Welltitude

กินอยู่เป็น_ส่อง-ประโยชน์ของ-เบียร์-ที่ให้มากกว่าความเมา_web.jpg

“เบียร์” เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ไร้ประโยชน์ ดื่มแล้วเมาเละเทะ เปลี่ยนความคิดใหม่เดี๋ยวนี้เลย เพราะในทางกลับกัน “เบียร์” เป็นเครื่องดื่มที่ใครหลายคนอาจจะมองข้ามหรือยังไม่รู้มาก่อน บอกเลยว่าดื่มเบียร์วันละนิด จิตแจ่มใสแน่นอน

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอสาระดี ๆ เอาใจนักดื่มคอแข็งตัวยง เชื่อว่าวัยรุ่นที่บรรลุนิติภาวะหรือคนวัยทำงานจำนวนมาก 3 ใน 4 จะชื่นชอบการดื่ม “เบียร์” โดยเฉพาะทุกวันศุกร์ วันเสาร์ หรือก่อนวันหยุดนักขัตฤกษ์ 1 วัน หรือแม้กระทั่งช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองต่าง ๆ “เบียร์” จะเป็นเครื่องดื่มประเภทแรก ๆ ที่วงสนทนาจะต้องเลือกมาใช้ประกอบกับการตั้งโต๊ะสังสรรค์ พูดคุย ปาร์ตี้ เฮฮา โต๊ะไหนขาด “เบียร์” เปรียบเสมือนขาดความสุขในวงสนทนา

จะว่าไปแล้ว “เบียร์” เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดแรกของโลกที่ผ่านกระบวนการหมักจากผลิตภัณฑ์พวกธัญพืช อาทิ ข้าวบาร์เลย์ ฮอป ทำให้เบียร์มีกลิ่นหอม รสชาติขม สามารถรักษาคุณภาพของเบียร์ให้เก็บได้นานขึ้น แต่เบียร์ในปัจจุบันจะมีกรรมวิธีในการผลิตเบียร์แตกต่างจากในสมัยก่อน จึงทำให้ชนิด รสชาติ และสีของเบียร์ มีความแตกต่างกันมาก

แต่รู้หรือไม่ว่า “เบียร์” ไม่ได้เป็นเครื่องดื่มที่ไร้ประโยชน์ ดื่มแล้วมึนเมาเสียอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริงเบียร์ยังแฝงไปด้วยประโยชน์อื่น ๆ ที่ใครหลายคนอาจจะมองข้ามหรือยังไม่รู้มาก่อน กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงได้รวบรวมคุณประโยชน์ของ “เบียร์” มาฝากกัน

ส่อง-ประโยชน์ของ-เบียร์-ที่ให้มากกว่าความเมา_INFO

 

1. เบียร์สามารถควบคุมการดื่มได้ : เบียร์ส่วนใหญ่ถูกบรรจุกันเป็นแบบกระป๋องหรือขวด สามารถดื่มได้ทันทีโดยไม่ต้องไปผสมกับอะไรทั้งสิ้น ทำให้คุณสามารถควบคุมการดื่มได้ เช่น 2 กระป๋อง หรือ 1 ขวด เป็นต้น

2. เบียร์มีไฟเบอร์สูง : เบียร์มีไฟเบอร์สูง ซึ่งไฟเบอร์จะช่วยให้กระบวนการย่อยอาหารเป็นไปอย่างช้า ๆ ทำให้คุณรู้สึกอิ่มท้องนานขึ้น ช่วยให้คุณไม่กินอาหารมากเกินไป แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องระวังแคลอรี่ที่มากับเบียร์ด้วยนะ

3. เบียร์อุดมไปด้วยวิตามินบี : เบียร์มีวิตามินบีจากยีสต์ที่ใช้ในการหมัก อุดมไปด้วยวิตามิน B3, B6, กรดโฟลิก (B9) ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายทั้งในส่วนของการเสริมสุขภาพและป้องกันโรคบางชนิดได้อีกด้วย

4. เบียร์ช่วยคลายความเครียด : การได้จิบเบียร์อย่างน้อยวันละ 1 กระป๋องหรือวันละ 1 ขวด จะช่วยผ่อนคลายความเครียดลงและลดความกังวลลงได้ ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดอาหารหัวใจวายและเส้นเลือดในสมองแตกได้ โดยพอประมาณสำหรับผู้หญิงนั้นไม่เกิน 12 ออนซ์/วัน และ 24 ออนซ์/วัน สำหรับผู้ชาย

5. เบียร์ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดเบาหวานประเภทที่ 2 ได้ : จากผลการศึกษาหลายครั้ง พบว่า คนที่ดื่มเบียร์มีความเสี่ยงในการเกิดเบาหวานประเภทที่ 2 น้อยกว่าคนที่ไม่ได้ดื่มถึง 30% ซึ่งเบาหวานประเภทที่ 2 คือเบาหวานที่พบเป็นส่วนใหญ่ โดยเกิดจากการที่ตับอ่อนสร้างอินซูลินได้แต่ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ของร่ายกาย ทำให้ต้องกินยาหรือฉีดอินซูลิน

6. เบียร์มีซิลิคอนสูง : ผลจากการวิจัยของมหาวิทยาลัย Alcala ของสเปน พบว่า ซิลิคอนช่วยป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้ ฉะนั้นการบริโภคซิลิคอนปริมาณสูง ช่วยลดการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้

7. เบียร์มีสารที่ต่อต้านจุลชีพ : ฮอปนั้นเป็นดอกไม้ที่มีรสขมที่เป็นวัตถุดิบที่ใช้ในการหมักเบียร์ โดยฮอปมีฤทธิ์ต่อต้านจุลินทรีย์ช่วยต่อสู้กันโรคบางชนิดได้

8. เบียร์มีประโยชน์ต่อกระดูก : เบียร์นั้นช่วยให้กระดูกแข็งแรง โดยจากการศึกษาของมหาวิทยาลัย Tufts ได้พบความเชื่องโยงในด้านที่ดีว่าการดื่มเบียร์หรือไวน์ในปริมาณที่พอดีนั้นช่วยให้กระดูกสะโพกมีความหนาแน่น

9. เบียร์ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ : จากการศึกษาของ Kaiser Permanente พบว่า คนที่ดื่มเบียร์มีโอกาสเกิดโรคหัวใจต่ำกว่าคนที่ดื่มวิสกี้หรือไวน์

