Endorphine

กินอยู่เป็น_ส่อง-5-ประเทศฝั่งเอเชีย-ควรค่าแก่การไปเที่ยวปี-2019_web.jpg

ปี 2019 นี้ คุณมีแผนที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศแล้วหรือยัง ถ้ายังไม่รู้ว่าจะไปเที่ยวประเทศไหนดี เราได้รวบรวมแหล่งท่องเที่ยว 5 ประเทศฝั่งเอเชีย ที่ควรค่ากับการไปเที่ยวในปี 2562 บอกเลยว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตคุณต้องได้ไปเที่ยวประเทศนั้น ๆ ให้ได้

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวในแวดวงท่องเที่ยวกับทุก ๆ ท่าน โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบการเดินทางท่องเที่ยวเป็นชีวิตจิตใจ เชื่อว่าใครหลาย ๆ คนมีความใฝ่ฝันไว้ว่า สักครั้งหนึ่งในชีวิต เกิดมาแล้วต้องมีโอกาสไปท่องเที่ยวต่างประเทศ อย่างน้อยสัก 1 ประเทศ หรือบางคนมองว่าท่องเที่ยวในประเทศไทยบ่อย ๆ ก็รู้สึกแอบเบื่อหน่ายเล็กน้อย เจอแต่สิ่งเดิม ๆ มาโดยตลอด อยากลองเปิดโลกกว้างด้วยการไปต่างประเทศบ้างสักครั้ง

แต่การจะออกเดินทางไปต่างประเทศนั้น ส่วนใหญ่ก็จะต้องติดปัญหาในเรื่องของการทำหนังสือเดินทาง โดยเฉพาะวีซ่า ที่บางคนไม่มีวีซ่าเลยทำให้ไม่สามารถเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศได้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงได้รวบรวมแหล่งท่องเที่ยว 5 ประเทศฝั่งเอเชีย ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตคุณต้องได้ไปเที่ยวประเทศนั้น ๆ สักครั้งหนึ่ง

1. ประเทศเกาหลี : ที่ประเทศเกาหลีต้องบอกเลยว่ามีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจมากมาย อย่างที่พระราชวังเคียงบกกุง พระราชวังใหญ่กลางกรุงโซล แฟน ๆ ซีรีส์เกาหลีย้อนยุคต้องไม่พลาด การแต่งชุดฮันบกเที่ยวในพระราชวังฯ นอกจากนี้ยังมี โซลทาวเวอร์ เป็นหอคอยที่ตั้งอยู่บนภูเขา ไปชมวิวสวย ๆ จากมุมสูงของประเทศเกาหลี ได้เห็นทัศนียภาพโดยรวมของประเทศ และเอาใจคนชอบช็อปปิ้ง ไม่ควรพลาดแหล่งช้อปที่รวมร้านค้าทุกอย่างไว้ในที่เดียว ที่ย่านเมียงดงและฮงแด ที่มีทั้งร้านเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องสำอาง อาหาร และอื่น ๆ อีกมากมาย

2. ประเทศญี่ปุ่น : ที่ประเทศญี่ปุ่น ถือได้ว่าเป็นประเทศที่มีความทันสมัย มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายตื่นตา ตื่นใจ อย่างเช่น เมืองใหญ่อย่าง โตเกียว หรือจะเป็นสถานที่เอาใจคนชอบช้อปปิ้งอย่างย่านชินจูกุ ชิบุย่า หรือฮาราจูกุ ที่มีการจำหน่ายสินค้าต่าง ๆ มากมาย หรือใครชอบธรรมชาติและอากาศเย็นสบาย ต้องไปที่ ฮอกไกโดเกาะเหนือสุดของญี่ปุ่น เป็นเมืองชิลๆ รายล้อมด้วยธรรมชาติและผลผลิตทางการเกษตรแสนอร่อย

3. ประเทศสิงคโปร์ : ที่ประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศที่อยู่บนเกาะเล็ก ๆ เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจมากมาย บ้านเมืองมีความเจริญและมีระเบียบ สำหรับที่เที่ยวยอดฮิตในสิงโปร์ อาทิ สวนพฤกษศาสตร์ขนาดใหญ่ Gardens by the Bay ที่มีจุดเด่นอยู่ที่ต้นไม้ยักษ์ หรือจะเป็นมาร์ริน่าเบย์ ที่มีทั้ง เมอร์ไลออน และตึกมารีน่า เบย์ แซนด์ส ถือเป็นแลนด์มาร์คอันโดดเด่นของสิงคโปร์เลยก็ว่าได้

4. ประเทศพม่า : ประเทศพม่าถือได้ว่าเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ใกล้ประเทศไทย มีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ควรค่ากับการเดินทางมาท่องเที่ยว อาทิ พระมหาเจดีย์ชเวดากอง สถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของชาวพม่า ที่มีอายุกว่า 2,000 ปี หรือจะเป็น พระธาตุอินทร์แขวน 1 ใน 5 มหาบูชาสถานที่ชาวพม่าให้ความเคารพนับถือ ลักษณะเป็นหินสีทองขนาดใหญ่สูงกว่า ตั้งอยู่ริมหน้าผาสูง และทะเลเจดีย์ในเมืองพุกาม เป็นสถานที่ที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมารับชมวิวสวย ๆ จำนวนมาก

5. ประเทศเวียดนาม : ที่ประเทศเวียดนาม ถือเป็นประเทศที่ควรค่ากับการเดินทางมาท่องเที่ยว เพราะประเทศนี้ใช้เงิน Pocket Money ไม่แพงมาก มีสถานที่ท่องเที่ยวเด่น ๆ อย่าง บานาฮิลล์ , ฮอยอัน , ดานัง , ฮานอย , ญาจาง ฯลฯ ซึ่งมีสถานที่ท่องเที่ยวเยอะแยะมากมายไปหมด รับรองเลยว่า คุณต้องประทับใจอย่างแน่นอน

 

ทั้งหมดนี้ คือ 5 ประเทศฝั่งเอเชียที่ควรค่ากับการไปท่องเที่ยวในปี 2019 สำหรับใครก็ตามที่อยากไปเที่ยวต่างประเทศ แต่ไม่รู้ว่าจะไปประเทศไหนดี ลองไปเที่ยว 5 ประเทศที่ทีมงานฯ ได้นำเสนอไป รับรองเลยว่าคุณจะไม่ผิดหวังกับการไปเที่ยวในต่างแดนอย่างแน่นอน และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


กินอยู่เป็น_รู้ไหม-การไปเที่ยวบ่อย-ๆ-ทำให้สุขภาพดีขึ้น_web-1.jpg

รู้หรือไม่! การที่ได้ออกไปท่องเที่ยวบ่อย ๆ นอกบ้าน ทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงขึ้น ลดภาวะความเครียดและความรู้สึกแย่ ๆ ในชีวิตได้จริง และยังช่วยลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจ

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอแนะนำเรื่องราวดี ๆ เอาใจคนชอบออกไปเที่ยวนอกบ้านกันดีกว่า เชื่อว่าใครหลาย ๆ คนคงจะรู้สึกเบื่อหากวันหยุดต้องอยู่ที่บ้าน ดูหนัง ฟังเพลง ทำงานบ้าน เหมือนชีวิตเป็นดั่งกบในกะลา ไม่ได้ออกไปพบหน้าใครใด ๆ ทั้งสิ้น ส่วนคนที่มีโอกาสไปออกเดินทางนอกสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นการเดินห้าง หรือไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ ชีวิตพวกเขาดูมีความสุขมากที่ได้ออกไปพบเจอกับสังคมและโลกภายนอก

แต่รู้หรือไม่ว่า การที่ได้ออกไปท่องเที่ยวนอกบ้านถือเป็นเรื่องดีต่อตัวเราจริง ๆ เพราะมีงานวิจัยของมหาวิทยาลัย Surrey ระบุว่า คนที่ได้ออกไปท่องเที่ยวจะทำให้พวกเขามีความสุขและสุขภาพดีมากขึ้น เนื่องจากระบบสมองจะมีการคาดการณ์และวางแผนล่วงหน้า เมื่อรู้ว่าตัวเราจะออกเดินทางไปท่องเที่ยว ทำให้รู้สึกดีทุกครั้ง เมื่อนึกถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต และจากข้อมูลในปี 2013 โดยการสำรวจความเครียดของชาวอเมริกา American Psychological Association พบว่า การออกเดินทางช่วยลดความเครียดได้จริง และลดความรู้สึกแย่ได้ดีอีกด้วย

นอกจากนี้ ผู้ที่ท่องเที่ยวเป็นประจำที่จะต้องเดินทางไกล ยิ่งเดินทางท่องเที่ยวมากเท่าไหร่ ก็ไม่รู้สึกเหนื่อย เนื่องจากมีสิ่งตื่นเต้นรออยู่ข้างหน้าตลอดทาง โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวแบบลุย ๆ ก็ยิ่งทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงดีขึ้นไปอีก อธิบายง่าย ๆ ก็คือ เมื่อขยับร่างกายมากกว่าปกติ ประกอบกับสนุกกับช่วงเวลาไปตลอดทาง ทำให้สุขภาพจิตและสุขภาพกายดีขึ้นมากกว่าคนที่อยู่แต่บ้าน

ส่วนคนที่อยู่แต่ในบ้านนั้น ผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์พบว่า คนที่ไม่ได้ท่องเที่ยวติดกันเป็นเวลาหลายปี มากกว่า 30% มีความเสี่ยงสูงที่จะป่วยเป็นโรคหัวใจ ต่างจากคนที่ออกเดินทางเที่ยวบ่อย ๆ กลับมีอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย

สำหรับคนที่บ้างานหรือทำงานอย่างหนักหน่วง ลองถามตัวเองดูว่าใน 1 สัปดาห์ สามารถสละเวลาสักนิดนึงออกไปท่องเที่ยวนอกบ้านได้หรือไม่ ไม่จำเป็นต้องออกไปเที่ยวไกลถึงต่างจังหวัดหรอก เพียงแค่เดินออกไปนอกบ้านนิดเดียว เช่น ออกไปร้านสะดวกซื้อ ก็เปรียบเสมือนได้ไปเที่ยวแล้ว ฉะนั้น อย่าลืมให้เวลาแห่งความสุขกับตัวเองบ้าง ออกไปเที่ยวซะบ้าง แล้วจะได้อะไรมากกว่าที่คิดอย่างแน่นอน รู้อย่างนี้แล้ว ออกไปเที่ยวตอนนี้กันเลยดีกว่า และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


กินอยู่เป็น_ฝนตกแบบนี้-ชวนเที่ยวอุทยานแห่งชาติ-ชุ่มฉ่ำรับหน้าฝน_web.jpg

หน้าฝนแบบนี้ หากไม่รู้ว่าจะไปท่องเที่ยวที่ไหนดี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอแนะนำนักท่องเที่ยวสายเที่ยวแบบแอดเวนเจอร์ ไปสัมผัสกับ 4 อุทยานแห่งชาติ ที่ควรค่ากับการไปท่องเที่ยวช่วงนี้

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอพาทุก ๆ ท่านไปแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว โดยเฉพาะในช่วงนี้เป็นช่วงหน้าฝน เชื่อว่าหลายคนอาจจะเลือกท่องเที่ยวในห้างสรรพสินค้า หรือไม่ก็พักผ่อนอยู่ที่บ้าน เพื่อหลบฝนในช่วงนี้ แต่สำหรับใครที่เป็นสายท่องเที่ยว โดยเฉพาะท่องเที่ยวแบบแอดเวนเจอร์ ลุยแดด ลุยฝนแบบไม่ห่วงสวย ห่วงหล่อ ลองเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับชีวิต ไปท่องเที่ยวในพื้นที่ที่มีธรรมชาติสีเขียวภายในอุทยานแห่งชาติกันดีกว่า

แต่หากไม่รู้ว่าจะไปเที่ยวที่อุทยานไหนดี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงได้รวบรวมอุทยานแห่งชาติ ที่ควรค่ากับการไปท่องเที่ยวช่วงหน้าฝนแบบนี้

1. อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว : อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว มีเนื้อที่ประมาณ 212,633 ไร่ หรือ 340.21 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมอยู่ในท้องที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำปาด ท้องที่ตำบลม่วงเจ็ดต้น ตำบลนาขุม ตำบลบ้านโคก อำเภอบ้านโคก อำเภอห้วยมุ่น อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ , ตำบลบ่อภาค อำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก เป็นพื้นที่ที่มีสภาพป่าค่อนข้างสมบูรณ์ปกคลุมไปด้วยป่าธรรมชาติที่สวยงาม เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร มีจุดเด่นที่น่าสนใจและเป็นที่ดึงดูดใจของนักท่องเที่ยว ได้แก่ น้ำตกภูสอยดาว เป็นน้ำตก 5 ชั้น มีเนื้อที่กว้างประมาณ 1,000 ไร่ มีความสวยงามมาก มีถนนลาดยาง เข้าถึงพื้นที่ทำให้สะดวกสบายในการเดินทางพักผ่อนหย่อนใจ อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว

2. อุทยานแห่งชาติแม่จริม : อุทยานแห่งชาติแม่จริม มีเนื้อที่ประมาณ 270,000 ไร่ หรือ 432 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญและมีค่า เช่น พันธุ์ไม้ ของป่า สัตว์ป่านานาชนิด ตลอดจนทิวทัศน์ ป่า ภูเขา ลำธาร และหน้าผาที่สวยงามยิ่ง สมควรกำหนดให้เป็นอุทยานแห่งชาติตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 เพื่อสงวนไว้ให้คงอยู่ในสภาพเดิมมิให้ถูกทำลายหรือเปลี่ยนแปลงไป สำหรับอุทยานแห่งนี้มีกิจกรรมการท่องเที่ยวที่เด่น คือ การล่องแก่งลำน้ำว้าโดยใช้แพยาง ระยะทาง 19.2 กิโลเมตร เริ่มต้นจากบ้านน้ำปุ๊ อำเภอแม่จริม ถึงบ้านหาดไร่ อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน

3. อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ : อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ มีเนื้อที่ประมาณ 558,750 ไร่ หรือ 894 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมท้องที่อำเภอปางศิลาทอง จังหวัดกำแพงเพชร และอำเภอแม่วงก์ และกิ่งอำเภอแม่เปิน จังหวัดนครสวรรค์ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธาร ตามเทือกเขาสูงชันก่อกำเนิดเป็นน้ำตกที่สวยงาม 4-5 แห่ง ทั้งเป็นต้นกำเนิดของลำน้ำแม่วงก์ที่สำคัญของจังหวัดนครสวรรค์ นอกจากนี้ ยังมีแก่งหินทำให้เกิดน้ำตกเล็กๆ ตามแก่งหินนี้ ตลอดจนมีหน้าผาที่สวยงามตามธรรมชาติ

4. อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม : อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม มีเนื้อที่ประมาณ 62,437.50 ไร่ หรือ 99.9 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่อยู่ในท้องที่อำเภอเทพสถิต และอำเภอซับใหญ่จังหวัดชัยภูมิ มีสภาพป่าสมบูรณ์ เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารของลุ่มน้ำชีและแม่น้ำป่าสักมีจุดเด่นทางธรรมชาติที่สวยงามหลายแห่ง โดยเฉพาะทุ่งดอกกระเจียว

 

ทั้งหมดนี้เป็นอุทยานแห่งชาติที่ควรค่ากับการไปท่องเที่ยวช่วงหน้าฝน 2562 ที่เอามาแนะนำกัน ใครที่สนใจอยากไปท่องเที่ยวช่วงหน้าฝนแบบนี้ วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หรือช่วงไหนว่าง ๆ ก็สามารถแวะไปได้ ชวนครอบครัวและเพื่อนฝูงไปเที่ยวกันเยอะ ๆ แล้วออกไปเที่ยวไทยด้วยกัน และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ : ข้อมูลจาก กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

 


กินอยู่เป็น_ล่องเรือท่องเที่ยวสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ริมแม่น้ำเจ้าพระยาย่านเมืองนนท์ฯ_web.jpg

สุดสัปดาห์นี้ ขอเชิญนักท่องเที่ยวไปเที่ยวจังหวัดนนทบุรี ในงาน “ท่องเที่ยววิถีนนท์ที่คนยังไม่รู้” ล่องเรือไหว้พระ ไหว้เจ้า โดยจัดขึ้นทุกวันอาทิตย์ ตั้งแต่ 26 พ.ค. และ 2, 9 ,16 มิถุนายนนี้ เที่ยวฟรี! ไม่เสียค่าใช้จ่าย

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอแนะนำอีกหนึ่งทริปท่องเที่ยวในช่วงสุดสัปดาห์ หากใครยังไม่รู้ว่าจะไปท่องเที่ยวที่ไหนดี ลองไปกันที่จังหวัดนนทบุรี เพราะที่นี่มีสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ มากมาย

โดยในช่วงนี้ เทศบาลนครนนทบุรี ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานกรุงเทพมหานคร ร่วมจัดงาน “ท่องเที่ยววิถีนนท์ที่คนยังไม่รู้” ล่องเรือไหว้พระ ไหว้เจ้า จัดขึ้นทุกวันอาทิตย์ ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม 2562 , วันอาทิตย์ที่ 2 มิถุนายน 2562 , วันอาทิตย์ที่ 9 มิถุนายน 2562 และ วันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน 2562

สำหรับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ย่านนนทบุรีสำหรับการร่วมล่องเรือไหว้พระ ไหว้เจ้า ในกิจกรรม “ท่องเที่ยววิถีนนท์ที่คนยังไม่รู้” ประกอบด้วย  (1.) ศาลเจ้าแม่ทับทิม , (2.) ศูนย์การเรียนรู้ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น , (3.) ศาลหลักเมืองนนทบุรี (เดิม) , (4.) วัดโตนด , (5.) วัดบางระโหง (6.) วัดไทรม้าใต้ , (7.) วัดแคนอก , (8.) วัดแดงธรรมชาติ , (9.) พุทธสถานเชิงท่า – หน้าโบสถ์ (10.) วัดฉิมพลี และ (11.) วัดปรมัยยิกาวาสวรวิหาร

 

ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมดี ๆ ที่เอาใจนักท่องเที่ยวสายบุญกันโดยเฉพาะ สำหรับผู้สนใจสามารถชวนเพื่อนพ้องน้องพี่มาเที่ยวกันได้ โดยติดต่อลงทะเบียนร่วมกิจกรรม ณ บริเวณริมเขื่อนท่าน้ำนนทบุรี ตั้งแต่เวลา 06:00-10:00 น. หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองส่งเสริมวัฒนธรรมการท่องเที่ยวและกีฬา เทศบาลนครนนทบุรี หมายเลขโทรศัพท์ 02-589-0500 ต่อ 2124 หรือแฟนเพจ เทศบาลนครนนทบุรี บอกเลยว่ากิจกรรมนี้เที่ยวฟรี! ไม่เสียค่าใช้จ่าย และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : แฟนเพจ เทศบาลนครนนทบุรี 


กินอยู่เป็น_ชวนเที่ยว-มหรสพสมโภชฯ-ยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ-ตลอด-7-คืน_web.jpg

ขอเชิญทุกท่านร่วมเที่ยวงานมหรสพสมโภช เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ร่วมชมการแสดงแสง สี เสียง สุดอลังการและตระการตา ระหว่างวันที่ 22-28 พฤษภาคมนี้

เนื่องในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ผ่านพ้นไปแล้วอย่างยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ แต่การเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสมหามงคลนี้ยังไม่จบสิ้น เพราะตามโบราณราชประเพณีระบุว่า จะต้องมีการจัดงานมหรสพสมโภชเพื่อเฉลิมฉลองด้วย

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอชวนประชาชนทุก ๆ ท่าน ไปร่วมสัมผัสกับงานมหรสพสมโภช เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ซึ่งถือเป็นงานมหรสพสมโภชครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศไทย สำหรับงานมหรสพสมโภชฯ จะมีเวทีการแสดงแบบไทยหลากหลายแขนง พร้อมด้วยกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย มีการแสดงแสง สี เสียง สุดอลังการและตระการตา รวมไปถึงเปิดตลาดวัฒนธรรมที่มีการจำหน่ายอาหารไทยและขนมไทยโบราณสุดอร่อยให้แก่ผู้มาร่วมงานได้รับประทานในราคาที่ไม่แพง

ทั้งนี้ ไฮไลท์ของการจัดงานมหรสพสมโภชฯ มีการแสดงที่น่าสนใจ อาทิ โขน ชุด “พระบารมีมิ่งฟ้ารามาวตาร” , การแสดงมหาดุริยางค์สากลรวมใจภักดิ์ ชุด “ทศมราชันขวัญหล้า” (ดนตรีสากล) , การแสดงมหาดุริยางค์ไทยแห่งรัตนโกสินทร์ (ดนตรีไทย) , การแสดงดนตรีมหกรรม “ลูกทุ่งไทยเทิดไท้องค์ราชา”, การแสดงละครเพลงในสวนฝัน “ผสานใจภักดิ์ ถวายองค์ราชัน” นำแสดงโดย สินจัย เปล่งพานิช , โป๊ป-ธนวรรธน์ วรรณธนะภูติ เบลล่า-ราณี แคมเปน และเบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ ร่วมแสดงและขับร้องเพลง การแสดงชุดนี้ควบคุมและกำกับการแสดงโดย สุประวัติ ปัทมสูต ศิลปินแห่งชาติ

และอีกไฮไลท์ของการจัดงานมหรสพสมโภชฯ ตลอด 7 วัน คือ การจัดแสดงแสง สี เสียง ม่านน้ำ ไฟประดับ ชุด “แสงแห่งพระมหากรุณาธิคุณปกหล้า” นำเสนอเรื่องราวความงดงามของเจ้าพระยา สายน้ำแห่งชีวิต และพระมหากรุณาธิคุณที่แผ่ไพศาลไปยังพสกนิกรชาวไทยทั่วประเทศให้มีความสงบสุข ร่มเย็น เป็นฉัตรแก้วของปวงประชา ผ่านเทคนิคม่านน้ำและน้ำพุความยาวกว่า 40 เมตร โดยจะจัดแสดงทั้งหมด 7 วัน ตั้งแต่เวลา 21.30-23.00 น.

 

 

สำหรับงานมหรสพสมโภชฯ จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-28 พฤษภาคมนี้ ณ ส่วนกลางจัดขึ้นที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง (ส่วนภูมิภาคเป็นไปตามพื้นที่จัดงานที่ทางจังหวัดกำหนด) ประตูจุดคัดกรองเปิดตั้งแต่เวลา 16:00 น. เป็นต้นไป โดยมีทางเข้า-ออก 2 จุด ได้แก่ ประตูฝั่งศาลฎีกา และประตูฝั่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ทั้งนี้ ขอความร่วมมือประชาชนที่เข้างานโปรดแต่งกายชุดสุภาพด้วยเสื้อหรือชุดสีเหลือง ส่วนสุภาพสตรีหากนุ่งกระโปรงต้องยาวคลุมเข่า หากใครสนใจหรือมีโอกาสอย่าลืมแวะเวียนกันไปให้ได้ ถือเป็นครั้งหนึ่งในชีวิตที่ไม่ควรพลาด และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : www.m-culture.go.th


ชวนเที่ยว-ชุมแสง-ตามรอยละครดัง-กรงกรรม_web.jpg

หากพูดถึงละครที่ได้รับความนิยมจนถึงขณะนี้ คงหนีไม่พ้นละครดังอย่าง “กรงกรรม” ที่นำเสนอเรื่องราวของตัวละครต่าง ๆ ซึ่งเกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ บรรยากาศที่ชุมแสงจากที่หลายคนได้รับชมละครกันไป จะเห็นได้ว่ามีความเป็นชุมชนริมน้ำที่เก่าแก่แต่งดงามคลาสสิก มีวิถีชีวิตของชาวตลาดที่เคยรุ่งเรืองมาก่อนในอดีต

เดิมทีชุมแสงเป็นทั้งท่าข้าวและชุมชนค้าขายที่มีผู้คนเดินทางมาจับจ่ายใช้สอยเป็นจำนวนมาก มีแม่น้ำน่านเป็นทางสัญจรหลักมาแต่อดีต อีกทั้งยังมีสถานีรถไฟสายเหนือ (สถานีชุมแสง) ที่มุ่งสู่เชียงใหม่วิ่งผ่านมาตั้งแต่ปี 2450 ที่นี่จึงเป็นชุมทางการค้าที่สำคัญในการขนถ่ายสินค้าระหว่างภาคเหนือและภาคกลาง นอกจากนี้ มีชาวจีนอพยพมาตั้งถิ่นฐานทำมาหากินค้าขายเป็นจำนวนมาก แต่ปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นอำเภอเล็ก ๆ ที่เงียบสงบ แต่ยังคงบรรยากาศแห่งความสโลวไลฟ์อยู่เช่นเดิม ขณะเดียวกัน ตึกรามบ้านช่องและวิถีชีวิตของผู้คนในชุมแสงมีลักษณะเหมือนกับในละครเลย คือ เป็นบ้านไม้ขนาดเล็ก ไม่ได้ใหญ่มาก มีลักษณะคล้ายชุมชนแห่งหนึ่ง มีผู้คนที่ส่วนใหญ่เป็นคนจังหวัดนครสวรรค์อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวจำนวนมาก

หลังจากละครดังอย่าง “กรงกรรม” ออกอากาศไปได้ไม่กี่ตอน ก็มีกระแสตอบรับจากแฟน ๆ ละครที่ดีเกินคาด จากเดิมที่พื้นที่ชุมแสงแห่งนี้เป็นเพียงแค่พื้นที่เล็ก ๆ แห่งหนึ่ง แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นที่รู้จักของใครหลาย ๆ คนอย่างมาก เริ่มมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาสัมผัสกับบรรยากาศที่ชุมแสงแห่งนี้ และสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการจะไปเที่ยวชุมแสง แต่ยังไม่รู้ว่าจะต้องไปเที่ยวที่ไหนบ้าง “กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ๆ ในพื้นที่ชุมแสง ที่ควรค่ากับการไปท่องเที่ยว ตามรอยละครดัง “กรงกรรม” จะมีที่ไหนบ้างนั้น ไปดูกันเลยดีกว่า

สถานีรถไฟชุมแสง
ขอขอบคุณ ภาพจากแฟนเพจ สถานีรถไฟชุมแสง

1. สถานีรถไฟชุมแสง

สถานีรถไฟเล็ก ๆ ในย่านชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ เป็นสถานีสุดท้ายของจังหวัดนครสวรรค์ ในเส้นทางรถไฟสายเหนือ ก่อนเข้าเขตจังหวัดพิจิตร เป็นหนึ่งในแหล่งการสัญจรทางคมนาคมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ที่คงกลิ่นไอของวิถีชีวิตในอดีต หากได้มีโอกาสรับชมละครเรื่อง “กรงกรรม” จะเห็นว่า ตัวละครหลักจะใช้รถไฟเป็นยานพาหนะสัญจรไปยังนอกเมือง

 

ตลาดเก่า 100 ปีชุมแสง
ขอขอบคุณ ภาพจากแฟนเพจ จังหวัดนครสวรรค์

2. ตลาดเก่า 100 ปีชุมแสง

หากมีโอกาสเดินทางไปยังชุมแสง อย่าลืมเดินทางไปที่ตลาดเก่า 100 ปีชุมแสงด้วย เพราะจะได้เห็นวิถีชีวิตของชาวบ้านที่ยังคงดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย แต่ยังคงแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายความเก่าแก่เอาไว้อย่างลงตัว นี่ล่ะเสน่ห์ของตลาดแห่งนี้อยู่ตรงนี้ ส่วนใครที่ชอบถ่ายรูป มาที่นี่ไม่มีผิดหวังแน่นอน เพราะเราจะได้เห็นภาพตึกรามบ้านช่องและวิถีชีวิตแสนเรียบง่ายของชาวบ้านในพื้นที่แห่งนี้

 

ศาลเจ้าพ่อ-เจ้าแม่ชุมแสง
ขอขอบคุณ ภาพจากเฟซบุ๊ก Vinai Donla

3. ศาลเจ้าพ่อ-เจ้าแม่ชุมแสง

ศาลเจ้าพ่อ-เจ้าแม่ชุมแสง ตั้งอยู่บริเวณใกล้ปากคลองจระเข้เผือกด้านใต้ ศาลเจ้าแห่งนี้สร้างขึ้นด้วยความศรัทธาของชาวจีนที่อาศัยอยู่ตลาดชุมแสง เดิมทีชาวชุมแสงเรียกศาลแห่งนี้ว่า ศาลเจ้าพ่อคลองจระเข้เผือก เนื่องจากมีเรื่องเล่าตามตำนานว่า มีขอนไม้ลอยตามลำน้ำน่าน วนเวียนทวนน้ำอยู่หน้าศาล เจ้าพ่อได้ประทับฝันให้ชาวบ้านนำขอนไม้นี้ขึ้นมาแล้วนำไปแกะสลักเป็นองค์เจ้าพ่อ และเจ้าพ่อจะประทับในไม้แกะสลักนี้ เพื่อปกป้องภัยพิบัติให้ชาวบ้านอยู่เย็นเป็นสุข ทำมาค้าขายเจริญรุ่งเรือง และปลอดภัยตลอดการเดินทาง

นอกจากนี้ เจ้าพ่อเกิดมีความรักกับเจ้าแม่เกยไชย จึงประทับทรงให้ชาวบ้านชุมแสงไปสู่ขอเจ้าแม่เกยไชยให้ได้แต่งงานกับเจ้าแม่เกยไชย โดยเจ้าพ่อได้ยกขันหมากทางเรือไปสู่ขอและแต่งงานกับเจ้าแม่เกยไชย ซึ่งหลังงานแต่ง ชาวบ้านได้อัญเชิญเจ้าแม่เกยไชยกลับมาประทับอยู่ที่ชุมแสง และได้แกะสลักไม้เป็นองค์เจ้าแม่ขึ้นมาใหม่คู่กับองค์เจ้าพ่อ ชาวบ้านจึงเปลี่ยนชื่อศาลเจ้าพ่อคลองจระเข้เผือก มาเป็น “ศาลเจ้าพ่อ-เจ้าแม่ชุมแสง” จวบจนถึงปัจจุบัน

 

สะพานหิรัญนฤมิต
ขอขอบคุณ เฟซบุ๊ก เจริญ ตันมหาพราน

4. สะพานหิรัญนฤมิต

สะพานหิรัญนฤมิต หรือสะพานแขวนแห่งอำเภอชุมแสง จ.นครสวรรค์ สร้างขึ้นในปี 2552 เพื่อให้ผู้คนจากสองฟากฝั่งแม่น้ำน่านสัญจรข้ามไป-มา ถือเป็นจุดแลนด์มาร์คสำคัญของที่นี่ ซึ่งอยู่คู่กับพื้นที่ชุมแสง สะพานแห่งนี้จะมีผู้คนสัญจรบนสะพานไป-มา รวมถึงจักรยาน และรถจักรยานยนต์ ยกเว้นรถยนต์ 4 ล้อขนาดใหญ่ไม่สามารถสัญจรบนสะพานแห่งนี้ได้ เนื่องจากสะพานดังกล่าวเป็นสะพานขนาดเล็ก

 

พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
ภาพจาก แฟนเพจ ผู้ชาย สะพายกล้อง

5. พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ตั้งอยู่บริเวณเขื่อนกั้นแม่น้ำน่านฝั่งตลาดชุมแสง ในอดีตสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชถูกยิงด้วยกระสุนปืนได้รับบาดเจ็บที่หน้าแข้ง บริเวณริมฝั่งแม่น้ำน่าน เขตอำเภอชุมแสง แห่งนี้ ชาวบ้านจึงจัดสร้างขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติในวีรกรรมอันกล้าหาญของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่ทรงกอบกู้เอกราชให้ประเทศชาติ เมื่อปี พ.ศ. 2311

 

ถนนคนเดิน ชุมแสง
ขอขอบคุณ ภาพจากเฟซบุ๊ก คุณ เหมา เสือเฒ่าชุมแสง

6. ถนนคนเดินชุมแสง

ถนนคนเดินชุมแสง ตั้งอยู่บริเวณถนนเลียบแม่น้ำน่าน ใกล้กับสะพานหิรัญนฤมิตร ทุกๆ วัน ชาวบ้านจะตั้งแผงขายของกันตั้งแต่ช่วงเวลา 16:00-20:00 น. ถนนคนเดินแห่งนี้ไม่ใหญ่โตมากนัก มีของกินของใช้ให้เดินเลือกซื้อ เลือกชิมกันได้อย่างเพลินๆ โดยเฉพาะช่วงเย็นๆ ควรค่ากับการเลือกซื้อสินค้า พร้อมๆ กับเดินชมภาพพระอาทิตย์ตกริมแม่น้ำบนสะพาน

 

วันหยุดสุดสัปดาห์แบบนี้ หากยังไม่รู้ว่าจะไปท่องเที่ยวที่ไหน “ชุมแสง” ถือเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คที่ ณ เวลานี้ใครหลาย ๆ คนก็อยากที่จะไปเที่ยว ณ ที่แห่งนี้ ยิ่งเป็นแฟน ๆ ละคร “กรงกรรม” ด้วยแล้ว ยิ่งอยากไปสัมผัสกับบรรยากาศและวิถีชีวิตของผู้คนที่นั่นมาก อยากไปดูว่าบรรยากาศที่นั่นจะสวยงามเหมือนดั่งในละครหรือไม่ หากมีโอกาสลองแวะไปเที่ยวกันได้ ไปเช้า-เย็นกลับ ก็สามารถทำได้เช่นกัน หากขับรถยนต์ไปเองหรือนั่งรถไฟจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 4-5 ชั่วโมง ก็ถึงชุมแสงแล้ว หากนั่งรถไฟ จะมีรถไฟให้บริการจากสถานีกรุงเทพฯ – ชุมแสง จำนวน 7 เที่ยว/วัน และขากลับจากสถานีชุมแสง-กรุงเทพฯ จำนวน 7 เที่ยว/วัน เช่นกัน ค่าโดยขั้นต่ำอยู่ที่เที่ยวละ 52 บาทเท่านั้นเอง (ตรวจสอบขบวนการและราคาค่าโดยสารได้ที่ : http://procurement.railway.co.th/checktime/checktime.asp ) รับรองเลยว่าคุณจะไม่ผิดหวัง เมื่อได้ไปเที่ยวตามรอยละคร “กรงกรรม” ณ ชุมแสง


กินอยู่เป็น_ชวนเที่ยว-3-วัดดังกลางกรุงรัตนโกสินทร์-เสด็จเลียบพระนครฯ_web-1.jpg

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะพาไปรู้จักกับ 3 วัดดังกลางกรุงรัตนโกสินทร์ ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราสถลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ช่วงนี้เป็นช่วงพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นช่วงเวลาที่คนไทยหลาย ๆ คนจะได้รับชมพระราชพิธีอันสำคัญยิ่งของประเทศไทยในรอบ 69 ปี หนึ่งในพิธีที่พสกนิกรจะได้มีโอกาสเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 คือ การเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราสถลมารค ระยะทาง 7 กิโลเมตร ซึ่งตลอดเส้นทางมีการปรับปรุงภูมิทัศน์ ตกแต่งดอกไม้และไฟอย่างสวยงาม พร้อมทั้งเปิดให้พสกนิกรได้มีโอกาสเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอย่างใกล้ชิด

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะพาไปรู้จักกับ 3 วัดดังกลางกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 จะเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร ตามหมายกำหนดการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2562 ประกอบด้วย วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม

 

วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร

ภาพจากเฟซบุ๊ก โรงเรียนวัดบวรนิเวศ (Wat Bowonniwet School)

1. วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร

วัดบวรราชนิเวศราชวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก เป็นวัดสำคัญอีกวัดหนึ่งในกรุงเทพฯ เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงพระผนวชได้เสด็จมาประทับที่วัดนี้ก่อน  เสด็จขึ้นครองราชย์ นอกจากนี้ ยังมีพระมหากษัตริย์อีกหลายพระองค์ทั้งรัชกาลที่ 7 และรัชกาลที่ 9 ทรงผนวชและจำพรรษาที่วัดแห่งนี้ ในปี 2521 เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระผนวช ณ วัดพระอุโบสถและทรงประทับที่พระตำหนักปั้นหยา วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร เป็นวัดที่ใช้ประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตั้งแต่รัชกาลที่ 4 จนถึงปัจจุบัน

สำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 วัดบวรนิเวศวิหาร จะเป็นสถานที่สำคัญอีกหนึ่งแห่งในการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงสักการะพระพุทธชินสีห์ และถวายราชสักการะพระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และในรัชกาลที่ 9

ภาพจากเฟซบุ๊ก : วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม Wat Rajabopit

2. วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็นพระอารามประจำรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 7 เป็นพระอารามหลวงที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเป็นวัดประจำรัชกาล เมื่อ พ.ศ. 2412 และนับเป็นพระอารามหลวงสุดท้าย ที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้างตามโบราณราชประเพณีที่มีการสร้างวัดประจำรัชกาล

วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม มีลักษณะผสมระหว่างสถาปัตยกรรมไทยกับสถาปัตยกรรมตะวันตก อำนวยการก่อสร้างโดย พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ และเจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี (หม่อมราชวงศ์ปุ้ม มาลากุล)

ครั้นเมื่อวัดสร้างเสร็จ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม หมายถึง วัดที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้าง และมีมหาสีมาอันเป็นเสาศิลาจำหลักยอดเป็นรูปเสมาธรรมจักร 8 เสา ตั้งเป็นสีมาที่กำแพง 8 ทิศ

สำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงนมัสการพระพุทธอังคีรส พระประธานในพระอุโบสถ และถวายราชสักการะพระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 และพระราชสรีรางคารสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7

 

ภาพจากเฟซบุ๊ก วัดโพธิ์ ท่าเตียน Wat Pho

3. วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร หรือ วัดโพธิ์ เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก เป็นวัดประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 แห่งราชวงศ์จักรี เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้สถาปนาวัดโพธารามวัดเก่าที่เมืองบางกอกครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นวัดหลวงข้างพระบรมมหาราชวัง และที่ใต้พระแท่นประดิษฐานพระพุทธเทวปฏิมากร พระประธานในพระอุโบสถเป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิของพระองค์ท่านไว้ด้วย

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร มีเนื้อที่ 50 ไร่ 38 ตารางวา อยู่ด้านทิศใต้ของพระบรมมหาราชวัง ทิศเหนือจดถนนท้ายวัง ทิศตะวันออกจดถนนสนามไชย ทิศใต้จดถนนเศรษฐการ ทิศตะวันตกจดถนนมหาราช มีถนนเชตุพน ขนาบด้วยกำแพงสูงสีขาวแบ่งเขตพุทธาวาสและสังฆาวาสชัดเจน

สำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงนมัสการพระพุทธเทวปฏิมากร พระประธานในพระอุโบสถ และถวายราชสักการะพระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1

 

 

วันหยุดสุดสัปดาห์ ลองหาโอกาสไปไหว้พระหรือท่องเที่ยว 3 วัดดังกล่าวได้ เพราะแต่ละสถานที่ล้วนมีประวัติศาสตร์และความเป็นมาที่น่าศึกษา และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


บางกะเจ้า.jpg

จากที่ได้ทราบความเป็นมาของ 5 วัดข้างต้นจากตอนแรกแล้ว ทีมงานได้หาข้อมูลมาแชร์ให้ทุกท่านทราบกันต่ออีก 5 วัด ซึ่งเรียกได้ว่ามีเกร็ดเชิงประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจไม่แพ้กันได้เลย

 

Credit : www.tourwatthai.com, Facebook : พระประแดงที่รัก

 

6. วัดทรงธรรมวรวิหาร พระอารามหลวงชั้นโท ชั้นวรวิหาร เป็นวัดในพุทธศาสนารามัญนิกายที่เก่าแก่คู่บ้านคู่เมือง ซึ่งถูกสร้างขึ้นเป็นวัดแรกพร้อมการสร้างเมืองนครเขื่อนขันธ์ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 โดยสมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล (กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์) โดยพระอุโบสถเป็นเครื่องไม้ฝายกกระดาน

ต่อมาในปี พ.ศ. 2360 รัชกาลที่ 2 โปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นศักดิพลเสพย์ ซึ่งเป็นแม่กองสร้างเมืองนครเขื่อนขันธ์เพิ่มเติม สร้างป้อม “ป้อมเพชรหึงษ์” ในบริเวณวัดทรงธรรม จากนั้นโปรดเกล้าให้ย้ายวัดทรงธรรมมาอยู่ในกำแพงป้อม มีกุฏิเป็น 3 คณะ

ครั้นในสมัยรัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้ พระยาดำรงราชพลขันธ์ (จุ้ย คชเสนี) ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์ จึงได้มีการรื้อกุฏิทั้ง 3 คณะ แล้วสร้างรวมเป็นหมู่เดียว พร้อมรื้อโบสถ์ สร้างใหม่ให้เป็นแบบก่ออิฐถือปูน หลังคาประดับช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ ก่อนที่รัชกาลที่ 4 จะทรงเปลี่ยนชื่อวัดทรงธรรม เป็น “วัดดำรงค์ราชธรรม” แต่ต่อมาเปลี่ยนชื่อกลับเป็น “วัดทรงธรรม” หากไม่ปรากฏว่าเมื่อใด

ภายในพระอุโบสถ ประดิษฐานพระประธาน เป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยปางมารวิชัยที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงเลือกอัญเชิญมาถวาย เมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในการถวายผ้าพระกฐิน พระอุโบสถหลังนี้ยังเคยได้ใช้เป็นสถานที่ที่ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาของข้าราชการในสมัยที่ยังเป็นจังหวัดพระประแดงด้วย

ปัจจุบันวัดทรงธรรมวรวิหาร ถือเป็นเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวมอญในพระประแดง ภายในวัดมีพระมหาธาตุรามัญเจดีย์ในรูปแบบมอญ เสาหงส์ ธงตะขาบ สัญลักษณ์แสดงตัวตนของชาวมอญ ที่ได้รับการสืบทอดทางวัฒนธรรมประเพณีมาจนถึงปัจจุบัน และเป็นศูนย์กลางการจัดงานประเพณีแห่หงส์ ธงตะขาบ ในช่วงสงกรานต์ประจำทุกปี

 

Credit : Facebook : พระประแดงที่รัก, Pantip : slow and steady

 

7. วัดไพชยนต์พลเสพย์ราชวรวิหาร พระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร แต่เดิมชาวบ้านเรียกว่า วัดปากลัด เพราะตั้งอยู่บริเวณปากคลองลัดหลวง บ้างก็เรียกว่า วัดวังหน้า หรือ วัดกรมศักดิ์ ถูกสร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ในปี พ.ศ.2362 ซึ่งทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นศักดิพลเสพ เป็นแม่กอง มาดำเนินการสร้างเมืองนครเขื่อนขันธ์ ป้อมปราการ และขุดคลองลัด ให้เสร็จลุล่วงจากที่ค้างไว้

เมื่อกรมหมื่นศักดิพลเสพ สร้างเมืองเสร็จท่านจึงได้สร้างวัดขึ้นด้วย และเรียกวัดนี้ว่า วัดกรมศักดิ์ แต่ชาวบ้านมักจะเรียกว่า วัดวังหน้า (ตามตำแหน่งของพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นศักดิพลเสพ) ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงพระราชทานนามให้วัดใหม่ว่า วัดไพชยนต์พลเสพย์ โดยคำว่า “ไพชยนต์” มีความหมายถึงบุษบกยอดปรางค์ที่อยู่ภายในพระอุโบสถ ส่วนคำว่า “พลเสพ” นำมาจากคำท้ายชื่อของกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ

ภายในวัดมีสถาปัตยกรรม ศิลปกรรมและจิตรกรรมโบราณที่ทรงคุณค่า สิ่งที่เด่นที่สุดคือบุษบกยอดปรางค์ภายในพระอุโบสถ ซึ่งบุษบกดังกล่าวเคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ (สมัยรัชกาลที่ 1)  อันเป็นงานช่างสกุลวังหน้าที่หาชมได้ยาก ก่อนที่ในสมัยรัชกาลที่ 3 กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ ได้นำบุษบกนี้มาประดิษฐานพระประธาน ณ วัดไพชยนต์พลเสพย์แทน

 

Credit : Pantip : slow and steady และ gratisod

 

8. วัดโปรดเกศเชษฐาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 แล้วเสร็จในสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ถือวัดไทย-พุทธเพียงวัดเดียวในย่านพระประแดงที่มีมาตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์

ทั้งถือเป็นวัดเดียวในพระประแดง ที่ได้มีโอกาสรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8  และ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ขณะยังทรงเป็นพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช

การก่อสร้างวัดนี้เกิดขึ้นโดย พระยาเพชรพิไชย (เกตุ) ต้นสกุล “เกตุทัต” ซึ่งเป็นบุตรของพระยาเพชรพิไชย (หง) ต้นสกุล “หงสกุล” ได้ขอสร้างวัดในฝั่งตรงข้ามกับวัดไพชยนต์พลเสพย์ ตามที่รัชกาลที่ 2 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นศักดิพลเสพ เป็นแม่กองในการสร้างเมืองนครเขื่อนขันธ์ และป้อมปราการต่างๆ โดยนำวัสดุที่เหลือจากการสร้างวัดไพชยนต์พลเสพย์ ที่กรมหมื่นศักดิพลเสพ สร้างขึ้น มาตกแต่งที่วัดโปรดเกศฯ นี้ วัดทั้งสองจึงเสมือนเป็นวัดพี่วัดน้องที่สร้างเสร็จในปีเดียวกัน

ช่วงแรกชาวบ้านยังคงเรียกว่า วัดปากคลอง จนกระทั่งภายหลังได้รับพระราชทานนามว่า “วัดโปรดเกศเชษฐาราม” และได้รับวิสุงคามสีมา (เขตที่พระเจ้าแผ่นดินพระราชทานแก่พระสงฆ์เป็นการเฉพาะเพื่อใช้สร้างอุโบสถ) ในปี พ.ศ.2368

ภายในวิหาร เป็นที่ประดิษฐานของ พระพุทธไสยาสน์ พระพุทธรูปปูนปั้นลงรักปิดทอง ความยาว 6 วา 2 ศอก ที่เก่าแก่ที่สุดในจังหวัดสมุทรปราการ ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2365 ในสมัยรัชกาลที่ 2 นับเป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะที่งดงาม ทั้งยังเป็นต้นแบบของการหล่อพระนอนวัดโพธิ์อีกด้วย

 

Credit : Pantip : slow and steady

 

9. วัดคันลัด ก่อสร้างขึ้นราว พ.ศ. 2349 สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โดยเป็นวัดที่มีความเชื่อว่าพื้นที่ตรงนี้เคยเป็นสุสานของช้างมาก่อน โดยย้อนกลับไปในช่วงที่ชาวรามัญอพยพมาจาก ปทุมธานี และนนทบุรี ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 พ.ศ.2358  ผู้นำชาวรามัญมาตั้งถิ่นฐานที่เมืองนครเขื่อนขันธ์ นามว่า “พระยานครเขื่อนขันธ์รามัญราชชาติเสนาบดีศรีสิทธิสงคราม” ( ทอมาคชเสนี )โดยเมื่อชาวรามัญแยกย้ายกันมาอยู่  ก็อยู่กันเป็นกลุ่มๆ โดยกลุ่มที่มาอยู่ที่ตำบลทรงคนอง ก็เลือกเอาวัดคันลัดที่มีอยู่เดิมแล้วเป็นวัดประจำหมู่บ้าน แล้วก็นิมนต์เอาพระชาวรามัญมาปกครองวัด เพื่อที่จะได้เอาบุตรหลานของตนบวชและศึกษาธรรมวินัยเป็นที่เลื่อมใสและเคารพสืบต่อกันมา

พระพุทธรูปประจำวัด คือหลวงพ่อหินอ่อน (มัณฑะเล) เป็นพระพุทธรูปศิลปะมอญที่มีความสวยงาม เดิมอยู่ประดิษฐานอยู่ในตู้ลายไม้สักตั้งอยู่ที่หอสวดมนต์ แต่ภายหลังมีโจรขโมยพระปรากฏขึ้นบ่อย จึงต้องยกเก็บไว้ในกุฏิเจ้าอาวาส เมื่อถึงงานปี หรือ เทศกาลสำคัญจึงจะยกมาให้ประชาชนสักการะ

 

Credit : Facebook : เที่ยววัด, Pantip : slow and steady

 

10. วัดป่าเกด เดิมชื่อ “วัดถนนเกด” ตามชื่อของตาเกด ชาวบ้านที่เป็นคนขุดถนนเข้าวัดเป็นคนแรก แต่เนื่องจากบริเวณวัดมีต้นเกดขึ้นมากมาย สมัยต่อมาจึงหันมาเรียกว่า “วัดป่าเกด” แทน โดยถูกสร้างขึ้นเมื่อครั้งฟื้นฟูพระพุทธศาสนาทั่วราชอาณาจักรในรัชกาลที่ 2 เมื่อประมาณ พ.ศ. 2360 ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ 3  สมเด็จพระสังฆราช (ด่อน) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ เสด็จฯ มาเป็นประธานสร้างอุโบสถ โดยหน้าบันเป็นรูปครุฑลวดลายวิจิตรตระการตา สันนิษฐานว่าหลังจากที่สร้างพระสมุทรเจดีย์กลางน้ำแล้วจึงได้มาสร้างอุโบสถนี้ขึ้น

ภายในอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนังอัน จากฝีมือ ” ช่างสิบหมู่ “ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นที่หาชมได้ยาก ขณะที่หน้าบันมีเครื่องไม้สักแกะสลักเป็นภาพนารายณ์ทรงครุฑ เป็นเครื่องแกะสลักลอยตัว นำมาประกอบติดประดับที่หน้าบันจึงสวยงามกว่าภาพแกะสลักบนพื้นผนังธรรมดาเป็นอย่างมาก หากน่าเสียดายที่ไม้สักแกะสลักนารายณ์ทรงครุฑของเดิมถูกขโมยไปเมื่อครั้งกรมศิลป์เข้ามาบูรณปฏิสังขรณ์อุโบสถหลายปีก่อน

สำหรับ วัดป่าเกด ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา (เขตที่พระเจ้าแผ่นดินพระราชทานแก่พระสงฆ์เป็นการเฉพาะเพื่อใช้สร้างอุโบสถ) ครั้งหลังเมื่อวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ.2509 ขณะที่กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนพระอุโบสถและพระเจดีย์ไว้เป็นโบราณสถานแห่งชาติเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ.2510  ต่อมาใน พ.ศ.2513 ได้มีการสร้างอุโบสถหลังใหม่ขึ้นแทนหลังเก่าที่ทรุดโทรม อุโบสถหลังเก่าจึงกลายเป็นวิหารไป 


ชวน-แต่งชุดไทยย้อนยุค...ท่องเที่ยวหัวหิน-ตลอดเดือนเมษายนนี้_web.jpg

ช่วงหน้าร้อนแบบนี้ ชวนนักท่องเที่ยวร่วมแต่งชุดไทยย้อนยุคและดื่มด่ำไปกับสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามของหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ในกิจกรรม “รถรางนำเที่ยวชมเมืองหัวหิน เส้นทางหัวหินรำลึก” ตลอดเดือนเมษายนนี้

หลังจากกระแสละครโทรทัศน์ชื่อดังอย่าง “บุพเพสันนิวาส” ดังทั่วบ้านทั่วเมือง จนทำให้เทรนด์สวมชุดไทย ถ่ายรูปสวย ๆ กับสถานที่ท่องเที่ยว กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก ทั้งรุ่นเด็กไปจนถึงผู้สูงอายุ ลองคิดดูว่าหากได้ถ่ายรูปแบบย้อนยุค นุ่งโจงกระเบน ห่มสไบ นุ่งผ้าถุงสวย ๆ ถ่ายรูปกับสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย ตามรอยตัวละครจากละครย้อนยุคชื่อดัง น่าจะสนุกและตื่นเต้นไม่น้อยเลย

และในช่วงหน้าร้อนแบบนี้ ใครที่สนใจแต่งชุดไทยไปท่องเที่ยว ถ่ายรูปสวย ๆ ลองไปเที่ยวที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพราะในช่วงนี้ที่หัวหินกำลังจัดกิจกรรมชวนนักท่องเที่ยวร่วมแต่งชุดไทยย้อนยุคและดื่มด่ำไปกับสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามของหัวหิน ในกิจกรรม “รถรางนำเที่ยวชมเมืองหัวหิน เส้นทางหัวหินรำลึก” ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมของการจัดงาน “สถานีรถไฟหัวหิน ความทรงจำแห่งรัก” ของทาง ททท. ประจวบคีรีขันธ์ ร่วมกับ สถานีรถไฟหัวหิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันจัดงานครั้งนี้

 

บรรยากาศภายในงาน ได้จัดสถานที่จุดถ่ายรูปและตกแต่งภายในบริเวณสถานีรถไฟหัวหินให้สวยงาม เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาหัวหินในเดือนเมษายนนี้ และมีบริการรถรางนั่งชมเมืองหัวหิน เพื่อให้นักท่องเที่ยวที่ต้องการรำลึกความหลังกับสถานีรถไฟหัวหินได้บันทึกความทรงจำ เก็บภาพบรรยากาศความสวยงาม ความประทับใจกับสถานีรถไฟหัวหิน ที่คลาสสิกที่สุดในประเทศ ก่อนจะปิดปรับปรุงและเข้าสู่ยุคของสถานีรถไฟรางคู่ที่ทันสมัย

สำหรับเส้นทางการเดินรถรางจะออกจากสถานีรถไฟหัวหิน ผ่านสวนสาธารณะโผน กิ่งเพชร วัดหัวหิน โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์บีชแอนด์วิลล่าหัวหิน ชายหาดหัวหิน ศาลเจ้าแม่ทับทิม สะพานปลา ตลาดฉัตร์ไชย ศูนย์การค้าบลูพอร์ต หัวหิน รีสอร์ท มอลล์ และวนกลับมาจุดเริ่มต้น ใช้เวลาราวประมาณ 45 นาที – 1 ชั่วโมง/รอบ

ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานและนั่งรถรางได้ฟรี ที่บริเวณด้านหน้าสถานีรถไฟหัวหิน ทุกวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ เวลา 10.00 น. 14.00 น. และ 17.00 น. ตลอดเดือนเมษายนนี้ และนักท่องเที่ยวท่านใดที่แต่งกายย้อนยุคในธีม “ปริศนา-ชายพจน์” และร่วมนั่งรถราง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจะมอบของที่ระลึกให้อีกด้วย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ททท.สำนักงานประจวบคีรีขันธ์ หมายเลขโทรศัพท์ 032-513-885, 032-513871 www.facebook.com หรือแฟนเพจ : TAT PRACHUAP

 

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : aec-tv-online2.com

 


หน้าร้อนแบบนี้…เที่ยวไหนดี.jpg

เข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเต็มรูปแบบแล้ว ใครหลายคนก็ไม่กล้าที่จะออกจากบ้านไปไหน ขอเปิดแอร์อยู่ที่บ้านน่าจะดีกว่า แต่ถ้าอยู่บ้านก็จะเกิดอาการเบื่อหน่าย ควรมองหาสถานที่ท่องเที่ยวที่สามารถคลายความร้อนได้  เพราะการได้ออกจากบ้านไปท่องเที่ยวถือได้ว่าเป็นวิธีคลายร้อนที่ดีอย่างหนึ่ง

หน้าร้อนไม่ได้มีแต่ข้อเสียเสมอไป ข้อดีก็มีเหมือนกัน เพราะหน้าร้อนท้องฟ้าจะสดใส ไร้ฝนตก สามารถไปถ่ายรูปตามสถานที่ต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ เพราะสถานที่ในเมืองไทยของเรามีสถานที่เที่ยวสวนๆ ในช่วงหน้าร้อนให้ได้ไปชลโฉมความสวยงามเยอะแยะเช่นกัน แต่ก็คงมีคำถามตามมาอีกว่า แล้วหน้าร้อนแบบนี้จะไปเที่ยวที่ไหนดี

เพื่อให้คุณสามารถใช้ชีวิตในช่วงหน้าร้อนได้อย่างมีความสุข ปราศจากความทุกข์จากความร้อนที่ละลายแผดเผาร่างกายตัวเราเอง วันนี้ “กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงได้รวบรวมสถานที่ท่องเที่ยวที่ควรค่ากับการไปเที่ยวคลายร้อน

 

1. ทะเล

“โอ้ทะเลแสนงาม ฟ้าสีครามสดใส” นี่ก็เป็นอีกหนึ่งมนต์เสน่ห์ของท้องทะเล ที่เมื่อถึงหน้าร้อนแล้ว ใครหลายๆ ก็จะต้องนึกถึงทะเลเป็นอันดับแรก เพราะเมื่อไหร่ที่ร่างกายเราได้ลงไปสัมผัสกับน้ำทะเล ก็สามารถช่วยคลายร้อนได้มาก ร่างกายสดชื่น นอกจากนี้ การได้นั่งหรือนอนอยู่ริมชายหาด ฟังเสียงลมเสียงคลื่นทะเล ทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย มีสมาธิมากขึ้น

ซึ่งในปัจจุบัน มีชายหาดให้ท่องเที่ยวหลายจุด และมีเกาะกลางทะเลที่ต้องนั่งเรือออกไป บอกได้เลยว่าสงบ สบายมากเลยทีเดียว

 

 

2. น้ำตก

น้ำตกถือได้ว่าเป็นสถานที่ที่มีธรรมชาติที่สวยงามและอุดมสมบูรณ์มากมาย รายล้อมไปด้วยต้นไม้ พืชพรรณ สีเขียวขจี ส่วนใหญ่น้ำตกจะอยู่ภายในอุทยานแห่งชาติ บรรยากาศภายในมีอากาศเย็น สดชื่น มีกลิ่นไอของต้นไม้และธรรมชาติ คุณเองก็สามารถลงเล่นน้ำในลำธารจากธรรมชาติได้ หากต้องการหนีร้อน น้ำตกก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่สามารถช่วยคลายร้อนได้ดีเลยทีเดียว

 

 

3. สวนน้ำ

จะว่าไปสวนน้ำก็ไม่ได้ถูกจำกัดเพียงแค่วัยเด็กแล้วเท่านั้น ผู้ใหญ่ก็สามารถลงเล่นน้ำในสวนน้ำได้เช่นกัน เพราะปัจจุบันมีสวนน้ำหลายแห่งที่สร้างขึ้นมาให้คนทุกเพศทุกวัยได้มาใช้บริการ นอกจากนี้ยังมีสไลด์เดอร์ที่ออกแบบขึ้นด้วยดีไซน์แปลกใหม่ เอาใจวัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ ที่ชื่นชอบอะไรที่ท้าทาย สนุกสนาน

 

 

4. ห้างสรรพสินค้า

หากไม่อยากเดินทางไปไกลถึงทะเลหรือเข้าอุทยานฯ เพื่อไปเที่ยวน้ำตก ห้างสรรพสินค้า น่าจะเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่เหมาะสำหรับสาวกขาช็อป เดินตากแอร์ในห้างสบายๆ ก็สามารถคลายร้อนได้ ขณะเดียวกัน ภายในห้างยังมีกิจกรรมให้ทำหลายอย่าง ทั้งเดินจับจ่ายซื้อของ รับประทานอาหาร ฯลฯ บอกเลยว่าไม่ต้องเดินทางไปไกล แถมยังไม่ร้อนอีกด้วย

 

 

5. ไหว้พระ/ปฏิบัติธรรม

อีกหนึ่งทางเลือกสำหรับใครชื่นชอบการท่องเที่ยวสายธรรมะ ชอบเข้าวัดเข้าวา ถ้าหากอยากหนีร้อน แต่ไม่อยากลงเล่นน้ำหรือเดินตากแอร์ในห้าง ก็สามารถเข้าวัดเข้าวาไปทำบุญตักบาตร ปฏิบัติธรรม เพื่อสร้างสมาธิ สติ และทำให้จิตใจผ่องใสได้ แต่ถ้าหากไม่อยากออกไปนอกบ้าน ก็ไหว้พระสวดมนต์อยู่ที่บ้านก็ได้ สามารถช่วยลดความเครียดจากการเผชิญสภาพอากาศที่ร้อนจัดได้ เพราะการพึ่งพาธรรมะช่วยทำให้เรามีสติ สามารถติดกิเลสรอบตัวเราได้

 

ฤดูร้อนปีนี้ พยายามไปท่องเที่ยวหรือหากิจกรรมอะไรสนุกๆ ทำน่าจะดีที่สุด จะได้ช่วยดับอารมณ์เร่าร้อนและหงุดหงิดจากสภาพอากาศที่อบอ้าวได้ แหล่งท่องเที่ยวในเมืองไทยมีมากมายต่างๆ นาๆ นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ยังไงซะ ขอให้สนุกและใช้ชีวิตในช่วงหน้าร้อนอย่างมีความสุข