Now thing

กรงกรรม-ละครสอนชีวิต-แฝงข้อคิดให้ผู้ชมย้อนดูตัวเอง.jpg

“กรงกรรม” ละครดังที่ไม่ได้มีดีแค่ความบันเทิง แต่แฝงแง่คิดดี ๆ เกี่ยวกับการใช้ชีวิตแก่ผู้ชม เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ดังสุภาษิตไทยที่ว่า “ดูละครแล้วย้อนดูตัวเอง”

เดินทางมาถึงตอนสุดท้ายแล้ว สำหรับละครน้ำดีอย่าง “กรงกรรม” ที่นำเสนอเรื่องราวของตัวละครต่าง ๆ ที่ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นสถานที่หลัก ๆ ของเรื่องราวความเข้มข้นที่เกิดขึ้น ทั้งความขัดแย้งของแต่ละตัวละคร ความรัก ความรักยา ความแค้น ฯลฯ

จากบทประพันธ์ของจุฬามณี ผู้ซึ่งเคยประพันธ์บทละครดัง ๆ จนประสบความสำเร็จมาแล้ว อย่างละคร ชิงชัง หรือแม้แต่ สุดแค้นแสนรัก ที่สร้างความตรึงตราตรึงใจแก่ผู้ชมจนติดงอมแงมกันทั่วบ้านทั่วเมืองมาแล้ว มาถึงละครเรื่องนี้ กรงกรรม ที่เนื้อเรื่องไม่ได้ให้เพียงแค่ความบันเทิงแก่ผู้ชมเพียงแค่นั้น แต่ละครเรื่องนี้ยังแฝงข้อคิดหรือแง่คิดดี ๆ แก่ผู้ชม ให้ตระหนัก นึกคิด รู้ว่าสิ่งใดดี สิ่งใดควรกระทำ สิ่งใดไม่ควรทำ สามารถนำข้อคิดทั้งหมดปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย

“กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ก็เป็นหนึ่งในแฟนละครเรื่องนี้ จึงได้รวบรวมข้อคิดและแง่คิดดี ๆ จากละคร “กรงกรรม” ตั้งแต่ตอนแรกจนถึงตอนสุดท้าย บอกเลยว่า ต้องถูกใจแฟน ๆ ละครอย่างมาก

 

EP.1 บางทีเรื่องแย่ ๆ บางเรื่อง มันเป็นเพราะเรามีอคิไปเอง – หลักเซ้ง

 

EP.2 เวลาโกรธ อย่าไปด่าเขา เพราะเวลาผ่านไป ความโกรธหาย แต่สิ่งที่ด่าเขา ไม่หาย – อาซา

 

EP.3 จะทำอะไร ต้องทำด้วยใจและซื่อสัตย์ จะมีแต่กำไร ถึงกำไรจะไม่ใช่ตัวเงิน แต่ความสบายใจมีค่าอย่างนับไม่ได้ – เรณู

 

EP.4 บุญก็ยู่ส่วนบุญ บาปมันก็อยู่ส่วนบาป หักล้างกันไม่ได้ – หมอมี

 

EP.5 อะไรที่ทำให้พ่อแม่สบายใจที่สุด ต้องรีบทำ ก่อนที่จะไม่มีโอกาส – อาซา

 

EP.6 บางทีอาจเป็นเวรกรรมตั้งแต่ชาติไหนก็ไม่รู้ ถึงได้เกลียดชังกัน ตัดกรรมเสียเถิด จะได้ไม่ต้องต่อเวรต่อกรรมกันอีก – หลักเซ้ง

 

Ep.7 ถ้าคนเป็นนายไม่เคยลงมารับรู้หัวจิตหัวใจของลูกน้อง จะรู้ได้ยังไรว่างานนั้นยาก ง่าย หรือมีปัญหา – อาซา

 

Ep.8 เงินทองไม่มีวันหมด เพราะอยู่ในเหงื่อ แต่ไม่หยุดคิด หยุดทำงาน เงินก็ออกดอก ออกผล มาให้เราเก็บเกี่ยวทุกวัน – หลักเซ้ง

 

EP.9 ความดีจะเป็นทรัพย์สมบัติติดตัว ที่ใครเอาไปไม่ได้ – หลักเซ้ง

 

EP.10 ความโกรธ ความเกลียดชัง ไม่เคยทำให้ชีวิตใครดีขึ้น – อาซา

 

EP.11 สิ่งที่เราเห็น คิดว่าดีกลับมีแต่ตำหนิ คิดว่าแย่ กลับเป็นของแท้ ชีวิตมันมีแต่ภาพลวงตา เพราะมีอคติตัวเดียว – ย้อย

 

EP.12 ชีวิตคนเรามีเวลาแค่ 3 วัน วานนี้ วันนี้ พรุ่งนี้ วานนี้เราเอาเวลามาใช้หมดไปแล้ว วันนี้เรากำลังใช้เวลากันอยู่ พรุ่งนี้ไม่รู้ว่าเราจะมีโอกาสได้ใช้มันไหน เพราะฉะนั้นอย่างประมาทกับเวลา – หลักเซ้ง

 

EP.13 การให้ที่ดีที่สุด คือ การให้อภัย – อาซา

 

EP.14 ผ้าขาวที่เปื้อน ต่อให้เราซักจนไม่มีใครเห็นรอยเปื้อน แต่คนที่เคยรู้อยู่แก่ใจดีว่าเคยเปื้อน ก็คือตัวเราเอง – เรณู

 

EP.15 ใครหวังดี ใครเป็นเพื่อนแท้ ใครจริงใจ จะไรู้กันตอนลำบาก – อาซา

 

EP.16 กรรมชั่วไม่สามารถล้างให้ขาวสะอาดได้ แต่ช่วงชีวิตที่เหลืออยู่ พอจะหาความสุขได้จากการมุ่งหน้าทำความดี โดยไม่มีเงื่อนไข – หมอสมดี

 

EP.17 เงินอยู่รอบตัวเรา อยู่ที่เราจะลงแรงคว้ามา หรืออยู่เฉย ๆ ให้หลลุดมือไป – กมล

 

EP.18 ไม่มีใครรักและหวังดีอย่างบริสุทธิ์ใจ เท่ากับคนเป็นพ่อเป็นแม่ – แม่ย้อย

 

สำหรับข้อคิดทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นข้อคิดที่ถ่ายทอดจากตัวละครในเรื่อง ซึ่งช่วยสอนและเตือนสติให้กับผู้ชมละครเรื่องนี้ ดังนั้น ดูละครอย่าดูเพื่อความบันเทิงเพียงอย่างเดียว ควรได้สาระจากการดูละครไปด้วย ดังสุภาษิตไทยที่ว่า “ดูละครแล้วย้อนดูตัวเอง” และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


เอาตัวรอดอย่างมีสติและสตรอง-เมื่อเกิด-ไฟไหม้_cover.jpg

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของสถานการณ์ “ไฟไหม้” เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น โดยเฉพาะกับบ้านของตัวเอง เพราะนั่นหมายถึงสิ่งเลวร้ายที่จะนำมาสู่ความสูญเสียแถมยังลุกลามความเดือดร้อนไปยังบ้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สิน สิ่งมีค่า หรือแม้กระทั่งชีวิตของมนุษย์

ล่าสุด เหตุการณ์ไฟไหม้เพิ่งเกิดขึ้นไปไม่นาน เมื่อวันที่ 10 เมษายน ที่ผ่านมา กับเหตุการณ์ไฟไหม้โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ และบางกอก คอนเวนชัน เซ็นเตอร์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ เพลิงลุกลามบริเวณชั้น 8 ของอาคาร และกลุ่มควันจำนวนมากกระจายตัวไปบริเวณภายในส่วนของห้างสรรพสินค้าอีกด้วย เหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้เสียชีวิต 3 ราย และได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความแตกตื่นกับประชาชนอย่างมาก เพราะเหตุการ์ที่เกิดขึ้นแม้ว่าแต่ละอาคารจะมีการวางระบบป้องกันไฟไหม้แล้วก็ตาม แต่เราก็ไม่ควรประมาท หากใครมีโอกาสติดตามข่าวสารจากสื่อต่าง ๆ จะเห็นว่า ทุกครั้งที่เกิดเหตุไฟไหม้จนทำให้เกิดความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน มักจะเกิดเหตุในช่วงเวลากลางคืนหรือในอาคารสำนักงานใหญ่ ๆ

เหตุการณ์ไฟไหม้นั้น ไม่มีใครรู้หรอกว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่สิ่งที่เราควรมีเอาไว้ คือ สติ สำหรับแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้น “กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำข้อมูลจากกองปราบปราม เป็น “10 ขั้นตอนวิธีการเอาตัวรอด เมื่อเกิดเหตุไฟไหม้” มาฝากทุก ๆ คน เพื่อให้ศึกษาเป็นความรู้พื้นฐาน หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น จะได้รับมือได้อย่างถูกต้องและถูกวิธี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่พักอาศัยอยู่คอนโด อยู่บนอาคารสูง หรืออยู่ภายในอาคารต่าง ๆ

1. หากเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ภายในห้อง สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ มีสติ อย่าตื่นตะหนกเด็ดขาด

2. หากพบเหตุไฟไหม้ ให้ดึงหรือกดสัญญานแจ้งเหตุไฟไหม้ที่กล่องแดงข้างผนังทางเดินทันที แม้จะพบเพียงเล็กน้อยก็ตาม ก็ไม่ควรปล่อยปะละเลย

3. หากเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ในระยะเริ่มต้น พยายามดับเพลิงด้วยตนเองเบื้องต้นด้วยการใช้อุปกรณ์ดับเพลิงในอาคารให้ได้เร็วที่สุด อย่ามัวรอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ดับเพลิง

4. หากเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้แล้วไม่สามารถดับเพลิงได้ ให้รีบออกจากห้องและปิดประตูให้สนิท เพื่อชะลอการลุกลามของเพลิง จากนั้นให้รีบออกจากอาคารให้เร็วที่สุด

5. หากต้นเพลิงเกิดจากส่วนอื่นของอาคาร เมื่อทราบว่ามีเหตุเพลิงไหม้ ให้ตั้งสติ มองหาอุปกรณ์ส่องสว่าง เช่น ไฟฉาย โทรศัพท์มือถือ ที่จะช่วยให้สามารถออกจากความมืดภายในอาคารได้

6. หาผ้าชุบน้ำปิดปาก ปิดจมูก หรือหาผ้าห่มชุบน้ำแล้วห่มตัว เพื่อป้องกันการสูดควันไฟ และความร้อนจากเปลวไฟ

7. ก่อนเปิดประตูให้แตะหรือคลำลูกบิด หากพบว่ามีความร้อนจัด แสดงว่ามีเปลวเพลิงอยู่ด้านนอก อย่าตื่นตระหนกเปิดประตูทันที เพราะเปลวไฟอาจจะพุ่งเข้าหาตัวได้

8. ห้ามใช้ลิฟต์โดยเด็ดขาด เพราะหากติดอยู่ภายในลิฟต์ ก็มีโอกาสสูงมากที่จะเสียชีวิตจากควันไฟ ขอแนะนำให้ใช้บันไดหนีไฟ

9. หากติดอยู่ในกลุ่มควันไฟ ให้ก้มตัวลงต่ำและคลานไปกับพื้น เพราะออกซิเจนจะลอยอยู่ที่ต่ำ ควันไฟเป็นเหตุที่ทำให้คนส่วนใหญ่เสียชีวิตมากกว่าเปลวไฟถึง 3 เท่าตัว

10. กรณีที่ไม่สามารถออกจากห้องได้ เนื่องจากมีเปลวไฟอยู่บริเวณภายนอกห้อง ให้อยู่ภายในห้องพักและปิดประตู ใช้ผ้าชุบน้ำอุดบริเวณขอบบานประตู และให้ขอความช่วยเหลือที่บริเวณหน้าต่างหรือระเบียง

 

จำเอาไว้เลยว่า หากสามารถเอาตัวเองออกมาจากอาคารที่เกิดเหตุได้แล้ว แต่พบว่ายังมีคนยังติดอยู่ในอาคาร อย่ากลับเข้าไปโดยเด็ดขาด เพราะอาจจะเป็นอันตรายถึงขั้นชีวิตได้ ฉะนั้น ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเพื่อทำการช่วยเหลือแทน

สุดท้าย เหตุไฟไหม้เป็นเหตุการณ์ที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ฉะนั้น ขอย้ำและแนะนำให้ทุกคนรู้จักเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุไฟไหม้อยู่ตลอดเวลา เพราะเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น จะได้รับมือกับเหตุการณ์นั้นได้อย่างปลอดภัย และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


รับมือหน้าร้อนอย่างไรให้สตรอง_web.jpg

ช่วงนี้เป็นช่วงฤดูร้อน หลายพื้นที่ในประเทศไทยต้องประสบกับปัญหาความร้อน ที่ปีนี้ไม่ใช่แค่ร้อนธรรมดา แต่ว่า “ร้อนถึงร้อนที่สุด” แบบว่าแค่ออกจากบ้านเหงื่อก็ไหลแล้ว ขณะเดียวกันบางพื้นที่ก็เริ่มประสบปัญหาภัยแล้งแล้ว

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยา ที่รายงานว่า หลายพื้นที่ของประเทศไทยจะมีอากาศร้อนจนถึงร้อนจัด และมีอุณภูมิเฉลี่ยสูงสุดตลอดทั้งฤดูร้อนอยู่ที่ 41-42 องศาเซลเซียส มีอากาศร้อนจัดบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง เมื่อประเทศไทยอยู่หน้าร้อนแบบนี้ ทำให้ใครหลาย ๆ คนต้องเผชิญกับอากาศที่ร้อนจัด บางคนถึงขั้นล้มป่วยเลยก็มี เพราะร่างกายสู้กับหน้าร้อนไม่ไหว หากไม่ได้รับการรักษาแบบทันท่วงที ร่างกายก็จะเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน ปวดหัว และอาจถึงขั้นร้ายแรงถึงขนาดเสียชีวิตเลยก็ได้

ดังนั้น มนุษย์ต้องพยายามหาวิธีต่าง ๆ ที่จะสามารถใช้ชีวิตในช่วงหน้าร้อนนี้ได้ มีวิธีใดบ้างที่จะสามารถใช้ชีวิตในช่วงหน้าร้อนอย่างสตรองได้ “กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมวิธีรับมือช่วงหน้าร้อนมาให้แล้ว

 

1. เปิดแอร์-พัดลม : หากอยู่ที่บ้าน สามารถเปิดพัดลมเบอร์แรง ๆ หรือเปิดเครื่องปรับอากาศในอุณหภูมิที่พอดี เพื่อคลายร้อนได้

 

2. พกร่ม-ทาครีมกันแดดทุกครั้งเมื่อออกจากบ้าน : เมื่อต้องออกไปทำกิจกรรมนอกสถานที่ อย่าลืมพกร่มไว้สำหรับป้องกันแดด หรือพกแว่นกันแดดไปด้วยก็จะดี นอกจากนี้ หากกลัวผิวคล้ำเสีย ก็ทาโลชั่นกันแดดที่มีค่า SPF 15 ขึ้นไปก่อนออกแดด อย่างน้อย 30 นาที เพื่อช่วยป้องกันผิวเสียได้

 

3. ดื่มน้ำเยอะๆ : ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้วหรือประมาณวันละ 2 ลิตร และไม่ควรรับประทานน้ำแข็งหรือน้ำเย็นจัด เนื่องจากขณะที่ร่างกายมีอุณหภูมิสูงมาก หากรับประทานน้ำเย็นเข้าไป จะทำให้ร่างกายปรับสภาพไม่ทัน ทำให้เกิดอาการจุก แน่นหน้าอกได้

 

4. อาบน้ำคลายร้อน : หากร้อนจนถึงขั้นร้อนมาก ๆ แล้วไม่สามารถทนความร้อนต่อไปได้ หากอยู่ที่บ้านก็อาบน้ำเพื่อคลายร้อน โดยน้ำที่ใช้อาบไม่ควรเป็นน้ำเย็นจัดหรือน้ำร้อนจัด เพื่อป้องกันการช็อค เนื่องจากร่างกายปรับสภาพไม่ทัน ฉะนั้น ควรใช้เป็นน้ำที่มีอุณหภูมิปกติจะดีกว่า

 

5. เลือกสถานที่เย็นๆ คลายร้อน : ห้างสรรพสินค้า ร้านกาแฟ เป็นสถานที่หลัก ๆ ที่ใครหลาย ๆ คนจะเดินทางไป เพื่อหาสถานที่คลายร้อน มีแอร์เย็นสบาย ที่ร้านค้ามากมายให้เดินเข้าไปช็อป ชิม ชิลล์ ได้อีกด้วย

 

6. พักผ่อนให้เพียงพอ : ในแต่ละวันมนุษย์จะต้องนอนหลับพักผ่อนร่างกายอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง การนอนช่วงลดอุณหภูมิในร่างกายได้ ฉะนั้น การนอนช่วยให้ร่างกายมีสุขภาพดี พร้อมรับสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวได้อย่างเต็มที่

 

7. สวมเสื้อผ้าที่เนื้อผ้าบาง ๆ : ควรสวมเครื่องแต่งกายที่มีเนื้อผ้าบาง ๆ ไม่หนามาก และสวมเสื้อโทนสีสว่าง ๆ หลีกเลี่ยงการสวมเครื่องแต่งกายที่มีเนื้อผ้าหนา ๆ อย่างเช่น เสื้อกันหนาว สูท เสื้อโควท์ เป็นต้น

 

8. หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ : ช่วงหน้าร้อนแบบนี้ ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะในช่วงกลางวัน เพราะเมื่อดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปแล้วจะทำให้อุณหภูมิในร่างกายค่อย ๆ สูงขึ้น เหมือนร่างกายตนเองมีความร้อนขึ้นมา แล้วยิ่งประกอบกับสภาพอากาศที่ร้อนระอุขนาดนี้ อาจเป็นอันตรายต่อร่างกาย บางรายถึงขั้นเสียชีวิตได้

 

สุดท้าย หน้าร้อนแบบนี้ เราต้องปรับตัวเพื่อให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสบายใหมากที่สุด ลดการเจ็บไข้ได้ป่วยจากสภาพอากาศแบบนี้ อดทนอีกนิดนึง เพราะอีกไม่กี่เดือนเราก็จะเข้าสู่ช่วงฤดูฝนแล้ว และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


การุณยฆาต-อีกหนึ่งทางเลือกของมนุษย์ที่ต้องการ-ตายอย่างสงบ_webweb.jpg

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ “การุณยฆาต” การตัดสินใจครั้งสำคัญของชีวิตที่ต้องเลือกระหว่างการอยู่หรือจากไปอย่างสงบสุข เพื่อให้หลุดพ้นความทุกข์ทรมาน เรื่องนี้มาพร้อมกับข้อถกเถียงต่างๆ มากมาย ทั้งเรื่องข้อกฎหมายและศีลธรรม มีหลายคนที่ป่วยเข้ารับการรักษาจนแพทย์ไม่สามารถรักษาต่อได้ กระทั่งตัดสินใจขอการุณยฆาต อย่างล่าสุด หนุ่มไทยที่ป่วยเนื้องอกในสมอง ตัดสินใจเข้ารับการการุณยฆาตที่สวิตเซอร์แลนด์ เพราะไม่ต้องการยื้อชีวิตที่แสนทรมานอีกต่อไป อีกทั้งไม่อยากให้ครอบครัวเดือดร้อนเพราะตนเองอีกต่อไป

จึงเป็นที่พูดถึงกันว่า “การุณยฆาต” ทำไมถึงมีแค่ในบางประเทศเท่านั้น ประเทศไทยทำไมถึงไม่มี แล้วการการุณยฆาตต่างอะไรจากการฆ่าตัวตายหรือไม่ “กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะพาไปทำความรู้ถึงที่มาที่ไปของ “การุณยฆาต” กัน

 

ทำความรู้จักกับ “การุณยฆาต”

“การุณยฆาต” มีรากศัพท์มาจากคำว่า euthanasia ซึ่งมีความหมายคือ การทำให้บุคคลหรือสิ่งมีชีวิตตายอย่างสงบ โดยไม่มีวิธีการที่รุนแรง ทุกข์ทรมาน หรือแสนสาหัส ทั้งนี้ เพื่อระงับความเจ็บปวดอย่างสาหัสของบุคคลนั้น หรือในกรณีที่บุคคลนั้นป่วยเป็นโรคอันไร้หนทางเยียวยา เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถตัดสินใจจากไปอย่างสงบอย่างมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

“การุณยฆาต” แตกต่างจากการ “ฆ่าตัวตาย” ตรงที่ “การุณยฆาต” เป็นการตัดสินใจของผู้ป่วยอย่างมีสติ ต้องได้รับการประเมินอาการของคนไข้จากทั้งแพทย์และจิตแพทย์ว่าโรคร้ายนี้ไม่มีทางรักษา และไม่ควรยื้อชีวิตคนไข้ต่อไปอีก เพื่อให้รับความทุกข์ทรมานต่อไปอีก ส่วนการ “ฆ่าตัวตาย” เกิดจากความคิดเชิงลบชั่วขณะที่มีอาการเครียดจัดจนไม่อยากมีชีวิตอยู่ และทรมานร่างกายด้วยวิธีการต่างๆ อย่างโหดร้าย นอกจากนี้ อาการป่วยโรคซึมเศร้าแบบรุนแรงก็ส่งผลทำให้สารสื่อประสาทในสมองแปรปรวนจนคิดสั้นฆ่าตัวตายได้ ทั้งที่ความจริงไม่ได้อยากตายแต่อย่างใด

 

“การุณยฆาต” ใช้ในกรณีใดบ้าง

การุณยฆาต ใช้สำหรับผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาและทางการแพทย์ประเมินผลว่าไม่สามารถรักษาให้หายขาดต่อได้ ผู้ป่วยจึงต้องการจบชีวิตลงอย่างสงบ เพื่อที่จะได้ไม่อยู่อย่างทรมานอีกต่อไป ปัจจุบันการการุณฆาตมี 2 รูปแบบ ได้แก่ 1. Active Euthanasia คือ การเตรียมเครื่องมือฉีดยาให้คนไข้จากไปอย่างสงบด้วยตัวเอง หรืออาจจะมีคนช่วยเหลือ ซึ่งยังไม่เป็นที่ถูกกฎหมายในหลายประเทศ และ 2. Passive Euthanasia คือ การหยุดรักษาตามความต้องการของญาติหรือผู้ป่วย และปล่อยให้ผู้ป่วยค่อย ๆ จากไปอย่างสงบ

 

ประเทศใดบ้างที่อนุญาติใช้ “การุณยฆาต”

เหตุผลสนับสนุนของการการุณยฆาตคือ ทุกคนมีสิทธิ์และทางเลือกที่จะตัดสินใจชะตากรรมในชีวิตของตัวเอง เป็นการช่วยให้ผู้ป่วยหลุดพ้นจากทุกข์ได้ และไม่ต้องเป็นภาระของผู้อื่นรวมถึงคนรอบข้าง ปัจจุบัน ประเทศที่อนุญาตให้มีการการุณยฆาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มี 10 ประเทศ ได้แก่

เนเธอร์แลนด์ : มีการประกาศใช้การุณยฆาตครั้งแรกในปี 2545 ถือเป็นประเทศแรกในโลกที่มีการทำการุณยฆาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยอนุญาตให้มีการทำการุณฆาตเฉพาะผู้ป่วยที่มีอายุ 12 ปีขึ้นไป ป่วยระยะสุดท้ายที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการป่วย และผู้ป่วยต้องมีสติสัมปชัญญะในการขอร้องแพทย์ให้มีการทำการุณยฆาต

เบลเยียม : ประกาศใช้การุณยฆาตอย่างถูกกฎหมายตั้งแต่เดือนกันยายน 2545 กฎหมายระบุว่า การทำการุณฆาตต้องกระทำโดยวิธีผู้ป่วยกระทำด้วยตัวเองเท่านั้น และต้องได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์และผู้เชี่ยวชาญตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเพื่อหาวิธีที่ดีที่สุดในการยุติชีวิตของผู้ป่วย

สวิตเซอร์แลนด์ : เป็นประเทศที่มีผู้ป่วยต่างประเทศเดินทางเข้ารับการทำารุณยฆาตเป็นจำนวนมาก เพราะมีกฎหมายอนุญาตให้ผู้ป่วยยุติชีวิตด้วยวิธีแบบเชิงรุก ตั้งแต่ปี 2485 มีสถาบันด้านการทำการุณยฆาตสำหรับผู้ป่วยต่างชาติ คือ Dignitas Suicide Clinic ซึ่งเป็นสถาบันแห่งเดียวในโลกที่มีการทำการุณยฆาต มีบุคคลสำคัญหลายคนตัดสินใจเดินทางมาจบชีวิต ณ ที่แห่งนี้

ออสเตรเลีย : ในอดีตเคยมีการประกาศกฎหมาย Rights of the Terminally Ill Act 1995 และมีผลบังคับใช้ในเมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2539 ในรัฐนอร์เทิร์น เทร์ริทอรี แต่ต่อมาก็ถูกยกเลิก ล่าสุดเมื่อปลายปี 2560 ประเทศออสเตรเลียเพิ่งมีประกาศใช้กฎหมายภายในรัฐวิกตอเรีย Voluntary Assisted Dying Act 2017 จะมีผลบังคับใช้ในเดือน มิ.ย.นี้ โดยอนุญาตให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่คาดว่าจะเสียชีวิตภายใน 6 เดือนเท่านั้น นายเดวิด กู๊ดดอล ซึ่งเป็นพลเมืองของออสเตรเลียจึงตัดสินใจเดินทางไปจบชีวิตอย่างสงบที่สวิตเซอร์แลนด์

แคนาดา : จัสติน พีเอร์ เจมส์ ทรูโด นายกรัฐมนตรีของแคนาดา ผลักดันร่างกฎหมายการุณยฆาต โดยอนุญาตให้เฉพาะผู้ป่วยระยะสุดท้ายและไม่มีอาการป่วยทางจิตเท่านั้น ซึ่งผู้ป่วยที่ประสงค์จะต้องเขียนคำร้องอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมพยาน 2 คน ทั้งนี้ เพื่อป้องกันชาวต่างชาติที่ต้องการเดินทางมาทำการุณยฆาตในประเทศ

โคลอมเบีย : ศาลรัฐธรรมนูญโคลอมเบียประกาศใช้กฎหมายอนุญาตการทำการุณยฆาตเมื่อปี 2553 อนุญาตเฉพาะผู้ป่วยในกลุ่มโรคเอดส์ ไตวายล้มเหลวจากมะเร็งตับ และภาวะของโรคที่ทำให้ผู้ป่วยทรมาน โดยจำกัดความว่าเป็นผู้ป่วยหนัก ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวไม่อนุญาตในกลุ่มโรคความเสื่อม โรคอัลไซเมอร์ และโรคพาร์กินสัน ทำการุณยฆาต

สหรัฐอเมริกา : เพิ่งประกาศใช้เมื่อปี 2559 มีการประกาศใช้ใน 5 รัฐ เท่านั้น ได้แก่ รัฐโอเรกอน รัฐวอชิงตัน รัฐมอนตานา รัฐนิวเม็กซิโก รัฐเวอร์มอนต์ และรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยมีการการุณยฆาตในรูปแบบเชิงรับ (Passive Euthanasia) อนุญาตให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่คาดว่าจะมีชีวิตไม่เกิน 6 เดือน ได้จบชีวิตด้วยตนเอง ภายได้การช่วยเหลือจากทีมแพทย์ในการเตรียมยาและอุปกรณ์ให้

เยอรมนี : มีกฎหมายคล้ายคลึงกับสวิตเซอร์แลนด์ อนุญาตให้ผู้ป่วยการุณยฆาตในการยุติชีวิตด้วยตัวเองเท่านั้น แต่การทำการุณยฆาตโดยมีทีมช่วยเหลือยังเป็นสิ่งผิดกฎหมาย

ญี่ปุ่น : มีกฎหมายการุณยฆาต ทั้งเชิงรุก (Active Euthanasia) และเชิงรับ (Passive Euthanasia) อนุญาตเฉพาะผู้ป่วยระยะสุดท้ายเท่านั้น และต้องได้รับการจากครอบครัวและยืนยันจากแพทย์ว่าไม่มีวิธีรักษา

อินเดีย : ศาลฎีกาแห่งอินเดียอนุมัติกฎหมายการการุณยฆาตในเชิงรับ (Passive Euthanasia) ในปี พ. ศ. 2554 อนุญาตให้ทีมแพทย์ยุติการรักษาแก่ผู้ป่วยผู้ป่วยระยะสุดท้ายเท่านั้น ส่วนวิธีแบบเชิงรุก(Active Euthanasia) ยังผิดกฏหมายในอินเดีย

 

แล้วทำไมในไทยถึงยังไม่มี “การุณยฆาต”

ขณะที่ประเทศไทย การการุณยฆาตในรูปแบบ Active Euthanasia หรือ การช่วยให้ผู้ป่วยตายอย่างสงบ ยังไม่ได้รับอนุญาตหรืออนุมัติร่างตามกฎหมาย มีเพียงแบบ Passive Euthanasia คือการปล่อยให้ผู้ป่วยตายอย่างสงบ โดยแพทย์จะยกเลิกหรือไม่สั่งการรักษาที่จะยืดชีวิตผู้ป่วยต่อไป แล้วปล่อยให้ผู้ป่วยจากไปอย่างสงบ โดยไม่อนุญาตให้ใช้การฉีดสารเร่งให้ผู้ป่วยเสียชีวิต ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา

ตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12 ระบุว่า “บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุข ที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้ เมื่อผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขได้ปฏิบัติตามเจตนา ของบุคคลตามวรรคหนึ่งแล้ว มิให้ถือว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดและให้พ้นจากความรับผิดทั้งปวง” อธิบายคือ เป็นการแสดงเจตนาของบุคคลเพื่อที่จะกำหนดวิธีการดูแลรักษาของผู้ป่วยในวาระสุดท้ายของชีวิต เป็นการรับรองสิทธิของผู้ป่วยที่จะตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองที่จะขอตายอย่างสงบตามธรรมชาติ ไม่ถูกเหนี่ยวรั้งด้วยเครื่องมือต่างๆ จากเทคโนโลยี

จึงทำให้การการุณยฆาตในประเทศไทย เป็นการแสดงความประสงค์ที่จะไม่รับการรักษาต่ออีกต่อไป คณะแพทย์จึงทำได้มากสุดคือการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง ร่วมมือกันระหว่างแพทย์ ผู้ป่วย และญาติ เพื่อให้วาระสุดท้ายในชีวิตของผู้ป่วยสิ้นสุดลงด้วยดี

 

สุดท้าย การุณยฆาตไม่ได้เป็นการฆ่าตัวตาย แต่ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลที่อยู่ในภาวะของผู้ป่วยและไม่สามารถทำการรักษาต่อได้ว่าจะตัดสินใจอย่างไรดี อยากที่จะมีชีวิตต่อไปเพื่อความสุขของคนรอบข้าง หรือจะจากไปเพื่อไม่ให้เป็นภาระของคนรอบข้าง? และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


Androgynous-ฉีกทุกกฎเกณฑ์แฟชั่น-แบบไร้ข้อจำกัดทางเพศ.jpg

ยุคสมัยนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่าคนเราให้ความสนใจเรื่องของการแต่งกายอย่างมาก ล่าสุดมีเทรนด์การแต่งกายใหม่ ด้วยการเลือกเอาเสื้อผ้าทุกประเภท ทุกรูปแบบมาผสมผสานกัน โดยไม่มีการแบ่งแยกว่า “จะเป็นเพศหญิงหรือเพศชาย”

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของเทรนด์การแต่งกายที่เรียกว่า Androgynous (แอน-ดรอส-เจอ-นิส) หรือ การแต่งกายสลับกับเพศสภาพ ซึ่งการแต่งกายแบบนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในโลกแฟชั่น แต่เป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมานาน ตั้งแต่ในอดีต เราจะเห็นกันบ่อยๆ ก็ตามสื่อโทรทัศน์ ที่มีดารานักแสดงตลกแต่งกายจากชายเป็นหญิง และจากหญิงเป็นชาย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความบันเทิงให้แก่ผู้รับสาร แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง เวลาที่เราเห็นใครแต่งกายไม่ตรงกับเพศสภาพก็จะมองพร้อมตั้งคำถาม “เป็นตุ๊ด เป็นกะเทย เป็นทอม” ใช่ไหม? ใครที่โดนคำถามนี้เข้าไปอาจจะรู้สึกไม่โอเคกับคำถามดังกล่าวเล็กน้อย

ภาพจาก stevenkentartist.co.uk
ภาพจาก Dalziel Magazine

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แต่ตอนนี้ การลุกขึ้นมาหยิบเครื่องแต่งกายของอีกเพศมาสวมใส่อาจจะไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป เพราะเทรนด์ Androgynous ในโลกแฟชั่น กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากและเปรียบเสมือนสัญญะของโลกในอุดมคติแบบเสรีประชาธิปไตยในตอนนี้ มีคนดังหลายคนอย่าง Sarah Bernhardt นักแสดงชื่อดังชาวฝรั่งเศส ที่สวมชุดสูทและกางเกงสั่งตัด พร้อมรับบทบาทสำคัญผ่านตัวละครในเรื่อง Hamlet ในปี พ.ศ.2532 จนสร้างความฮือฮาไปทั่วปารีส ไม่เพียงแค่นั้น ทางด้านของ Yves Saint Laurent นักออกแบบหัวสมัยใหม่แห่งทศวรรษที่ 1960 ออกแบบชุด Le Smoking ชุดทักซีโด้สำหรับสุภาพสตรี ซึ่งถือเป็นการก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่างเพศโดยใช้เครื่องแต่งกายในการปลดแอก

ภาพจากอินสตาแกรม @jamyjamess

และที่เป็นกระแสฮือฮาในกลุ่มคนรุ่นใหม่ คงหนีไม่พ้น นักแสดงหนุ่มวัยรุ่นชื่อดังอย่าง “เจมส์ ธีรดนย์” ที่ลุกขึ้นมาหยิบเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายของผู้หญิงมาสวมใส่ โดยมองว่าไม่จำเป็นต้องใส่ของผู้ชายตลอด การที่เราหยิบของผู้หญิงมามิกซ์ได้ทำให้เขามีความสุข โดยไม่ขอแคร์สายตาคนรอบข้างที่มองว่า “เบี่ยงเบนทางเพศ” หรือไม่?

ขอขอบคุณภาพจาก getty Images

และล่าสุด นักร้องและนักแสดงฮอลลีวู้ดชื่อดัง อย่าง Billy Porter ที่สวมชุดทักซิโด้สีดำ ติดโบว์ พร้อมกระโปรงสุ่มกำมะหยี่สีดำ มาร่วมงานประกาศรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 91 บอกเลยว่าเรียกเสียงฮือฮาให้กับคนในงานเป็นอย่างมาก โดย Billy มองว่า ต้องการที่จะเล่นสนุกกับความเป็นสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีในคราวเดียวกัน และเมื่อมันได้มาอยู่บนตัวของผมเองแล้วนั้น มันช่างเป็นเรื่องที่น่าสนใจเกินกว่าที่ใครจะปฏิเสธได้ลง

สำหรับเทรนด์  Androgynous ถูกจับตามองเป็นพิเศษว่ามีส่วนสร้างความเท่าเทียมและเพิ่มความหลากหลายในโลกแฟชั่นอย่างมาก ส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้ความงามถูกจำกัดอยู่กับแค่หนุ่มสาวฝรั่งผิวขาวผอมสูงเท่านั้น แต่บุคคลในรูปลักษณ์อื่นๆ ก็สามารถมีความงามได้เช่นกัน

นักวิชาการหลายท่านมีความเห็นในเรื่องนี้ว่า ความเป็นหญิงและชายถูกกำหนดขอบเขตในการแสดงออกทางเพศตรงกับบรรทัดฐานของสังคมและกรอบของเพศอย่างชัดเจนนั้น ส่งผลพัวพันกับความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างของอำนาจการปกครองที่ซ่อนเร้น กล่าวคือ สังคมลักษณะนี้มักชูให้เพศสภาพหนึ่งอยู่เหนือเพศสภาพหนึ่งเสมอ เช่น ผู้ชายถูกยกและเทิดทูนมากกว่าผู้หญิง ดังนั้น การแสดงออกไม่ตรงตามเพศสภาพด้วยการแต่งกายสลับขั้วไปมา จากผู้ชายที่สวมกางเกงก็เปลี่ยนมาสวมกระโปรง ส่วนผู้หญิงที่สวมกระโปรงก็เปลี่ยนมาสวมกางเกงขากระบอกแบบผู้ชาย นั่นจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างบรรทัดฐานใหม่ของระเบียบโครงสร้างของสังคมที่มีอยู่เดิม

เทรนด์  Androgynous  หรือการแต่งกายไม่ตรงตามเพศสภาพ ถามว่ามีความผิดร้ายแรงหรือไม่? ความจริงแล้วไม่ได้มีความผิดถึงขั้นร้ายแรงอะไร เพียงแต่เทรนด์ดังกล่าวยังไม่ได้รับความนิยมแบบที่คนทั้งโลกลุกขึ้นมาทำกัน แต่เป็นแค่เพียงคนกลุ่มหนึ่งที่สนใจเรื่องแฟชั่นและเครื่องแต่งกาย มีความคิดสร้างสรรค์ ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ศตวรรษก่อนหน้า ที่ฝรั่งเศสมีกฎหมายห้ามผู้หญิงแต่งตัวเหมือนผู้ชายเดินไปมาในที่ธารกำนัล ซึ่งถือว่าผิดกฎหมายอย่างมาก

สุดท้าย เสื้อผ้าก็เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่เทรนด์  Androgynous หยิบยกมาใช้เพื่อขับเคลื่อนสังคมให้ก้าวไปข้างหน้าจนถึงจุดที่มนุษย์ทุกคนมีความเท่าเทียม มีความสุขจากการได้รับเกียรติ และการยอมรับจากสังคม เพราะสิ่งที่บ่งบอกตัวตนถึงความเป็นหญิงหรือชาย จะดีหรือจะร้าย อยู่ที่เจตนาและการกระทำ มิใช่เพียงแค่การสังเกตผืนผ้าไม่กี่เมตรที่ตัดเย็บสำหรับห่อหุ้มร่างกายเพียงเท่านั้น และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


ยาเสพติดชนิดใหม่-_Socail-media_.jpg

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวงานวิจัยที่ระบุว่า ผู้คนที่ใช้โซเชียลมีเดียมากๆ มีค่าไม่ต่างจากการติดยาเสพติด เนื่องจากมีแนวโน้มตัดสินใจทำอะไรที่เสี่ยงอันตราย ไม่สามารถเรียนรู้ความผิดพลาดของตัวเองได้ และยังคงทำสิ่งที่ผิดๆ อยู่ต่อไป

ทุกวันนี้คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามนุษย์ติดโซเชียลมีเดียมากประหนึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว จนตอนนี้โซเชียลมีเดียเข้ามามีอิทธิพลในชีวิตตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้า จนถึงก่อนนอนตอนดึก จากสถิติการใช้งานโซเชียลมีเดีย พบว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการใช้งานโซเชียลมีเดียสูงติดอันดับต้นๆ ของโลก โดยเฟซบุ๊กเป็นแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมมากที่สุด มีผู้ใช้งานกว่า 47 ล้านราย ติดอันดับ 9 ของโลก รองลงมาคืออินสตาแกรมมีผู้ใช้งาน 11 ล้านราย และทวิตเตอร์มีผู้ใช้งาน 9 ล้านราย ตามลำดับ

ปัจจัยที่ทำให้โซเชียลมีเดียได้รับความนิยมในประเทศไทยอย่างมาก มีด้วยกันหลายปัจจัย อย่างเช่น ประเทศไทยมีการสื่อสารผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และสามารถตอบโจทย์รูปแบบการใช้ชีวิตของคนไทย จนทำให้โซเชียลมีเดียกลายเป็นช่องทางการติดต่อสื่อสารที่ให้คนที่อยู่ห่างไกลกันสามารถติดต่อกันได้ทุกที่ ทุกเวลา จนทำให้ภาคธุรกิจเข้าร่วมสงครามโซเชียลมีเดียอย่างระบบ E-Commerce อีกทั้งยังปรับตัวให้สื่อโซเชียลมีเดียเป็นแพลตฟอร์มการสื่อสารการตลาดและการขาย เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นคนรุ่นใหม่มากขึ้น เนื่องจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ติดโซเชียลมีเดียเป็นอย่างมาก

เมื่อผู้คนมีโซเชียลมีเดียเป็นปัจจัยหนึ่งของการดำเนินชีวิต ในแต่ละวันต้องเลื่อนดูไทม์ไลน์เพื่อติดตามข่าวสาร ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ความบันเทิง อัพเดทชีวิตประจำวัน รวมไปถึงความเคลื่อนไหวของเพื่อนสนิทที่ใช้โซเชียลมีเดีย จนกลายเป็นว่าผู้คนใช้โซเชียลมีเดียมากจนเกินไป และสื่อช่องทางนี้ก็กลายเป็นแหล่งรวมของมิจฉาชีพอีกช่องทางหนึ่ง เนื่องจากผู้คนที่ใช้สื่อชนิดนี้ มักไม่ระมัดระวังตัวเท่าที่ควร เปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณด้วยควมรู้เท่าไม่ถึงการ

มีผลงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยรัฐมิชิแกนและมหาวิทยาลัยโมนาชในประเทศออสเตรเลีย ระบุว่า ผู้คนที่ใช้โซเชียลมีเดียมากๆ จะมีแนวโน้มที่จะตัดสินใจทำอะไรที่เสี่ยงอันตรายแบบที่พบเห็นกันในผู้ที่ติดยาเสพติด เนื่องจากผู้ที่ติดยาเสพติดมักจะมีปัญหาในเรื่องของการตัดสินใจที่ผิดพลาด บางครั้งไม่สามารถเรียนรู้ความผิดพลาดของตัวเองได้ และยังคงทำสิ่งที่ผิดๆ อยู่ต่อไป

 

ติดโซเชียลฯ มาก เสี่ยงโรคร้าย

การติดโซเชียลมีเดียมากๆ นอกจากจะส่งผลกระทบต่อปัญหาการตัดสินใจที่สุ่มเสี่ยงแล้ว ยังส่งผลทำให้เสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้อีกด้วย อาทิ

1. โรคซึมเศร้าจากเฟซบุ๊ก : การใช้เฟซบุ๊กมากเกินไปอาจจะเป็นการบั่นทอนความพึงพอใจในการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะอาการซึมเศร้าได้เมื่อเห็นโพสต์ของคนอื่นที่โพสต์สเตตัสหรืออวดรูปภาพการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เช่น ไปเที่ยว หรือการ Cyberbully เป็นต้น

2. โรคละเมอแชท : เป็นอาการติดการส่ง Message เป็นประจำ เมื่อมีสัญญาณเตือน Message เข้ามาในเวลานอน ทำให้เกิดการตอบสนองโดยอัตโนมัติ ลุกขึ้นมาทั้งๆ ที่กึ่งหลับกึ่งตื่นไปตอบ Message นั้น ซึ่งบางครั้งก็ไม่รู้ตัวว่าตัวเองเขียนอะไรไปบ้าง ทำให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ พักผ่อนไม่เพียงพอ ส่งผลต่อโรคซึมเศร้าในที่สุด

3. โรควุ้นในตาเสื่อม : การใช้เฟซบุ๊กผ่านช่องทางคอมพิวเตอร์นหรือสมาร์ทโฟนเป็นเวลานานๆ ทำให้ดวงตาของเราไม่ได้พัก ส่งผลเสียทำให้วุ้นในตาเสื่อมได้ มีอาการเห็นภาพเป็นคราบดำๆ คล้ายกับหยากไย่ มีอาการปวดตา

4. โรคสมาร์ทโฟนเฟซ : เกิดจากการใช้สายตามองหน้าจอเป็นเวลานานๆ ทำให้เกิดการเกร็งบริเวณคอเเละเพิ่มเเรงกดดันบริเวณเเก้ม อาการนี้จะเห็นได้ชัดเมื่อถ่ายภาพตัวเอง จะเห็นการหย่อยคล้อยบนใบหน้าของตัวเอง

5. โรคโนโมโฟเบีย หรือ โรคกลัวไม่มีมือถือใช้ : โรคนี้เป็นโรคจิตเวชประเภชหนึ่ง เกิดกับคนที่ติดมือถือมากๆ ว่างเมื่อไหร่ต้องหยิบสมาร์ทโฟนมาเช็คว่ามีคนเข้ามากดไลท์หรือคอมเมนท์หรือไม่ หมั่นโพสต์ข้อความ/ภาพอยู่บ่อยๆ ถือเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเรามีเปอร์เซ็นจะเป็นโรคโนโมโฟเบียได้

 

เปลี่ยนพฤติกรรมติดโซเชียลฯ

หากรู้ตัวว่าอยู่ในเกณฑ์เข้าข่ายติดโซเชียลมีเดียมากจนเกินไป แล้วอยากจะลด ละ เลิก พฤติกรรมการเสพติดโวเชียลมีเดียแบบบ้าคลั่ง ลองใช้วิธีนี้ดู

1. จำกัดเวลาใช้งานว่า ใน 1 วันจะใช้งานโซเชียลมีเดียวันละกี่ชั่วโมง ค่อยๆ ลดลงมาตามความเหมาะสม

2. หากิจกรรมหรืองานอดิเรกใหม่ๆ ทำ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของตัวเอง เช่น ไปออกกำลังกาย อ่านหนังสือ ฯลฯ อาจช่วยให้คุณเพลิดเพลินจนลืมท่องโซเชียลฯ ไปเลยก็ได้

3. อย่าจดจ่อกับโซเชียลมีเดียมากนัก ประมาณว่า หลังโพสต์ข้อความหรือรูปไปแล้ว ก็ต้องเฝ้าตลอดว่าจะมีใครมากดไลท์หรือคอมเมนท์ ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีผลอะไรกับชีวิตตัวเราเอง

 

สุดท้าย โซเชียลมีเดียเปรียบเสมือนดาบสองคมที่มีประโยชน์และมีโทษควบคู่กันไป หากรู้จักใช้อย่างถูกต้องและถูกวิธีก็จะเป็นประโยชน์ แต่หากนำไปใช้ในทางที่ผิดมันก็จะกลายเป็นโทษที่จะเดือดร้อนทั้งตัวเราเองและคนรอบข้าง จำไว้เสมอว่าโซเชียลมีเดียควรใช้งานอย่างมีสติ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของโลกไซเบอร์

 

และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


ถอดรหัส.jpg

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของนักวิจัยของเนเธอร์แลนด์ค้นพบว่า ยีน (gene) มีส่วนที่ทำให้มนุษย์มีอายุยืนยาวได้ โดยคนที่มีญาติอายุยืนยาวมาก จะมีโอกาสอายุยืนยาวตามไปด้วย

เชื่อว่าหลายคนอยากมีอายุยืนยาวอยู่บนโลกใบนี้ไปตลอดกาล จริงๆ แล้วการที่คนเราจะมีอายุยืนได้นั้นมีปัจจัยหลายอย่าง อาทิ การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกาย การดูแลสุขภาพ การสร้างการใช้ชีวิตให้มีความสุข ฯลฯ

ล่าสุด มีงานวิจัยของนักวิจัยด้านระบาดวิทยาเชิงโมเลกุล หาวิทยาลัยไลเดน เนเธอร์แลนด์ ออกมาระบุว่า ยีน (gene) ที่ถ่ายทอดกันจากรุ่นสู่รุ่น มีส่วนทำให้ชีวิตของมนุษย์มีอายุยืนยาวได้ ซึ่งนักวิจัยได้ใช้ฐานข้อมูลจากมหาวิทยาลัยยูทาห์ของสหรัฐฯ และในจังหวัดเซลันด์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเนเธอร์แลนด์ วิเคราะห์การลำดับวงศ์ตระกูลของประชากรเกือบ 315,000 ราย จากกว่า 20,000 ครอบครัว โดยสืบย้อนหลังไปถึงปี พ.ศ.2283 ซึ่งพบว่า คนที่มีญาติอายุยืนยาวมาก จะมีโอกาสอายุยืนยาวตามไปด้วย เนื่องจากการที่มีสมาชิกในครอบครัวที่มีอายุยืนยาว สามารถถ่ายทอดยีนอายุยืนให้กับลูกหลานได้ แม้ว่าจะมีปัจจัยภายนอกเข้ามาขัดขวางการมีชีวิตอยู่รอด

ทั้งนี้ นักวิจัยระบุว่า การค้นพบยีนอายุยืนดังกล่าวเป็นสิ่งยากจะระบุได้ ทำให้การวิจัยครั้งนี้ต้องเข้มงวดในการเฟ้นหาบุคคลที่มียีนอายุยืน เพราะถึงแม้จะตรวจสอบกลุ่มคนที่มีอายุมากกว่า 100 ปี แต่ก็มีความเป็นไปได้สูงที่หนึ่งในจำนวนคนในกลุ่มนี้ไม่ได้อยู่ในครอบครัวมียีนอายุยืนเป็นมรดกตกทอด แต่การที่กลุ่มนี้สามารถอยู่มานานเกินกว่า 100 ปีได้นั้น ส่วนหนึ่งคือการดูแลใส่ใจสุขภาพ รวมถึงการมีวิถีชีวิตที่ดี จึงทำให้มีอายุยืนได้โดยไม่ต้องพึ่งยีนอายุยืนเลย

ขณะเดียวกัน งานวิจัยที่ถูกตีพิมพ์บนนิตยสารไทม์ว่าด้วยเรื่องการขยายอายุขัยของมนุษย์ในอนาคต ทดลองในหนูของมหาวิทยาลัยแห่งเทกซัส, ซาน อันโตนิโอ สหรัฐฯ ซึ่งนักวิจัยพบว่า จากการให้ยาปฏิชีวนะที่ชื่อ แรพพามัยซิน ให้กับหนูทดลองแล้ว พบว่า หนูมีอายุยืนยาวขึ้นเป็น 48 เดือน เพิ่มขึ้น 1.77 เท่าตัว จากปกติหนูจะมีอายุขัยประมาณ 27 เดือน ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยอายุขัยของมนุษย์อยู่ที่ 80 ปี ดังนั้น หากมนุษย์มีอายุยืนได้ยาวถึง 1.77 เท่าตัว มนุษย์จะมีอายุยืนถึง 142 ปี แต่ยา แรพพามัยซิน ยังไม่สามารถนำมาใช้เพื่อการยืดอายุขัยของมนุษย์ได้

หลักการของผู้รู้และผู้เชี่ยวชาญด้านการชะลอวัย และการขยายอายุขัย ต่างเห็นไปในทิศทางเดียวกันก็คือ การบริโภคอาหารที่มาจากพืชเป็นหลัก รับประทานในปริมาณพอดีไม่มากเกินไป ออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ถึงขั้นต้องหักโหม มีจิตใจเบิกบาน ไม่เครียด มีทัศนคติเชิงบวก ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในเคล็ดลับที่ทำให้อายุขัยของมนุษย์ยืนยาวขึ้นได้ ทั้งนี้ เชื่อว่าอนาคตการขยายอายุขัยอาจไม่ใช่เพียงแค่พัฒนาการของยาแต่เพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการพัฒนาองค์ความรู้ของมนุษย์ว่า ควรบริโภคอะไร อะไรควรหรือไม่ควรทำ

สุดท้ายแล้ว ความหมายในการมีชีวิต อาจจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่มนุษย์ต้องหาคำตอบให้ได้ว่า ต้องมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร เป้าหมายของการมีชีวิตเพื่อทำสิ่งใด เพราะไม่ว่าจะอายุยืนยาวสักเท่าไร วันหนึ่งเราเองอาจจะเสียชีวิตด้วยโรคภัยไข้เจ็บโรคใดโรคหนึ่งอยู่ดี ความหมายในการมีชีวิตอยู่ จึงสำคัญยิ่งกว่าการมีชีวิตยืนยาวอยู่บนโลกใบนี้เสียอีก และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


ไขรหัสลับ-ข้าวเหนียวมะม่วง-ทำไมถึงอร่อย-โดนใจ-จนติดอันดับโลก_web.jpg

ไขรหัสลับ สิ่งที่ทำให้ “ข้าวเหนียวมะม่วง” ขนมหวานของไทยยอดนิยม ถูกปากและโดนใจใครหลายๆ คน ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ จนได้รับการขนานนามว่าเป็นของหวานที่สมบูรณ์แบบ

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ “ข้าวเหนียวมะม่วง” ขนมหวานของไทยยอดนิยม มีส่วนประกอบของข้าวเหนียว เนื้อมะม่วงสุก น้ำกะทิรสชาติกลมกล่อม และได้รับความนิยมมากเป็นพิเศษในช่วงฤดูร้อน “ข้าวเหนียวมะม่วง” มีสรรพคุณเป็นของร้อนรสหวาน ช่วยบำรุงพลัง บำบัดอาการเหงื่อออกมาก ท้องเสีย โดยเฉพาะมะม่วงที่มีรสหวานปนเปรี้ยว มีสรรพคุณช่วยบำรุงร่างกาย แก้ไอ และขับลมได้

จากความอร่อยของ “ข้าวเหนียวมะม่วง” ขนมหวานของไทย จนตอนนี้ได้รับความนิยมและเริ่มมีเมนูนี้ในร้านอาหารต่างประเทศหลายร้านแล้ว อะไรเป็นมนต์เสน่ห์ของ “ข้าวเหนียวมะม่วง” ที่โดนใจใครหลายๆ คน ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ มาร่วมไขคำตอบไปพร้อมกัน

1. เป็นของหวานที่ให้ไฟเบอร์-พลังงานสูง

“ข้าวเหนียวมะม่วง” เป็นของหวานที่ให้พลังงานสูง ทั้งจากน้ำตาล กะทิ ข้าวเหนียว และมะม่วง ในทางกลับกัน หากรับประทานในปริมาณมากๆ อาจเป็นอันตรายและเป็นบ่อเกิดของการเกิดโรคต่างๆ ได้ นอกจากนี้ ข้าวเหนียว โดยเฉพาะข้าวเหนียวดำมีไฟเบอร์และแอนตี้ออกซิแดนท์ชั้นดี ไฟเบอร์ช่วยทำให้ผู้ที่เบื่ออาหารมีความสดชื่น

2. ถือเป็นอาหารมื้อหนักมื้อหนึ่ง

“ข้าวเหนียวมะม่วง” 1 จาน เทียบเท่ากับการรับประทานอาหารมื้อหลัก 1 มื้อ แนะนำว่าควรรับประทานในช่วงกลางวัน เพราะกลางวันเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายต้องใช้พลังงานทำกิจกรรมต่างๆ มากที่สุด ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานมื้อเย็น เนื่องจากพลังงานที่ได้รับเข้าไปอาจเผาผลาญและนำไปใช้ไม่หมด และเกิดเป็นไขมันสะสมตามร่างกายได้

3. มะม่วงอกร่อง-มะม่วงน้ำดอกไม้ เสน่ห์ที่ทำให้เกิดความ “อร่อย”

“มะม่วง” เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดความอร่อย ส่วนใหญ่นิยมใช้ มะม่วงอกร่อง-มะม่วงน้ำดอกไม้ เนื่องจากเป็นมะม่วงที่มีกลิ่มหอม เนื้อนุ่ม ไม่แข็งหรือเละจนเกินไป ทานกับข้าวเหนียวมูนน้ำกะทิ โรยหน้าด้วยงาคั่วหรือถั่วหอมๆ ใส่เกลือ และน้ำตาลทรายขาว ทำให้ “ข้าวเหนียวมะม่วง” มีความอร่อย ถูกปากใครหลายๆ คน

4. ติดโผของหวานอร่อยที่สุดในโลก

เว็บไซต์ซีเอ็นเอ็นทราเวล จัดอันดับของหวาน 50 ชนิด ที่อร่อยที่สุดในโลก โดยขนมไทยจำนวน 2 ชนิด อย่าง “ข้าวเหนียวมะม่วง” และ “ทับทิมกรอบ” ติดโผ 50 อันดับในครั้งนี้ด้วย

5. ต่างชาติการันตี “ข้าวเหนียวมะม่วง” คือ เดอะ เบส ออฟ เวิร์ล

เพราะความอร่อย หวาน นุ่ม หอม ของ “ข้าวเหนียวมะม่วง” ที่มีรสชาติหวานละมุนแบบดั้งเดิม มีข้าวเหนียวที่นุ่มนวลน่ารับประทาน พร้อมด้วยน้ำกะทิที่มีกลิ่นหอมชวล นอกจากจะถูกปากถูกใจคนไทยเองแล้ว ชาวต่างชาติยังต้องยกนิ้วให้ การันถึงความอร่อยของ “ข้าวเหนียวมะม่วง” จนต้องพูดว่า “โอ้ คุณพระช่วย! มันคือสวรรค์อย่างมาก” จนต้องยกข้าวเหนียวมะม่วงให้เป็น เดอะ เบส ออฟ เวิร์ล เลยทีเดียว

น่าภาคภูมิใจอย่างมากที่ “ข้าวเหนียวมะม่วง” เมนูของหวานของไทย เป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วโลกจนได้รับการขนานนามว่าเป็นของหวานที่สมบูรณ์แบบ เพราะมีรสชาติหวานแบบดั้งเดิม อร่อย และกลมกล่อม จึงไม่แปลใจเลยที่ “ข้าวเหนียวมะม่วง” จะเป็นที่รู้จักและชื่นชอบจากคนทั้งโลกได้ขนาดนี้ และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


รู้หรือไม่-ทำไมต้องมี-วันเด็กแห่งชาติ_web.jpg

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ “วันเด็กแห่งชาติ” อีกหนึ่งวันที่หลายภาคส่วนให้ความสำคัญกับเด็กและเยาวชน ซึ่งจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต แต่รู้หรือไม่ “วันเด็กแห่งชาติ” ถือกำเนิดเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ทำไมต้องมี “วันเด็กแห่งชาติ” เกิดขึ้นด้วย

เพิ่งผ่านพ้นช่วงเทศกาลปีใหม่ เทศกาลแห่งความสุขในปี 2562 ไปหมาด ๆ เมื่อช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา คราวนี้ก็ถึงคิวของหนูน้อย เด็ก ๆ กันแล้ว แน่นอนนอนทุกวันเสาร์ที่ 2 ของเดือนมกราคม จะเป็นช่วงเวลาที่เด็ก ๆ ทุกคนเฝ้ารอคอยอย่างใจจดใจจ่อกับ “วันเด็กแห่งชาติ” วันที่ผู้ใหญ่ทุก ๆ คนต้องให้ความสำคัญกับเด็ก ๆ ซึ่งจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต อีกหนึ่งไฮไลท์ที่น้อง ๆ หนู ๆ ทุกคนต่างเฝ้ารอก็คือ “คำขวัญวันเด็ก” ซึ่งในแต่ละปี แต่จะรู้หรือไม่ว่า “วันเด็กแห่งชาติ” มีที่มาที่ไปอย่างไร ถือกำเนิดเกิดขึ้นมาได้อย่างไร และทำไมต้องมี “วันเด็กแห่งชาติ” เกิดขึ้นมาด้วย มาร่วมหาคำตอบกัน

 

ถือกำเนิด “วันเด็กแห่งชาติ”

ย้อนไปเมื่อสมัยก่อน ราวปี พ.ศ.2470 ประเทศไทยในสมัยนั้นยังคงอยู่ในยุคที่ยังต้องนุ่งโจงกระเบน กินหมาก พลู ซึ่งค่อนข้างล้าสมัยเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ กระทั่ง พ.ศ. 2475 ประเทศไทยเปลี่ยนการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย ทางคณะราษฎรมองว่า เครื่องแต่งกายของข้าราชการและประชาชนที่แต่งกันอยู่ในเวลานั้นมีความล้าสมัย ไม่เหมาะสมกับประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย จึงประกาศให้มีการยกเลิกการนุ่งผ้าม่วง โดยให้นุ่งกางเกงขายาวตามแบบฝรั่งแทน และออกประกาศชักชวนให้เลิกรับประทานหมาก เนื่องจากรัฐบาลมองว่าการกินหมากไม่เป็นกิจประเพณีที่เหมาะสม หมากไม่ได้เพิ่มความงามประการใดให้แก่วงหน้า แต่กลับทำให้หน้ากร้านและดูแก่เกินอายุอีกด้วย จึงทำให้เห็นว่าในช่วงนั้นประเทศไทยได้นำเอาวัฒนธรรมจากประเทศเพื่อนบ้านมาปรับใช้กับบ้านเรา ประเทศไทยจึงกลายเป็นประเทศที่ไม่ได้ล้าสมัยอีกต่อไปนับแต่นั้นเป็นต้นมา

ต่อมา ประเทศไทยเริ่มให้ความสำคัญกับประเพณีและรูปแบบวัฒนธรรมต่าง ๆ ที่ส่วนใหญ่มาจากต่างประเทศ หนึ่งในนั้นก็คือ เทศกาล “วันเด็กแห่งชาติ” ซึ่ง “วันเด็กแห่งชาติ” มีต้นกำเนิดมาจากการที่องค์การสหประชาชาติทั่วโลกเกิดความตื่นตัว และเห็นพ้องต้องกันว่าควรจะให้ความสำคัญแก่เด็กและเยาวชน จึงทำให้ “วันเด็กแห่งชาติ” ในประเทศไทยถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2498 โดยในช่วงแรก ทางราชการได้กำหนดให้วันจันทร์แรกของเดือนตุลาคมของทุกปี เป็น “วันเด็กแห่งชาติ” ซึ่งจัดติดต่อกันมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปี พ.ศ. 2506 กระทั่งในช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ.2506 ประเทศไทยยังอยู่ในฤดูฝน มีฝนตกมาก ส่งผลให้ผู้ปกครองไม่สามารถพาเด็ก ๆ รวมถึงบุตรหลานมาร่วมงานวันเด็กแห่งชาติได้ ประกอบกับวันจันทร์เป็นวันปฏิบัติงานของพ่อแม่ ผู้ปกครอง จึงไม่สามารถพาเด็กของตนไปร่วมงานได้

ดังนั้น ที่ประชุมคณะกรรมการจัดงานวันเด็กแห่งชาติมีความเห็นว่า ควรเสนอคณะรัฐมนตรีให้มีการเปลี่ยนแปลงวันจัดงาน “วันเด็กแห่งชาติ” ใหม่ เพื่อความเกิดความเหมาะสม ทำให้ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2507 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ประกาศเปลี่ยนแปลงช่วงเวลาการจัดงาน “วันเด็กแห่งชาติ” มาเป็นวันเสาร์ที่ 2 ของเดือนมกราคม ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ส่งผลให้งานวันเด็กแห่งชาติเริ่มจัดขึ้นมาใหม่อีกครั้งในปี พ.ศ. 2508 และจัดเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

สาเหตุที่กำหนดให้ “วันเด็กแห่งชาติ” ต้องจัดในช่วงวันเสาร์ที่ 2 ของเดือนมกราคมนั้น มีที่มาที่ไป เนื่องจากต้องการให้ทุกภาคส่วนของประเทศต้องให้ความสำคัญกับเด็กและเยาวชนเป็นอันดับแรกๆ จึงกำหนดช่วงเวลาการจัดงาน “วันเด็กแห่งชาติ” เอาไว้ในช่วงต้นปี

สำหรับวัตถุประสงค์ของการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ที่รัฐบาลไทยกำหนดไว้ คือ เพื่อให้ประชาชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของเด็ก สนใจในการเลี้ยงดูอบรมสั่งสอนเด็ก และช่วยเหลือสงเคราะห์เด็กเป็นพิเศษ เพื่อให้เด็กและและเยาวชนยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เพื่อให้เด็กรู้จักหน้าที่ของตนเองและอยู่ในระเบียบวินัยอันดี และเพื่อเผยแพร่ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิของเด็ก

 

ประเทศเพื่อนบ้านก็มี “วันเด็กแห่งชาติ” ไม่ใช่มีแค่ในไทยเท่านั้น

“วันเด็กแห่งชาติ” ไม่ได้มีแค่เพียงในประเทศไทยบ้านเราเท่านั้น ในต่างประเทศก็มีวันเด็กแห่งชาติเหมือนกัน โดยสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ เสนอให้ในทุก ๆ ประเทศมีวันพิเศษเพื่อเฉลิมฉลองให้แก่เด็ก ๆ ในวันใดวันหนึ่งตามความเหมาะสมของประเทศนั้น ๆ จึงทำให้แต่ละประเทศเกิด “วันเด็ก” ขึ้น

วันเด็กมีจุดเริ่มต้นครั้งแรกในนครเจนีวา โดยมี International Union for Child เป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ในการเฉลิมฉลองวันเด็ก และส่งผลให้สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ มีแนวคิดให้มี “วันเด็กสากล” ขึ้น ทั้งนี้ การขานรับกับการจัดงานวันเด็กแห่งชาติได้เป็นไปอย่างกว้างขวาง ในปีเดียวกันนั้นเองทั่วโลกไม่น้อยกว่า 40 ประเทศ จัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติของตนเองขึ้น  ฉะนั้น ในแต่ละประเทศจะมีการจัดงานวันเด็กในวันเวลาและรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป

 

ญี่ปุ่น : จะจัดขึ้นทุกวันที่ 5 เดือนพฤษภาคมของทุกปี มีสัญลักษณ์ประจำวันเด็ก คือ ธงรูปปลาคาร์ฟ มีที่มาจากเทศกาลเด็กผู้ชาย เป็นสัญลักษณ์ของความแข็งแรง จึงใช้ธงรูปปลาคราฟของความเป็นสิริมงคลและความเจริญก้าวหน้า ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากประเทศจีนโบราณ โดยในวันดังกล่าวจะมีการน้ำสมุนไพรชนิดหนึ่งมาต้นแล้วนำมาอาบ เชื่อว่าจะทำให้ร่างกายแข็งแรงและขับไล่สิ่งชั่วร้ายออกไป และวางตุ๊กตาซามูไรตั้งไว้นอกบ้าน นอกจากนี้จะทำอาหารที่ชื่อว่า Chimaki หรือ ขนมบ๊ะจ่างญี่ปุ่นไว้ทานกันด้วย

สหรัฐอเมริกา : ในปี 2543 ประธานาธิบดีบิล คลินตัน ประกาศให้จัดวันเด็กขึ้นในเดือนตุลาคมของทุกปี กระทั่งต่อมา ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช ได้ประกาศเปลี่ยนแปลงวันจัดงานวันเด็กแห่งชาติขึ้น เป็นทุก ๆ วันอาทิตย์แรกของเดือนมิถุนายน โดยกิจกรรมในวันเด็กของที่นี่คุณพ่อคุณแม่มักพาเด็ก ๆ ไปงานเทศกาล สวนสนุก หรือเล่นกีฬาต่าง ๆ

นอรเวย์ : งานวันเด็กจะจัดขึ้นทุก ๆ วันที่ 17 พฤษภาคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันเดียวกับวันรัฐธรรมนูญนอร์เวย์ จุดเด่นของงานวันเด็กที่นี่ คือ พาเหรดของเด็ก ๆ หลากหลายรูปแบบ

ตุรกี : งานวันเด็กจะจัดขึ้นวันที่ 27 เมษายนของทุกปี โดยมีกิจกรรมและพาเหรดมากมายจัดขึ้นตามสนามกีฬาทั่วประเทศ บางครั้งมีการเชิญเด็ก ๆ จากทั่วโลกมาร่วมงานและให้พักอาศัยกับครอบครัวชาวตุรกีราว 1 อาทิตย์ด้วย

จีน : จัดขึ้นทุก  ๆ วันที่ 1 มิถุนายน ของทุกปี โรงเรียนในประเทศจีนมักจะจัดกิจกรรมต่าง ๆ ให้กับเด็ก ๆ เช่น พาไปเข้าค่าย หรือพาไปชมภาพยนตร์ฟรี เพื่อให้เด็ก ๆ ได้พักผ่อนจากการเรียน

สิงคโปร์ : ชาวสิงคโปร์ฉลองวันเด็กกันในวันศุกร์แรกของเดือนตุลาคม ในวันนี้เด็ก ๆ ชั้นอนุบาลและประถมไม่ต้องไปโรงเรียน มีงานฉลองและกิจกรรมมากมายจัดขึ้นที่ห้างสรรพสินค้า สวนสนุก และสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ

บังคลาเทศ : จัดงานวันเด็กในวันที่ 20 มีนาคมของทุกปี จุดประสงค์เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงสิทธิต่าง ๆ ที่เด็ก ๆ พึงได้รับ วันเด็กของที่นี่ไม่ใช่วันหยุด แต่ก็มีการจัดงานฉลองมากมาย ทั้งจัดการแข่งขันต่าง ๆ มีการจัดแฟชั่นโชว์จากเด็ก ๆ เป็นต้น

โปแลนด์ : วันเด็กในโปแลนด์เรียกกันว่า “Dzien Dziecka” (แปลว่าวันของเด็ก ๆ ) จัดขึ้นวันที่ 1 มิถุนายนของทุกปี พ่อแม่จะมอบของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับลูก โรงเรียนก็จะจัดกิจกรรมต่าง ๆ ให้เด็ก ๆ ด้วย

 

นอกจากงานวันเด็กในแต่ละประเทศแล้ว ยังมี “วันเด็กสากล” ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 20 พฤษจิกายนของทุกปี ถูกกำหนดขึ้นโดยสหประชาชาติซึ่งมีที่มาจากมูลนิธิเซฟเดอะชิลเดร์น (The save the children fund) ว่าด้วยอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the rights of the child) ซึ่งระบุว่า “เด็กทุกคนในโลกนี้เกิดมาพร้อมสิทธิต่าง ๆ ตั้งแต่สิทธิที่จะมีชีวิตอยู่รอด ปลอดภัย มีสุขภาพแข็งแรง สมบูรณ์ ได้รับการศึกษาและพัฒนาตามวัย ตลอดจนได้รับการปกป้องคุ้มครองจากอันตราย การถูกละเมิดและถูกแสวงประโยชน์”

 

ย้อนดูคำขวัญ “วันเด็กแห่งชาติ” แต่ละปี

ทุก ๆ ปี น้อง ๆ หนู ๆ ทุกคนนอกจากจะเฝ้ารอกับช่วงเวลาแห่งความสุขแล้ว “คำขวัญวันเด็ก” ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่น้อง ๆ หนู ๆ ทุกคนต่างเฝ้ารอ และต้องท่องจำให้ได้ เพราะในแต่ละปีคำขวัญวันเด็ก จะไม่เหมือนกัน

สำหรับคำขวัญวันเด็กเป็นคำขวัญที่นายกรัฐมนตรีจะมอบให้เด็กไทย เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติของทุกปี โดยคำขวัญวันเด็กมีขึ้นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2499 ในสมัยที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และตั้งแต่ พ.ศ. 2502 จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้มอบคำขวัญวันเด็กให้ จึงได้ถือเป็นธรรมเนียมทุก ๆ ปี สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน มาย้อนดูกันว่า คำขวัญวันเด็กตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ของนายกรัฐมนตรีแต่ละท่าน มีใจความอย่างไรบ้าง

 

รัฐบาลของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม

พ.ศ. 2499 : จงบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและส่วนรวม

 

รัฐบาลของ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์

พ.ศ. 2502 : ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่รักความก้าวหน้า

พ.ศ. 2503 : ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่รักความสะอาด

พ.ศ. 2504 : ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่อยู่ในระเบียบวินัย

พ.ศ. 2505 : ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่ประหยัด

พ.ศ. 2506 : ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่มีความขยันหมั่นเพียรมากที่สุด

 

รัฐบาลของ จอมพล ถนอม กิตติขจร

พ.ศ. 2508 : เด็กจะเจริญต้องรักเรียนเพียรทำดี

พ.ศ. 2509 : เด็กที่ดีต้องมีสัมมาคารวะ มานะ บากบั่น และสมานสามัคคี

พ.ศ. 2510 : อนาคตของชาติจะสุกใส หากเด็กไทยแข็งแรง เรียนดี มีความประพฤติเรียบร้อย

พ.ศ. 2511 : ความเจริญและความมั่นคงของชาติไทยในอนาคต ขึ้นอยู่กับเด็กที่มีวินัย มีความเฉลียวฉลาด และรักชาติยิ่ง

พ.ศ. 2512 : รู้เรียน รู้เล่น รู้สามัคคี เป็นความดีที่เด็กพึงจำ

พ.ศ. 2513 : เด็กประพฤติดีและศึกษาดี ทำให้มีอนาคตแจ่มใส

พ.ศ. 2514 : ยามเด็กจงหมั่นเรียนเพียรกระทำดี เติบใหญ่จะได้มีความสุขความเจริญ

พ.ศ. 2515 : เยาวชนฝึกตนดี มีความสามารถ

พ.ศ. 2516 : เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติเจริญ

 

รัฐบาลของ สัญญา ธรรมศักดิ์

พ.ศ. 2517 : สามัคคีคือพลัง

พ.ศ. 2518 : เด็กดีคือทายาทของชาติไทย ต้องร่วมใจร่วมพลังสร้างความสามัคคี

 

รัฐบาลของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

พ.ศ. 2519 : เด็กที่ต้องการเห็นอนาคตของชาติรุ่งเรือง จะต้องทำตัวให้ดีมีวินัยเสียแต่บัดนี้

 

รัฐบาลของ ธานินทร์ กรัยวิเชียร

พ.ศ. 2520 : รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นคุณสมบัติของเยาวชนไทย

 

รัฐบาลของ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์

พ.ศ. 2521 : เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติมั่นคง

พ.ศ. 2522 : เด็กไทยคือหัวใจของชาติ

พ.ศ. 2523 : อดทน ขยัน ประหยัด เป็นคุณสมบัติของเด็กไทย

 

รัฐบาลของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์

พ.ศ. 2524 : เด็กไทยมีวินัย ใจสัตย์ซื่อ รู้ประหยัด เคร่งครัดคุณธรรม

พ.ศ. 2525 : ขยันศึกษา ใฝ่หาความรู้ เชิดชูชาติศาสน์กษัตริย์ เป็นคุณสมบัติของเด็กไทย

พ.ศ. 2526 : รู้หน้าที่ ขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด มีวินัยและคุณธรรม

พ.ศ. 2527 : รักวัฒนธรรมไทย ใฝ่ดีมีความคิด สุจริตใจมั่น หมั่นศึกษา

พ.ศ. 2528 : สามัคคี นิยมไทย มีวินัย ใฝ่คุณธรรม

พ.ศ. 2529 : นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม

พ.ศ. 2530 : นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม

พ.ศ. 2531 : นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม

 

รัฐบาลของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ

พ.ศ. 2532 : รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม

พ.ศ. 2533 : รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม

พ.ศ. 2534 : รู้หน้าที่ มีวินัย ใฝ่คุณธรรม นำชาติพัฒนา

 

รัฐบาลของ อานันท์ ปันยารชุน

พ.ศ. 2535 : สามัคคี มีวินัย ใฝ่ศึกษา จรรยางาม

 

รัฐบาลของ ชวน หลีกภัย

พ.ศ. 2536 : ยึดมั่นประชาธิปไตย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม

พ.ศ. 2537 : ยึดมั่นประชาธิปไตย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม

พ.ศ. 2538 : สืบสานวัฒนธรรมไทย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม

 

รัฐบาลของ บรรหาร ศิลปอาชา

พ.ศ. 2539 : มุ่งหาความรู้ เชิดชูความเป็นไทย หลีกไกลยาเสพติด

 

รัฐบาลของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ

พ.ศ. 2540 : รู้คุณค่าวัฒนธรรมไทย ตั้งใจใฝ่ศึกษา ไม่พึ่งพายาเสพติด

 

รัฐบาลของ ชวน หลีกภัย

พ.ศ. 2541 : ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย

พ.ศ. 2542 : ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย

พ.ศ. 2543 : มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ คู่คุณธรรม นำประชาธิปไตย

พ.ศ. 2544 : มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ คู่คุณธรรม นำประชาธิปไตย

 

รัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

พ.ศ. 2545 : เรียนให้สนุก เล่นให้มีความรู้ สู่อนาคตที่สดใส

พ.ศ. 2546 : เรียนรู้ตลอดชีวิต คิดอย่างสร้างสรรค์ ก้าวทันเทคโนโลยี

พ.ศ. 2547 : รักชาติ รักพ่อแม่ รักเรียน รักสิ่งดี ๆ อนาคตดีแน่นอน

พ.ศ. 2548 : เด็กรุ่นใหม่ ต้องขยันอ่าน ขยันเรียน กล้าคิด กล้าพูด

พ.ศ. 2549 : อยากฉลาด ต้องขยันอ่าน ขยันคิด

 

รัฐบาลของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์

พ.ศ. 2550 : มีคุณธรรมนำใจ ใช้ชีวิตพอเพียง หลีกเลี่ยงอบายมุข

พ.ศ. 2551 : สามัคคี มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ เชิดชูคุณธรรม

 

รัฐบาลของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

พ.ศ. 2552 : ฉลาดคิด จิตบริสุทธิ์ จุดประกายฝัน ผูกพันรักสามัคคี

พ.ศ. 2553 : คิดสร้างสรรค์ ขยันใฝ่รู้ เชิดชูคุณธรรม

พ.ศ. 2554 : รอบคอบ รู้คิด มีจิตสาธารณะ

 

รัฐบาลของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

พ.ศ. 2555 : สามัคคี มีความรู้ คู่ปัญญา คงรักษาความเป็นไทย ใส่ใจเทคโนโลยี

พ.ศ. 2556 : รักษาวินัย ใฝ่เรียนรู้ เพิ่มพูนปัญญา นำพาไทยสู่อาเซียน

พ.ศ. 2557 : กตัญญู รู้หน้าที่ เป็นเด็กดี มีวินัย สร้างไทย ให้มั่นคง

 

รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

พ.ศ. 2558 : ความรู้ คู่คุณธรรม นำสู่อนาคต

พ.ศ. 2559 : เด็กดี หมั่นเพียร เรียนรู้ สู่อนาคต

พ.ศ. 2560 : เด็กไทย ใส่ใจศึกษา พาชาติมั่นคง

พ.ศ. 2561 : รู้คิด รู้เท่าทัน สร้างสรรค์เทคโนโลยี

พ.ศ. 2562 : เด็ก เยาวชน จิตอาสา ร่วมพัฒนาชาติ

 

จะว่าไป “วันเด็กแห่งชาติ” อาจจะไม่ใช่วันที่จะให้ความสำคัญแก่เด็กๆ เพียงหนึ่งวันเท่านั้น แต่เป็นวันที่ผู้ใหญ่ควรตระหนักถึงความสำคัญของเด็กว่า “เด็กคืออนาคต เด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้าที่จะต้องพัฒนาชาติต่อไป” วันเด็กแห่งชาติปีนี้ก็ขอให้น้อง ๆ หนู ๆ มีความสุข เป็นคนดีของสังคมและประเทศชาติต่อไป และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


ปาบึก-ไม่ใช่-ปลาบึก-ชื่อนี้ได้มาแต่ใด_web.jpg

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปทำความรู้จักกับชื่อของ “พายุปาบึก” พายุที่กำลังจะเข้ามาในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทยในช่วงเร็ว ๆ นี้ และชื่อ “พายุปาบึก” ชื่อนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร ใครเป็นคนริเริ่มตั้งชื่อนี้ขึ้นมา?

เวลานี้คงไม่มีใครที่จะไม่รู้สึกวิตกกังวลกับข่าวที่ “พายุปาบึก” กำลังจะพัดเข้าพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทยในช่วงระหว่าง 3-5 มกราคมนี้ ซึ่งทางกรมอุตุนิยมวิทยา ได้ออกประกาศแจ้งเตือนถึง “พายุปาบึก” ที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาในเร็ว ๆ นี้ นอกจากนี้ ในโลกของโซเชียลมีเดียได้มีการแชร์ข้อมูลที่ระบุว่า “พายุปาบึก” ลูกนี้มีความรุนแรงอย่างมาก มีฤทธิ์ทำลายล้างเทียบเท่ากับพายุโซนร้อนแฮเรียต ซึ่งเกิดขึ้น เมื่อปี 2505 สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทยประเทศไทยอย่างไม่เคยมีมาก่อน มีผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากไร้ที่อยู่อาศัยจำนวนมาก

นี่คือผลกระทบที่เกิดขึ้นจาก “พายุปาบึก” ที่มีการบอกเล่ากันในสมัยก่อน แต่สงสัยกันหรือไม่ว่า “ปาบึก” ที่เรียก ๆ กันอยู่นั้นเป็นชื่อของพายุหรือชื่อของปลาชนิดหนึ่งกันแน่ แล้วชื่อนี้มีที่มาที่ไปอย่างไรกันแน่ วันนี้เรามาไขคำตอบเรื่องนี้กันดีกว่า

สำหรับ “ปาบึก” (Pabuk) เป็นชื่อของพายุหมุนเขตร้อนในชุดที่ 2 ที่มาจากการเสนอชื่อโดยสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งชื่อ “ปาบึก” นั้น ก็มีที่มาจาก “ปลาบึก” ปลาน้ำจืดขนาดใหญ่ที่อยู่ในแม่น้ำโขง เป็นพายุหมุนเขตร้อนที่ก่อตัวทางมหาสมุทรแปซิฟิกด้านตะวันตกตอนบนและทะเลจีนใต้

แล้วเคยสงสัยกันหรือไม่ว่า ชื่อของพายุที่เรามักได้ยินมาจากการประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ทั้งชื่อที่เป็นภาษาไทยและชื่อที่เป็นภาษาต่างประเทศนั้น ทำไมถึงต้องมีชื่อเรียกของพายุ แล้วมีหลักเกณฑ์ในการตั้งชื่อพายุอย่างไรบ้าง จริง ๆ แล้ว ในช่วงสมัยปลายศตวรรษที่ 19 – ต้นศตวรรษที่ 20 มีนักพยากรณ์อากาศชาวออสเตรเลีย “คลีเมนต์ แรกกี” มีแนวคิดในการตั้งชื่อพายุ โดยเริ่มแรกจะใช้เป็นชื่อของบุคคลทั่วไป มี 2 แบบ คือ แบบที่ 1 ใช้ชื่อสตรี เพื่อให้ดูอ่อนโยน และแบบที่ 2 ชื่อนักการเมือง เพื่อเปรียบเปรยว่า นักการเมืองคือผู้นำความหายนะมาให้

ต่อมา ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพสหรัฐฯ ได้ไอเดียในการเริ่มนำชื่อภรรยาหรือคู่รักมาตั้งเป็นชื่อพายุ จากนั้น พ.ศ. 2493 เริ่มตั้งชื่อพายุหมุนเขตร้อนเป็นชื่อของผู้หญิงสลับผู้ชาย โดยไล่ตามตัวอักษร A-Z

ในปี พ.ศ. 2543 การตั้งชื่อพายุเริ่มแพร่กระจายไปยังภูมิภาคอื่น ๆ จึงทำให้ในช่วงนั้นประเทศต่าง ๆ เริ่มเข้าเป็นสมาชิกของคณะกรรมการพายุไต้ฝุ่นขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก เพื่อจัดระบบการตั้งชื่อพายุหมุนเขตร้อนในแถบนี้ใหม่ โดยมี 14 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา , จีน , เกาหลีเหนือ , เกาหลีใต้ , ฮ่องกง , ญี่ปุ่น , ลาว , มาเก๊า , มาเลเซีย , ไมโครนีเซีย , ฟิลิปปินส์ , ประเทศไทย , สหรัฐอเมริกา และ เวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศที่อยู่ในโซนมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกตอนบนและทะเลจีนใต้

โดยให้แต่ละประเทศส่งชื่อพายุในภาษาของประเทศนั้น ๆ ประเทศละ 10 ชื่อ ซึ่งเกณฑ์ในการตั้งชื่อพายุลูกนั้น ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางพายุต้องมากกว่า 34 น็อต หรือ 63 กม./ชม. จึงจะสามารถมีชื่อเป็นตัวเองได้ ซึ่งชื่อของพายุจะแบ่งเป็น 5 กลุ่ม ๆ ละ 28 ชื่อ แต่ละชื่อจะเรียงตามชื่อประเทศของลำดับตัวอักษรภาษาอังกฤษ โดยเริ่มจากกัมพูชาไปจนถึงเวียดนาม ซึ่งประเทศไทยอยู่อันดับที่ 12 และเมื่อใช้หมด 1 กลุ่ม ก็จะขึ้นชื่อแรกในกลุ่มที่ 2 เรียงกันไปจนครบทุกกลุ่ม แล้วจึงกลับมาใช้ชื่อแรกของกลุ่มที่ 1 ใหม่อีกครั้ง

และก่อนหน้านี้ เราเคยได้ยินชื่อของ “พายุมังคุด” กันมาบ้างแล้ว แต่รู้หรือไม่ว่าจริง ๆ แล้วมีชื่อก่อนหน้านี้ด้วย นั่นคือชื่อ “พายุทุเรียน” แต่วสาเหตุที่มีการเปลี่ยนชื่อมาเป็นพายุมังคุดนั้น เนื่องจากเมื่อปี 2549 พายุทุเรียนมีความรุนแรงจนทำให้มีผู้เสียชีวิตนับพันคน จึงมีการเสนอต่อคณะกรรมการว่าด้วยเรื่องพายุของ ESCAP/WMO เพื่อขอเปลี่ยนชื่อเพื่อแก้เคล็ด และเปลี่ยนมาเป็น “พายุมังคุด” แทน

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้พายุปาบึกกำลังเคลื่อนตัวลงอ่าวไทยในช่วงวันที่ 2-3 มกราคม 2562 ซึ่งพื้นที่ภาคใต้จะได้รับผลกระทบในช่วงวันที่ 3-5 มกราคม 2562 ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ขอให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากไว้ ณ ที่นี้ด้วย และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก : กรมอุตุนิยมวิทยา