10. เบียร์ช่วยให้เข้าสังคมได้ง่าย : คนที่ไม่ดื่มเบียร์ ไม่ได้หมายความว่า เป็นคนเข้าสังคมยาก แต่การชวนกันไปสังสรรค์เล็ก ๆ น้อย ๆ ทำให้เราสามารถกระชับความสัมพันธ์หรือเปิดใจเรียนรู้กันได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปาร์ตี้ การคุยธุรกิจ การนัดเจอพูดคุย แต่ข้อควรระวังคือ ถ้าไปดื่มกับคนที่ไม่สนิทมากอย่าได้เผลอดื่มจนเมาเด็ดขาด

 

สุดท้าย “เบียร์” อาจจะไม่ใช่เครื่องดื่มที่ไม่ดีหรือแย่ในสายตาของผู้ที่ไม่ดื่มเครื่องแอลกอฮอล์เสมอไป แต่อย่างที่บอกไปว่า เบียร์มีข้อดีที่คุณยังไม่เห็นซ่อนอยู่ พอรู้แบบนี้แล้ว เชื่อว่าใครหลาย ๆ คน คงเริ่มอยากดื่มเบียร์ขึ้นมาทันที ดื่มเบียร์วันละ 2 แก้ว ช่วยเพิ่มความจำ ดื่มเบียร์วันละ 4 แก้ว ช่วยย่อยอาหาร ดื่มเบียร์วันละ 5 แก้ว ช่วยเสริมสร้างกระดูก ดื่มเบียร์วันละ 6 แก้วเป็นยา แต่หากดื่มมากขนาดนี้ก็

อาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้เหมือนกัน ฉะนั้น อย่าดื่มให้มากจนเมาเละเทะ แต่ควรดื่มเพื่อให้วงสนทนามีความให้สนุกสนาน รู้สึกสดชื่น คลายความกังวลจะดีกว่า และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


โรคนอนเกิน-นอนมากไป...ใช่ว่าจะดีต่อร่างกาย.jpg

การนอนพักผ่อนมากกว่า 8 ชั่วโมงขึ้นไป อันตรายต่อร่างกายมาก เพราะจากเดิมหลายคนเข้าใจมาโดยตลอดว่า นอนหลับนาน ๆ ถือเป็นการพักผ่อนอย่างสมบูรณ์แบบ หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่นอนหลับเกิน 8 ชั่วโมง คุณกำลังเข้าข่ายเป็น “โรคนอนเกิน”

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวดี ๆ เกี่ยวกับการนอนหลับพักผ่อน โดยปกติแล้ว เมื่อเราต้องไปทำงานหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ในช่วงกลางวัน ตกกลางคืนร่างกายรู้สึกอ่อนล้า และต้องได้รับการพักผ่อนอย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมงต่อวัน หากนอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมง ไม่ดีต่อร่างกายเราอย่างแน่นอน ทำให้ร่างกายพักผ่อนไม่เต็มที่ แล้วจะมีอาการอ่อนเพลีย ทำงานหรือทำกิจกรรมได้ไม่เต็มแรง หักโหมจนเกินไป ส่งผลให้เราเกิดอาการวูบหรือเป็นลมได้

ขณะเดียวกัน การนอนพักผ่อนมากกว่า 8 ชั่วโมงขึ้นไป หลายคนเข้าใจมาโดยตลอดว่า เป็นเรื่องที่ดีที่ร่างกายจะได้พักผ่อนอย่างสมบูรณ์แบบ แต่ในความเป็นจริงนั้น การนอนมากกว่า 8 ชั่วโมงถือเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างมาก เราเรียกอาการแบบนี้ว่า “โรคนอนเกิน” (Hypersomnia) หรือ “ง่วงมากผิดปกติ” (Excessive Sleepiness)

สำหรับ “โรคนอนเกิน” (Hypersomnia) หรือ ง่วงมากผิดปกติ (Excessive Sleepiness) เป็นโรคที่เกิดในคนขี้เซา ยิ่งนอนพักเท่าไหร่ก็ไม่รู้สึกพอ อาการจะดูเฉื่อย ซึม ไร้ชีวิตชีวา ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นวัยเด็ก วัยรุ่น หรือวัยผู้ใหญ่ สำหรับคนที่มีอาการแบบนี้ หากนอนหลับแล้วจะตื่นขึ้นมายากมาก เมื่อตื่นแล้วร่างกายจะรู้สึกว่าต้องการนอนต่อไปอีก และระหว่างวันก็ต้องการงีบหลับหลาย ๆ ครั้ง และการงีบก็อาจเกิดขึ้นในเวลาที่ไม่เหมาะสม เช่น ช่วงกลางวัน เป็นต้น

ซึ่งคนที่มีอาการเหล่านี้จะสามารถหลับได้ในขณะที่กำลังคุยสนทนาอยู่ หรือแม้กำลังรับประทานอาหาร บางรายง่วงมากขณะนอนหลับ ถ้าถูกปลุกขึ้นมาก็อาจมีอาการพูดจาสับสน นอกเหนือจากอาการง่วงแล้ว ยังหงุดหงิดง่าย วิตกกังวล ความคิดอ่านไม่แล่น ความจำไม่ดี และมีอาการซึมเศร้าอีกด้วย

สุดท้าย หากคุณพบว่าตัวคุณเองหรือมีคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ญาติพี่น้อง ลูกหลาน มีอาการง่วงมากเกินไปหรือง่วงมากผิดปกติ ขอให้คิดไว้เสมอว่าร่างกายอาจจะผิดปกติแน่นอน ไม่ใช่เกิดจากพฤติกรรมหรือนิสัยเกียจคร้าน แต่เกิดจากโรคทางกายหรือทางใจ ต้องรีบไปพบแพทย์เพื่ทำการรักษา อย่าปล่อยทิ้งเด็ดขาด อันตรายต่อสุขภาพอย่างแน่นอน และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ : เนื้อหาจาก รายการ Health me please โดย พญ.ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี


กินอยู่เป็น_แอร์สกปรก-ไม่ยอมล้าง-ระวังปอดอักเสบ_web.jpg

รู้หรือไม่? เครื่องปรับอากาศที่เราใช้งานกันอยู่ทุกวัน จริง ๆ แล้วเป็นแหล่งสะสมความชื้น เป็นสาเหตุทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโต อันตรายจนถึงขั้นปอดอักเสบรุนแรง

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอแนะนำเรื่องราวดี ๆ เกี่ยวกับสุขภาพ เชื่อว่าหลาย ๆ บ้านจะมีเครื่องปรับอากาศไว้คลายความร้อน เพิ่มความเย็น อย่างน้อยบ้านละ 1 เครื่อง โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา ถือได้ว่าเป็นช่วงที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับความร้อนแบบร้อนสุด ๆ จนถึงขั้นยอดจัดจำหน่ายเครื่องปรับอากาศขายดีเทน้ำเทท่า ได้รับความนิยมในขณะนั้น

แต่ถึงแม้ช่วงนี้จะเป็นฤดูฝน และอีกไม่นานก็จะเข้าสู่ช่วงของฤดูหนาว เชื่อว่า เครื่องปรับอากาศ ยังคงเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่หลาย ๆ บ้านยังต้องเปิดใช้งานกันอยู่ อย่างน้อยเปิดในช่วงกลางคืนตอนนอนหลับพักผ่อน แต่รู้หรือไม่ว่า เครื่องปรับอากาศที่เราเปิดใช้งานบ่อย ๆ เป็นประจำทุกวัน ภายในตัวเครื่องนั้นมีความชื้นจำนวนมากสะสมอยู่ ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโต โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรียลิจิโอเนลลานิวโมฟิวลา

เรื่องนี้ นพ.ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย บอกว่า จากเรื่องของความชื้นภายในเครื่องปรับอากาศ หากใครก็ตามที่หายใจหรือสูดละอองน้ำที่มีเชื้อแบคทีเรียลิจิโอเนลลานิวโมฟิวลาปนเปื้อนเข้าไป จะส่งผลกระทบและเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ โดยลักษณะอาการมี 2 แบบ ได้แก่ แบบปอดอักเสบรุนแรง จะมีอาการไข้ขึ้นสูง ไอ หนาวสั่น เรียกว่า “โรคลิเจียนแนร์” และแบบที่ลักษณะคล้ายไข้หวัดใหญ่ หรือเรียกว่า “ไข้ปอน ตีแอก” หรือ “ปอนเตียก”

ฉะนั้น สิ่งที่ควรกระทำอย่างยิ่งคือ ควรล้างแอร์เป็นประจำ โดยเครื่องปรับอากาศในห้องพัก หมั่นทำความสะอาดถาดรอง อย่างน้อยทุก ๆ 1-2 สัปดาห์ เพื่อไม่ให้มีตะไคร่เกาะ และเมื่อเปิดใช้งานเครื่องปรับอากาศควรสังเกตว่าอากาศที่ออกมาจากแอร์มีกลิ่นเหม็นหรือมีกลิ่นอับหรือไม่ หากพบว่ามีกลิ่น ควรล้างทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศที่อยู่ในแอร์ด้วยน้ำสบู่หรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรค

แต่หากล้างทำความสะอาดแล้วกลิ่นยังไม่หาย ขอแนะนำให้เรียกช่างมาช่วยซ่อมแซม ทั้งนี้ การล้างเครื่องปรับอากาศเต็มระบบ ควรล้างอย่างน้อยปีละครั้ง แต่หากใช้เป็นประจำควรล้างอย่างน้อย 6 เดือน/ครั้ง เนื่องจากจะช่วยลดเชื้อโรคแล้ว ยังช่วยประหยัดไฟฟ้าได้อีกด้วย


กินอยู่เป็น_5-ประโยชน์ของการวิ่งตอนเช้า...ดีต่อกายและใจ_web.jpg

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวม 5 ประโยชน์ของการวิ่งตอนเช้า ที่นอกจากจะช่วยให้สุขภาพแข็งแรงแล้ว ยังส่งผลดีต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกายเราอีกด้วย บอกเลยว่า ช่างดีต่อกายและใจจริง ๆ

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับแวดวงสุขภาพ เอาใจคนที่ชื่นชอบการออกกำลังกายอย่างการวิ่ง เชื่อว่าหลาย ๆ คนที่รักสุขภาพ เมื่อคิดจะออกกำลังกาย การวิ่งถือเป็นอีกหนึ่งกีฬาที่หลาย ๆ คนให้ความสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรมาก เพียงแค่ใช้ร่างกายในการเคลื่อนไหวเท่านั้น บวกกับจิตใจที่เข้มแข็งและพร้อมที่จะวิ่ง แต่ส่วนใหญ่จะเห็นหลายคนเลือกที่จะออกมาวิ่งกันในช่วงเย็นมากกว่าช่วงเช้า เนื่องจากจะได้ไม่ต้องตื่นนอนตอนเช้า

แต่ในความเป็นจริงแล้ว การวิ่งในตอนเช้าเป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่งที่ดีมาก เนื่องจากการวิ่งตอนเช้าจะช่วยกระตุ้นให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น ช่วยให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟิน ซึ่งเป็นสารที่ทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นออกมา แถมเรายังได้สัมผัสบรรยากาศเย็นสบายในยามเช้า ทำให้สุขภาพแข็งแรงทั้งกายและใจ แต่จะรู้หรือไม่ว่า การวิ่งตอนเช้าดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพของเราอย่างไร กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ไปหาคำตอบมาให้ทุกท่านแล้ว

1. ลดระดับความดันโลหิต : ผลการศึกษาของ Dr.Scott Collier Appalachian State University พบว่า การวิ่งในตอนเช้าช่วยลดความดันโลหิตได้ เนื่องจากผลการทดลองพบว่า กลุ่มอาสาสมัครที่วิ่งตอนเช้าจะมีระดับความดันโลหิตตลอดทั้งวันลดลงโดยเฉลี่ย 10% และลดลงราว 25% ในช่วงก่อนนอน ดังนั้น หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่มีปัญหาความดันโลหิตสูง การวิ่งตอนเช้าน่าจะเป็นเรื่องที่ดีต่อสุขภาพ

2. ช่วยลดน้ำหนัก : การออกกำลังกายด้วยการวิ่งในตอนเช้า ไม่เพียงแต่ทำให้ร่างกายตื่นตัวและกระปรี้กระเปร่าเท่านั้น แต่ยังช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบเผาผลาญในร่างกายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ร่างกายเผาผลาญแคลอรีได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องไปได้ทั้งวัน ส่งเสริมให้การลดน้ำหนักเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นไปในตัว

3. ปลุกความสดชื่นให้ร่างกาย : การวิ่งตอนเช้าทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าและตื่นตัว พร้อมสำหรับการเริ่มต้นวันใหม่ เนื่องจากการออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้นให้ระบบต่าง ๆ ทำงานได้ดีขึ้น และยังช่วยให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟิน ซึ่งเป็นสารที่ทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นออกมาด้วย

4. ลดความเครียด : หากใครกำลังมีเรื่องให้เครียด การวิ่งในตอนเช้าช่วยลดความเครียดได้จริง ๆ แถมยังช่วยสร้างอารมณ์ดีให้ตัวเราได้ หรืออย่างน้อย ๆ ก็ช่วยให้ลืมความเครียดไปได้สักระยะหนึ่ง

5. เปลี่ยนนิสัยให้เป็นคนตื่นเช้า : Dr.James Mojica นักจิตวิทยาบอกไว้ว่า หากสามารถตื่นเช้ามาวิ่งออกกำลังกายเป็นสิ่งแรกของวันได้อย่างน้อย 4 วัน/สัปดาห์ จะช่วยให้ระบบร่างกายปรับตัวกับการตื่นเช้าไปได้ จนในที่สุดตัวเราจะเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมการตื่นนอนจากคนนอนขี้เซาให้เป็นคนนอนตื่นเช้าได้ โดยไม่ต้องอาศัยนาฬิกาปลุกเลยแม้แต่นิดเดียว

 

อย่างที่บอกไปข้างต้นว่า การตื่นมาออกกำลังกายด้วยการวิ่งตอนเช้า ล้วนส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตในหลายด้าน เพราะนอกจากจะช่วยทำให้ร่างกายตื่นตัว สดชื่น มีสมาธิ และลดน้ำหนักแล้ว การตื่นมาวิ่งตอนเช้ายังช่วยแก้อาการเมาค้างให้หายเป็นปลิดทิ้งได้อีกด้วย ใครที่อยากมีสุขภาพดีทั้งกายและใจก็ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาลองวิ่งตอนเช้าดู รับรองเลยว่า สุขภาพกายและใจของคุณต้องแข็งแรงและ Strong! อย่างแน่นอน และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


กินอยู่เป็น_รู้หรือไม่-เครื่องเป่ามือในห้องน้ำ-ตัวกระจายเชื้อโรคใส่มือคุณ_web.jpg

 งานวิจัยระบุว่า “เครื่องเป่ามือ” ที่อยู่ในห้องน้ำของห้างสรรพสินค้านั้น เป็นตัวพ่นและกระจายเอาเชื้อโรคที่วนในห้องน้ำลงบนมือของเราแทน

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวสุขภาพใกล้ตัวทุก ๆ ท่าน เชื่อว่าหลาย ๆ คนที่เข้าห้องน้ำในห้างสรรพสินค้าจะสังเกตเห็นอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์เครื่องหนึ่งติดอยู่บริเวณข้างอ่างล้างมือหรือประตูทางออก นั่นคือ “เครื่องเป่ามือ” สำหรับทำให้มือของเราแห้งสนิท หลังจากที่ล้างมือชำระล้างสิ่งสกปรก หลังจากปฏิบัติภารกิจในห้องน้ำ

ด้วยความร้อนที่พ่นออกมาอาจทำให้ใครหลาย ๆ คนมั่นใจว่า “เครื่องเป่ามือ” จะทำให้มือของเราสะอาด ปราศจากเชื้อโรค แต่ในความจริงแล้วนั้น รู้หรือไม่ว่า เครื่องเป่ามือดังกล่าวนั้นพ่นเอาเชื้อโรคที่วนในห้องน้ำลงบนมือของเราแทน

จากผลงานวิจัยได้ทำการทดลองโดยการน้ำถาดเพาะเชื้อ ไปวางเปรียบเทียบในห้องน้ำของมหาวิทยาลัย Connecticut โดยถาดแรกจะวางทิ้งไว้โดยไม่มีการเปิดเครื่องเป่ามือเป็นเวลา 2 นาที ส่วนถาดที่ 2 จะวางไว้ในห้องน้ำที่มีการใช้เครื่องเป่ามือ 30 วินาที ถาดทั้งสองจะถูกวางในระยะห่างจากตัวพ่น 12 นิ้ว เท่า ๆ กัน

ผลการวิจัย พบว่า มีจุดเชื้อเกิดขึ้นบนถาดเพาะเพียงแค่ 0-1 จุดในห้องน้ำที่ไม่มีการใช้เครื่องเป่ามือ ในขณะที่มีจุดเชื้อเกิดขึ้น 18-60 ชนิดบนถาดเพาะของห้องน้ำที่ใช้เครื่องเป่ามือ และในขั้นสุดท้ายของการทดลองนักวิจัยได้ลองใส่แผ่นกรอง HEPA ในเครื่องเป่ามือและทำการทดลองเช่นเดียวกัน พบว่าจำนวนเชื้อที่ขึ้นบนถาดเพาะลดลง

แต่ไม่ว่าจะมีแผ่นกรองหรือไม่ เชื้อที่ตรวจพบได้ก็ยังคงมีจำนวนมากอยู่ดี และหนึ่งในเชื้อที่ตรวจพบคือ Staphylococcus aureus แบคทีเรียซึ่งที่สามารถทำให้เกิดโรคได้หลายโรค นักวิจัยคาดว่าเป็นเพราะเครื่องเป่ามือจะดูดอากาศที่อยู่ภายในห้องน้ำเข้าไปผ่านการทำความร้อน และพ่นออกมาใหม่ นั่นทำให้มีเชื้อจำนวนมากถูกพ่นออกมาพร้อมกับอากาศด้วย นอกจากนี้นักวิจัยยังได้ทดลองทำการทดสอบเช่นเดียวกันกับห้องน้ำที่อยู่ใกล้ ๆ ห้องวิจัยเชื้อ PS533 และพบว่าภายในห้องน้ำมีการแพร่เชื้อ PS533 เกือบทั่วห้องน้ำนั้นด้วย

 

สุดท้าย งานวิจัยชิ้นนี้อาจทำให้หลาย ๆ คน ตระหนักถึงความสำคัญในการเฝ้าระวัง และป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อมากขึ้น และที่สำคัญจะช่วยทำให้เรารู้ด้วยว่าเครื่องเป่ามือไม่ได้สะอาดอย่างที่เราคิดกันตั้งแต่แรก ก็ฝากทุก ๆ คนให้ระมัดระวังในเรื่องของการใช้เครื่องมือใกล้ตัวเพื่อทำความสะอาด ขจัดสิ่งสกปรกให้มาก ร่างกายของเราจะได้ไม่ต้องรับเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ : ข้อมูลจาก : wonderfulengineering.com


กินอยู่เป็น_กินเหล้าเมาแล้วแฮงค์-น้ำมันมะพร้าว-ช่วยคุณได้_web.jpg

เคยไหม? ปาร์ตี้อย่างสนุกสนานสุดเหวี่ยง จนจำไม่ได้ว่าเราดื่มไปแล้วกี่แก้ว กี่ขวด จนมารู้ตัวอีกทีก็คือ มีอาการเมาค้างเสียแล้ว และหนึ่งในวิธีแก้อาการเมาค้างได้ ก็คือ “น้ำมันมะพร้าว” นี่เอง ถือเป็นอีกหนึ่งยาดีที่ช่วยคนเมาค้างได้ดีที่สุดเลยทีเดียว

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอพาทุก ๆ คนไปเรียนรู้กับอาการชนิดหนึ่งกันดีกว่า นั่นคือ อาการเมาค้าง อาการนี้คนที่เป็นสายปาร์ตี้ ที่ชื่นชอบการรับประทานเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เหล้า เบียร์ จะรู้จักอาการเมาค้างเป็นอย่างดี เพราะอาการเมาค้าง หรือ แฮงค์ (Hangover) เกิดขึ้นหลังจากการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์มากเกินไป จนหลังจากนั้นร่างกายแสดงปฏิกิริยาต่อต้านแอลกอฮอล์ขึ้นมา ซึ่งมีระดับความรุนแรงแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย อาการที่พบบ่อยคือ อาการขาดน้ำ ปวดหัว หงุดหงิด เวียนหัว สู้แสงจ้าไม่ได้ คลื่นไส้ อาเจียน นอนไม่หลับ เกิดอาการซึมเศร้า และวิตกกังวล ฯลฯ อาการแบบนี้จึงเรียกว่าเมาค้าง

จริง ๆ แล้ว มีวิธีแก้ปัญหาอาการเมาค้างหลากหลายวิธี ทั้งการรับประทานยา ทานน้ำ ทานกาแฟดำ ฯลฯ แต่รู้หรือไม่ว่า ยังมีของอีกหนึ่งอย่างที่ช่วยทำให้คุณมีอาการดีขึ้นจากอาการเมาค้าง นั่นก็คือ “น้ำมันมะพร้าว” ที่ปัจจุบันได้รับจากหนุ่มสาวสายปาร์ตี้แล้วว่า เป็นอีกหนึ่งยาดีที่ช่วยคนเมาค้างได้ดีที่สุดเลยทีเดียว

สงสัยกันไหมว่า ทำไมน้ำมันมะพร้าวถึงเป็นสิ่งที่ช่วยแก้อาการเมาค้างได้ แม้ว่าจะมีตัวเลือกอื่น ๆ ที่จะมาเป็นตัวช่วยสำหรับแก้อาการเมาค้างได้ก็ตาม เพราะความจริงแล้วในน้ำมันมะพร้าวมีกลิ่นค่อนข้างหอม หากเราสูดดมจะทำให้ร่างกายของเรารู้สึกตื่นตัว สดชื่นขึ้น นอกจากนี้ ในน้ำมันมะพร้าวจะมีสารอิเล็กโตรไลท์อยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งมากกว่าเครื่องดื่มอิเล็คโตรไลท์เสียอีก

ดังนั้น เมื่อเราเกิดอาการเมาค้าง การรับประทานน้ำเปล่าไม่สามารถชดเชยน้ำที่สูญเสียไปได้ เนื่องจากร่างกายเราเสียแร่ธาตุที่เป็นสารอิเล็คโตรไลท์จำเป็นของร่างกายอย่างแมกนิเซียม และโพแทสเซียมไปเป็นจำนวนมาก ทำให้ร่างกายของเราเสียสมดุลอิเล็คโตรไลท์ เซลล์ในร่างกายจึงไม่สามารถทำงานได้อย่างเป็นปกติเ เพราะร่างกายขาดสมดุลระหว่างน้ำกับเกลือแร่ ทำให้เซลล์อยู่ในสภาวะมึนงง ฉะนั้น น้ำมันมะพร้าวจะช่วยดึงสมดุลระหว่างน้ำกับเกลือในร่างกายให้กลับคืนมา ส่งผลให้เซลล์ในร่างกายของเรากลับมาเดินเครื่องทำงานได้เป็นปกติ

สุดท้าย ถึงแม้ว่าจะมีน้ำมันมะพร้าว หรือตัวช่วยตัวอื่น ๆ ในการแก้อาการเมาค้างได้แล้วนั้น สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเราคือการระมัดระวังในการรับประทานเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นจำนวนมาก ๆ เพราะส่งผลเสียและอันตรายต่อร่างกายแน่นอน อย่างลืมว่า จงปาร์จี้อย่างมีสติ และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


กินอยู่เป็น_วิ่งไหนดีที่ไม่ใช่สวนสาธารณะ_web.jpg

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมสถานที่วิ่งออกกำลังกายนอกเหนือจากสวนสาธารณะในพื้นที่ของกรุงเทพฯ มาฝากเหล่าสาวกคนรักการวิ่งออกกำลังกายหรือเดินเพื่อสุขภาพ

สำหรับสาวกคนรักสุขภาพ โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกายอย่างการวิ่งหรือเดินเพื่อสุขภาพ ส่วนใหญ่เมื่ออยากวิ่งออกกำลังกาย ก็จะไปวิ่งที่สวนสาธารณะหรือไม่ก็ในฟิตเนส แต่จริง ๆ แล้ว พื้นที่ที่สามารถไปวิ่งออกกำลังกายมีมากมายหลายแห่ง ไม่ได้จำกัดเพียงแค่ในสวนสาธารณะใหญ่ ๆ อย่าง สวนจตุจักร สวนรถไฟ สวนลุมพินี สวนเบญกิตติ ฯลฯ แต่ยังมีพื้นที่ที่ใช้สำหรับวิ่งออกกำลังกายได้อีกด้วย

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงรวบรวมสถานที่วิ่งออกกำลังกายนอกเหนือจากสวนสาธารณะในพื้นที่ของกรุงเทพฯ มาฝากเหล่าสาวกคนรักการวิ่งออกกำลังกายหรือเดินเพื่อสุขภาพ

1. เลียบทางด่วน เอกมัย-รามอินทรา (ถนนประดิษฐ์มนูธรรม)

พื้นที่ถนนเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา เป็นสถานที่ที่ต้องการแนะนำเป็นพิเศษ เพราะเส้นทางนี้คุณจะวิ่งไปได้เรื่อย ๆ บนเส้นทางจักรยานเล็ก ๆ ที่รองรับผู้ที่ออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยานและการวิ่งออกกำลังกาย มีเส้นทางให้วิ่งตั้งแต่บริเวณพระราม 9  ประชาอุทิศ  ลาดพร้าว  เกษตร-นวมินทร์ และไปสิ้นสุดที่รามอินทรา รวมระยะทางทั้งสิ้น 14 กิโลเมตร ซึ่งเมื่อคุณวิ่งไปและวิ่งกลับมาถึงจุดเริ่มต้น (พระราม 9 – รามอินทรา – พระราม 9) จะเป็นระยะทางรวมทั้งสิ้น 26 กิโลเมตรเลยทีเดียว ฉะนั้น สะดวกระยะไหนก็วิ่งระยะนั้น อย่าหักโหมจนเกินไป

2. เซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์

ที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ มีลานวิ่งออกกำลังกาย Sky walk บริเวณชั้น 3 ของห้าง ให้บริการแก่ผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกาย มีระยะทาง 250 เมตร/รอบ เปิดให้บริการตั้งแต่ 06:00-22:00 น. ทุกวันไม่มีวันหยุด นอกจากนี้ มีตู้ล็อคเกอร์ให้บริการผู้ที่มาใช้บริการ (ต้องนำกุญแจมาเอง) ที่สำคัญ ใช้บริการฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย

3. ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ

ที่ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ มีลานวิ่ง Sky Running อยู่บนชั้น 5 ภายในอาคาร จุดเด่นของที่นี่คือเป็นลานวิ่งแห่งแรกและแห่งเดียวที่เป็นลู่วิ่งในร่มที่มีแอร์ ฉะนั้นแล้วนักวิ่งที่มาวิ่งที่นี่จะไม่ต้องมาเจอกับปัญหาอากาศร้อนหรือฝนตกหนักอีกต่อไป ส่วนระยะทางต่อรอบอยู่ที่ 412 เมตร เทียบเท่าลู่วิ่งมาตรฐาน มีตู้ล็อคเกอร์ให้บริการผู้ที่มาใช้บริการ (ต้องนำกุญแจมาเอง) นอกจากนี้ ยังมีระบบจับรอบสำหรับเก็บระยะทางด้วยบลูทูธ ที่อาศัยการทำงานของแอปพลิเคชัน Sky Running โชว์ระยะทางวิ่งบนหน้าจอทุกครั้งที่คุณวิ่งผ่านจุด Check Point หมดปัญหาเรื่องสัญญาณ GPS ที่ไม่เสถียร โดย Sky Running แห่งนี้จะเปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่ 06:00-22:00 น. ที่สำคัญ ใช้บริการฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย

4. สวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ท่ารถไฟ

สวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ท่ารถไฟ อยู่ติดกับโรงพยาบาลศิริราช ในทุก ๆ วันช่วงเช้าและช่วงเย็น จะมีนักวิ่งมาวิ่งออกกำลังกายเป็นจำนวนมาก สัมผัสบรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีระยะทางประมาณ 400 เมตร/รอบ เปิดพื้นที่ให้เข้ามาบริการทุกวัน

5. อนุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ม.รามคำแหง หัวหมาก

อนุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ตั้งอยู่ภายในมหาวิทยาลัยรามคำแหง หัวหมาก พื้นที่แห่งนี้เป็นสถานที่สำหรับให้นักศึกษา พนักงาน และบุคคลทั่วไปเข้ามากราบสักการะพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ลานพ่อขุนฯ มีความกว้างประมาณ 130-140 เมตร ในช่วงเย็น ๆ หลัง 17:00 น. เป็นต้นไป จะมีคนเข้ามาวิ่งเป็นจำนวนมาก ทั้งนักวิ่งที่มาวิ่งเพื่อออกกำลังกาย รวมไปถึงกลุ่มนักศึกษาที่มาวิ่งเพื่อแก้บน เป็นต้น นอกจากนี้ มีบริการธูปเทียนเพื่อให้ผู้ที่เดินทางมา ณ ที่แห่งนี้ได้กราบไหว้ ขอพร สักการะพ่อขุนรามฯ เพื่อความเป็นสิริมงคล

6. สนามฟุตบอล มศว ประสานมิตร

พื้นที่แห่งนี้ตั้งอยู่ภายในมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร โดยในช่วงเช้าและช่วงเย็นจะมีผู้คนมาวิ่งออกกำลังกายเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นพนักงานที่ทำงานอยู่ในละแวกถนนอโศกมนตรี ใช้เวลาหลังเลิกงานลงมาวิ่งออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ โดยมีระยะทางประมาณ 500 เมตร/รอบ

 

สำหรับสถานที่ที่กล่าวมาข้างต้นนี้ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนที่ชื่นชอบการวิ่งออกกำลังกายหรือเดินเพื่อสุขภาพ เผื่อไว้กรณีเบื่องการวิ่งในสวนสาธารณะแล้ว ก็ลองปรับเปลี่ยนสถานที่มาวิ่งนอกสวนสาธารณะบ้าง รับรองเลยว่า เสียเหงื่อกับการออกกำลังกายไม่แพ้กับการวิ่งในสวนสาธารณะอย่างแน่นอน และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


กินอยู่เป็น_เลิกซะ-พฤติกรรมเสี่ยง-ดื้อยา-รักษาไม่หายเหมือนตายทั้งเป็น_web.jpg

“อาการดื้อยา” หนึ่งในภาวะที่เกิดขึ้นกับคนทั่วไปหลาย ๆ คน ผลมาจากการรับประทานยารักษาโรคที่ซื้อตามร้านขายยาทั่วไป และรับประทานยาแบบผิดวิธี กระทั่งยาตัวดังกล่าวไม่สามารถรักษาให้หายได้

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอพาทุก ๆ ท่านไปรู้จักกับเรื่องราวของ “อาการดื้อยา” หนึ่งในภาวะที่เกิดขึ้นกับคนทั่วไปหลาย ๆ คน ผลมาจากการรับประทานยารักษาโรคนั่นเอง จริง ๆ แล้ว อาการดื้อยา หมายถึง ภาวะที่เชื้อแบคทีเรียต่อต้านยาปฏิชีวนะ ส่งผลการรักษาผู้ป่วยติดเชื้อไม่ได้ผลดีดังเดิม จากการรับประทานยาตัวเดิมแล้วอาการไม่ดีขึ้น จนต้องเปลี่ยนเป็นยาที่มีฤทธิ์แรงขึ้นเรื่อย ๆ จนสุดท้าย อาการยังคงเดิม ไม่ดีขึ้น กระทั่งไม่สามารถรักษาให้หายด้วยการรับประทานยาได้ ต้องใช้เวลารักษานานขึ้น เสียค่าใช้จ่ายในการรักษามากขึ้นกว่าเดิม หรือบางรายมีโอกาสเสี่ยงเสียชีวิตจากอาการดื้อยามากขึ้น

ข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ระบุว่า คนไทยติดเชื้อแบคทีเรียดื้อยาประมาณ 88,000 คน/ปี และเสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาประมาณ 20,000-38,000 ราย/ปี ซึ่งมีจำนวนมากกว่าผู้เสียชีวิตจากโรคหัวใจขาดเลือดและผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุการขนส่ง ทั้งนี้คาดว่าในอีก 30 ปีข้างหน้า ทั่วโลกอาจจะมีผู้เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาถึงปีละกว่า 10 ล้านคน

สาเหตุหนึ่งของการเกิดอาการดื้อยา ส่วนใหญ่มาจากการที่คนไทยหาซื้อยามารับประทานเองตามร้านขายยาทั่วไป โดยไม่ต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์ และรับประทานยาแบบผิดวิธี จะเห็นบ่อย ๆ ก็คือยาประเภทยาปฏิชีวนะ เนื่องจากหาซื้อ ได้อย่างง่ายดาย ราคาไม่แพงมาก ผู้คนส่วนใหญ่เมื่อเจ็บป่วยจึงเลือกรับประทานยาจากร้านขายยามากกว่าการไปหาหมอเพื่อรักษาตัว โดยคิดเพียงแค่ว่า ประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่ต้องจ่ายเงินแพงไปกับค่ารักษาพยาบาล

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอแนะนำ 10 พฤติกรรมเสี่ยงอาการดื้อยาที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันการลดอาการดื้อยา หากไม่หยุดพฤติกรรมเสี่ยง อาจส่งผลให้ผู้ป่วยรักษาโรคได้ลำบากขึ้น เสี่ยงดื้อยาในอนาคตและอันตรายต่อร่างกายเราได้

1. หลีกเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่แยกแยะว่าเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส

2. หลีกเลี่ยงการซื้อยามารับประทานเองทุกครั้งเมื่อมีอาการหวัด เจ็บคอ ท้องเสีย ซึ่งอาการดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ทำให้การใช้ยาปฏิชีวนะจึงไร้ประโยชน์

3. หลีกเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะที่ออกฤทธิ์กว้าง รักษาอาการได้หลาย ๆ อย่าง เป็นประจำ

4. หลีกเลี่ยงการรับการฉีดยาฆ่าเชื้อจากแพทย์เมื่อเป็นไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย เจ็บคอ ฯลฯ

5. หลีกเลี่ยงการคาดหวังว่าจะได้รับยาทุกครั้งเมื่อไปพบแพทย์ด้วยอาการป่วยหรือไม่สบาย

6. หลีกเลี่ยงการรับประทานยาเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย แต่รับประทานไม่หมดตามที่แพทย์สั่ง

7. หลีกเลี่ยงการรับประทานยาอมผสมยาปฏิชีวนะทุกครั้งเมื่อมีอาการเจ็บคอ

8. หลีกเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะทา หรือโรยใส่แผลสด

9. หลีกเลี่ยงการซื้อยาชุดแก้อักเสบรับประทานเองเมื่อมีอาการป่วย

10. หลีกเลี่ยงการซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานจากบุคคลที่ไม่ใช่เภสัชกร

 

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ คือ วิธีแนะนำเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดอาการดื้อยา เมื่อเรารู้สึกตัวว่ากำลังจะเจ็บป่วยไม่ว่าจะป่วยน้อยหรือป่วยหนัก ควรศึกษาหาความรู้ถึงอาการป่วยของเราให้ดีก่อน ก่อนจะซื้อยามารับประทานเพื่อรักษาตัวเอง หากไม่มั่นใจควรไปหาหมอ เพื่อทำการรักษาจะดีที่สุด เพราะคุณหมอจะเป็นผู้วินิจฉัยอาการและวิธีรักษาได้ดีกว่า อย่าลืมว่าการคุยกันของแพทย์และคนไข้จะทำให้การรักษาเป็นไปในทิศทางเดียวกันมากที่สุด และนี่คือวิถีแห่ง “กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ : ข้อมูลจาก ผศ.นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย


กินอยู่เป็น_รู้ไว้-ผู้สูงอายุดูโทรทัศน์นาน-ๆ-เสี่ยงความจำเสื่อม_web.jpg

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปดูเรื่องราวเกี่ยวกับแวดวงสุขภาพ เชื่อว่าในแต่ละวันใครหลาย ๆ คน ไม่ว่าจะคนกลุ่มหรือวัยไหนก็ตาม ต้องเปิดชมโทรทัศน์เพื่อติดตามเรื่องราวหรือข่าวสารต่าง ๆ รวมไปถึงรับชมรายการดี ๆ เพื่อสร้างความบันเทิงและเป็นเพื่อนผ่อนคลายยามเหงาของคุณ แต่รู้หรือไม่ว่า การรับชมโทรทัศน์เป็นเวลานาน ๆ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ มีความเสี่ยงที่จะความจำเสื่อมอย่างมาก

เรื่องนี้นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยคิงส์ คอลีคของลอนดอน ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป จำนวน 3,500 คน พบว่า ผู้สูงอายุที่ใช้เวลาอยู่กับการรับชมโทรทัศน์มากกว่า 3.5 ชั่วโมง จะมีแนวโน้มที่จะมีความจำลดลง 8-10 % ขณะที่ผู้สูงอายุที่ใช้เวลาในการรับชมโทรทัศน์น้อยกว่า 3.5 ชั่วโมง/วัน มีความจำลดลงเพียง 4-5 % เท่านั้น

ทั้งนี้ ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าโทรทัศน์เป็นหนึ่งในต้นเหตุของโรคความจำเสื่อมเร็วขึ้นหรือ แต่อาจเป็นได้ว่าการรับชมโทรทัศน์เป็นเวลานาน ๆ ส่งผลให้คนไม่ทำกิจกรรมกระตุ้นอื่น ๆ ประกอบการรับชมโทรทัศน์ อาทิ การอ่านหนังสือ การออกกำลังกาย ทำงานบ้าน เป็นต้น ทำให้สมองไม่ได้รับการใช้งาน เช่นเดียวกับการพัฒนาสมองในเด็กที่จะช้าลงเมื่อรับชมสื่อต่าง ๆ ผ่านจอเป็นระยะเวลานาน แต่สำหรับผู้สูงอายุจะทำให้เกิดความเสื่อมได้

ทั้งนี้ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยคิงส์ โคลีค กล่าวว่า งานวิจัยดังกล่าวเป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดภาวะความจำเสื่อมในผู้สูงอายุได้ แต่ผลวิจัยก็สะท้อนให้เราเห็นถึงความสำคัญในการใส่ใจกลุ่มผู้สูงอายุมากขึ้น ฉะนั้น บ้านของครอบครัวใดที่มีผู้สูงอายุอยู่นั้นควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างมาก พยายามหากิจกรรมให้ผู้สูงอายุทำ เพื่อให้เกิดความสมดุลในการใช้สมองทั้งสองซีกรวมถึงร่างกายด้วย

สุดท้าย เป็นไปได้ไหมว่า ความจำของเราอาจเริ่มแย่ลงและลบเลือนลงเรื่อย ๆ อาจจะบ่งบอกได้ว่า “ความชรา” กำลังจะค่อย ๆ คืบคลานมาเยือนคุณ หากคุณไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และนี่ก็คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก www.bbc.com

 

 


สะกดจิต-รักษาซึมเศร้า-ช่วยบรรเทาได้จริงหรือ_web.jpg

ช่วงนี้ “โรคซึมเศร้า” ถือเป็นโรคที่ใครหลาย ๆ คน เข้าข่ายป่วยเป็นโรคนี้จำนวนมาก บางคนมีสติรู้วิธีในการรับมือและรักษา แต่บางคนจมอยู่กับโรคดังกล่าว รับมือไม่ไหว ทรมานกับการมีชีวิตอยู่ จนสุดท้ายบานปลายไปจนถึงการฆ่าตัวตาย

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ การสะกดจิต (Hypnotherapy หรือ Hypnosis) เป็นหนึ่งในการรักษาด้วยวิธีจิตบำบัด มุ่งเน้นไปที่ระดับจิตสำนึก วิธีการรักษานี้มักใช้เพื่อช่วยบรรเทาอาการบาดเจ็บในระยะยาว หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรม อาทิ บรรเทาอาการเจ็บปวดเรื้อรัง หรือช่วยในการเลิกสูบบุหรี่ เป็นต้น

ส่วนใครที่อยู่ในภาวะความเครียดหรือวิตกกังวล การสะกดจิตถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่อาจช่วยในการรักษาได้ ดังนั้น การสะกดจิตจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ถูกนำมาใช้เพื่อช่วยบรรเทาความเครียดหรืออาการวิตกกังวลร่วมกับทำการรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ อาทิ ควบคุมอาการเจ็บปวด ในผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บปวดที่สืบเนื่องมาจากโรคที่เป็น เช่น โรคมะเร็ง โรคลำไส้แปรปรวน นอกจากนี้ ยังช่วยรักษาอาการทางจิต และฟื้นฟูสุขภาพจิต เช่น รักษาภาวะซึมเศร้า ช่วยในการปรับเปลี่ยนอารมณ์ หรือช่วยให้ผู้ป่วยมีความหวังมากขึ้น ล้วนเป็นสิ่งที่การรักษาด้วยการสะกดจิตสามารถช่วยได้

สำหรับการรักษาวิธีนี้ถือเป็นวิธีการรักษาบำบัดทางจิต เพราะระหว่างที่ผู้ป่วยอยู่ในภาวะถูกสะกดจิตนั้น จะช่วยให้แพทย์สามารถทราบได้ว่า ผู้ป่วยมีความทรงจำ ความคิด ความรู้สึกที่เจ็บปวดซึ่งถูกซ่อนเอาไว้อย่างไรบ้าง อีกทั้งการสะกดจิตยังช่วยปรับเปลี่ยนการรับรู้ของผู้ป่วย เช่น ปิดกั้นอาการเจ็บปวดที่เกิดจากโรคหรือการรักษาอื่น ๆ ได้

ปัจจุบัน การรักษาด้วยการสะกดจิตในปัจจุบันมีด้วยกัน 2 วิธี ได้แก่ การรักษาแบบให้คำแนะนำ เพื่อให้ผู้ป่วยมีการตอบสนองที่ดีขึ้นต่อคำแนะนำต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมบางอย่างได้ และการรักษาแบบวิเคราะห์ผู้ป่วย เป็นการสะกดจิตที่มุ่งเน้นไปที่การหาสาเหตุของโรค อาการ หรือพฤติกรรมต่าง ๆ เมื่อผู้เชี่ยวชาญทราบถึงสาเหตุแล้วก็จะช่วยให้การรักษาในขั้นต่อไปทำได้ตรงจุดมากขึ้น

การสะกดจิตถือเป็นวิธีการรักษาที่มีข้อดีอยู่ไม่น้อย เป็นการรักษาที่มักนำมาใช้เพื่อช่วยส่งเสริมการรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ โดยไม่ต้องพึ่งการรักษาอื่น ๆ ที่อาจส่งผลข้างเคียงรุนแรงต่อผู้ป่วย เนื่องจากการสะกดจิตเป็นการรักษาที่ปลอดภัย และมีผลข้างเคียงน้อย แต่การสะกดจิตนี้อาจไม่ได้ผลกับทุกคนเสมอไป และเป็นเพียงการรักษาแบบแพทย์ทางเลือก โดยการรักษาด้วยวิธีนี้มักนำมาใช้เพื่อการรักษาทางจิตเวช อย่างภาวะซึมเศร้าที่มักมีความแปรปรวนทางอารมณ์  และมีพฤติกรรมที่ผิดปกติ ซึ่งการสะกดจิตนั้นจะสามารถช่วยให้สภาพจิตใจ และอารมณ์ของผู้ป่วยดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยแก้ไขพฤติกรรมที่ผิดปกติได้อีกด้วย

ถึงแม้ว่าการสะกดจิตจะเป็นวิธีการรักษาแบบแพทย์ทางเลือกที่ยังไม่มีผลการศึกษายืนยันอย่างแน่ชัด เนื่องจากงานวิจัยเกี่ยวกับการสะกดจิตยังเป็นเพียงการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างเล็ก ๆ เท่านั้น แต่การสะกดจิตถือเป็นวิธีการรักษาที่น่าสนใจ หากผู้ป่วยต้องการลองเข้ารับการรักษาด้วยวิธีนี้ก็ควรจะเลือกเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลที่มาตรฐานและมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในการด้านการสะกดจิตอย่างเพียงพอ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลข้างเคียง หรือเกิดความเสียหายรุนแรงที่เกี่ยวกับสุขภาพตามมาในระยะยาว

 

และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต