Welltitude

ชกมวย-ออกกำลังกายที่ดีต่อกายและใจ_web.jpg

ต้องบอกเลยว่ายุคนี้เป็นยุคที่หนุ่มสาวคนรุ่นใหม่เริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การพักผ่อนที่เพียงพอ การออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักและรักษารูปร่าง หนึ่งในกีฬาที่คนรุ่นใหม่หันมาให้ความสนใจกันก็คือ “ชกมวย” นั่นเอง

“มวยไทย” ถือเป็นการละเล่นพื้นบ้านที่มีคุณลักษณะของการต่อสู้ป้องกันตัวด้วยการใช้อวัยวะในส่วนที่สามารถใช้ทำอันตรายคู่ต่อสู้ได้ มาใช้งานอย่างชาญฉลาดและมีศิลปะอย่างสูง เช่น หมัด ศอก แขน เท้า แข้ง และเข่า เป็นต้น มวยไทยถือได้ว่าเป็นศิลปะประจำชาติและเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นประการหนึ่งของคนไทยตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน

การชกมวยเป็นการออกกำลังกายที่ใช้ทักษะการปะทะกับคู่ต่อสู้ มวยไทยเป็นกีฬาที่ใช้กล้ามเนื้อและใช้พลังงานสูงมาก ถือเป็นการออกกำลังกายแบบเต็มรูปแบบที่ดี เพราะคุณจะได้ใช้กล้ามเนื้อในทุกส่วนและทำให้การเต้นหัวใจเพิ่มขึ้น เลือดสูบฉีดดีขึ้น แม้ว่าหลายคนจะมองว่ามวยเป็นกีฬาที่อันตราย เป็นสาเหตุให้สมองได้รับการกระทบกระเทือน แต่การชกมวยที่ไม่ต้องไปต่อยกับใครจริงๆ เช่น การเตะต่อยกระสอบทราย ก็มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย จะเห็นได้ว่าเหล่าดาราและคนดังใช้การออกกำลังกายด้วยการชกมวยเป็นการดูแลรูปร่าง อย่างเช่น ลีเดีย ศรัณรัตน์ , ยิปซี คีรติ , เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ , ปันปัน สุทัตตา , แมทธิว ดีน ฯลฯ แล้วเคยสงสัยหรือไม่ว่าการชกมวยมีประโยชน์อย่างไรบ้างต่อร่างกายและจิตใจ มาดูกันดีกว่า

 

ชกมวยช่วยลดน้ำหนัก

เคยสงสัยไหมว่าชกมวยจะช่วยลดน้ำหนักได้จริงหรือ? บอกเลยว่า จริง!!! การชกมวยเป็นการออกกำลังกายที่สนุกและเห็นผลได้อย่างรวดเร็ว เพราะการชกมวยเพียง 1 ชั่วโมง ช่วยเผาผลาญพลังงานในร่างกายได้รวดเร็ว ช่วยให้กล้ามเนื้อแต่ละส่วนกระชับ และส่งผลให้น้ำหนักลดลง

 

ชกมวยช่วยฝึกสมาธิ

การชกมวยนอกจากจะเป็นการออกกำลังกายแล้ว ยังเป็นการช่วยฝึกสมาธิของเราได้อีกด้วย เพราะขณะที่เตะ ต่อย ใช้หมัด เป็นการฝึกกล้ามเนื้อและสมอง ทำให้มีสมาธิที่ดีขึ้น และที่สำคัญเหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย

 

ชกมวยช่วยลดความเครียด ลดความวิตกกังวล

ชกมวยสามารถช่วยในเรื่องของอารมณ์ได้เป็นอย่างดี เพราะขณะที่เราออกกำลังกาย ร่างกายของเราจะหลั่งสารฮอร์โมนเอ็นโดรฟิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความสุขออกมา ทำให้เรามีความสุขมากขึ้น ฉะนั้น การชกมวยเป็นการออกกำลังกายแบบที่เข้มข้นสูงและต่ำสลับกันไป ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาไหนของการซ้อมมวยก็จะเป็นช่วงเวลาที่ใช้สมาธิสูง คุณจึงไม่มีเวลาที่จะไปคิดเรื่องอื่นให้ฟุ้งซ่าน

 

ชกมวยช่วยฝึกความแข็งแกร่งของร่างกาย

ชกมวยเป็นการฝึกร่างกายให้แข็งแกร่งทุกสัดส่วน เพราะการชกมวยจริงๆ นั้น ขาของคุณจะต้องไว มีฟุตเวิร์คที่ดีตลอดช่วงเวลาที่อยู่บนสังเวียน เพื่อที่จะสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างพลิ้วไหว ฉะนั้น การชกมวยจึงจำเป็นที่คุณจะต้องให้ความสำคัญกับความแข็งแกร่งของร่างกายทุกส่วน

 

ชกมวยช่วยให้ระบบการทำงานของหัวใจและหลอดเลือดดีขึ้น

ชกมวยช่วยกระตุ้นการทำงานของหัวใจและหลอดเลือดได้ดี เพราะเป็นการออกกำลังอีกรูปแบบหนึ่ง การชกมวยเป็นประจำจึงทำให้หัวใจและปอดของคุณทำงานได้ดีขึ้น ส่งผลต่อระบบการไหลเวียนโลหิตทั่วร่างกายเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

การชกมวยเป็นอีกหนึ่งเทรนด์การออกกำลังกายที่กำลังมาแรงในขณะนี้ และสิ่งที่คุณจะได้จากการออกกำลังกายในรูปแบบนี้ นอกจากจะได้รับประโยชน์ต่อสุขภาพของตัวเองในหลากหลายด้าน ผู้เล่นยังสามารถใช้ทักษะจากการฝึกมวยฟิตในชีวิตประจำวันได้ ทั้งในแง่ของการป้องกันตัว สร้างสมาธิในการทำงานหรือเรียนหนังสือ ช่วยป้องกันอาการบาดเจ็บจากสภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงอีกด้วย และที่สำคัญการชกมวยยังสามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้ถึง 800 แคลอรี่/ชั่วโมง ได้อีกด้วย


ผู้หญิงนั่งนานๆ-เสี่ยง-ภาวะเปราะบาง_web.jpg

“การนั่ง” เป็นอีกหนึ่งอิริยาบถของมนุษย์และถือเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต นอกจากนี้ ยังเป็นการพักผ่อนร่างกายและจิตใจเพื่อให้เกิดการผ่อนคลายจากอาการเมื่อยล้าต่างๆ แต่การนั่งเป็นเวลานานๆ ส่งผลอันตรายต่อสุขภาพ!

 ไม่ว่าจะเวลาทำงาน เวลานั่งเล่น หรือจะเวลาพักผ่อน ยิ่งนั่งนานมากเท่าไร โอกาสที่จะเสียชีวิตก็มีมากขึ้น แม้ว่าจะออกกำลังกายเป็นประจำก็ตาม มีงานวิจัยระบุไว้ว่า การนั่งเป็นเวลาติดกันนานเกินไปส่งผลให้หัวใจและหลอดเลือดแย่ลง เพิ่มความเสี่ยงของโรคเบาหวาน และสมองหดตัว และแย่กว่านั้นหากเป็นผู้สูงอายุ การนั่งนาน ๆ จะกลายเป็นสิ่งที่อันตรายอย่างยิ่ง ทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะพิการและเกิดภาวะสมองเสื่อม และอาจเกิดภาวะที่เรียกว่า “ร่างกายเปราะบาง”

ภาวะร่างกายเปราะบางคืออะไร? ภาวะเปราะบางไม่ใช่โรค แต่เป็นภาวะหนึ่งของร่างกายอยู่ตรงกลางระหว่างความสามารถในการทำงานได้และไม่ได้ อยู่ระหว่างรอยต่อของสุขภาพดีและเป็นโรค เปรียบเสมือนชีวิตอยู่บนเส้นด้าย เป็นปัญหาสุขภาพที่พบกันมากในหมู่ผู้สูงอายุ ส่งผลทางด้านร่างกายและจิตใจ ผู้ที่อยู่ในภาวะนี้ความสามารถในการทำงานของระบบต่าง ๆ จะลดลง ความรุนแรงเวลาเจ็บไข้ได้ป่วยจะมากขึ้น การทรงตัวย่ำแย่ อาจประสบอุบัติเหตุ อย่างเช่น เสียการทรงตัวและอาจล้มซึ่งเป็นสิ่งที่อันตรายมากสำหรับผู้สูงอายุ

 

“ร่างกายเปราะบาง” ส่งผลกระทบต่อผู้หญิงอย่างไรบ้าง?

นักวิจัยทั้ง 3 ท่าน ได้แก่ Maja Susanto, Ruth Hubbard และ Paul A Gardiner วิเคราะห์ข้อมูลจาก  Australian Longitudinal Study of Women’s Health โดยมีผู้หญิงที่เกิดระหว่างปี พ.ศ.2489-2494 เป็นผู้เข้าร่วมทดลอง โดยกลุ่มตัวอย่างรายงานเวลาที่ตนเองใช้นั่งในแต่ละวัน

นักวิจัยประเมินความเปราะบางของผู้หญิงโดยใช้สเกลที่เรียกว่า FRAIL ตั้งแต่ 0 (สุขภาพดี) ถึง 5 (อ่อนแอ) และแบ่งเวลาการนั่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ระดับต่ำ (3.5 ชั่วโมงต่อวัน) ระดับปานกลาง (5.5 ชั่วโมงต่อวัน) และระดับสูง (10 ชั่วโมงต่อวัน) อย่างไรก็ตาม The Centers for Disease Control and Prevention (CDC) ระบุว่า ผู้หญิงควรใช้เวลานั่งให้น้อยลง และหมั่นเคลื่อนไหวร่างกายบ่อยๆ ส่วนผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาที สัปดาห์ละ 2 วัน เพิ่มความแข็งแรงให้กับร่างกาย และลดภาวะความเปราะบาง

Paul A Gardiner หนึ่งในทีมนักวิจัย อธิบายความหมายของความอ่อนแอไว้ว่า “คนที่อยู่ในภาวะเปราะบางจะมีพลังสำรองที่ใช้สำหรับฟื้นตัวหลังจากเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บน้อยลง และยังมีความเสี่ยงสูงที่จะเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล เข้าไปอาศัยในบ้านพักคนชรา และเสียชีวิตก่อนวัยอันควร” การวิจัยครั้งนี้ทำให้เห็นว่า ถึงแม้ว่าผู้หญิงจะมีอายุยืนกว่าผู้ชาย แต่ก็มีปัจจัยอื่นที่จะเพิ่มความเสี่ยงในการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

จากงานวิจัยชิ้นนี้พบว่า ผู้หญิงที่ใช้เวลาในการนั่งนานๆ อย่างน้อย 10 ชั่วโมง/วัน หรือมากกว่านั้น มีความเสี่ยงสูงที่จะตกอยู่ในภาวะเปราะบาง ขณะที่ผู้หญิงที่ใช้เวลานั่งประมาณ 2 ชั่วโมง/วัน จะมีความเสี่ยงที่จะตกอยู่ในภาวะเปราะบางน้อยมาก

 

แล้วควรป้องกันการเกิดภาวะเปราะบางอย่างไร?

1.ออกกำลังกาย ทั้งออกกำลังกายต้านทานและการออกกำลังกายแอโรบิก โดย The Centers for Disease Control and Prevention (CDC) ระบุว่า ผู้หญิงควรใช้เวลานั่งให้น้อยลง และหมั่นเคลื่อนไหวร่างกาย ส่วนผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาที สัปดาห์ละ 2 วัน

2.ทานอาหารเสริม โดยเพิ่มระหว่างมื้ออาหาร อาหารเสริมโปรตีนช่วยในการรักษามวลกล้ามเนื้อ รวมถึงการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

3.ประเมินสิ่งแวดล้อมภายในบ้าน รวมถึงความปลอดภัย เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดการพลัดหกล้ม เช่น สร้างราวจับในห้องน้ำ ตรวจเช็ค พื้น ผนัง พื้นลาดเอียง อย่าให้ลื่น รวมถึงควรมีสภาพแสงที่เหมาะสมและระบบกดเรียกฉุกเฉิน

 

รู้แบบนี้แล้ว… ควรใช้ระยะเวลาในการนั่งให้พอดี และหมั่นออกกำลังกายให้พอเหมาะ เพื่อป้องกัน “ภาวะเปราะบาง” ภัยเงียบที่อาจเป็นฉนวนเริ่มแรกของปัญหาสุขภาพในระยะยาว


6-ไอเดียลดน้ำหนัก-ฉบับคนขี้เกียจ_web.jpg

“ทำงานหนักมาทั้งวันแค่คิดจะออกกำลังกายก็ขี้เกียจแล้ว! เวลาจะนอนยังแทบจะไม่มีเลย” คงเป็นเป็นปัญหาสำหรับใครหลายคน ที่แค่คิดจะลดน้ำหนัก จากปัญหาเวลาที่จำกัด ความเหนื่อยล้า และความอยากทานอาหาร วันนี้เรามีเคล็ด(ไม่)ลับแค่ปรับการใช้ชีวิตง่าย ๆ ด้วยวิธีการต่อไปนี้ รับรองว่าคุณจะมีหุ่นที่ดีแบบ “ไม่ต้องพยายาม”

1. เลือกทาน

เมื่อคิดถึงการลดน้ำหนัก สิ่งแรกที่คนทั่วไปคิดถึง คือ การอดอาหาร ซึ่งความเป็นจริงสิ่งที่ลดลง คือ มวลกล้ามเนื้อและจะยิ่งทำให้ร่างกายโหยหาจนตบะแตกในที่สุด เพราะฉะนั้นสิ่งที่ควรจะทำคือการเลือกทาน

  • เลือกอาหารที่มีประโยชน์ ควรงดของทอด มัน เค็มหรือหวานจนเกินไป เข้าใจนะว่าไม่ง่ายเพราะมันอร่อย แต่ยังไงก็ต้องลด! สิ่งที่ควรทำคือวางแผนการกินและอนุญาตให้ตัวเองได้มีมื้อพิเศษของสัปดาห์ หรือที่คนส่วนใหญ่เรียกว่า ชีทเดย์ (Cheat Day) โดยชีทเดย์นอกจากจะเป็นสวรรค์ของคนลดน้ำหนักแล้ว อีกั้งยังเป็นการหลอกร่างกายว่าเราไม่ได้พยายามลดน้ำหนักและทำให้ร่างกายสามารถเพิ่มปริมาณการเผาผลาญได้ดีขึ้นอีกด้วย
  • เลือกเวลาทาน โดยควรแบ่งมื้ออาหารเป็น 5 มื้อย่อย เพราะจะทำให้ร่างกายไม่รู้สึกถูกบีบให้ต้องอด ยังช่วยปรับระดับน้ำตาลในกระแสเลือดให้คงที่ ส่งผลให้หิวน้อยลง และที่สำคัญควรหยุดรับประทานอาหารหลังจาก 5 โมงเย็นเป็นต้นไป เพราะหลังจากนี้ร่างกายเหลือเวลาเผาผลาญพลังงานเพียง 4 ชั่วโมง ทำให้แคลอรี่ที่เหลือจากการเผาผลาญจะสะสมอยู่ในร่างกายต่อไป

2. ออกกำลังกายขณะโฆษณา

  • ช่วงเวลาพักจากหนังเรื่องโปรดคงไม่นานเกิน 5 นาที เพราะฉะนั้นจึงถือเป็นการฆ่าเวลาสำหรับคนขี้เกียจอย่างเรา โดยการออกกำลังที่อยากแนะนำสำหรับช่วงเวลาแสนสั้น ก็คือ การสคอร์ท 15 ครั้ง โดยวิธีการคือ หลังตรง 2.เข่าห้ามเลยเท้า 3. ตามองตรง 4. ก้นอยู่ระดับต่ำกว่าเข่าเล็กน้อย นอกจากนี้ก็ยังมีก็ยังมีการแกว่งแขน, ยกดัมเบล (ขวดน้ำลิตร), และถึงแม้หนังจะเล่นต่อเราก็สามารถฮูลาฮูปไปพร้อมๆกันได้โดยไม่เสียสมาธิ

3. ปรับลักษณะการเดินทางระยะใกล้

หลายคนคงเคยเห็นข่าวที่หนุ่มชาวเยอรมันเบื่อรถติด จึงหาทางออกด้วยการว่ายน้ำเป็นระยะทาง 2 กิโลไปทำงานทุกวัน แต่สำหรับประเทศไทยก็น่าจะไม่เหมาะ เอาเป็นว่าเราขอแนะนำให้ลองปรับจากที่เคยนั่งรถไปทำงานระยะใกล้ๆ ลองเลือกเดินออกกำลังกาย หรือปั่นจักรยานไปทำงานดู หรือการรอลิฟท์ที่คนต่อแถวเยอะๆในตอนเช้า ลองเปลี่ยนจากการขึ้นลิฟท์เป็นเดินขึ้นบันได แต่ถ้าสูงเกินไปก็ลองสักครึ่งทาง นอกจากจะช่วยลดน้ำหนักแล้วยังได้ถึงที่นั่งได้เร็วขึ้นอีกด้วย

4. ติดตาม IG, Youtuber ที่มีไลฟสไตล์ฟิตหุ่น

แรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ มาพร้อมภาระอันใหญ่ยิ่ง! ยิ่งเราเห็นคนอื่นดูดี เรายิ่งหันมามองตัวเองมากขึ้น การติดตามผู้คนที่รักและใส่ใจในสุขภาพของตนเองจะเป็นการสร้างแรงกระตุ้นให้กับตัวเรา นอกจากนี้คนเหล่านี้มักมีทริคหรือเคล็ดลับดีๆมาแชร์เสมอ ทั้งอาหารการกิน การดูแลสุขภาพ ความสวยความงาน ติดตามไว้ยังไงก็ดี

5. เปลี่ยนการออกกำลังกายที่น่าเบื่อให้สนุกสุดเหวี่ยง

ทุกวันนี้จะค้นหาอะไรก็ง่ายดายไปหมด วิธีที่จะช่วยออกกำลังกายให้ไม่น่าเบื่อเหมือนเคยก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น Dance Workout ไปพร้อมกับเพลงโปรดที่สามารถทำตามคลิปวิดีโอใน Youtbe กันได้ง่าย ๆ หรือถ้าโฟกัสที่ความสนุกแบบไม่จำเจ ก็แนะนำให้เต้นซุมบ้า หรือจะเข้าฟิตเนสบ้าง การพบเจอคนเยอะ ๆ ก็ช่วยให้เรามีกำลังใจในการออกกำลังกายและไม่เบื่อเหมือนกันนะ

6. ดื่มน้ำให้พอดี

การดื่มน้ำ 9 แก้วต่อวันถือเป็นปริมาณที่ร่างกายต้องการต่อวัน นอกจากการดื่มน้ำจะช่วยให้ร่างกายมีผิวพรรณที่ดีแล้ว การดื่มน้ำยังช่วยทำให้ลดปริมาณไขมันในร่างกายและช่วยร่างกายรู้สึกอยากอาหารลดลงได้อีกด้วย

 

วิธีที่นำมาแบ่งปันในวันนี้เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ไม่ยาก แต่ต้องใช้ความถี่และความสม่ำเสมอจึงจะเกิดผลลัพธ์ที่น่าพอใจ นอกจากนี้ยังต้องพักผ่อนให้เพียงพอและพยายามใช้ชีวิตให้สนุก ลดความเครียด เพียงเท่านี้ร่างกายก็พร้อมสำหรับคุณคนใหม่ที่หุ่นดียิ่งกว่าเดิม


นอนไม่หลับฟังทางนี้.jpg

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่นอนไม่ค่อยหลับ หรือนอนหลับยาก แล้วหล่ะก็ วันนี้มีวิธีดีๆที่จะทำให้นอนหลับง่ายขึ้น ไม่ต้องพึ่งยานอนหลับ เพียงแค่จดสิ่งที่ต้องทำก่อนนอนเท่านั้น!

งานวิจัยชิ้นหนึ่งเผยว่าการจดสิ่งที่ต้องทำก่อนนอน ช่วยกำจัดความคิดและลดความวิตกกังวลลงทำให้สามารถหลับได้ง่ายและตื่นมารับเช้าอันสดใส ด้วยจิตใจที่ไม่ฟุ้งซ่าน ร่างกายพร้อมที่จะทำงานในวันรุ่งขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ…เวลานอนไม่หลับอาจเป็นเพราะจิตใจยังครุ่นคิด กระวนกระวายถึงสิ่งที่ต้องทำในวันรุ่งขึ้น  ถึงแม้ว่าปิดไฟแล้วข่มตานอนแลวก็ตาม กว่าจะหลับได้ก็ปาเข้าไป ตี2-3 ทำให้เช้าวันรุ่งขึ้นที่สดใส ไม่สดใสอีกต่อไป เพราะร่างกายพักผ่อนไม่พอ

นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งจาก The Baylor University ได้ทำการวิจัยเรื่อง “การนอนหลับ” ขึ้นเพื่อที่จะหาความลับทำไมมนุษย์เราถึงหลับยากนัก! โดยมีแนวคิดที่ว่าแต่ละวันมนุษย์มีอะไรให้ทำเยอะแยะมากมาย จนทำให้มีสิ่งจำเป็นที่ต้องทำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เราต้องมากังวลเกี่ยวกับงานที่ทำยังไม่เสร็จจึงเป็นที่มาของความวิตกกังวลจึงทำให้หลับยาก โดยตั้งสมมุติฐานขึ้น 2 ข้อคือ

1.การเขียนเกี่ยวกับเรื่องอนาคตจะยิ่งเพิ่มความวิตกกังวลเกี่ยวกับงานที่ยังไม่เสร็จและทำให้เรานอนดึกกว่าเดิม

2.การเขียนสิ่งที่ต้องทำในวันรุ่งขึ้นจะช่วยกำจัดความคิดและลดความวิตกกังวลลงไปได้

โดยนำกลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาในระดับอุดมศึกษาจำนวน 57 คน โดยแบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกจดสิ่งที่จำเป็นต้องทำหลังจากนี้ 2-3 วัน ภายในเวลา 5 นาที ส่วนอีกหนึ่งกลุ่มให้จดงานที่ตัวเองทำเสร็จแล้วในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ภายในเวลา 5 นาที จากนั้นให้กลุ่มตัวอย่างทุกคนสามารถเข้านอนได้เวลา 22:30 น. ในห้องแล็ปที่ทดสอบการนอน ซึ่งผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่จดสิ่งที่ต้องทำ ช่วยให้นอนหลับได้เร็วกว่าคนที่จดงานที่ตัวเองทำเสร็จแล้ว

งานวิจัยค้นพบข้อเท็จจริงที่ว่า การจดสิ่งที่ต้องทำจะช่วยให้นอนหลับได้เร็วขึ้น แต่งานวิจัยนี้ใช้กลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักศึกษาที่ล้วนยังมีอายุไม่มาก มีสุขภาพดี จึงทำให้ไม่สามารถครอบคลุมถึงผู้ป่วยที่เป็น “โรคนอนไม่หลับหรือ Insomnia” ด้วยหรือไม่

โรคนอนไม่หลับ หรือ Insomnia เป็นอย่างไร?

โรคนอนไม่หลับ (Insomnia) เป็นอาการอย่างหนึ่งที่พบได้ในโรคทางกายและโรคทางจิตเวชหลายโรค หรืออาจมีสาเหตุจากยาบางชนิด หรือจากสารที่ออกฤทธิ์ทางสมอง เช่น สารเคเฟอีนที่มีอยู่ในชา กาแฟ น้ำอัดลม เช่น โคล่า เครื่องดื่มชูกำลัง และการดื่มสุราอย่างต่อเนื่องก็จะทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับได้เช่นกัน โรคนอนไม่หลับเป็นอาการที่ร่างกายรู้สึกอยากจะนอน แต่ไม่สามารถหลับได้ หรือหลับไปแล้วก็จะตื่นเร็วกว่าที่เป็น แล้วไม่สามารถนอนหลับต่อได้ หรืออาการ หลับ ๆ ตื่น ๆ ทำให้ร่างกายเกิดอาการอ่อนเพลีย ขาดสมาธิ อารมณ์เสีย

อาการนอนไม่หลับแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่

อาการนอนไม่หลับชั่วคราว (Transient insomniaมักพบในช่วงเปลี่ยนแปลงชีวิตประจำวัน หรือสิ่งแวดล้อม หรือ Jet lag เป็นต้น

อาการนอนไม่หลับระยะสั้น (Short-term insomnia) มักเป็นแค่ 2-3 วัน จนถึง 3 สัปดาห์ อาจพบได้ในภาวะเครียด

อาการนอนไม่หลับเรื้อรังเป็นเดือน หรือเป็นปี (long-term or chronic insomnia) อาจเป็นผลจากการใช้ยา การเจ็บป่วยเรื้อรัง ไม่ว่าทางกาย หรือทางจิตใจ หรือเป็นแบบไม่ทราบสาเหตุ

การรักษาโรคนอนไม่หลับ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1.การรักษาแบบไม่ใช้ยา เป็นการรักษาหลักสำหรับภาวะนอนไม่หลับ ได้แก่ การปรับให้มีสุขอนามัยการนอนที่ดี (Good sleep hygiene)  เช่น ด้วยการปรับสภาพแวดล้อมในห้องนอนให้เหมาะสมต่อการนอนหลับ  การฝึกเทคนิคการผ่อนคลาย (Progressive relaxation training) ซึ่งช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อเพื่อทำให้นอนหลับได้ดียิ่งขึ้น การรักษาด้วยความคิดและพฤติกรรมบำบัด (Cognitive-Behavioral therapy) โดยเน้นที่การปรับความคิดเพื่อปรับพฤติกรรมและอารมณ์ที่เหมาะสมแก่การนอน  การควบคุมปัจจัยกระตุ้น (Stimulus control)  การจำกัดชั่วโมงในการนอน (Sleep restriction) สำหรับรายที่มีอาการรุนแรงหรือมีโรคประจำตัวอื่นๆ ร่วมด้วย แพทย์จะให้การรักษาด้วยการปรับสุขอนามัยการนอนและการรักษาโดยการไม่ใช้ยา

2.การรักษาแบบใช้ยา การรักษาด้วยยานั้นเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในสังคม ยาเหล่านี้มักถูกเรียกว่า “ยานอนหลับ” โดยยานอนหลับมีหลายชนิด มีกลไกการออกฤทธิ์และผลข้างเคียงที่แตกต่างกันไป

ปัจจุบันมีการใช้ เมลาโทนิน (Melatonin) เป็นฮอร์โมนตามธรรมชาติที่ช่วยส่งเสริมการนอนหลับมาใช้ในการรักษา ได้ผลดีในกลุ่มผู้ป่วยจากอาการ Jet lag หรือในรายที่ต้องทำงานเป็นกะ แต่ประสิทธิภาพในการรักษาภาวะโดยตรงยังไม่ชัดเจนและยังขาดข้อมูลการศึกษาผลของการใช้ยานี้ในระยะยาว

อย่างไรก็ตามหากใครมีอาการนอนไม่หลับแล้วหล่ะก็ ให้เริ่มการรักษาจากวิธีที่ไม่จำเป็นต้องใช้ยาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการลองจดบันทึกสิ่งที่ต้องทำก่อนนอนเพียงแค่ 5 นาที หรือจะปรับสภาพแวดล้อมในห้องนอน หากไม่ได้ผลรีบพบแพทย์เพื่อทำการรักษาดีที่สุด อย่างซื้อยามาเพื่อรับประทานเองอาจจะเสี่ยงอันตรายเพิ่มขึ้นได้

 

ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก : www.webmd.com


ล้างจาน-ช่วยลดความเครียด-ฝึกสมาธิให้จิตใจสงบ_web.jpg

ผลการวิจัยจากสหรัฐฯ ระบุว่า “การล้างจาน” ช่วยฝึกสมาธิ ทำให้จิตใจสงบ ลดภาวะความเครียด ความกังวลลง 27% และมีแรงบันดาลใจเพิ่มขึ้น 25%

“การล้างจาน” เป็นอีกหนึ่งกิจวัตรประจำวันที่สมาชิกในครอบครัวทุกคนและทุกบ้านต้องทำกันเป็นประจำอยู่แล้ว ย้อนกลับไปในวัยเด็กแต่ละโรงเรียนก็จะปลูกฝังให้นักเรียนทำทุกอย่างด้วยตนเอง ไม่เว้นแม้กระทั่งการล้างจานหลังรับประทานอาหารกลางวันเสร็จสิ้นแล้ว ถือเป็นเรื่องที่ดีที่ช่วยปลูกฝังให้นักเรียนลงมือทำด้วยตัวเองตั้งแต่วัยเด็ก

แต่รู้หรือไม่ว่าการล้างจานไม่ใช่เป็นแค่การทำกิจวัตรประจำวันเท่านั้น แต่ช่วยส่งผลดีที่จิตใจเราด้วย โดยเว็บไซต์ TIME รายงานผลการวิจัยจากของนักวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยฟลอริดาของสหรัฐฯ ว่า การล้างจานเป็นการช่วยฝึกสมาธิ ฝึกจิตใจให้สงบ ลดภาวะความเครียดของตัวเอง และส่งผลต่อการควบคุมการทำงานภายในร่างกาย โดยเฉพาะระบบสมองให้ระบบความคิดมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การวิจัยในครั้งนี้มีนักเรียนเป็นกลุ่มตัวอย่างจำนวน 51 คน โดยให้กลุ่มตัวอย่างอ่านข้อความสั้นๆ ก่อนเริ่มทำการล้างจาน ข้อความดังกล่าวมีใจความว่า

 

“ในขณะที่ล้างจาน จิตใจเราควรจดจ่อกับการล้างจานเท่านั้น ไม่ควรคิดฟุ้งซ่านหรือคิดเรื่องราวที่ทำให้ตนเองเกิดความเครียด จงเตือนสติตัวเองอยู่เสมอว่ากำลังทำอะไรอยู่ อย่างลืมว่า ต้องตระหนักถึงความคิดและการกระทำของตัวเองอยู่เสมอ”

 

ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่ล้างจานด้วยความตั้งใจจริงๆ จะมีแรงบันดาลใจเพิ่มขึ้น 25% และช่วยลดภาวะความเครียด ความกังวลลง 27% เนื่องจากขณะที่กำลังล้างจานนั้น กลุ่มตัวอย่างมีจิตใจมุ่งที่การล้างจานและจดจ่ออยู่กับกลิ่นของน้ำยาล้างจานและอุณหภูมิของน้ำในอ่างล้างจาน และฝึกการควบคุมจังหวะการหายใจของตนเอง หายใจเข้าและออกอย่างมีระเบียบ ประหนึ่งเหมือนได้ฝึกนั่งสมาธิ นอกจากนี้ การล้างจานทำให้กลุ่มตัวอย่างรู้สึกว่าเวลาเดินช้าลง ทำให้ตนเองมีเวลาคิด สมองโล่งปลอดโปร่งขึ้น ซึ่งนักวิจัยมองว่าเป็นการปรับอารมณ์ไปในทางที่ดีขึ้น ขณะที่กลุ่มตัวอย่างที่้ล้างจานด้วยความไม่ตั้งใจ จะไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ จากการล้างจานเลย

อย่างไรก็ตาม มุมมองของนักวิจัยมีความเห็นเพิ่มเติมถึงเรื่องนี้ว่า การล้างจานดูเหมือนว่าเป็นกิจวัตรประจำวันที่ใกล้ตัว หากกระทำด้วยความตั้งใจแล้วจะช่วยเพิ่มภาวะของสติ จิตใจ มีสมาธิมากขึ้น ช่วยลดความเครียด และพัฒนาความเป็นอยู่ทางด้านจิตใจได้ดีขึ้นเช่นกัน

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก เว็บไซต์ : time.com

 


ไก่ทอด-กินทุกวัน-เสี่ยงตายมากถึง-13_web.jpg

ผลการวิจัยเผย “ไก่ทอด” หนึ่งในเมนูอาหารยอดฮิตที่หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด เป็นหนึ่งในเมนูที่หากรับประทานเป็นประจำ ส่งอันตรายและมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตมากถึง 13%

“ไก่ทอด” อีกเมนูหนึ่งที่ทำได้ง่ายๆ หรือหาซื้อรับประทานได้ง่ายๆ ตามท้องตลาด รับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ หรือข้าวเหนียวก็อร่อย ไก่ทอดไม่ได้เป็นแค่อาหารจานหลักเท่านั้น ไก่ทอดยังเป็นอาหารทานเล่นได้

“ไก่ทอด” ที่จำหน่ายในปัจจุบันตามท้องตลาดมีอยู่มากมาย จำหน่ายในห้างสรรพสินค้า แต่ละร้านจะมีสูตรเด็ดแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความชื่นชอบของผู้บริโภคแต่ละคน แต่การรับประทาน “ไก่ทอด” เป็นประจำ ไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ

วารสาร The BMJ ตีพิมพ์ผลวิจัยซึ่งได้ศึกษากลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนในสหรัฐฯ พบว่า ผู้หญิงที่ชื่นชอบการรับประทานของทอด โดยเฉพาะไก่ทอดหรือปลาทอดเป็นประจำ มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตมากถึง 13% และหากรับประทานปลาทอดเป็นประจำ มีความเสี่ยงเสียชีวิตมากถึง 7% เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่ไม่ได้รับประทานอาหารประเภททอด

ผลการวิจัยชิ้นนี้ถือเป็นงานวิจัยชิ้นแรกของสหรัฐฯ ที่ให้ความสำคัญในประเด็นการบริโภคของทอดและอัตราการเสียชีวิตของมนุษย์ ก่อนหน้านี้มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างการรับประทานอาหารประเภทของทอด และอัตราความเสี่ยงการเป็นโรคอ้วนและโรคหัวใจ

Wei Bao ผู้ช่วยศาสตราจารย์ฝ่ายระบาดวิทยา มหาวิทยาลัยไอโอวา เผยว่า ในสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ การรับประทานของทอดถือเป็นเรื่องปกติมาก แต่ส่วนใหญ่มองข้ามถึงผลกระทบในระยะยาวของอาหารประเภททอดที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ทั้งนี้ในปี 2560 มีผลการวิจัยว่า คนที่รับประทานมันฝรั่งทอดมากกว่า 2 ครั้ง/สัปดาห์ มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากกว่าคนที่ไม่ไรับประทานถึง 2 เท่า

ทั้งนี้ คณะผู้วิจัยของ Wei Bao ได้ศึกษาพฤติกรรมการรับประทานอาหารของกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้หญิงเกือบ 107,000 คน ในช่วงอายุระหว่าง 50-79 ปี จากคลินิก 40 แห่งทั่วสหรัฐฯ ระหว่างปี 1993-1998 และติดตามกลุ่มตัวอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 18 ปี โดยกลุ่มตัวอย่างที่เข้าร่วมงานวิจัยได้ตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมการบริโภคและปริมาณอาหาร 122 ชนิด หนึ่งในนั้นมีอาหารประเภทไก่ทอด ปลาทอด เฟรนช์ฟราย ฯลฯ

กลุ่มตัวอย่างที่รับประทานอาหารประเภทของทอดมากกว่า 1 มื้อ/วัน มีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าสาเหตุอื่นๆ ถึง 8% รวมถึงอัตราการป่วยเป็นโรคหัวใจ ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้รับประทานอาหารประเภทของทอด นอกจากนี้ การรับประทานไก่ทอดยังทำให้เสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงถึง 13% รวมถึงมีความเสี่ยงจากการเสียชีวิตจากโรคหัวใจอีก 12% ส่วนอัตราการเสียชีวิตและโรคหัวใจจากการรับประทานปลาทอดอยู่ที่ 7% และ 13%

ทั้งนี้ สาเหตุหลักๆ ของการรับประทานของทอดนั้น มาจากการซื้อของทอดตามท้องตลาดนั้นมีการใช้น้ำมันในการทอดซ้ำอยู่หลายรอบ ทำให้เกิดสารอันตรายได้ซึ่งไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพ หากทอดอาหารรับประทานเองที่บ้าน เปอร์เซ็นต์การใช้น้ำมันทอดอาหารซ้ำจะลดลง ซึ่งจะส่งผลดีต่อสุขภาพมากกว่า

 

ขอขอบคุณ ข้อมูลจากเว็บไซต์ : edition.cnn.com


ออฟฟิศซินโดรม-โรคร้ายยอดฮิตของมนุษย์เงินเดือน_web.jpg

“ออฟฟิศซินโดรม” โรคสุดฮิตของมนุษย์เงินเดือน เมื่อต้องนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆ หากทำเป็นประจำบ่อยๆ จนติดเป็นนิสัย อันตรายถึงตายได้

มนุษย์เงินเดือนทั้งหลายเมื่อต้องสวมบทบาทเป็นพนักงานออฟฟิศ ซึ่งวัน ๆ ก็จะใช้ชีวิตอยู่บนโต๊ะทำงาน ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆ หลายชั่วโมง เรียกได้ว่าใช้ชีวิตผูกติดอยู่กับโต๊ะทำงานตลอดทั้งวันเลยก็ว่าได้  ส่งผลทำให้ร่างกายไม่ได้ขยับเขยื้อนร่างกายเลย แต่จะรู้หรือไม่ว่า พฤติกรรมดังกล่าวหากทำเป็นประจำบ่อยๆ จนติดเป็นนิสัย ส่งผลเสียต่อร่ายกายเราอย่างแน่นอน ทั้งร่างกายมีอาการปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัว สายตาพร่ามัว มีอากาศปวดศีรษาะ ไมเกรน มีอาการชาตามมือ เกิดอาการนิ้วล้อค กล้ามเนื้ออักเสบ หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท หรือทางการแพทย์จะเรียกว่า “โรคออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome)” นั่นเอง

โรคออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) เป็นอาการที่เกิดจากการทำงานกล้ามเนื้อไม่เหมาะสมในท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานาน ๆ ส่งผลให้เกิดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเรื้อรัง และอาจส่งผลให้ร่างกายส่วนอื่น ๆ มีความผิดปกติร่วมด้วย

เรื่องนี้ ศ.นพ.ธไนนิธย์ โชตนภูติ แพทย์หัวหน้าสถาบัน และแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ สถาบันกระดูกและข้อ ให้ข้อมูลถึงภาวะออฟฟิศซินโดรมว่า เป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรมการทำงานและการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม เมื่อรักษาแล้วต้องปรับพฤติกรรมชีวิต เพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นซ้ำหรือเป็นภาวะปวดเรื้อรัง โดยคนที่ป่วยโรคออฟฟิศซินโดรม จะมีอาการ 3 ระยะ ได้แก่

ระยะที่ 1 : เป็นระยะเริ่มต้น จะแสดงอาการเล็กน้อย ๆ เช่น อาการปวดบ่า ปวดคอ ปวดหลัง ฯลฯ จนคนมองข้ามไป

ระยะที่ 2 :1 จะมีอาการปวดจนแทบขยับร่างกายแทบไม่ได้ ถือเป็นสัญญาณเตือนของอาการกล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรัง เช่น ยกแขนไม่ขึ้น เนื่องจากมีพังผืดเกาะที่บริเวณสะบักและหัวไหล และบางรายอาจมีอาการชาไปที่บริเวณมืและนิ้วด้วย

ระยะที่ 3 : ระยะหนักหน่วง ระยะนี้หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่มีการปรับพฤติกรรมหรือรักษา อาจนำไปสู่อันตรายถึงชีวิตได้ เช่น โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเฉียบพลัน เป็นต้น

 

โรคออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) สามารถรักษาให้หายได้ ซึ่งหากใครยังไม่มีอาการเจ็บปวดมาก สามารถรักษาได้โดยการรับประทานยา ฉีดยา นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ทำกายภาพบำบัด ตลอดจนปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตและท่าทางอิริยาบถในขณะทำงาน เพื่อให้กล้ามเนื้อได้มีการเคลื่อนไหวบ้าง หากมีอาการเรื้อรังควรไปพบแพทย์เพื่อขอคำปรึกษาและรับการรักษาอย่างถูกต้อง

สำหรับอาการที่ไม่หนักมากจนต้องพบแพทย์ สามารถบำบัดได้ด้วยตนเอง โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใกล้ตัว เพียงแค่การลดพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์ก่อนเข้านอน พยายามพักผ่อนให้เพียงพอ หากอยู่ในออฟฟิศควรลุกยืดเส้นยืดสาย เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ซึ่งจะช่วยลดอาการอักเสบของกล้ามเนื้อ ระบบเลือดไหลเวียนดีขึ้น ที่สำคัญ พยายามไปหาเวลาออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที -1 ชั่วโมง เพียงเท่านี้คุณก็สามารถหายจากโรคออฟฟิศซินโดรมได้แล้ว

อย่าลืมว่า สุขภาพเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต อย่าปล่อยปละละเลยมันไป เริ่มต้นหันมาใส่ใจสุขภาพกันตั้งแต่บัดนี้ เพื่ออนาคตที่ดีในวันข้างหน้าดีกว่า


ทำความรู้จักกับ-PM2.5-ภัยเงียบที่ทำร้ายคนกรุง_web.jpg

รู้หรือไม่? ฝุ่นจิ๋ว PM ที่กระจายอยู่ทั่วพื้นที่ของกรุงเทพฯ และปริมณฑลอยู่ในขณะนี้ ไม่ใช่ว่าเพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่แท้จริงแล้ว ฝุ่นละออง PM เกิดขึ้นมานานมาก

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา คนกรุงหลายคนอาจจะต้องเผชิญกับหมอกควันจาง ๆ ที่กระจายอยู่ทั่วพื้นที่ของกรุงเทพฯ และปริมณฑล หลายคนตั้งคำถามให้กับตัวเองว่า “ที่เห็นอยู่นี่ หมอกหรือควัน” แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่ทั้งหมอก และไม่ใช่ทั้งควัน แต่เป็นมลพิษทางอากาศชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า PM 2.5 หากเข้าสู่ร่างกายเมื่อไหร่ เป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างแน่นอน แล้วเราจะทำอย่างไรกันดี?

 

PM 2.5 ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น แต่ความจริงคือ “เกิดขึ้นมานานแล้ว”

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 พัดเข้ามาก่อมลพิษทางอากาศในประเทศไทยบ้านเรา ความจริงแล้ว ในประเทศไทยเกิดฝุ่นละอองขนาดเล็กมานานแล้ว เราลองย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ.2540 ความหนาแน่นของฝุ่นละอองไทยในช่วงนั้นอยู่ในระดับที่เกินกว่ามาตรฐานใน 4 พื้นที่ของกรุงเทพฯ ได้แก่

ในพื้นที่ห้วยขวาง ความหนาแน่นของฝุ่นขนาด PM10 เฉลี่ยในแต่ละเดือนของช่วงปี 2539-2549 อยู่ที่ 63 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) ก่อนที่จะลดลงมาเหลือเพียง 40 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) ในช่วงปี 2550-2561 ขณะที่ค่าเฉลี่ยของค่าสูงสุดของความหนาแน่นของฝุ่น PM10 ในแต่ละเดือนลดลงจาก 119 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) มาเป็น 62.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) ในช่วงเวลาเดียวกัน

ในพื้นที่วงเวียนใหญ่ที่ค่าเฉลี่ยของความหนาแน่นของฝุ่นขนาด PM10 ในแต่ละเดือนของช่วงปี 2539-2549 ลดลงจาก 67 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) เหลือ 35.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) ในช่วงปี 2550-2561 โดยมีค่าเฉลี่ยของค่าสูงสุดของความหนาแน่นของฝุ่นขนาด PM 10 ในแต่ละเดือนลดลงจาก 111.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) เหลือ 60 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³)

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ถนนพระรามสี่ ซึ่งมีข้อมูลตั้งแต่ปี 2545 – 2561 มีค่าเฉลี่ยของความหนาแน่นของฝุ่นขนาด PM10 ที่ 69.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) และมีค่าเฉลี่ยของความหนาแน่นสูงสุดที่ 107.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³)

และในพื้นที่บางนา ซึ่งมีข้อมูลตั้งแต่ปี 2551-2561 มีค่าเฉลี่ยความหนาแน่นของฝุ่นขนาด PM10 ที่ 40.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) โดยมีค่าเฉลี่ยของค่าสูงสุดของความหนาแน่นของฝุ่นในแต่ละเดือนอยู่ที่ 72 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³)

ขณะที่ข้อมูลฝุ่นขนาด PM2.5 พบว่า ค่าเฉลี่ยโดยรวมในแต่ละเดือนยังไม่เกินมาตรฐาน แต่เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของค่าสูงสุดในแต่ละเดือนพบว่าความหนาแน่นเริ่มสูงกว่ามาตรฐาน โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาวที่ความหนาแน่นอาจจะสูงกว่ามาตรฐานไปถึง 2-3 เท่า

ในพื้นที่วงเวียนใหญ่ ซึ่งมีข้อมูลตั้งแต่ปี 2559-2561 มีค่าเฉลี่ยของความหนาแน่นโดยรวมในแต่ละเดือนอยู่ที่ 29 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) หากดูที่ค่าเฉลี่ยของค่าสูงสุดของความหนาแน่นของฝุ่นอยู่ที่ 57.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) ซึ่งเกินค่ามาตรฐาน โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาวของแต่ละปีที่ค่าเฉลี่ยความหนาแน่นของฝุ่นอาจจะเพิ่มขึ้นไปสูงกว่า 100 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) หรือมากกว่ามาตรฐานของประเทศไทย 2 เท่า

ในพื้นที่บางนา ค่าเฉลี่ยของความหนาแน่นของฝุ่นอยู่ที่ 23.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) และมีค่าเฉลี่ยของค่าสูงสุดของความหนาแน่นที่ 45.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) โดยในช่วงฤดูหนาวมีค่าแตะระดับ 80-99 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³)

ในพื้นที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ถนนพระรามสี่ ซึ่งมีข้อมูลตั้งแต่ปี 2560-2561 พบว่ามีค่าเฉลี่ยของความหนาแน่นอยู่ที่ 27.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) และมีค่าเฉลี่ยของค่าสูงสุดของความหนาแน่นของฝุ่นในแต่ละเดือนที่ 50.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) โดยในช่วงฤดูหนาวความหนาแน่นอาจจะสูงไปถึง 80-120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³)

สำหรับการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศของประเทศไทยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา มีแนวโน้มที่ดีขึ้นในหลายพื้นที่ หากเทียบจากค่ามาตรฐานความหนาแน่นของฝุ่นของประเทศไทยที่กำหนดว่าในระยะเวลาเฉลี่ย 24 ชั่วโมงจะต้องมีปริมาณความหนาแน่นของฝุ่นขนาด PM 10 ไม่เกิน 120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) และสำหรับฝุ่นขนาด PM2.5 ต้องไม่เกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) แม้ว่าจะมีบางเดือนที่ค่าเฉลี่ยสูงกว่ามาตรฐาน ซึ่งมักจะเป็นช่วงฤดูหนาวตั้งแต่เดือนตุลาคม – กุมภาพันธ์ในแต่ละปี

 

PM 2.5 สูดบ่อยๆ เสี่ยงเกิดโรคต่างๆ

รู้หรือไม่ว่า หากฝุ่นละออง PM 2.5 เข้าไปในร่ายกายด้วยปริมาณมากๆ แน่นอนว่าส่งผลเสียต่อสุขภาพ แถมยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ อีกด้วย ดังนี้

– ระคายเคืองจมูก แสบจมูก ไอ มีเสมหะ

– โรคหลอดเลือดในสมอง

– โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง

– โรคมะเร็งปอด

– โรคหัวใจขาดเลือด

– โรคหลอดเลือดหัวใจ

– โรคติดเชื้อเฉียบพลัน

นอกจากนี้ จากผลการศึกษาของธนาคารโลก ระบุว่ามลพิษทางอากาศในประเทศไทยเป็นต้นเหตุของการเสียชีวิตก่อนวันอันควรถึงราว 50,000 ราย/ปี และคนไทยยังคงต้องเผชิญกับปัญหาอากาศที่เต็มไปด้วยมลพิษทางอากาศในระดับสูงกว่าค่ามาตรฐานขององค์กรอนามัยโลกอย่างต่อเนื่อง

 

“หน้ากาก” อุปกรณ์ป้องกัน PM 2.5

ในช่วงที่เมืองกรุงกำลังเผชิญกับมลพิษค่า PM 2.5 ทำให้หลายหน่วยงานพยายามประชาสัมพันธ์ให้คนกรุงสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งเมื่อออกจากบ้าน เพื่อป้องกัน PM 2.5 เข้าสู่ร่างกาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว หน้ากากอนามัยทั่วไปนั้นไม่สามารถป้องกันได้จริงๆ 100% เรื่องนี้ คุณเบญจวรรณ ธวัชสุภา นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ กองประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ กรมอนามัย ให้ข้อมูลว่า หน้ากากอนามัยที่จำหน่ายทั่วไปในท้องตลาด จะมีอยู่ 2 แบบ คือ หน้ากากอนามัยธรรมดา และ หน้ากากอนามัยแบบ N95 , P 100 ฉะนั้น หากต้องการป้องกันฝุ่นละออง PM 2.5 ควรใช้หน้ากาก N95 , P 100 จะป้องกันได้ดีกว่าหน้ากากอนามัยแบบธรรมดา

นอกจากนี้ เมื่อคนกรุงต้องเผชิญกับ PM 2.5 ซึ่งเป็นมลพิษที่เกินมาตรฐานทุกวัน สามารถป้องกันได้ด้วย 5 วิธีป้องกันง่ายๆ เพียงแค่

– หลีกเลี่ยงการสัมผัสฝุ่นละออง

– ปิดประตูและหน้าต่างให้มิดชิด เพื่อป้องกันฝุ่นละออง

– ใช้หน้ากากอนามัย N95, P 100 ที่มีประสิทธิภาพในการกรองฝุ่นละออง  PM 2.5

– หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมในที่โล่งแจ้งนานกว่า 12 ชั่วโมง

– ลดการใช้รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และการเผาขยะ เพื่อลดปริมาณควันในอากาศ

 

PM2.5 ไม่น่ากลัวเท่าควันบุหรี่

จริงหรือที่ว่า ค่าฝุ่น PM 2.5 ยังไม่น่ากลัวเท่ากับควันบุหรี่ เรื่องนี้ พญ.เริงฤดี ปธานวนิช รองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) เปิดเผยว่า Dr. Richard Muller นักวิจัยจากสถาบันวิจัยสภาพอากาศ Berkeley Earth แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ได้ทำการคำนวณเปรียบเทียบปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศ (PM2.5) กับปริมาณการสูบบุหรี่ พบว่า การสูบบุหรี่ 1 มวน จะทำให้เกิดมลพิษทางอากาศเทียบเท่า PM2.5 ปริมาณ 22 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งฝุ่นละอองขนาดเล็กนี้สามารถผ่านเข้าสู่ปอด กระแสเลือด และก่อให้เกิดโรคต่างๆ มากมายทั้งโรคปอด หอบหืด โรคหัวใจและมะเร็ง เป็นต้น

จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติล่าสุด ปี 2560 พบว่าคนไทยสูบบุหรี่จำนวน 10.7 ล้านคน โดยเฉลี่ยสูบคนละ 10 มวนต่อวัน ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่าผู้สูบบุหรี่รวมทั้งคนใกล้ชิดที่ได้รับควันบุหรี่จะได้รับมลพิษทางอากาศหรือ PM2.5 สูงถึง 220 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่อยู่ในระดับอันตรายต่อสุขภาพ

 

อย่างไรก็ตาม ฝุ่น PM10 ส่วนใหญ่เกิดจากธรรมชาติเป็นฝุ่นหิน ฝุ่นทราย ส่วนฝุ่น PM2.5 เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์เป็นหลัก แต่เชื่อว่าสถานการณ์ PM 2.5 ในปีนี้ ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต จึงขอให้คนกรุงอย่าตื่นตระหนก เนื่องจากสถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้มีความรุนแรงเท่ากับปี 2561 ที่ผ่านมา แต่ก็อย่าละเลยในการป้องกันกันตัวเอง  เพียงแค่หลีกเลี่ยงการออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน หรือถ้ามีความจำเป็นที่จะต้องออกไปนอกบ้านก็อย่าลืมสวมหน้ากาก N95 , P 100 เพื่อป้องกัน PM 2.5 นอกจากนี้  ในส่วนของมนุษย์ก็ควรที่จะลดพฤติกรรมซึ่งก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ ทั้งการลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลที่มีควัน ไม่ก่อกองไฟหรือเผาขยะ เป็นต้น เพียงแค่นี้ มลพิษ PM 2.5 ก็จะไม่สามารถมาทำร้ายสุขภาพร่างกายเราได้อย่างแน่นอน


ส่อง-ต้นเหตุของอาการ-ไอเรื้อรัง-หากไม่รักษา-ไม่หายแน่นอน_web.jpg

 “ไอเรื้อรัง” อีกหนึ่งอาการที่สร้างความรำคาญให้กับตัวเองและคนรอบข้าง ต้นเหตุของอาการ “ไอเรื้อรัง” เกิดจากปัจจัยหลายอย่าง ถ้าอยากหายต้องรักษา

“อาการไอ” ถือเป็นสัญญาณเตือนถึงสิ่งผิดปกติในระบบทางเดินหายใจ ซึ่งการไอเป็นกลไกป้องกันของร่างกายในการกำจัดเชื้อโรคและเสมหะ แต่หลายคนคงรู้สึกแย่ หากต้องไออยู่บ่อย ๆ เพราะนอกจากจะรำคาญตัวเอง  ยังสร้างความรำคาญให้คนรอบข้าง

อันที่จริง อาการไอ แบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

1. อาการไอเฉียบพลัน จะมีระยะเวลาของอาการไอน้อยกว่า 8 สัปดาห์ เกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน เช่น หลอดลมอักเสบ เป็นต้น

2. อาการไอเรื้อรัง จะมีระยะเวลาของอาการไอมากกว่าหรือเท่ากับ 8 สัปดาห์ ถือเป็นปัญหาที่ประชาชนมีโอกาสพบเจอได้ง่าย และหากไอเรื้อรังเกิน 2 สัปดาห์ จะมีความเสี่ยงสูงเป็นหลอดลมอักเสบอีกด้วย แต่ในทางการแพทย์ ไอเรื้อรัง คืออาการไอติดต่อกันนานเกินกว่า 3 สัปดาห์ และพบว่ามีอาการไอเรื้อรังและมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น น้ำหนักลด เบื่ออาหาร มีไข้ ควรรีบพบแพทย์ เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและทำการรักษาโดยเร็ว

สำหรับอาการ “ไอเรื้อรัง” มีต้นเหตุจากปัจจัยหลายอย่าง ได้แก่

1. การสูบบุหรี่ : การสูบบุหรี่เป็นประจำ ทำให้เนื้อเยื่อภายในร่างกายที่สัมผัสกับควันบุหรี่เกิดอาการระคายเคืองและอาจเป็นบาดแผล มีอาการอักเสบ จนเป็นสาเหตุของโรคหลอดลมอักเสบได้

2. มีเสมหะ : การที่มีเสมหะในลำคอ มีปัจจัยหลายสาเหตุ ทั้งอาการของโรคภูมิแพ้ จมูกอักเสบจากภูมิแพ้ ไซนัสอักเสบ กรดไหลย้อน หลอดลมอักเสบเรื้อรัง ติดเชื้อเรื้อรังในคอ หรือแม้แต่การใช้เสียงด้วยวิธีผิดๆ เป็นต้น

3. ติดเชื้อเรื้อรังบริเวณลำคอ : เป็นโรคในลำคอที่เกิดจากเชื้อรา เชื้อวัณโรค เชื้อซิฟิลิส เชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อไวรัสต่าง ๆ

4. ระคายเคืองลำคอ : เกิดจากสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ อาทิ สารเคมี สารระเหย การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หากปล่อยทิ้งไว้ เป็นอันตรายต่อร่างกายแน่นอน

5. อาการข้างเคียงจากโรคอื่น ๆ : เป็นอาการข้างเคียงที่เกิดจากโรคอันตราย อาทิ หัวใจวาย ไอกรน ปอดติดเชื้อ และโรคปอดอื่นๆ ซึ่งส่งผลต่อการป่วยเป็นไอเรื้อรังได้

 

“ไอเรื้อรัง” รักษาเบื้องต้นได้!

พญ.นงนภัส เก้าเอี้ยน แพทย์โรคระบบทางเดินหายใจเด็ก โรงพยาบาลพระรามเก้า แนะนำวิธีรักษาง่าย ๆ หากมีอาการไอเรื้อรัง เพียง

1. หยุดสูบบุหรี่

2. หยุดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

3. ลดการรับประทานอาหารที่ใช้น้ำมัน เป็นการช่วยบรรเทาหลอดลมรวมถึงเนื้อเยื่อภายในลำคอจากอาการระคายเคือง

4. หลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่ ๆ มีไรฝุ่น ฝุ่นละออง หมั่นพยายามทำความสะอาดเครื่องนอนเป็นประจำทุกสัปดาห์

5. ไม่ควรวางตุ๊กตาไว้บนเตียงนอน และไม่ควรเลี้ยงสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัขหรือแมว สายพันธุ์ที่มีขนต่าง ๆ

6. ใช้เครื่องฟอกอากาศ เพื่อกรองไรฝุ่นซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ

7. หลีกเลี่ยงการนั่งอยู่ใกล้เครื่องปรับอากาศหรือพัดลม ที่พัดอากาศเย็น ๆ มายังศีรษะโดยตรง

สุดท้าย อาการไอเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ทั้งจากโรคไม่ร้ายแรง และโรคร้ายแรง ซึ่งหากผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ก็อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาและอาจเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ ทางที่ดี หากรู้ตัวว่ากำลังป่วย อาการไอไม่ดีขึ้น หรือเป็นหนักขึ้นกว่าเดิม ควรพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษา อย่างปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานาน  ไม่ดีต่อสุขภาพร่างกายอย่างแน่นอน


ภาวะความเหงา-ส่งผลต่อสุขภาพ-เทียบเท่าสูบบุหรี่วันละ-15-มวน_web.jpg

นักวิจัยเผย 3 ช่วงอายุที่มนุษย์จะเผชิญ “ภาวะความเหงา” และส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เทียบเท่ากับการสูบบุหรี่วันละ 15 มวนเลยทีเดียว

เพราะ “ความเหงา” เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศ ทุกวัยอยู่เสมอ การได้อยู่คนเดียว การไม่ได้รับการเลี้ยงดู ได้รับความสนใจจากคนรอบข้าง เปรียบเสมือนว่าตัวเองนั้นต้องอยู่คนเดียว โดดเดี่ยวเดียวดาย ภาวะความเหงา จึงบังเกิดขึ้น ดังนั้น การเกิดขึ้นของภาวะความเหงาจึงเป็นที่มาที่ทำให้นักวิจัยมีความสนใจที่จะศึกษาในประเด็นดังกล่าว

ดร.ดิลิป เจสเตอ อาจารย์ด้านจิตเวชและระบบประสาทวิทยา จาก University of California ซึ่งเป็นเจ้าของงานวิจัย ได้ศึกษาวิจัยและตีพิมพ์ในวารสารด้านจิตวิทยาผู้สูงอายุ International Psychogeriatric โดยได้ศึกษาและเก็บข้อมูลจากผู้คนในซานดิเอโก เคาน์ตี้ รัฐแคลิฟอร์เนีย ช่วงอายุระหว่าง 27-101 ปี โดยผลการศึกษาพบว่า “ความเหงา” ไม่ได้หมายถึงความโดดเดี่ยวเดียวดายเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงความเศร้าจากความแตกต่างระหว่างความสัมพันธ์ทางสังคมที่ต้องการกับความสัมพันธ์ที่เป็นอยู่จริง

นอกจากนี้ การศึกษาพบว่า ในช่วงชีวิตของมนุษย์สามารถจะเกิดความเหงาได้ 3 ช่วงอายุหลัก ๆ ได้แก่ ช่วงอายุ 20 ตอนปลาย (ประมาณ 28-29 ปี) , ช่วงอายุ 50 กลางๆ (ประมาณ 54-57 ปี) และช่วงอายุ 80 ตอนปลาย (ประมาณ 88-89 ปี) และเกิดขึ้นทุกเพศ ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายก็ตาม สามารถเผชิญกับความเหงาได้ในระดับที่เท่ากัน

สำหรับกลุ่มคนช่วงอายุ 20 ตอนปลาย จะเป็นช่วงเวลาของการตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต คนในช่วงอายุนี้มักจะมีความรู้สึกว่าเพื่อนฝูงในวัยเดียวกันตัดสินใจดีกว่าตน และมีความรู้สึกผิดต่อการตัดสินใจของตัวเองในหลายด้าน ซึ่งภาวะเครียดนี้จะเพิ่มระดับความอ้างว้างในจิตใจไปอีก

กลุ่มคนช่วงอายุ 50 ตอนกลาง จะมีภาวะที่เรียกว่า mid-life crisis หรือวิกฤตวัยกลางคน จากภาวะร่างกายที่เริ่มเจ็บป่วย สุขภาพถดถอย และกลุ่มคนช่วงอายุ 80 ตอนปลาย จากเดิมหลายคนเชื่อว่าคนวัยนี้น่าจะรู้สึกดีที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ในความเป็นจริงแล้ว พวกเขาเผชิญกับสุขภาพที่ย่ำแย่ ปัญหาทางการเงิน และความตายของคนรอบข้าง

นอกจากนี้ ในงานวิจัย ดร.วิเวค เมอร์ธี อดีตอธิบดีกรมอนามัยสหรัฐฯ กล่าวยืนยันว่า ความเหงาส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เทียบเท่ากับการสูบบุหรี่วันละ 15 มวนเลยทีเดียว โดยภาวะความเหงาเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะระบบการรับรู้ที่ลดลง โรคเกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง ภาวะพิการ และโรคซึมเศร้า เป็นต้น

ทั้งนี้ แอนโธนี ออง อาจารย์ด้าน Human Development จากมหาวิทยาลัยคอร์แนล ระบุว่า ความสัมพันธ์ที่ผกผันระหว่างความเหงากับความคิดได้คิดเป็น หากเรายิ่งมีสติ รู้คิด รู้ทำ ก็จะช่วยลดโอกาสของความเหงาเดียวดาย อาจจะส่งเสริมให้มนุษย์พัฒนาบุคลิกภาพของตนเองให้พร้อมรับมือกับความเหงาที่จะเกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลาของชีวิตได้

สุดท้าย ภาวะความเหงา หากได้รับการดูแลรักษาอย่างดี ทั้งจากตัวเราเองและคนรอบบข้าง คุณเองก็จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข ไร้ความเหงามาแผ้วพานจิตใจอย่างแน่นอน

 

ขอขอบคุณ : ข้อมูลจาก เว็บไซต์ VOA Thai