Wealth of mind

กินอยู่เป็น_รับปริญญาทั้งที-วางแผนดี-ๆ-ประหยัดเงินได้อีกเยอะ_web.jpg

เรียนจบแล้ว จะเป็นบัณฑิตใหม่ทั้งที การใช้จ่ายเงินสำหรับพิธีสำคัญของชีวิตถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องวางแผนการใช้จ่ายดี ๆ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอแนะนำเคล็ดลับวิธีวางแผนค่าใช้จ่ายในงานรับปริญญา ถ้าวางแผนการใช้เงินดี ๆ การรับปริญญาครั้งนี้จะประหยัดเงินในกระเป๋าไปได้อีกเยอะเลยทีเดียว

เมื่อเรียนจบจากมหาวิทยาลัยแล้ว อีกหนึ่งกิจกรรมของผู้สำเร็จการศึกษาทุกระดับชั้นที่ตั้งหน้าตั้งตารอคอย ก็คือกิจกรรมวันสำเร็จการศึกษา หรือ วันรับปริญญา ที่มหาวิทยาลัยจะได้จัดพิธีประสาทปริญญาบัตรขึ้นให้แก่บัณฑิตผู้สำเร็จการศึกษา กิจกรรมนี้จะมีขึ้นทุก ๆ มหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นของต่างประเทศหรือในประเทศไทย

แต่ในประเทศไทย วันสำเร็จการศึกษา หากเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ จะเรียกว่า พิธีพระราชทานปริญญาบัตร ถือได้ว่าเป็นประเทศเดียวที่พระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จมาเป็นองค์ประธานในพิธีฯ ส่วนมหาวิทยาลัยเอกชน จะเรียกกิจกรรมนี้ว่า พิธีประสาทปริญญาบัตร ซึ่งมีนายกสภาฯ เป็นประธานในพิธีฯ (บางมหาวิทยาลัยเอกชน มีการกราบบังคมทูลเชิญพระบรมวงศานุวงศ์ ทรงพระกรุณาเสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีฯ)

ดังนั้น เมื่อถึงวันสำคัญ ว่าที่บัณฑิตใหม่ควรมีการเตรียมตัว โดยเฉพาะเรื่องของค่าใช้จ่ายในวันรับปริญญา ซึ่งมีอยู่มากมายหลายสิ่งอย่าง ทั้งค่าชุด จองรูปถ่าย ช่างภาพ แต่งหน้า ทำผม ฯลฯ เพราะวันรับปริญญาก็ถือว่าเป็นสำคัญที่สุดวันหนึ่งของชีวิต อาจจะต้องมีค่าใช้จ่ายมากกว่าปกติ บางคนหมดเงินไปเป็นหมื่นเลยก็มี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอแนะนำเคล็ดลับวิธีวางแผนค่าใช้จ่ายในงานรับปริญญา มาดูกันว่า เราจะสามารถทำวันพิเศษนี้ให้ประหยัดขึ้นได้อย่างไร บอกเลยว่า ถ้าวางแผนการใช้เงินดี ๆ การรับปริญญาครั้งนี้จะประหยัดเงินในกระเป๋าไปได้อีกเยอะเลยทีเดียว

1. วางแผนล่วงหน้า : เตรียมการไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เลยว่า รับปริญญาทั้งทีจะต้องมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง อาทิ ชุดครุย ค่าที่พัก ค่ารถ ค่าช่างภาพ ค่าแต่งหน้า จดไว้ให้ดีและครบถ้วน เพราะเราจะได้ทราบค่าใช้จ่ายล่วงหน้าว่าต้องจ่ายกี่บาท ประหยัดล่วงหน้า เสียเวลาน้อยที่สุด ไม่ต้องซื้อของกระทันหัน

2. เช่าชุดครุยแทนการซื้อ : หากบ้านใครมีกำลังทรัพย์ก็สามารถสั่งตัดชุดครุยใหม่ได้ตามอัธยาศัย แต่สำหรับบางคนคิดว่าการเช่าน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพราะเราใช้ชุดครุยสำหรับการเข้าร่วมพิธีฯ เพียงเพียงไม่กี่วัน แถมยังไม่ต้องซักคืนอีกด้วย เพราะทางร้านมีบริหารซักให้ด้วยหลังใช้ บอกเลยว่าหากเช่าชุดครุย ค่าใช้จ่ายจะประหยัดขึ้นอีกหนึ่งเท่าตัวเลยทีเดียว

3. รองเท้ารับปริญญา : หารองเท้าที่สุภาพเรียบร้อย ใส่สบาย และสามารถใช้ได้อีกหลายโอกาส เช่น สมัครงาน สัมภาษณ์งาน แบบชนิดที่เรียกได้ว่า ซื้อทีเดียวใช้ได้หลายโอกาส ประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้อีกเยอะ

4. จองที่พักตั้งแต่เนิ่นๆ : สำหรับบัณฑิตที่ต้องไปรับปริญญาในต่างจังหวัด การจองห้องพักถือว่าสำคัญมาก ๆ ทันทีที่เราได้กำหนดการวันพิธีฯ ควรรีบติดต่อจองที่พักโดยเร็วที่สุด พยายามเลือกพื้นที่ใกล้ ๆ มหาวิทยาลัยหรือสถานที่จัดพิธีฯ เราก็จะได้ที่พักที่ใกล้และราคาถูกตามกำลังทรัพย์ของเรา แถมยังช่วยประหยัดค่ารถ ค่าเดินทางได้อีกด้วย แต่หากครอบครัวไหนมีญาติอยู่ใกล้สถานที่จัดพิธีฯ ก็ถือโอกาสขอไปค้างคืนสัก 1-2 คืน จะประหยัดค่าที่พักได้อีกทาง

5. ช่างภาพ : พยายามเลือกหาช่างภาพที่ถ่ายรูปแล้วถูกใจตนเอง อย่าพยายามให้เพื่อนช่วยเลือกให้ ให้ภาพถ่ายออกมาเป็นสไตล์ที่เราชอบ และดูผลงานการรีวิวเยอะๆ บางทีช่างภาพอาจจะถ่ายได้สวยถูกใจเพื่อน แต่อาจจะไม่ใช่สไตล์ที่เราชอบ จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจภายหลัง ที่สำคัญควรนัดเวลาให้เหมาะสม จะครึ่งเช้า ครึ่งบ่าย หรือเต็มวัน ก็ตามกำลังทรัพย์ของเรา พูดคุยหรือตกลงกับช่างภาพว่าชอบแบบไหน ก็จะได้ผลงานออกมาเป็นที่น่าพอใจกับจำนวนเงินที่เราจ่ายไป

แต่หากใครทุนน้อย ลองหาเพื่อนสนิท ถามไถ่ดูว่า พอจะมีเวลาว่างมาถ่ายรูปให้ไหม สะดวกไหม หากเพื่อนตบปากรับคำมาถ่ายให้ก็ตอบแทนน้ำใจเพื่อนสักเล็กน้อย เช่น พาไปเลี้ยงข้าว เลี้ยงน้ำ ให้หายเหนื่อย เป็นต้น

6. ช่างแต่งหน้าช่างผม : หากบัณฑิตเป็นผู้ชายก็สบาย ๆ ไม่ต้องพิถีพิถันมาก ใบหน้าเกลี้ยงเกลา เซตผมเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอ แต่หากเป็นบัณฑิตผู้หญิง แน่นอนว่าหน้าผมต้องเป๊ะเว่อร์ไว้ก่อน ขอแนะนำว่า สำหรับบัณฑิตทุกเพศ ทุกวัย ลองประเมินฝีมือการแต่งหน้าของตัวเองดูก่อน ว่าเรามั่นใจพอไหมที่จะแต่งหน้าทำผมเอง หากมั่นใจก็ทำเลย ประหยัดเงินได้หลายบาท แต่หากไม่มั่นใจในฝีมือ ก็จ้างช่างแต่งหน้าทำผมดีที่สุด เพราะวันสำคัญมีเพียงไม่กี่วัน ลองดูตามกำลังทรัพย์ของเรา

 

สุดท้าย หากเราวางแผนดี ๆ เอาตั้งแต่เนิ่น ๆ แบบว่าเรียนใกล้จบปี 4 ก็วางแผนรอได้เลย ก็จะทำให้ช่วยลดค่าใช้จ่ายในวันสำคัญแห่งชีวิตได้ และสามารถนำเงินที่เหลือนี้ไปใช้ในส่วนอื่นได้อีกด้วย บอกเลยว่ารับปริญญาทั้งที รวยอย่างเดียวคงจะไม่ได้ ต้องใช้เงินอย่างชาญฉลาด ใช้เงินให้เป็นถือเป็นเรื่องที่ดีที่สุด และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


กินอยู่เป็น_รวยจอมปลอม-ใช้ชีวิตติดหรู-แต่หนี้ท่วมหัว_web.jpg

มีใครเป็นแบบนี้กันไหม? จะใช้ชีวิตแต่ละอย่างทั้งที ต้องทำตัวให้ดูดีราวกับไฮโซอยู่เสมอ ภาพลักษณ์ภายนอกย่อมสำคัญเป็นอันดับหนึ่งอยู่แล้ว ต่อให้ต้องลงทุนจ่ายมากหรือจ่ายหนักสักเท่าไหร่ก็ยินดีจ่าย เพื่อแลกมากับภาพลักษณ์ที่ตนเองสร้างขึ้นมาเพื่อให้ใครหลาย ๆ คนมองว่า คุณคือผู้ดี ผู้ดีที่มีดีทั้งฐานะ ชื่อเสียงในสังคม ฯลฯ จนเข้าใจไปกว่า คุณคือไฮโซโก้เก๋ดี ๆ นี่เอง

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะพาไปรู้จักกับบุคคลกลุ่มหนึ่ง ที่สวมบทบาทเป็นคนลักษณะ “รวยจอมปลอม” กล่าวคือ คนกลุ่มนี้จะสร้างภาพลักษณ์ให้ตัวเองดูดีราวกับเป็นไฮโซ ร่ำรวย มีฐานะ มีชาติตระกูลที่สูงส่ง แต่ในชีวิตจริงแล้ว ฐานะของตัวเองไม่ได้เป็นคนร่ำรวย มีคฤหาสถ์หลังใหญ่ ๆ มีหนี้สินรัดตัวมากมาย มีรายรับที่ไม่เพียงพอกับรายจ่าย ทำให้ต้องใช้ชีวิตส่วนตัวแบบขัดสน แต่การจะออกงานสังคมทั้งที คนกลุ่มนี้จะพยายามปกปิดสถานะที่แท้จริงของตัวเอง เพื่อไม่ให้รู้สึกว่าตัวเองนั้นเป็น “กาในฝูงหงษ์”

เรื่องราวแบบนี้ไม่ได้มีแค่ในละครน้ำเน่าที่ออนแอร์ทางโทรทัศน์แต่อย่างเดียว ในชีวิตจริงคนแบบนี้มีอยู่จำนวนมาก ส่วนใหญ่เลียนแบบพฤติกรรมจากละครโทรทัศน์ทั้งนั้น เห็นตัวละครนี้ทำก็ทำตามเขาบ้าง จนลืมนึกไปว่าโลกแห่งความจริงไม่ได้สวยหรูเหมือนในพล็อตเรื่องละคร

แน่นอนว่า การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีอาจจะเป็นเรื่องปกติที่ใครหลาย ๆ คนเขาก็ทำกัน เพราะเวลาออกงานสังคม หัวจรดเท้าก็ต้องดูเป๊ะเวอร์อยู่แล้ว เพราะถ้าไม่เป๊ะเว่อร์ คนในงานอาจจะมองคุณด้วยสายตาแบบเหยียดหยามหรือมองด้วยความประหลาด นี่ล่ะภาพลักษณ์สำคัญอยู่เสมอ แต่บางคนก็ลืมไปว่าภาพลักษณ์ที่ดีไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องแสดงตัวเองเป็นคนรวย มีฐานะให้คนอื่นเขารับทราบหรือชื่นชมเสมอไป เพราะความจริงก็คือความจริง หากจับได้ภายหลังว่าคุณนั้น “รวยจอมปลอม” น่าอับอายยิ่งกว่า

มีกรณีศึกษาของ Lissette Calveiro หญิงสาวชาวอเมริกันวัย 26 ปี ที่ย้ายมาใช้ชีวิตอยู่ในนิวยอร์คเมื่อปี ค.ศ.2013 (พ.ศ.2556) เธอเปรียบชีวิตของตัวราวกับใช้ชีวิตอยู่ในซีรีย์ Sex and the city พยายามสร้างโลกใบใหม่ขึ้นมาบนโลกออนไลน์ โชว์ว่าตัวเองร่ำรวย มีฐานะและชาติตระกูลที่ดี ใช้เสื้อผ้ามีแบรนด์ดังและหรูหรา โพสต์ภาพตัวเองกับเสื้อผ้าที่ซื้อมาจากแบรนด์ดังลงอินสตาแกรมส่วนตัว เพื่อให้คนที่ได้เห็นต้องรู้สึกอิจฉาตาร้อน จนมีผู้ติดตามบนไอจีของเธอนับหมื่นราย ณ ตอนนั้นเธอคิดเพียงแค่ว่า ขอให้ตัวเองดูดี เพอร์เฟค ราวกับเซเลบ ให้ทุก ๆ คนที่เห็นได้รู้จักเสียก่อน ส่วนอนาคตจะเป็นอย่างไรนั้นค่อยว่ากันอีกที ด้วยความคิดเช่นนี้ Lissette Calveiro ก็ใช้เงินไปกับการช็อปปิ้งและท่องเที่ยวอย่างสนุกสนาน จนกระทั่งชีวิตถึงจุดพลิกผันขึ้นมาทัน เนื่องจากเธอกลายเป็นหนี้ก้อนโตประมาณ 10,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 313,000 บาทไทย)

เมื่อเธอต้องเผชิญกับปัญหาใหญ่หลวงนี้ เธอจึงตัดสินใจเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นคนใหม่ เริ่มใช้จ่ายเงินอย่างประหยัดมากขึ้น จากเดิมที่เคยใช้ชีวิตแบเซเลบ ใช้จ่ายเงินอย่างสุรุ่ยสุร่าย เพื่อให้ได้มาซึ่งภาพลักษณ์และการมีหน้ามีตาในสังคม โดยเริ่มจากย้ายไปใช้ชีวิตในห้องพัก หารค่าห้องร่วมกับรูมเมทจากราคา 700 ดอลลาร์/เดือน (ประมาณ 21,000 บาทไทย) และก็เริ่มทำอาหารรับประทานเอง หลีกเลี่ยงการซื้ออาหารแพงหรือร้านภัตตาคารหรู ใช้งบค่าอาหารเพียงอาทิตย์ละ 35 ดอลลาร์ (ประมาณ 1,000 บาทไทย)

ส่วนเสื้อผ้านั้นเธอใช้บริการจากร้านเช่าชุด ที่ให้เช่าชุดหรู กระเป๋า และเครื่องประดับแบรนด์เนม โดยเสียค่าสมาชิกเดือนละ 130 ดอลลาร์ (ประมาณ 4,000 บาทไทย) จนทำให้เธอกลับมาใช้ชีวิตหรูหราได้บนโลกโซเชียลฯ อีกครั้ง จากความตั้งใจประหยัด มธยัสถ์นั้นเอง เธอสามารถเคลียร์หนี้ก้อนโตจนหมด โดยใช้เวลาภายในเพียง 14 เดือนเท่านั้น

ฉะนั้น คุณลองถามตัวเองดูว่า คุณเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่เลือกสร้างภาพลักษณ์แบบเซเลบ “รวยจอมปลอม” แบบนั้นหรือไม่? จงทำความเข้าใจเสียใหม่ว่า การสร้างภาพลักษณ์ของตัวเองให้ดูดี มีความเป็นเซเลบ และมีจุดยืนในสังคมแบบสง่า ไม่ได้อยู่ที่ว่าตัวคุณมีฐานะร่ำรวย มีชาติตระกูลดี แต่อยู่ที่จิตใจที่ดี และพฤติกรรมที่ดีของเรามากกว่า อย่าไปยึดติดกับภาพของเหล่าไฮโซหรือเหล่าคุณนายใส่ตุ้มหูเพชร 7 กะรัตราคาแพง ๆ เสียทั้งหมด จงอยู่ในสถานะระดับปานกลาง ไม่อวดร่ำอวดรวย ไม่สร้างภาพให้ตัวเองเป็นไฮโซมีเงินมากมาย มีรถสปอร์ทหรู ๆ ขับเข้ามาในงาน รู้สถานะของตัวเองว่าเราเป็นใคร มาจากไหน ไม่ลืมตัวเอง แค่นี้ชีวิตของคุณเองก็จะหรูหราขึ้นมาทั้งภายในจิตใจและภายนอกขึ้นมาทันที อย่าลืมว่า ยุคสมัยเปลี่ยนไป ผู้คนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ยึดติดอยู่กับการเลือกคบคนมีฐานะเงินทองร่ำรวย มีชาติตระกูลที่ดีกันแล้ว สมัยนี้เขาวัดกันที่พฤติกรรม ทัศนคติ จิตใจของเรามากกว่า และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


กินอยู่เป็น_กลัวการล้มเหลวในชีวิต-คุณเป็นหนึ่งในนั้นหรือไม่_web.jpg

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ “ความล้มเหลว” คำนี้เป็นคำที่ใครหลาย ๆ คนไม่อยากพบ ไม่อยากเจอในชีวิตสักเท่าไหร่ ฟังได้ยินคำนี้ก็รู้สึกขยะแขยงเป็นอย่างมากแล้ว แต่ก็ไม่มีใครไม่เคยผ่านความล้มเหลวมาก่อน ทุกคนต้องเคยพบเจอมาในชีวิต บางคนกลัวมากจึงเลือกที่จะไม่ทำอะไรเลย เพื่อที่จะได้ไม่เกิดความล้มเหลวขึ้นมาในชีวิต

เมื่อเรามองในมุมของเศรษฐกิจ ความล้มเหลวมักเกิดขึ้นได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น การขาดทุนจากการประกอบธุรกิจ , เงินไม่พอใช้ , มีหนี้สิน , โดนยึดทรัพย์ , ล้มละลาย ฯลฯ ทั้งหมดที่กล่าวมาล้วนเป็นความล้มเหลวที่ทุก ๆ คนต้องเผชิญ พบเจอทั้งสิ้น เชื่อว่าหลายคนกลัว กลัวกับการที่จะต้องเผชิญกับสิ่ง ๆ นี้ มันค่อนข้างโหดร้ายมากหากชีวิตต้องมาพบเจอกับเรื่องราวแห่งความล้มเหลว

จริง ๆ แล้ว “ความล้มเหลว” มักเป็นขั้นแรกที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ คนที่ประสบความสำเร็จอย่าง J.K. Rowling นักเขียน Harry Potter หรือแม้กระทั่ง Richard Branson นักธุรกิจหมื่นล้าน ก็เคยผ่านจุดเลวร้ายดังกล่าวมาแล้ว พวกเขาล้มเหลวมามากพอสมควร และความล้มเหลวนั้นเป็นสิ่งที่ช่วยหล่อหลอมให้พวกเขาประสบความสำเร็จมาจนถึงทุกวันนี้ ฉะนั้น คุณอาจจะต้องมองเรื่องกลัวการล้มเหลวให้ลึกลงไปอีกและพยายามจัดการกับมันให้ได้เพื่อให้ความสำเร็จในอนาคตของคุณเป็นรูปเป็นร่าง

หากคุณยังหวั่นกลัวกับเรื่องการล้มเหลว ลองศึกษา 3 กลวิธี รับมือกับความกลัวการล้มเหลว และลองนำไปปรับใช้ดูสักครั้ง เพื่อที่คุณจะได้รับมือและกล้าเผชิญกับความล้มเหลวได้อย่างแข็งแกร่ง

1. ฝึกคิดกับตัวเองอยู่เสมอว่า ไม่มีสิ่งใดที่เรียกว่า ความล้มเหลว มีแต่สิ่งที่เป็นผลตอบรับจากการกระทำของเราเท่านั้น และเมื่อคุณเรียนรู้จากผลนั้น คุณก็สามารถทำสิ่งที่ต่างไป และไม่ล้มเหลวอีกเลย

2. ฝึกฝน “ล้มเหลว” ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และต้องไม่ลืมว่า คนที่ประสบความสำเร็จนั้น เคยล้มเหลวมากกว่าสำเร็จ ฉะนั้นความล้มเหลวเป็นสิ่งจำเป็น ถ้าคุณต้องการจะประสบความสำเร็จ

3. หากว่าคุณไม่ได้ผลลัพธ์อย่างที่คุณต้องการ แทนที่คุณจะมานั่งถามตัวเองว่า “ทำไม” ให้ลองถามตัวเองว่า “เราจะต้องทำใหม่อย่างไรเพื่อให้คราวหน้าประสบความสำเร็จ”

 

จริง ๆ แล้วการกลัวความล้มเหลวนั้น เกิดจากการที่เรายึดติดกับอัตตาตัวตนมากเกินไป ไม่ยอมให้ตัวเองได้เรียนรู้และสัมผัสกับความผิดพลาดบ้าง เพื่อจะได้เรียนรู้ รับรู้ถึงความเจ็บปวด ความเครียด เพื่อเป็นการเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากมัน จะได้มีภูมิคุ้มกันที่ดีในการวางแผนและตั้งรับเพื่อไม่ให้ตัวเองต้องเผชิญกับความล้มเหลวอีกต่อไป

ขณะเดียวกัน การกลัวความล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้น เป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก เพราะถ้าตัวคุณไม่กล้าแม้แต่จะลองดู คุณก็จะไม่รู้เลยว่ามีโอกาสก้าวสู่ความสำเร็จรออยู่ข้างหน้า ลองเพิ่มความกล้าให้มากขึ้นสักนิดแล้วมุ่งสู่จุดหมายกันเลย อย่าไปกลัวกับความล้มเหลว เพราะถ้ามันเข้ามา แต่เรามีสติในการแก้ปัญหา ความล้มเหลวก็จะผ่านไป ลองถามตัวเองดูว่า เรากลัวความล้มเหลว? หรือเรากลัวผลกระทบที่ตามมาจากความล้มเหลว?


สังคมยุคนี้-เสียเงินไม่ว่า-เสียหน้าไม่ได้_web.jpg

เพราะสังคมสมัยนี้มองว่าภาพลักษณ์มีความสำคัญอย่างมาก การใช้ชีวิตประจำวันมีพิธีรีตองมากขึ้น สังคมอยู่ยากขึ้น คนหลายๆ คนจึงมีพฤติกรรมบางอย่างที่ต้องทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้ตัวเองมีชื่อเสียงในด้านที่ดี เดือดร้อนมากแค่ไหนก็ยอม แต่จะไม่ยอมขายขี้หน้าต่อหน้าสาธารณชนโดยเด็ดขาด แบบชนิดที่เรียกได้ว่า “เสียเงินไม่ว่า เสียหน้าไม่ได้” จนกลายเป็นว่าชักหน้าไม่ถึงหลัง วันนี้ กินอยู่เป็น ขอนำเสนอบทความดี ๆ เพื่อให้หลายคนฉุกคิด ก่อนจะจ่าย…

เมื่อการเข้าสังคมเป็นสิ่งสำคัญที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราจึงต้องสร้างภาพลักษณ์ที่คล้ายคลึงกับคนในสังคม เพื่อไม่ให้เกิดความแปลกแยก นี่ล่ะ คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยที่คนกลุ่มหนึ่งยอมทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองดูดี โดดเด่นในทุกกิจกรรม ทำอย่างไรก็ให้คนรอบข้างรู้สึกประทับใจ มองเราในทางบวกมากกว่าแง่ลบ บางคนยอมถึงขั้นใช้ “เงิน” ในการแก้ปัญหา ยอมเสียเงินจำนวนมากเพราะไม่อยากเสียหน้า ทำอะไรต้องทำให้สุดๆ และดีที่สุด เพื่อให้ตนเองเกิดความสบายใจในการมีหน้ามีตาในสังคมให้ดูดีมากที่สุด จนสุดท้าย “เงิน” กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดที่คนจะนำมาใช้สำหรับการมีหน้ามีตาในสังคม

บางคนมีฐานะทางการเงินที่ดี การเสียเงินจำนวนหนึ่งอาจจะไม่ได้ทำให้เขาได้รับความเดือดร้อนเลย แต่สำหรับคนที่ฐานะพอประมาณหรือยากจน การเสียเงินจำนวนหนึ่งเพื่อแลกมาซึ่งการมีหน้ามีตาในสังคม ถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างลำบากมาก เพราะคนเหล่านี้ถึงขั้นที่ยอมกู้เงิน หยิบยืมเงินจากคนรอบข้าง มาใช้ในทางที่ฟุ่มเฟือย ไม่เป็นประโยชน์ สุดท้ายกลายเป็นหนี้สินก้อนโต พร้อมดอกเบี้ยมูลค่ามหาศาลอีกด้วย ลองคิดดูว่าภาพลักษณ์ที่เราได้มา แต่ต้องแลกกับหนี้สินนั้น คุ้มไหมกับการลงทุน

จากผลการสำรวจของหอการค้าไทย พบว่า สถานภาพหนี้ครัวเรือนไทยปี 2561 พบจำนวนหนี้เฉลี่ยครัวเรือนในปี 2561 มีมูลค่าสูงถึง 3.16 แสนบาท/ครัวเรือน ซึ่งเป็นมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หรือนับตั้งแต่ทำการสำรวจมาเมี่อปี 2552 ขยายตัวเพิ่มขึ้น 5.8% เทียบกับการสำรวจหนี้ครัวเรือนปี 2560 ที่มีหนี้ฉลี่ย 2.99 แสนบาท/ครัวเรือน แบ่งเป็นหนี้ในระบบ 64.7% โดยหนี้ในระบบลดลงจากการสำรวจปี 2560 มีสัดส่วน 74.6% และหนี้นอกระบบ 35.3% เพิ่มขึ้นจากการสำรวจปี 2560 มีสัดส่วน 26.4%

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ก่อหนี้เพื่อใช้ในการซื้อสินทรัพย์ อาทิ รถยนต์ บ้าน และการลงทุนประกอบกิจการ เช่น ลงทุนเครื่องจักร ซื้อวัตถุดิบ เป็นต้น อีกส่วนมาจากการก่อหนี้เพื่อจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรบางส่วนที่ได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ และกลุ่มที่มีรายได้ไม่เกิน 3 หมื่นบาท/ครัวเรือน มีการก่อหนี้มาใช้จ่ายในครัวเรือนมากขึ้นเนื่องจากค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น

การมีหน้ามีตาในสังคมในคนในฐานะปานกลางหรือยากจนในปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องยากของพวกเขา เพราะการจะออกงานสังคมทั้งทีอาจจะไม่ต้องลงทุนซื้อชุดที่ราคาแพงๆ ซื้อรถยนต์ เพราะสมัยนี้มีธุรกิจจำพวกให้เช่าชุดราตรี ชุดออกงานต่างๆ เช่ารถยนต์ แม้กระทั่งงานบวชก็ต้องจัดใหญ่ จัดเต็ม มีโต๊ะจีนกินเลี้ยง มีวงดนตรี รวมไปถึงยังมีธุรกิจแปลกใหม่อย่างเช่าสินสอดสำหรับเป็นของประกอบในงานแต่งงาน เพื่อให้ฝ่ายเจ้าภาพต้องเสียหน้าหรือขายขี้หน้าผู้ที่มาร่วมงาน หรือแม้กระทั่งการใช้เงินลงทุนเพื่อพยายามศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นไปอีก เพื่อยกระดับตัวเองให้สูงขึ้นไปอีก

สุดท้าย ใครที่กำลังคิดว่า “เงินซื้อได้ทุกอย่าง” ขอให้ลองปรับเปลี่ยนความคิดใหม่  เพราะการมีหน้ามีตาในสังคมที่แท้จริง “เงิน” อาจะไม่ใช่ปัจจัยสำคัญทั้งหมด หากคุณใช้เงินในการสร้างภาพลักษณ์และคุณงามความดี สักวันเงินคุณก็จะต้องหมดไป แต่หากสิ่งที่คุณกระทำนั้นมาจากจิตใจที่บริสุทธิ์ คิดดี พูดดี ทำดี สิ่งที่เราได้จะได้รับคือความสุขใจ ต่อให้เราจะไม่มีเงินมากมายที่จะนำเอามาจ่าย ก็ยังคงมีคนรู้จัก และยกย่องคุณอย่างแน่นอน

นี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


ลด-ละ-เลิก-พฤติกรรมใช้จ่ายฟุ่มเฟือย-ที่ทำให้ไม่เหลือเงินในกระปุกสักบาท_web.jpg

เคยไหม? อยากได้นั่น ได้นี่ไปเสียทั้งหมด ต่อให้แพงแค่ไหน ราคามากมายมหาศาลเท่าไหร่ ตนก็ยินดีที่จะจ่าย เพื่อให้ได้มาซึ่งของสิ่งนั้น จนลืมคำนึงถึงความจำเป็นในการใช้งาน นี่ล่ะคือบ่อเกิดแห่ง “ความฟุ่มเฟือย” ที่จะทำให้คุณหมดตัว “กินอยู่เป็น” จึงอยากนำเสนอเรื่องราว พร้อมกับ 5 วิธีรับมือแก้ไขพฤติกรรมใช้เงินมือเติบ

เมื่อพูดถึงเรื่องของ “ความฟุ่มเฟือย” ถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะกลุ่มมนุษย์เงินเดือนคนทำงาน ที่เมื่อถึงวันเงินเดือนออกก็จะช่วงเวลาแห่งความสุขสำหรับใครหลายๆ คน ที่จะได้เดินทางเข้าห้างไปจับจ่ายใช้สอย ซื้อของที่อยากได้ จนทำให้เงินในกระเป๋าค่อยๆ ลดลง ลดลง จนไม่เหลือ ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อเงินไม่พอใช้ ก็ต้องแคะกระปุกมาใช้หรือหยิบยืมเพื่อนฝูงมาใช้ก่อน ก่อให้เกิดหนี้สินตามมาในที่สุด

จะเห็นได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นที่ว่าเงินไม่เพียงพอ แต่เกิดขึ้นจากตัวเราเองล้วนๆ ที่ไม่มีความพอดี ใช้จ่ายอย่างกระหาย ต่อให้ออมเงินทุกๆ เดือนก็ไม่เป็นผล มาลองดูกันว่าพฤติกรรมอะไรบ้างที่คุณต้อง ลด-ละ-เลิก และปรับเปลี่ยนตัวเอง เพื่อไม่ให้คุณหมดตัวจนถึงขั้นไม่มีเงินเก็บในกระปุกสักบาท

 

1. ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย

ค่านิยมที่ว่าต้องหรูหรา มีแบรนด์ดีๆ คนอื่นมี เราก็ต้องมีบ้าง ซึ่งล้วนเกินความจำเป็นต่อชีวิตเรามาก ล้วนเป็นบ่อเกิดแห่งความ “ฟุ่มเฟือย” ที่ส่งผลต่อเงินในกระเป๋าของเราลดลงไปด้วย ดังนั้น การจะจับจ่ายใช้สอยอะไรก็ตาม คุณอย่าลืมคำนึงว่า สิ่งที่คุณอยากได้นั้นมีความสำคัญกับคุณมากน้อยแค่ไหน เรื่องแบบนี้ต้องคิดให้ได้ว่า สิ่งใดควรซื้อ สิ่งใดไม่ควรซื้อ เพราะสิ่งของบางอย่างอาจจะยังไม่จำเป็นในขณะนั้น ฉะนั้น หากใช้เงินอย่างประมาทก็อาจะทำให้คุณเสียเงินโดยใช่เหตุก็ว่าได้

 

2. ไม่วางแผนการใช้เงิน

การจะใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องมีการวางแผนการใช้เงินในแต่ละวันว่า วันนี้จะใช้เงินจำนวนกี่บาท ใช้สำหรับอะไรบ้าง เพื่อที่เราจะได้บริหารจัดการการใช้เงินของตัวเองได้ ซึ่งหากเราไม่วางแผนการใช้เงินเลย คุณก็อาจจะใช้เงินโดยประมาท เจออันนู้นถูกใจก็ซื้อ ก็จ่าย โดยเฉพาะของที่ไม่จำเป็นหรือฟุ่มเฟือย ทำให้คุณไม่มีเงินเก็บและเงินในกระเป๋าก็จะไม่เหลือสักบาทในที่สุด

 

3. ไม่ทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย

หลายคนไม่มีเงินเก็บในกระปุกเลยสักบาท ส่วนหนึ่งก็มาจากการไม่กำหนดรายรับ-รายจ่ายในแต่ละเดือนให้ชัดเจน จะบอกว่าการทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นตัวช่วยให้คุณคำนวณค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนได้ดี คุณจะสามารถคำนวณได้ว่าในแต่ะเดือนคุณจะมีเงินใช้ส่วนตัวกี่บาท และต้องจ่ายเงินกับค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายทุกเดือนอย่างค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ฯลฯ กี่บาท คุณจะได้ไม่ประมาทในการจับจ่ายใช้เงิน

 

4. ไม่มีความคิด “ออมเงิน” เลยสักนิด

ข้อนี้ถือได้ว่าสำคัญมากๆ ที่จะต้องฝึกให้คนที่ยังไม่เคยมีความคิดในเรื่องนี้ ต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติ คิดใหม่ ทำใหม่ ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ให้มากๆ หากเราและฝึกการออมเงินตั้งแต่วันนี้ ค่อยๆ เก็บเล็กผสมน้อย ทุกๆ วัน ครบ 1 ปีคุณก็มีเงินเก็บแล้ว แม้ว่าจะไม่มาก แต่ก็เป็นเงินที่จะนำไปทำอะไรได้มากมาย หรือในทางกลับกัน หากมีเหตุฉุกดฉินที่ต้องใช้เงิน เราก็สามารถหยิบเงินจากการออมมาใช้ได้ในยามฉุกเฉิน ไม่ต้องไปหยิบยืมหรือกู้หนี้ยืมสินมาให้หนักใจ

 

สุดท้าย จากทั้งหมดที่กล่าวมานั้น หากเรารู้จักการบริหารจัดการเงิน วางแผนการใช้จ่ายดีๆ คุณก็จะมีเงินก้อนใหญ่ที่ทำให้คุณรู้สึกภาคภูมิใจที่อย่างน้อยได้เก็บหอมรอมริบขึ้นมาด้วยมือของตัวคุณเอง ที่สำคัญพยายามจัดลำดับความสำคัญในการจับจ่ายซื้อของให้ดีๆ สิ่งไหนที่ไม่จำเป็นก็อย่าไปเสียเงินโดยเด็ดขาด เพียงเท่านี้คุณก็จะสามารถใช้จ่ายในแต่ละเดือนได้อย่างคล่องตัว ไม่มีหนี้สิน แถมมีเงินเก็บไว้ใช้อีกด้วย

นี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


มุมมองของคนรุ่นเก่าเกี่ยวกับ-“เงินๆ-ทองๆ”-ที่อยากส่งต่อให้คนรุ่นหลัง.jpg

เมื่อครั้งเรายังเด็ก ผู้ใหญ่มักจะสอนและปลูกฝังในเรื่องของการประหยัด อดออม ให้ความสำคัญในเรื่องการใช้เงิน โดยฝึกให้เรียนรู้และประพฤติกันตั้งแต่เด็กๆ เพื่อที่จะได้นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ วันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตมีวิธีรับมือง่าย ๆ 5 ข้อ ที่จะนำมาแนะนำให้กับคนรุ่นหลัง

เรื่องนี้ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่มีการถ่ายทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ปัจจุบันแต่ละคนมีวิธีการประหยัดที่แตกต่างกันแต่ก็ยังคงมีสิ่งที่เหมือนกันก็คือ “ไม่ใช้จ่ายเงินเกินความจำเป็น” บางคนเลือกวิธีการประหยัดง่ายๆ ด้วยการหิ้วปิ่นโตมาจากบ้าน เดินและขับจักรยานมาทำงานแทนการเสียเงินค่าโดยสารรถสาธารณะ เป็นต้น

เพราะช่วงนี้เงินๆ ทองๆ เป็นอะไรที่หายาก กว่าจะได้มาแต่ละบาท ก็ต้องแลกมาด้วยน้ำพักน้ำแรง หยาดเหงื่อของแรงงาน และเงินก็จะต้องหมดไปรายจ่ายประจำ ไม่ว่าจะเป็น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่าที่พัก ค่าอาหาร ฯลฯ ล้วนแต่มีความจำเป็นทั้งสิ้นในการดำรงชีวิตเพื่อความอยู่รอด

มาดูกันดีกว่าว่าแนวคิดการประหยัดของคนรุ่นปู่ย่าหรือพ่อแม่เรา ที่ดูแล้วไม่ตกยุค สามารถนำมาใช้ในยุคปัจจุบันได้

 

1. “อาหาร” อย่ากินทิ้งขว้าง

เคยเป็นไหม อาหารต่างๆ นาๆ ทั้งอาหารคาวหรืออาหารหวาน เมื่อรับประทานไม่หมดหรือรับประทานเหลือ ก็มักจะนำไปเก็บในตู้กับข้าวหรือตู้เย็น แต่สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ คืออาหารอาจจะเน่าเสีย ซึ่งเป็นสิ่งที่บางคนอาจจะละลืมไปโดยมิได้ตั้งใจที่จะให้อาหารเหล่านั้นเน่าเสียไป เพราะอาหารบางอย่างมีโอกาสเน่าเสียได้ ถึงแม้จะใส่ไว้ในตู้เย็นหรือตู้กับข้าวก็ตาม ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดการสิ้นเปลืองและเพิ่มค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็นขึ้น ผู้หลักผู้ใหญ่จึงมักย้ำอยู่เสมอว่า “อาหารอย่ากินทิ้งกินขว้าง”

 

2. “การศึกษา” เป็นสิ่งสำคัญจำเป็น อย่าได้ละทิ้งเป็นอันขาด

สังเกตไหมว่าคนในยุคสมัยก่อนอยากจะให้ลูกหลานของตนเองได้มีโอกาสเรียนสูงๆ ก็เพราะคนสมัยก่อนไม่มีโอกาสได้ศึกษาเล่าเรียนสูงๆ เต็มที่ก็คือจบ ประถมศึกษาชั้นปีที่่ 4 หรือ 6 ระดับมัธยมศึกษา เนื่องจากอายุถึงเกณฑ์แล้วก็ต้องออกมาช่วยที่บ้านทำมาหากินกันแล้ว แต่คนรุ่นใหม่ในปัจจุบันมีโอกาสที่จะได้เรียนต่อจนถึงระดับมหาวิทยาลัยกันมากขึ้น เพราะในตลาดแรงงานบ้านเราต้องการคนมีประสบการณ์การทำงานและวุฒิการศึกษามาประกอบในการสมัครงานแต่ละแห่ง จึงไม่แปลกที่คนสมัยก่อนถึงมักย้ำว่า “อย่าละทิ้งการศึกษา” เพราะในยุคนี้คนที่มีความรู้และความสามารถย่อมได้เปรียบกว่าคนอื่นๆ ยิ่งมีวุฒิการศึกษาสูง ก็ยิ่งมีโอกาสได้เงินค่าแรงสูงเช่นกัน

 

3. “บัตรเครดิต-บัตรกดเงินสด” ไม่จำเป็นอย่าใช้!

คนสมัยก่อนจะย้ำเตือนเสมอว่า ใช้จ่ายอย่างประหยัด ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่ก่อหนี้ใหม่ขึ้นมา โดยเฉพาะการใช้ “บัตรเครดิต-บัตรกดเงินสด” เพราะบัตรดังกล่าวจะก่อหนี้สินขึ้นมาทันที ไม่ได้มีเพียงแค่เงินต้นเท่านั้น แต่มีเงินดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอีกด้วย หากเราใช้งานไม่เป็นหรือไม่มีวินัยในการชำระเงิน ทางที่ดีนั้นควรหลีกเลี่ยงการเป็นหนี้จากบัตรเครดิตหรือบัตรกดเงินสดจะดีที่สุด

 

4. การไม่มีหนี้ เป็นลาภอันประเสริฐ

การเป็นหนี้จากการหยิบยืมหรือกู้ยืมจากคนรอบข้าง นอกจากจะสร้างภาระให้ตัวเองแล้ว ยังเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้กับคนให้ยืมอีกด้วย นอกจากที่จะไม่ได้เงินคืนแล้ว ยังอาจทำให้ผิดใจกันจนสุดท้ายก็มีเรื่องให้ลาดหมางใจจนมองหน้ากันไม่ติดเหมือนเช่นเดิมอีกต่อไป เพียงเพราะเรื่องหนี้สินจากการหยิบยืมเงินนี่เอง คนสมัยก่อนจึงย้ำอยู่เสมอว่า อย่าสร้างหนี้หรือก่อหนี้ด้วยมือของตัวเอง และอย่าหยิบยืมเงินจากคนรอบข้าง ถ้าไม่อยากมีปัญหาบาดหมางกันในภายหลัง ฉะนั้น หากต้องการสร้างมิตรภาพที่ดีและยืนยาวจะต้องไม่มีเรื่องการหยิบยืมเงินๆ ทองๆ จะดีที่สุด

 

สุดท้าย ชีวิตของคนเราหากรู้จักประหยัดอดออมอย่างที่คนรุ่นเก่าสมัยปู่ย่าตายายหรือพ่อแม่เราย้ำอยู่เสมอ ก็จะทำให้เราสามารถหลีกเลี่ยงการเป็นหนี้สินและการเดือดร้อนจากการไม่มีเงินพอใช้เอาได้ เป็นไปได้อยู่อย่างพอดี พอเพียง ไม่โลภมากจนเกินไปดีที่สุดแน่นอน

นี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


ขนหน้าแข้งไม่ร่วง-จ่ายเท่าไหร่ก็ไม่เกลี้ยง.jpg

เชื่อว่าใครหลายๆ คนมีความใฝ่ฝันว่าอยากจะมีเงินมากมายมหาศาล ไว้สำหรับซื้อในสิ่งที่ปรารถนา เพื่อบรรดาลความสุขให้ตนเอง แต่ในชีวิตจริง บางคนไม่ได้ร่ำรวย มีฐานะ มีเงินมากมายขนาดนั้น ขณะที่บางคนค่อนข้างมีฐานะ มีรายรับมากกว่ารายจ่าย คงจะไม่ต้องเครียดกับเรื่องของการใช้จ่ายมากนัก แต่ก็ไม่ควรชะล่าใจ เพราะสุดท้ายคุณก็อาจจะหมดตัวและล้มละลายจากการใช้เงินฟุ่มเฟือยในที่สุด วันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตนำวิธีการใช้จ่ายแบบมหาเศรษฐีมาแนะนำ เพื่อให้ทุกคนได้นำไปปรับใช้กัน

การใช้เงินเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นคนรวยหรือจนก็ตาม เราลองมาดูแนวคิดของมหาเศรษฐีชื่อดัง Mark Cuban ที่ผ่านประสบการณ์ต่างๆ มาอย่างมากมาย จนกลายเป็นมหาเศรษฐีที่คนในแวดวงรู้จักกันเป็นอย่างดี

Mark Cuban ในวัย 60 ปี เป็นมหาเศรษฐีชื่อดัง ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากจากการการสวมบทบาทเป็นเจ้าของทีมบาสเก็ตบอลชื่อดัง ชีวิตของ Mark Cuban กว่าจะประสบความสำเร็จจนถึงทุกวันนี้ ต้องพบเจอกับอะไรมามาก ต้องผ่านร้อนผ่านหนาวมาจากยุคฟองสบู่ไอทีแตก

ก่อนหน้านี้ Mark Cuban เคยเปิดบริษัทจำหน่ายซอฟต์แวร์เป็นของตัวเอง มีลูกค้าต่างๆ มากมาย หนึ่งในนั้นคือลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของบริษัท ได้แก่ Perot Systems ก่อนจะตัดสินใจขายบริษัทดังกล่าวเมื่อปี พ.ศ.2533

ชีวิตของ Mark Cuban มาถึงจุดเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อปี พ.ศ.2543 Mark Cuban ตัดสินใจทุ่มเงินจำนวน 285 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 8.55 พันล้านบาท) เข้าถือหุ้นใหญ่ทีมบาสเก็ตบอล ดัลลัส แมฟเวอริคส์ กระทั่งทีมบาสเก็ตบอลฯ ผงาดเป็นแชมป์ NBA สมัยแรก นับตั้งแต่ก่อตั้งทีมมา 31 ปี ในที่สุด เขาก็ประสบความสำเร็จ ชื่อเสียงของทีมบาสเก็ตบอลฯ เป็นที่พูดถึงและรู้จักอย่างมากในแวดวงธุรกิจและกีฬา

นิตยสารฟอร์บส เคยจัดอันดับให้ Mark Cuban เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก อันดับที่ 459 มีทรัพย์สินมูลค่า 2.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือคิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 7.5 หมื่นล้านบาท) ด้วยประสบการณ์การทำงานมากมาย Mark Cuban จึงมักมีคำแนะนำดีๆ ให้แก่คนรุ่นหลังมากมาย ไม่เว้นแม้กระทั่งเรื่องของการจับจ่ายใช้สอยเงิน ที่เจ้าตัวมีวิธีการใช้เงินที่ถูกต้อง จนเป็นบิลเลียนแนร์อย่างทุกวันนี้

วันนี้ได้รวบรวมแนวคิดและวิธีการใช้เงินแบบเศรษฐี ตามแบบฉบับของ Mark Cuban ที่มีการวางแผนใช้เงินเป็นอย่างดี คิดหน้า คิดหลังอยู่เสมอ จนกลายเป็นเศรษฐีจนถึงทุกวันนี้ มาฝากกัน

 

เลิกใช้ “บัตรเครดิต-บัตรกดเงินสด”

Mark Cuban บอกว่า “เมื่อไหร่ที่ใช้บัตรเหล่านี้ คุณจะไม่มีทางรวย” ทั้งนี้ เพราะ Mark Cuban เคยได้รับบทเรียนอันแสนโหดจากการใช้บัตรเครดิตมาแล้ว ซึ่งการใช้บัตรเครดิตจะไม่มีปัญหา ถ้าคุณจ่ายตรงเวลา นอกจากนี้ การเป็นหนี้ มันมากกว่าเงินที่คุณจะหาได้ด้วยซ้ำ เพราะดอกเบี้ยบัตรเครดิตคือเงินกู้ที่มีอัตราแพงที่สุดเท่าที่คุณเคยเจอในชีวิต

 

ฉลาดใช้เงิน

Mark Cuban บอกว่า “เวลาจะใช้เงินซื้ออะไร คุณต้องคิดให้มากเข้าไว้ แล้วคุณจะพบว่าผลตอบแทนที่มีอัตราสูงสุดที่คุณจะได้ มาจากการใช้จ่ายส่วนตัวของคุณเอง” ฉะนั้น การใช้เงินอย่างประหยัด เก็บออมให้มากที่สุดน่าจะเป็นเรื่องที่ดีที่คนส่วนใหญ่ควรจะทำ อย่างเช่น หากเจอสินค้าลดราคา 50% หรือ 1 แถม 1 ก็พร้อมจะซื้อมาให้พอใช้ล่วงหน้า หรือเลือกซื้อน้ำเปล่ารับประทานแทนเครื่องดื่มราคาแพงๆ เท่านี้คุณก็ได้ผลตอบแทนจากเงินที่ใช้ไปกลับมาแล้ว

 

ใช้เงินทำงาน

Mark Cuban บอกว่า “เมื่อไหร่ที่คุณมีเงินก้อนเท่ากับเงินเดือนหกเดือนแล้ว สิ่งที่คุณควรทำคือเริ่มต้นลงทุนผ่านกองทุนทุกเดือน” หากคุณพบว่าตัวเองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมฟุ่มเฟือย และสามารถเก็บเงินได้จำนวนหนึ่งพอสมควรแล้ว สิ่งต่อไปที่ต้องทำก็คือ “ใช้เงินก้อนดังกล่าวในการลงทุน” สำหรับการใช้เงินในการทำธุรกิจนั้น Mark Cuban แนะนำว่า ควรหาคำตอบให้ได้ว่าบริษัทของคุณทำเงินอย่างไร และจะทำอย่างไรถึงจะขายสินค้าและบริการได้ จากนั้นหาคุณสมบัติหลักขององค์กรให้เจอ และยอมจ่ายแพงให้กับพนักงานที่คุณสมบัติตรงกัน นอกจากนี้ ในส่วนการบริหารให้องค์กรมีโครงสร้างซับซ้อนน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะเมื่อไหร่ที่มีพนักงานระดับผู้จัดการมากเกินไป ก็มักจะนำมาสู่การเมืองภายในบริษัทและเกิดปัญหาขึ้นในภายหลัง

 

สำหรับใครที่ยังใช้จ่ายแบบสุรุ่ยสุร่าย ใช้จ่ายแบบไม่ทันคิดก่อนจ่าย หรือยังไม่มีเป้าหมายในการใช้จ่ายเงิน ลองใช้ 3 วิธีข้างต้นของ Mark Cuban ดูสักครั้ง ค่อยๆ ฝึก ค่อยๆ เรียนรู้ และเมื่อเราใช้จ่ายเงินได้เป็นแล้ว เราจะรู้เลยว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ต้องจับจ่ายใช้สอยนั้นมีค่าเสมอ และคุณจะเป็นผู้ที่ได้ชื่อว่า “เป็นเศรษฐีที่ใช้เงินเป็น”

นี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


อยากมีเงินเก็บ-ก่อน-30-อย่าช็อปตามใจ.jpg

เคยไหม?…เวลาอยากได้อะไร เป็นต้องได้มันมา ต่อให้ราคาแพงมากแค่ไหนไม่เคยหวั่น กระเป๋าสตางค์นั้นสั่นสู้ ปากบอกอยากเก็บเงิน แต่ก็พร้อมจ่าย!? วันนี้ กินอยู่เป็น มีวิธีดี ๆ มาแนะนำกัน…ให้มีเงินเหลือเก็บแบบล้นกระปุก

ปัจจุบัน พฤติกรรมการซื้อสินค้าของคนในยุคนี้ไม่ได้มีเพียงการไปเดินช็อปปิ้งตามห้างสรรพสินค้าเท่านั้น ตอนนี้การสั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ก็ได้รับความนิยมไม่น้อยเลยทีเดียว ทั้งสะดวก สบาย ไม่ต้องไปเดินหาให้เหนื่อย เพียงแค่ปลายนิ้ว ก็ได้สินค้าตามที่ต้องการ อีกทั้งยังมีโปรโมชั่นล่อตาล่อใจมากมายทางการตลาด ซึ่งก็ตอบโจทย์การซื้อสินค้าจากกลุ่มวัยรุ่น-วัยทำงาน จำนวนมาก

แต่อย่าลืมนึกถึงอนาคต หากอายุใกล้เลข 3 แล้ว สิ่งสำคัญกว่าการช็อปปิ้งคือ “ความมั่นคงในชีวิต” การซื้อบ้าน ซื้อรถ การเก็บออมเงินสำหรับอนาคตที่จะต้องใช้จ่าย เมื่อยามจำเป็นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ฉะนั้น ใครที่รู้ตัวว่ามีพฤติกรรมเป็นนักช็อปแบบอยากได้ก็ต้องได้ ซื้อไม่อั้น โดยไม่ได้คำนึงหรือนึกถึงความจำเป็นที่จะต้องได้สินค้านั้นๆ บอกเลยว่า คุณต้อง “เปลี่ยนแปลง” เปลี่ยนพฤติกรรมการช็อปปิ้ง หันมาใส่ใจเรื่องการเก็บหอมรอมริบให้มากขึ้น

แล้วจะทำอย่างไรในเมื่อใจมันสั่งมา!?

1. “อยากได้อะไร ก็ต้องซื้อ” เลิกซะ! : การซื้อสินค้าแต่ละอย่าง อย่าซื้อแค่เหตุผลที่ว่า “อันนี้สวย อันนี้ชอบ ฉันอยากได้” แต่ต้องคำนึงถึงคุณสมบัติว่ามีความจำเป็นหรือไม่ จะซื้ออะไรทั้งทีก็พยายามมองการณ์ไกลเอาไว้ก่อน

2. “บัตรเครดิต” อย่าใช้บ่อย : การซื้ออะไรภายในห้างแล้วก็เอะอะก็รูดปรื๊ด รูดปรื๊ด บ่อยๆ ครั้ง ไม่เป็นผลดี แน่ หากเราใช้บัตรเคตรดิตอย่างหน้ามืดตามัว เห็นอะไรก็อยากได้ไปหมดแล้วก็รูดบัตร อย่าลืมนึกถึงด้วยว่าพอสิ้นเดือนจะต้องจ่ายเงินค่าบัตรเคตดิตพร้อมดอกเบี้ยเป็นจำนวนกี่บาท จ่ายไหวไหม? ถ้าจ่ายไม่ไหว เลิกพฤติกรรมนี้ซะ!

3. ไม่ตั้ง Bugget ให้ชัดเจน : การไปจับจ่ายใช้สอยแต่ละครั้ง อย่าลืมว่างบประมาณในกระเป๋าสำคัญที่สุด ดังนั้น ก่อนจะช็อปปิ้งต้องตั้งงบประมาณให้ชัดเจนก่อนว่า ครั้งนี้เราจะช็อปปิ้งด้วยวงเงินไม่เกินกี่บาท เพื่อที่คุณจะได้จัดลำดับความสำคัญได้ว่าจะต้องซื้อสินค้าชิ้นไหนได้บ้าง ภายในงบประมาณที่จำกัดไว้ ที่สำคัญหากสินค้าไหนที่เกินงบควรตัดใจซะ หรือไม่ก็รอให้มีเงินให้ครบก่อนแล้วค่อยมาซื้อใหม่

4. ซื้อด้วยอารมณ์และความชอบส่วนตัว : พฤติกรรมที่ซื้อสินค้าเพราะอารมณ์ที่อยากได้ในขณะนั้น หรือด้วยอารมณ์เครียด เบื่อ หดหู่ แล้วแก้ปัญหาด้วยการไปช็อปปิ้งแก้เครียด บอกเลยว่าเป็นวิธีที่จะทำให้คุณเสียเงินไปอย่างง่ายดาย นอกจานี้ยังทำให้คุณซื้อของที่คุณไม่ต้องการและไม่จำเป็นอีกด้วย

 

เข้าปี 2562 แล้ว ลองเปลี่ยนตัวเองใหม่เป็นคนละคน ให้เป็นนักช็อปตัวยงที่ใช้จ่ายอย่างชาญฉลาด แถมมีเงินเก็บไว้ใช้ในอนาคต ฝึกไว้ตั้งแต่วันนี้ แล้วอนาคตเมื่ออายุเข้าสู่เลข 3 แล้ว คุณจะไม่มีหนี้ก้อนโตให้ต้องรับผิดชอบ หัดวางแผนค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน เพียงเท่านี้ รับรองอนาคตการเงินมีแต่สดใส!

นี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


ซื้อ-“ทอง”-อย่างไรให้รวย.jpg

คนส่วนใหญ่นิยมซื้อทองคำสำหรับการลงทุน เพื่อหวังผลตอบแทนกลับคืนมา วันนี้ กินอยู่เป็น พามาดูเทคนิคการซื้อทองคำว่าซื้ออย่างไรให้ได้กำไรกลับคืนมา

“ทองคำ” หนึ่งในสินทรัพย์ที่มีคุณค่า มีราคา แสดงออกถึงความมั่งคั่ง มั่นคง มีความแวววาวอยู่เสมอ ทองคำได้รับความนิยมอย่างมากในวงการเครื่องประดับทองคำ เพราะเป็นโลหะมีค่าชนิดเดียวที่มีคุณสมบัติพื้นฐานที่ทำให้ทองคำโดดเด่น อันดันได้ ความงดงามมันวาว ความคงทน  หายาก และ นำกลับไปใช้ได้

จะว่าไป ทองคำไม่ใช่เป็นเพียงแค่เครื่องประดับเท่านั้น แต่คนส่วนใหญ่ยังเลือกซื้อทองคำเพื่อการลงทุนอีกด้วย ถึงแม้ว่าในรอบ 12 ปีที่ผ่านมา กางลงทุนด้วยการซื้อทองคำจะให้ผลตอบแทนเป็นบวกมาตลอด แต่ในความเป็นจริงก็มีความเสี่ยงสูงอยู่เหมือนกัน เพราะหากลงทุนผิดวิธีก็อาจทำให้เราขาดทุนได้

ข้อมูจาก K-expert ได้รวบรวม 3 เทคนิคการซื้อทองคำให้รวย ให้ได้กำไรกลับคืนมาฝากกัน

1. เลือกลงทุนทองคำให้เหมาะกับตัวเอง

การลงทุนทองคำมีหลายรูปแบบให้เลือกลงทุน ไม่ว่าจะเป็น ทองรูปพรรณ ทองแท่ง กองทุนทองคำ และ Gold Futures เป็นต้น

ทองรูปพรรณ : เหมาะกับการถือครองเป็นเครื่องประดับมากกว่าเพื่อการลงทุน เพราะเวลาขายมีการคิดค่ากำเหน็จ ซึ่งทำให้เราขาดทุนกำไร

ทองแท่ง : เหมาะกับการลงทุนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

กองทุนทองคำ : เหมาะกับการลงทุนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ซื้อง่ายขายสะดวกผ่านอินเตอร์เนทหรือตัวแทนบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน มีความปลอดภัยในการเก็บรักษา และมีโอกาสรับเงินปันผล

Gold Futures : เหมาะกับการลงทุนระยะสั้น สามารถทำกำไรได้ทั้งในช่วงราคาทองคำขึ้นและลง มีความเสี่ยงสูง เพราะเป็นการลงทุนในอนุพันธ์ที่ราคาจะเปลี่ยนแปลงตามราคาทองคำ แต่จะเปลี่ยนแปลงในสัดส่วนที่มากกว่า

 

2. ตั้งเป้าหมายการลงทุน

หากมีเป้าหมายการลงทุนในระยะสั้น สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการติดตามราคาทองคำในแต่ละวัน หมั่นส่องแนวโน้มในแต่ละวันว่าวันนี้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นหรือลง

แนวโน้มราคาขึ้น : ถือครองต่อเพื่อหาจังหวะทำกำไรเพิ่ม

แนวโน้มราคาลง : หากราคาลงจนหลุดแนวรับสำคัญทางเทคนิค ควรตัดใจขายทองคำ ตัวเราอาจต้องยอมขาดทุนไปก่อน เพราะหากฝืนถือต่ออาจจะขาดทุนมากกว่าเดิม แล้วค่อยรอจังหวะซื้อลงทุนรอบใหม่

สำหรับผู้ที่ตั้งเป้าลงทุนระยะยาว การซื้อทองคำอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกเดือน ถือเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยเฉลี่ยต้นทุนเพื่อลดความเสี่ยงได้ และควรติดตามข่าวสารทางเศรษฐกิจเป็นระยะ

 

3. กำหนดสัดส่วนลงทุนในทองคำ

เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ราคาผันผวนสูง ดังนั้นจึงควรแบ่งเงินมาลงทุนในสัดส่วนที่ไม่เกิน 15% ของเงินลงทุน เพื่อให้พอร์ตการลงทุนไม่เสี่ยงสูงจนเกินไป ที่สำคัญควรติดตามข่าวสารแวดวงเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด มีสติ และตั้งมั่นอยู่ในเป้าหมายของตนเองอยู่เสมอ

 

4. หาจังหวะทำกำไรให้ได้

เมื่อซื้อทองคำเก็วไว้ได้ระยะหนึ่งแล้ว การหาจังหวะขายทองคำออกเพื่อทำกำไร จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการดูแนวโน้มตลาดและราคาทองคำที่เพิ่มขึ้น โดยยึดหลักที่ว่า ให้ขายทำกำไรเมื่อทองคำมีราคาพุ่งสูงเกินกว่าปกติในตลาดราวๆ 2-5% จากนั้น รอจังหวะซื้อทองคำกลับมาเมื่อราคาถึงจุดต่ำสุดในรอบนั้นๆ

 

การลงทุนโดยการซื้อทองคำ สามารถทำได้ไม่ยากอย่างที่คิด ขอเพียงแค่ต้องมีการศึกษาข้อมูลและธรรมชาติของทองคำอย่างละเอียด ที่สำคัญอย่าลืมสำรวจเงินในกระเป๋าของคุณด้วย อย่าลืมว่า “การลงทุนทุกชนิดย่อมมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน”

นี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


อยู่อย่างไรให้เป็นสุข-ในยุค-“ค่าครองชีพพุ่ง-แต่…รายได้นิ่ง”.jpg

“ค่าครองชีพพุ่ง รายได้นิ่ง” อีกหนึ่งปัญหาที่คนไทยกำลังเผชิญอยู่ เนื่องจากเป็นช่วงของข้าวยากหมากแพง ส่งผลทำให้หลายคนถึงกับเครียด เพราะค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต ไม่เพียงพอกับรายรับที่ได้มา วันนี้ กินอยู่เป็น พามารู้จักกับการใช้ชีวิตแบบ 360 องศา เพื่อให้ดำเนินชีวิตในสังคมปัจจุปันได้อยากมีความสุข

เคยมีผลสำรวจของสวนดุสิตโพล สำรวจความคิดเห็นของคนไทยว่า มีความวิตกกังวลเรื่องอะไรมากที่สุด คำตอบก็อย่างที่รู้กัน “กังวลเรื่องปากท้องและเศรษฐกิจ” มากที่สุด มากถึงร้อยละ 78.32 นอกจากนี้ จากผลสำรวจฐานข้อมูลเกี่ยวกับสภาพการอยู่อาศัยในประเทศต่างๆ ทั่วโลกล่าสุด ระบุว่า ไทยอยู่อันดับ 3 ในอาเซียนที่มีค่าครองชีพสูง เป็นรองประเทศสิงคโปร์และกัมพูชา แต่เมื่อเทียบกับรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนแล้ว กลับสวนทางกับราคาสินค้า ค่าเดินทาง หรือค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ…หรือนี่อาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า คุณภาพชีวิตของคนไทยกำลังลดลง

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนไทยส่วนใหญ่อยู่ใน “ภาวะเครียด” ถึงแม้ว่าจะมีนโยบายค่าแรงขั้นต่ำและนักศึกษาจบใหม่เงินเดือนเริ่มต้น 15,000 บาท แต่รายรับที่ได้ก็ยังไม่เพียงพอ ยิ่งถ้าอยู่ในเมืองกรุง บอกเลยว่า ถ้าบริหารจัดการเงินไม่ดี ยังไงก็ไม่พอ หากในอนาคตภาครัฐมีการประกาศปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอีก ปัญหาจะตกไปที่นายจ้างที่ต้องแบกรับภาระต้นทุนรายจ่ายเพิ่มขึ้นอีก อาจส่งผลให้สัดส่วนการจ้างงานของธุรกิจขนาดกลางและเล็ก และจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม เสี่ยงเกิดภาวะเงินเฟ้อ และทำให้ราคาสินค้าของไทยปรับสูงขึ้นไปอีกก็เป็นไปได้

 

 

คนไทยจะรับมือกับวิกฤตนี้อย่างไร? วันนี้ “กินอยู่เป็น” จะมาช่วยแนะนำวิธีดีๆ ให้ ไปดูกัน…

– หางานพาร์ทไทม์ : อย่างเช่นรับจ้างถ่ายรูปรับปริญญา งานแต่งงาน งานบวช ฯลฯ , ขายของออนไลน์ เพื่อหารายได้พิเศษมาสมทบ

– ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น : พยายามตัดหรือลดรายจ่ายที่คิดว่าฟุ่มเฟือยออกไป อาทิ เงินสำหรับช็อปปิ้ง , ท่องเที่ยว เป็นต้น

– หิ้วกล่องข้าวไปกินที่ทำงาน : อาหารตามสั่งที่จำหน่ายอยู่ทั่วไปราคาก็สตาร์ทอยู่ที่ 30 บาทขึ้นไป บางร้านก็ 50 บาทขึ้น ฉะนั้น หากใครมีบ้าน มีคนทำกับข้าวให้อยู่แล้ว ลองห่อข้าวและอาหารจากบ้านไปรับประทานที่ทำงาน ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้เยอะเลยทีเดียว

– บ้านใกล้ ใช้จักรยานหรือเดิน : บางคนที่ทำงานอยู่ใกล้บ้าน แต่ยังนั่งรถเมล์ รถแท็กซี่ รถจักรยานยนต์รับจ้าง ในการเดินทางไป-กลับ อยู่เสมอ ลองเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ สำรวจดูว่าที่ทำงานกับบ้านพักมีระยะห่างมากน้อยแค่ไหน ถ้าห่างกันไม่มาก แบบว่าเดินทางไปถึงภายใน 15-30 นาที ก็ลองเปลี่ยนมาเป็นขี่จักรยานหรือเดิน นอกจากจะประหยัดแล้ว ยังเป็นการออกกำลังกายไปในตัว

ต้องบอกเลยว่าไม่ใช่เป็นเพียงแค่ประเทศไทยเท่านั้นที่ใช้วิธีดังกล่าว ในการช่วยลดค่าใช้จ่าย ต่างประเทศอย่างเช่นประเทศญี่ปุ่นก็นิยมการหิ้วปิ่นโตหรือกล่องข้าวไปรับประทานอาหารมื้อกลางวัน โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อข้าวให้สิ้นเปลือง นอกจากนี้ ยังมีที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ที่มีการส่งเสริมการขี่จักรยาน เพื่อเป็นการประหยัดพลังงาน และถือเป็นการออกกำลังกาย

สุดท้ายแล้ว แม้ว่าประเทศไทยจะมีค่าครองชีพที่สูง แต่ในสายตาของนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมองว่าค่าครองชีพของไทยถูกและน่าอยู่มาก จึงไม่แปลกที่เศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวของไทยจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ  ฉะนั้น การแก้ปัญหารายได้สวนทางกับค่าครองชีพคงต้องกลับมาพิจารณากันใหม่ว่า หากไม่สามารถลดภาระที่มีมากเกินไปได้ อาจต้องหาหนทางเพิ่มรายได้ หรือพยายามปรับให้ค่าแรงสมดุลกับค่าครองชีพมากที่สุด เพื่อที่เราจะได้สามารถใช้ชีวิตต่อไปอย่างมีความสุข…นี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต