Endorphine

ชวนเที่ยว-ชุมแสง-ตามรอยละครดัง-กรงกรรม_web.jpg

หากพูดถึงละครที่ได้รับความนิยมจนถึงขณะนี้ คงหนีไม่พ้นละครดังอย่าง “กรงกรรม” ที่นำเสนอเรื่องราวของตัวละครต่าง ๆ ซึ่งเกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ บรรยากาศที่ชุมแสงจากที่หลายคนได้รับชมละครกันไป จะเห็นได้ว่ามีความเป็นชุมชนริมน้ำที่เก่าแก่แต่งดงามคลาสสิก มีวิถีชีวิตของชาวตลาดที่เคยรุ่งเรืองมาก่อนในอดีต

เดิมทีชุมแสงเป็นทั้งท่าข้าวและชุมชนค้าขายที่มีผู้คนเดินทางมาจับจ่ายใช้สอยเป็นจำนวนมาก มีแม่น้ำน่านเป็นทางสัญจรหลักมาแต่อดีต อีกทั้งยังมีสถานีรถไฟสายเหนือ (สถานีชุมแสง) ที่มุ่งสู่เชียงใหม่วิ่งผ่านมาตั้งแต่ปี 2450 ที่นี่จึงเป็นชุมทางการค้าที่สำคัญในการขนถ่ายสินค้าระหว่างภาคเหนือและภาคกลาง นอกจากนี้ มีชาวจีนอพยพมาตั้งถิ่นฐานทำมาหากินค้าขายเป็นจำนวนมาก แต่ปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นอำเภอเล็ก ๆ ที่เงียบสงบ แต่ยังคงบรรยากาศแห่งความสโลวไลฟ์อยู่เช่นเดิม ขณะเดียวกัน ตึกรามบ้านช่องและวิถีชีวิตของผู้คนในชุมแสงมีลักษณะเหมือนกับในละครเลย คือ เป็นบ้านไม้ขนาดเล็ก ไม่ได้ใหญ่มาก มีลักษณะคล้ายชุมชนแห่งหนึ่ง มีผู้คนที่ส่วนใหญ่เป็นคนจังหวัดนครสวรรค์อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวจำนวนมาก

หลังจากละครดังอย่าง “กรงกรรม” ออกอากาศไปได้ไม่กี่ตอน ก็มีกระแสตอบรับจากแฟน ๆ ละครที่ดีเกินคาด จากเดิมที่พื้นที่ชุมแสงแห่งนี้เป็นเพียงแค่พื้นที่เล็ก ๆ แห่งหนึ่ง แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นที่รู้จักของใครหลาย ๆ คนอย่างมาก เริ่มมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาสัมผัสกับบรรยากาศที่ชุมแสงแห่งนี้ และสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการจะไปเที่ยวชุมแสง แต่ยังไม่รู้ว่าจะต้องไปเที่ยวที่ไหนบ้าง “กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ๆ ในพื้นที่ชุมแสง ที่ควรค่ากับการไปท่องเที่ยว ตามรอยละครดัง “กรงกรรม” จะมีที่ไหนบ้างนั้น ไปดูกันเลยดีกว่า

สถานีรถไฟชุมแสง
ขอขอบคุณ ภาพจากแฟนเพจ สถานีรถไฟชุมแสง

1. สถานีรถไฟชุมแสง

สถานีรถไฟเล็ก ๆ ในย่านชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ เป็นสถานีสุดท้ายของจังหวัดนครสวรรค์ ในเส้นทางรถไฟสายเหนือ ก่อนเข้าเขตจังหวัดพิจิตร เป็นหนึ่งในแหล่งการสัญจรทางคมนาคมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ที่คงกลิ่นไอของวิถีชีวิตในอดีต หากได้มีโอกาสรับชมละครเรื่อง “กรงกรรม” จะเห็นว่า ตัวละครหลักจะใช้รถไฟเป็นยานพาหนะสัญจรไปยังนอกเมือง

 

ตลาดเก่า 100 ปีชุมแสง
ขอขอบคุณ ภาพจากแฟนเพจ จังหวัดนครสวรรค์

2. ตลาดเก่า 100 ปีชุมแสง

หากมีโอกาสเดินทางไปยังชุมแสง อย่าลืมเดินทางไปที่ตลาดเก่า 100 ปีชุมแสงด้วย เพราะจะได้เห็นวิถีชีวิตของชาวบ้านที่ยังคงดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย แต่ยังคงแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายความเก่าแก่เอาไว้อย่างลงตัว นี่ล่ะเสน่ห์ของตลาดแห่งนี้อยู่ตรงนี้ ส่วนใครที่ชอบถ่ายรูป มาที่นี่ไม่มีผิดหวังแน่นอน เพราะเราจะได้เห็นภาพตึกรามบ้านช่องและวิถีชีวิตแสนเรียบง่ายของชาวบ้านในพื้นที่แห่งนี้

 

ศาลเจ้าพ่อ-เจ้าแม่ชุมแสง
ขอขอบคุณ ภาพจากเฟซบุ๊ก Vinai Donla

3. ศาลเจ้าพ่อ-เจ้าแม่ชุมแสง

ศาลเจ้าพ่อ-เจ้าแม่ชุมแสง ตั้งอยู่บริเวณใกล้ปากคลองจระเข้เผือกด้านใต้ ศาลเจ้าแห่งนี้สร้างขึ้นด้วยความศรัทธาของชาวจีนที่อาศัยอยู่ตลาดชุมแสง เดิมทีชาวชุมแสงเรียกศาลแห่งนี้ว่า ศาลเจ้าพ่อคลองจระเข้เผือก เนื่องจากมีเรื่องเล่าตามตำนานว่า มีขอนไม้ลอยตามลำน้ำน่าน วนเวียนทวนน้ำอยู่หน้าศาล เจ้าพ่อได้ประทับฝันให้ชาวบ้านนำขอนไม้นี้ขึ้นมาแล้วนำไปแกะสลักเป็นองค์เจ้าพ่อ และเจ้าพ่อจะประทับในไม้แกะสลักนี้ เพื่อปกป้องภัยพิบัติให้ชาวบ้านอยู่เย็นเป็นสุข ทำมาค้าขายเจริญรุ่งเรือง และปลอดภัยตลอดการเดินทาง

นอกจากนี้ เจ้าพ่อเกิดมีความรักกับเจ้าแม่เกยไชย จึงประทับทรงให้ชาวบ้านชุมแสงไปสู่ขอเจ้าแม่เกยไชยให้ได้แต่งงานกับเจ้าแม่เกยไชย โดยเจ้าพ่อได้ยกขันหมากทางเรือไปสู่ขอและแต่งงานกับเจ้าแม่เกยไชย ซึ่งหลังงานแต่ง ชาวบ้านได้อัญเชิญเจ้าแม่เกยไชยกลับมาประทับอยู่ที่ชุมแสง และได้แกะสลักไม้เป็นองค์เจ้าแม่ขึ้นมาใหม่คู่กับองค์เจ้าพ่อ ชาวบ้านจึงเปลี่ยนชื่อศาลเจ้าพ่อคลองจระเข้เผือก มาเป็น “ศาลเจ้าพ่อ-เจ้าแม่ชุมแสง” จวบจนถึงปัจจุบัน

 

สะพานหิรัญนฤมิต
ขอขอบคุณ เฟซบุ๊ก เจริญ ตันมหาพราน

4. สะพานหิรัญนฤมิต

สะพานหิรัญนฤมิต หรือสะพานแขวนแห่งอำเภอชุมแสง จ.นครสวรรค์ สร้างขึ้นในปี 2552 เพื่อให้ผู้คนจากสองฟากฝั่งแม่น้ำน่านสัญจรข้ามไป-มา ถือเป็นจุดแลนด์มาร์คสำคัญของที่นี่ ซึ่งอยู่คู่กับพื้นที่ชุมแสง สะพานแห่งนี้จะมีผู้คนสัญจรบนสะพานไป-มา รวมถึงจักรยาน และรถจักรยานยนต์ ยกเว้นรถยนต์ 4 ล้อขนาดใหญ่ไม่สามารถสัญจรบนสะพานแห่งนี้ได้ เนื่องจากสะพานดังกล่าวเป็นสะพานขนาดเล็ก

 

พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
ภาพจาก แฟนเพจ ผู้ชาย สะพายกล้อง

5. พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ตั้งอยู่บริเวณเขื่อนกั้นแม่น้ำน่านฝั่งตลาดชุมแสง ในอดีตสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชถูกยิงด้วยกระสุนปืนได้รับบาดเจ็บที่หน้าแข้ง บริเวณริมฝั่งแม่น้ำน่าน เขตอำเภอชุมแสง แห่งนี้ ชาวบ้านจึงจัดสร้างขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติในวีรกรรมอันกล้าหาญของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่ทรงกอบกู้เอกราชให้ประเทศชาติ เมื่อปี พ.ศ. 2311

 

ถนนคนเดิน ชุมแสง
ขอขอบคุณ ภาพจากเฟซบุ๊ก คุณ เหมา เสือเฒ่าชุมแสง

6. ถนนคนเดินชุมแสง

ถนนคนเดินชุมแสง ตั้งอยู่บริเวณถนนเลียบแม่น้ำน่าน ใกล้กับสะพานหิรัญนฤมิตร ทุกๆ วัน ชาวบ้านจะตั้งแผงขายของกันตั้งแต่ช่วงเวลา 16:00-20:00 น. ถนนคนเดินแห่งนี้ไม่ใหญ่โตมากนัก มีของกินของใช้ให้เดินเลือกซื้อ เลือกชิมกันได้อย่างเพลินๆ โดยเฉพาะช่วงเย็นๆ ควรค่ากับการเลือกซื้อสินค้า พร้อมๆ กับเดินชมภาพพระอาทิตย์ตกริมแม่น้ำบนสะพาน

