Travel

กินอยู่เป็น_หยุดยาวแบบนี้-เที่ยวไหนดีใกล้กรุงเทพฯ-แบบไปเช้า-เย็นกลับ_web.jpg

วันหยุดสุดสัปดาห์ทั้งที ไม่รู้จะไปเที่ยวที่ไหนดี บางทีก็อยากจะท่องเที่ยว แต่ไม่อยากที่จะพักค้างแรมสักเท่าไหร่ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวม 7 สถานที่ท่องเที่ยวใกล้กรุงเทพฯ เที่ยวง่าย ๆ สบาย ๆ แบบไปเช้า-เย็นกลับ

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวเอาใจคนรักการท่องเที่ยวสักหน่อย พอใกล้ถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ทั้งที ก็ต้องเตรียมวางแผนหาสถานที่ท่องเที่ยวกันสักหน่อยแล้ว คราวนี้มาลองดูทริปการท่องเที่ยวแบบ 1 day trip กันบ้างดีกว่า  เชื่อว่าใครหลาย ๆ คนก็อยากที่จะท่องเที่ยว แต่ไม่อยากที่จะพักค้างแรมสักเท่าไหร่ อยากกลับมานอนที่บ้านดีกว่า ถ้าเลือกที่จะท่องเที่ยวในลักษณะนี้ สถานที่ที่สามารถไปได้นั้นก็คงจะต้องอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงรวบรวม 7 สถานที่ท่องเที่ยวใกล้กรุงเทพฯ ท่องเที่ยวง่าย ๆ สบาย ๆ แบบไปเช้า-เย็นกลับ เรียกได้ว่าสามารถไปเที่ยวได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งแบบคนเดียว ครอบครัว คนรัก หรือ เพื่อนฝูง สนุกสนานตลอดทั้งวันอย่างแน่นอน

 

1. บางกะเจ้า จังหวัดสมุทรปราการ : พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ ถือเป็นสถานที่ฟอกปอดที่เหมาะสำหรับการมาเที่ยวพักผ่อนแบบชิลล์ ๆ ซึ่งภายหลังจากมีการพัฒนาให้พื้นที่แห่งนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ พร้อมกับมีเส้นทางจักรยานให้ได้ไปปั่นชมธรรมชาติ ยิ่งกระตุ้นต่อมให้อยากออกไปสัมผัสบางกะเจ้ามากยิ่งขึ้น ภายในคุ้งบางกะเจ้ามีแหล่งท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวเข้าไปสัมผัสธรรมชาติที่สวยงามมากมาย นอกจากนีเช่น สวนป่าเกดน้อมเกล้า” “สวนน้ำตาลมะพร้าว” “เส้นทางจักรยานเลียบค ในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ยังมีตลาดบางน้ำผึ้ง เปิดให้นักท่องเที่ยวได้มาช็อปปิ้ง จับจ่ายใช้สอยกัน และยังมีบ้านธูปสมุนไพร สอนการทำผ้ามัดย้อม พิพิธภัณฑ์ปลากัดไทย และอื่น ๆ อีกมากมาย

 

2. เกาะแสมสาร จ.ชลบุรี : ตั้งอยู่ในอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เป็น 1 ใน 9 เกาะท่องเที่ยวยอดนิยมใกล้กรุงเทพฯ ทำให้ที่นี่กลายเป็นแหล่งเรียนรู้และท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และมีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวได้ทำมากมาย เช่น พายเรือคายัก ดำน้ำดูปะการัง และปั่นจักรยานชมธรรมชาติ เป็นต้น

 

 

3. น้ำตกสาริกา จ.นครนายก :  น้ำตกสาริกา เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่มีลักษณะโยนตัวลงมาจากหน้าผาสูงชัน และมีความสูงถึง 9 ชั้น เป็นน้ำตกที่เหมาะกับการเล่นน้ำ เพราะมีแอ่งน้ำขนาดใหญ่อยู่ด้านล่าง ยิ่งในช่วงฤดูฝนที่น้ำไหลแรง นักท่องเที่ยวจะได้ยินเสียงน้ำที่ตกกระทบหินดังสนั่น น้ำกระเซ็นเป็นละอองขาว เป็นเสน่ห์ความงดงามที่ไม่ว่าใครก็อยากเดินทางมาเห็น

 

4. ตลาด 100 ปี ระแหง จ.ปทุมธานี : ตลาดร้อยปีระแหง ตั้งอยู่ที่ริมคลองระแหง อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี เป็นตลาดโบราณริมน้ำอายุยาวนานกว่า 100 ปี ภายในเป็นห้องแถวที่สร้างด้วยไม้ติดต่อกัน เกิดจากการที่ผู้คนสมัยก่อนสัญจรทางเรือและทางรถไฟ โดยมีทางรถไฟสายแรกคือสายตลาดระแหง-บางบัวทอง มาสิ้นสุดที่โรงเรียนวรพงษ์ ต่อมาการคมนาคมเจริญขึ้น มีถนนผ่านหน้าอำเภอ ผู้คนหันมาสัญจรทางรถยนต์กันมาก กิจการรถไฟก็ล้มเลิกไป แต่ยังคงเหลือตลาดเอาไว้ให้เป็นอนุสรณ์ ชาวบ้านที่อยู่บริเวณตลาดระแหงยังมีการอนุรักษ์วิถีชีวิตริมคลอง และสถาปัตยกรรมบ้านเรือนไม้หลังคาจั่ว อีกทั้งยังมีการจำหน่ายสินค้าเกษตร ร้านยาจีนและยาแผนโบราณ ร้านอาหาร ร้านตัดผม รวมทั้งมีศาลเจ้าและโรงงิ้วภายในชุมชนอีกด้วย

 

5. วัดโสธรวรารามวรวิหาร  จ.ฉะเชิงเทรา : ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมือง ริมแม่น้ำบางปะกง เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปที่สำคัญคือ “หลวงพ่อโสธร” พระพุทธรูปปูนปั้นปางสมาธิ อันเป็นศูนย์รวมศรัทธาของชาวแปดริ้วและพุทธศาสนิกชนทั่วไป

 

6. อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา : ตั้งอยู่ภายในเกาะเมืองอยุธยา เขตเทศบาลเมืองพระนครศรีอยุธยา สถานที่ที่เคยเป็นราชธานีเก่าแก่อันยิ่งใหญ่ที่สืบเนื่องยาวนาน และมีความเจริญรุ่งเรืองที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ โดยมีศิลปวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ งดงาม และทรงคุณค่า จนได้รับการเชิดชูคุณค่าไว้ในบัญชีรายชื่อแหล่งมรดกโลกขององค์การยูเนสโก ในปี พ.ศ. 2534 จุดท่องเที่ยวหลัก ๆ ที่น่าไปเยี่ยมชม ไม่ว่าจะเป็นพระราชวังโบราณหรือพระราชวังหลวง ที่ประทับของพระมหากษัตริย์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา วัดพระศรีสรรเพชญ์ วัดราชบูรณะ วิหารพระมงคลบพิตร วัดไชยวัฒนาราม เป็นต้น

 

7. พระราชวังสนามจันทร์ จ.นครปฐม : ตั้งอยู่ที่ตำบลพระปฐมเจดีย์ อำเภอเมืองนครปฐม อยู่ห่างจากองค์พระปฐมเจดีย์เพียงแค่ 2 กิโลเมตรเท่านั้น สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2450 โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อใช้เป็นสถานที่ประทับครั้งมานมัสการพระปฐมเจดีย์ ภายในพระราชวังสนามจันทร์มีพระที่นั่งและพระตำหนักที่สวยงามมากมาย อาทิ พระที่นั่งพิมานปฐม, พระที่นั่งอภิรมย์ฤดี, พระที่นั่งวัชรีรมยา, พระที่นั่งสามัคคีมุขมาตย์, พระที่นั่งปาฏิหาริย์ทัศไนย, พระตำหนักชาลีมงคลอาสน์, พระตำหนักมารีราชรัตบัลลังก์, พระตำหนักทับแก้ว, พระตำหนักทับขวัญ เป็นต้น

 

ทั้งหมดนี้ คือ 7 สถานที่ท่องเที่ยวใกล้กรุงเทพมหานคร แบบว่าสามารถเดินทางไปเช้า-เย็นกลับได้ จริง ๆ แล้วในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง สำหรับใครที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวแบบเข้าวัดเข้าวา หรืออาจจะชิมบรรยากาศธรรมชาติ ก็สามารถเลือกได้ตามความชอบของเราเลย และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ : ข้อมูลจาก thai.tourismthailand.org


กินอยู่เป็น_ส่อง-5-ประเทศฝั่งเอเชีย-ควรค่าแก่การไปเที่ยวปี-2019_web.jpg

ปี 2019 นี้ คุณมีแผนที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศแล้วหรือยัง ถ้ายังไม่รู้ว่าจะไปเที่ยวประเทศไหนดี เราได้รวบรวมแหล่งท่องเที่ยว 5 ประเทศฝั่งเอเชีย ที่ควรค่ากับการไปเที่ยวในปี 2562 บอกเลยว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตคุณต้องได้ไปเที่ยวประเทศนั้น ๆ ให้ได้

