมีพลังสำรองที่ใช้สำหรับฟื้นตัวหลังจากเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บน้อยลง และยังมีความเสี่ยงสูงที่จะเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล เข้าไปอาศัยในบ้านพักคนชรา และเสียชีวิตก่อนวัยอันควร” การวิจัยครั้งนี้ทำให้เห็นว่า ถึงแม้ว่าผู้หญิงจะมีอายุยืนกว่าผู้ชาย แต่ก็มีปัจจัยอื่นที่จะเพิ่มความเสี่ยงในการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

จากงานวิจัยชิ้นนี้พบว่า ผู้หญิงที่ใช้เวลาในการนั่งนานๆ อย่างน้อย 10 ชั่วโมง/วัน หรือมากกว่านั้น มีความเสี่ยงสูงที่จะตกอยู่ในภาวะเปราะบาง ขณะที่ผู้หญิงที่ใช้เวลานั่งประมาณ 2 ชั่วโมง/วัน จะมีความเสี่ยงที่จะตกอยู่ในภาวะเปราะบางน้อยมาก

 

แล้วควรป้องกันการเกิดภาวะเปราะบางอย่างไร?

1.ออกกำลังกาย ทั้งออกกำลังกายต้านทานและการออกกำลังกายแอโรบิก โดย The Centers for Disease Control and Prevention (CDC) ระบุว่า ผู้หญิงควรใช้เวลานั่งให้น้อยลง และหมั่นเคลื่อนไหวร่างกาย ส่วนผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาที สัปดาห์ละ 2 วัน

2.ทานอาหารเสริม โดยเพิ่มระหว่างมื้ออาหาร อาหารเสริมโปรตีนช่วยในการรักษามวลกล้ามเนื้อ รวมถึงการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

3.ประเมินสิ่งแวดล้อมภายในบ้าน รวมถึงความปลอดภัย เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดการพลัดหกล้ม เช่น สร้างราวจับในห้องน้ำ ตรวจเช็ค พื้น ผนัง พื้นลาดเอียง อย่าให้ลื่น รวมถึงควรมีสภาพแสงที่เหมาะสมและระบบกดเรียกฉุกเฉิน

 

รู้แบบนี้แล้ว… ควรใช้ระยะเวลาในการนั่งให้พอดี และหมั่นออกกำลังกายให้พอเหมาะ เพื่อป้องกัน “ภาวะเปราะบาง” ภัยเงียบที่อาจเป็นฉนวนเริ่มแรกของปัญหาสุขภาพในระยะยาว


6-ไอเดียลดน้ำหนัก-ฉบับคนขี้เกียจ_web.jpg

“ทำงานหนักมาทั้งวันแค่คิดจะออกกำลังกายก็ขี้เกียจแล้ว! เวลาจะนอนยังแทบจะไม่มีเลย” คงเป็นเป็นปัญหาสำหรับใครหลายคน ที่แค่คิดจะลดน้ำหนัก จากปัญหาเวลาที่จำกัด ความเหนื่อยล้า และความอยากทานอาหาร วันนี้เรามีเคล็ด(ไม่)ลับแค่ปรับการใช้ชีวิตง่าย ๆ ด้วยวิธีการต่อไปนี้ รับรองว่าคุณจะมีหุ่นที่ดีแบบ “ไม่ต้องพยายาม”

1. เลือกทาน

เมื่อคิดถึงการลดน้ำหนัก สิ่งแรกที่คนทั่วไปคิดถึง คือ การอดอาหาร ซึ่งความเป็นจริงสิ่งที่ลดลง คือ มวลกล้ามเนื้อและจะยิ่งทำให้ร่างกายโหยหาจนตบะแตกในที่สุด เพราะฉะนั้นสิ่งที่ควรจะทำคือการเลือกทาน

  • เลือกอาหารที่มีประโยชน์ ควรงดของทอด มัน เค็มหรือหวานจนเกินไป เข้าใจนะว่าไม่ง่ายเพราะมันอร่อย แต่ยังไงก็ต้องลด! สิ่งที่ควรทำคือวางแผนการกินและอนุญาตให้ตัวเองได้มีมื้อพิเศษของสัปดาห์ หรือที่คนส่วนใหญ่เรียกว่า ชีทเดย์ (Cheat Day) โดยชีทเดย์นอกจากจะเป็นสวรรค์ของคนลดน้ำหนักแล้ว อีกั้งยังเป็นการหลอกร่างกายว่าเราไม่ได้พยายามลดน้ำหนักและทำให้ร่างกายสามารถเพิ่มปริมาณการเผาผลาญได้ดีขึ้นอีกด้วย
  • เลือกเวลาทาน โดยควรแบ่งมื้ออาหารเป็น 5 มื้อย่อย เพราะจะทำให้ร่างกายไม่รู้สึกถูกบีบให้ต้องอด ยังช่วยปรับระดับน้ำตาลในกระแสเลือดให้คงที่ ส่งผลให้หิวน้อยลง และที่สำคัญควรหยุดรับประทานอาหารหลังจาก 5 โมงเย็นเป็นต้นไป เพราะหลังจากนี้ร่างกายเหลือเวลาเผาผลาญพลังงานเพียง 4 ชั่วโมง ทำให้แคลอรี่ที่เหลือจากการเผาผลาญจะสะสมอยู่ในร่างกายต่อไป

2. ออกกำลังกายขณะโฆษณา

  • ช่วงเวลาพักจากหนังเรื่องโปรดคงไม่นานเกิน 5 นาที เพราะฉะนั้นจึงถือเป็นการฆ่าเวลาสำหรับคนขี้เกียจอย่างเรา โดยการออกกำลังที่อยากแนะนำสำหรับช่วงเวลาแสนสั้น ก็คือ การสคอร์ท 15 ครั้ง โดยวิธีการคือ หลังตรง 2.เข่าห้ามเลยเท้า 3. ตามองตรง 4. ก้นอยู่ระดับต่ำกว่าเข่าเล็กน้อย นอกจากนี้ก็ยังมีก็ยังมีการแกว่งแขน, ยกดัมเบล (ขวดน้ำลิตร), และถึงแม้หนังจะเล่นต่อเราก็สามารถฮูลาฮูปไปพร้อมๆกันได้โดยไม่เสียสมาธิ

3. ปรับลักษณะการเดินทางระยะใกล้

หลายคนคงเคยเห็นข่าวที่หนุ่มชาวเยอรมันเบื่อรถติด จึงหาทางออกด้วยการว่ายน้ำเป็นระยะทาง 2 กิโลไปทำงานทุกวัน แต่สำหรับประเทศไทยก็น่าจะไม่เหมาะ เอาเป็นว่าเราขอแนะนำให้ลองปรับจากที่เคยนั่งรถไปทำงานระยะใกล้ๆ ลองเลือกเดินออกกำลังกาย หรือปั่นจักรยานไปทำงานดู หรือการรอลิฟท์ที่คนต่อแถวเยอะๆในตอนเช้า ลองเปลี่ยนจากการขึ้นลิฟท์เป็นเดินขึ้นบันได แต่ถ้าสูงเกินไปก็ลองสักครึ่งทาง นอกจากจะช่วยลดน้ำหนักแล้วยังได้ถึงที่นั่งได้เร็วขึ้นอีกด้วย

4. ติดตาม IG, Youtuber ที่มีไลฟสไตล์ฟิตหุ่น

แรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ มาพร้อมภาระอันใหญ่ยิ่ง! ยิ่งเราเห็นคนอื่นดูดี เรายิ่งหันมามองตัวเองมากขึ้น การติดตามผู้คนที่รักและใส่ใจในสุขภาพของตนเองจะเป็นการสร้างแรงกระตุ้นให้กับตัวเรา นอกจากนี้คนเหล่านี้มักมีทริคหรือเคล็ดลับดีๆมาแชร์เสมอ ทั้งอาหารการกิน การดูแลสุขภาพ ความสวยความงาน ติดตามไว้ยังไงก็ดี

5. เปลี่ยนการออกกำลังกายที่น่าเบื่อให้สนุกสุดเหวี่ยง

ทุกวันนี้จะค้นหาอะไรก็ง่ายดายไปหมด วิธีที่จะช่วยออกกำลังกายให้ไม่น่าเบื่อเหมือนเคยก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น Dance Workout ไปพร้อมกับเพลงโปรดที่สามารถทำตามคลิปวิดีโอใน Youtbe กันได้ง่าย ๆ หรือถ้าโฟกัสที่ความสนุกแบบไม่จำเจ ก็แนะนำให้เต้นซุมบ้า หรือจะเข้าฟิตเนสบ้าง การพบเจอคนเยอะ ๆ ก็ช่วยให้เรามีกำลังใจในการออกกำลังกายและไม่เบื่อเหมือนกันนะ

6. ดื่มน้ำให้พอดี

การดื่มน้ำ 9 แก้วต่อวันถือเป็นปริมาณที่ร่างกายต้องการต่อวัน นอกจากการดื่มน้ำจะช่วยให้ร่างกายมีผิวพรรณที่ดีแล้ว การดื่มน้ำยังช่วยทำให้ลดปริมาณไขมันในร่างกายและช่วยร่างกายรู้สึกอยากอาหารลดลงได้อีกด้วย

 

วิธีที่นำมาแบ่งปันในวันนี้เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ไม่ยาก แต่ต้องใช้ความถี่และความสม่ำเสมอจึงจะเกิดผลลัพธ์ที่น่าพอใจ นอกจากนี้ยังต้องพักผ่อนให้เพียงพอและพยายามใช้ชีวิตให้สนุก ลดความเครียด เพียงเท่านี้ร่างกายก็พร้อมสำหรับคุณคนใหม่ที่หุ่นดียิ่งกว่าเดิม


นอนไม่หลับฟังทางนี้.jpg

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่นอนไม่ค่อยหลับ หรือนอนหลับยาก แล้วหล่ะก็ วันนี้มีวิธีดีๆที่จะทำให้นอนหลับง่ายขึ้น ไม่ต้องพึ่งยานอนหลับ เพียงแค่จดสิ่งที่ต้องทำก่อนนอนเท่านั้น!

งานวิจัยชิ้นหนึ่งเผยว่าการจดสิ่งที่ต้องทำก่อนนอน ช่วยกำจัดความคิดและลดความวิตกกังวลลงทำให้สามารถหลับได้ง่ายและตื่นมารับเช้าอันสดใส ด้วยจิตใจที่ไม่ฟุ้งซ่าน ร่างกายพร้อมที่จะทำงานในวันรุ่งขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ…เวลานอนไม่หลับอาจเป็นเพราะจิตใจยังครุ่นคิด กระวนกระวายถึงสิ่งที่ต้องทำในวันรุ่งขึ้น  ถึงแม้ว่าปิดไฟแล้วข่มตานอนแลวก็ตาม กว่าจะหลับได้ก็ปาเข้าไป ตี2-3 ทำให้เช้าวันรุ่งขึ้นที่สดใส ไม่สดใสอีกต่อไป เพราะร่างกายพักผ่อนไม่พอ

นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งจาก The Baylor University ได้ทำการวิจัยเรื่อง “การนอนหลับ” ขึ้นเพื่อที่จะหาความลับทำไมมนุษย์เราถึงหลับยากนัก! โดยมีแนวคิดที่ว่าแต่ละวันมนุษย์มีอะไรให้ทำเยอะแยะมากมาย จนทำให้มีสิ่งจำเป็นที่ต้องทำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เราต้องมากังวลเกี่ยวกับงานที่ทำยังไม่เสร็จจึงเป็นที่มาของความวิตกกังวลจึงทำให้หลับยาก โดยตั้งสมมุติฐานขึ้น 2 ข้อคือ

1.การเขียนเกี่ยวกับเรื่องอนาคตจะยิ่งเพิ่มความวิตกกังวลเกี่ยวกับงานที่ยังไม่เสร็จและทำให้เรานอนดึกกว่าเดิม

2.การเขียนสิ่งที่ต้องทำในวันรุ่งขึ้นจะช่วยกำจัดความคิดและลดความวิตกกังวลลงไปได้

โดยนำกลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาในระดับอุดมศึกษาจำนวน 57 คน โดยแบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกจดสิ่งที่จำเป็นต้องทำหลังจากนี้ 2-3 วัน ภายในเวลา 5 นาที ส่วนอีกหนึ่งกลุ่มให้จดงานที่ตัวเองทำเสร็จแล้วในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ภายในเวลา 5 นาที จากนั้นให้กลุ่มตัวอย่างทุกคนสามารถเข้านอนได้เวลา 22:30 น. ในห้องแล็ปที่ทดสอบการนอน ซึ่งผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่จดสิ่งที่ต้องทำ ช่วยให้นอนหลับได้เร็วกว่าคนที่จดงานที่ตัวเองทำเสร็จแล้ว

งานวิจัยค้นพบข้อเท็จจริงที่ว่า การจดสิ่งที่ต้องทำจะช่วยให้นอนหลับได้เร็วขึ้น แต่งานวิจัยนี้ใช้กลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักศึกษาที่ล้วนยังมีอายุไม่มาก มีสุขภาพดี จึงทำให้ไม่สามารถครอบคลุมถึงผู้ป่วยที่เป็น “โรคนอนไม่หลับหรือ Insomnia” ด้วยหรือไม่

โรคนอนไม่หลับ หรือ Insomnia เป็นอย่างไร?

โรคนอนไม่หลับ (Insomnia) เป็นอาการอย่างหนึ่งที่พบได้ในโรคทางกายและโรคทางจิตเวชหลายโรค หรืออาจมีสาเหตุจากยาบางชนิด หรือจากสารที่ออกฤทธิ์ทางสมอง เช่น สารเคเฟอีนที่มีอยู่ในชา กาแฟ น้ำอัดลม เช่น โคล่า เครื่องดื่มชูกำลัง และการดื่มสุราอย่างต่อเนื่องก็จะทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับได้เช่นกัน โรคนอนไม่หลับเป็นอาการที่ร่างกายรู้สึกอยากจะนอน แต่ไม่สามารถหลับได้ หรือหลับไปแล้วก็จะตื่นเร็วกว่าที่เป็น แล้วไม่สามารถนอนหลับต่อได้ หรืออาการ หลับ ๆ ตื่น ๆ ทำให้ร่างกายเกิดอาการอ่อนเพลีย ขาดสมาธิ อารมณ์เสีย

อาการนอนไม่หลับแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่

อาการนอนไม่หลับชั่วคราว (Transient insomniaมักพบในช่วงเปลี่ยนแปลงชีวิตประจำวัน หรือสิ่งแวดล้อม หรือ Jet lag เป็นต้น

อาการนอนไม่หลับระยะสั้น (Short-term insomnia) มักเป็นแค่ 2-3 วัน จนถึง 3 สัปดาห์ อาจพบได้ในภาวะเครียด

อาการนอนไม่หลับเรื้อรังเป็นเดือน หรือเป็นปี (long-term or chronic insomnia) อาจเป็นผลจากการใช้ยา การเจ็บป่วยเรื้อรัง ไม่ว่าทางกาย หรือทางจิตใจ หรือเป็นแบบไม่ทราบสาเหตุ

การรักษาโรคนอนไม่หลับ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1.การรักษาแบบไม่ใช้ยา เป็นการรักษาหลักสำหรับภาวะนอนไม่หลับ ได้แก่ การปรับให้มีสุขอนามัยการนอนที่ดี (Good sleep hygiene)  เช่น ด้วยการปรับสภาพแวดล้อมในห้องนอนให้เหมาะสมต่อการนอนหลับ  การฝึกเทคนิคการผ่อนคลาย (Progressive relaxation training) ซึ่งช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อเพื่อทำให้นอนหลับได้ดียิ่งขึ้น การรักษาด้วยความคิดและพฤติกรรมบำบัด (Cognitive-Behavioral therapy) โดยเน้นที่การปรับความคิดเพื่อปรับพฤติกรรมและอารมณ์ที่เหมาะสมแก่การนอน  การควบคุมปัจจัยกระตุ้น (Stimulus control)  การจำกัดชั่วโมงในการนอน (Sleep restriction) สำหรับรายที่มีอาการรุนแรงหรือมีโรคประจำตัวอื่นๆ ร่วมด้วย แพทย์จะให้การรักษาด้วยการปรับสุขอนามัยการนอนและการรักษาโดยการไม่ใช้ยา

2.การรักษาแบบใช้ยา การรักษาด้วยยานั้นเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในสังคม ยาเหล่านี้มักถูกเรียกว่า “ยานอนหลับ” โดยยานอนหลับมีหลายชนิด มีกลไกการออกฤทธิ์และผลข้างเคียงที่แตกต่างกันไป

ปัจจุบันมีการใช้ เมลาโทนิน (Melatonin) เป็นฮอร์โมนตามธรรมชาติที่ช่วยส่งเสริมการนอนหลับมาใช้ในการรักษา ได้ผลดีในกลุ่มผู้ป่วยจากอาการ Jet lag หรือในรายที่ต้องทำงานเป็นกะ แต่ประสิทธิภาพในการรักษาภาวะโดยตรงยังไม่ชัดเจนและยังขาดข้อมูลการศึกษาผลของการใช้ยานี้ในระยะยาว

อย่างไรก็ตามหากใครมีอาการนอนไม่หลับแล้วหล่ะก็ ให้เริ่มการรักษาจากวิธีที่ไม่จำเป็นต้องใช้ยาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการลองจดบันทึกสิ่งที่ต้องทำก่อนนอนเพียงแค่ 5 นาที หรือจะปรับสภาพแวดล้อมในห้องนอน หากไม่ได้ผลรีบพบแพทย์เพื่อทำการรักษาดีที่สุด อย่างซื้อยามาเพื่อรับประทานเองอาจจะเสี่ยงอันตรายเพิ่มขึ้นได้

 

ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก : www.webmd.com


Banner_welltitude_ล้างจาน.jpg

ผลการวิจัยจากสหรัฐฯ ระบุว่า “การล้างจาน” ช่วยฝึกสมาธิ ทำให้จิตใจสงบ ลดภาวะความเครียด ความกังวลลง 27% และมีแรงบันดาลใจเพิ่มขึ้น 25%

“การล้างจาน” เป็นอีกหนึ่งกิจวัตรประจำวันที่สมาชิกในครอบครัวทุกคนและทุกบ้านต้องทำกันเป็นประจำอยู่แล้ว ย้อนกลับไปในวัยเด็กแต่ละโรงเรียนก็จะปลูกฝังให้นักเรียนทำทุกอย่างด้วยตนเอง ไม่เว้นแม้กระทั่งการล้างจานหลังรับประทานอาหารกลางวันเสร็จสิ้นแล้ว ถือเป็นเรื่องที่ดีที่ช่วยปลูกฝังให้นักเรียนลงมือทำด้วยตัวเองตั้งแต่วัยเด็ก

แต่รู้หรือไม่ว่าการล้างจานไม่ใช่เป็นแค่การทำกิจวัตรประจำวันเท่านั้น แต่ช่วยส่งผลดีที่จิตใจเราด้วย โดยเว็บไซต์ TIME รายงานผลการวิจัยจากของนักวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยฟลอริดาของสหรัฐฯ ว่า การล้างจานเป็นการช่วยฝึกสมาธิ ฝึกจิตใจให้สงบ ลดภาวะความเครียดของตัวเอง และส่งผลต่อการควบคุมการทำงานภายในร่างกาย โดยเฉพาะระบบสมองให้ระบบความคิดมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การวิจัยในครั้งนี้มีนักเรียนเป็นกลุ่มตัวอย่างจำนวน 51 คน โดยให้กลุ่มตัวอย่างอ่านข้อความสั้นๆ ก่อนเริ่มทำการล้างจาน ข้อความดังกล่าวมีใจความว่า

 

“ในขณะที่ล้างจาน จิตใจเราควรจดจ่อกับการล้างจานเท่านั้น ไม่ควรคิดฟุ้งซ่านหรือคิดเรื่องราวที่ทำให้ตนเองเกิดความเครียด จงเตือนสติตัวเองอยู่เสมอว่ากำลังทำอะไรอยู่ อย่างลืมว่า ต้องตระหนักถึงความคิดและการกระทำของตัวเองอยู่เสมอ”

 

ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่ล้างจานด้วยความตั้งใจจริงๆ จะมีแรงบันดาลใจเพิ่มขึ้น 25% และช่วยลดภาวะความเครียด ความกังวลลง 27% เนื่องจากขณะที่กำลังล้างจานนั้น กลุ่มตัวอย่างมีจิตใจมุ่งที่การล้างจานและจดจ่ออยู่กับกลิ่นของน้ำยาล้างจานและอุณหภูมิของน้ำในอ่างล้างจาน และฝึกการควบคุมจังหวะการหายใจของตนเอง หายใจเข้าและออกอย่างมีระเบียบ ประหนึ่งเหมือนได้ฝึกนั่งสมาธิ นอกจากนี้ การล้างจานทำให้กลุ่มตัวอย่างรู้สึกว่าเวลาเดินช้าลง ทำให้ตนเองมีเวลาคิด สมองโล่งปลอดโปร่งขึ้น ซึ่งนักวิจัยมองว่าเป็นการปรับอารมณ์ไปในทางที่ดีขึ้น ขณะที่กลุ่มตัวอย่างที่้ล้างจานด้วยความไม่ตั้งใจ จะไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ จากการล้างจานเลย

อย่างไรก็ตาม มุมมองของนักวิจัยมีความเห็นเพิ่มเติมถึงเรื่องนี้ว่า การล้างจานดูเหมือนว่าเป็นกิจวัตรประจำวันที่ใกล้ตัว หากกระทำด้วยความตั้งใจแล้วจะช่วยเพิ่มภาวะของสติ จิตใจ มีสมาธิมากขึ้น ช่วยลดความเครียด และพัฒนาความเป็นอยู่ทางด้านจิตใจได้ดีขึ้นเช่นกัน

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก เว็บไซต์ : time.com