 

วันหยุดสุดสัปดาห์แบบนี้ หากยังไม่รู้ว่าจะไปท่องเที่ยวที่ไหน “ชุมแสง” ถือเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คที่ ณ เวลานี้ใครหลาย ๆ คนก็อยากที่จะไปเที่ยว ณ ที่แห่งนี้ ยิ่งเป็นแฟน ๆ ละคร “กรงกรรม” ด้วยแล้ว ยิ่งอยากไปสัมผัสกับบรรยากาศและวิถีชีวิตของผู้คนที่นั่นมาก อยากไปดูว่าบรรยากาศที่นั่นจะสวยงามเหมือนดั่งในละครหรือไม่ หากมีโอกาสลองแวะไปเที่ยวกันได้ ไปเช้า-เย็นกลับ ก็สามารถทำได้เช่นกัน หากขับรถยนต์ไปเองหรือนั่งรถไฟจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 4-5 ชั่วโมง ก็ถึงชุมแสงแล้ว หากนั่งรถไฟ จะมีรถไฟให้บริการจากสถานีกรุงเทพฯ – ชุมแสง จำนวน 7 เที่ยว/วัน และขากลับจากสถานีชุมแสง-กรุงเทพฯ จำนวน 7 เที่ยว/วัน เช่นกัน ค่าโดยขั้นต่ำอยู่ที่เที่ยวละ 52 บาทเท่านั้นเอง (ตรวจสอบขบวนการและราคาค่าโดยสารได้ที่ : http://procurement.railway.co.th/checktime/checktime.asp ) รับรองเลยว่าคุณจะไม่ผิดหวัง เมื่อได้ไปเที่ยวตามรอยละคร “กรงกรรม” ณ ชุมแสง


กินอยู่เป็น_ชวนเที่ยว-3-วัดดังกลางกรุงรัตนโกสินทร์-เสด็จเลียบพระนครฯ_web-1.jpg

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะพาไปรู้จักกับ 3 วัดดังกลางกรุงรัตนโกสินทร์ ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราสถลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ช่วงนี้เป็นช่วงพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นช่วงเวลาที่คนไทยหลาย ๆ คนจะได้รับชมพระราชพิธีอันสำคัญยิ่งของประเทศไทยในรอบ 69 ปี หนึ่งในพิธีที่พสกนิกรจะได้มีโอกาสเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 คือ การเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราสถลมารค ระยะทาง 7 กิโลเมตร ซึ่งตลอดเส้นทางมีการปรับปรุงภูมิทัศน์ ตกแต่งดอกไม้และไฟอย่างสวยงาม พร้อมทั้งเปิดให้พสกนิกรได้มีโอกาสเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอย่างใกล้ชิด

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะพาไปรู้จักกับ 3 วัดดังกลางกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 จะเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร ตามหมายกำหนดการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2562 ประกอบด้วย วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม

 

วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร

ภาพจากเฟซบุ๊ก โรงเรียนวัดบวรนิเวศ (Wat Bowonniwet School)

1. วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร

วัดบวรราชนิเวศราชวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก เป็นวัดสำคัญอีกวัดหนึ่งในกรุงเทพฯ เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงพระผนวชได้เสด็จมาประทับที่วัดนี้ก่อน  เสด็จขึ้นครองราชย์ นอกจากนี้ ยังมีพระมหากษัตริย์อีกหลายพระองค์ทั้งรัชกาลที่ 7 และรัชกาลที่ 9 ทรงผนวชและจำพรรษาที่วัดแห่งนี้ ในปี 2521 เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระผนวช ณ วัดพระอุโบสถและทรงประทับที่พระตำหนักปั้นหยา วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร เป็นวัดที่ใช้ประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตั้งแต่รัชกาลที่ 4 จนถึงปัจจุบัน

สำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 วัดบวรนิเวศวิหาร จะเป็นสถานที่สำคัญอีกหนึ่งแห่งในการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงสักการะพระพุทธชินสีห์ และถวายราชสักการะพระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และในรัชกาลที่ 9

ภาพจากเฟซบุ๊ก : วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม Wat Rajabopit

2. วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็นพระอารามประจำรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 7 เป็นพระอารามหลวงที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเป็นวัดประจำรัชกาล เมื่อ พ.ศ. 2412 และนับเป็นพระอารามหลวงสุดท้าย ที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้างตามโบราณราชประเพณีที่มีการสร้างวัดประจำรัชกาล

วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม มีลักษณะผสมระหว่างสถาปัตยกรรมไทยกับสถาปัตยกรรมตะวันตก อำนวยการก่อสร้างโดย พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ และเจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี (หม่อมราชวงศ์ปุ้ม มาลากุล)

ครั้นเมื่อวัดสร้างเสร็จ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม หมายถึง วัดที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้าง และมีมหาสีมาอันเป็นเสาศิลาจำหลักยอดเป็นรูปเสมาธรรมจักร 8 เสา ตั้งเป็นสีมาที่กำแพง 8 ทิศ

สำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงนมัสการพระพุทธอังคีรส พระประธานในพระอุโบสถ และถวายราชสักการะพระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 และพระราชสรีรางคารสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7

 

ภาพจากเฟซบุ๊ก วัดโพธิ์ ท่าเตียน Wat Pho

3. วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร หรือ วัดโพธิ์ เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก เป็นวัดประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 แห่งราชวงศ์จักรี เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้สถาปนาวัดโพธารามวัดเก่าที่เมืองบางกอกครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นวัดหลวงข้างพระบรมมหาราชวัง และที่ใต้พระแท่นประดิษฐานพระพุทธเทวปฏิมากร พระประธานในพระอุโบสถเป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิของพระองค์ท่านไว้ด้วย

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร มีเนื้อที่ 50 ไร่ 38 ตารางวา อยู่ด้านทิศใต้ของพระบรมมหาราชวัง ทิศเหนือจดถนนท้ายวัง ทิศตะวันออกจดถนนสนามไชย ทิศใต้จดถนนเศรษฐการ ทิศตะวันตกจดถนนมหาราช มีถนนเชตุพน ขนาบด้วยกำแพงสูงสีขาวแบ่งเขตพุทธาวาสและสังฆาวาสชัดเจน

สำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงนมัสการพระพุทธเทวปฏิมากร พระประธานในพระอุโบสถ และถวายราชสักการะพระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1

 

 

วันหยุดสุดสัปดาห์ ลองหาโอกาสไปไหว้พระหรือท่องเที่ยว 3 วัดดังกล่าวได้ เพราะแต่ละสถานที่ล้วนมีประวัติศาสตร์และความเป็นมาที่น่าศึกษา และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


บางกะเจ้า.jpg

จากที่ได้ทราบความเป็นมาของ 5 วัดข้างต้นจากตอนแรกแล้ว ทีมงานได้หาข้อมูลมาแชร์ให้ทุกท่านทราบกันต่ออีก 5 วัด ซึ่งเรียกได้ว่ามีเกร็ดเชิงประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจไม่แพ้กันได้เลย

 

Credit : www.tourwatthai.com, Facebook : พระประแดงที่รัก

 

6. วัดทรงธรรมวรวิหาร พระอารามหลวงชั้นโท ชั้นวรวิหาร เป็นวัดในพุทธศาสนารามัญนิกายที่เก่าแก่คู่บ้านคู่เมือง ซึ่งถูกสร้างขึ้นเป็นวัดแรกพร้อมการสร้างเมืองนครเขื่อนขันธ์ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 โดยสมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล (กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์) โดยพระอุโบสถเป็นเครื่องไม้ฝายกกระดาน

ต่อมาในปี พ.ศ. 2360 รัชกาลที่ 2 โปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นศักดิพลเสพย์ ซึ่งเป็นแม่กองสร้างเมืองนครเขื่อนขันธ์เพิ่มเติม สร้างป้อม “ป้อมเพชรหึงษ์” ในบริเวณวัดทรงธรรม จากนั้นโปรดเกล้าให้ย้ายวัดทรงธรรมมาอยู่ในกำแพงป้อม มีกุฏิเป็น 3 คณะ

ครั้นในสมัยรัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้ พระยาดำรงราชพลขันธ์ (จุ้ย คชเสนี) ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์ จึงได้มีการรื้อกุฏิทั้ง 3 คณะ แล้วสร้างรวมเป็นหมู่เดียว พร้อมรื้อโบสถ์ สร้างใหม่ให้เป็นแบบก่ออิฐถือปูน หลังคาประดับช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ ก่อนที่รัชกาลที่ 4 จะทรงเปลี่ยนชื่อวัดทรงธรรม เป็น “วัดดำรงค์ราชธรรม” แต่ต่อมาเปลี่ยนชื่อกลับเป็น “วัดทรงธรรม” หากไม่ปรากฏว่าเมื่อใด

ภายในพระอุโบสถ ประดิษฐานพระประธาน เป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยปางมารวิชัยที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงเลือกอัญเชิญมาถวาย เมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในการถวายผ้าพระกฐิน พระอุโบสถหลังนี้ยังเคยได้ใช้เป็นสถานที่ที่ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาของข้าราชการในสมัยที่ยังเป็นจังหวัดพระประแดงด้วย

ปัจจุบันวัดทรงธรรมวรวิหาร ถือเป็นเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวมอญในพระประแดง ภายในวัดมีพระมหาธาตุรามัญเจดีย์ในรูปแบบมอญ เสาหงส์ ธงตะขาบ สัญลักษณ์แสดงตัวตนของชาวมอญ ที่ได้รับการสืบทอดทางวัฒนธรรมประเพณีมาจนถึงปัจจุบัน และเป็นศูนย์กลางการจัดงานประเพณีแห่หงส์ ธงตะขาบ ในช่วงสงกรานต์ประจำทุกปี

 

Credit : Facebook : พระประแดงที่รัก, Pantip : slow and steady

 

7. วัดไพชยนต์พลเสพย์ราชวรวิหาร พระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร แต่เดิมชาวบ้านเรียกว่า วัดปากลัด เพราะตั้งอยู่บริเวณปากคลองลัดหลวง บ้างก็เรียกว่า วัดวังหน้า หรือ วัดกรมศักดิ์ ถูกสร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ในปี พ.ศ.2362 ซึ่งทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นศักดิพลเสพ เป็นแม่กอง มาดำเนินการสร้างเมืองนครเขื่อนขันธ์ ป้อมปราการ และขุดคลองลัด ให้เสร็จลุล่วงจากที่ค้างไว้

เมื่อกรมหมื่นศักดิพลเสพ สร้างเมืองเสร็จท่านจึงได้สร้างวัดขึ้นด้วย และเรียกวัดนี้ว่า วัดกรมศักดิ์ แต่ชาวบ้านมักจะเรียกว่า วัดวังหน้า (ตามตำแหน่งของพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นศักดิพลเสพ) ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงพระราชทานนามให้วัดใหม่ว่า วัดไพชยนต์พลเสพย์ โดยคำว่า “ไพชยนต์” มีความหมายถึงบุษบกยอดปรางค์ที่อยู่ภายในพระอุโบสถ ส่วนคำว่า “พลเสพ” นำมาจากคำท้ายชื่อของกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ

ภายในวัดมีสถาปัตยกรรม ศิลปกรรมและจิตรกรรมโบราณที่ทรงคุณค่า สิ่งที่เด่นที่สุดคือบุษบกยอดปรางค์ภายในพระอุโบสถ ซึ่งบุษบกดังกล่าวเคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ (สมัยรัชกาลที่ 1)  อันเป็นงานช่างสกุลวังหน้าที่หาชมได้ยาก ก่อนที่ในสมัยรัชกาลที่ 3 กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ ได้นำบุษบกนี้มาประดิษฐานพระประธาน ณ วัดไพชยนต์พลเสพย์แทน

 

Credit : Pantip : slow and steady และ gratisod

 

8. วัดโปรดเกศเชษฐาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 แล้วเสร็จในสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ถือวัดไทย-พุทธเพียงวัดเดียวในย่านพระประแดงที่มีมาตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์

ทั้งถือเป็นวัดเดียวในพระประแดง ที่ได้มีโอกาสรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8  และ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ขณะยังทรงเป็นพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช

การก่อสร้างวัดนี้เกิดขึ้นโดย พระยาเพชรพิไชย (เกตุ) ต้นสกุล “เกตุทัต” ซึ่งเป็นบุตรของพระยาเพชรพิไชย (หง) ต้นสกุล “หงสกุล” ได้ขอสร้างวัดในฝั่งตรงข้ามกับวัดไพชยนต์พลเสพย์ ตามที่รัชกาลที่ 2 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นศักดิพลเสพ เป็นแม่กองในการสร้างเมืองนครเขื่อนขันธ์ และป้อมปราการต่างๆ โดยนำวัสดุที่เหลือจากการสร้างวัดไพชยนต์พลเสพย์ ที่กรมหมื่นศักดิพลเสพ สร้างขึ้น มาตกแต่งที่วัดโปรดเกศฯ นี้ วัดทั้งสองจึงเสมือนเป็นวัดพี่วัดน้องที่สร้างเสร็จในปีเดียวกัน

ช่วงแรกชาวบ้านยังคงเรียกว่า วัดปากคลอง จนกระทั่งภายหลังได้รับพระราชทานนามว่า “วัดโปรดเกศเชษฐาราม” และได้รับวิสุงคามสีมา (เขตที่พระเจ้าแผ่นดินพระราชทานแก่พระสงฆ์เป็นการเฉพาะเพื่อใช้สร้างอุโบสถ) ในปี พ.ศ.2368

ภายในวิหาร เป็นที่ประดิษฐานของ พระพุทธไสยาสน์ พระพุทธรูปปูนปั้นลงรักปิดทอง ความยาว 6 วา 2 ศอก ที่เก่าแก่ที่สุดในจังหวัดสมุทรปราการ ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2365 ในสมัยรัชกาลที่ 2 นับเป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะที่งดงาม ทั้งยังเป็นต้นแบบของการหล่อพระนอนวัดโพธิ์อีกด้วย

 

Credit : Pantip : slow and steady

 

9. วัดคันลัด ก่อสร้างขึ้นราว พ.ศ. 2349 สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โดยเป็นวัดที่มีความเชื่อว่าพื้นที่ตรงนี้เคยเป็นสุสานของช้างมาก่อน โดยย้อนกลับไปในช่วงที่ชาวรามัญอพยพมาจาก ปทุมธานี และนนทบุรี ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 พ.ศ.2358  ผู้นำชาวรามัญมาตั้งถิ่นฐานที่เมืองนครเขื่อนขันธ์ นามว่า “พระยานครเขื่อนขันธ์รามัญราชชาติเสนาบดีศรีสิทธิสงคราม” ( ทอมาคชเสนี )โดยเมื่อชาวรามัญแยกย้ายกันมาอยู่  ก็อยู่กันเป็นกลุ่มๆ โดยกลุ่มที่มาอยู่ที่ตำบลทรงคนอง ก็เลือกเอาวัดคันลัดที่มีอยู่เดิมแล้วเป็นวัดประจำหมู่บ้าน แล้วก็นิมนต์เอาพระชาวรามัญมาปกครองวัด เพื่อที่จะได้เอาบุตรหลานของตนบวชและศึกษาธรรมวินัยเป็นที่เลื่อมใสและเคารพสืบต่อกันมา

พระพุทธรูปประจำวัด คือหลวงพ่อหินอ่อน (มัณฑะเล) เป็นพระพุทธรูปศิลปะมอญที่มีความสวยงาม เดิมอยู่ประดิษฐานอยู่ในตู้ลายไม้สักตั้งอยู่ที่หอสวดมนต์ แต่ภายหลังมีโจรขโมยพระปรากฏขึ้นบ่อย จึงต้องยกเก็บไว้ในกุฏิเจ้าอาวาส เมื่อถึงงานปี หรือ เทศกาลสำคัญจึงจะยกมาให้ประชาชนสักการะ

 

Credit : Facebook : เที่ยววัด, Pantip : slow and steady

 

10. วัดป่าเกด เดิมชื่อ “วัดถนนเกด” ตามชื่อของตาเกด ชาวบ้านที่เป็นคนขุดถนนเข้าวัดเป็นคนแรก แต่เนื่องจากบริเวณวัดมีต้นเกดขึ้นมากมาย สมัยต่อมาจึงหันมาเรียกว่า “วัดป่าเกด” แทน โดยถูกสร้างขึ้นเมื่อครั้งฟื้นฟูพระพุทธศาสนาทั่วราชอาณาจักรในรัชกาลที่ 2 เมื่อประมาณ พ.ศ. 2360 ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ 3  สมเด็จพระสังฆราช (ด่อน) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ เสด็จฯ มาเป็นประธานสร้างอุโบสถ โดยหน้าบันเป็นรูปครุฑลวดลายวิจิตรตระการตา สันนิษฐานว่าหลังจากที่สร้างพระสมุทรเจดีย์กลางน้ำแล้วจึงได้มาสร้างอุโบสถนี้ขึ้น

ภายในอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนังอัน จากฝีมือ ” ช่างสิบหมู่ “ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นที่หาชมได้ยาก ขณะที่หน้าบันมีเครื่องไม้สักแกะสลักเป็นภาพนารายณ์ทรงครุฑ เป็นเครื่องแกะสลักลอยตัว นำมาประกอบติดประดับที่หน้าบันจึงสวยงามกว่าภาพแกะสลักบนพื้นผนังธรรมดาเป็นอย่างมาก หากน่าเสียดายที่ไม้สักแกะสลักนารายณ์ทรงครุฑของเดิมถูกขโมยไปเมื่อครั้งกรมศิลป์เข้ามาบูรณปฏิสังขรณ์อุโบสถหลายปีก่อน

สำหรับ วัดป่าเกด ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา (เขตที่พระเจ้าแผ่นดินพระราชทานแก่พระสงฆ์เป็นการเฉพาะเพื่อใช้สร้างอุโบสถ) ครั้งหลังเมื่อวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ.2509 ขณะที่กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนพระอุโบสถและพระเจดีย์ไว้เป็นโบราณสถานแห่งชาติเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ.2510  ต่อมาใน พ.ศ.2513 ได้มีการสร้างอุโบสถหลังใหม่ขึ้นแทนหลังเก่าที่ทรุดโทรม อุโบสถหลังเก่าจึงกลายเป็นวิหารไป 


ชวน-แต่งชุดไทยย้อนยุค...ท่องเที่ยวหัวหิน-ตลอดเดือนเมษายนนี้_web.jpg

ช่วงหน้าร้อนแบบนี้ ชวนนักท่องเที่ยวร่วมแต่งชุดไทยย้อนยุคและดื่มด่ำไปกับสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามของหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ในกิจกรรม “รถรางนำเที่ยวชมเมืองหัวหิน เส้นทางหัวหินรำลึก” ตลอดเดือนเมษายนนี้

หลังจากกระแสละครโทรทัศน์ชื่อดังอย่าง “บุพเพสันนิวาส” ดังทั่วบ้านทั่วเมือง จนทำให้เทรนด์สวมชุดไทย ถ่ายรูปสวย ๆ กับสถานที่ท่องเที่ยว กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก ทั้งรุ่นเด็กไปจนถึงผู้สูงอายุ ลองคิดดูว่าหากได้ถ่ายรูปแบบย้อนยุค นุ่งโจงกระเบน ห่มสไบ นุ่งผ้าถุงสวย ๆ ถ่ายรูปกับสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย ตามรอยตัวละครจากละครย้อนยุคชื่อดัง น่าจะสนุกและตื่นเต้นไม่น้อยเลย

และในช่วงหน้าร้อนแบบนี้ ใครที่สนใจแต่งชุดไทยไปท่องเที่ยว ถ่ายรูปสวย ๆ ลองไปเที่ยวที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพราะในช่วงนี้ที่หัวหินกำลังจัดกิจกรรมชวนนักท่องเที่ยวร่วมแต่งชุดไทยย้อนยุคและดื่มด่ำไปกับสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามของหัวหิน ในกิจกรรม “รถรางนำเที่ยวชมเมืองหัวหิน เส้นทางหัวหินรำลึก” ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมของการจัดงาน “สถานีรถไฟหัวหิน ความทรงจำแห่งรัก” ของทาง ททท. ประจวบคีรีขันธ์ ร่วมกับ สถานีรถไฟหัวหิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันจัดงานครั้งนี้

 

บรรยากาศภายในงาน ได้จัดสถานที่จุดถ่ายรูปและตกแต่งภายในบริเวณสถานีรถไฟหัวหินให้สวยงาม เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาหัวหินในเดือนเมษายนนี้ และมีบริการรถรางนั่งชมเมืองหัวหิน เพื่อให้นักท่องเที่ยวที่ต้องการรำลึกความหลังกับสถานีรถไฟหัวหินได้บันทึกความทรงจำ เก็บภาพบรรยากาศความสวยงาม ความประทับใจกับสถานีรถไฟหัวหิน ที่คลาสสิกที่สุดในประเทศ ก่อนจะปิดปรับปรุงและเข้าสู่ยุคของสถานีรถไฟรางคู่ที่ทันสมัย

สำหรับเส้นทางการเดินรถรางจะออกจากสถานีรถไฟหัวหิน ผ่านสวนสาธารณะโผน กิ่งเพชร วัดหัวหิน โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์บีชแอนด์วิลล่าหัวหิน ชายหาดหัวหิน ศาลเจ้าแม่ทับทิม สะพานปลา ตลาดฉัตร์ไชย ศูนย์การค้าบลูพอร์ต หัวหิน รีสอร์ท มอลล์ และวนกลับมาจุดเริ่มต้น ใช้เวลาราวประมาณ 45 นาที – 1 ชั่วโมง/รอบ

ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานและนั่งรถรางได้ฟรี ที่บริเวณด้านหน้าสถานีรถไฟหัวหิน ทุกวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ เวลา 10.00 น. 14.00 น. และ 17.00 น. ตลอดเดือนเมษายนนี้ และนักท่องเที่ยวท่านใดที่แต่งกายย้อนยุคในธีม “ปริศนา-ชายพจน์” และร่วมนั่งรถราง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจะมอบของที่ระลึกให้อีกด้วย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ททท.สำนักงานประจวบคีรีขันธ์ หมายเลขโทรศัพท์ 032-513-885, 032-513871 www.facebook.com หรือแฟนเพจ : TAT PRACHUAP

 

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : aec-tv-online2.com

 


หน้าร้อนแบบนี้…เที่ยวไหนดี.jpg

เข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเต็มรูปแบบแล้ว ใครหลายคนก็ไม่กล้าที่จะออกจากบ้านไปไหน ขอเปิดแอร์อยู่ที่บ้านน่าจะดีกว่า แต่ถ้าอยู่บ้านก็จะเกิดอาการเบื่อหน่าย ควรมองหาสถานที่ท่องเที่ยวที่สามารถคลายความร้อนได้  เพราะการได้ออกจากบ้านไปท่องเที่ยวถือได้ว่าเป็นวิธีคลายร้อนที่ดีอย่างหนึ่ง

หน้าร้อนไม่ได้มีแต่ข้อเสียเสมอไป ข้อดีก็มีเหมือนกัน เพราะหน้าร้อนท้องฟ้าจะสดใส ไร้ฝนตก สามารถไปถ่ายรูปตามสถานที่ต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ เพราะสถานที่ในเมืองไทยของเรามีสถานที่เที่ยวสวนๆ ในช่วงหน้าร้อนให้ได้ไปชลโฉมความสวยงามเยอะแยะเช่นกัน แต่ก็คงมีคำถามตามมาอีกว่า แล้วหน้าร้อนแบบนี้จะไปเที่ยวที่ไหนดี

เพื่อให้คุณสามารถใช้ชีวิตในช่วงหน้าร้อนได้อย่างมีความสุข ปราศจากความทุกข์จากความร้อนที่ละลายแผดเผาร่างกายตัวเราเอง วันนี้ “กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงได้รวบรวมสถานที่ท่องเที่ยวที่ควรค่ากับการไปเที่ยวคลายร้อน

 

1. ทะเล

“โอ้ทะเลแสนงาม ฟ้าสีครามสดใส” นี่ก็เป็นอีกหนึ่งมนต์เสน่ห์ของท้องทะเล ที่เมื่อถึงหน้าร้อนแล้ว ใครหลายๆ ก็จะต้องนึกถึงทะเลเป็นอันดับแรก เพราะเมื่อไหร่ที่ร่างกายเราได้ลงไปสัมผัสกับน้ำทะเล ก็สามารถช่วยคลายร้อนได้มาก ร่างกายสดชื่น นอกจากนี้ การได้นั่งหรือนอนอยู่ริมชายหาด ฟังเสียงลมเสียงคลื่นทะเล ทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย มีสมาธิมากขึ้น

ซึ่งในปัจจุบัน มีชายหาดให้ท่องเที่ยวหลายจุด และมีเกาะกลางทะเลที่ต้องนั่งเรือออกไป บอกได้เลยว่าสงบ สบายมากเลยทีเดียว

 

 

2. น้ำตก

น้ำตกถือได้ว่าเป็นสถานที่ที่มีธรรมชาติที่สวยงามและอุดมสมบูรณ์มากมาย รายล้อมไปด้วยต้นไม้ พืชพรรณ สีเขียวขจี ส่วนใหญ่น้ำตกจะอยู่ภายในอุทยานแห่งชาติ บรรยากาศภายในมีอากาศเย็น สดชื่น มีกลิ่นไอของต้นไม้และธรรมชาติ คุณเองก็สามารถลงเล่นน้ำในลำธารจากธรรมชาติได้ หากต้องการหนีร้อน น้ำตกก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่สามารถช่วยคลายร้อนได้ดีเลยทีเดียว

 

 

3. สวนน้ำ

จะว่าไปสวนน้ำก็ไม่ได้ถูกจำกัดเพียงแค่วัยเด็กแล้วเท่านั้น ผู้ใหญ่ก็สามารถลงเล่นน้ำในสวนน้ำได้เช่นกัน เพราะปัจจุบันมีสวนน้ำหลายแห่งที่สร้างขึ้นมาให้คนทุกเพศทุกวัยได้มาใช้บริการ นอกจากนี้ยังมีสไลด์เดอร์ที่ออกแบบขึ้นด้วยดีไซน์แปลกใหม่ เอาใจวัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ ที่ชื่นชอบอะไรที่ท้าทาย สนุกสนาน

 

 

4. ห้างสรรพสินค้า

หากไม่อยากเดินทางไปไกลถึงทะเลหรือเข้าอุทยานฯ เพื่อไปเที่ยวน้ำตก ห้างสรรพสินค้า น่าจะเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่เหมาะสำหรับสาวกขาช็อป เดินตากแอร์ในห้างสบายๆ ก็สามารถคลายร้อนได้ ขณะเดียวกัน ภายในห้างยังมีกิจกรรมให้ทำหลายอย่าง ทั้งเดินจับจ่ายซื้อของ รับประทานอาหาร ฯลฯ บอกเลยว่าไม่ต้องเดินทางไปไกล แถมยังไม่ร้อนอีกด้วย

 

 

5. ไหว้พระ/ปฏิบัติธรรม

อีกหนึ่งทางเลือกสำหรับใครชื่นชอบการท่องเที่ยวสายธรรมะ ชอบเข้าวัดเข้าวา ถ้าหากอยากหนีร้อน แต่ไม่อยากลงเล่นน้ำหรือเดินตากแอร์ในห้าง ก็สามารถเข้าวัดเข้าวาไปทำบุญตักบาตร ปฏิบัติธรรม เพื่อสร้างสมาธิ สติ และทำให้จิตใจผ่องใสได้ แต่ถ้าหากไม่อยากออกไปนอกบ้าน ก็ไหว้พระสวดมนต์อยู่ที่บ้านก็ได้ สามารถช่วยลดความเครียดจากการเผชิญสภาพอากาศที่ร้อนจัดได้ เพราะการพึ่งพาธรรมะช่วยทำให้เรามีสติ สามารถติดกิเลสรอบตัวเราได้

 

ฤดูร้อนปีนี้ พยายามไปท่องเที่ยวหรือหากิจกรรมอะไรสนุกๆ ทำน่าจะดีที่สุด จะได้ช่วยดับอารมณ์เร่าร้อนและหงุดหงิดจากสภาพอากาศที่อบอ้าวได้ แหล่งท่องเที่ยวในเมืองไทยมีมากมายต่างๆ นาๆ นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ยังไงซะ ขอให้สนุกและใช้ชีวิตในช่วงหน้าร้อนอย่างมีความสุข


kdtg0hk.jpg

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปดูเรื่องราวของบางกะเจ้า อำเภอพระประแดง ปัจจุบันเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม ในฐานะ “แหล่งฟอกปอดขนาดใหญ่ใกล้เมืองกรุง” ซึ่งมีพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่อันน่ารื่นรมย์ มีจุดเช็คอิน กิน ดื่ม ชม ช็อป พร้อมกิจกรรมสนุกมากมาย ทั้งการที่เดินทางไปมาสะดวก จึงเหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจในวันหยุดเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ บางกะเจ้า รวมถึงบริเวณพื้นที่รอบตัวอำเภอพระประแดง ยังมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ถูกสั่งสมและถ่ายทอดมาเกือบ 200 ปี โดยเฉพาะศิลปวัฒนธรรมของวัดวาอารามที่มีอยู่มากมาย แต่ละวัดสามารถถ่ายทอดร้อยเรียงความเป็นมาของประวัติศาสตร์ไทยได้เป็นอย่างดี ซึ่งเมื่อลงลึกลงไปจะเห็นได้ว่ามีความเป็นมาที่ผูกพันธ์กับแผ่นดินรัตนโกสินทร์เป็นอย่างมาก

วันนี้ทีมงานกินอยู่เป็น จึงขอรวบรวมข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์น่าสนใจของ 10 วัด รอบพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า และบริเวณรอบๆ อำเภอพระประแดง มาให้ทุกท่านได้ทราบ เผื่อเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่นิยมการเดินทางทำบุญไหว้พระทำบุญ รับรองว่าการมาไหว้พระที่นี่ นอกจากท่านจะได้ทำบุญแล้ว ยังเป็นโอกาสให้ท่านได้ศึกษาความเป็นมาน่าสนใจของประวัติศาสตร์ไทยอีกทางหนึ่งด้วย

แต่ต้องขอบอกก่อนว่า นอกจาก 10 วัดนี้แล้ว อำเภอพระประแดง และ บางกะเจ้า ก็ยังมีวัดเก่าแก่ที่สำคัญอีกมาก ซึ่งทุกท่านสามารถร่วมแชร์ หรือ ถ่ายทอดเรื่องราว มาบอกกล่าวทีมงานกันได้ แต่ตอนนี้ถ้าพร้อมแล้วไปชมกันเลย…

 

Credit : http://bangnamphueng.go.th

1. วัดบางน้ำผึ้งนอก ถูกสร้างขึ้นตามแบบสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยาตอนปลาย อายุราว 350 ปี การมาวัดแห่งนี้ นอกจากนมัสการเพื่อขอพรจากหลวงพ่อใหญ่ พระประธานศักดิ์สิทธิ์แล้ว ยังสามารถแวะชมภาพจิตรกรรมของช่างศิลป์ในยุคต้นรัตนโกสินทร์ในพระอุโบสถหลังเก่า เช่น ภาพหนุ่มสาวไทย ภาพการตั้งเครื่องบูชาแบบจีน ภาพเทวดาทวารบาล และภาพสาวมอญนุ่งผ้าแหวก ซึ่ง น. ณ ปากน้ำ หรือ อาจารย์ประยูร อุลุชาฎะ ศิลปินแห่งชาติ บรรยายไว้ในหนังสือเล่มหนึ่งของท่านว่า นี่คือภาพสาวมอญที่สวยที่สุดในสยามประเทศ

 

2. วัดบางน้ำผึ้งใน เดิมชื่อ “วัดดุสิฎาราม” ถูกสร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.2450 ก่อนได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา (เขตที่พระเจ้าแผ่นดินพระราชทานแก่พระสงฆ์เป็นการเฉพาะเพื่อใช้สร้างอุโบสถ) ใน พ.ศ.2453 ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “วัดบางน้ำผึ้งใน” ปี พ.ศ.2560

วัดแห่งนี้เป็นเสมือนศูนย์รวมจิตใจที่ชาวบางน้ำผึ้งให้ความเคารพนับถือมายาวนาน โดยผู้ที่ไปเที่ยวตลาดบางน้ำผึ้ง ซึ่งอยู่บริเวณด้านข้างวัด สามารถเข้ามาแวะไหว้ พระบรมสารีริกธาตุ เพื่อเสริมสิริมงคลได้

 

Credit : http://bangkorbuae.go.th

3. วัดบางกอบัว สันนิษฐานว่าสร้างตั้งแต่ยุคค้นแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ราวปี พ.ศ. 2247 โดยสองสามีภรรยาชาวมอญชื่อ “มะทอ” และ “ประทุม” โดยขนานนามว่า “วัดบางกะบัว” ต่อมาเพี้ยนเป็น “วัดบางกอบัว” โดยวัดแห่งนี้ สมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 11 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เคยเสด็จมาประทับแรมด้วย นอกจากนี้ยังเปิดสอนพระปริยัติธรรม มาตั้งแต่ พ.ศ.2480

 

4. วัดบางกระเจ้านอก ถูกสร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2453 ไม่ปรากฏนามผู้สร้าง เนื่องจากตั้งอยู่ที่ปากคลองบางกระเจ้า ชาวบ้านจึงนิยมเรียกว่า วัดปากคลองบางกระเจ้า อีกชื่อหนึ่งด้วย โดยวัดแห่งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยาที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของคุ้งบางกะเจ้า และภายในวัดยังมีอนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ซึ่งสร้างขึ้นโดยความร่วมแรงร่วมใจของผู้มีจิตศรัทธาให้เคารพสักการะด้วย

 

Credit : Facebook : พระประแดงที่รัก

5. วัดอาษาสงคราม เป็นพระอารามหลวงอีกหนึ่งแห่งในพระประแดง ชื่อเดิมว่า “เภี่ยงเกริงสละ” เป็นภาษารามัญ แปลว่า “วัดคลองจาก” ก่อสร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2363 โดย สมิงอาษาสงคราม แม่ทัพชาวรามัญ ของกรุงรัตนโกสินทร์ ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 2 ก่อนที่ต่อมาวัดแห่งนี้จะถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “วัดอาษาสงคราม” ตามพระราชทินนาม

 

นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


ย้อนตำนานอดีต.jpg

เมื่อกล่าวถึงเมืองพระประแดง หลายท่านคงทราบดีว่า นี่คืออีกหนึ่งเมืองหน้าด่านเก่าแก่ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) ทรงสร้างขึ้นพร้อมพระราชทานนามว่า นครเขื่อนขันธ์ แต่ทราบหรือไม่ว่า เมืองแห่งนี้มีความเกี่ยวข้องกับคลองเตยในอดีต ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงตำนาน “เจ้าชายสายน้ำผึ้ง” เจ้าเมืองอโยธยาศรีรามเทพนคร ผู้สร้างตำนานรักไทยจีนกับพระนางสร้อยดอกหมาก นำสู่การสร้างวัดพนัญเชิงอีกด้วย…..

โดยถูกกล่าวถึงไว้ใน ตำนานพงศาวดารเหนือ ซึ่งรวบรวมโดยพระวิเชียรปรีชา(น้อย)  ตามรับสั่งพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย สมัยยังดำรงพระเกียรติยศเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ว่าย้อนไปในสมัยทวารวดี เมื่อหลายพันปีก่อน “เจ้าชายสายน้ำผึ้ง” ทรงคิดจะสร้างเมืองใหม่ จึงยกพลล่องลำน้ำเจ้าพระยาเพื่อหาทำเลโดยทรงพอใจพื้นที่แถวบางเตย (คลองเตยในปัจจุบัน) แต่มีพระอาจารย์ห้ามเอาไว้ว่าเพราะพื้นที่แห่งนี้น้ำมีความเค็มปนอยู่มากจึงไม่ควรสร้าง ดังนั้นเจ้าชายสายน้ำผึ้งจึงสร้างวัดหน้าพระธาตุถวายพระอาจารย์ แล้วมาสร้าง “วัดมงคลบพิตร” แทน ก่อนสวรรคตในปี จุลศักราช 427

ขณะที่ บางเตย หรือ คลองเตย ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามคุ้งบางกะเจ้าโดยมีแม่น้ำเจ้าพระยาตัดขวางนั้น ในอดีตก็คือ หนึ่งในคลองสาขาของแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อนถูกถมพื้นที่เป็นถนนเกษมราษฎร์ ซึ่งก็คือถนนที่แยกจากพระราม 4 จนถึงกรมศุลกากรในปัจจุบัน และเมื่อค้นต่อไปก็จะพบว่า “บริเวณคุ้งน้ำฝั่งคลองเตยเคยเป็นที่ตั้งของเมืองพระประแดง” ในอดีตด้วย ซึ่งสันนิษฐานจากเหตุผลดังนี้

1. ในแผนที่ของหมอแกมป์เฟอร์ ซึ่งเข้ามาในกรุงศรีอยุธยาเมื่อปี พ.ศ. 2233 ในแผนที่ระบุเลยว่า มีองค์พระประแดงอยู่ตำแหน่งคุ้งน้ำฝั่งคลองเตย

2. ในบรรดานิราศของพระยาตรัง, สุนทรภู่ สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ช่วงรัชกาลที่ 1 จะระบุว่า เมื่อพ้นจากช่องนนทรีจะเข้าสู่บางเตยหรือคลองเตยแล้วจะเข้าสู่เมืองพระประแดงทันที

3. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ได้มีจดหมายถึงสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ บอกว่า ตนได้มาแถวคลองเตยแล้วเจอศาลพระประแดง ตั้งหัวรูปจระเข้

สำหรับพื้นที่เมืองพระประแดงฝั่งคลองเตยนั้น ในปี พ.ศ.2480 รัฐบาลได้ซื้อพื้นที่บริเวณนั้นเพื่อสร้างเป็นท่าเรือกรุงเทพฯ และท่าเรือคลองเตย เพื่อเป็นจุดขนถ่ายสินค้าจากปากอ่าวขึ้นไป พร้อมสร้างทางรถไฟจากมักกะสันลงมาเพื่อขนถ่ายสินค้าเข้ามายังกรุงเทพฯ พื้นที่แห่งนี้จึงถูกเปลี่ยนแปลงสภาพจากอดีตไปจนหมดสิ้น

 

ขอบคุณที่มาข้อมูลดีๆ  : รายการ ขรรค์ชัย-สุจิตต์ “ทอดน่องท่องเที่ยว” Matichon TV


สาบบุญห้ามพลาด-ไปรถไฟใกล้นิดเดียว.jpg

ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ คุณมีแพลนจะไปเที่ยวที่ไหนกันบ้าง สำหรับใครที่เป็นนักท่องเที่ยวสายธรรมะ เข้าวัดเข้าวา เคยไหมเข้าวัดทำบุญตักบาตรในกรุงเทพฯ บ่อยๆ แล้วอยากลองไปให้ไกลอีกสักหน่อย เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง…รบกวนฟังทางนี้ ลองนั่งรถไฟชิลล์ๆ ไหว้พระที่ต่างจังหวัด แบบว่า one-day-trip ไปเช้า-เย็นกลับ กันดีไหม?

สำหรับใครที่ยังไม่เคยท่องเที่ยวด้วยรถไฟมาก่อน บอกเลยว่า ควรค่ากับการลองสักครั้งหนึ่ง เพราะเราจะได้บรรยากาศแบบคลาสิค สัมผัสความสวยงามของบ้านเรือน ต้นไม้ใบหญ้า บรรยากาศธรรมชาติสองข้างทาง และที่สำคัญค่าโดยสารไม่แพง รับรองเลยว่าจะต้องติดใจจนต้องอยากเดินทางโดยรถไฟอีกครั้งแน่นอน

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ได้รวบรวมวัดวาอารามเด่นๆ ในต่างจังหวัด ที่สามารถเดินทางด้วยรถไฟแบบสบายๆ สไตล์สโลว์ไลฟ์ เที่ยวได้ใน 1 วัน ใช้เวลาไม่นานก็ถึงที่หมาย!

 

1. วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรวิหาร จ.นครปฐม

วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอกชนิดราชวรมหาวิหาร เป็นที่ประดิษฐานองค์พระปฐมเจดีย์ ถือว่าเป็นพระสถูปเจดีย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และ จ.นครปฐม ได้ใช้พระปฐมเจดีย์เป็นตราประจำจังหวัด ที่นี่จึงกลายเป็นหนึ่งแลนด์มาร์คสำคัญของ จ.นครปฐม และในเดือนพฤศจิกายนของทุกปีจะมีงานนมัสการองค์พระปฐมเจดีย์ ถือเป็นอีกหนึ่งงานใหญ่ของชาวนครปฐม

สำหรับการเดินทางโดยรถไฟ มีบริการรถไฟออกจากสถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) และสถานีรถไฟธนบุรี ไปยังจังหวัดนครปฐมทุกวัน โดยสถานีรถไฟกรุงเทพจะมีจำนวนรถวิ่งทั้งหมด 14 ขบวน/วัน ส่วนสถานีธนบุรี จะมีจำนวนรถวิ่งทั้งหมด 5 ขบวน/วัน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงเศษ ค่าโดยสารรถไฟประเภทพิเศษชานเมือง-ธรรมดา เริ่มต้นจากสถานีหัวลำโพง ราคา 14 บาท/เที่ยว (ไป-กลับด้วยรถไฟ 28 บาท) ส่วนค่าโดยสารรถไฟประเภทธรรมดา เริ่มต้นจากสถานีธนบุรี ราคา 10 บาท/เที่ยว (ไป-กลับด้วยรถไฟ 20 บาท) จากนั้นให้ลงที่สถานีรถไฟนครปฐม แล้วนั่งรถจักรยานยนต์รับจ้าง ราคาค่าโดยสาร 20 บาท หรือจะเดินไปก็ได้ ระยะไม่ไกลมาก ประมาณ 300 เมตร ก็จะถึงองค์พระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม

 

 

 

2. วัดพนัญเชิงวรวิหาร จ.พระนครศรีอยุธยา

วัดพนัญเชิงวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรวิหาร แบบมหานิกาย ถือเป็นวัดเก่าแก่และสำคัญวัดหนึ่งของอยุธยา มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ โดยเฉพาะหลวงพ่อโตหรือเจ้าพ่อซำปอกงที่พุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและชาวจีนต่างให้ความเคารพนับถือมาช้านาน นอกจากนี้ ทุกๆ ปี ที่นี่จะมีการจัดงานประจำปีใหญ่ๆ 4 งาน ได้แก่ งานสงกรานต์ , งานสรงน้ำและห่มผ้าถวาย , งานทิ้งกระจาดหรืองานงิ้วเดือน 9 และ งานตรุษจีน

สำหรับการเดินทางโดยรถไฟ มีบริการรถไฟออกจากสถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) ไปยังสถานีรถไฟอยุธยา จำนวน 32 ขบวน/วัน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง ค่าโดยสารรถไฟประเภทชานเมือง-ธรรมดา เริ่มต้นที่เที่ยวละ 15 บาท (ไป-กลับด้วยรถไฟ 30 บาท) จากนั้นให้ลงรถที่สถานีรถไฟอยุธยา แล้วต่อรถโดยสารสาธารณะไปยังวัดพนัญเชิงวรวิหาร ค่าโดยสารเริ่มต้นที่ 30 บาท (หากเป็นรถตุ๊กตุ๊กจะมีอัตราค่าโดยสารสูงขึ้น ประมาณ 50 บาทขึ้นไป)

 

 

3. วัดโสธรวรารามวรวิหาร จ.ฉะเชิงเทรา

วัดโสธรวรารามวรวิหาร เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ภายในประดิษฐาน “หลวงพ่อพุทธโสธร” พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นพระรูปปางสมาธิ ลงรักปิดทองสมัยแบบล้านช้าง นอกจากนี้ ทุกๆ ปี ที่นี่มีการจัดงานประจำปียิ่งใหญ่กับงานนมัสการหลวงพ่อโสธร จัดขึ้นปีละ 3 ครั้ง

สำหรับการเดินทางโดยรถไฟ มีบริการรถไฟออกจากสถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) ไปยังสถานีชุมทางฉะเชิงเทรา จำนวน 12 ขบวน/วัน ใช้เวลาเดินทางเกือบ 2 ชั่วโมง ค่าโดยสารรถไฟประเภทพิเศษชานเมือง-ธรรมดา เริ่มต้นที่เที่ยวละ 13 บาท (ไป-กลับด้วยรถไฟ 26 บาท) จากนั้นให้ลงรถที่สถานีชุมทางฉะเชิงเทรา แล้วต่อรถสองแถวสีเหลืองไปยังวัดโสธรวรารามวรวิหาร ราคาค่าโดยสาร 10 บาท (หากเป็นรถตุ๊กตุ๊กหรือรถแท็กซี่จะมีอัตราค่าโดยสารสูงขึ้น ประมาณ 50 บาทขึ้นไป)

 

 

4.วัดบางกุ้ง จ.สมุทรสงคราม

วัดบางกุ้ง เป็นวัดเก่าแก่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี มีจุดเด่นที่พระอุโบสถ ซึ่งเป็นโบสถ์เก่าแก่ ถูกปกคลุมทั้งอาคารด้วยรากของต้นโพธิ์ ต้นกร่าง ต้นไกร จนได้รับยกให้เป็นอันซีนแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรสงคราม ภายในโบสถ์เป็นที่สถิตของ “หลวงพ่อนิลมณี” หรือ “หลวงพ่อดำ” ตามที่ชาวบ้านเรียกกัน ซึ่งเป็นพระพุทธรูปทรงปางมารวิชัยขนาดใหญ่ สมัยอยุธยาตอนปลาย นอกจากนี้ภายในยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติ ขณะเดียวกัน จุดเด่นของที่มีรูปปั้นนักมวยไทยเป็นจำนวนมาก และยังมีสวนสัตว์ขนาดเล็กๆ ที่มีทั้งกรงอูฐ กวาง ม้า ตั้งอยู่ริมท่าน้ำวัดบางกุ้งอีกด้วย

สำหรับการเดินทางโดยรถไฟ มีบริการรถไฟออกจากสถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ ไปยังสถานีมหาชัย จำนวน 3 ขบวน/วัน จากนั้นต้องนั่งเรือข้ามฟาก และมาต่อรถไฟอีกเส้นทางที่สถานีรถไฟบ้านแหลม ไปยังสถานีรถไฟแม่กลอง จำนวน 3 ขบวน/วัน ใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 3 ชั่วโมง ค่าโดยสารรถไฟประเภทชานเมือง-ธรรมดา เริ่มต้นที่เที่ยวละ 20 บาท (ไป-กลับด้วยรถไฟ 40 บาท) จากนั้นให้ลงรถที่สถานีรถไฟแม่กลอง แล้วเดินเท้าอีกนิดไปต่อรถสองแถว เพื่อเดินทางไปยังวัดบางกุ้ง ราคาค่าโดยสาร 10 บาท (หากเป็นรถตุ๊กตุ๊กหรือรถแท็กซี่จะมีอัตราค่าโดยสารสูงขึ้น ประมาณ 50 บาทขึ้นไป)

 

 

 

 

 

 

 

 

ทั้งนี้ นอกจากขบวนรถไฟประเภทชานเมือง-พิเศษชานเมือง-ธรรมดา แล้ว หากต้องการนั่งรถไฟประเภทรถเร็ว-รถด่วน-รถด่วนพิเศษ จะมีอัตราค่าโดยสารแตกต่างกันไป สามารถตรวจสอบเส้นทาง เที่ยวรถ ประเภทรถไฟ และอัตราค่าโดยสารได้ที่เว็บไซต์ http://procurement.railway.co.th/checktime/checktime.asp

สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางในแบบสโลว์ไลฟ์ ลองปรับเปลี่ยนการเดินทางมาเป็นทางรถไฟดู รับรองเลยว่าคุณจะได้สัมผัสกับบรรยากาศและธรรมชาติทั้ง 2 ข้างทางอย่างแท้จริง บอกเลยว่าคุณจะไม่มีวันเบื่อเมื่อได้สัมผัส…แล้วคุณจะติดใจอย่างแน่นอน! นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


ปักหมุดตลาดออร์แกนิคน่าเที่ยว-เอาใจคนรักสุขภาพ_web-1.jpg

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปดูเรื่องราวของ “ตลาดออร์แกนิค” อีกหนึ่งธุรกิจที่ตอบโจทย์คนรักสุขภาพที่ในปัจจุบันหันมาใส่ใจเรื่องของการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพกันมากขึ้น “กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงได้รวบรวม “ตลาดออร์แกนิค” เอาใจคนรักสุขภาพ

“การไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ” เพราะปัจจุบัน คนรุ่นใหม่เริ่มหันมาใส่ใจในเรื่องของสุขภาพกันเป็นจำนวนมาก เนื่องจาก “สุขภาพ” เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งต่อมนุษย์อย่างเรา จะเจ็บไข้ได้ป่วยทั้งทีคงไม่ดีอย่างแน่นอน

“อาหารออร์แกนิค” หนึ่งในแนวทางสำหรับคนรักสุขภาพสู่การมีสุขภาพที่ดี เพราะ “อาหารออร์แกนิค” เป็นอาหารที่ผ่านกระบวนการเพาะปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ ไม่ใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี หรือวัตถุสังเคราะห์ใดๆ รวมไปถึงเมล็ดพันธุ์ที่ไม่ตัดต่อทางพันธุกรรม ไม่ใช้สารเคมีในการกำจัดศัตรูพืช ไม่เพิ่มเติมสิ่งปรุงแต่งใดๆ ลงไปในอาหาร จึงทำให้การรับประทาน “อาหารออร์แกนิค” เป็นสิ่งที่ง่ายที่สุด ที่จะนำพาชีวิตเราไปสู่การมีสุขภาพที่ดี

“กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงได้รวบรวม “ตลาดออร์แกนิค” เอาใจคนรักสุขภาพ ใกล้ที่ไหน แวะไปที่นั่นได้เลย

 

1. ร้าน SUSTAINA ORGANIC SHOP

ร้านนี้ตั้งอยู่ซอยสุขุมวิท 39 เป็นอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น โดยชั้น 2 และชั้น 3 เป็นร้านอาหารและเครื่องดื่ม ส่วนชั้น 1 เป็นร้านจำหน่ายสินค้าออร์แกนิกที่ส่งตรงมาจากฟาร์มฮาร์โมนีไลฟ์ ภายในร้านช็อปจำหน่ายสินค้าอุปโภคและสินค้าบริโภคให้เลือกสรรมากมาย ถือเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตออร์แกนิกที่จำหน่ายทั้งผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ วัตถุดิบคุณภาพ

 

SUSTAINA ORGANIC SHOP & RESTAURANT
1/40 ซอยสุขุมวิท 39 (บีทีเอสพร้อมพงษ์) แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ
โทร. 02-258-7516
www.facebook.com/SustainaOrganicRestaurant
www.harmonylife.co.th/sustaina.html

 

2. ร้าน Organic Supply

ตั้งอยู่บนถนนนาคนิวาส ย่านลาดพร้าว จำหน่ายผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกจากในประเทศและต่างประเทศให้เลือกสรร ทั้งผลิตภัณฑ์สกินแคร์ อาหาร และเครื่องดื่มมารวบรวมไว้ นอกจากการส่งต่อสุขภาพดีให้ถึงมือคนเมืองได้ง่ายๆ แล้ว ทางร้านต้องการสนับสนุนผู้ผลิตทั้งคนกลุ่มเล็กๆ รวมไปถึงเกษตรกรให้มีตลาดสำหรับการวางสินค้าเพื่อจำหน่ายอีกด้วย โดยพื้นที่ร้านแบ่งออกเป็นโซนช็อปและโซนชิล เพราะมีบาร์สำหรับการสั่งเครื่องดื่มสดและเบเกอรี่จากวัตถุดิบธรรมชาติให้เลือกมุมสบายๆ รับประทานภายในร้านที่ตกแต่งอย่างเรียบง่าย

 

ร้าน Organic Supply
148 ถนนนาคนิวาส แขวงลาดพร้าว ลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร
โทร. 02-101-6410
www.organicsupply.co.th
www.facebook.com/organicsupply.bkk

 

3. ร้านใบเมี่ยง

 

 

ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากธรรมชาติที่เปิดมายาวนานมีสินค้าให้เลือกมากมายและหลากหลาย โดยคุณศิริวัฒน์ จันทร์กวี เภสัชกรผู้เป็นเจ้าและผู้รวบรวมสินค้าจากหลากหลายแบรนด์เชื่อถือได้มาให้ดูแลสุขภาพแบบองค์รวม  ด้วยเสียงตอบรับที่ดีและมีสินค้าให้ช็อปอย่างจุใจ ปัจจุบันร้านใบเมี่ยงกระจายกระแสรักสุขภาพไปยังพื้นที่ต่างๆ 5 สาขา ได้แก่ สาขาเดอะเซอร์เคิล ราชพฤกษ์  สาขาเรนฮิลล์ สุขุมวิท 47 สาขาพอโต้ ชิโน่ มหาชัย สาขานวมินทร์ซิตี้อเวนิว และสาขาดิอัพ พระรามสาม สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกในการเดินทาง ยังมีตัวเลือกทางเว็บไซต์ในการสั่งซื้อสินค้าง่ายๆ กับทางร้าน และหากได้รับสินค้าที่ไม่ตรงตามมาตรฐานก็สามารถส่งคืนและรับเงินคืนได้ทันที

 

ร้านใบเมี่ยง
สำนักงานใหญ่ สาขาพระราม 2 กรุงเทพฯ
โทร. 02-417-6019
www.baimiang.com
www.facebook.com/BaiMiangHealthyShop

 

4. ร้าน Lemon Farm

ตลาดทางเลือกในการให้บริการ กระตุ้นการผลิตอาหาร และผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยจากสารเคมีเป็นพิษ โดยเฉพาะเกษตรธรรมชาติ เพื่อสร้างสุขภาพดีให้แก่ผู้บริโภค และเกษตรกรผู้ผลิตก็มีชีวิตที่ปลอดภัยและดีต่อสิ่งแวดล้อม  โดยเลมอนฟาร์มจำหน่ายผักและผลไม้ออร์แกนิกส่งตรงจากไร่ สดจากแปลงผักเกษตรกรเครือข่ายเลมอนฟาร์มและแบรนด์ของเลมอนฟาร์มเอง ทั้งข้าว ธัญพืช ชา ไข่ เครื่องปรุง อาหารสุขภาพ และ Healthy Care มีทั้งหมด 13 สาขาทั่วกรุงเทพฯ นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารออร์แกนิกเพื่อสุขภาพในชื่อ beOrganic By Lemon Farm ตั้งอยู่ที่สาขาชิดลมได้เปิดให้บริการแล้วเช่นกัน

 

ร้าน Lemon Farm
สำนักงานใหญ่ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ
โทร. 02-575-2222
www.lemonfarm.com
www.facebook.com/lemonfarmfan

 

5.ตลาดสุขใจ จังหวัดนครปฐม

 

ตลาดสุขใจ เป็นตลาดอินทรีย์ที่สนับสนุนให้เกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ในอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม และจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งอยู่ในโครงการสามพรานโมเดล ได้นำผลผลิตเกษตรอินทรีย์มาจำหน่ายให้กับผู้บริโภคโดยตรง มีผัก-ผลไม้สด ๆ ปลอดสารพิษให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อมากมาย อีกทั้งยังมีอาหารเพื่อสุขภาพให้เลือกชิมลิ้มลองความอร่อยหลากหลายเมนู นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมดี ๆ ให้เข้าร่วมกันตลอดอีกด้วย

 

ตลาดสุขใจ
ริมถนนเพชรเกษม สวนสามพราน อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม
เวลาเปิด-ปิด : วันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น.
เฟซบุ๊ก : ตลาดสุขใจ นครปฐม

 

6.ตลาดนัดเกษตรปลอดสารพิษ อาหารปลอดภัย จังหวัดเชียงใหม่

ตลาดนัดเกษตรปลอดสารพิษ อาหารปลอดภัย เป็นตลาดนัดเกษตรอินทรีย์แห่งแรก ๆ ที่เกิดขึ้นในเชียงใหม่ ซึ่งได้มีการเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรในจังหวัดเชียงใหม่ที่ทำการเกษตรแบบอินทรีย์มาจำหน่ายสินค้าปลอดสารพิษให้กับผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งนอกจากจะมีผัก-ผลไม้สด สะอาด และปลอดสารพิษแล้ว ก็ยังเป็นแหล่งซื้อผัก-ผลไม้เมืองหนาว และพื้นบ้านราคาย่อมเยาอีกด้วย ไม่เพียงเท่านั้นยังมีผลิตภัณฑ์อินทรีย์อื่น ๆ มาจำหน่ายให้กับผู้บริโภคอีกมากมาย

 

ตลาดนัดเกษตรปลอดสารพิษ
ไร่แม่เหียะ และคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เวลาเปิด-ปิด : ไร่แม่เหียะ เปิดให้บริการวันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 06.00-12.00 น., คณะเกษตรศาสตร์ เปิดให้บริการวันพุธ ตั้งแต่เวลา 06.00-12.00 น.
เฟซบุ๊ก : ตลาดนัดเกษตรปลอดพิษ อาหารปลอดภัย Clean, Green, & Safe Agricultural Farms

 

7. ตลาดพอใจ จังหวัดฉะเชิงเทรา

ตลาดพอใจ เป็นอีกหนึ่งตลาดเกษตรอินทรีย์ที่น่าท่องเที่ยวของจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีการสนับสนุนให้เกษตรกรที่ปลูกพืช-ผัก โดยไม่ใช้สารเคมีนำผลผลิตมาจำหน่ายให้กับผู้บริโภคโดยตรง และสิ่งที่โดดเด่นมาก ๆ ก็คือ มีการเปิดอบรมเกี่ยวกับการเกษตรให้กับผู้ที่สนใจในหัวข้อต่าง ๆ อยู่ตลอด ใครอยากเรียนรู้วิธีการทำการเกษตรในรูปแบบใหม่และมีรายได้สู่ครอบครัวอย่างยั่งยืน ก็สามารถไปเที่ยวชมกันได้เลย

ตลาดพอใจ
ลานหน้าสำนักงาน ส.ป.ก. แปดริ้ว ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา
เวลาเปิด-ปิด : วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์
เฟซบุ๊ก : ตลาดพอใจ ตลาดเกษตรปลอดภัย ส.ป.ก.แปดริ้ว

 

เรียกได้ว่าถูกใจสาวกคนรักอาหารออร์แกนิคเป็นอย่างมากเลยทีเดียว แต่สำหรับใครที่กำลังลังเลใจว่า “อาหารออร์แกนิค” ดีต่อสุขภาพจริงไหม? ก็ลองมาสัมผัสดูได้ตามตลาดอาหารออร์แกนิคที่ได้นำเสนอไป รับรองเลยว่าจะต้องติดใจอย่างแน่นอน เพราะนอกจากจะได้สินค้าคุณภาพปลอดสารพิษแล้ว อาหารออร์แกนิคยังส่งผลดีต่อร่างกายของเราด้วย ทั้งในเรื่องของระบบขับถ่าย ช่วยลดการอักเสบที่เกิดขึ้นในร่างกาย ทำให้กระแสเลือดไหลเวียนดีขึ้น การรับประทานอาหารออร์แกนิคไม่ใช่การลดน้ำหนัก มันเป็นการใช้ชีวิตที่ให้ผลลัพธ์ คือสุขภาพที่ดีที่มาจากสารอาหารที่เต็มเปี่ยม นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


ส่อง-เทรนด์การท่องเที่ยวที่น่าจับตามอง-ปี-2019_web-1.jpg

นิตยสารท่องเที่ยวชื่อดัง Lonely Planet สำรวจกระแสการท่องเที่ยวที่น่าจับตามองในปี 2562 “ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์” อีกหนึ่งมนต์เสน่ห์ที่กำลังเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

ตลอดปี 2561 กระแสการท่องเที่ยวได้รับความคึกคักอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าในปีที่ผ่านมา แต่ละประเทศจะประสบปัญหาต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบและภาพลักษณ์ต่อการท่องเที่ยว แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า จำนวนของนักท่องเที่ยวต่างชาติจะลดลงแต่อย่างใด แต่กลับจะมีแต่เพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวไทยชาวไทยเองก็หันมาเที่ยวมากขึ้นขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะในประเทศไทยเอง ที่ต้องบอกว่ามีสถานท่องเที่ยวที่น่าสนใจเยอะแยะ ไม่แพ้ของต่างประเทศด้วยซ้ำ

และในปี 2562 ที่เข้ามาถึงนี้ หลายฝ่ายคาดการณ์ว่ากระแสการท่องเที่ยวในปีนี้จะเป็นอย่างไร จะไปในทิศทางไหน ผู้คนส่วนใหญ่ชื่นชอบการท่องเที่ยวอย่างไร และจะมีอะไรเกิดขึ้นกับการท่องเที่ยวในปี 2562 บ้าง

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปดูเรื่องราวของนิตยสารท่องเที่ยวชื่อดัง Lonely Planet ได้มีการสำรวจกระแสการท่องเที่ยวที่น่าจับตามองในปี 2562 ที่อาจจะช่วยเป็นส่วนหนึ่งให้เราตัดสินใจเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางท่องเที่ยวตามกระแสสังคม เพื่อให้เรามีความสุขและสนุกกับการท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น

1. หลีกเลี่ยงการเดินทางยังสถานที่ที่นักท่องเที่ยวล้นเมือง : ต้องบอกเลยว่าสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ มีอยู่มากมายหลายแห่ง แล้วยิ่งเข้าสู่ในช่วงฤดูกาลต่าง ๆ ส่งผลให้ในบางพื้นที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เช่น ในช่วงฤดูหนาวนักท่องเที่ยวมักจะขึ้นเขากางเต้นท์สัมผัสอากาศหนาว , ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – เมษายน ของทุกปี จะเปิดให้ขึ้นเขาคิชกูฏ ทำให้สถานที่นั้น ๆ มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาจำนวนมาก อาจจะดูวุ่นวายพอสมควร ต้องแย่งกันกิน แย่งกันเที่ยว แย่งกันเดินทาง สุดท้ายก็ทำให้เราไม่มีความสุขในการเที่ยวในพื้นที่ที่มีฝูงชนจำนวนมาก ฉะนั้น ลองเปลี่ยนรูปแบบเป็นการหลีกเลี่ยงการเดินทางไปเที่ยว ณ สถานที่ที่มีผู้คนจำนวนมาก เพื่อลดความแออัดในการเดินทางในพื้นที่ที่มีคนจำนวนมาก

2. ท่องเที่ยวในบ้านเกิดของคุณเอง : โดยปกติ คุณเองเกิดและเติบโตในพื้นที่นั้นของประเทศ ซึ่งถือได้ว่าเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของคุณเอง แล้วตัวคุณเองรู้เรื่องราวของสถานที่ท่องเที่ยวในพื้นที่ที่คุณอาศัยมากพอหรือไม่ ลองสำรวจบริเวณโดยรอบที่พักอาศัยของเราเองว่า มีสถานที่แห่งใดบ้างที่โดดเด่นในพื้นที่ ควรค่ากับการไปสัมผัสบรรยากาศของความสวยงาม ประทับใจ ควรค่ากับการแนะนำคนรอบข้างให้มาร่วมสัมผัสความประทับในบ้านเกิดของคุณเอง

3. การเดินทางด้วยยานพาหนะไฟฟ้า : ในอนาคต การปฏิวัติยานพาหนะโดยการนำเอาพลังงานไฟฟ้ามาใช้งาน ถือเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ลดมลพิษบนท้องถนน ส่งผลดีต่อสภาพแวดล้อมอย่างมาก เพราะเป็นการช่วยลดปริมาณการใช้น้ำซึ่งเป็นสารก่อมลพิษบนท้องถนนอย่างมาก ดังนั้น คงจะเป็นเรื่องที่ดีหากมีการคิดค้นรถยนต์หรือยานพาหนะที่ใช้พลังงานไฟฟ้า แทนการใช้น้ำมัน เพื่ออำนวยความสะดวกกับนักท่องเที่ยวที่ต้องการขับรถไปท่องเที่ยวในพื้นที่ไกล ๆ

4. การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ : เป็นการท่องเที่ยวแบบให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง รณรงค์การยกเลิกการใช้ถุงพลาสติก หันมาใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ เน้นการท่องเที่ยวที่ใกล้ชิดกับชุมชน สังคม เรียนรู้วิถีชีวิตของคนในพื้นที่ แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ใช้ชีวิตอยู่กับชาวพื้นเมือง จะเห็นได้ว่า นักท่องเที่ยวในปัจจุบันเริ่มหันมาสนใจการท่องเที่ยวในลักษณะดังกล่าวมากขึ้น ชื่นชอบการใช้ชีวิตแบบใกล้ชิดธรรมชาติ และใช้จ่ายเงินกับผู้คนในพื้นที่มากขึ้น ซึ่งสอดรับกับนโนบายเที่ยวเมืองรองของไทยในแคมเปญ Amazing Thailand Go Local ในปีที่ผ่านมาด้วย

จะเห็นได้ว่า ปี 2562 การท่องเที่ยวในรูปแบบของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์กำลังเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ไม่ว่าจะชาวไทยหรือชาวต่างชาติ เพราะสถานที่ในแต่ละพื้นที่ก็ล้วนมีที่มาที่ไปในอดีตที่ควรศึกษาและเรียนรู้วัฒนธรรม อารยธรรม และสัมผัสกับวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ ถือเป็นอีกหนึ่งมนต์เสน่ห์ที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต่างให้ความสนใจกับกระแสดังกล่าวเป็นจำนวนมาก ทำให้พื้นที่ดังกล่าวได้รับความสนใจและกลายเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตอันดับต้น ๆ สร้างรายได้ให้กับพื้นที่ได้อย่างมาก นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต