Now thing

กินอยู่เป็น_พญานาคศรัทธา.jpg

บั้งไฟพญานาค…มหัศจรรย์แห่งลุ่มน้ำโขง ที่เกิดขึ้นทุกปีในวันออกพรรษา ตามตำนาน บอกว่า วันออกพรรษาซึ่งเป็นวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พญานาคแห่งแม่น้ำโขงต่างชื่นชมยินดี จึงเฮ็ด หรือ จุดบั้งไฟถวายการเสด็จกลับของพระพุทธเจ้า กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต มีบทความเกี่ยวกับเรื่องความเชื่อ ความศรัทธา ในบั้งไฟพญานาค ของดร.ศศดิศ ชูชนม์ มาฝากกันอีกตามเคย

ลูกไฟ สีแดงอมชมพู ไม่มีเสียงไม่มีควัน ไม่มีเปลว พวยพุ่งขึ้นจากกลางแม่น้ำโขง หลายสิบลูกบ้าง นับร้อยลูกบ้าง แตกต่างกันไปในแต่ละปี เป็นสิ่งเร้นลับที่ยังหาคำตอบไม่ได้ ว่าเกิดจากพญานาคผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ หรือ เกิดจากฝีมือมนุษย์กันแน่

ความแปลกประหลาดของบั้งไฟพญานาค คือ เป็นลูกไฟที่ไม่โค้งและไม่ตกลงมา เหมือนพลุตะไลไฟพะเนียงทั่วไป แต่จะดับกลางอากาศ

ผู้คนที่อาศัยอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำโขง โดยเฉพาะในเขตอำเภอโพนพิสัย จ.หนองคาย เห็นลูกไฟแบบนี้มาตั้งแต่รุ่นปู่ ย่า ตา ยาย ตั้งแต่เกิดจนโต

จุดที่เกิดบั้งไฟพญานาคทุกปี บ่อยที่สุด คือ บริเวณค่าย ตชด. (อ่างปลาบึก), วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่, ท่าน้ำวัดหลวง ต.วัดหลวง เรื่อยลงไปจนถึง เขตบ้านน้ำเป กิ่งอ.รัตนวาปี จนกลายเป็นความเชื่อว่า ในบริเวณนั้นด้านบนเป็นเมืองมนุษย์ ส่วนด้านล่างเป็นเมืองบาดาล

เชื่อกันว่าในเขต อ.โพนพิสัย นั้น ด้านบนเป็นเมืองมนุษย์ ส่วนด้านล่างใต้พื้นดินเป็นเมืองบาดาลมีทางเชื่อมต่อระหว่าง เมืองมนุษย์กับเมืองบาดาล ถือเป็นเมืองหน้าด่านของเมืองพญานาค ส่วนเมืองหลวงนั้น อยู่บริเวณแก่งอาฮง

 

อ.บึงกาฬ

อาจเป็นเพราะ “แก่งอาฮง”…หรือ สะดือแม่น้ำโขง คือ จุดที่ลึกที่สุดของแม่น้ำโขง

บางตำนาน บอกว่า แม่น้ำโขงกับพญานาคมีสายสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก ในตำนานผาแดง นางไอ่ กล่าวถึงท้าวพังคี พญานาคผู้ครองเมืองบาดาล ซึ่งแปลงร่างเป็นกระรอกเผือก เพื่อมายลโฉมของนางไอ่คำ

ในตำนาน กล่าวถึงบรรพชนของ “ท้าวพังคี” ก่อนที่จะมาอยู่ในแม่น้ำโขง เคยอยู่เมืองหนองแส ซึ่งมีทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ ยาวกว่า 40 กิโลเมตร มาก่อน สันนิษฐานว่า หนองแส น่าจะเป็นบริเวณทะเลสาบเอ่อไห่ ในมณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ในปัจจุบัน

ในตำนานผาแดง นางไอ่ กล่าวถึง พญานาคสองสหายแบ่งกันปกครอง พญานาคราชศรีสุทโธ ปกครองครึ่งหนึ่ง และ พญานาคสุวรรณโค ปกครองอีกครึ่งหนึ่ง มีบริวารฝ่ายละ 5,000 ตนเท่ากัน

ต่อมาทั้งสองแตกคอกัน ด้วยเรื่องการแบ่งสรรปันส่วนอาหาร โดยพญานาคศรีสุทโธ สามารถล้มช้างได้หนึ่งตัว เมื่อล้มช้างได้ก็จัดแบ่งเนื้อช้างไปให้พญานาคสุวรรณนาโคครึ่งตัว พร้อมกับนำขนช้างไปให้ดูเป็นหลักฐาน พญานาคพร้อมทั้งบริวารทั้งสองฝ่ายได้กินเนื้อช้างอย่างอิ่มหมีพีมัน

ต่อมา พญานาคสุวรรณโค  ซึ่งมีนิสัยคิดละเอียดถี่ถ้วน  อ่อนโยนเยือกเย็นเมื่อได้กินเนื้อช้างที่สหายมอมให้ก็รู้สึกอิ่มเอม และคาดหวังว่าตนเองจะสามารถหาอาหารที่มีจำนวนมาก ที่มีคุณค่าเท่าเทียมกับเนื้อช้างมามอบให้สหายได้เช่นกัน

แต่ด้วยความที่พญานาคสุวรรณโค เป็นพญานาคที่ไม่เด็ดเดียว ไม่กล้าตัดสินใจจึงล่าสัตว์ได้เพียงเม่นตัวเล็กๆ แต่ก็คิดว่า สิ่งที่ตนเองล่าได้นั้น มีค่ามากแล้ว จึงแบ่งเนื้อเม่นให้พญานาคศรีสุทโธ ครึ่งหนึ่ง พร้อมทั้งนำขนเม่นมาให้ดูด้วย แต่เพราะเม่นตัวเล็กกว่าช้าง เนื้อจึงมีนิดเดียว แต่ขนกับใหญ่กว่าขนช้าง พญานาคราชศรีสุทโธไม่เคยเห็นตัวเม่นมาก่อน เมื่อเปรียบเทียบขนเม่นกับขนช้าง  จึงคิดว่า ขนช้างเส้นนิดเดียวตัวยังใหญ่ขนาดนี้ แล้วขนเม่นใหญ่ขนาดนี้ ตัวจะใหญ่ขนาดไหน เม่นน่าจะต้องใหญ่กว่าช้างแน่นอน

เมื่อคิดดังนั้น จึงกล่าวกับ พญานาคสุวรรณโค ว่า “สหายดีกับเราจริงหรือ ดูสิเราเคยแบ่งช้างให้ครึ่งตัว เนื้อมากกองเท่าภูเขาเลากา แต่ทำไม่สหายแบ่งเนื้อเม่นให้เรานิดเดียว”  จึงให้เสนาอำมาตย์นำเนื้อเม่นที่ได้รับไปคืนพญานาคสุวรรณนาโคพร้อมกับฝากบอกว่า

“เราไม่ขอรับอาหารส่วนแบ่งที่ไม่เป็นธรรม จากเพื่อนที่ไม่ซื่อสัตย์”

พญานาคสุวรรณนาโค  ได้ยินดังนั้นจึงรีบเดินทางไปพบพญานาคราชศรีสุทโธเพื่อชี้แจงให้ทราบว่า  ขนเม่นแม้นจะใหญ่โตแต่ตัวมันเล็กนิดเดียว  และเนื้อเม่นนี้เป็นเนื้อที่กินอร่อยกว่าเนื้อสัตว์ใดๆ  ขอให้เพื่อนรับเนื้อเม่นไว้เป็นอาหารเถิด  แต่พูดเท่าไร  พญานาคราชศรีสุทโธ  ซึ่งมีความโกรธตั้งแต่เห็นเนื้อเม่นเป็นทุนเดิม จึงสั่งให้บริวารไพร่พลทหารรุกรบทันที

พญานาคทั้งสองตนรบกันนานถึง 7 วัน 7 เดือน 7 ปี จนต้องมีคนกลางมาหย่าศึก…และกลายเป็นตำนานการสร้างแม่น้ำโขง มหานทีสีทันดร และ แม่น้ำน่าน….ในกาลต่อมา….!!!

 


กินอยู่เป็น_พญานาค_.jpg

หากกล่าวถึงพญานาค ล้วนมีเรื่องราวและความเชื่อที่แตกต่างกัน เล่าต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ไม่ว่าจะเป็นประเพณีบั้งไฟพญานาค หรือแม้แต่ปีนักษัตรตามราศี อย่างปีมะโรงที่สื่อถึง ความลึบลับ ทรงพลัง อำนาจของพญานาค กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต มีบทความเกี่ยวกับเรื่องพญานาคของ ดร.ศศดิศ ชูชนม์ มาฝากกัน

 

ม่ใช่แค่แม่น้ำโขงหรอก ที่มี “พญานาค”

คำบอกเล่าถึงเรื่องราวของพญานาค ถูกส่งผ่านต่อกันมาหลายชั่วอายุนับพันๆปี ถ้าลองสืบค้นเรื่องราวของพญานาค ที่เก่าแก่ที่สุด น่าจะเป็นข้อมูลที่ระบุว่า พญานาค..มีต้นกำเนิดมาจากอินเดียใต้ ซึ่งเป็นป่าและมีงูชุกชุม ความมีพิษและความดุร้ายของงู ..กลายมาเป็นการสั่งสมความเชื่อในเรื่องของอำนาจ และ ความเร้นลับ

 

ถ้าคุณเดินทางไปอินเดียตอนใต้ การกราบไหว้งู  กราบไหว้เทวรูปงู และ การเป่าปี่เรียกงู ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของผู้คนในดินแดนแถบนี้ พวกเขาเชื่อว่า “งู” เป็นสัตว์ในป่าหิมพานต์ ที่มีความศักดิ์สิทธิ์

ส่วนนาค หรือ พญานาค คือ พญาแห่งงูใหญ่ ที่มีหงอน เป็นสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ ความอุดมสมบูรณ์ ความมีวาสนา เป็นสัญลักษณ์ของบันไดสายรุ้งสู่จักรวาล และ เทพเจ้าแห่งท้องน้ำ

 

จากอินเดียใต้ ความเชื่อเรื่อง..นาค และ พญานาค แผ่ขยายไปยังภูมิภาคต่างๆทั่วทวีปเอเชีย เรื่องราวของพญานาค ปรากฏทั้งในเทพนิยาย ตำนานพื้นบ้าน วรรณกรรม หรือ แม้แต่เรื่องราวในมหากาพย์ภารตยุทธและพุทธประวัติ ในมหากาพย์มหาภารตะ พญานาค เป็นปรปักษ์ของพญาครุฑ ส่วนในตำนานพุทธประวัติ ก็เล่าถึงพญานาคไว้หลายครั้ง แต่ที่มีการกล่าวถึงมากที่สุด คือ เมื่อครั้งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมอันเป็นเครื่องดับทุกข์แล้วนั้น พระองค์ได้เสด็จไปยังเมืองต่างๆ เพื่อแสดงธรรมเทศนาโปรดเหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย

 

ครั้งหนึ่ง เมื่อพระพุทธองค์ เสด็จออกจากร่มไม้อธุปปาลนิโครธ ไปยังร่มไม้จิกชื่อ ทรงนั่งเสวยวิมุตติสุข อยู่ 7 วัน คราวเดียวกันนั้นมีฝนตกพรำๆ ประกอบไปด้วยลมหนาวตลอด 7 วัน ได้มีพญานาค “มุจลินทร์” เข้ามาวงด้วยขด 7 รอบพร้อมกับแผ่พังพานปกพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อป้องกันลมและฝนมิให้ถูกพระวรกาย หลังจากฝนหายแล้ว พญานาคมุจลินทร์ ได้คลายขนดออก และแปลงเพศเป็นมานพมายืนเฝ้าที่เบื้องพระพักตร์ ด้วยความศรัทธาอย่างแรงกล้า

 

ความเชื่อดังกล่าวทำให้ชาวพุทธสร้างพระพุทธรูปปางนาคปรก เป็นสัญลักษณ์ ว่า พญานาค คือ เทวดาแปลงกายมาเพื่อปกป้องพระบรมศาสดา 

 

ชาวฮินดูถือว่า พญานาคเป็นผู้ใกล้ชิดกับเทพองค์ต่างๆ เป็นเทพเจ้าแห่งน้ำ เช่น อนันตนาคราช ที่เป็นบัลลังก์ของพระนารายณ์ตรงกับความเชื่อของลัทธิพราหมณ์ ที่เชื่อว่า นาค เป็นเทพแห่งน้ำ จนเกิดเป็นตำนาน “นาคให้น้ำ”เช่น ถ้าปีนี้ นาค ให้น้ำ 1 ตัว แปลว่า น้ำจะมาก ท่วมพื้นที่ทำการเกษตร ไร่นา แต่ถ้าปีใด นาคให้น้ำ 7 ตัว น้ำจะน้อย เป็นที่น่าสังเกตว่า ตัวเลขนาคให้น้ำจะกลับกันกับเหตุการณ์ เนื่องจาก ถ้านาคให้น้ำ 7 ตัว น้ำจะน้อยเพราะนาคกลืนน้ำไว้ ฯลฯ

ตำนานและความเชื่อเรื่องพญานาค…ในโลกฝั่งตะวันออก นาค ..คือ ความศักดิ์สิทธิ์ ศรัทธา ความอุมสมบูรณ์ เป็นเทพเจ้า แต่ในโลกฝั่งตะวันตก  นาค..คือ สัญญะของกิเลส ความชั่วร้าย และ ตัณหา

แต่ไม่ว่าเราจะเชื่ออย่างไร สิ่งสำคัญที่สุด คือ “พญานาค” น่าจะมีอยู่จริง….!!!

 


กินอยู่เป็น_Content_ก๋วยเตี๋ยวหลอด.jpg

หากพูดถึงเมนูอาหารประเภทก๋วยเตี๋ยวเชื่อว่าต้องมีเมนู “ก๋วยเตี๋ยวหลอดทรงเครื่อง” รวมอยู่ในนั้นด้วย เมนูอาหารเส้นที่มีรสชาติอร่อย อัดแน่นด้วยเครื่องเคียง แถมยังดีต่อสุขภาพ เพราะให้โปรตีนและไขมันค่อนข้างน้อย ราคาสบายกระเป๋า มีเงินไม่ถึงร้อยบาทก็ซื้อกินได้ แต่หากจะทำรับประทานกันในครอบครัว กินอยู่เป็น 360 องศาของการใช้ชีวิต ก็มีเคล็ดลับการทำก๋วยเตี๋ยวหลอดทรงเครื่องแบบง่ายๆ มาฝากกัน

ส่วนผสมหาง่าย ทำก็ง่ายเช่นกัน

ส่วนผสมของก๋วยเตี๋ยวหลอดทรงเครื่องสามารถหาได้ง่ายๆ ตามท้องตลาดทั่วไป เริ่มจาก เส้นใหญ่สำเร็จรูปสำหรับทำก๋วยเตี๋ยวหลอด เห็ดหอม  กุ้งฝอย หมูสับ หมูกรอบสามชั้น เต้าหู้แข็ง หัวไชโป๊ว ถั่วงอก ผักชีต้นหอม พริกไทยป่น กระเทียม น้ำมันพืช น้ำตาลปี๊บ และน้ำตาลทรายแดง เมื่อเตรียมส่วนผสมทั้งหมดนี้เรียบร้อยแล้ว เตรียมอุปกรณ์ทำกันได้เลย

วิธีทำนั้นง่ายแสนง่าย ไม่ยากอย่างที่ใจคิด มีเพียงสามขั้นตอนดังต่อไปนี้ “ผัดเครื่อง นึ่งเส้น เตรียมน้ำซอส”

  1. ผัดเครื่อง: นำน้ำมันใส่กระทะพอประมาณ ตามด้วยกระเทียมที่โขลกพร้อมรากผักชี เต้าหู้ หมูสามชั้นกรอบ กุ้งสด เห็ดหอมที่หั่นแช่น้ำจนนิ่มแล้ว หัวไชโป๊วสับ ซอสปรุงรส น้ำตาลทราย ตบท้ายด้วยพริกไทย ผัดให้เข้ากันจนได้กลิ่นหอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน ตักใส่ภาชนะพักรอไว้ก่อน แล้วมาเตรียมทำขั้นต่อไป

เคล็ดไม่ลับ : วิธีเลือกหัวไชโป๊วแนะนำให้ซื้อเป็นหัวมาเลยจะดีกว่า นำมาสับอย่างละเอียดเองที่บ้านเพราะจะได้ระวังเรื่องความสะอาด

  1. นึ่งเส้น: ตั้งน้ำให้เดือดพอประมาณ นำเส้นก๋วยเตี๋ยวหลอดที่เตรียมไว้ไปนึ่งระยะเวลาประมาณ 20 นาที ในขณะที่นึ่งสามารถนำถั่วงอกไปนึ่งร่วมกันได้ตามสะดวก รอจนเส้นนิ่มเป็นอันเสร็จ
  2. เตรียมน้ำซอสหรือซีอิ๊วหวาน: ใช้น้ำตาลปี๊บกับน้ำตาลทรายเคี้ยวให้เข้ากันจนเป็นเนื้อเดียว เท่านี้ก็ได้ซอสที่มีรสชาติไม่เหมือนใครเอาไว้ทานคู่กับก๋วยเตี๋ยวหลอดช่วยให้อร่อยมากขึ้น

เคล็ดไม่ลับ : เวลาเคี่ยวอย่าให้สีออกดำมาก เพราะถ้าดำมากรสชาติจะขมฝาดลิ้น ควรเคี่ยวจนมีลักษณะยืดคล้ายยางมะตูมอ่อนๆ ถึงจะใช้ได้

เมื่อเสร็จจากขั้นตอนต่างๆแล้ว ถึงคราวจัดจานวางเส้น เติมเครื่องที่ผัดไว้ ตบท้ายด้วยการเติมซอสซีอิ๊วหวาน หรือหากใครจะปรุงรสเพิ่มเผ็ดเค็มก็ได้เอาที่ใจชอบ แค่นี้ก็อิ่มอร่อยไปกับเมนูก๋วยเตี๋ยวหลอดทรงเครื่องฉบับบ้านๆ ตามสไตล์กินอยู่เป็น 360 องศาของการใช้ชีวิต


kinyupen_ปกเนื้อหา.jpg

พะโล้เมนูขวัญใจของใครหลายคนรับประทานได้ทุกเพศทุกวัย ด้วยกลิ่นหอมที่ชวนรับประทานและรสชาติอร่อยถูกปาก ทั้งยังมีวิธีทำที่ไม่ซับซ้อน สามารถทำเก็บไว้ทานได้หลายมื้อ  ยิ่งเคี่ยวบ่อยรสชาติยิ่งอร่อยเพิ่มขึ้น

 

โดยปกติแล้วพะโล้จะมีเครื่องเทศจีนเป็นตัวชูโรงหลัก สร้างกลิ่นหอม แถมด้วยเนื้อหมู ไข่ เต้าหู้ ผสมผสานเกิดเป็นความอร่อยที่ลงตัวแต่เพื่อให้เข้ากับเทศกาลกินเจ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเมนู พะโล้เจ จากวัตถุดิบย่านตลาดเก่าเยาวราชที่ไปช้อปกันมาจากคราวที่แล้ว พร้อมแล้วไปเข้าครัวกันเลย…

 

ส่วนผสมหลักแบบเจๆ คือ เต้าหู้ เห็ดหอม หมี่กึงแบบไส้หมู น้ำมันพืชเจ ซอสหอยนางรมแบบเจ เกลือป่น  น้ำตาลปี๊บ ซีอิ๊วขาว ซีอิ๊วดำ เครื่องเทศ และพริกไทย

 

กรรมวิธีสำคัญ…เคล็ดไม่ลับฉบับคนทำครัว มีขั้นตอน ดังนี้ คือ “ทอดเต้าหู -ผัดเห็ดหอม-เคี่ยวซีอิ๊ว-จัดแจงส่วนผสม-ยกเสิร์ฟ”

 

1.ทอดเต้าหู้: นำเต้าหู้ที่หั่นเป็นชิ้นพอดีคำลงไปทอดในกระทะตั้งไฟระดับปานกลาง เต้าหู้จะสุกง่าย ถ้าทอดทิ้งไว้นาน ระวังไหม้ ให้สังเกตว่าถ้าเต้าหู้มีสีเหลืองทองต้องยกขึ้นกระทะทันที

 

2.ผัดเห็ดหอม: นำเห็ดหอมที่แช่น้ำแล้วมาผัดใส่น้ำมันเล็กน้อย ผัดจนได้กลิ่นของเห็ดหอมแตะจมูก

 

3.เคี่ยวซีอิ๊วดำ: นำน้ำตาลทรายแดงกับน้ำตาลปี๊บเคี่ยวไฟระดับอ่อน ๆ เติมน้ำสะอาดเล็กน้อย เคี่ยวไปเรื่อย ๆ จนเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ ก็จะได้ซีอิ๊วสูตรใหม่ ไร้กลิ่นเหม็นคาว

4.จัดแจงส่วนผสม: เติมน้ำแช่เห็ดหอมในหม้อ นำส่วนผสมทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นหมี่กึง เต้าหู้ ลงหม้อ ตั้งไฟระดับกลาง พอเดือดให้ใส่เครื่องปรุงทั้งหมดลงไป คนทุกอย่างให้เข้ากัน ชิมรสตามใจชอบ พร้อมยกเสิร์ฟ เสร็จไปหนึ่งมื้อแบบง่าย ๆ สไตล์คนกินเจ

 

เทศกาลเจปีนี้ คุณสามารถเปลี่ยนแปลงเมนูที่ตามปกติปรุงรสด้วยเนื้อสัตว์ ให้ไร้เนื้อสัตว์ได้ ด้วยการหาวัตถุดิบเจ ที่ปัจจุบันนี้มีให้เลือกซื้ออย่างหลากหลาย สำหรับวันนี้ทีมงานกินอยู่เป็นขอให้ทุกท่านอิ่มบุญ ไปกับอาหารเจ

 

ดูขั้นตอนการทำเพิ่มเติมได้ที่่ :

 

 


กินอยู่เป็น_เยาวราช-ปกเนื้อหา.jpg

ในช่วงเทศกาลกินเจปีนี้ หลายบ้านคงเตรียมวางแผนทำอาหารเจไว้รับประทานกันแล้ว กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอเอาใจสาวก คนกินเจ พาไปช้อปวัตถุดิบย่านตลาดเก่าเยาวราช แหล่งขายอาหารเจเก่าแก่ของเมืองไทยกันสักหน่อย โดยวัตถุดิบที่คัดสรรมานี้ ทุกท่านสามารถนำไปประกอบเมนูเจได้เองแบบง่าย ๆ ทำให้เทศกาลกินเจปีนี้ ไม่น่าเบื่ออีกต่อไป งั้นเราขอพาคุณเริ่มต้นเดินทางสู่วิถีคนกินเจกันเลย Let’s go!

วิธีประกอบอาหารเจปัจจุบันนั้น มีทั้งเมนูต้ม ผัด แกง ทอด นึ่ง ยำ เฉกเช่น เมนูปกติทั่วไป ต่างกันที่วัตถุดิบที่ต้องไม่มีส่วนผสมจากเนื้อสัตว์เท่ากัน ซึ่งเราจะพาไปดูวิธีเลือกสรรวัตถุดิบที่มักเป็นพระเอก นางเอกประจำเทศกาลนี้กัน

 

เคล็ดคัดสรรวัตถุดิบ

เริ่มต้นด้วย “เห็ดหอม” นางเอกประจำเทศกาล โดยมีบทบาทเป็นส่วนประกอบพื้นฐานทำได้แทบทุกเมนู ไม่ว่า จะต้ม ตุ๋น ผัด หรือนึ่ง เพราะเห็ดหอมจะช่วยเพิ่มความกลมกล่อมให้อาหารเจ ด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ

เคล็ดไม่ลับ เห็ดหอมที่ดีต้องมีดอกหนา ลายกระจายทั่วดอก ซึ่งจะช่วยบ่งบอกได้ว่าเป็นเห็ดที่สด รสชาติดี

 

ต่อมาคือเจ้าพระเอกอย่าง “เต้าหู้” ที่มีบทบาทสำคัญไม่แพ้เห็ดหอมซึ่งมักปรากฏอยู่ในทุกจานสำคัญของอาหารเจ โดยส่วนผสมหลักของเต้าหู้มาจากถั่วเหลืองที่มีโปรตีนสูงกว่าเนื้อสัตว์บางประเภทถึงสองเท่า มีให้เลือกหลากหลายแบบทั้งชนิดอ่อน ชนิดแข็ง ตามใจชอบ

เคล็ดไม่ลับ ควรเลือกเต้าหู้ที่นำมาขายใหม่ๆ โดยสังเกตจากความขาวนวล มีกลิ่นหอม ไร้เมือก ไร้กลิ่นเหม็นเปรี้ยว รูปทรงไม่บิดเบี้ยว และบรรจุในภาชนะสะอาด

 

ถ้ายังไม่รู้จะเลือกร้านไหน ทีมงานขอแนะนำร้านเจ้าประจำของแอดมินที่เปิดมาหลายสิบปี ตั้งอยู่ซอยด้านข้างวัดมังกร ไฮไลท์เด็ด คือ “เต้าหู้ซีอิ๊วดำ” ซึ่งเป็นเต้าหู้อ่อนที่ต้มกับซีอิ๊วดำ น้ำตาลทรายแดง และเครื่องเทศต่าง ๆ จนเนื้อเต้าหู้มีความหอม หวาน กลมกล่อม สามารถนำไปรับประทานกับเมนูต่าง ๆ ได้อย่างลงตัว

 

ลำดับต่อมา คือ “หมี่กึง” วัตถุดิบประเภทเส้นทำจากแป้งข้าวเหนียวและข้าวสาลี ให้พลังงานคาร์โบไฮเดรตสูง รูปร่างมีหลายแบบ ในที่นี้ขอเลือกหมี่กึงที่มีลักษณะก้อนแป้งม้วนคล้ายโรตี

เคล็ดไม่ลับ หมี่กึงมักอยู่ในรูปอาหารสดเสมอ ไม่นิยมอบแห้ง เพราะทำให้รสสัมผัสเปลี่ยน

 

ที่ขาดไม่ได้ คือ “ดอกไม้จีน” หนึ่งในสมุนไพรจีนที่นำไปปรุงอาหารได้หลายเมนู ทั้งต้มและผัด ควรเลือกซื้อดอกสีเหลืองหรือสีน้ำตาลอ่อน

เคล็ดไม่ลับ ถ้าซื้อแบบสดต้องดึงดอกออกก่อน ไม่อย่างนั้นอาจทำให้ท้องเสีย ทั้งไม่ควรเลือกดอกไม้จีนสีซีด เพราะอาจมีสารปนเปื้อนจำพวกสารฟอกขาว

 

สินค้าดีจากร้านดัง

เมื่อมาเยาวราช ร้านไม่ควรพลาด คือ “กาน่าฉ่าย” ร้านเว้งยู่กี่ ซอยเล่งบ่วยเอี๊ยะ (เจริญกรุง16) ร้านเก่าแก่คู่เยาวราชมาเกือบ 30 ปี ซึ่งจะแสดงวิธีทำสดๆ และนอกจากกาน่าฉ่ายแล้ว ภายในร้านยังมีอาหารเจอีกหลากหลาย เช่น ใบปอ พุทราจีน เก๋ากี้ ขาเห็ดเจ ปลาอินทรีย์เค็มเจ

อีกร้านที่ไม่ควรพลาด คือ “เกี่ยมฉ่าย” หรือ ผักกาดดองเจ อันขึ้นชื่อจากร้านเจ๊แดง เยาวราชซอย 6 นอกจากเกี่ยมฉ่ายแล้ว ยังมีน้ำพริกเจ รสชาติต่างๆ ให้เลือกอีกด้วย

รวมถึง “ง่วนสูน” ร้านพริกไทยตรามือ เจ้าเก่าแก่แห่งเยาวราช ที่ขึ้นชื่อด้วยคุณภาพของเม็ดพริกไทยที่บดให้เห็นกันสดๆ และมีเครื่องเทศให้เลือกอีกหลากประเภท

 

เทศกาลกินเจปีนี้ กินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต ขออวยพรให้ทุกท่านมีความสุขกับเทศกาลกินเจ


ปก-cover_content_กินเจนวราตรี.jpg

ทราบไหมว่า ทุกปีในช่วงขึ้น 1 ค่ำ – ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ตามปฏิทินจันทรคติของจีน จะมีสองเทศกาลสำคัญเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน คือ ประเพณีถือศีลกินผัก หรือ ที่เราคุ้นชินกันว่า “เทศกาลกินเจ” ของคนเชื้อสายจีน และ “เทศกาลนวราตรี หรือ ดูเซร่า” ของคนเชื้อสายพราหมณ์-ฮินดู สองสิ่งนี้มีความคล้ายคลึงกัน อย่างน่าสนใจ ส่วนจะเป็นอย่างไรนั้น กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะพาไปไขข้อสงสัยนี้กัน

 

กินเจ = รักษาศีล อุโบสถ

ต้นกำเนิด เทศกาลกินเจ หรือ ประเพณีถือศีลกินผัก มีที่มาอ้างถึงในหลายตำนาน ซึ่งทั้งหมดล้วนอิงกับความเชื่อของลัทธิเต๋าและพุทธศาสนานิกายมหายานในจีนทั้งสิ้น หากเมื่อพิจารณาจากหลายตำนานหลายความเชื่อ ทั้งที่ระบุว่าทำเพื่อบูชาพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ ทำเพื่อรำลึกถึงนักรบที่สละชีพเพื่อชาติ หรือ ทำเพื่อผู้มีพระคุณ ด้วยเชื่อว่าเหล่าทวยเทพจะอำนวยพรให้ผู้ที่ปฏิบัติ เกิดความร่มเย็นเป็นสุข

ส่วนการเผยแผ่เทศกาลกินเจ เข้ามายังบ้านเรานั้น นอกจากมากับความเชื่อ ของชาวจีนโพ้นทะเลอพยพแล้ว บางตำรายังระบุว่า เกิดจากกลุ่มลูกครึ่งมลายู – จีนทางภาคใต้ของไทยที่เรียกว่า “บาบ๋า-ย่าหยา” (หรือ ชาวเปอรานากันในมาเลเซีย) ซึ่งส่วนใหญ่พำนักอาศัย อยู่แถบภูเก็ต ตรัง ปัตตานี สงขลา นราธิวาส เป็นผู้นำเข้ามา โดยนอกจากไทยแล้ว ประเพณียังแพร่หลายอยู่ในสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซียด้วย

ทั้งนี้ ด้วยคำว่า “เจ” ภาษาจีนทางพุทธศาสนานิกายมหายาน มีความหมายเดียวกับคำว่า “อุโบสถ” ซึ่งในทางมหายานนั้น การถือศีลอุโบสถของชาวมหายาน ก็คือการไม่กินเนื้อสัตว์ หรือ ทานมังสวิรัต ดังนั้นเมื่อมารวมกันเข้ากับคำว่ากินเจ จึงกลายเป็นการถือศีลกินเจ

 

ดูเซร่า เฉลิมฉลอง 9 วัน 9 คืนแด่องค์พระแม่อุมาเทวี

“เทศกาลนวราตรี หรือ ดูเซร่า” ของวัดพระศรีมหาอุมาเทวี หรือ วัดแขก จัดขึ้นช่วงเดียวกับเทศกาลกินเจ โดยสานุศิษย์ผู้ศรัทธา จะลดเว้นการทานเนื้อสัตว์  9 วัน 9 คืน ด้วยความเชื่อที่ว่า เป็นการบูชาองค์พระแม่มหาทุรคา ซึ่งเป็นปางหนึ่งของ พระแม่อุมาเทวี ที่ทรงต่อสู้กับมหิงสาสูร 9 วัน 9 คืนก่อนสามารถเอาชนะอสูรร้ายได้ในวันที่ 10 จึงจัดพิธีแห่เพื่อเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ และรอรับความเป็นสิริมงคลจากองค์เทพ อันถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบต่อกันมายาวนาน

 

สองความเชื่อบนแก่นเดียวกัน

ทั้งสองเทศกาล แม้จะต่างที่มา ต่างความเชื่อ ต่างเชื้อชาติ แต่ก็มีความคล้ายคลึงกันอย่างน่าสนใจ

  1. จัดช่วงเวลาเดียวกัน เทศกาลกินเจปีนี้ตรงกับวันที่ 28 กันยายน – 7 ตุลาคม ขณะที่เทศกาลนวราตรี ตรงกับวันที่ 28 กันยายน – 8 ตุลาคม
  2. มีขบวนแห่และการแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ เทศกาลกินเจจะมี “พิธีแห่พระ” และมี “ม้าทรง” อัญเชิญเหล่าทวยเทพมาประทับแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ อาทิ นำเหล็กแหลมเสียบแทงร่างกาย มีประเพณีวิ่งลุยไฟ ปีนบันไดมีด เช่นเดียวกับเทศกาลนวราตรีที่จะมีขบวนแห่คนทรงและองค์เทพกว่า 8 ขบวน เช่น ขบวนคนทรงองค์พระแม่ศรีมหาอุมาเทวี ขบวนรถแห่องค์พระพิฆเนศวร รวมทั้งเหล่าคนทรงที่มาทรมานกาย อาทิ นำเหล็กแหลมมาทิ่มแทง เพื่อแสดงอิทธิฤทธิ์ที่ได้รับจากองค์เทพ
  3. งดเนื้อสัตว์เพื่อชำระล้างกายใจ ผู้เข้าร่วมต้องงดบริโภคเนื้อสัตว์ เพื่อลดการเบียดเบียน ชำระกายใจ
  4. เชื่อในการบูชาเพื่อแสดงความกตัญญูแก่องค์เทพผู้มีพระคุณ

 

ทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่าแก่นหลักแท้จริงทั้งสองเทศกาล คือ การบำเพ็ญศีลภาวนา รักษาความบริสุทธิ์ของจิต ละเว้นบาป อบายมุข กิเลส ซึ่งนั่นก็ตรงกับหัวใจของทุกศาสนาบนโลกที่ล้วนมุ่งให้คนทำดี ลดเบียดเบียน และ มีเมตตาต่อเพื่อนร่วมโลกนั่นเอง

/////////////////////////////////////////////////////////////////////////


Kinyupen_Night-Shopping_Cover-Web.jpg

คนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก เรื่องช้อปปิ้งเช่นกัน ประโยคสั้นๆ นี้ สะท้อนอะไรหลายอย่างในสังคมปัจจุบัน ถึงเรื่องการซื้อของออนไลน์ หรือช้อปปิ้งออนไลน์ แค่คลิกๆ หน้าจอโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ ก็มีของมาส่งถึงบ้าน สะดวก รวดเร็วทันใจ แถมเงินปลิวหายวับไปกับตา

 

ในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา ผู้คนจำนวนมาก หันมาพึ่งพาเทคโนโลยีกันมากขึ้น เจ้าของร้านค้าต่างๆ จึงต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ เพื่อตอบรับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ด้วยการเปิดช่องทางขายสินค้าในโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น FACEBOOK, INSTAGRAM หรือ LINE@ เพราะเข้าถึงง่ายประหยัดเวลา ได้กลุ่มลูกค้าหลากหลาย

 

เทคโนโลยีเปลี่ยน พฤติกรรมคนเปลี่ยน เวลาช้อปปิ้งก็เปลี่ยนตามไปด้วย

 

ข้อมูลจากจอห์นลูอิสและพาร์ทเนอร์เครือข่ายห้างสรรพสินค้าระดับไฮเอนด์ของสหราชอาณาจักร ระบุว่าปัจจุบันยอดสั่งซื้อสินค้าในช่วงเวลาเที่ยงคืนถึงหกโมงเช้า โตขึ้นถึง 28% จากปีที่ผ่านมา สอดคล้องกับข้อมูลของ มาร์ติน ลูอิส ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินส่วนบุคคล สถาบันนโยบายการเงินและสุขภาพจิต ที่ว่าบริษัทค้าปลีกส่วนใหญ่ อย่าง อเมซอน, อีซี่เจ็ท, ควิดโค และลาสมินิทดอทคอม จะส่งอีเมลแนะนำสินค้าลดราคาให้กลุ่มลูกค้าช่วงเวลากลางคืน เพราะมองว่าช่วงเวลากลางคืนเป็นช่วงเข้าถึงลูกค้ามากสุด เนื่องเป็นช่วงเวลาเดียวที่คนส่วนใหญ่มีเวลาว่างจากกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน

 

เมื่อความขี้เกียจสร้างเม็ดเงินมหาศาลบนโลกออนไลน์

สำหรับประเทศไทยมีผลการวิเคราะห์ที่น่าสนใจของวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล หรือ CMMU ว่าปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ผู้บริโภคหันมานิยมช้อปปิ้งออนไลน์กันมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือความขี้เกียจ ไม่อยากรอคิวนาน เสียเวลา ดังนั้นธุรกิจประเภท สินค้าและบริการออนไลน์ จึงได้รับความนิยมอย่างสูงสุด จนเสียเงินจำนวนมหาศาลไปกับการซื้อของบนโลกออนไลน์ เพียงเพราะความสะดวกสบายนี่เอง

จากสถิติของ We Are Social บริษัทเอเจนซี่จากสหราชอาณาจักร และ Hootsuite ผู้ให้บริการการตลาดบนโซเชียลมีเดีย เปิดเผยข้อมูลว่า คนไทยนิยมซื้อสินค้าออนไลน์ จำนวนมหาศาล ขั้นต่ำหลักร้อยล้านเหรียญ จนถึงพันล้านเหรียญ ในค่าเงิน สหรัฐฯ ลองคำนวณเล่นๆ ดูว่าหากแปลงค่าเม็ดเงินสหรัฐฯ เป็นค่าเงินบาทไทย จำนวนเงินที่คุณหมดไปกับการช้อปปิ้งออนไลน์จะน่าตกใจขนาดไหน !!!

 

กลุ่มสินค้าหรือบริการที่นิยมซื้อออนไลน์ 5 อันดับ มีดังนี้

1.สินค้าแฟชั่น และความงาม ยอดใช้จ่ายอยู่ที่ 908 ล้านเหรียญสหรัฐ

2.อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยอดใช้จ่าย 1,043 ล้านเหรียญสหรัฐ

3.อาหาร เครื่องใช้ส่วนตัว ยอดใช้จ่าย 571 ล้านเหรียญสหรัฐ

4.เฟอร์นิเจอร์ และของตกแต่งบ้าน ยอดใช้จ่าย 660 ล้านเหรียญสหรัฐ

5.ของเล่น DIY และงานอดิเรก ยอดใช้จ่าย 575 ล้านเหรียญสหรัฐ

 

หากลองสังเกตกันให้ดีจะพบว่าสถิติจากด้านบน ประเภทสินค้าที่ได้รับความนิยม ส่วนใหญ่เป็นของใช้ทั่วไป ในชีวิตประจำวัน เริ่มไล่มาตั้งแต่ เรื่องสุขภาพ ความงาม แฟชั่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน หรือแม้กระทั่งอาหาร ที่แต่ก่อนต้องซื้อตามร้านค้า ห้างสรรพสินค้า ผ่านขั้นตอนต่าง ๆ วุ่นวาย กว่าจะหอบหิ้วมาถึงบ้าน แกะใส่ห่อ หรือ ประกอบอาหารด้วยตนเอง พอมีช้อปปิ้งออนไลน์เข้ามา การซื้อสินค้าตามใจชอบก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป และนี่คือเรื่องราวที่กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตนำมาแบ่งปันกัน


Kinyupen_Moon-Cake-4.jpg

ความหมายของเครื่องไหว้ แต่ละประเภท  

  • เครื่องไหว้เพื่อสักการะเทพเจ้าที่มีมาแต่ดั้งเดิม ประกอบด้วย กระดาษไหว้ ดอกไม้ ธูปเทียน น้ำชา 5 ถ้วย
  • ผลไม้ 5 อย่างเพื่อความเป็นมงคล อาทิ แอปเปิ้ล – อยู่ดีมีสุข, สาลี่ – ความร่ำรวย, กล้วยหอม – โชคลาภ, ลำไย – สุขภาพดี, ส้มเขียวหวาน –สิริมงคล
  • ขนมไหว้เพื่อความร่ำรวยความอุดมสมบูรณ์ เช่น ถั่วตัด ขนมฟักเชื่อม
  • เครื่องหอมเพื่อความงาม เช่น น้ำอบหรือแป้งถูกนำมาใช้ด้วยความเชื่อว่าพระจันทร์เป็นผู้หญิง สาวชาวจีนจึงมักไหว้เพื่อขอพรด้วยความปรารถนาที่จะให้ตนเองงดงาม

เทศกาลไหว้พระจันทร์มาถึงแล้ว คนไทยเชื้อสายจีนทั้งลูกครึ่งถึงเสี้ยวหลายบ้านคงกำลังเตรียมเครื่องมู เอ้ย! เครื่องไหว้พระจันทร์กันอยู่แน่ๆ แต่ถ้าจะว่าด้วยที่มาเทศกาลไหว้พระจันทร์ ทราบหรือไม่ว่ามีความเป็นมาความเชื่อจากหลากหลายตำนาน วันนี้ทีมงานกินอยู่เป็น 360 แห่งการใช้ชีวิต ขอชวนทุกท่านอินไปกับเทศกาลไหว้พระจันทร์ ร่วมไขตำนาน พร้อมเคล็ดลับขอเงินขอพร เฮงๆ ปังๆ ไปพร้อมกัน

ตำนาน ความเชื่อ กุศโลบาย ผนวกกลายเป็นเทศกาล

หนึ่งในตำนานเทศกาลไหว้พระจันทร์ เกิดจากความเชื่อชาวจีนในอดีตที่ยกให้ “พระจันทร์” เป็นสัญลักษณ์ความอุดมสมบูรณ์ โดยมี “ฉางเอ๋อ” เทพีผู้มีเลอโฉมคอยบันดาลพืชพันธุ์ธัญญาหาร สั่งการน้ำขึ้น น้ำลงทำให้การกสิกรรมของมนุษย์อุดมสมบูรณ์ ทั้งเป็นตัวแทนความสวยงาม ชาวจีนจึงเชื่อว่าการไหว้ขอพร “พระจันทร์” ในวันเพ็ญเดือน 8 (ตามปฏิทินจีน) ฉลองฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิต จะทำให้เทพีฉางเอ๋อพึงพอใจบันดาลให้น้ำท่าอุดมสมบูรณ์และเกิดสิ่งดีมีสุข

อีกหนึ่งความเชื่อเป็นเรื่องเกี่ยวกับตำนานรักระหว่าง “โฮ้วอี้” และ “ฉางเอ๋อ” ที่พรากจากกันเพราะฝ่ายหญิงกลายเป็นเทพธิดาไม่สามารถอยู่บนโลกได้แต่ปีหนึ่งจะได้เจอกันครั้ง ดังนั้นทุกวันเพ็ญเดือน 8 โฮ้วอี้ จึงปั้นขนมแป้งสาลีทรงกลมแทนดวงจันทร์วางทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือพร้อมเอ่ยเรียกเทพีฉางเอ๋อ เพื่อให้ได้กลับมาพบกันในทุกปี ขนมไหว้พระจันทร์จึงกลายเป็นขนมแห่งความรักของชาวจีนในอีกนัยยะไปโดยปริยาย

นอกจากที่กล่าวมายังมีอีกหลายตำนานที่ไม่ได้กล่าวถึง แต่ด้วยความเชื่อใดก็ตาม ต่อมาได้กลายมาเป็นกุศโลบายเพื่อให้ครอบครัวชาวจีนได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตานั่งชมพระจันทร์และขอบคุณเทพีฉางเอ๋อที่ประทานพรร่วมกัน

ไหว้พระจันทร์..เปลี่ยนแผ่นดินจาก “หยวน สู่ หมิง”

เทศกาลไหว้พระจันทร์ สำหรับชาวจีนนอกจากเพื่อขอพรบันดาลสุขแล้ว ยังถูกกล่าวถึงไว้ในหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ ว่ามีส่วนในการทวงคืนแผ่นดินจากมองโกลกลับสู่ชาวฮั่น โดยเรื่องมีอยู่ว่าราว 600 กว่าปีก่อนในยุคปลายราชวงศ์หยวนที่ปกครองโดยฮ่องเต้ชาวมองโกลเริ่มระส่ำระสาย ชาวจีนเชื้อสายฮั่นต้องการทวงแผ่นดินคืน จึงคิดแผนใช้ขนมไหว้พระจันทร์เป็นตัวกลางนัดหมายโค่นล้มมองโกล โดยสอดไส้กระดาษที่เขียนข้อความไว้ว่า “15 ค่ำเดือน 8 สังหารมองโกล” จึงสามารถทวงคืนแผ่นดินกลับมาเป็นของชาวฮั่นภายใต้ชื่อราชวงศ์หมิง ต่อมา “ขนมไหว้พระจันทร์” จึงกลายเป็นเทศกาลเฉลิมฉลองระดับชาติจวบจนปัจจุบัน

ขนมไหว้พระจันทร์ พระเอกของเทศกาล

เมื่อเวลาผ่านไปการหลั่งไหลของชาวจีนอพยพ ก็ได้นำพาเทศกาลไหว้พระจันทร์ไปเผยแพร่สู่ดินแดนต่างๆ รวมถึงประเทศไทย ทำให้ “ขนมไหว้พระจันทร์” กลายเป็นหนึ่งในขนมยอดนิยมและเป็นธุรกิจที่มีมูลค่าการตลาดสูงในช่วงเทศกาลแต่ละปี

ในอดีตขนมไหว้พระจันทร์มีหลากหลายลักษณะ ทั้งรูปปลา รูปกระต่าย แต่ที่นิยมที่สุดก็คือทรงกลมลักษณะเดียวกันกับพระจันทร์ข้างในเป็นไข่แดง (ไข่เค็ม) ที่สื่อถึงพระจันทร์ ลวดลายบนตัวขนมส่วนใหญ่สื่อถึงความหวัง ความปรารถนาดีที่มอบให้กัน

สำหรับไส้ขนมไหว้พระจันทร์ สมัยก่อนนิยมใช้ธัญพืชที่สื่อถึงการอวยพรและความอุดมสมบูรณ์ อาทิ ไส้เม็ดบัว มีที่มาจากดอกบัว สัญลักษณ์ความบริสุทธิ์ เกียรติยศ ความสงบและอายุที่ยืนยาว หรือ ไส้ธัญพืช 5 ชนิด  ที่สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธ์ธัญญาหารให้ชาวจีนมีกินมีใช้ตลอดปี ไส้ลูกพลัม สัญลักษณ์ของความหวัง ไส้เกาลัด หากออกเสียงในภาษาจีนมีความหมายว่า ลูกชาย ซึ่งก็คือการเป็นที่รักของผู้คน นอกจากนี้ยังใช้แฮมยูนนาน หรือ มันหมู เป็นส่วนผสมเพื่อแสดงถึงโชคลาภ ซึ่งในอดีตแฮมยูนนานจะมีเฉพาะในบ้านที่มีฐานะเท่านั้น

ปัจจุบัน ไส้ขนมไหว้พระจันทร์ มีการรังสรรค์ที่หลากหลายมากขึ้น อาทิ ไส้ช็อคโกแลตฝรั่งเศสซึ่งเป็นที่นิยมของชาวฮ่องกง ไส้คัสตาร์ดแบบฉบับผู้ดีอังกฤษ หรือ ไส้ทุเรียนในบ้านเรา ที่เป็นการผสมผสานวัตถุดิบที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละประเทศ ตามความชอบของผู้บริโภคแต่ละพื้นที่ นอกจากนี้ยังดัดแปลงใส่เนื้อสัตว์ เช่น กุนเชียง, ไข่เค็ม, หมูแฮม, หมูแดง, หมูหยอง เข้าไปเป็นทางเลือกใหม่แก่ผู้บริโภคด้วย อย่างไรก็ตามมีบางความเชื่อที่จะไม่ใช้ขนมไหว้พระจันทร์ที่มีของคาวเป็นส่วนผสมในการไหว้อย่างไข่เค็ม แฮม หรือมันหมู

ไหว้พระจันทร์คราวนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอพระจันทร์เป็นใจให้ทุกท่านสมบูรณ์ พูนสุข

 

////////////////////////////////////////////////////

 

เคล็ดลับการขอเงินจากพระจันทร์

วันมงคลอย่างนี้นานทีปีหนจะได้ไหว้พระจันทร์สักครั้ง กินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิตขอนำเคล็ดลับการขอเงินจากพระจันทร์ ซึ่งเป็นความเชื่อโบราณมาฝากแก่ผู้สนใจ

·     จุดธูปเทียนบูชา 15 ดอก ที่ถือว่าเป็นกำลังของพระจันทร์

·     เตรียมกระเป๋าสตางค์ใส่ธนบัตรจำนวนหนึ่ง จากนั้นนำมาอธิษฐานเรียกเงินเรียกทอง ขอพระจันทร์ช่วยให้การดำเนินชีวิตของเรามีแต่ความอุดมสมบูรณ์

แต่ถ้าจะให้ได้ผลดีกว่าเดิม อย่ารอให้ฟ้าเปิด หรือ พระจันทร์บันดาลแต่ฝ่ายเดียว เราเองก็ต้องช่วยพระจันทร์ท่านเสียหน่อย  ด้วยการตั้งใจทำ ตั้งใจสร้าง ตั้งใจหาเงินเท่าที่กำลังเราไหว พระจันทร์ท่านจะได้ชื่นใจประทานพรให้สมหวังในเร็ววัน

 

 


Kinyupen_Ultraman.jpg

ฉันเป็นมนุษย์ต่างดาว จากดาวเนบิวลา M78 ชิน ฮายะตะ นายต้องรวมร่างกับฉัน เพื่อปกป้องโลกใบนี้ หนึ่งในประโยคสนทนาของตัวละครเรื่อง ยอดมนุษย์ อุลตร้าแมน ซูเปอร์ฮีโร่ ที่ครองใจเด็ก ๆ มากกว่าครึ่งศตวรรษ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอพาผู้อ่านย้อนวันวานเสียหน่อย

 

หากถามถึง อุลตร้าแมน ต้องย้อนไปเมื่อช่วงปี 1996 ได้ถูกฉายเป็นซีรีส์ครั้งแรกทางโทรทัศน์ญี่ปุ่น ดำเนินเรื่องราวผ่านมนุษย์ต่างดาว กาแล็กซี่เนบิวลา M78 ที่ใช้ ชิน ฮายะตะ มนุษย์โลกจากหน่วยสืบสวนพิเศษ เป็นร่างสถิต เพื่อปราบเหล่าสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์ ปกป้องโลกโดยเขาสามารถแปลงร่าง เป็นอุลตร้าแมนด้วยเบต้าแคปซูล ในระยะเวลาเพียงแค่ 3 นาที เพราะข้อจำกัดด้านสภาพแวดล้อมของโลก

 

การต่อสู้ของอุลตร้าแมนในแต่ละครั้ง แม้ระยะเวลาจำกัด แต่สามารถปราบเหล่าสัตว์ประหลาดอย่างทันท่วงที ทำให้วิกฤตของโลกผ่านไปได้ด้วยดี เพราะมีอุลตร้าแมน กลายเป็นภาพประทับในใจของคนดูหลายคน

 

อุลตร้าแมนนั้นเดิมทีถูกสร้างสรรค์ผลงานทางหน้าจอโทรทัศน์ โดยสึบุรายะโปรดักชั่นส์ และโตโฮโปรดักชั่นส์ ประเทศญี่ปุ่น เปิดตัวครั้งแรกในชื่อว่า ‘อุลตร้า คิว’ ส่วนใบหน้าครั้งแรกถูกออกแบบ โดย คุณสมโภช แสงเดือนฉาย ซึ่งเป็นคนไทย ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ภาพถ่ายของพระพุทธรูปยุคสุโขทัยปางเปิดโลก แต่อาจารย์โทรุ นาริตะ คือ คนเลือกแบบร่างใบหน้าของคุณสมโภช มาใช้เป็นแบบในการออกแบบรุ่นถัดไป

 

แม้ว่า อุลตร้าแมน ถูกเข้าใจว่าขั้นตอนทุกอย่างตั้งแต่การร่างแบบ เป็นของประเทศญี่ปุ่น ประสบความสำเร็จจนถูกสร้างภาคต่อ ๆ ไป ยังมีผลงานคนไทยที่ออกแบบใบหน้า ออริจินอล เป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จนั้นอยู่


กินอยู่เป็น_Qin-Shi.jpg

  • สุสานจิ๋นซีฮ๋องเต้ เป็น 1 ใน 2 สิ่งมหัศจรรย์ที่จิ๋นซีฮ่องเต้บัญชาให้สร้างขึ้นในยุคสมัยของพระองค์ควบคู่กับกำแพงเมืองจีนอันเกรียงไกร
  • สุสานจิ๋นซีฮ๋องเต้ เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกลำดับที่ 8 แห่งศตวรรษที่ 20 และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ.2530
  • ทหารดินเผาแต่ละตัวจะมีเพียงตัวเดียวในโลกเท่านั้น เพราะรูปร่าง หน้าตา เครื่องแต่งกาย และอาวุธคู่กายล้วนแตกต่างกันทั้งหมดและมีสีสันเสมือนจริงทุกตัว
  • ตั้งแต่ 15 กันยายน คนไทยสามารถเข้าชมกองทหารจิ๋นซีได้อย่างใกล้ชิดโดยไม่ต้องไปถึงซีอาน

กำเนิดกองทัพผู้พิทักษ์แห่งปรโลก

มหาสุสาน “ฉินสือหวงตี้” หรือ จิ๋นซีฮ่องเต้ จักรพรรดิองค์แรกแห่งแผ่นดินจีน ณ ตำบลหลินถง เมืองซีอาน มณฑลส่านซี ถูกก่อสร้างขึ้นมาในสมัยราชวงศ์ฉิน ตั้งแต่ปี 246 – 208 ก่อนคริสตกาล โดยสุสานถูกสร้างขึ้นตามความเชื่อส่วนพระองค์ในเรื่องความเป็นอมตะและชีวิตหลังความตาย จึงบัญชาให้เกณฑ์แรงงานจำนวนมากไปก่อสร้างสุสานควบคู่กับพระราชวังเพื่อเตรียมไว้สำหรับใช้ชีวิตในปรโลก

ภายในสุสานเป็นการจำลองพระราชวังแห่งปรโลก โดยแบ่งเป็นเขตพระราชฐานชั้นนอกและชั้นในเสมือนจริง ซึ่งนอกจากพระศพของจิ๋นซีฮ่องเต้อันเป็นจุดศูนย์กลางสำคัญแล้ว โดยรอบยังรายล้อมด้วยหุ่นปั้นเสมือนจริงของข้าราชบริพาร นางสนม นางกำนัล แม่ทัพ นายกอง พลทหาร รถม้า ม้าศึกสรรพอาวุธที่จัดกำลังพลเสมือนจริง ตลอดจนทรัพย์สมบัติต่างๆ รวมกว่า 7,400 ชิ้น ด้วยเชื่อว่าจะตามติดไปรับใช้พระองค์หลังความตาย ทั้งยังก่อสร้างค่ายกลเพื่อพิทักษ์ทรัพย์สมบัติรอบสุสานด้วย

กล่าวกันว่าสุสานแห่งนี้กว้างขวางมากกว่า 57 ตร.กม. ใช้เวลาก่อสร้างยาวนานถึง 38 ปี ใช้แรงงานรวมแล้วกว่า 7 แสนคน

กำเนิดโดยจักรพรรดิ..คืนชีพโดยชาวนา

กาลเวลาผ่านไปสุสานและกองทหารดินเผาค่อยๆ เลือนจากความทรงจำ ผนวกกับสภาพแวดล้อมที่ได้กลืนกินปกปิดให้เป็นความลับมากกว่า 2,700 ปี “กองทัพทหารดินเผา” ก็ได้ถูกค้นพบด้วยความบังเอิญโดยชาวนาหมู่บ้านซีหยางขณะกำลังขุดดินทำบ่อน้ำเมื่อปี พ.ศ.2517 อันนำสู่การคืนชีพตำนานสุสานบันลือโลกให้กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง

สิ่งที่น่าสนใจภายในสุสานนอกจากการออกแบบผังสุสาน ข้าวของเครื่องใช้ สมบัติจักรพรรดิ ก็คือ ทหารดินเผาที่ขุดพบ ซึ่งแต่ละตัวจะมีเพียงตัวเดียวในโลกเท่านั้น เพราะรูปร่าง หน้าตา เครื่องแต่งกายล้วนแตกต่างกันทั้งหมด ทั้งมีสีสันเสมือนจริงทุกตัว ซึ่งจะช่วยให้สามารถย้อนศึกษาถึงรูปร่าง หน้าตา ชาติพันธุ์ของคนจีนโบราณได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันทางการจีนมีการขุดค้นและเปิดให้ผู้สนใจจากทั่วโลกเข้าชมเพียงแค่ 3 จาก 8 หลุมเท่านั้นซึ่งยังไม่ถึงจุดที่ฝังพระศพจริง เหตุที่ยังไม่ทำการขุดค้นเพิ่มเติม เนื่องเพราะยังหาวิทยาการ เพื่อรักษาสีสันของหุ่นแต่ละตัวจากปฏิกิริยาของอากาศและแสงไม่ได้ ซึ่งยังคงต้องหาทางไขปริศนากันต่อไป

วันนี้คนไทยไม่ต้องบินไปชมไกลถึงซีอาน
ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน – 15 ธันวาคม 2562 กองทหารเหล่านี้จะยกทัพส่วนหนึ่งมาพักที่เมืองไทยเป็นเวลา 3 เดือน เพื่อให้คนไทยมีโอกาสเข้าชมและศึกษาแบบใกล้ชิดโดยไม่ต้องไปไกลถึงซีอานกับ นิทรรศการ “จิ๋นซี ฮ่องเต้ : จักรพรรดิองค์แรกของแผ่นดินจีนกับกองทัพทหารดินเผา” ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร จัดโดย กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม

ภายในงานจะจัดแสดงโบราณวัตถุจาก 2 สุสานดัง คือ สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ และ สุสานราชวงศ์ฮั่น จำนวน 86 รายการ 133 ชิ้น โดยเป็นโบราณวัตถุชั้นเยี่ยมถึง 17  รายการ ซึ่งนิทรรศการแบ่งพื้นที่เป็น 4 ส่วนดังนี้

พื้นที่จัดแสดง สิ่งที่นำมาจัดแสดง
1.   พัฒนาการก่อนการรวมชาติ  เครื่องมือเครื่องใช้ภาชนะสำริด อาวุธ เงินตรา ความก้าวหน้าด้านโลหกรรม สมัยราชวงศ์โจวตะวันออก ซึ่งเป็นยุคก่อนจิ๋นซีฮ่องเต้ ผนวกแคว้นต่าง ๆ เข้าด้วยกัน
2.   จิ๋นซีฮ่องเต้  เรื่องราวความสำเร็จของจิ๋นซีฮ่องเต้ในการผนวกรวมแคว้นทั้ง 7  ให้เป็นปึกแผ่นภายใต้อาณาจักรฉิน พร้อมปฏิรูประบบการปกครองแบบรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง พัฒนาเทคโนโลยีการสงคราม กำหนดมาตรฐานหน่วยชั่ง ตวง วัด ระบบเงินตรา ภาษาเขียน และพัฒนาระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ รวมถึงเชื่อมต่อแนวกำแพงดินอัดของแคว้นต่าง ๆ เพื่อป้องกันการรุกรานจากข้าศึกศัตรู จนกลายเป็นกำแพงเมืองจีน
3.   สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้

มหาอาณาจักรใต้พิภพ 

หุ่นดินเผาทหารแม่ทัพ แม่ทัพสวมชุดเกราะ พลธนูสวมชุดเกราะนั่งชันเข่า นักรบสวมชุดเกราะ ม้าประกอบรถม้า สมัยราชวงศ์ฉิน พ.ศ.322 – 337 ซึ่งแสดงถึงความสามารถขั้นสูงของช่างและเทคโนโลยีในสมัยนั้น
4.   สืบสานความรุ่งโรจน์  แสดงการต่อยอดความรู้ มรดกภูมิปัญญาจากราชวงศ์ฉิน มาสู่ราชวงศ์ฮั่น ผ่านความรุ่งเรืองด้านวัฒนธรรม การเมืองการปกครอง สังคม เกษตรกรรม เทคโนโลยีทางการทหาร เศรษฐกิจการค้าและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมกับชาวต่างชาติบนเส้นทางสายไหม จนได้ชื่อว่าเป็นยุคทองของงานศิลปกรรมและอารยธรรมจีนโบราณ

 

สำหรับผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

Facebookกลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร :

ขอเชิญชวนประชาชน ตลอดจนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ เข้าชมนิทรรศการพิเศษ เรื่อง “จิ๋นซี ฮ่องเต้ :…

โพสต์โดย กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร เมื่อ วันจันทร์ที่ 2 กันยายน 2019