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวในแวดวงท่องเที่ยวกับทุก ๆ ท่าน โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบการเดินทางท่องเที่ยวเป็นชีวิตจิตใจ เชื่อว่าใครหลาย ๆ คนมีความใฝ่ฝันไว้ว่า สักครั้งหนึ่งในชีวิต เกิดมาแล้วต้องมีโอกาสไปท่องเที่ยวต่างประเทศ อย่างน้อยสัก 1 ประเทศ หรือบางคนมองว่าท่องเที่ยวในประเทศไทยบ่อย ๆ ก็รู้สึกแอบเบื่อหน่ายเล็กน้อย เจอแต่สิ่งเดิม ๆ มาโดยตลอด อยากลองเปิดโลกกว้างด้วยการไปต่างประเทศบ้างสักครั้ง

แต่การจะออกเดินทางไปต่างประเทศนั้น ส่วนใหญ่ก็จะต้องติดปัญหาในเรื่องของการทำหนังสือเดินทาง โดยเฉพาะวีซ่า ที่บางคนไม่มีวีซ่าเลยทำให้ไม่สามารถเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศได้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงได้รวบรวมแหล่งท่องเที่ยว 5 ประเทศฝั่งเอเชีย ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตคุณต้องได้ไปเที่ยวประเทศนั้น ๆ สักครั้งหนึ่ง

1. ประเทศเกาหลี : ที่ประเทศเกาหลีต้องบอกเลยว่ามีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจมากมาย อย่างที่พระราชวังเคียงบกกุง พระราชวังใหญ่กลางกรุงโซล แฟน ๆ ซีรีส์เกาหลีย้อนยุคต้องไม่พลาด การแต่งชุดฮันบกเที่ยวในพระราชวังฯ นอกจากนี้ยังมี โซลทาวเวอร์ เป็นหอคอยที่ตั้งอยู่บนภูเขา ไปชมวิวสวย ๆ จากมุมสูงของประเทศเกาหลี ได้เห็นทัศนียภาพโดยรวมของประเทศ และเอาใจคนชอบช็อปปิ้ง ไม่ควรพลาดแหล่งช้อปที่รวมร้านค้าทุกอย่างไว้ในที่เดียว ที่ย่านเมียงดงและฮงแด ที่มีทั้งร้านเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องสำอาง อาหาร และอื่น ๆ อีกมากมาย

2. ประเทศญี่ปุ่น : ที่ประเทศญี่ปุ่น ถือได้ว่าเป็นประเทศที่มีความทันสมัย มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายตื่นตา ตื่นใจ อย่างเช่น เมืองใหญ่อย่าง โตเกียว หรือจะเป็นสถานที่เอาใจคนชอบช้อปปิ้งอย่างย่านชินจูกุ ชิบุย่า หรือฮาราจูกุ ที่มีการจำหน่ายสินค้าต่าง ๆ มากมาย หรือใครชอบธรรมชาติและอากาศเย็นสบาย ต้องไปที่ ฮอกไกโดเกาะเหนือสุดของญี่ปุ่น เป็นเมืองชิลๆ รายล้อมด้วยธรรมชาติและผลผลิตทางการเกษตรแสนอร่อย

3. ประเทศสิงคโปร์ : ที่ประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศที่อยู่บนเกาะเล็ก ๆ เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจมากมาย บ้านเมืองมีความเจริญและมีระเบียบ สำหรับที่เที่ยวยอดฮิตในสิงโปร์ อาทิ สวนพฤกษศาสตร์ขนาดใหญ่ Gardens by the Bay ที่มีจุดเด่นอยู่ที่ต้นไม้ยักษ์ หรือจะเป็นมาร์ริน่าเบย์ ที่มีทั้ง เมอร์ไลออน และตึกมารีน่า เบย์ แซนด์ส ถือเป็นแลนด์มาร์คอันโดดเด่นของสิงคโปร์เลยก็ว่าได้

4. ประเทศพม่า : ประเทศพม่าถือได้ว่าเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ใกล้ประเทศไทย มีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ควรค่ากับการเดินทางมาท่องเที่ยว อาทิ พระมหาเจดีย์ชเวดากอง สถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของชาวพม่า ที่มีอายุกว่า 2,000 ปี หรือจะเป็น พระธาตุอินทร์แขวน 1 ใน 5 มหาบูชาสถานที่ชาวพม่าให้ความเคารพนับถือ ลักษณะเป็นหินสีทองขนาดใหญ่สูงกว่า ตั้งอยู่ริมหน้าผาสูง และทะเลเจดีย์ในเมืองพุกาม เป็นสถานที่ที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมารับชมวิวสวย ๆ จำนวนมาก

5. ประเทศเวียดนาม : ที่ประเทศเวียดนาม ถือเป็นประเทศที่ควรค่ากับการเดินทางมาท่องเที่ยว เพราะประเทศนี้ใช้เงิน Pocket Money ไม่แพงมาก มีสถานที่ท่องเที่ยวเด่น ๆ อย่าง บานาฮิลล์ , ฮอยอัน , ดานัง , ฮานอย , ญาจาง ฯลฯ ซึ่งมีสถานที่ท่องเที่ยวเยอะแยะมากมายไปหมด รับรองเลยว่า คุณต้องประทับใจอย่างแน่นอน

 

ทั้งหมดนี้ คือ 5 ประเทศฝั่งเอเชียที่ควรค่ากับการไปท่องเที่ยวในปี 2019 สำหรับใครก็ตามที่อยากไปเที่ยวต่างประเทศ แต่ไม่รู้ว่าจะไปประเทศไหนดี ลองไปเที่ยว 5 ประเทศที่ทีมงานฯ ได้นำเสนอไป รับรองเลยว่าคุณจะไม่ผิดหวังกับการไปเที่ยวในต่างแดนอย่างแน่นอน และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


กินอยู่เป็น_รู้ไหม-การไปเที่ยวบ่อย-ๆ-ทำให้สุขภาพดีขึ้น_web-1.jpg

รู้หรือไม่! การที่ได้ออกไปท่องเที่ยวบ่อย ๆ นอกบ้าน ทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงขึ้น ลดภาวะความเครียดและความรู้สึกแย่ ๆ ในชีวิตได้จริง และยังช่วยลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจ

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอแนะนำเรื่องราวดี ๆ เอาใจคนชอบออกไปเที่ยวนอกบ้านกันดีกว่า เชื่อว่าใครหลาย ๆ คนคงจะรู้สึกเบื่อหากวันหยุดต้องอยู่ที่บ้าน ดูหนัง ฟังเพลง ทำงานบ้าน เหมือนชีวิตเป็นดั่งกบในกะลา ไม่ได้ออกไปพบหน้าใครใด ๆ ทั้งสิ้น ส่วนคนที่มีโอกาสไปออกเดินทางนอกสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นการเดินห้าง หรือไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ ชีวิตพวกเขาดูมีความสุขมากที่ได้ออกไปพบเจอกับสังคมและโลกภายนอก

แต่รู้หรือไม่ว่า การที่ได้ออกไปท่องเที่ยวนอกบ้านถือเป็นเรื่องดีต่อตัวเราจริง ๆ เพราะมีงานวิจัยของมหาวิทยาลัย Surrey ระบุว่า คนที่ได้ออกไปท่องเที่ยวจะทำให้พวกเขามีความสุขและสุขภาพดีมากขึ้น เนื่องจากระบบสมองจะมีการคาดการณ์และวางแผนล่วงหน้า เมื่อรู้ว่าตัวเราจะออกเดินทางไปท่องเที่ยว ทำให้รู้สึกดีทุกครั้ง เมื่อนึกถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต และจากข้อมูลในปี 2013 โดยการสำรวจความเครียดของชาวอเมริกา American Psychological Association พบว่า การออกเดินทางช่วยลดความเครียดได้จริง และลดความรู้สึกแย่ได้ดีอีกด้วย

นอกจากนี้ ผู้ที่ท่องเที่ยวเป็นประจำที่จะต้องเดินทางไกล ยิ่งเดินทางท่องเที่ยวมากเท่าไหร่ ก็ไม่รู้สึกเหนื่อย เนื่องจากมีสิ่งตื่นเต้นรออยู่ข้างหน้าตลอดทาง โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวแบบลุย ๆ ก็ยิ่งทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงดีขึ้นไปอีก อธิบายง่าย ๆ ก็คือ เมื่อขยับร่างกายมากกว่าปกติ ประกอบกับสนุกกับช่วงเวลาไปตลอดทาง ทำให้สุขภาพจิตและสุขภาพกายดีขึ้นมากกว่าคนที่อยู่แต่บ้าน

ส่วนคนที่อยู่แต่ในบ้านนั้น ผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์พบว่า คนที่ไม่ได้ท่องเที่ยวติดกันเป็นเวลาหลายปี มากกว่า 30% มีความเสี่ยงสูงที่จะป่วยเป็นโรคหัวใจ ต่างจากคนที่ออกเดินทางเที่ยวบ่อย ๆ กลับมีอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย

สำหรับคนที่บ้างานหรือทำงานอย่างหนักหน่วง ลองถามตัวเองดูว่าใน 1 สัปดาห์ สามารถสละเวลาสักนิดนึงออกไปท่องเที่ยวนอกบ้านได้หรือไม่ ไม่จำเป็นต้องออกไปเที่ยวไกลถึงต่างจังหวัดหรอก เพียงแค่เดินออกไปนอกบ้านนิดเดียว เช่น ออกไปร้านสะดวกซื้อ ก็เปรียบเสมือนได้ไปเที่ยวแล้ว ฉะนั้น อย่าลืมให้เวลาแห่งความสุขกับตัวเองบ้าง ออกไปเที่ยวซะบ้าง แล้วจะได้อะไรมากกว่าที่คิดอย่างแน่นอน รู้อย่างนี้แล้ว ออกไปเที่ยวตอนนี้กันเลยดีกว่า และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


kdtg0hk.jpg

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปดูเรื่องราวของบางกะเจ้า อำเภอพระประแดง ปัจจุบันเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม ในฐานะ “แหล่งฟอกปอดขนาดใหญ่ใกล้เมืองกรุง” ซึ่งมีพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่อันน่ารื่นรมย์ มีจุดเช็คอิน กิน ดื่ม ชม ช็อป พร้อมกิจกรรมสนุกมากมาย ทั้งการที่เดินทางไปมาสะดวก จึงเหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจในวันหยุดเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ บางกะเจ้า รวมถึงบริเวณพื้นที่รอบตัวอำเภอพระประแดง ยังมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ถูกสั่งสมและถ่ายทอดมาเกือบ 200 ปี โดยเฉพาะศิลปวัฒนธรรมของวัดวาอารามที่มีอยู่มากมาย แต่ละวัดสามารถถ่ายทอดร้อยเรียงความเป็นมาของประวัติศาสตร์ไทยได้เป็นอย่างดี ซึ่งเมื่อลงลึกลงไปจะเห็นได้ว่ามีความเป็นมาที่ผูกพันธ์กับแผ่นดินรัตนโกสินทร์เป็นอย่างมาก

วันนี้ทีมงานกินอยู่เป็น จึงขอรวบรวมข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์น่าสนใจของ 10 วัด รอบพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า และบริเวณรอบๆ อำเภอพระประแดง มาให้ทุกท่านได้ทราบ เผื่อเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่นิยมการเดินทางทำบุญไหว้พระทำบุญ รับรองว่าการมาไหว้พระที่นี่ นอกจากท่านจะได้ทำบุญแล้ว ยังเป็นโอกาสให้ท่านได้ศึกษาความเป็นมาน่าสนใจของประวัติศาสตร์ไทยอีกทางหนึ่งด้วย

แต่ต้องขอบอกก่อนว่า นอกจาก 10 วัดนี้แล้ว อำเภอพระประแดง และ บางกะเจ้า ก็ยังมีวัดเก่าแก่ที่สำคัญอีกมาก ซึ่งทุกท่านสามารถร่วมแชร์ หรือ ถ่ายทอดเรื่องราว มาบอกกล่าวทีมงานกันได้ แต่ตอนนี้ถ้าพร้อมแล้วไปชมกันเลย…

 

Credit : http://bangnamphueng.go.th

1. วัดบางน้ำผึ้งนอก ถูกสร้างขึ้นตามแบบสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยาตอนปลาย อายุราว 350 ปี การมาวัดแห่งนี้ นอกจากนมัสการเพื่อขอพรจากหลวงพ่อใหญ่ พระประธานศักดิ์สิทธิ์แล้ว ยังสามารถแวะชมภาพจิตรกรรมของช่างศิลป์ในยุคต้นรัตนโกสินทร์ในพระอุโบสถหลังเก่า เช่น ภาพหนุ่มสาวไทย ภาพการตั้งเครื่องบูชาแบบจีน ภาพเทวดาทวารบาล และภาพสาวมอญนุ่งผ้าแหวก ซึ่ง น. ณ ปากน้ำ หรือ อาจารย์ประยูร อุลุชาฎะ ศิลปินแห่งชาติ บรรยายไว้ในหนังสือเล่มหนึ่งของท่านว่า นี่คือภาพสาวมอญที่สวยที่สุดในสยามประเทศ

 

2. วัดบางน้ำผึ้งใน เดิมชื่อ “วัดดุสิฎาราม” ถูกสร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.2450 ก่อนได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา (เขตที่พระเจ้าแผ่นดินพระราชทานแก่พระสงฆ์เป็นการเฉพาะเพื่อใช้สร้างอุโบสถ) ใน พ.ศ.2453 ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “วัดบางน้ำผึ้งใน” ปี พ.ศ.2560

วัดแห่งนี้เป็นเสมือนศูนย์รวมจิตใจที่ชาวบางน้ำผึ้งให้ความเคารพนับถือมายาวนาน โดยผู้ที่ไปเที่ยวตลาดบางน้ำผึ้ง ซึ่งอยู่บริเวณด้านข้างวัด สามารถเข้ามาแวะไหว้ พระบรมสารีริกธาตุ เพื่อเสริมสิริมงคลได้

 

Credit : http://bangkorbuae.go.th

3. วัดบางกอบัว สันนิษฐานว่าสร้างตั้งแต่ยุคค้นแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ราวปี พ.ศ. 2247 โดยสองสามีภรรยาชาวมอญชื่อ “มะทอ” และ “ประทุม” โดยขนานนามว่า “วัดบางกะบัว” ต่อมาเพี้ยนเป็น “วัดบางกอบัว” โดยวัดแห่งนี้ สมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 11 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เคยเสด็จมาประทับแรมด้วย นอกจากนี้ยังเปิดสอนพระปริยัติธรรม มาตั้งแต่ พ.ศ.2480

 

4. วัดบางกระเจ้านอก ถูกสร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2453 ไม่ปรากฏนามผู้สร้าง เนื่องจากตั้งอยู่ที่ปากคลองบางกระเจ้า ชาวบ้านจึงนิยมเรียกว่า วัดปากคลองบางกระเจ้า อีกชื่อหนึ่งด้วย โดยวัดแห่งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยาที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของคุ้งบางกะเจ้า และภายในวัดยังมีอนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ซึ่งสร้างขึ้นโดยความร่วมแรงร่วมใจของผู้มีจิตศรัทธาให้เคารพสักการะด้วย

 

Credit : Facebook : พระประแดงที่รัก

5. วัดอาษาสงคราม เป็นพระอารามหลวงอีกหนึ่งแห่งในพระประแดง ชื่อเดิมว่า “เภี่ยงเกริงสละ” เป็นภาษารามัญ แปลว่า “วัดคลองจาก” ก่อสร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2363 โดย สมิงอาษาสงคราม แม่ทัพชาวรามัญ ของกรุงรัตนโกสินทร์ ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 2 ก่อนที่ต่อมาวัดแห่งนี้จะถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “วัดอาษาสงคราม” ตามพระราชทินนาม

 

นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


ส่อง-เทรนด์การท่องเที่ยวที่น่าจับตามอง-ปี-2019_web-1.jpg

นิตยสารท่องเที่ยวชื่อดัง Lonely Planet สำรวจกระแสการท่องเที่ยวที่น่าจับตามองในปี 2562 “ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์” อีกหนึ่งมนต์เสน่ห์ที่กำลังเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

ตลอดปี 2561 กระแสการท่องเที่ยวได้รับความคึกคักอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าในปีที่ผ่านมา แต่ละประเทศจะประสบปัญหาต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบและภาพลักษณ์ต่อการท่องเที่ยว แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า จำนวนของนักท่องเที่ยวต่างชาติจะลดลงแต่อย่างใด แต่กลับจะมีแต่เพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวไทยชาวไทยเองก็หันมาเที่ยวมากขึ้นขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะในประเทศไทยเอง ที่ต้องบอกว่ามีสถานท่องเที่ยวที่น่าสนใจเยอะแยะ ไม่แพ้ของต่างประเทศด้วยซ้ำ

และในปี 2562 ที่เข้ามาถึงนี้ หลายฝ่ายคาดการณ์ว่ากระแสการท่องเที่ยวในปีนี้จะเป็นอย่างไร จะไปในทิศทางไหน ผู้คนส่วนใหญ่ชื่นชอบการท่องเที่ยวอย่างไร และจะมีอะไรเกิดขึ้นกับการท่องเที่ยวในปี 2562 บ้าง

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปดูเรื่องราวของนิตยสารท่องเที่ยวชื่อดัง Lonely Planet ได้มีการสำรวจกระแสการท่องเที่ยวที่น่าจับตามองในปี 2562 ที่อาจจะช่วยเป็นส่วนหนึ่งให้เราตัดสินใจเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางท่องเที่ยวตามกระแสสังคม เพื่อให้เรามีความสุขและสนุกกับการท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น

1. หลีกเลี่ยงการเดินทางยังสถานที่ที่นักท่องเที่ยวล้นเมือง : ต้องบอกเลยว่าสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ มีอยู่มากมายหลายแห่ง แล้วยิ่งเข้าสู่ในช่วงฤดูกาลต่าง ๆ ส่งผลให้ในบางพื้นที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เช่น ในช่วงฤดูหนาวนักท่องเที่ยวมักจะขึ้นเขากางเต้นท์สัมผัสอากาศหนาว , ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – เมษายน ของทุกปี จะเปิดให้ขึ้นเขาคิชกูฏ ทำให้สถานที่นั้น ๆ มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาจำนวนมาก อาจจะดูวุ่นวายพอสมควร ต้องแย่งกันกิน แย่งกันเที่ยว แย่งกันเดินทาง สุดท้ายก็ทำให้เราไม่มีความสุขในการเที่ยวในพื้นที่ที่มีฝูงชนจำนวนมาก ฉะนั้น ลองเปลี่ยนรูปแบบเป็นการหลีกเลี่ยงการเดินทางไปเที่ยว ณ สถานที่ที่มีผู้คนจำนวนมาก เพื่อลดความแออัดในการเดินทางในพื้นที่ที่มีคนจำนวนมาก

2. ท่องเที่ยวในบ้านเกิดของคุณเอง : โดยปกติ คุณเองเกิดและเติบโตในพื้นที่นั้นของประเทศ ซึ่งถือได้ว่าเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของคุณเอง แล้วตัวคุณเองรู้เรื่องราวของสถานที่ท่องเที่ยวในพื้นที่ที่คุณอาศัยมากพอหรือไม่ ลองสำรวจบริเวณโดยรอบที่พักอาศัยของเราเองว่า มีสถานที่แห่งใดบ้างที่โดดเด่นในพื้นที่ ควรค่ากับการไปสัมผัสบรรยากาศของความสวยงาม ประทับใจ ควรค่ากับการแนะนำคนรอบข้างให้มาร่วมสัมผัสความประทับในบ้านเกิดของคุณเอง

3. การเดินทางด้วยยานพาหนะไฟฟ้า : ในอนาคต การปฏิวัติยานพาหนะโดยการนำเอาพลังงานไฟฟ้ามาใช้งาน ถือเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ลดมลพิษบนท้องถนน ส่งผลดีต่อสภาพแวดล้อมอย่างมาก เพราะเป็นการช่วยลดปริมาณการใช้น้ำซึ่งเป็นสารก่อมลพิษบนท้องถนนอย่างมาก ดังนั้น คงจะเป็นเรื่องที่ดีหากมีการคิดค้นรถยนต์หรือยานพาหนะที่ใช้พลังงานไฟฟ้า แทนการใช้น้ำมัน เพื่ออำนวยความสะดวกกับนักท่องเที่ยวที่ต้องการขับรถไปท่องเที่ยวในพื้นที่ไกล ๆ

4. การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ : เป็นการท่องเที่ยวแบบให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง รณรงค์การยกเลิกการใช้ถุงพลาสติก หันมาใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ เน้นการท่องเที่ยวที่ใกล้ชิดกับชุมชน สังคม เรียนรู้วิถีชีวิตของคนในพื้นที่ แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ใช้ชีวิตอยู่กับชาวพื้นเมือง จะเห็นได้ว่า นักท่องเที่ยวในปัจจุบันเริ่มหันมาสนใจการท่องเที่ยวในลักษณะดังกล่าวมากขึ้น ชื่นชอบการใช้ชีวิตแบบใกล้ชิดธรรมชาติ และใช้จ่ายเงินกับผู้คนในพื้นที่มากขึ้น ซึ่งสอดรับกับนโนบายเที่ยวเมืองรองของไทยในแคมเปญ Amazing Thailand Go Local ในปีที่ผ่านมาด้วย

จะเห็นได้ว่า ปี 2562 การท่องเที่ยวในรูปแบบของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์กำลังเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ไม่ว่าจะชาวไทยหรือชาวต่างชาติ เพราะสถานที่ในแต่ละพื้นที่ก็ล้วนมีที่มาที่ไปในอดีตที่ควรศึกษาและเรียนรู้วัฒนธรรม อารยธรรม และสัมผัสกับวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ ถือเป็นอีกหนึ่งมนต์เสน่ห์ที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต่างให้ความสนใจกับกระแสดังกล่าวเป็นจำนวนมาก ทำให้พื้นที่ดังกล่าวได้รับความสนใจและกลายเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตอันดับต้น ๆ สร้างรายได้ให้กับพื้นที่ได้อย่างมาก นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


ชวนเที่ยว-ซีถัง-เมืองโบราณกลางสายน้ำ-ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับพันปี_web-1.jpg

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปดูเรื่องราวของ “ซีถัง” หนึ่งในสถานที่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับพันปี สัมผัสสุนทรียแห่งความเงียบสงบ และวิถีชีวิตอันเรียบง่ายของชาวเมือง ถือเป็นตัวเลือกอีกหนึ่งแห่งสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการจะหลีกหนีความเร่งรีบและความวุ่นวายของเมืองใหญ่

เมื่อพูดถึงประเทศจีน ต้องบอกเลยว่าเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ขึ้นชื่อในเรื่องของสถานที่ท่องเที่ยวที่มีอยู่เยอะแยะมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ภูเขาเทียนจื่อ , อุทยานแห่งชาติหวงหลง , อุทยานธรณีวิทยา จางเย่ ตันเซี๋ย , กำแพงเมืองจีน , ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นสถานที่ที่มีเรื่องราวในอดีต ประวัติศาสตร์ รวมไปถึงความเป็นมาที่น่าศึกษาและเรียนรู้

เช่นเดียวกับ “ซีถัง” ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานมาตั้งแต่อดีต ก็ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาด โดย “ซีถัง” เป็นเมืองโบราณกลางสายน้ำ ตั้งอยู่มณฑลเจ้อเจียง ทางตะวันออกของประเทศจีน มีอายุเก่าแก่นับพันปี มีแม่น้ำ 9 สายล้อมรอบ เป็นตัวเลือกอีกหนึ่งแห่งสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการจะหลีกหนีความเร่งรีบและความวุ่นวายของเมืองใหญ่ ภายในมีถนนที่ถูกปูด้วยก้อนหิน อาคารเก่า สะพานโค้งพาดผ่านคลอง และเรือที่พายไปมาภายในลำคลอง ล้วนเป็นเอกลักษณ์สร้างเสน่ห์ให้กับที่แห่งนี้ แต่ปัจจุบันมีการสร้างหรือปรับปรุงสิ่งก่อสร้างในบางแห่ง อาทิ สะพาน เพื่อเสริมความแข็งแรง แต่ยังคงไว้ซึ่งรูปแบบของสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิม นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

หากมองทิวทัศน์จากมุมสูงจะเห็นระลอกน้ำกระเพื่อมหยอกล้อเล่นกับแสงอาทิตย์ เปล่งประกายอยู่บนผืนน้ำ เห็นวิถีชีวิตของผู้คนริมฟากสองฝั่งคลอง บรรยากาศในตอนเช้า มีไอหมอกลอยล่องดุจใยไหมอยู่เหนือสายน้ำที่ไหลรินอยู่ใต้สะพาน ส่วนตอนเย็น มีเสียงดนตรีจากเรือลำน้อยบรรเลงคลอเคล้าไปกับโคมไฟน้อยใหญ่ที่เริ่มส่องแสงนวลอ่อน สร้างบรรยากาศแห่งค่ำคืนอันแสนโรแมนติก

เนื่องจาก “ซีถัง” เป็นเมืองโบราณกลางสายน้ำที่มีทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์ ดังนั้น หากมาเที่ยวที่นี่จะต้องลิ้มลองอาหารเมนูปลา อาทิ เนื้อปลาฝังจวี้คั่วพริกเกลือ , ไข่ตุ๋นเนื้อปลาไช่ฮวา ส่วนของฝากติดไม้ติดมือแนะนำเป็นไวน์ข้าวฟ่างรสเลิศ , เค้กสมุนไพร เป็นต้น

“ซีถัง” ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติไม่ควรพลาด และควรค่ากับการไปสัมผัสบรรยากาศแห่งความสงบ ศึกษาประวัติศาสตร์ในสมัยก่อน รับรองเลยใครที่มีโอกาสได้ไปเที่ยวที่นี่ จะต้องประทับใจอย่างแน่นอน

 

ขอขอบคุณ เนื้อหาและภาพจาก : China Xinhua News