Wealth of mind

มุมมองของคนรุ่นเก่าเกี่ยวกับ-เงินๆ-ทองๆ-ที่อยากส่งต่อให้คนรุ่นหลัง-_web.jpg

เมื่อครั้งเรายังเด็ก ผู้ใหญ่มักจะสอนและปลูกฝังในเรื่องของการประหยัด อดออม ให้ความสำคัญในเรื่องการใช้เงิน โดยฝึกให้เรียนรู้และประพฤติกันตั้งแต่เด็กๆ เพื่อที่จะได้นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

เรื่องนี้ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่มีการถ่ายทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ปัจจุบันแต่ละคนมีวิธีการประหยัดที่แตกต่างกันแต่ก็ยังคงมีสิ่งที่เหมือนกันก็คือ “ไม่ใช้จ่ายเงินเกินความจำเป็น” บางคนเลือกวิธีการประหยัดง่ายๆ ด้วยการหิ้วปิ่นโตมาจากบ้าน เดินและขับจักรยานมาทำงานแทนการเสียเงินค่าโดยสารรถสาธารณะ เป็นต้น

เพราะช่วงนี้เงินๆ ทองๆ เป็นอะไรที่หายาก กว่าจะได้มาแต่ละบาท ก็ต้องแลกมาด้วยน้ำพักน้ำแรง หยาดเหงื่อของแรงงาน และเงินก็จะต้องหมดไปรายจ่ายประจำ ไม่ว่าจะเป็น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่าที่พัก ค่าอาหาร ฯลฯ ล้วนแต่มีความจำเป็นทั้งสิ้นในการดำรงชีวิตเพื่อความอยู่รอด

มาดูกันดีกว่าว่าแนวคิดการประหยัดของคนรุ่นปู่ย่าหรือพ่อแม่เรา ที่ดูแล้วไม่ตกยุค สามารถนำมาใช้ในยุคปัจจุบันได้

 

1. “อาหาร” อย่ากินทิ้งขว้าง

เคยเป็นไหม อาหารต่างๆ นาๆ ทั้งอาหารคาวหรืออาหารหวาน เมื่อรับประทานไม่หมดหรือรับประทานเหลือ ก็มักจะนำไปเก็บในตู้กับข้าวหรือตู้เย็น แต่สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ คืออาหารอาจจะเน่าเสีย ซึ่งเป็นสิ่งที่บางคนอาจจะละลืมไปโดยมิได้ตั้งใจที่จะให้อาหารเหล่านั้นเน่าเสียไป เพราะอาหารบางอย่างมีโอกาสเน่าเสียได้ ถึงแม้จะใส่ไว้ในตู้เย็นหรือตู้กับข้าวก็ตาม ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดการสิ้นเปลืองและเพิ่มค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็นขึ้น ผู้หลักผู้ใหญ่จึงมักย้ำอยู่เสมอว่า “อาหารอย่ากินทิ้งกินขว้าง”

 

2. “การศึกษา” เป็นสิ่งสำคัญจำเป็น อย่าได้ละทิ้งเป็นอันขาด

สังเกตไหมว่าคนในยุคสมัยก่อนอยากจะให้ลูกหลานของตนเองได้มีโอกาสเรียนสูงๆ ก็เพราะคนสมัยก่อนไม่มีโอกาสได้ศึกษาเล่าเรียนสูงๆ เต็มที่ก็คือจบ ประถมศึกษาชั้นปีที่่ 4 หรือ 6 ระดับมัธยมศึกษา เนื่องจากอายุถึงเกณฑ์แล้วก็ต้องออกมาช่วยที่บ้านทำมาหากินกันแล้ว แต่คนรุ่นใหม่ในปัจจุบันมีโอกาสที่จะได้เรียนต่อจนถึงระดับมหาวิทยาลัยกันมากขึ้น เพราะในตลาดแรงงานบ้านเราต้องการคนมีประสบการณ์การทำงานและวุฒิการศึกษามาประกอบในการสมัครงานแต่ละแห่ง จึงไม่แปลกที่คนสมัยก่อนถึงมักย้ำว่า “อย่าละทิ้งการศึกษา” เพราะในยุคนี้คนที่มีความรู้และความสามารถย่อมได้เปรียบกว่าคนอื่นๆ ยิ่งมีวุฒิการศึกษาสูง ก็ยิ่งมีโอกาสได้เงินค่าแรงสูงเช่นกัน

 

3. “บัตรเครดิต-บัตรกดเงินสด” ไม่จำเป็นอย่าใช้!

คนสมัยก่อนจะย้ำเตือนเสมอว่า ใช้จ่ายอย่างประหยัด ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่ก่อหนี้ใหม่ขึ้นมา โดยเฉพาะการใช้ “บัตรเครดิต-บัตรกดเงินสด” เพราะบัตรดังกล่าวจะก่อหนี้สินขึ้นมาทันที ไม่ได้มีเพียงแค่เงินต้นเท่านั้น แต่มีเงินดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอีกด้วย หากเราใช้งานไม่เป็นหรือไม่มีวินัยในการชำระเงิน ทางที่ดีนั้นควรหลีกเลี่ยงการเป็นหนี้จากบัตรเครดิตหรือบัตรกดเงินสดจะดีที่สุด

 

4. การไม่มีหนี้ เป็นลาภอันประเสริฐ

การเป็นหนี้จากการหยิบยืมหรือกู้ยืมจากคนรอบข้าง นอกจากจะสร้างภาระให้ตัวเองแล้ว ยังเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้กับคนให้ยืมอีกด้วย นอกจากที่จะไม่ได้เงินคืนแล้ว ยังอาจทำให้ผิดใจกันจนสุดท้ายก็มีเรื่องให้ลาดหมางใจจนมองหน้ากันไม่ติดเหมือนเช่นเดิมอีกต่อไป เพียงเพราะเรื่องหนี้สินจากการหยิบยืมเงินนี่เอง คนสมัยก่อนจึงย้ำอยู่เสมอว่า อย่าสร้างหนี้หรือก่อหนี้ด้วยมือของตัวเอง และอย่าหยิบยืมเงินจากคนรอบข้าง ถ้าไม่อยากมีปัญหาบาดหมางกันในภายหลัง ฉะนั้น หากต้องการสร้างมิตรภาพที่ดีและยืนยาวจะต้องไม่มีเรื่องการหยิบยืมเงินๆ ทองๆ จะดีที่สุด

 

สุดท้าย ชีวิตของคนเราหากรู้จักประหยัดอดออมอย่างที่คนรุ่นเก่าสมัยปู่ย่าตายายหรือพ่อแม่เราย้ำอยู่เสมอ ก็จะทำให้เราสามารถหลีกเลี่ยงการเป็นหนี้สินและการเดือดร้อนจากการไม่มีเงินพอใช้เอาได้ เป็นไปได้อยู่อย่างพอดี พอเพียง ไม่โลภมากจนเกินไปดีที่สุดแน่นอน


ขนหน้าแข้งไม่ร่วง-จ่ายเท่าไหร่ก็ไม่เกลี้ยง.jpg

เชื่อว่าใครหลายๆ คนมีความใฝ่ฝันว่าอยากจะมีเงินมากมายมหาศาล ไว้สำหรับซื้อในสิ่งที่ปรารถนา เพื่อบรรดาลความสุขให้ตนเอง แต่ในชีวิตจริง บางคนไม่ได้ร่ำรวย มีฐานะ มีเงินมากมายขนาดนั้น ขณะที่บางคนค่อนข้างมีฐานะ มีรายรับมากกว่ารายจ่าย คงจะไม่ต้องเครียดกับเรื่องของการใช้จ่ายมากนัก แต่ก็ไม่ควรชะล่าใจ เพราะสุดท้ายคุณก็อาจจะหมดตัวและล้มละลายจากการใช้เงินฟุ่มเฟือยในที่สุด

การใช้เงินเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นคนรวยหรือจนก็ตาม เราลองมาดูแนวคิดของมหาเศรษฐีชื่อดัง Mark Cuban ที่ผ่านประสบการณ์ต่างๆ มาอย่างมากมาย จนกลายเป็นมหาเศรษฐีที่คนในแวดวงรู้จักกันเป็นอย่างดี

Mark Cuban ในวัย 60 ปี เป็นมหาเศรษฐีชื่อดัง ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากจากการการสวมบทบาทเป็นเจ้าของทีมบาสเก็ตบอลชื่อดัง ชีวิตของ Mark Cuban กว่าจะประสบความสำเร็จจนถึงทุกวันนี้ ต้องพบเจอกับอะไรมามาก ต้องผ่านร้อนผ่านหนาวมาจากยุคฟองสบู่ไอทีแตก

ก่อนหน้านี้ Mark Cuban เคยเปิดบริษัทจำหน่ายซอฟต์แวร์เป็นของตัวเอง มีลูกค้าต่างๆ มากมาย หนึ่งในนั้นคือลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของบริษัท ได้แก่ Perot Systems ก่อนจะตัดสินใจขายบริษัทดังกล่าวเมื่อปี พ.ศ.2533

ชีวิตของ Mark Cuban มาถึงจุดเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อปี พ.ศ.2543 Mark Cuban ตัดสินใจทุ่มเงินจำนวน 285 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 8.55 พันล้านบาท) เข้าถือหุ้นใหญ่ทีมบาสเก็ตบอล ดัลลัส แมฟเวอริคส์ กระทั่งทีมบาสเก็ตบอลฯ ผงาดเป็นแชมป์ NBA สมัยแรก นับตั้งแต่ก่อตั้งทีมมา 31 ปี ในที่สุด เขาก็ประสบความสำเร็จ ชื่อเสียงของทีมบาสเก็ตบอลฯ เป็นที่พูดถึงและรู้จักอย่างมากในแวดวงธุรกิจและกีฬา

นิตยสารฟอร์บส เคยจัดอันดับให้ Mark Cuban เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก อันดับที่ 459 มีทรัพย์สินมูลค่า 2.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือคิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 7.5 หมื่นล้านบาท) ด้วยประสบการณ์การทำงานมากมาย Mark Cuban จึงมักมีคำแนะนำดีๆ ให้แก่คนรุ่นหลังมากมาย ไม่เว้นแม้กระทั่งเรื่องของการจับจ่ายใช้สอยเงิน ที่เจ้าตัวมีวิธีการใช้เงินที่ถูกต้อง จนเป็นบิลเลียนแนร์อย่างทุกวันนี้

วันนี้ได้รวบรวมแนวคิดและวิธีการใช้เงินแบบเศรษฐี ตามแบบฉบับของ Mark Cuban ที่มีการวางแผนใช้เงินเป็นอย่างดี คิดหน้า คิดหลังอยู่เสมอ จนกลายเป็นเศรษฐีจนถึงทุกวันนี้ มาฝากกัน

 

เลิกใช้ “บัตรเครดิต-บัตรกดเงินสด”

Mark Cuban บอกว่า “เมื่อไหร่ที่ใช้บัตรเหล่านี้ คุณจะไม่มีทางรวย” ทั้งนี้ เพราะ Mark Cuban เคยได้รับบทเรียนอันแสนโหดจากการใช้บัตรเครดิตมาแล้ว ซึ่งการใช้บัตรเครดิตจะไม่มีปัญหา ถ้าคุณจ่ายตรงเวลา นอกจากนี้ การเป็นหนี้ มันมากกว่าเงินที่คุณจะหาได้ด้วยซ้ำ เพราะดอกเบี้ยบัตรเครดิตคือเงินกู้ที่มีอัตราแพงที่สุดเท่าที่คุณเคยเจอในชีวิต

 

ฉลาดใช้เงิน

Mark Cuban บอกว่า “เวลาจะใช้เงินซื้ออะไร คุณต้องคิดให้มากเข้าไว้ แล้วคุณจะพบว่าผลตอบแทนที่มีอัตราสูงสุดที่คุณจะได้ มาจากการใช้จ่ายส่วนตัวของคุณเอง” ฉะนั้น การใช้เงินอย่างประหยัด เก็บออมให้มากที่สุดน่าจะเป็นเรื่องที่ดีที่คนส่วนใหญ่ควรจะทำ อย่างเช่น หากเจอสินค้าลดราคา 50% หรือ 1 แถม 1 ก็พร้อมจะซื้อมาให้พอใช้ล่วงหน้า หรือเลือกซื้อน้ำเปล่ารับประทานแทนเครื่องดื่มราคาแพงๆ เท่านี้คุณก็ได้ผลตอบแทนจากเงินที่ใช้ไปกลับมาแล้ว

 

ใช้เงินทำงาน

Mark Cuban บอกว่า “เมื่อไหร่ที่คุณมีเงินก้อนเท่ากับเงินเดือนหกเดือนแล้ว สิ่งที่คุณควรทำคือเริ่มต้นลงทุนผ่านกองทุนทุกเดือน” หากคุณพบว่าตัวเองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมฟุ่มเฟือย และสามารถเก็บเงินได้จำนวนหนึ่งพอสมควรแล้ว สิ่งต่อไปที่ต้องทำก็คือ “ใช้เงินก้อนดังกล่าวในการลงทุน” สำหรับการใช้เงินในการทำธุรกิจนั้น Mark Cuban แนะนำว่า ควรหาคำตอบให้ได้ว่าบริษัทของคุณทำเงินอย่างไร และจะทำอย่างไรถึงจะขายสินค้าและบริการได้ จากนั้นหาคุณสมบัติหลักขององค์กรให้เจอ และยอมจ่ายแพงให้กับพนักงานที่คุณสมบัติตรงกัน นอกจากนี้ ในส่วนการบริหารให้องค์กรมีโครงสร้างซับซ้อนน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะเมื่อไหร่ที่มีพนักงานระดับผู้จัดการมากเกินไป ก็มักจะนำมาสู่การเมืองภายในบริษัทและเกิดปัญหาขึ้นในภายหลัง

 

สำหรับใครที่ยังใช้จ่ายแบบสุรุ่ยสุร่าย ใช้จ่ายแบบไม่ทันคิดก่อนจ่าย หรือยังไม่มีเป้าหมายในการใช้จ่ายเงิน ลองใช้ 3 วิธีข้างต้นของ Mark Cuban ดูสักครั้ง ค่อยๆ ฝึก ค่อยๆ เรียนรู้ และเมื่อเราใช้จ่ายเงินได้เป็นแล้ว เราจะรู้เลยว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ต้องจับจ่ายใช้สอยนั้นมีค่าเสมอ และคุณจะเป็นผู้ที่ได้ชื่อว่า “เป็นเศรษฐีที่ใช้เงินเป็น”


อยากมีเงินเก็บ-ก่อน-30-อย่าช็อปตามใจ.jpg

เคยไหม?…เวลาอยากได้อะไร เป็นต้องได้มันมา ต่อให้ราคาแพงมากแค่ไหนไม่เคยหวั่น กระเป๋าสตางค์นั้นสั่นสู้ ปากบอกอยากเก็บเงิน แต่ก็พร้อมจ่าย!?

ปัจจุบัน พฤติกรรมการซื้อสินค้าของคนในยุคนี้ไม่ได้มีเพียงการไปเดินช็อปปิ้งตามห้างสรรพสินค้าเท่านั้น ตอนนี้การสั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ก็ได้รับความนิยมไม่น้อยเลยทีเดียว ทั้งสะดวก สบาย ไม่ต้องไปเดินหาให้เหนื่อย เพียงแค่ปลายนิ้ว ก็ได้สินค้าตามที่ต้องการ อีกทั้งยังมีโปรโมชั่นล่อตาล่อใจมากมายทางการตลาด ซึ่งก็ตอบโจทย์การซื้อสินค้าจากกลุ่มวัยรุ่น-วัยทำงาน จำนวนมาก

แต่อย่าลืมนึกถึงอนาคต หากอายุใกล้เลข 3 แล้ว สิ่งสำคัญกว่าการช็อปปิ้งคือ “ความมั่นคงในชีวิต” การซื้อบ้าน ซื้อรถ การเก็บออมเงินสำหรับอนาคตที่จะต้องใช้จ่าย เมื่อยามจำเป็นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ฉะนั้น ใครที่รู้ตัวว่ามีพฤติกรรมเป็นนักช็อปแบบอยากได้ก็ต้องได้ ซื้อไม่อั้น โดยไม่ได้คำนึงหรือนึกถึงความจำเป็นที่จะต้องได้สินค้านั้นๆ บอกเลยว่า คุณต้อง “เปลี่ยนแปลง” เปลี่ยนพฤติกรรมการช็อปปิ้ง หันมาใส่ใจเรื่องการเก็บหอมรอมริบให้มากขึ้น

แล้วจะทำอย่างไรในเมื่อใจมันสั่งมา!?

1. “อยากได้อะไร ก็ต้องซื้อ” เลิกซะ! : การซื้อสินค้าแต่ละอย่าง อย่าซื้อแค่เหตุผลที่ว่า “อันนี้สวย อันนี้ชอบ ฉันอยากได้” แต่ต้องคำนึงถึงคุณสมบัติว่ามีความจำเป็นหรือไม่ จะซื้ออะไรทั้งทีก็พยายามมองการณ์ไกลเอาไว้ก่อน

2. “บัตรเครดิต” อย่าใช้บ่อย : การซื้ออะไรภายในห้างแล้วก็เอะอะก็รูดปรื๊ด รูดปรื๊ด บ่อยๆ ครั้ง ไม่เป็นผลดี แน่ หากเราใช้บัตรเคตรดิตอย่างหน้ามืดตามัว เห็นอะไรก็อยากได้ไปหมดแล้วก็รูดบัตร อย่าลืมนึกถึงด้วยว่าพอสิ้นเดือนจะต้องจ่ายเงินค่าบัตรเคตดิตพร้อมดอกเบี้ยเป็นจำนวนกี่บาท จ่ายไหวไหม? ถ้าจ่ายไม่ไหว เลิกพฤติกรรมนี้ซะ!

3. ไม่ตั้ง Bugget ให้ชัดเจน : การไปจับจ่ายใช้สอยแต่ละครั้ง อย่าลืมว่างบประมาณในกระเป๋าสำคัญที่สุด ดังนั้น ก่อนจะช็อปปิ้งต้องตั้งงบประมาณให้ชัดเจนก่อนว่า ครั้งนี้เราจะช็อปปิ้งด้วยวงเงินไม่เกินกี่บาท เพื่อที่คุณจะได้จัดลำดับความสำคัญได้ว่าจะต้องซื้อสินค้าชิ้นไหนได้บ้าง ภายในงบประมาณที่จำกัดไว้ ที่สำคัญหากสินค้าไหนที่เกินงบควรตัดใจซะ หรือไม่ก็รอให้มีเงินให้ครบก่อนแล้วค่อยมาซื้อใหม่

4. ซื้อด้วยอารมณ์และความชอบส่วนตัว : พฤติกรรมที่ซื้อสินค้าเพราะอารมณ์ที่อยากได้ในขณะนั้น หรือด้วยอารมณ์เครียด เบื่อ หดหู่ แล้วแก้ปัญหาด้วยการไปช็อปปิ้งแก้เครียด บอกเลยว่าเป็นวิธีที่จะทำให้คุณเสียเงินไปอย่างง่ายดาย นอกจานี้ยังทำให้คุณซื้อของที่คุณไม่ต้องการและไม่จำเป็นอีกด้วย

 

เข้าปี 2562 แล้ว ลองเปลี่ยนตัวเองใหม่เป็นคนละคน ให้เป็นนักช็อปตัวยงที่ใช้จ่ายอย่างชาญฉลาด แถมมีเงินเก็บไว้ใช้ในอนาคต ฝึกไว้ตั้งแต่วันนี้ แล้วอนาคตเมื่ออายุเข้าสู่เลข 3 แล้ว คุณจะไม่มีหนี้ก้อนโตให้ต้องรับผิดชอบ หัดวางแผนค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน เพียงเท่านี้ รับรองอนาคตการเงินมีแต่สดใส!


ซื้อ-ทอง-อย่างไรให้รวย_web.jpg

ซื้อ “ทอง” อย่างไรให้รวย

คนส่วนใหญ่นิยมซื้อทองคำสำหรับการลงทุน เพื่อหวังผลตอบแทนกลับคืนมา มาดูเทคนิคการซื้อทองคำว่าซื้ออย่างไรให้ได้กำไรกลับคืนมา

“ทองคำ” หนึ่งในสินทรัพย์ที่มีคุณค่า มีราคา แสดงออกถึงความมั่งคั่ง มั่นคง มีความแวววาวอยู่เสมอ ทองคำได้รับความนิยมอย่างมากในวงการเครื่องประดับทองคำ เพราะเป็นโลหะมีค่าชนิดเดียวที่มีคุณสมบัติพื้นฐานที่ทำให้ทองคำโดดเด่น อันดันได้ ความงดงามมันวาว ความคงทน  หายาก และ นำกลับไปใช้ได้

จะว่าไป ทองคำไม่ใช่เป็นเพียงแค่เครื่องประดับเท่านั้น แต่คนส่วนใหญ่ยังเลือกซื้อทองคำเพื่อการลงทุนอีกด้วย ถึงแม้ว่าในรอบ 12 ปีที่ผ่านมา กางลงทุนด้วยการซื้อทองคำจะให้ผลตอบแทนเป็นบวกมาตลอด แต่ในความเป็นจริงก็มีความเสี่ยงสูงอยู่เหมือนกัน เพราะหากลงทุนผิดวิธีก็อาจทำให้เราขาดทุนได้

ข้อมูจาก K-expert ได้รวบรวม 3 เทคนิคการซื้อทองคำให้รวย ให้ได้กำไรกลับคืนมาฝากกัน

1. เลือกลงทุนทองคำให้เหมาะกับตัวเอง

การลงทุนทองคำมีหลายรูปแบบให้เลือกลงทุน ไม่ว่าจะเป็น ทองรูปพรรณ ทองแท่ง กองทุนทองคำ และ Gold Futures เป็นต้น

ทองรูปพรรณ : เหมาะกับการถือครองเป็นเครื่องประดับมากกว่าเพื่อการลงทุน เพราะเวลาขายมีการคิดค่ากำเหน็จ ซึ่งทำให้เราขาดทุนกำไร

ทองแท่ง : เหมาะกับการลงทุนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

กองทุนทองคำ : เหมาะกับการลงทุนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ซื้อง่ายขายสะดวกผ่านอินเตอร์เนทหรือตัวแทนบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน มีความปลอดภัยในการเก็บรักษา และมีโอกาสรับเงินปันผล

