Now thing

Content_ลอยกระทง_Cover_1.jpg

จากข้อมูลทางประวัติศาสตร์ พบว่า “ลอยกระทง” เป็นพิธีกรรมที่ปรากฏในหลากพื้นที่ของทวีปเอเชีย แม้แต่ละแห่งจะมีที่มา เรื่องเล่าบนความเชื่อที่ต่างกันออกไป แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือ พิธีกรรมของทุกแห่งล้วนเกิดจากความสำนึกในบุญคุณธรรมชาติ หรือ ผู้มีพระคุณเป็นตัวกำหนด ส่วนน่าสนใจอย่างไรนั้น กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอรวบรวมมาเสนอกัน

ไทย = พิธีจองเปรียง หรือ ลอยพระประทีป

ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติไทย ถือเป็นหนึ่งประเพณีไทยที่สืบต่อกันมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยในสมัยพ่อขุนรามคำแหง เรียกประเพณีลอยกระทงนี้ว่า “พิธีจองเปรียง หรือ การลอยพระประทีป”  มีหลักฐานจากศิลาจารึกหลักที่ 1 กล่าวถึงงานเผาเทียนเล่นไฟว่า เป็นงานรื่นเริงที่ใหญ่ที่สุดของกรุงสุโขทัย ทำให้เชื่อกันว่างานดังกล่าวน่าจะเป็นงานลอยกระทง

อินเดีย = เทศกาลทีปาวลี

เริ่มในช่วงปลายฝนต้นฤดูหนาว ระหว่างเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน เพื่อเฉลิมฉลองการนิวัติกลับอโยธยาของพระรามและนางสีดา อีกคติหนึ่งเพื่อบูชาพระลักษมี เทวีแห่งความร่ำรวย สมบูรณ์ และโชคลาภ ด้วยการจุดประทีปใส่ถ้วยเล็ก ๆ วางตามบ้าน หรือปล่อยให้ลอยตามแม่น้ำ

จีน = ลอยประทีปเพื่ออุทิศส่วนกุศล

ประเพณีเก่าแก่ของชนเผ่าฮั่น มองโกล ไป๋ และหมิง ในช่วงสมัยราชวงศ์หมิงและชิง เนื่องจากยุคนั้น ชาวมณฑลจี๋หลิน ต้องมีการขนส่งอาหารให้ทหารลาดตระเวนชายแดน ด้วยเส้นทางเดินเรือ ซึ่งเป็นงานหนักและเสี่ยงภัย ทำให้มีผู้เสียมากมายนับไม่ถ้วน เมื่อถึงเทศกาลสำคัญๆ ชาวจี๋หลินจึงลอยประทีป หรือ กระทงลักษณะเป็นรูปดอกบัว หรือ โคมไฟ ที่ข้างในมีเทียนจุดไฟไว้ ตามแม่น้ำ เพื่อเป็นการอุทิศส่วนกุศลให้ผู้เสียชีวิต

ข้อสังเกตอีกประการ การลอยกระทงในประเทศจีน สามารถลอยได้ในทุกเทศกาล แต่ละพื้นที่มีความหมายแตกต่างกันออกไป เช่น เขตเจียงหนาน ขอพรให้โรคภัยไข้เจ็บ หายไปกับสายน้ำ เขตชายฝั่งทะเลขอพรให้เทพเจ้าช่วยปกป้องคุ้มครองภัย

ลาว = งานไหลเฮือไฟ

ประเพณีลอยกระทง หรือ งานไหลเฮือไฟ ของ สปป.ลาว จะมีการแข่งเรือที่ริมแม่น้ำโขง บูชาแม่น้ำด้วยการลอยประทีป เพื่อขอบคุณแม่น้ำโขงที่เลี้ยงดูมา

กัมพูชา = เทศกาลน้ำ

จัดขึ้นเพื่อระลึกบุญคุณ ขอบคุณแม่น้ำโขงที่เป็นสายน้ำหลักในการหล่อเลี้ยงชีวิต

พม่า = บูชาและขอบคุณพญานาค

กระทงของชาวพม่า มีลักษณะตกแต่งคล้ายดอกบัวบาน ปักธูปเทียน เพื่อบูชาและขอบคุณพญานาค ตามความเชื่อที่ว่าได้ช่วยปราบพญามารไม่ให้เข้ามาทำลายพระเจดีย์จากคำขอร้องของพระอุปคุต

“ข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่า พิธีกรรมแต่ละแห่ง ล้วนเกิดจากความสำนึกในบุญคุณของธรรมชาติ – ผู้มีพระคุณเป็นตัวกำหนดแทบทั้งสิ้น นำสู่การขอขมาเพื่อแสดงความเคารพและขอบคุณที่ได้พึ่งพาอาศัย ตลอดจนการขอความอำนวยพร ถ่ายทอดเป็นประเพณีสืบต่อกันมาจนปัจจุบัน”

อย่างไรก็ตามด้วยสภาพแวดล้อม และวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป การขอขมาแหล่งน้ำผ่านการลอยกระทงกลับกลายเป็นดาบสองคมที่ซ้ำเติมธรรมชาติ เพราะสร้างขยะและสิ่งปฏิกูลมหาศาลลงแหล่งน้ำภายในช่วงข้ามคืน

ข้อมูลจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พบว่าปี 2561 มีปริมาณขยะกระทงจำนวนมากเกือบถึง 1 ล้านใบ ซึ่งสถิติการจัดเก็บขยะกระทงของกรุงเทพมหานคร พบมีมากถึง 841,327 ใบ และพบกระทงโฟม อยู่ที่ 44,883 ใบ

ดังนั้นจะดีกว่าหรือไม่ หากเราหันมาใช้วัสดุที่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ เช่น ใบตอง หยวกกล้วย มันสำปะหลัง ขนมปัง หรือ น้ำแข็ง มาทำกระทง หรือ ใช้วิธีรวมใจกระทง 1 ใบ ลอยพร้อมกันหลายคน เพื่อลดผลกระทบต่อแหล่งน้ำให้มากที่สุด

นอกจากการลอยกระทงแล้ว การไม่ทิ้งขยะ เศษอาหาร สิ่งปฏิกูลลงในแม่น้ำ รวมถึงการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ก็เป็นอีกทางเลือกน่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการขอขมาแหล่งน้ำ ซึ่งนี่อาจเป็นวิธีแสดงความเคารพ และสำนึกในบุญคุณของแหล่งน้ำที่ง่าย แต่ตรงจุดและเหมาะสมที่สุดกับยุคปัจจุบันก็เป็นได้


Content_สิทธิ์คนพิการ_Cover_1.jpg

“คนพิการ” คือ บุคคลซึ่งมีข้อจำกัดในการปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจำวัน หรือเข้าไปมีส่วนร่วมทางสังคม เนื่องจากมีความบกพร่องทางการเห็น การได้ยิน การเคลื่อนไหว การสื่อสาร จิตใจ อารมณ์ พฤติกรรม สติปัญญาและการเรียนรู้หรือความบกพร่องอื่นๆ

ประเทศไทยได้มีการกำหนดให้ทุกวันเสาร์ที่ 2 ของเดือนพฤศจิกายนของทุกปี เป็น “วันคนพิการแห่งชาติ” เพื่อเปิดโอกาสให้คนพิการแสดงความสามารถในด้านต่าง ๆ แลกเปลี่ยนเรียนรู้วิทยาการใหม่ๆ รวมทั้งเพื่อให้คนทั่วไปได้เห็นถึงศักยภาพ และคุณค่าของคนพิการของคนพิการ และด้วยเหตุนี้เอง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอใช้โอกาสนี้บอกเล่าเรื่องราวที่เกี่ยวข้องและสิทธิ์ต่างๆ ที่รัฐได้มอบให้กับคนพิการ

คำจำกัดความของ “ความพิการ” ประเภทความพิการตาม พรบ. ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการมี 7 ประเภท ได้แก่ 1. ความพิการทางการเห็น  2. การได้ยินหรือสื่อความหมาย 3. การเคลื่อนไหวหรือทางร่างกาย 4. ทางจิตใจหรือพฤติกรรม 5. ทางสติปัญญา 6. ทางการเรียนรู้ และ 7. ทางออทิสติก โดยผลสำรวจสำนักงานสถิติแห่งชาติ-องค์การยูนิเซฟ พบว่าประเทศไทย มีคนพิการประมาณ 3.7 ล้านคน คิดเป็น 5.5% ของประชากรประเทศ มากกว่าครึ่งไม่ได้จดทะเบียนคนพิการ และกว่า 1 ใน 5 ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือ-สวัสดิการจากรัฐ โดยความช่วยเหลือที่คนพิการต้องการมากที่สุดคือ “ผู้ช่วยคนพิการ-กู้ยืมเงินประกอบอาชีพ-ส่งเสริมประกอบอาชีพอิสระ-การปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย-การให้คำแนะนำปรึกษา”

สำหรับผู้พิการที่ได้จดทะเบียนกับรัฐจะได้รับสวัสดิการที่ครอบคลุมกับความต้องการหรือไม่? กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ได้รวบรวมข้อมูลมาให้ทุกท่านได้ทราบ ดังนี้

  1. เงินสงเคราะห์ผู้พิการ คนที่มีบัตรผู้พิการได้รับเงินเบี้ยคนพิการเดือนละ 800 บาท
  2. สิทธิบัตรทองผู้พิการ ครอบคลุมทั้งโรคทั่วไปและโรคเฉพาะทางในสถานพยาบาลของรัฐ  รวมถึงบริการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้พิการ เช่น กายภาพบำบัด กิจกรรมบำบัด การประเมิน/แก้ไขการพูด จิตบำบัด เป็นต้น
  3. สิทธิ์ประกันสังคมผู้พิการ จะได้รับสิทธิ์เหมือนกับผู้ประกันตนทั่วไป 7 กรณี ได้แก่ เจ็บป่วย, คลอดบุตร, สงเคราะห์บุตร (ตั้งแต่แรกเกิด – 6 ขวบ), ว่างงาน, ชราภาพ, ทุพพลภาพ, เสียชีวิต 
  4. ผู้พิการทางการได้ยิน สามารถขอรับบริการล่ามภาษามือในเรื่อง
  • การแพทย์และสาธารณสุข
  • การสมัครงานหรือประสานงานด้านอาชีพ
  • การร้องทุกข์กล่าวโทษหรือเป็นพยาน (ชั้นสอบสวนหรือเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายอื่น)
  • การร่วมประชุม การสัมมนา การฝึกอบรม การเป็นผู้บรรยาย

โดยสามารถติดต่อได้ที่ศูนย์บริการคนพิการประจำจังหวัดหรือชมรม-สมาคมของคนพิการทางการได้ยินประจำจังหวัด

  1. สิทธิ์ในการได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมาย ซึ่งค่าธรรมเนียมต่างๆ ภาครัฐจะเป็นผู้ดูแล รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเช่น ค่าเดินทางของทนาย ค่าถ่ายเอกสารประกอบสำนวน เป็นต้น
  2. สิทธิ์ในการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกของการเข้าใช้สถานที่และบริการ หากพบว่าที่สาธารณะหรืออาคาร สถานที่ ยานพาหนะใดไม่รองรับสำหรับคนพิการ สามารถร้องเรียนได้
  3. สิทธิ์ในการเดินทางคมนาคมการเดินทาง เช่น รถไฟ รถเมล์ รถไฟฟ้าใต้ดินบนดิน โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย และในกรณีการเดินทางโดยเครื่องบินภายในประเทศของการบินไทย จะได้รับส่วนลด 50 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ผู้พิการที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯและปริมณฑลสามารถใช้บริการแท็กซี่สำหรับไปโรงพยาบาล หรือติดต่อราชการและธุระส่วนตัวได้ ติดต่อสอบถามที่ 02-294-6524 ได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 00.00-16.00 น.
  4. คนพิการสามารถเข้าถึงการศึกษาจนถึงระดับปริญญาตรี (ตลอดชีวิต) โดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยรัฐได้จัดให้มีระบบการศึกษาพิเศษสำหรับคนพิการตามโรงเรียน นอกจากนี้ยังสามารถร้องขอให้มีการจัดการศึกษาพิเศษที่บ้านของคนพิการได้อีกด้วย และในกรณีการศึกษาในสถาบันเอกชน อาจต้องสำรองจ่ายและจึงนำมาเบิกได้
  5. คนพิการสามารถยืมอุปกรณ์ทางเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาความสามารถ และศักยภาพ เช่น มือถือ คอมพิวเตอร์ เครื่องช่วยฟัง ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ได้ สามารถติดต่อได้ที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือสำนักงานจังหวัด โดยให้เขียนคำร้องที่สำนักงานสถิติจังหวัด หรือติดต่อผ่านสมาคมคนพิการที่คนพิการสังกัดอยู่

คนพิการก็เหมือนคนทั่วไปที่ต้องได้รับสิทธิ์ และประโยชน์พื้นฐาน เพื่อช่วยให้การใช้ชีวิตประจำวันสะดวกสบาย โดยปัจจุบันทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต่างก็เปิดโอกาสให้คนพิการสามารถทำงาน หรือ เข้ามามีบทบาทกับสังคมมากขึ้น ความพิการจึงไม่ใช่อุปสรรคในชีวิตอีกต่อไป


Content_Fake-News_Cover_1.jpg

น้ำมะนาวโซดารักษามะเร็ง, ไทยมีน้ำมันดิบมากกว่าซาอุฯ, กัญชายาครอบจักรวาล, รังสีไมโครเวฟทำให้เกิดมะเร็ง ฯลฯ เชื่อว่าข้อความเหล่านี้คงเคยผ่านตาทุกท่านบนโซเชียลมีเดียมาแล้ว และแม้มีการออกมาชี้แจงด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ที่เชื่อถือได้แล้วว่า “ไม่จริง” แต่ยังมีคนแชร์ต่อไม่ลดละ

 

การแชร์ข่าวปลอมเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับสังคมมานาน สมัยก่อนเกิดในรูปแบบฟอร์เวิร์ดเมล์ ก่อนปรับรูปแบบมาทางเฟซบุ๊ก ไลน์ มีการเติมวลีต่างๆ ผสมข้อเท็จจริงหรือภาพตัดต่อ ซึ่งในไทยมักปรากฏโดยมีคำว่า “ข่าวด่วน” “ลับสุดยอด” “แชทลับ” “เตือนภัย” “แฉเบื้องลึก” “ความจริงที่ไม่เคยบอก” “เปิดหลักฐานปล้นประเทศ” ฯลฯ ผสมอยู่เพื่อดึงความสนใจ สร้างความรู้สึกร่วม ส่วนใหญ่เกิดขึ้นบนข้อมูล 3 ประเภท

  1. อ้างข้อมูลเคล็ดลับสุขภาพ ผู้แชร์ส่วนใหญ่มักมีเจตนาที่ดีแต่ยังไม่ทราบข้อเท็จจริง ข้อมูลลักษณะนี้จึงมักไปสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้กับแพทย์ พยาบาล เพราะผู้รับสารบางท่านเลือกเชื่อข้อมูลจริงจังจนนำไปโต้แย้ง รวมถึงไม่ยอมรับวิธีรักษาที่ถูกต้องทางการแพทย์ จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ซึ่งมีอุทาหรณ์ให้เห็นมากมาย
  2. การตัดต่อภาพเนื้อหาทางการเมือง ศาสนา ความเชื่อ สร้างความเข้าใจผิด ยั่วยุ สร้างความเกลียดชัง พบมากในยุคที่มีการปะทะเกี่ยวกับความคิดทางการเมืองสูงช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แต่ยังดีที่ทุกวันนี้ภาครัฐมีนโยบายควบคุมเข้มงวดจริงจัง ผ่านการก่อตั้งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (Anti-Fake News Center) ทำให้ปริมาณเริ่มเบาบางลง แต่ก็ยังพบเห็นได้อยู่
  3. ฉวยโอกาส สร้างความตระหนก หรือ หาผลประโยชน์ จากผลกระทบของภัยพิบัติ หรือ เหตุการณ์ในกระแสสังคม

 

จากข้อมูลที่ปรากฏ พบได้ว่าการแชร์ข่าวปลอมข้างต้นส่วนใหญ่จะปรากฏอยู่ในกลุ่มผู้สูงวัย หรือ คนที่มีวัยวุฒิสูง โดยเฉพาะวัยเกษียณที่รวมตัวเป็นไลน์กรุ๊ปบนความเชื่อเดียวกัน มักกลายเป็นเหยื่อของการส่งต่อข้อมูลที่ได้รับทันที หรือ ขาดการไตร่ตรองที่ดี เพราะบางท่านอาจรู้สึกว่าการได้ส่งข้อมูลลักษณะเชื่อได้ว่า “ลับ ด่วน ลึก” จะทำให้ตัวเองดูเป็นคนอินเทรนด์ที่เข้าถึงข้อมูลได้เร็วก่อนใคร

 

สอดคล้องกับข้อมูลจากงานวิจัยของ New York University และ Princeton Universityที่เคยเผยแพร่ผ่านวารสาร Science Advances ว่ากลุ่มคนอายุ 65 ปีขึ้นไป มีพฤติกรรมแชร์ข่าวปลอมถึง 11% เมื่อเทียบกับกลุ่มอายุ 18-29 ปีที่มีสัดส่วนเพียง 3% ทั้งยังมีความถี่ในการแชร์ข่าวปลอมมากกว่ากลุ่มอายุ 45-65 ปีถึง 2 เท่าตัว และมากกว่ากลุ่มคนในวัย 18-29 ปีถึงเกือบ 7 เท่าตัว

 

สิ่งที่น่าสนใจ คือ การแชร์ของกลุ่มนี้โดยเฉพาะผู้นำความคิดที่ได้รับความน่าเชื่อถือในกลุ่ม หรือ สังคมนั้นจะเป็นเสมือน “การช่วยประทับตราความน่าเชื่อ” ส่งผลให้เจ้าตัวกลายเป็นแม่ข่ายที่กระจายแชร์ลูกโซ่ด้านข้อมูลผิดๆ ออกไปโดยไม่สิ้นสุดอย่างไม่รู้ตัว นี่จึงอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การแชร์ข่าวปลอมโดยเฉพาะเกี่ยวกับเคล็ดลับ แฉเบื้องลึกต่างๆ จึงยังไม่ลดลงเสียที

 

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าข่าวปลอม เกิดจากคนสูงวัยเพียงกลุ่มเดียว เพราะหลายครั้งข่าวปลอมเกี่ยวกับบันเทิง กีฬา การเมือง ก็เกิดจากการปล่อยข่าวปั่นกระแสในกลุ่มคนวัยอื่นด้วย เรียกได้ว่าเกิดตามความสนใจแต่ละช่วงวัยนั่นเอง สามารถแบ่งกว้างๆ ดังนี้

 

กลุ่มคนวัยทำงาน อายุ 22 – 55 ปี มักเผชิญกับข่าวปลอมที่มาในลักษณะการสร้างแรงบันดาลใจความสำเร็จ สิทธิประโยชน์ และเรียกร้องความเป็นธรรมต่อสังคม อาทิ การแชร์คำคมที่ตูน บอดี้สแลม และโจอี้บอยไม่เคยกล่าว การตัดต่อบิดเบือนข่าวการเมือง นโยบายรัฐ เอกสารราชการ กรณีตายายเก็บเห็ดแล้วติดคุก วิธีสร้างรายได้ที่แฝงมากับแชร์ลูกโซ่ การแชร์เตือนแอปหน้าแก่ FaceApp ขโมยดูดข้อมูล รวมถึงปล่อยข่าวลือไวรัส โรคระบาดต่างๆ ซึ่งปัญหากลุ่มนี้คล้ายกับกลุ่มสูงวัยนั่นคือ การแชร์ของผู้นำความคิดมีผลมาก

 

กลุ่มเด็กและเยาวชน อายุต่ำกว่า 22 ปี มักเผชิญข่าวปลอมลักษณะข่าวลือดารา เน็ตไอดอล การหลอกลวงสร้างตัวตนของผู้ไม่หวังดี การโฆษณาเกินจริง รวมถึงข่าวปล่อยเพื่อความสนุกส่วนตัวลักษณะที่เป็น Cyber Bully ฯลฯ

 

ดังนั้น ทุกครั้งเมื่อได้รับข่าวสารข้อมูล อย่าเพิ่งรีบเชื่อ ควรตั้งคำถาม ตรวจสอบที่มาให้ถี่ถ้วนก่อนแชร์ ซึ่งสามารถหาข้อมูลอ้างอิงความถูกต้องได้มากมายบนอินเทอร์เน็ต ไม่จำเป็นต้องรีบส่งต่อเสมอไป เพราะการแสดงตนว่ารู้เร็ว รู้ก่อน หรือ จะแชร์ด้วยความหวังดี อาจทำให้กลายเป็น “ท้าวแชร์ข่าวปลอม” โดยไม่รู้ตัว

 


Content_กามนิต_Cover_1.jpg

ข้อน่าคิด จากกามนิต-วาสิฏฐี

  1. ต้นฉบับ เป็นภาษาเยอรมัน หาใช่ภาษาอินเดีย หรือไทย
  2. นิยายอิงหลักคำสอนพุทธศาสนา โดยผู้แต่งชาวเดนมาร์ก
  3. พระพุทธเจ้าให้บทเรียนสอนหญิง และสอนชายในเรื่องของ การหลุดพ้นที่ต่างกัน
  4. “ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์” คือคำสอนที่พระพุทธเจ้า สอนหญิงผ่านวาสิฏฐี
  5. “สวรรค์ – นรกไม่ใช่หนทางสู่ความหลุดพ้น แต่จริงแท้ คือนิพพาน” คือคำสอนที่พระพุทธเจ้า สอนชาย ผ่านกามนิต
  6. บุคคลในนิยายที่มีอยู่จริง คือ พระพุทธเจ้า พระอานนท์ พระสารีบุตร และองคุลีมาล
  7. เหตุการณ์ในเรื่องอิงพุทธประวัติตอนปลาย

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวในหนังสือกามนิต -วาสิฏฐี ที่เชื่อว่าทุกคนคงเคยได้ยินหรือรู้สึกคุ้นเคย

กามนิต-วาสิฏฐี เป็นวรรณกรรมอิงหลักคำสอนพุทธศาสนาที่มีชื่อเสียง ต้นฉบับแต่งเป็นภาษาเยอรมันโดยคาร์ล แอดอล์ฟ เกลเลอโรป นักประพันธ์ชาวเดนมาร์ก เมื่อปี พ.ศ. 2449 และถูกแปลเป็นภาษาไทยโดยเสฐียรโกเศศ–นาคะประทีป ในปี พ.ศ. 2473

เนื้อหาของหนังสือแบ่งออกเป็น 45 บท แบ่งเป็นภาคบนดิน-ภาคสวรรค์ โดยภาคบนดิน เริ่มจากพระพุทธเจ้าเสด็จกลับจากกรุงราชคฤห์ และได้พบกับกามนิตที่บ้านช่างปั้นหม้อ ซึ่งเป็นที่มาของการดำเนินเรื่อง อันเริ่มจากบทสนทนาที่เป็นเรื่องราวความรัก ระหว่างกามนิตกับวาสิฏฐี จนถึงเป้าหมายการเดินทาง ของกามนิตที่ต้องการฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าในเรื่องของการหลุดพ้น หากท้ายสุดแล้วแม้กามนิตจะได้รับข้อธรรมแต่ก็เข้าไม่ถึง เพราะไม่คาดคิดว่าผู้ที่ตนสนทนา คือ พระพุทธเจ้า ทั้งข้อธรรมนั้นขัดกับความเชื่อ และความเข้าใจของตนเอง

ภาคสวรรค์ เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวจากวาสิฏฐีที่เสมือนจิ๊กซอว์เห็นแง่มุมคิดอีกด้าน ทั้งยังสะท้อนหลักธรรมของพุทธศาสนาที่ทำไมถึงมุ่งสอนให้คน “ตั้งอยู่ในความไม่ประมาทและมุ่งสู่นิพพาน”

สุดท้าย ขอสรุปใจความหลัก ๆ ของกามนิต -วาสิฏฐี เผื่อนำไปปรับใช้ได้ อย่างแรก คือ “ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์” เพราะทุกคนเมื่อมีรักมักมีความคาดหวัง และทุกอย่างในชีวิตมักไม่เป็นไปตามคาด ความทุกข์ก็ย่อมตามติด

ประการต่อมา “สุดท้ายแล้ว สวรรค์นรกไม่ใช่จุดหมาย แต่นิพพานคือที่สุด”  โดยท่านพุทธทาสภิกขุ ได้ให้ความหมายของนิพพานว่า เป็นการเย็นลงแห่งไฟกิเลส ไฟกิเลสก็คือ ราคะ โทสะ โมหะ กิเลสทั้งหมดเย็นสนิท จึงจะเรียกว่า “นิพพาน” เปรียบเสมือนชีวิตจริงของเราคือ หากเรามีกิเลสเหล่านี้ ตัวเราก็จะมีแต่ความรุ่มร้อน  ชีวิตไม่มีความสุข หากเราปล่อยวางลงได้ ทุกอย่างก็จะสงบลง จิตใจของเราก็จะคิดแต่สิ่งดี ๆ และ เรื่องดี ๆ และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 


กินอยู่เป็น_ผัดวันประกันพรุ่ง.jpg

ลองสำรวจตัวเองดูกันหน่อยว่า เรามีพฤติกรรม “ผัดวันประกันพรุ่ง” หรือไม่? มาลองดูวิธีที่อาจจะช่วยให้เลิกนิสัยผัดวันประกันพรุ่งกันดีกว่า ว่าต้องเริ่มทำอะไรบ้าง อย่างน้อยก็เพื่อให้การใช้ชีวิตของเราเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำทุกท่านไปดูเรื่องราวของการใช้ชีวิตที่เชื่อว่าทุกคนต้องเคยเป็น ลองถามตัวเองดูว่า คุณเคยไหม? คิดว่าตัวเองมีเวลาเหลือเฟือในการทำสิ่งต่างๆให้เสร็จ คือแทนที่จะทำซะเดี๋ยวนี้เลย ก็ขอเลื่อนออกไปก่อน และท้ายที่สุดกลับต้องมานั่งทำงานภายใต้แรงกดดัน เพื่อให้เสร็จทันภายในเวลาที่เหลือน้อยนิด หากคุณเคยมีพฤติกรรมแบบนี้ แล้วในปัจจุบันยังทำเช่นนี้อยู่ คุณก็คือคนที่ชอบ “ผัดวันประกันพรุ่ง” นั่นเอง

 

แท้จริงแล้ว การผัดวันประกันพรุ่ง เป็นหนึ่งในพฤติกรรมที่เป็นการเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ แต่ที่น่าประหลาดสุดคือ คนเรามีแนวโน้มสูงที่จะผัดวันประกันพรุ่งในเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับตัวเอง และมีบ่อยครั้งซึ่งเป็นเรื่องที่ตัวเองอยากทำมาก เพราะรู้ว่ามันจะช่วยให้บรรลุเป้าหมายหลักในชีวิตได้ แต่ก็ยังเลื่อน จนกระทั่งเลือน และลืมไปในที่สุด

 

เชื่อว่ามีหลายคนอาจผัดวันประกันพรุ่ง จนกลายเป็นนิสัยที่ไม่ดี และมักบอกตัวเองว่า วันนี้ไม่อยากทำงานอย่างนี้ เอาไว้วันหลังค่อยทำก็ได้ นี่ล่ะเท่ากับว่าคุณกำลังหลอกตัวเอง เพราะมันไม่ได้ช่วยให้หลุดพ้นจากความจริงที่ว่า ต้องทำงานนั้นให้เสร็จ แต่มันยิ่งจะทำให้เครียดหนักกว่าเดิม เพราะบางครั้งมีงานรออยู่อีกเพียบที่ต้องทำให้เสร็จ และบางทีก็ไม่อาจคาดเดาได้ว่า จะมีอุปสรรคอะไรเกิดขึ้นบ้างที่ทำให้งานไม่เสร็จตามระยะเวลาที่กำหนด

 

จากการศึกษาพบว่า มีหลายเหตุผลที่ทำให้คนชอบผัดวันประกันพรุ่ง บางคนทำเมื่ออยู่ในสถานการณ์บางอย่าง แต่อีกหลาย ๆ คนทำจนเป็นนิสัยเลยก็ว่าได้ มาดูกันดีกว่าว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้คนเป็นโรคชอบผัดวันประกันพรุ่ง

 

  1. ไม่มีวินัยในการทำงาน : คนพวกนี้ผัดวันประกันพรุ่งในทุก ๆ เรื่อง ชอบทำอะไรแบบไฟลนก้น เมื่อพูดถึงเรื่องความเครียด เขาหรือหล่อนจะมีคำตอบว่า “ฉันทำงานได้ดีที่สุดเมื่อถูกกดดัน” ความจริงแล้ว พวกนี้เป็นคนไม่มีระเบียบวินัย ไม่รู้วิธีจัดลำดับความสำคัญของงานที่ต้องทำก่อนหลัง จะรอจนนาทีสุดท้าย จึงเริ่มต้นทำ

 

  1. กลัวทำไม่สำเร็จ : เมื่อไม่รู้วิธีทำงาน จึงไม่ทำเสียเลย หรือรู้สึกว่าการจะทำงานนั้นให้สำเร็จได้ ต้องใช้เวลาเรียนรู้นาน และไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะเสร็จ จึงเลื่อนออกไปก่อน

 

  1. ทุกอย่างต้องไร้ที่ติ : คนที่ทำอะไรต้องเพอร์เฟกต์ทุกอย่าง พวกนี้ต้องการทำทุกอย่างให้ออกมาดีเลิศ ไร้ที่ติ ซึ่งมิใช่ว่าจะทำไม่ได้ แต่ยากที่จะทำให้สำเร็จได้ภายในเวลาที่กำหนด คนประเภทนี้เมื่อเริ่มต้นทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ก็จะเลื่อนไปเรื่อยๆไม่ทำให้เสร็จ โดยอ้างว่าเพื่อให้งานได้มาตรฐาน อย่างไรก็ตาม มาตรฐานของคนพวกนี้มักไม่เป็นที่ยอมรับของคนอื่นๆ ทำให้คนเจ้าระเบียบทั้งหลาย ต้องเสียเวลาไปกับเรื่องที่ไม่จำเป็น

 

  1. ต้องทำงานที่ไม่ชอบ : งานบางอย่างที่ไม่ชอบ แต่ก็ต้องทำ เช่น จัดแฟ้มเอกสาร เขียนรายงาน ดังนั้น จึงเลื่อนไปเรื่อยๆ โดยหวังว่ามันจะหายไปเอง แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะเมื่อไม่เริ่มต้นทำเสียที งานที่คุณไม่ชอบเหล่านี้ ก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จน ถึงจุดหนึ่งที่ต้องลงมือทำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถึงตอนนั้นก็อาจทำให้ยิ่งหงุดหงิดมากขึ้น

 

ดังนั้น ถ้าเราต้องการรู้วิธีเลิกนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง สิ่งสำคัญคือ ต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่า ทำไมถึงทำเช่นนั้น ทำไมถึงชอบเลื่อน เป็นเพราะขาดแรงจูงใจ หรือเป็นเพราะเบื่อที่จะทำ หรือว่าไม่มีเวลาพอที่จะทำ หรือขาดสมาธิในการทำงาน เมื่อคุณได้คำตอบที่แท้จริงว่าอะไรทำให้เราชอบผัดวันประกันพรุ่ง ต้องเริ่มจัดการแก้ที่สาเหตุเสียก่อน คราวนี้มาลองดูวิธีที่อาจจะช่วยให้เราเลิกนิสัยผัดวันประกันพรุ่งกันดีกว่า ว่าต้องทำอะไรบ้าง กับ 5 วิธีบอกลานิสัยผัดวันประกันพรุ่ง

 

  1. วางแผนการทำงาน : หากคุณมีนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง เนื่องจากไม่มีเวลาทำทุกสิ่งทุกอย่าง ลองจัดตารางเวลาของงานที่ต้องทำ ลิสต์งานที่ต้องทำทุกชิ้นลงกระดาษ เพื่อกระตุ้นว่าต้องทำให้เสร็จภายในเวลาที่กำหนด การจัดตารางเวลาจะช่วยให้รู้ว่าต้องทำอะไรบ้าง และเมื่อทำงานชิ้นใดเสร็จ ให้ใส่เครื่องหมาย x ไว้ วิธีนี้จะทำให้มีกำลังใจที่จะกา x บนงานที่เหลือให้หมด ภายในเส้นตายด้วย

 

  1. แบ่งงานชิ้นใหญ่เป็นชิ้นย่อยๆ : เหตุผลหนึ่งที่คุณขอผัดไว้ก่อน ก็คือ แค่คิดว่ามีงานชิ้นใหญ่ที่ต้องทำ ก็รู้สึกเหนื่อยแล้ว แต่หากซอยงานนั้นให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ ก็จะทำเสร็จได้ง่ายขึ้น และนั่นคือวิธีเริ่มต้นหยุดการผัดวันประกันพรุ่งที่ดี

 

  1. ให้รางวัลตัวเอง : จงให้รางวัลตัวเองทุกครั้งที่ทำงานเสร็จในเวลาที่กำหนด เช่น ไปเดินดูของกับเพื่อน ๆ เมื่อทำงานเสร็จ วิธีนี้จะช่วยให้มีแรงจูงใจที่จะทำงานทั้งหมดให้เสร็จตามกำหนด

 

  1. คิดในแง่บวก : หลายครั้งที่คุณไม่อยากเริ่มทำงาน เพราะมัวแต่คิดในแง่ร้ายว่างานนั้นยาก หรือทำได้ไม่ดี หรือน่าเบื่อ เมื่อไม่แน่ใจว่าตัวเองจะทำงานนั้นได้ ก็มักจะลงเอยที่การเลื่อนออกไป ดังนั้น ควรบอกกับตัวเองว่า คุณสามารถทำได้ อย่าบอกตัวเองว่า คุณเป็นคนชอบผัดผ่อน แต่จงบอกว่า คุณเป็นคนทำงานสำเร็จได้ ข้อสำคัญคือต้องเปลี่ยนวิธีมองตัวเองและงานที่อยู่ในมือ และฝึกการคิดในแง่บวกให้มาก ๆ

 

  1. ลงมือทำเดี๋ยวนี้ : อย่าทิ้งตารางการทำงานของคุณไว้บนโต๊ะเฉย ๆ ลงมือทำทันที และต้องทำอย่างมีสมาธิ ลองให้เวลาตัวเองสัก 5-10 นาที แล้วคุณจะเชื่อว่า ตัวเองสามารถทำงานให้สำเร็จได้จริง ๆ

 

บอกได้เลยว่า การบอกลานิสัยผัดวันประกันพรุ่ง ไม่ยากอย่างที่คิดเลย และเป็นสิ่งที่ควรจะทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะทำให้คุณคลายเครียดในการทำงานแล้ว ยังช่วยให้มีความสุขในชีวิตมากขึ้นอีกด้วย ใครที่ยังมีพฤติกรรมการผัดวันประกันพรุ่งอยู่ เปลี่ยนพฤติกรรมนี้ซะ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


กินอยู่เป็น_Content.jpg

ดอกไม้หลายชนิดที่นำมาปลูกประดับตามบ้านเรือนอย่างที่เห็นกันทุกวันนี้นอกจากเพื่อความสวยงามแล้ว ทราบหรือไม่ว่า…บางชนิดยังสามารถดัดแปลงทำเป็นอาหาร หรือ ขนม รับประทานได้ ทั้งยังมีประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะดอกไม้แต่ละชนิดมีคุณประโยชน์และสรรพคุณทางยาที่แตกต่างกันออกไป เรียกว่าไม่ได้สวยแต่รูป กินก็ได้ ประโยชน์ก็มี แบบนี้จะไม่ลองหามาทานได้อย่างไร

กินอยู่เป็น 360 องศาของการใช้ชีวิต ขอแนะนำเมนูขนมจากดอกไม้ที่ทำง่ายแต่หาทานยาก อย่าง “ขนมดอกโสน” ขนมไทยพื้นบ้านที่หลายคนอาจไม่รู้จัก…

โสน” ชื่อนี้มีที่มา

โสนเป็นพันธุ์ไม้ล้มลุกมักเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ริมคลอง หนองน้ำ มีดอกเป็นช่อสีเหลือง พร้อมกลิ่นหอมเฉพาะตัวติดจมูก รสชาติออกหวานเล็กน้อย สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายเมนู เช่น ลวกจิ้มน้ำพริกใส่แกงส้ม ผัดใส่ไข่ หรือไข่เจียวดอกโสน หรือจะเอามาทำเป็นขนมก็ได้เช่นกัน

อีกทั้งดอกโสนยังเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และมีจารึกในประวัติศาสตร์ว่า เมื่อครั้งก่อกรุงศรีอยุธยาตั้งเป็นราชธานีนั้น พระเจ้าอู่ทองได้ปักหลักสร้างเมืองสร้างพระราชวังใหม่ที่ตำบลหนองโสน (ปัจจุบันเรียกว่า บึงพระราม) ณ วันศุกร์ ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 5 ปีขาล โทศก จุลศักราช 712 ขณะพระเจ้าอู่ทองได้ทรงก่อตั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีนั้นทอดพระเนตรเห็นดอกโสนออกดอกเหลืองอร่าม คล้ายทองคำสะพรั่งตา จึงได้มีพระราชดำรัสตั้งดอกโสนให้เป็นดอกไม้ประจำเมืองมาจนถึงปัจจุบัน

หวานน้อย แต่สรรพคุณมาก

ดอกโสนให้ธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัสบำรุงกระดูกบำรุงสมอง มีเหล็กบำรุงเลือด ให้วิตามินเอ วิตามินบี 1 บี 2 และวิตามินซี และจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า ดอกโสนมีสารเควอเซทินไกลโคไซด์ ซึ่งเป็นสารที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ชะลอความเสื่อมของเซลล์ และลดโอกาสของการเกิดโรคมะเร็งให้น้อยลงหากได้รับอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนอกจากสรรพคุณทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถพิสูจน์ได้แล้วนั้น ทางแพทย์แผนไทย กล่าวว่า ด้วยรสจืดเย็นของดอกโสนจะช่วยแก้พิษไข้ได้ ถือว่าเป็นดอกไม้ที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์ต่อร่างกาย

เล่าถึงที่มาและสรรพคุณของดอกโสนกันพอสมควรแล้ว ชวนมาลงมือทำกันเลยดีกว่า

การเตรียมวัตถุดิบนั้นไม่ใช่เรื่องยาก มีเพียงไม่กี่อย่าง คือ ดอกโสน แป้งข้าวเจ้า แป้งมัน น้ำตาลปี๊บหรือน้ำตาลทรายแดง น้ำมะพร้าว และเนื้อมะพร้าวที่ขูดแล้ว พอได้วัตถุดิบครบแล้วก็มาสู่ขั้นตอนการทำ

  1. เตรียมดอกโสนนำดอกโสนที่เด็ดแล้วล้างน้ำ ต้องเบามือสักหน่อยระวังช้ำ เสร็จแล้วก็ผึ่งให้สะเด็ดน้ำในภาชนะที่เตรียมไว้
  2. ร่อนแป้ง: ผสมแป้งข้าวเจ้าและแป้งมันให้เข้ากันตามอัตราส่วน ที่เหมาะสมใช้กระชอนร่อนแป้งลงในภาชนะที่เตรียมไว้ ระหว่างนั้นนำดอกโสนที่ผึ่งไว้จนแห้งไปผสม และค่อยๆ เติมน้ำมะพร้าวเข้าด้วยเพื่อให้แป้งเกาะตัวติดกับดอกโสน
  3. นึ่ง: นึ่งในหวดที่ใช้สำหรับนึ่งข้าวเหนียวประมาณ 10-15 นาที
  4. คลุกน้ำตาล: นำขนมดอกโสนที่นึ่งเสร็จแล้ว มาจัดวางใส่ภาชนะที่สวยงาม เติมน้ำตาลปี๊บหรือน้ำตาลทรายแดง ตามความชอบใจ ปิดท้ายด้วยเนื้อมะพร้าวที่เตรียมไว้ถือเป็นอันเสร็จ

ความอร่อยจากธรรมชาติใกล้ตัว สามารถรังสรรค์ได้ด้วยสองมือเรา นี่แหละวิถีกินอยู่เป็น 360 องศาของการใช้ชีวิต

 

ขอบคุณที่มาข้อมูล

บทความดอกโสนบ้านนา : นิตยสารหมอชาวบ้าน เขียนโดย รศ.ดร.กรณ์กาญจน์ ภมรประวัติธนะ


กินอยู่เป็น_พญานาคศรัทธา.jpg

บั้งไฟพญานาค…มหัศจรรย์แห่งลุ่มน้ำโขง ที่เกิดขึ้นทุกปีในวันออกพรรษา ตามตำนาน บอกว่า วันออกพรรษาซึ่งเป็นวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พญานาคแห่งแม่น้ำโขงต่างชื่นชมยินดี จึงเฮ็ด หรือ จุดบั้งไฟถวายการเสด็จกลับของพระพุทธเจ้า กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต มีบทความเกี่ยวกับเรื่องความเชื่อ ความศรัทธา ในบั้งไฟพญานาค ของดร.ศศดิศ ชูชนม์ มาฝากกันอีกตามเคย

ลูกไฟ สีแดงอมชมพู ไม่มีเสียงไม่มีควัน ไม่มีเปลว พวยพุ่งขึ้นจากกลางแม่น้ำโขง หลายสิบลูกบ้าง นับร้อยลูกบ้าง แตกต่างกันไปในแต่ละปี เป็นสิ่งเร้นลับที่ยังหาคำตอบไม่ได้ ว่าเกิดจากพญานาคผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ หรือ เกิดจากฝีมือมนุษย์กันแน่

ความแปลกประหลาดของบั้งไฟพญานาค คือ เป็นลูกไฟที่ไม่โค้งและไม่ตกลงมา เหมือนพลุตะไลไฟพะเนียงทั่วไป แต่จะดับกลางอากาศ

ผู้คนที่อาศัยอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำโขง โดยเฉพาะในเขตอำเภอโพนพิสัย จ.หนองคาย เห็นลูกไฟแบบนี้มาตั้งแต่รุ่นปู่ ย่า ตา ยาย ตั้งแต่เกิดจนโต

จุดที่เกิดบั้งไฟพญานาคทุกปี บ่อยที่สุด คือ บริเวณค่าย ตชด. (อ่างปลาบึก), วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่, ท่าน้ำวัดหลวง ต.วัดหลวง เรื่อยลงไปจนถึง เขตบ้านน้ำเป กิ่งอ.รัตนวาปี จนกลายเป็นความเชื่อว่า ในบริเวณนั้นด้านบนเป็นเมืองมนุษย์ ส่วนด้านล่างเป็นเมืองบาดาล

เชื่อกันว่าในเขต อ.โพนพิสัย นั้น ด้านบนเป็นเมืองมนุษย์ ส่วนด้านล่างใต้พื้นดินเป็นเมืองบาดาลมีทางเชื่อมต่อระหว่าง เมืองมนุษย์กับเมืองบาดาล ถือเป็นเมืองหน้าด่านของเมืองพญานาค ส่วนเมืองหลวงนั้น อยู่บริเวณแก่งอาฮง

 

อ.บึงกาฬ

อาจเป็นเพราะ “แก่งอาฮง”…หรือ สะดือแม่น้ำโขง คือ จุดที่ลึกที่สุดของแม่น้ำโขง

บางตำนาน บอกว่า แม่น้ำโขงกับพญานาคมีสายสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก ในตำนานผาแดง นางไอ่ กล่าวถึงท้าวพังคี พญานาคผู้ครองเมืองบาดาล ซึ่งแปลงร่างเป็นกระรอกเผือก เพื่อมายลโฉมของนางไอ่คำ

ในตำนาน กล่าวถึงบรรพชนของ “ท้าวพังคี” ก่อนที่จะมาอยู่ในแม่น้ำโขง เคยอยู่เมืองหนองแส ซึ่งมีทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ ยาวกว่า 40 กิโลเมตร มาก่อน สันนิษฐานว่า หนองแส น่าจะเป็นบริเวณทะเลสาบเอ่อไห่ ในมณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ในปัจจุบัน

ในตำนานผาแดง นางไอ่ กล่าวถึง พญานาคสองสหายแบ่งกันปกครอง พญานาคราชศรีสุทโธ ปกครองครึ่งหนึ่ง และ พญานาคสุวรรณโค ปกครองอีกครึ่งหนึ่ง มีบริวารฝ่ายละ 5,000 ตนเท่ากัน

ต่อมาทั้งสองแตกคอกัน ด้วยเรื่องการแบ่งสรรปันส่วนอาหาร โดยพญานาคศรีสุทโธ สามารถล้มช้างได้หนึ่งตัว เมื่อล้มช้างได้ก็จัดแบ่งเนื้อช้างไปให้พญานาคสุวรรณนาโคครึ่งตัว พร้อมกับนำขนช้างไปให้ดูเป็นหลักฐาน พญานาคพร้อมทั้งบริวารทั้งสองฝ่ายได้กินเนื้อช้างอย่างอิ่มหมีพีมัน

ต่อมา พญานาคสุวรรณโค  ซึ่งมีนิสัยคิดละเอียดถี่ถ้วน  อ่อนโยนเยือกเย็นเมื่อได้กินเนื้อช้างที่สหายมอมให้ก็รู้สึกอิ่มเอม และคาดหวังว่าตนเองจะสามารถหาอาหารที่มีจำนวนมาก ที่มีคุณค่าเท่าเทียมกับเนื้อช้างมามอบให้สหายได้เช่นกัน

แต่ด้วยความที่พญานาคสุวรรณโค เป็นพญานาคที่ไม่เด็ดเดียว ไม่กล้าตัดสินใจจึงล่าสัตว์ได้เพียงเม่นตัวเล็กๆ แต่ก็คิดว่า สิ่งที่ตนเองล่าได้นั้น มีค่ามากแล้ว จึงแบ่งเนื้อเม่นให้พญานาคศรีสุทโธ ครึ่งหนึ่ง พร้อมทั้งนำขนเม่นมาให้ดูด้วย แต่เพราะเม่นตัวเล็กกว่าช้าง เนื้อจึงมีนิดเดียว แต่ขนกับใหญ่กว่าขนช้าง พญานาคราชศรีสุทโธไม่เคยเห็นตัวเม่นมาก่อน เมื่อเปรียบเทียบขนเม่นกับขนช้าง  จึงคิดว่า ขนช้างเส้นนิดเดียวตัวยังใหญ่ขนาดนี้ แล้วขนเม่นใหญ่ขนาดนี้ ตัวจะใหญ่ขนาดไหน เม่นน่าจะต้องใหญ่กว่าช้างแน่นอน

เมื่อคิดดังนั้น จึงกล่าวกับ พญานาคสุวรรณโค ว่า “สหายดีกับเราจริงหรือ ดูสิเราเคยแบ่งช้างให้ครึ่งตัว เนื้อมากกองเท่าภูเขาเลากา แต่ทำไม่สหายแบ่งเนื้อเม่นให้เรานิดเดียว”  จึงให้เสนาอำมาตย์นำเนื้อเม่นที่ได้รับไปคืนพญานาคสุวรรณนาโคพร้อมกับฝากบอกว่า

“เราไม่ขอรับอาหารส่วนแบ่งที่ไม่เป็นธรรม จากเพื่อนที่ไม่ซื่อสัตย์”

พญานาคสุวรรณนาโค  ได้ยินดังนั้นจึงรีบเดินทางไปพบพญานาคราชศรีสุทโธเพื่อชี้แจงให้ทราบว่า  ขนเม่นแม้นจะใหญ่โตแต่ตัวมันเล็กนิดเดียว  และเนื้อเม่นนี้เป็นเนื้อที่กินอร่อยกว่าเนื้อสัตว์ใดๆ  ขอให้เพื่อนรับเนื้อเม่นไว้เป็นอาหารเถิด  แต่พูดเท่าไร  พญานาคราชศรีสุทโธ  ซึ่งมีความโกรธตั้งแต่เห็นเนื้อเม่นเป็นทุนเดิม จึงสั่งให้บริวารไพร่พลทหารรุกรบทันที

พญานาคทั้งสองตนรบกันนานถึง 7 วัน 7 เดือน 7 ปี จนต้องมีคนกลางมาหย่าศึก…และกลายเป็นตำนานการสร้างแม่น้ำโขง มหานทีสีทันดร และ แม่น้ำน่าน….ในกาลต่อมา….!!!

 


กินอยู่เป็น_พญานาค_.jpg

หากกล่าวถึงพญานาค ล้วนมีเรื่องราวและความเชื่อที่แตกต่างกัน เล่าต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ไม่ว่าจะเป็นประเพณีบั้งไฟพญานาค หรือแม้แต่ปีนักษัตรตามราศี อย่างปีมะโรงที่สื่อถึง ความลึบลับ ทรงพลัง อำนาจของพญานาค กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต มีบทความเกี่ยวกับเรื่องพญานาคของ ดร.ศศดิศ ชูชนม์ มาฝากกัน

 

ม่ใช่แค่แม่น้ำโขงหรอก ที่มี “พญานาค”

คำบอกเล่าถึงเรื่องราวของพญานาค ถูกส่งผ่านต่อกันมาหลายชั่วอายุนับพันๆปี ถ้าลองสืบค้นเรื่องราวของพญานาค ที่เก่าแก่ที่สุด น่าจะเป็นข้อมูลที่ระบุว่า พญานาค..มีต้นกำเนิดมาจากอินเดียใต้ ซึ่งเป็นป่าและมีงูชุกชุม ความมีพิษและความดุร้ายของงู ..กลายมาเป็นการสั่งสมความเชื่อในเรื่องของอำนาจ และ ความเร้นลับ

 

ถ้าคุณเดินทางไปอินเดียตอนใต้ การกราบไหว้งู  กราบไหว้เทวรูปงู และ การเป่าปี่เรียกงู ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของผู้คนในดินแดนแถบนี้ พวกเขาเชื่อว่า “งู” เป็นสัตว์ในป่าหิมพานต์ ที่มีความศักดิ์สิทธิ์

ส่วนนาค หรือ พญานาค คือ พญาแห่งงูใหญ่ ที่มีหงอน เป็นสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ ความอุดมสมบูรณ์ ความมีวาสนา เป็นสัญลักษณ์ของบันไดสายรุ้งสู่จักรวาล และ เทพเจ้าแห่งท้องน้ำ

 

จากอินเดียใต้ ความเชื่อเรื่อง..นาค และ พญานาค แผ่ขยายไปยังภูมิภาคต่างๆทั่วทวีปเอเชีย เรื่องราวของพญานาค ปรากฏทั้งในเทพนิยาย ตำนานพื้นบ้าน วรรณกรรม หรือ แม้แต่เรื่องราวในมหากาพย์ภารตยุทธและพุทธประวัติ ในมหากาพย์มหาภารตะ พญานาค เป็นปรปักษ์ของพญาครุฑ ส่วนในตำนานพุทธประวัติ ก็เล่าถึงพญานาคไว้หลายครั้ง แต่ที่มีการกล่าวถึงมากที่สุด คือ เมื่อครั้งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมอันเป็นเครื่องดับทุกข์แล้วนั้น พระองค์ได้เสด็จไปยังเมืองต่างๆ เพื่อแสดงธรรมเทศนาโปรดเหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย

 

ครั้งหนึ่ง เมื่อพระพุทธองค์ เสด็จออกจากร่มไม้อธุปปาลนิโครธ ไปยังร่มไม้จิกชื่อ ทรงนั่งเสวยวิมุตติสุข อยู่ 7 วัน คราวเดียวกันนั้นมีฝนตกพรำๆ ประกอบไปด้วยลมหนาวตลอด 7 วัน ได้มีพญานาค “มุจลินทร์” เข้ามาวงด้วยขด 7 รอบพร้อมกับแผ่พังพานปกพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อป้องกันลมและฝนมิให้ถูกพระวรกาย หลังจากฝนหายแล้ว พญานาคมุจลินทร์ ได้คลายขนดออก และแปลงเพศเป็นมานพมายืนเฝ้าที่เบื้องพระพักตร์ ด้วยความศรัทธาอย่างแรงกล้า

 

ความเชื่อดังกล่าวทำให้ชาวพุทธสร้างพระพุทธรูปปางนาคปรก เป็นสัญลักษณ์ ว่า พญานาค คือ เทวดาแปลงกายมาเพื่อปกป้องพระบรมศาสดา 

 

ชาวฮินดูถือว่า พญานาคเป็นผู้ใกล้ชิดกับเทพองค์ต่างๆ เป็นเทพเจ้าแห่งน้ำ เช่น อนันตนาคราช ที่เป็นบัลลังก์ของพระนารายณ์ตรงกับความเชื่อของลัทธิพราหมณ์ ที่เชื่อว่า นาค เป็นเทพแห่งน้ำ จนเกิดเป็นตำนาน “นาคให้น้ำ”เช่น ถ้าปีนี้ นาค ให้น้ำ 1 ตัว แปลว่า น้ำจะมาก ท่วมพื้นที่ทำการเกษตร ไร่นา แต่ถ้าปีใด นาคให้น้ำ 7 ตัว น้ำจะน้อย เป็นที่น่าสังเกตว่า ตัวเลขนาคให้น้ำจะกลับกันกับเหตุการณ์ เนื่องจาก ถ้านาคให้น้ำ 7 ตัว น้ำจะน้อยเพราะนาคกลืนน้ำไว้ ฯลฯ

ตำนานและความเชื่อเรื่องพญานาค…ในโลกฝั่งตะวันออก นาค ..คือ ความศักดิ์สิทธิ์ ศรัทธา ความอุมสมบูรณ์ เป็นเทพเจ้า แต่ในโลกฝั่งตะวันตก  นาค..คือ สัญญะของกิเลส ความชั่วร้าย และ ตัณหา

แต่ไม่ว่าเราจะเชื่ออย่างไร สิ่งสำคัญที่สุด คือ “พญานาค” น่าจะมีอยู่จริง….!!!

 


กินอยู่เป็น_Content_ก๋วยเตี๋ยวหลอด.jpg

หากพูดถึงเมนูอาหารประเภทก๋วยเตี๋ยวเชื่อว่าต้องมีเมนู “ก๋วยเตี๋ยวหลอดทรงเครื่อง” รวมอยู่ในนั้นด้วย เมนูอาหารเส้นที่มีรสชาติอร่อย อัดแน่นด้วยเครื่องเคียง แถมยังดีต่อสุขภาพ เพราะให้โปรตีนและไขมันค่อนข้างน้อย ราคาสบายกระเป๋า มีเงินไม่ถึงร้อยบาทก็ซื้อกินได้ แต่หากจะทำรับประทานกันในครอบครัว กินอยู่เป็น 360 องศาของการใช้ชีวิต ก็มีเคล็ดลับการทำก๋วยเตี๋ยวหลอดทรงเครื่องแบบง่ายๆ มาฝากกัน

ส่วนผสมหาง่าย ทำก็ง่ายเช่นกัน

ส่วนผสมของก๋วยเตี๋ยวหลอดทรงเครื่องสามารถหาได้ง่ายๆ ตามท้องตลาดทั่วไป เริ่มจาก เส้นใหญ่สำเร็จรูปสำหรับทำก๋วยเตี๋ยวหลอด เห็ดหอม  กุ้งฝอย หมูสับ หมูกรอบสามชั้น เต้าหู้แข็ง หัวไชโป๊ว ถั่วงอก ผักชีต้นหอม พริกไทยป่น กระเทียม น้ำมันพืช น้ำตาลปี๊บ และน้ำตาลทรายแดง เมื่อเตรียมส่วนผสมทั้งหมดนี้เรียบร้อยแล้ว เตรียมอุปกรณ์ทำกันได้เลย

วิธีทำนั้นง่ายแสนง่าย ไม่ยากอย่างที่ใจคิด มีเพียงสามขั้นตอนดังต่อไปนี้ “ผัดเครื่อง นึ่งเส้น เตรียมน้ำซอส”

  1. ผัดเครื่อง: นำน้ำมันใส่กระทะพอประมาณ ตามด้วยกระเทียมที่โขลกพร้อมรากผักชี เต้าหู้ หมูสามชั้นกรอบ กุ้งสด เห็ดหอมที่หั่นแช่น้ำจนนิ่มแล้ว หัวไชโป๊วสับ ซอสปรุงรส น้ำตาลทราย ตบท้ายด้วยพริกไทย ผัดให้เข้ากันจนได้กลิ่นหอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน ตักใส่ภาชนะพักรอไว้ก่อน แล้วมาเตรียมทำขั้นต่อไป

เคล็ดไม่ลับ : วิธีเลือกหัวไชโป๊วแนะนำให้ซื้อเป็นหัวมาเลยจะดีกว่า นำมาสับอย่างละเอียดเองที่บ้านเพราะจะได้ระวังเรื่องความสะอาด

  1. นึ่งเส้น: ตั้งน้ำให้เดือดพอประมาณ นำเส้นก๋วยเตี๋ยวหลอดที่เตรียมไว้ไปนึ่งระยะเวลาประมาณ 20 นาที ในขณะที่นึ่งสามารถนำถั่วงอกไปนึ่งร่วมกันได้ตามสะดวก รอจนเส้นนิ่มเป็นอันเสร็จ
  2. เตรียมน้ำซอสหรือซีอิ๊วหวาน: ใช้น้ำตาลปี๊บกับน้ำตาลทรายเคี้ยวให้เข้ากันจนเป็นเนื้อเดียว เท่านี้ก็ได้ซอสที่มีรสชาติไม่เหมือนใครเอาไว้ทานคู่กับก๋วยเตี๋ยวหลอดช่วยให้อร่อยมากขึ้น

เคล็ดไม่ลับ : เวลาเคี่ยวอย่าให้สีออกดำมาก เพราะถ้าดำมากรสชาติจะขมฝาดลิ้น ควรเคี่ยวจนมีลักษณะยืดคล้ายยางมะตูมอ่อนๆ ถึงจะใช้ได้

เมื่อเสร็จจากขั้นตอนต่างๆแล้ว ถึงคราวจัดจานวางเส้น เติมเครื่องที่ผัดไว้ ตบท้ายด้วยการเติมซอสซีอิ๊วหวาน หรือหากใครจะปรุงรสเพิ่มเผ็ดเค็มก็ได้เอาที่ใจชอบ แค่นี้ก็อิ่มอร่อยไปกับเมนูก๋วยเตี๋ยวหลอดทรงเครื่องฉบับบ้านๆ ตามสไตล์กินอยู่เป็น 360 องศาของการใช้ชีวิต


kinyupen_ปกเนื้อหา.jpg

พะโล้เมนูขวัญใจของใครหลายคนรับประทานได้ทุกเพศทุกวัย ด้วยกลิ่นหอมที่ชวนรับประทานและรสชาติอร่อยถูกปาก ทั้งยังมีวิธีทำที่ไม่ซับซ้อน สามารถทำเก็บไว้ทานได้หลายมื้อ  ยิ่งเคี่ยวบ่อยรสชาติยิ่งอร่อยเพิ่มขึ้น

 

โดยปกติแล้วพะโล้จะมีเครื่องเทศจีนเป็นตัวชูโรงหลัก สร้างกลิ่นหอม แถมด้วยเนื้อหมู ไข่ เต้าหู้ ผสมผสานเกิดเป็นความอร่อยที่ลงตัวแต่เพื่อให้เข้ากับเทศกาลกินเจ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเมนู พะโล้เจ จากวัตถุดิบย่านตลาดเก่าเยาวราชที่ไปช้อปกันมาจากคราวที่แล้ว พร้อมแล้วไปเข้าครัวกันเลย…

 

ส่วนผสมหลักแบบเจๆ คือ เต้าหู้ เห็ดหอม หมี่กึงแบบไส้หมู น้ำมันพืชเจ ซอสหอยนางรมแบบเจ เกลือป่น  น้ำตาลปี๊บ ซีอิ๊วขาว ซีอิ๊วดำ เครื่องเทศ และพริกไทย

 

กรรมวิธีสำคัญ…เคล็ดไม่ลับฉบับคนทำครัว มีขั้นตอน ดังนี้ คือ “ทอดเต้าหู -ผัดเห็ดหอม-เคี่ยวซีอิ๊ว-จัดแจงส่วนผสม-ยกเสิร์ฟ”

 

1.ทอดเต้าหู้: นำเต้าหู้ที่หั่นเป็นชิ้นพอดีคำลงไปทอดในกระทะตั้งไฟระดับปานกลาง เต้าหู้จะสุกง่าย ถ้าทอดทิ้งไว้นาน ระวังไหม้ ให้สังเกตว่าถ้าเต้าหู้มีสีเหลืองทองต้องยกขึ้นกระทะทันที

 

2.ผัดเห็ดหอม: นำเห็ดหอมที่แช่น้ำแล้วมาผัดใส่น้ำมันเล็กน้อย ผัดจนได้กลิ่นของเห็ดหอมแตะจมูก

 

3.เคี่ยวซีอิ๊วดำ: นำน้ำตาลทรายแดงกับน้ำตาลปี๊บเคี่ยวไฟระดับอ่อน ๆ เติมน้ำสะอาดเล็กน้อย เคี่ยวไปเรื่อย ๆ จนเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ ก็จะได้ซีอิ๊วสูตรใหม่ ไร้กลิ่นเหม็นคาว

4.จัดแจงส่วนผสม: เติมน้ำแช่เห็ดหอมในหม้อ นำส่วนผสมทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นหมี่กึง เต้าหู้ ลงหม้อ ตั้งไฟระดับกลาง พอเดือดให้ใส่เครื่องปรุงทั้งหมดลงไป คนทุกอย่างให้เข้ากัน ชิมรสตามใจชอบ พร้อมยกเสิร์ฟ เสร็จไปหนึ่งมื้อแบบง่าย ๆ สไตล์คนกินเจ

 

เทศกาลเจปีนี้ คุณสามารถเปลี่ยนแปลงเมนูที่ตามปกติปรุงรสด้วยเนื้อสัตว์ ให้ไร้เนื้อสัตว์ได้ ด้วยการหาวัตถุดิบเจ ที่ปัจจุบันนี้มีให้เลือกซื้ออย่างหลากหลาย สำหรับวันนี้ทีมงานกินอยู่เป็นขอให้ทุกท่านอิ่มบุญ ไปกับอาหารเจ

 

ดูขั้นตอนการทำเพิ่มเติมได้ที่่ :