Gold Futures : เหมาะกับการลงทุนระยะสั้น สามารถทำกำไรได้ทั้งในช่วงราคาทองคำขึ้นและลง มีความเสี่ยงสูง เพราะเป็นการลงทุนในอนุพันธ์ที่ราคาจะเปลี่ยนแปลงตามราคาทองคำ แต่จะเปลี่ยนแปลงในสัดส่วนที่มากกว่า

 

2. ตั้งเป้าหมายการลงทุน

หากมีเป้าหมายการลงทุนในระยะสั้น สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการติดตามราคาทองคำในแต่ละวัน หมั่นส่องแนวโน้มในแต่ละวันว่าวันนี้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นหรือลง

แนวโน้มราคาขึ้น : ถือครองต่อเพื่อหาจังหวะทำกำไรเพิ่ม

แนวโน้มราคาลง : หากราคาลงจนหลุดแนวรับสำคัญทางเทคนิค ควรตัดใจขายทองคำ ตัวเราอาจต้องยอมขาดทุนไปก่อน เพราะหากฝืนถือต่ออาจจะขาดทุนมากกว่าเดิม แล้วค่อยรอจังหวะซื้อลงทุนรอบใหม่

สำหรับผู้ที่ตั้งเป้าลงทุนระยะยาว การซื้อทองคำอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกเดือน ถือเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยเฉลี่ยต้นทุนเพื่อลดความเสี่ยงได้ และควรติดตามข่าวสารทางเศรษฐกิจเป็นระยะ

 

3. กำหนดสัดส่วนลงทุนในทองคำ

เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ราคาผันผวนสูง ดังนั้นจึงควรแบ่งเงินมาลงทุนในสัดส่วนที่ไม่เกิน 15% ของเงินลงทุน เพื่อให้พอร์ตการลงทุนไม่เสี่ยงสูงจนเกินไป ที่สำคัญควรติดตามข่าวสารแวดวงเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด มีสติ และตั้งมั่นอยู่ในเป้าหมายของตนเองอยู่เสมอ

 

4. หาจังหวะทำกำไรให้ได้

เมื่อซื้อทองคำเก็วไว้ได้ระยะหนึ่งแล้ว การหาจังหวะขายทองคำออกเพื่อทำกำไร จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการดูแนวโน้มตลาดและราคาทองคำที่เพิ่มขึ้น โดยยึดหลักที่ว่า ให้ขายทำกำไรเมื่อทองคำมีราคาพุ่งสูงเกินกว่าปกติในตลาดราวๆ 2-5% จากนั้น รอจังหวะซื้อทองคำกลับมาเมื่อราคาถึงจุดต่ำสุดในรอบนั้นๆ

 

การลงทุนโดยการซื้อทองคำ สามารถทำได้ไม่ยากอย่างที่คิด ขอเพียงแค่ต้องมีการศึกษาข้อมูลและธรรมชาติของทองคำอย่างละเอียด ที่สำคัญอย่าลืมสำรวจเงินในกระเป๋าของคุณด้วย อย่าลืมว่า “การลงทุนทุกชนิดย่อมมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน”


เมื่อ-ค่าครองชีพพุ่ง-รายได้นิ่ง-คนไทยจะทำอย่างไรดี_web.jpg

“ค่าครองชีพพุ่ง รายได้นิ่ง” อีกหนึ่งปัญหาที่คนไทยกำลังเผชิญอยู่ เนื่องจากเป็นช่วงของข้าวยากหมากแพง ส่งผลทำให้หลายคนถึงกับเครียด เพราะค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต ไม่เพียงพอกับรายรับที่ได้มา

เคยมีผลสำรวจของสวนดุสิตโพล สำรวจความคิดเห็นของคนไทยว่า มีความวิตกกังวลเรื่องอะไรมากที่สุด คำตอบก็อย่างที่รู้กัน “กังวลเรื่องปากท้องและเศรษฐกิจ” มากที่สุด มากถึงร้อยละ 78.32 นอกจากนี้ จากผลสำรวจฐานข้อมูลเกี่ยวกับสภาพการอยู่อาศัยในประเทศต่างๆ ทั่วโลกล่าสุด ระบุว่า ไทยอยู่อันดับ 3 ในอาเซียนที่มีค่าครองชีพสูง เป็นรองประเทศสิงคโปร์และกัมพูชา แต่เมื่อเทียบกับรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนแล้ว กลับสวนทางกับราคาสินค้า ค่าเดินทาง หรือค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ…หรือนี่อาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า คุณภาพชีวิตของคนไทยกำลังลดลง

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนไทยส่วนใหญ่อยู่ใน “ภาวะเครียด” ถึงแม้ว่าจะมีนโยบายค่าแรงขั้นต่ำและนักศึกษาจบใหม่เงินเดือนเริ่มต้น 15,000 บาท แต่รายรับที่ได้ก็ยังไม่เพียงพอ ยิ่งถ้าอยู่ในเมืองกรุง บอกเลยว่า ถ้าบริหารจัดการเงินไม่ดี ยังไงก็ไม่พอ หากในอนาคตภาครัฐมีการประกาศปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอีก ปัญหาจะตกไปที่นายจ้างที่ต้องแบกรับภาระต้นทุนรายจ่ายเพิ่มขึ้นอีก อาจส่งผลให้สัดส่วนการจ้างงานของธุรกิจขนาดกลางและเล็ก และจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม เสี่ยงเกิดภาวะเงินเฟ้อ และทำให้ราคาสินค้าของไทยปรับสูงขึ้นไปอีกก็เป็นไปได้

 

 

คนไทยจะรับมือกับวิกฤตนี้อย่างไร? วันนี้ “กินอยู่เป็น” จะมาช่วยแนะนำวิธีดีๆ ให้ ไปดูกัน…

– หางานพาร์ทไทม์ : อย่างเช่นรับจ้างถ่ายรูปรับปริญญา งานแต่งงาน งานบวช ฯลฯ , ขายของออนไลน์ เพื่อหารายได้พิเศษมาสมทบ

– ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น : พยายามตัดหรือลดรายจ่ายที่คิดว่าฟุ่มเฟือยออกไป อาทิ เงินสำหรับช็อปปิ้ง , ท่องเที่ยว เป็นต้น

– หิ้วกล่องข้าวไปกินที่ทำงาน : อาหารตามสั่งที่จำหน่ายอยู่ทั่วไปราคาก็สตาร์ทอยู่ที่ 30 บาทขึ้นไป บางร้านก็ 50 บาทขึ้น ฉะนั้น หากใครมีบ้าน มีคนทำกับข้าวให้อยู่แล้ว ลองห่อข้าวและอาหารจากบ้านไปรับประทานที่ทำงาน ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้เยอะเลยทีเดียว

– บ้านใกล้ ใช้จักรยานหรือเดิน : บางคนที่ทำงานอยู่ใกล้บ้าน แต่ยังนั่งรถเมล์ รถแท็กซี่ รถจักรยานยนต์รับจ้าง ในการเดินทางไป-กลับ อยู่เสมอ ลองเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ สำรวจดูว่าที่ทำงานกับบ้านพักมีระยะห่างมากน้อยแค่ไหน ถ้าห่างกันไม่มาก แบบว่าเดินทางไปถึงภายใน 15-30 นาที ก็ลองเปลี่ยนมาเป็นขี่จักรยานหรือเดิน นอกจากจะประหยัดแล้ว ยังเป็นการออกกำลังกายไปในตัว

ต้องบอกเลยว่าไม่ใช่เป็นเพียงแค่ประเทศไทยเท่านั้นที่ใช้วิธีดังกล่าว ในการช่วยลดค่าใช้จ่าย ต่างประเทศอย่างเช่นประเทศญี่ปุ่นก็นิยมการหิ้วปิ่นโตหรือกล่องข้าวไปรับประทานอาหารมื้อกลางวัน โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อข้าวให้สิ้นเปลือง นอกจากนี้ ยังมีที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ที่มีการส่งเสริมการขี่จักรยาน เพื่อเป็นการประหยัดพลังงาน และถือเป็นการออกกำลังกาย

สุดท้ายแล้ว แม้ว่าประเทศไทยจะมีค่าครองชีพที่สูง แต่ในสายตาของนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมองว่าค่าครองชีพของไทยถูกและน่าอยู่มาก จึงไม่แปลกที่เศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวของไทยจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ  ฉะนั้น การแก้ปัญหารายได้สวนทางกับค่าครองชีพคงต้องกลับมาพิจารณากันใหม่ว่า หากไม่สามารถลดภาระที่มีมากเกินไปได้ อาจต้องหาหนทางเพิ่มรายได้ หรือพยายามปรับให้ค่าแรงสมดุลกับค่าครองชีพมากที่สุด เพื่อที่เราจะได้สามารถใช้ชีวิตต่อไปอย่างมีความสุข


ส่อง-6-ปัจจัยท้าทายเศรษฐกิจไทย_web.jpg

ต้องบอกว่าเศรษฐกิจไทยช่วงนี้อยู่ในภาวะที่ต้องเฝ้าระวังอย่างน่าเป็นห่วง โดยทางธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมิน 6 ปัจจัยเสี่ยงกระทบเศรษฐกิจไทยในปี 2562 ช่วงปลายวัฏจักรขาขึ้น ปรับลดคาดการณ์ GDP 2562 เหลือ 3.8% เชื่อดอกเบี้ยขึ้นอีก 1 ครั้งปีนี้

เข้าสู่ปี 2562 ต้องบอกว่าเศรษฐกิจไทยยังคงเป็นที่ต้องจับตาเฝ้าระวังอย่างน่าเป็นห่วง ด้วยปัจจัยต่าง ๆ นา ๆ ที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมานั้น ทำให้ประเทศไทยอยู่ในช่วงภาวะวิกฤต และในปี 2562 ปีหมูปีนี้ เศรษฐกิจไทยจะขับเคลื่อนไปในทิศทางไหน เรื่องนี้ ดร.ยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ประเมินอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยปี 2562 ลดลงเหลือ 3.8% จากก่อนหน้านี้ที่ประเมินไว้ที่ 4% และเป็นการเติบโตที่ชะลอลงจากปี 2561 ที่ประมาณ 4.2% เนื่องจากการค้าโลกที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าชัดเจนขึ้น และการท่องเที่ยวไทยชะลอตัว

โดย ดร. ยรรยง กล่าวว่า “เศรษฐกิจไทยผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และตอนนี้ถือว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ช่วงปลายของวัฏจักรเศรษฐกิจขาขึ้น (late expansion cycle) แต่ยังถือว่าเติบโตดีกว่า 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเติบโตเฉลี่ย 2.8% ขณะที่วัฏจักรการเงิน (financial cycle) ของไทยผ่านจุดสูงสุดไปแล้วเช่นกัน ทำให้ภาวะการเงินจะทยอยตึงตัวขึ้น”

 

ทั้งนี้ EIC ประเมินว่า การส่งออกไทยปี 2562 จะเติบโตเพียง 3.4% จากที่เติบโต 7% เมื่อปี 2561 ซึ่งนอกจากจะเป็นผลจากสงคราม

การค้าแล้ว ส่วนหนึ่งยังเป็นผลจากราคาน้ำมันที่ปรับลดลงจากปี 2561 ทำให้สินค้าบางประเภทที่อิงกับราคาน้ำมัน เช่น สินค้ากลุ่มเคมีภัณฑ์ ปรับลดลงด้วย

สำหรับการท่องเที่ยว ดร.ยรรยง เปิดเผยว่า แม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะกลับมาเติบโต 4.5% ในเดือน พ.ย.2561 แต่นักท่องเที่ยวจีน ซึ่งมีสัดส่วน 28% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดยังติดลบ 14.16% แต่เชื่อว่า นักท่องเที่ยวจีนจะทยอยเพิ่มขึ้นและกลับมาเป็นบวกในช่วงไตรมาสที่ 2 ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวรวมในปี 2561 อยู่ที่ 40.2 ล้านคน เติบโตขึ้น 5.7% จากปี 2561 ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนยังคงเติบโต แต่ยังกระจุกตัว โดยรายได้ภาคเกษตรคาดว่าจะทรงตัว แต่มีความเสี่ยงปรากฏการณ์ EI Nino ที่อาจทำให้เกิดภัยแล้ง และปริมาณผลผลิตลดลง รวมทั้งหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง

ดร.ยรรยง กล่าวว่า “การลงทุนในประเทศ จะเป็นพระเอกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตต่อไปได้ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการใช้กำลังการผลิตในหลายอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มดีขึ้น การลงทุนต่อเนื่องในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ และการย้ายฐานการผลิตมายังไทยของธุรกิจต่างชาติที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า”

 

พร้อมกันนี้ ดร.ยรรยง ระบุว่า ในปี 2562 เศรษฐกิจไทยจะมีความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากปัจจัยภายนอกและในประเทศ โดยเป็น 3 ปัจจัยท้าทายจากปัจจัยภายนอก และ 3 ปัจจัยท้าทายภายในประเทศ ได้แก่

3 ปัจจัยท้าทายจากปัจจัยภายนอก

1. สงครามการค้า : ที่อาจทวีความรุนแรงขึ้นได้อีก โดยเฉพาะการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่อาจยืดเยื้อและมีความไม่แน่นอนสูง และอาจส่งผลลบต่อการขยายตัวเศรษฐกิจโลกได้มากกว่าที่คาด

2. ภาวะการเงินที่ตึงตัวขึ้น : ซึ่งจะทำให้ต้นทุนทางการเงินของประเทศต่าง ๆ ทยอยสูงขึ้น ขณะที่เงินทุนเคลื่อนย้ายสุทธิที่เข้ามาในตลาดเกิดใหม่มีแนวโน้มลดลงและผันผวนมากขึ้น

3. ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนทางการเมืองในภูมิภาคสำคัญ : เช่น Brexit สถานการณ์ในอิตาลี และการคว่ำบาตรอิหร่านของสหรัฐฯ

3 ปัจจัยท้าทายภายในประเทศ

1. แนวโน้มการใช้จ่ายที่กระจุกตัว : จากภาระหนี้สินครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงและรายได้ของครัวเรือนส่วนใหญ่ที่ฟื้นตัวช้า ซึ่งส่วนหนึ่งสะท้อนปัญหาในการปรับตัวของแรงงานและธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น

2. ภาวะการเงินในประเทศที่มีแนวโน้มตึงตัวขึ้น : ทั้งจากต้นทุนการเงินที่สูงขึ้น และจากมาตรการ macroprudential ที่เข้ามากำกับดูแลการก่อหนี้ของภาคครัวเรือนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

3. ความไม่แน่นอนของกระบวนการและผลของการเลือกตั้ง : ที่จะมีนัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นของทั้งผู้บริโภคและนักลงทุน ตลอดจนการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจของประเทศในระยะข้างหน้า

ทั้งนี้ ดร.ยรรยง คาดการณ์ว่า “ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นอีก 1 ครั้งในปีนี้แบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะฉะนั้นอย่างเร็วที่สุด คือ ไตรมาส 2 แต่จะมีความเป็นไปได้ที่จะปรับขึ้นในครึ่งปีหลังมากกว่าครึ่งปีแรก เพราะยังไม่มีเงื่อนไขที่จะทำให้ปรับขึ้นดอกเบี้ยได้เร็ว นอกจากนี้ ยังประเมินว่า ธปท. อาจออกมาตรการ Macroprudential เพิ่มเติมเพื่อดูแลการก่อหนี้ใหม่ในจุดที่มีความเปราะบาง ควบคู่ไปกับการนโยบายดอกเบี้ย”

อย่างไรก็ตาม ดร.ยรรยง ในตอนท้ายว่า “ในระยะสั้นหนี้ครัวเรือน ซึ่งรวมถึงหนี้ SME น่าเป็นห่วงมากที่สุด เพราะยังมี NPL เพิ่มขึ้น และหนี้เร่งตัวมากกว่ารายได้ ดังนั้น หาก ธปท. ยังเป็นกังวลเรื่องหนี้ครัวเรือน ก็อาจจะมีมาตรการ Macroprudential ออกมาอีก”

 

ขอขอบคุณ : ข้อมูลจากเว็บไซต์  www.hoonsmart.com


เงินโบนัส-แรงจูงใจสำคัญของมนุษย์เงินเดือน_web.jpg

“เงินโบนัส” หนึ่งเครื่องมือสำคัญที่องค์กรและบริษัทจะตอบแทนพนักงานที่มีความขยันและตั้งใจสร้างผลงานดี ๆ ให้กับองค์กร เพื่อให้พนักงานเกิดแรงจูงใจสำคัญอย่างยิ่งในการร่วมขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมาย

ใกล้สิ้นปีแล้ว เชื่อว่ามนุษย์เงินเดือนหลายคนคงตั้งหน้าตั้งตารอลุ้นเงินโบนัสกันปลายปี ว่าปีนี้จะได้เงินโบนัสกี่เดือน 1 เดือน 2 เดือน 3 เดือน หรือมากกว่านั้น หรือโชคร้ายหน่อยก็ไม่มีโบนัสเพราะปัญหาการเงินของบริษัท สำหรับองค์กรหรือบริษัทนอกจากการมี “เงินโบนัส” แล้ว การปรับขึ้นเงินเดือน , คอมมิชชั่น ฯลฯ ก็ล้วนเป็นแรงจูงใจสำคัญและเป็นขวัญกำลังใจให้กับพนักงานในการปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลังความสามารถ

“เงินโบนัส” หรือที่ชาวต่างชาติเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Variable Pay เป็นเครื่องมือสำคัญที่องค์กรและบริษัทยังคงใช้กันอยู่ เพื่อตอบแทนพนักงานที่มีความขยันและตั้งใจสร้างผลงานดี ๆ ให้กับองค์กร พนักงานคนไหนช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมายได้ ก็จะได้โบนัสในอัตราที่สูงกว่า ดังนั้น “เงินโบนัส” จึงเกิดขึ้น เพื่อให้พนักงานเรียนรู้ว่า ถ้าเขาทำผลงานดี มีความตั้งใจ เขาจะได้รับรางวัลตอบแทน

สำหรับแรงจูงใจเป็นปัจจัยหนึ่งในหลาย ๆ ปัจจัยที่ช่วยให้เข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์ในการทำงานว่า “ทำไมคนจึงขยัน มีความมุ่งมานะ พากเพียร พยายาม และปฏิบัติงานได้ดี” แรงจูงใจจึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยอธิบายถึงสาเหตุของพฤติกรรมและพยากรณ์พฤติกรรมของบุคคลได้ นอกจากนี้แรงจูงใจยังช่วยอธิบายถึงความมานะพากเพียรในการกระทำพฤติกรรมและทำพฤติกรรมหรือกิจกรรมนั้นอย่างกระตือรือร้นเต็มกำลังความสามารถ ดังนั้นในการจูงใจให้กลุ่มบุคคลนี้มีความขยันขันแข็งในการทำงาน ผู้บริหารอาจใช้มาตรการในเรื่องเงินจูงใจพนักงานในการปฏิบัติงาน ในขณะที่พนักงานระดับสูง สิ่งจูงใจในการทำงานที่สำคัญ ได้แก่ ความสำเร็จและการได้รับการยกย่อง เพื่อที่พนักงานปฏิบัติงานได้ดีจะได้คงระดับความพยายามในการทำงานต่อไป

การจูงใจมีความสำคัญในการที่จะช่วยกระตุ้นให้บุคคลกระทำพฤติกรรมต่าง ๆ ที่พึงประสงค์ด้วยความเต็มใจและพอใจ เช่น หัวหน้างานอาจใช้วิธีการจูงใจลูกน้องให้ใช้สิ่งแวดล้อมและพลังงานต่าง ๆ ในหน่วยงานของตนอย่างคุ้มค่าและไม่สิ้นเปลือง โดยอาจอาศัยแนวคิดเรื่องแรงจูงใจด้วยความเป็นธรรมและความคาดหวังมาใช้ โดยลูกน้องรับรู้ว่าส่วนที่ตนเองช่วยประหยัดในการใช้สิ่งแวดล้อมและพลังงานในหน่วยงานของตนนั้น จะได้รับผลตอบแทนกลับคืนมาเป็นเงินบางส่วนที่จะร่วมแบ่งปันกัน เมื่อพนักงานสามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ร่วมกันได้ พนักงานต่างรับรู้ว่าตนเองมีความสามารถในการทำพฤติกรรม สิ่งเหล่านี้จะช่วยจูงใจให้พนักงานมีความเพียรพยายามที่จะกระทำพฤติกรรมนี้ต่อไป

สุดท้าย ท้ายสุด แรงจูงใจสำคัญมากกว่ามูลค่าทางตัวเลขนั้น ก็คือความั่นคงในหน้าที่การงาน เนื้อหางานที่ไม่หนักเกินไป เราทำงานแล้วมีความสุขหรือไม่ การมีเจ้านายและเพื่อนร่วมงานที่ดี ฯลฯ ปัจจัยเหล่านี้น่าจะสำคัญที่สุดสำหรับการทำงานของเหล่าพนักงานมนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย ที่จะได้ตั้งใจทำงานและอยู่กับบริษัทนี้ไปนาน ๆ

 


5-วิธีเก็บเงินใส่กระปุกให้อยู่หมัด-มีเงินเก็บไว้ใช้ยามจำเป็น_web.jpg

ใกล้เข้าสู่ปี 2562 กันแล้ว สำหรับใครที่ยังไม่เคยออมเงิน แล้วคิดหรือตั้งใจที่จะลองเริ่มเก็บเงินใส่กระปุกสักครั้ง ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและฝึกโดยใช้ 5 วิธีเก็บเงินใส่กระปุกให้อยู่หมัด เพื่อที่จะได้มีเงินเก็บเงินออมสำหรับเอาไว้ใช้ในยามจำเป็นจริง ๆ

ใกล้เข้าสู่ปี 2562 กันแล้ว ลองถามตัวเองดูว่ามีเงินเก็บเหลืออยู่ตอนนี้กี่บาท บางคนมีเงินเก็บ บางคนไม่มีเงินเก็บเลย เพราะไม่เคยคิดเรื่องของการออมเงินเลย ปีหน้าฟ้าใหม่ลองเปลี่ยนพฤติกรรมโดยเริ่มฝึกกการออมเงิน ค่อย ๆ เก็บเล็กผสมน้อย อย่างน้อยสักเดือนละ 500-1,000 บาท ก็ยังดี เพราะในยามจำเป็นหรือมีเรื่องฉุกเฉินที่จะต้อใช้เงิน เราก็จะได้หยิบเงินจากส่วนนี้ไปใช้งานได้

สำหรับใครที่ยังไม่เคยออมเงิน ไม่คิดว่าไม่รู้จะออมไปทำไม ออมไปเพื่ออะไร แล้วถ้าจะออมเงินจริง ๆ จะใช้วิธีไหนบ้างในการออมเงิน ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและฝึกการออมเงินตั้งแต่วันนี้

1. เปิดบัญชีสำหรับเงินออม เงินฉุกเฉิน เงินใช้จ่ายประจำเดือน : วิธีนี้เป็นวิธีที่ดีมาก ๆ สำหรับคนที่ต้องการจะออมเงิน โดยเปิดบัญชีฝากเงินแบบฝากประจำ จะช่วยฝึกวินัยการออมเงินของคุณได้อย่างดีเลยทีเดียว เพราะบัญชีฝากประจำถอนเงินไม่ได้

2. เก็บธนบัตร 20 หรือ 50 บาท เอาไว้ อย่านำมาใช้ : ในทุก ๆ วันลองตรวจสอบเงินในกระเป๋าดูว่า มีธนบัตร 20 หรือ 50 ติดกระเป๋าอยู่บ้างไหม ถ้ามีลองเก็บออมสักวันละ 1 ใบ ฝึกจนเป็นวินัย ครบ 1 ปี คุณจะมีเงินประมาณ 7,300 บาท (หากเก็บเป็นธนบัตรใบละ 100 บาท ทุก ๆ วัน ครบ 1 ปี จะมีเงินอยู่ประมาณ 36,500 บาท)

3. เก็บเศษเหรียญที่เหลือหยอดใส่กระปุก : ต่อจากธนบัตร ถ้าสมมุติว่าธนบัตรมันดูหนักไป ลองเปลี่ยนเป็นเหรียญบาท เหรียญ 5 บาท เหรียญ 10 บาท หรือเหรียญสลึง วันไหนที่มีเหรียญหลงมาในกระเป๋าสตางค์ ก็หยอดใส่กระปุกออมสินซะเลย ทำแบบนี้้ทุก ๆ วัน จนครบ 1 ปี ก็มีเงินเก็บแล้ว

4. พกเงินให้น้อยลง บังคับตัวเองให้ทำได้ ใช้เงินภายในงบจำกัด : ในต่ละวัน ไม่ว่าจะไปทำงาน ไปเรียนหนังสือ หรืออาจจะออกไปทำภารกิจนอกสถานที่ต่าง ๆ ต้องกำหนดวงเงินที่จะใช้ให้ชัดเจนว่าวันนี้จะใช้เงินกี่บาท พยายามพกเงินไปให้น้อย และใช้อย่างคุ้มค่าและประหยัดที่สุด ส่วนเงินที่เหลือก็นำไปหยอดกระปุก

5. สร้างแรงบันดาลใจ : ตั้งเป้าหมายให้กับตัวเองด้วยการเก็บออมเงินใส่กระปุก โดยตั้งเป้าหมายเอาไว้เลยว่าจะนำเงินไปทำอะไร เช่น ซื้อบ้าน ซื้อรถ ฯลฯ เพื่อที่คุณจะได้มีแรงบันดาลใจและแรงจูงใจในการเก็บเงินใส่กระปุก มีเงินออมเป็นของตัวเองบ้าง

ยังไงซะ เข้าสู่ปี 2562 ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและลองใช้ 5 วิธีนี้ฝึกการออมเงินตั้งแต่วันนี้ เชื่อว่าถ้าคุณมีความตั้งใจ คุณทำได้อย่างแน่นอน แล้วปลายปี 2562 มานับเงินดูว่าออมไปได้กี่บาท หากคุณสามารถทำได้ นั่นล่ะคือความภาคภูมิใจของคุณเลย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ความซื่อสัตย์คือสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง คุณเองต้องซื่อสัตย์กับตัวเองว่าจะไม่แคะกระปุกหรือแอบถอนเงินออกมาใช้แบบสุรุ่ยสุร่ายโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้คุณขาดวินัยในการออมเงิน และสุดท้ายคุณก็จะไม่มีเงินออมเป็นของตัวเองในที่สุด


หนี้สิน-กำลังใจที่ดีที่สุดในการทำงาน_web.jpg

“หนี้สิน” ของคู่กายของเหล่ามนุษย์เงินเดือน เมื่อลองเปลี่ยนมุมมองของ “หนี้สิน” ให้เป็นกำลังใจที่ดีในการทำงาน เราก็จะสามารถใช้ชีวิตในการทำงานได้อย่างมีความสุข เพื่อหาเงินมาใช้หนี้และสามารถ “ปลดหนี้” ที่มีอยู่ให้หมดไปในที่สุด

“การไม่มีหนี้ เป็นลาภอันประเสริญ” ใช่แล้ว! คงไม่มีใครที่อยากจะเป็นหนี้เป็นสินกันสักเท่าไหร่ แต่ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกมากนักที่มนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่จะมีภาระหนี้สินติดตัวกัน เพราะลำพังเงินเดือนแต่ละคนที่ได้รับนั้นก็ไม่เพียงพอกับรายจ่ายที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือน แต่ก็ต้องอดทนทำงานต่อไป เพราะถ้าไม่ทำงานก็ไม่มีเงินมาใช้จ่ายแน่นอน นั่นจึงเป็นต้นเหตุที่ทำให้มนุษย์เงินเดือนที่แบกภาระหนี้สินต้องเริ่มมีการหยิบยืมหรือกู้เงินมาเพื่อหมุนเวียนกับรายจ่ายในแต่ละเดือน ส่งผลให้เกิดภาวะความเครียดในการใช้ชีวิต แต่ชีวิตก็ยังคงต้องเดินหน้าต่อไป

จากผลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ในปี 2560 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ครัวเรือนทั่วประเทศมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 26,946 บาท มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเดือนละ 21,437 บาท ส่วนหนี้สินของครัวเรือนจากครัวเรือนทั่วประเทศประมาณ 21 ล้านครัวเรือน พบว่า เป็นครัวเรือนที่มีหนี้สินประมาณ 10.8 ล้านครัวเรือน โดยมีจำนวนหนี้สินเฉลี่ย 178,994 บาท/ครัวเรือน ส่วนใหญ่ร้อยละ 76.9 เป็นการก่อหนี้เพื่อใช้ในครัวเรือน คือ ใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค ร้อยละ 39.0 , ใช้ในการซื้อบ้าน/ที่ดิน ร้อยละ 36.3 และใช้ในการศึกษา ร้อยละ 1.6

ผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน พ.ศ.2560 ของ สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

 

“เป็นหนี้” ไม่ได้หมายความว่า “คุณเป็นคนล้มเหลวในชีวิต” มนุษย์เงินเดือนหลายคนที่อาจจะมีบ้างที่เกิดความเครียด ท้อแท้กับชีวิต เหนื่อยล้ากับการแบกภาระหนี้สิน ทั้งค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ผ่อนบัตรเครดิต ฯลฯ บางคนเคียดจนต้องโทษตัวเองว่าเพราะความไม่เอาไหนของตัวเองจึงทำให้เกิดภาวะหนี้สินขึ้น ซึ่งอาจจะไม่จริงเสมอไป เพราะในความเป็นจริงแล้ว คนทุกคนย่อมมีความจำเป็นของตัวเอง แต่อย่าลืมว่า ไม่ใช่มีเพียงแค่คุณเท่านั้นที่ต้องเผชิญปัญหานี้ แต่ยังมีคนอีกหลากหลายที่ต้องพบกับปัญหาดังกล่าว แต่สุดท้ายก็สามารถผ่านพ้นวิกฤตนี้มาได้

“กำลังใจ” สำคัญที่สุดในการเผชิญกับอุปสรรคหนี้สิน เพียงแค่คุณลอง “เปลี่ยน” มุมมองการใช้ชีวิตมาในเชิงบวกมากยิ่งขึ้น มองทุกอย่างให้เป็นเรื่องดี ๆ มีทัศนคติเชิงบวก หนี้สินก็เช่นกัน ถ้าเราลองมองในเชิงบวก จะทำให้เรามีกำลังใจในการเผชิญปัญหาดังกล่าวได้ เราจะเกิดแรงที่จะตั้งใจทำงาน เพื่อเก็บเงินในแต่ละเดือนมาใช้จ่าย จ่ายหนี้สิน หากเราวางแผนและบริหารการใช้จ่ายเงินดี ๆ ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น หารายได้เสริม และเจรจากับเจ้าหนี้เพื่อหาข้อตกลงที่ลงตัวกับทั้งสองฝ่าย เชื่อเลยว่า หนี้สินจะหมดไปอย่างแน่นอน

ฉะนั้น ถ้าเรามี “หนี้สิน” ก็จงเปลี่ยนมุมมองหนี้สินให้เป็นกำลังใจที่ดีในการทำงานของเรา วางแผนการเงินอย่างชาญฉลาด ลงมือจัดการกับหนี้สินอย่างจริงจัง และเมื่อเราคิดแบบนี้ เราก็จะสามารถใช้ชีวิตในการทำงานอย่างมีความสุข และอยู่กับภาระหนี้สินได้อย่างมีความสุขด้วยเช่นกัน และเมื่อเราสามารถ “ปลดหนี้” ได้หมดแล้ว เราจะเห็นว่าหนี้สินที่เราเคยมีนั้นเป็นเพียงแค่ปัญหาเล็ก ๆ เสี้ยวหนึ่งของชีวิตเท่านั้น

อย่าลืมว่า การเป็นหนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ของชีวิต แต่ถ้าสามารถปลดหนี้ได้ก็จะเป็นเรื่องดีของคุณ อย่าลืม สติและกำลังใจ สำคัญที่สุดที่คุณจะต้องสู้ ท่องไว้ว่า ตราบใดที่เรายังมีชีวิต เราต้องมีกำลังใจที่ดี แล้วเราจะได้พบว่า ฟ้าหลังฝนย่อมสดใสเสมอ


จัดระเบียบการเงิน-ตามสไตล์คนรุ่นใหม่_web.jpg

พฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยเงินของคนรุ่นใหม่ ที่ใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือยจนถึงขั้นเป็นหนี้สินกัน ควรต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ โดยฝึกการ “จัดระเบียบการเงิน” ตามสไตล์คนรุ่นใหม่ เพื่อให้รู้จักการใช้เงินอย่างประหยัด

การจับจ่ายใช้สอยเงินของคนรุ่นใหม่ในสมัยนี้ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักเรียน-นักศึกษา หรือว่าเหล่ามนุษย์เงินเดือน ซึ่งอยู่ในยุคที่มีเทคโนโลยีเข้ามาอำนวยความสะดวกในชีวิต ทำให้การซื้อสินค้าไม่จำเป็นต้องไปที่ร้านค้าเสมอไป เพราะปัจจุบันร้านค้าส่วนใหญ่ก็มีการเปิดให้สั่งสินค้าทางออนไลน์แล้ว เพื่ออำนวยความสะดวก และขยายช่องทางการจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้พฤติกรรมการใช้จ่ายเงินของคนรุ่นใหม่ในสมัยนี้ลดลงแต่อย่างใด บางรายถึงขั้นต้องกู้หนี้ยืมสินเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งของนั้นๆ บางรายก็รายรับไม่เพียงพอต่อรายจ่ายก็มี

จากปัญหาการเกิดขึ้นของหนี้สิน ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า สถานการณ์หนี้สินครัวเรือนของประเทศไทยยังอยู่ในขั้นน่าเป็นห่วง โดยมีหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) สูงถึง 77.6% และมียอดคงค้างหนี้ครัวเรือนสูงกว่า 12 ล้านล้านบาท ส่วนใหญ่เกิดจากการใช้จ่ายที่เกินตัวและไม่ระวัง และกลุ่มคนที่มีอายุระหว่าง 25-35 ปี เป็นกลุ่มที่ไม่สามารถจัดสรรราย
จ่ายให้เหมาะสมกับรายรับได้

จากปัญหาการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยของคนรุ่นใหม่ ทำให้กลุ่มคนดังกล่าวควรต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินใหม่ เพื่อให้รู้จักการใช้เงินอย่างประหยัด ไม่สุรุยสุร่าย และที่สำคัญสามารถเก็บเงินออมส่วนหนึ่งได้ และลดภาระหนี้สินที่เกิดขึ้นได้อีกด้วย โดยมีวิธีทั้งหมด 4 หลัก ประกอบด้วย

1. วางเป้าหมาย : กำหนดเป้าหมายทางการเงินให้ชัดเจน ว่าต้องการเก็บเงินกี่บาท ภายในระยะเวลากี่ปี และเงินก้อนดังกล่าวจะนำไปทำอะไรในอนาคต เพื่อวางเป้าหมายนี้จะช่วยทำให้เกิดการจัดสรรเงินที่เหมาะสมและบรรลุเป้าหมายได้

2. วางแผนการใช้จ่ายในแต่ละเดือน : พยายามจดบัญชีรายรับ-รายจ่าย ในแต่ละเดือนว่า เดือนนั้นๆ คุณจะต้องมีภาระค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง ขณะเดียวกันคุณจะได้รายได้จำนวนกี่บาท เพื่อที่จะได้วางแผนการใช้เงินในแต่ละเดือนได้อย่างถูกต้อง

3. ออมเงิน : ควรฝึกการเก็บออมเงินอย่างสม่ำเสมอ โดยจะออมเป็นรายวันหรือรายเดือนนั้นขึ้นอยู่กับความสะดวกของตัวคุณเอง การที่ฝึกการออมเงินนั้นจะช่วยให้เรามีเงินเก็บในอนาคตได้

4. จัดการหนี้สินที่มีอยู่ : หนี้สินต่างๆ ที่คุณมี ไม่ว่าจะเป็นบัตรเคตดิต บัตรกดเงินสด หนี้จากการยืมคนโน้นคนนี้ คุณต้องหมั่นชำระให้ตรงเวลา ไม่ควรเบี้ยวหรือผลัดการจ่าย เพราะหนี้สินถือเป็นหมวดที่มีความสำคัญมาก หากเรามีการบริหารจัดการ วางแผนทางการเงินอย่างเหมาะสม ก็จะทำให้หนี้สินของเราลดลงเรื่อยๆ และหมดหนี้ในที่สุด

สำหรับ 4 หลักที่กล่าวไปนั้น ต้องบอกเลยว่าไม่ยากเกินความสามารถเลย ถ้าเรามีความตั้งใจที่จะเริ่มตั้งเป้าวางแผนทางการเงิน ฝึกการสร้างวินัยทางการเงินของเราเอาไว้ เพื่อที่ว่าในอนาคตเราจะได้สามารถจัดสรรระเบียบทางการเงินได้ และมีเงินเก็บเงินออมไว้ใช้ในยามแก่อย่างแน่นอน