kinyupen

จะดีไหม-ถ้า-โซเชียลมีเดีย-ถูกควบคุมอย่างเข้มงวด_web.jpg

“โซเชียลมีเดีย” แพลตฟอร์มสำคัญที่มีผู้ใช้งานมากมายทั่วโลก จนกลายเป็นอีกหนึ่งในปัจจัยสำคัญของชีวิตของมนุษย์เลยก็ว่าได้ สามารถใช้งานได้ง่ายๆ ทั้งในคอมพิวเตอร์ ไอแพด และโทรศัพท์มือถือประเภทสมาร์ทโฟน เพียงแค่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต ก็สามารถเข้าถึงโซเชียลมีเดียได้อย่างเสรี แต่จะดีไหม? หากมีการเข้าถึงเพื่อควบคุมเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมออกไป คุมเข้มการใช้โซเชียลมีเดียให้อยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม

เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม ไลน์ ยูทูป ฯลฯ เป็นแอปพลิเคชันที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในอันดับต้น ๆ จนกลายเป็นอีกแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยม เปรียบเสมือนพื้นที่ส่วนตัวหรือช่องทางในการโพสต์เรื่องราวต่าง ๆ เพื่อให้สาธารณะได้เห็น และมีส่วนร่วมในโพสต์ของเรา ทั้งการกดไลค์ กดแชร์ แสดงความคิดเห็นต่าง ๆ เปรียบเสมือนโลกอีกใบหนึ่งที่สามารถแสดงตัวตนได้อย่างอิสระ ไร้ขอบเขต แสดงความคิดเห็นสื่อสารแบบสองทางโต้ตอบอย่างเสรีในกลุ่มคนวงกว้าง จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมหลายคนหลงไหลในโซเชียลมีเดีย

สื่อ “โซเชียลมีเดีย” ก็เปรียบเสมือนดาบสองคม ที่ก่อเกิดผลดีและผลร้ายได้ หากผู้ใช้งานใช้โซเชียลมีเดียในทางที่ไม่ถูกต้อง อาจก่อให้เกิดความเสียหายได้ โดยเฉพาะการโพสต์แสดงความคิดเห็นในมุมมองอิสระ ไร้ขอบเขต จนไปพาดพิงต่อบุคคลหรือหน่วยงานอื่น ทำให้เกิดความเสียหายขึ้น และสิ่งเหล่านั้นอาจจะเป็นดาบอีกด้านที่หวนกลับมาทำร้ายตัวเองเช่นกัน นอกจากนี้ ยังมีการโพสต์ภาพหรือวีดิโอที่นำเสนอถึงการใช้ความรุนแรง ภาพที่น่ากลัว สยดสยอง รวมไปถึงการใช้คำพูดหรือภาษาที่ไม่สุภาพ และมีการส่งต่อกันเป็นไวรัล จึงทำให้น่าเป็นห่วงว่า กลุ่มเด็กและเยาวชนที่ใช้โซเชียลมีเดียอาจจะลอกเลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมจากคอนเทนท์ที่มีการส่งต่อกันในโซเชียลมีเดีย

ล่าสุด กับเหตุการณ์กราดยิงมัสยิด 2 แห่งในนครไครสต์เชิร์ชของนิวซีแลนด์ เมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ซึ่งผู้ก่อการร้ายได้ทำการเฟซบุ๊กไลฟ์เหตุการณ์ความรุนแรงดังกล่าวและมีการแชร์ลงสู่เว็บไซต์ยูทูป จนทำให้มีผู้ใช้สังคมออนไลน์เห็นคลิปดังกล่าว มีการส่งต่อเป็นไวรัลอย่างต่อเนื่อง แม้เฟซบุ๊กและยูทูปพยายามลบคลิปวิดีโอดังกล่าวแล้วก็ตาม

จากปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้แต่ละประเทศต้องตระหนักกับเรื่องดังกล่าว พยายามหาวิธีแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อไม่ให้ประชาชนใช้โซเชียลมีเดียไปในทางที่ผิด แม้จะมีการตั้ง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ รวมถึงกำหนดโทษของผู้กระทำผิดแล้ว ก็ไม่ได้ทำให้ผู้ใช้โซเชียลมีเดียเกิดความตระหนักหรือหวาดกลัวแต่อย่างใด จนบางประเทศต้องมีการควบคุมเนื้อหาของโซเชียลมีเดีย อย่างออสเตรเลียได้ยื่นเสนอร่างกฎหมายควบคุมสื่อสังคมออนไลน์ต่อรัฐสภา เพื่อป้องกันการเผยแพร่เนื้อหาที่มีความรุนแรงต่อผู้ใช้โซเชียลมีเดีย โดยร่างกฎหมายฉบับนี้ ระบุว่า ผู้บริหารสื่อสังคมออนไลน์จะถูกลงโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี และปรับเป็นเงินร้อยละ 10 ของผลประกอบการบริษัท หากไม่สามารถควบคุมการเผยแพร่เนื้อหาและภาพความรุนแรงได้ทันเวลา

เรื่องนี้ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก เห็นด้วยว่ารัฐบาลคววรมีอำนาจในการเป็นผู้มีบทบาทสำหรับควบคุมการใช้อินเทอร์เน็ตของประชาชน เพื่อปกป้องชุมชนให้มีความปลอดภัย และปกป้องภัยอันตรายที่เกิดมากขึ้นในโลกสังคมออนไลน์ อย่างบางประเทศก็มีการบล็อคการเข้าถึงสื่ออินเทอร์เน็ตเลย อาทิ สาธารณรัฐชาด ในแถบแอฟริกากลาง ตัดขาดการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต โดยเฉพาะโซเชียลมีเดียยอดนิยมอย่าง เฟซบุ๊ก ว้อทส์แอพ และทวิตเตอร์ , ประเทศจีน บล็อคการใช้แอปพลิเคชันไลน์ รวมถึงโซเชียลมีเดียประเภทอื่น ๆ เพราะที่นั่นมีความเข้มงวดเป็นอย่างมากในการบล็อคเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาต่อต้านกลุ่มรัฐบาล ค่านิยมทางสังคม และ การกำกับดูแลเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ต เพื่อความมั่นคงของชาติ

สุดท้าย ไม่ว่าจะใช้โซเชียลมีเดียด้วยวัตถุประสงค์ใดก็ตาม ก็ควรใช้อย่างระมัดระวังและใช้อย่างมีสติ โดยเฉพาะการแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์ เรื่องต่าง ๆ แม้ว่าโซเชียลมีเดียจะเป็นพื้นที่ส่วนตัวของคุณก็ตาม แต่ก็ควรระวัง เพราะเมื่อเกิดปัญหาขึ้นมา คุณเองจะต้องเดือดร้อนเอง และกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ เพราะความเสียหายเกิดขึ้นมาแล้ว ยากต่อการเรียกกลับคืนมา อย่าลืมว่าข้อความเพียงข้อความเดียว อาจจะสร้างความสะเทือนและเดือดร้อนไปถึงคนรอบข้างและคนในสังคมได้


สังคมยุคนี้-เสียเงินไม่ว่า-เสียหน้าไม่ได้_web.jpg

เพราะสังคมสมัยนี้มองว่าภาพลักษณ์มีความสำคัญอย่างมาก การใช้ชีวิตประจำวันมีพิธีรีตองมากขึ้น สังคมอยู่ยากขึ้น คนหลายๆ คนจึงมีพฤติกรรมบางอย่างที่ต้องทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้ตัวเองมีชื่อเสียงในด้านที่ดี เดือดร้อนมากแค่ไหนก็ยอม แต่จะไม่ยอมขายขี้หน้าต่อหน้าสาธารณชนโดยเด็ดขาด แบบชนิดที่เรียกได้ว่า “เสียเงินไม่ว่า เสียหน้าไม่ได้”

เมื่อการเข้าสังคมเป็นสิ่งสำคัญที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราจึงต้องสร้างภาพลักษณ์ที่คล้ายคลึงกับคนในสังคม เพื่อไม่ให้เกิดความแปลกแยก นี่ล่ะ คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยที่คนกลุ่มหนึ่งยอมทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองดูดี โดดเด่นในทุกกิจกรรม ทำอย่างไรก็ให้คนรอบข้างรู้สึกประทับใจ มองเราในทางบวกมากกว่าแง่ลบ บางคนยอมถึงขั้นใช้ “เงิน” ในการแก้ปัญหา ยอมเสียเงินจำนวนมากเพราะไม่อยากเสียหน้า ทำอะไรต้องทำให้สุดๆ และดีที่สุด เพื่อให้ตนเองเกิดความสบายใจในการมีหน้ามีตาในสังคมให้ดูดีมากที่สุด จนสุดท้าย “เงิน” กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดที่คนจะนำมาใช้สำหรับการมีหน้ามีตาในสังคม

บางคนมีฐานะทางการเงินที่ดี การเสียเงินจำนวนหนึ่งอาจจะไม่ได้ทำให้เขาได้รับความเดือดร้อนเลย แต่สำหรับคนที่ฐานะพอประมาณหรือยากจน การเสียเงินจำนวนหนึ่งเพื่อแลกมาซึ่งการมีหน้ามีตาในสังคม ถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างลำบากมาก เพราะคนเหล่านี้ถึงขั้นที่ยอมกู้เงิน หยิบยืมเงินจากคนรอบข้าง มาใช้ในทางที่ฟุ่มเฟือย ไม่เป็นประโยชน์ สุดท้ายกลายเป็นหนี้สินก้อนโต พร้อมดอกเบี้ยมูลค่ามหาศาลอีกด้วย ลองคิดดูว่าภาพลักษณ์ที่เราได้มา แต่ต้องแลกกับหนี้สินนั้น คุ้มไหมกับการลงทุน

จากผลการสำรวจของหอการค้าไทย พบว่า สถานภาพหนี้ครัวเรือนไทยปี 2561 พบจำนวนหนี้เฉลี่ยครัวเรือนในปี 2561 มีมูลค่าสูงถึง 3.16 แสนบาท/ครัวเรือน ซึ่งเป็นมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หรือนับตั้งแต่ทำการสำรวจมาเมี่อปี 2552 ขยายตัวเพิ่มขึ้น 5.8% เทียบกับการสำรวจหนี้ครัวเรือนปี 2560 ที่มีหนี้ฉลี่ย 2.99 แสนบาท/ครัวเรือน แบ่งเป็นหนี้ในระบบ 64.7% โดยหนี้ในระบบลดลงจากการสำรวจปี 2560 มีสัดส่วน 74.6% และหนี้นอกระบบ 35.3% เพิ่มขึ้นจากการสำรวจปี 2560 มีสัดส่วน 26.4%

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ก่อหนี้เพื่อใช้ในการซื้อสินทรัพย์ อาทิ รถยนต์ บ้าน และการลงทุนประกอบกิจการ เช่น ลงทุนเครื่องจักร ซื้อวัตถุดิบ เป็นต้น อีกส่วนมาจากการก่อหนี้เพื่อจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรบางส่วนที่ได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ และกลุ่มที่มีรายได้ไม่เกิน 3 หมื่นบาท/ครัวเรือน มีการก่อหนี้มาใช้จ่ายในครัวเรือนมากขึ้นเนื่องจากค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น

การมีหน้ามีตาในสังคมในคนในฐานะปานกลางหรือยากจนในปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องยากของพวกเขา เพราะการจะออกงานสังคมทั้งทีอาจจะไม่ต้องลงทุนซื้อชุดที่ราคาแพงๆ ซื้อรถยนต์ เพราะสมัยนี้มีธุรกิจจำพวกให้เช่าชุดราตรี ชุดออกงานต่างๆ เช่ารถยนต์ แม้กระทั่งงานบวชก็ต้องจัดใหญ่ จัดเต็ม มีโต๊ะจีนกินเลี้ยง มีวงดนตรี รวมไปถึงยังมีธุรกิจแปลกใหม่อย่างเช่าสินสอดสำหรับเป็นของประกอบในงานแต่งงาน เพื่อให้ฝ่ายเจ้าภาพต้องเสียหน้าหรือขายขี้หน้าผู้ที่มาร่วมงาน หรือแม้กระทั่งการใช้เงินลงทุนเพื่อพยายามศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นไปอีก เพื่อยกระดับตัวเองให้สูงขึ้นไปอีก

สุดท้าย ใครที่กำลังคิดว่า “เงินซื้อได้ทุกอย่าง” ขอให้ลองปรับเปลี่ยนความคิดใหม่  เพราะการมีหน้ามีตาในสังคมที่แท้จริง “เงิน” อาจะไม่ใช่ปัจจัยสำคัญทั้งหมด หากคุณใช้เงินในการสร้างภาพลักษณ์และคุณงามความดี สักวันเงินคุณก็จะต้องหมดไป แต่หากสิ่งที่คุณกระทำนั้นมาจากจิตใจที่บริสุทธิ์ คิดดี พูดดี ทำดี สิ่งที่เราได้จะได้รับคือความสุขใจ ต่อให้เราจะไม่มีเงินมากมายที่จะนำเอามาจ่าย ก็ยังคงมีคนรู้จัก และยกย่องคุณอย่างแน่นอน


อีสปอร์ต-โอกาสใหม่ทางธุรกิจ-ที่มาพร้อมความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี_web.jpg

เมื่อช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา “อีสปอร์ต” เป็นที่พูดถึงอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น แรกๆ พอเราได้ยินชื่อก็จะนึกถึงเป็นเพียงเกมออนไลน์ คล้ายๆ กับ Raknarok ประมาณนั้น แต่ไม่น่าเชื่อว่า ด้วยปัจจัยของเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้า จะทำให้ “อีสปอร์ต” รับความนิยมอย่างมาก จนกระทั่งได้รับการบรรจุเป็นหนึ่งในกีฬาการแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2561

สำหรับ อีสปอร์ต (e-Sports) เป็นกีฬาชนิดหนึ่งที่มีการแข่งขันผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของผู้เล่นมากกว่า 2 คนขึ้นไป ทั้งในประเภทบุคคลและประเภททีม เป็นการพัฒนาต่อยอดจากการเล่นเกมออนไลน์แบบเดิมๆ มาเป็นการเล่นเกมเพื่อแข่งขันหาผู้ชนะ รูปแบบการแข่งขันจะแบ่งตามประเภทของเกม อาทิ เกมต่อสู้ เกมวางแผนการรบ ฯลฯ ซึ่งล้วนต้องต้องใช้ทั้งทักษะ การฝึกซ้อม การวางแผนการกำหนดกลยุทธ์ ความสามัคคีของคนในทีม นอกจากนี้ อีสปอร์ต มีข้อจำกัดที่น้อยกว่ากีฬาทั่วไป เพราะไม่จำกัดเพศ อายุ นั่นหมายความว่าเด็กหรืผู้ใใหญ่ก็สามารถเป็นนักกีฬาอีสปอร์ตได้ หากมีความสามารถและความชำนาญ

เมื่ออินเทอร์เน็ตเข้าถึงผู้คนมากขึ้น ทำให้วงการเกมออนไลน์ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเช่นกัน ทำให้อุตสาหกรรมอีสปอร์ตเติบโต เป็นกีฬายอดนิยมในยุคปัจจุบันสำหรับไลฟ์สไตล์คนยุคดิจิทัล ในปี 2560 มูลค่าตลาดของวงการอีสปอร์ตอยู่ที่ 6.96 ร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และจากการประมาณการของ Newzoo1 คาดการณ์ว่า อัตราการเติบโตของรายได้วงการอีสปอร์ตในปี 2560-2563 เพิ่มขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ราว 29% ซึ่งจะทำให้ตลาดของวงการอีสปอร์ตมีมูลค่าสูงถึง 1.48 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2565

ปัจจัยที่ทำให้อีสปอ์ตได้รับความนิยมคือ ผู้ชม เพราะกีฬาอีสปอร์ตไม่ต่างจากการแข่งกีฬาแบบดั้งเดิมที่ต้องมีผู้ชมมาเป็นกองเชียร์ จากการประมาณการของ Newzoo คาดการณ์ว่า อัตราการเติบโตของผู้ชมอีสปอร์ตจะเพิ่มขึ้นราว 15% ในช่วงปี 2560-2563 เป็นสิ่งที่สะท้อนว่าอีสปอร์ตจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปัจจัยของรายได้และจำนวนผู้ชมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วของวงการอีสปอร์ตทำให้เกิดสายอาชีพใหม่มากมาย อาทิ นักกีฬาอีสปอร์ต นักแคสเกม ผู้จัดการทีม นักพากย์เกม กรรมการ ผู้จัดการแข่งขัน นักพัฒนาเกม นักออกแบบเกม นักสร้างคอนเทนต์ นักเขียนโปรแกรม ฯลฯ ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า อีไอซีคาดการณ์ว่าจะมีธุรกิจไทยได้รับผลประโยชน์จากการเติบโตของอีสปอร์ต อาทิ

(1.) ธุรกิจที่เปิดโอกาสให้บริษัทต่างๆ เข้ามาเป็นผู้สนับสนุน เพื่อสร้างแบรนด์และเข้าถึงผู้บริโภค ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีอีกช่องทางหนึ่งสำหรับบริษัทต่างๆ ที่ต้องการจะโฆษณาแบรนด์ของตัวเองด้วยการเป็นผู้สนับสนุนในวงการอีสปอร์ต เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้

(2.) ธุรกิจร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ ซึ่งจะได้รับผลประโยชน์และเป็นหนึ่งในทางรอดหลักของธุรกิจพีซี ที่ร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่จะไม่เป็นเพียงแค่ร้านเกมแบบเดิมอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นสถานที่ฝึกซ้อมสำหรับนักกีฬาอีสปอร์ต

(3.) ธุรกิจท่องเที่ยว เพราะประเทศไทยติดอันดับหนึ่งในประเทศที่น่าท่องเที่ยวที่สุดในโลก การมีอุตสาหกรรมอีสปอร์ตจึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะดึงดูดให้ชาวต่างชาติ ตัดสินใจเดินทางมาท่องเที่ยวและเยี่ยมชมประเทศไทยมากยิ่งขึ้น ผ่านการจัดกิจกรรมอีเวนท์เกี่ยวกับอีสปอร์ตขนาดใหญ่ ทำให้สามารถดึงดูดชาวต่างชาติเข้ามามีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมและธุรกิจการท่องเที่ยวไทยได้ในทางอ้อม

(4.) ธุรกิจแวดวงการศึกษา อย่างล่าสุดที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา  เพิ่งเปิดตัวหลักสูตรใหม่ การจัดการธุรกิจเกมและอีสปอร์ต เพื่อ​ผลิต​บุคลากร​ระดับ​นัก​บริหาร​ที่​มี​ความ​รอบรู้ มี​ความ​สามารถ​ใน​การ​จัดการ​ธุรกิจเกมและอีสปอร์ต​ได้​อย่าง​มี​ประสิทธิภาพ สามารถ​ใช้​เทคโนโลยี​ใหม่ๆ และแนวคิดของเกมให้บังเกิด​ผล​อย่าง​เต็มที่ ตลอดจนสอดคล้องกับไทยแลนด์ 4.0

จากปัจจัยหลายๆ อย่าง ทั้งเทคโนโลยี ผู้ชม ทำให้อีสปอร์ตได้รับความนิยมและเติบโตมากขึ้น โยเฉพาะในประเทศไทย ที่ล่าสุดกลายเป็นกีฬาการแข่งขันที่ได้การยอมรับจากการกีฬาแห่งประเทศไทย ถือเป็นการพลิกวงการเกม สร้างภาพลักษณ์ที่ดีในแวดวงดังกล่าว ก่อให้เกิดโอกาสสำหรับแวดวงธุรกิจในอนาคต เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของทุกภาคส่วนในแวดวงอีสปอร์ตในยุคดิจิทัลต่อไป


วิ่งมาราธอน-เทรนด์ใหม่ของคนอยากพบชีวิตใหม่_web.jpg

คุณเคยไหม เบื่อชีวิตของตัวเองที่เป็นอยู่ตอนนี้ ชีวิตต้องพบเจอสิ่งที่มันเหมือนเดิมๆ ตลอดเลย จะมีวิธีไหนบ้างที่จะช่วยให้เราค้นพบชีวิตใหม่ แล้วถ้าบอกว่า “การวิ่ง” โดยเฉพาะ “การวิ่งมาราธอน” จะช่วยเปลี่ยนชีวิตของคุณได้ คุณสนใจไหม

“If you want to run, run a mile. If you want to experience a different life, run a marathon.” / “ถ้าคุณอยากวิ่ง คุณวิ่งแค่กิโลเดียวก็พอ แต่ถ้าคุณอยากพบชีวิตใหม่ คุณค่อยไปวิ่งมาราธอน” ข้อความนี้มาจาก Emil Zatopek นักวิ่งระยะไกลเจ้าของฉายา หัวรถจักรชาวเชค เขาเป็นเจ้าของเหรียญทองการแข่งขันวิ่ง 10,000  เมตร ในการแข่งขันโอลิมปิค ปี 1948 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และชื่อของเขาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง เมื่อเขากวาด 3 เหรียญทองรายการวิ่งระยะไกลทั้งหมด (5  กิโลเมตร,  10 กิโลเมตร และมาราธอน) ในการแข่งขันโอลิมปิค ปี 1952 ที่กรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์

ข้อความดังกล่าวได้ถูกนำมาถ่ายทอดอีกครั้งในภาพยนตร์เรื่อง “รัก 7 ปี ดี 7 หน” ตอน 42.195 จากตัวละครที่รับบทโดยนิชคุณ หรเวชกุล ที่พูดไว้กับหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งอยากจะวิ่งเพื่อลืมสิ่งเก่าๆ และได้พบเจอกับชีวิตใหม่ที่ดีขึ้น แล้วการวิ่งมาราธอนจะทำให้เราได้พบกับชีวิตใหม่จริงหรือ?

หลายปีที่ผ่านมา เราจะเห็นว่าในพื้นที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัดตามเมืองใหญ่ๆ จะมีกิจกรรมงานวิ่งต่างๆ เกิดขึ้นมากมายทุกเช้ามืดของวันเสาร์และวันอาทิตย์ และเกิดขึ้นแทบทุกสัปดาห์ตั้งแต่ต้นปีไปจนถึงปลายปี จะเห็นว่ามีนักวิ่งหรือกลุ่มคนที่รักการออกกำลังกายเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก จะเห็นได้ว่าผู้คนหันมาสนใจเรื่องของสุขภาพมากขึ้น ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากรูปแบบการดำเนินชีวิตที่รวดเร็วมากขึ้น ทำให้เกิดเทรนด์ Run for new life หรือ “วิ่งสู่ชีวิตใหม่” ขึ้นมา งานมาราธอนจึงเป็นอีกหนึ่งสนามสำคัญสำหรับการวิ่งไปสู่ชีวิตใหม่

จะบอกว่า “การวิ่งมาราธอน” ไม่ใช่สนามสนามแข่งขันเพื่อต้องวิ่งเข้าเส้นชัยเป็นคนแรก ช่วงชิงการเป็นที่หนึ่ง ไม่ได้เป็นการแข่งขันกับคนอื่น แต่เป็นการแข่งขันกับจิตใจเราเอง การที่คุณตัดสินใจออกมาวิ่งมาราธอน นั่นหมายความว่าคุณได้ตั้งเป้าหมายให้กับตัวเองแล้ว ในการที่จะเอาชนะเป้าหมายของตัวเอง เมื่อกายพร้อม ใจพร้อม เราก็ทำได้ เพียงแค่เรามีเป้าหมาย

 

วิธีการตั้งเป้าหมายให้กับตัวเราเองในการลงวิ่งมาราธอน คือ SMART อธิบายได้ตั้งนี้

S = Specific : ชัดเจน เฉพาะเจาะจง ว่าเราจะต้องวิ่งด้วย 2 ขาของเราเท่านั้น

M = Measurable : วัดผลได้ ด้วยระยะทาง 42.195 กิโลเมตร

A = Achievable : เอื้อมถึงได้ เพราะมีคนเคยวิ่งมาราธอนสำเร็จมาแล้ว

R = Realistic : อยู่ในโลกแห่งความจริง

T = Time limit : มีการกำหนดเวลาที่ชัดเจน เช่น ใช้เวลาน้อยกว่า 7 ชั่วโมง

 

สำหรับใครที่เพิ่งเริ่มต้น อยากลองไปวิ่งมาราธอน แต่ไม่เคยฝึกมาก่อน เอาง่ายๆ แค่คุณคิดว่าคุณจะ “เปลี่ยน” ตัวเอง เพื่อไปสู่ชีวิตใหม่ ด้วยการตัดสินใจลุกขึ้นมาวิ่ง ไม่ว่าจะ 500 เมตร หรือ 1 กิโลเมตร ซึ่งแรกๆ อาจจะเป็นอะไรที่ฝืนใจมากๆ เพียงเท่านี้คุณก็สามารถเอาชนะใจตัวเองไปได้แล้วขั้นหนึ่ง

ระหว่างนั้นที่เราวิ่ง โดยเฉพาะมือใหม่หัดวิ่งจะต้องรู้สึกเหนื่อย “ไม่ไหวแล้ว เหนื่อยแล้ว เลิกวิ่งดีกว่า” เป็นเรื่องธรรมดาและปกติอย่างมากที่ความรู้สึกแบบนี้จะแว๊บเข้ามาในหัวของเรา แต่ถ้าคุณเลือกที่จะเอาชนะเป้าหมายด้วยการสู้ต่อ คุณก็สามารถเอาชนะใจตัวเองไปได้อีกขั้นเช่นกัน และเมื่อเราผ่านจุดนั้นมาได้จริงๆ การวิ่งมาราธอนจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป และคุณก็จะพบกับชีวิตใหม่แน่นอน

สำหรับคนที่เคยมีโอกาสได้ผ่านสนามวิ่งมาราธอนมาแล้ว ต่างรู้สึกภาคภูมิในการเอาชนะเป้าหมายของตัวเองเมื่อถึงเส้นชัย เพราะชีวิตใหม่ที่พวกเขาได้พบเจอนั้น คือ การออกมาวิ่งหรือออกกำลังกาย ช่วยลดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้ , ทำให้ร่างกายสุขภาพแข็งแรง , รูปร่างของเราจะค่อยๆ ผอมลงและสมส่วน , ทำให้เรามีวินัยในการออกกำลังกายมากขึ้น , ลดาวะความเครียด และยังเป็นเกราะป้องกันโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้อีกด้วย

ฉะนั้น จะเห็นได้เลยว่าการวิ่งสามารถเปลี่ยนชีวิตของคุณได้ ตราบใดที่ยังคิดว่าไหว ขาก็ยังไม่หยุดวิ่ง และเมื่อนั้นการวิ่งจะเปลี่ยนชีวิตคุณจริงๆ เพียงแต่ตัวคุณเท่านั้นเองที่พร้อมจะเปลี่ยนชีวิตของตัวเองไปในทางที่ดีขึ้นแล้วหรือยัง?


ธรรมะ-ชนะ-มะเร็ง_web.jpg

“มะเร็ง” ชื่อนี้ฟังดูแล้วก็รู้สึกน่ากลัว ขยะแขยง น่ากลัว ไม่อยากได้ยิน และก็ไม่มีใครอยากเป็นโรคนี้สักเท่าไหร่ เพราะเมื่อป่วยโรคนี้ขึ้นมาจริงๆ การรักษาให้หายขาดมีความน่าจะเป็นที่น้อยถึงน้อยมาก ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการรักษาค่อนข้างสูงราวเลข 5 หลักขึ้นไป โรคนี้หากเกิดขึ้นกับใคร ก็ล้วนมีแต่ความทุกข์ทั้งนั้น

จากสถิติของกระทรวงสาธารณสุข พบว่า คนไทยเสียชีวิตจากโรคมะเร็งมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ โรคมะเร็งที่พบบ่อยมากที่สุด คือ มะเร็งตับ มะเร็งของท่อน้ำดี มะเร็งปอด และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ในเพศหญิงพบผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก และมะเร็งเต้านม มากที่สุด ส่วนในเพศชายพบมะเร็งช่องปากและลำคอ และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มากที่สุด โรคมะเร็งเกือบทุกชนิดรักษาได้ผลดีหากตรวจพบในระยะแรกเริ่ม แต่หากปล่อยจนโรคลุกลามมากขึ้น การรักษาก็จะซับซ้อนยุ่งยากมากขึ้น และผลการรักษามีทั้งที่ได้ผลและไม่ได้ผล

แต่เชื่อหรือไม่ว่า “ธรรมะ” สามารถช่วยรักษาโรคมะเร็งได้ เรื่องนี้ถูกเขียนไว้ในหนังสือ “ธรรมะพิชิตมะเร็ง” เป็นหนังสือแจกฟรีภิกษุณี ซึ่งได้บอกถึงเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นกับ น.ส.วิมล บุญยง หรือ “หลวงพี่ป๊อป” เมื่อครั้งเคยเข้ารับการรักษาโรคมะเร็งปอด โดยหลวงพี่ป๊อปเล่าว่า ระหว่างที่ป่วยนั้นทำให้ตนมีความคิดดีๆ เช่น ไม่รักษาก็ตาย ถึงแม้รักษาหายหรือไม่หายก็ต้องตายอยู่ดี เราไม่ได้รักษาเพื่อจะไม่ตาย แต่เรารักษาโรคเพื่อที่จะยืดชีวิตไปอีกสักหน่อย

และตอนที่รักษาโรคมะเร็งรู้สึกว่าทรมานมาก ในครั้งนั้นรู้สึกสิ้นหวังกับแพทย์แผนปัจจุบัน จึงแสวงหาหนทางการรักษาแบบใหม่ๆ โดยการกลับเข่าไปหาวิถีโบราณที่สุด คือ เดินธุดงค์ออกกำลังกาย 15 กิโลเมตร จากห้วยขาแข้งมาที่วัดป่าเลไลยก์ จ.นครสวรรค์ และได้อธิษฐานจิตต่อหน้าพระพุทธรูปปางลีลาองค์ใหญ่ จะไม่ขอว่าให้หายภายใน 3 วัน 7 วัน แต่ขอให้หายโดยปาฏิหาริย์ ระหว่างทางจะสวดคาถาชินบัญชร 108 จบ หลังจากสิ้นสุดการเดินธุดงค์ กลับไปนอนพบว่า อาการเจ็บป่วยลดลงประมาณ 50% วันต่อมาอาการเจ็บป่วยลดลงเหลือประมาณ 1๐% วันต่อมาไม่มีอาการเจ็บเหลืออยู่เลย

หลวงพี่ป๊อบบอกว่า การป่วยหนักๆ ทำให้ได้ความคิดใหม่ๆ เกิดขึ้นว่า ถึงรักษาก็ยังต้องตายอยู่ดี ดังนั้น เมื่อรักษาก็ตาย ไม่รักษาก็ตาย แต่เลือกที่จะรักษาเพื่อยืดชีวิตออกไปอีกสักหน่อย แล้วเอาช่วงเวลาที่ยืดออกไปนั้นมาทำประโยชน์ตน ประโยชน์โลก

นอกจากนี้ อดีตนักแสดงอาวุโส “เมตตา รุ่งรัตน์” ที่เคยป่วยเป็นโรคมะเร็ง จากเหตุที่สามีของตนสูบบุหรี่กระทั่งป่วยเป็นโรคถุงลมโป่งพอง และเสียชีวิต ถึงแม้ว่าคุณเมตตาไม่ได้สูบเอง แต่เจ้าตัวต้องสูดควันบุหรี่จากคนรอบข้าง ซึ่งก่อนหน้านี้เคยป่วยมา 10 กว่าโรค และเป็นโรคหนักๆ ทั้งนั้น อาทิ โรคภูมิแพ้ หอบหืด และมะเร็ง เจ้าตัวมองว่าเป็นเรื่องของระบบร่างกายและธรรมชาติ การเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดาที่จะเกิดขึ้นกับทุกคน ถ้าจิตเราตก เราก็จะแพ้กับโรคภัยไข้เจ็บ เจ้าตัวจึงตัดสินใจนำเอาธรรมะมาช่วยรักษาจิตใจ เพื่อให้จิตใจข้มแข็ง ถ้าให้อธิบายก็คือ “ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว” จิตใจต้องเข้มแข็งเหนือร่างกาย จิตใจต้องอยู่เหนือโรค ถ้าจิตใจของเราเข้มแข็ง เราก็จะสู้กับโรคร้ายดังกล่าวได้

สุดท้าย ไม่กว่าตัวเราหรือคนรอบข้างจะป่วยหรือเกิดเป็นโรคอะไรสักอย่าง เราคงต้องทราบสาเหตุของการเกิดโรคเสียก่อน จึงจะหาทางป้องกันได้ หากเรารู้จักใส่ใจ ป้องกันตัวเองตั้งแต่แรกมิให้เกิดโรคขึ้น ก็จะเป็นการตั้งรับที่ดีที่สุด เพื่อรักษาโรคดังกล่าวให้หายได้ตั้งแต่เนิ่นๆ

 


ชวน-แต่งชุดไทยย้อนยุค...ท่องเที่ยวหัวหิน-ตลอดเดือนเมษายนนี้_web.jpg

ช่วงหน้าร้อนแบบนี้ ชวนนักท่องเที่ยวร่วมแต่งชุดไทยย้อนยุคและดื่มด่ำไปกับสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามของหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ในกิจกรรม “รถรางนำเที่ยวชมเมืองหัวหิน เส้นทางหัวหินรำลึก” ตลอดเดือนเมษายนนี้

หลังจากกระแสละครโทรทัศน์ชื่อดังอย่าง “บุพเพสันนิวาส” ดังทั่วบ้านทั่วเมือง จนทำให้เทรนด์สวมชุดไทย ถ่ายรูปสวย ๆ กับสถานที่ท่องเที่ยว กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก ทั้งรุ่นเด็กไปจนถึงผู้สูงอายุ ลองคิดดูว่าหากได้ถ่ายรูปแบบย้อนยุค นุ่งโจงกระเบน ห่มสไบ นุ่งผ้าถุงสวย ๆ ถ่ายรูปกับสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย ตามรอยตัวละครจากละครย้อนยุคชื่อดัง น่าจะสนุกและตื่นเต้นไม่น้อยเลย

และในช่วงหน้าร้อนแบบนี้ ใครที่สนใจแต่งชุดไทยไปท่องเที่ยว ถ่ายรูปสวย ๆ ลองไปเที่ยวที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพราะในช่วงนี้ที่หัวหินกำลังจัดกิจกรรมชวนนักท่องเที่ยวร่วมแต่งชุดไทยย้อนยุคและดื่มด่ำไปกับสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามของหัวหิน ในกิจกรรม “รถรางนำเที่ยวชมเมืองหัวหิน เส้นทางหัวหินรำลึก” ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมของการจัดงาน “สถานีรถไฟหัวหิน ความทรงจำแห่งรัก” ของทาง ททท. ประจวบคีรีขันธ์ ร่วมกับ สถานีรถไฟหัวหิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันจัดงานครั้งนี้

 

บรรยากาศภายในงาน ได้จัดสถานที่จุดถ่ายรูปและตกแต่งภายในบริเวณสถานีรถไฟหัวหินให้สวยงาม เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาหัวหินในเดือนเมษายนนี้ และมีบริการรถรางนั่งชมเมืองหัวหิน เพื่อให้นักท่องเที่ยวที่ต้องการรำลึกความหลังกับสถานีรถไฟหัวหินได้บันทึกความทรงจำ เก็บภาพบรรยากาศความสวยงาม ความประทับใจกับสถานีรถไฟหัวหิน ที่คลาสสิกที่สุดในประเทศ ก่อนจะปิดปรับปรุงและเข้าสู่ยุคของสถานีรถไฟรางคู่ที่ทันสมัย

สำหรับเส้นทางการเดินรถรางจะออกจากสถานีรถไฟหัวหิน ผ่านสวนสาธารณะโผน กิ่งเพชร วัดหัวหิน โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์บีชแอนด์วิลล่าหัวหิน ชายหาดหัวหิน ศาลเจ้าแม่ทับทิม สะพานปลา ตลาดฉัตร์ไชย ศูนย์การค้าบลูพอร์ต หัวหิน รีสอร์ท มอลล์ และวนกลับมาจุดเริ่มต้น ใช้เวลาราวประมาณ 45 นาที – 1 ชั่วโมง/รอบ

ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานและนั่งรถรางได้ฟรี ที่บริเวณด้านหน้าสถานีรถไฟหัวหิน ทุกวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ เวลา 10.00 น. 14.00 น. และ 17.00 น. ตลอดเดือนเมษายนนี้ และนักท่องเที่ยวท่านใดที่แต่งกายย้อนยุคในธีม “ปริศนา-ชายพจน์” และร่วมนั่งรถราง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจะมอบของที่ระลึกให้อีกด้วย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ททท.สำนักงานประจวบคีรีขันธ์ หมายเลขโทรศัพท์ 032-513-885, 032-513871 www.facebook.com หรือแฟนเพจ : TAT PRACHUAP

 

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : aec-tv-online2.com

 


รู้จัก-มนุษย์อินโทรเวิร์ต-หรือโรคอยากอยู่คนเดียว_WEB.jpg

เคยเป็นไหม? ไม่ชอบออกไปพบปะสังสรรค์กับผู้คนภายนอก ไม่ชอบการที่ต้องอยู่กับผู้คนมากมาย ต้องการที่จะอยู่เงียบ ๆ คนเดียว คนพื้นที่ส่วนตัว หากมีความจำเป็นต้องออกมามันจะเป็นการอึดอัดและไร้ความสุขอย่างมากที่ต้องอยู่ท่ามกลางผู้คนจำนวนมาก นั่นอาจจะบ่งบอกได้ว่า คุณเข้าข่ายเป็นคน Introvert

อย่างที่บอกไปข้างต้นว่าอาการของคนเป็น Introvert คือการมีโลกส่วนตัวเป็นของตัวเอง ซึ่งหลายคนเข้าใจผิดคิดว่า Introvert เป็นโรคชนิดหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงแล้ว เป็นเพียงบุคลิกเฉพาะรูปแบบหนึ่งของคนประเภทหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ความผิดปกติทางจิตแต่อย่างใด อาการของคนเป็น  Introvert แบ่งได้เป็น 4 ลักษณะ คือ

1. ชอบเข้าสังคมเล็กๆ : คนกลุ่มนี้เข้าได้สำหรับกลุ่มคนกลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้น อาทิ ครอบครัว เพื่อนสนิทมากๆ เพราะเขารู้สึกสบายใจ สามารถแสดงความเป็นตัวของเองได้อย่างเต็มที่

2. โลกส่วนตัวสูง : คนกลุ่มนี้ชอบคิด หมกมุ่นกับความคิดของตัวเอง มีความคิดที่เป็นโลกส่วนตัวและจินตนาการที่เป็นของตัวเอง

3. รักสันโดษ : คนกลุ่มนี้ชอบอยู่คนเดียว เพราะรู้สึกไม่สบายใจหรือรู้สึกไม่ดีที่ต้องอยู่กับผู้คนจำนวนมาก คนกลุ่มนี้มีทักษะการเข้าสังคมที่ไม่ดีนัก จึงชอบอยู่คนเดียวมากกว่า

4. คิดก่อนเสมอ : คนกลุ่มนี้จะใช้เวลาไปกับการคิดกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำ กลัวว่าสิ่งที่ทำออกไปจะเป็นสิ่งที่ไม่ดีหรือผิด กลัวคนอื่นจะไม่ชอบหรือประทับใจ

 

Introvert กับ Extrovert แตกต่างกันหรือไม่?

Introvert กับ Extrovert แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว เพราะลักษณะของคนเป็น Introvert คือคนที่ต้องออกไปใช้ชีวิตนอกบ้าน เสร็จภารกิจแล้วก็จะกลับบ้านทันที ไม่แวะไปไหนต่อเด็ดขาด เพราะการได้กลับบ้านหรือนั่งในที่เงียบ ๆ คนเดียว ทำให้เขามีพลังมากขึ้น ถ้าให้เปรียบเทียบก็จะคล้าย ๆ โทรศัพท์มือถือที่ต้องเอาไปใช้งานนอกบ้าน และเมื่อแบตเตอรี่ใกล้หมด ก็จะต้องกลับมาชาร์จที่บ้านเท่านั้น

ส่วนอาการ Extrovert  แตกต่างกับ Introvert ตรงที่ เปรียบเสมือนเครื่องโซลาเซลล์ที่ต้องออกไปพบเจอกับแสงสว่างของพระอาทิตย์ข้างนอก พบปะกับผู้คน และเมื่อกลับบ้านก็จะหมดพลัง น้องสาวจึงต้องออกไปเติมพลัง ด้วยการพบปะพูดคุยกับผู้คน แล้วเมื่อกลับบ้านอยู่คนเดียวก็จะรู้สึกเหงามาก ๆ เหมือนไม่มีพลังงาน ฉะนั้น การกลับบ้านจึงเป็นเพียงนอนพักผ่อนเป็นส่วนใหญ่

Carl Jung นักจิตวิทยาชาวสวิตเซอร์แลนด์ เล่าว่า คนเป็น Introvert จะถูกดึงดูดเข้าสู่โลกของตัวเอง มีทั้งความคิดและความรู้สึก ชอบอยู่คนเดียวโดยลำพัง ใช้เวลาครุ่นคิด สำรวจตัวเอง จะรีชาร์จแบตเตอรี่ภายในตัวเองด้วยการอยู่คนเดียว ส่วนคนที่เป็น  Extrovert จะถูกดึงดูดเข้าหาชีวิตภายนอกที่เกี่ยวพันกับผู้คนและกิจกรรมต่าง ๆ จะรีชาร์จแบตเตอรี่เมื่อเขาคิดว่ายังเข้าสังคมหรือพบปะผู้คนได้ไม่มากพอ

 

Introvert ไม่ใช่โรคซึมเศร้า

บางคนเข้าใจว่าอาการ Introvert มีลักษณะคล้ายคลึงกับโรคซึมเศร้า เพราะดูจากลักษณะการเก็บตัว ไม่เข้าสังคม ชอบอยู่คนเดียวแล้ว ช่างคล้ายคลึงกับโรงซึมเศร้าอย่างมาก สำหรับคนที่มีอาการ Introvert จะมีความเสี่ยงสูงต่อโรคซึมเศร้า หากพบว่าตนเองไม่เข้าใจอารมณ์และบุคลิกภาพ พยายามนำตนเองไปเปรียบเทียบกับผู้อื่น จนทำให้เกิดความกดดันกับตนเอง ก็ส่งผลทำให้เกิดภาวะความเครียด และเมื่อเครียดมาก ๆ ก็ส่งผลต่อภาวะของโรคซึมเศร้าได้เช่นกัน จึงทำให้คนที่เป็น Introvert จึงมีความสุขได้ไม่มากเท่ากับคนที่เป็น Extrovert มีงานวิจัยระบุว่า คนที่มีเป็น Extrovert จะมีความสุขมากกว่า มีแนวโน้มเป็นโรคซึมเศร้าน้อยกว่าคนที่มีบุคลิกแบบ Introvert

 

คน Introvert ก็มีข้อดี

คนที่เป็น Introvert ก็คือคนที่ไม่ชอบสุงสิงกับใคร มีโลกส่วนตัวสูง ชอบอยู่คนเดียว ซึ่งนั่นอาจจะไม่ได้เป็นข้อเสียไปซะทั้งหมด ข้อดีของคนประเภทนี้ก็มีเช่นกัน เพราะคน Introvert จะได้รับผลกระทบต่อพฤติกรรมอันตรายน้อย เนื่องจากชอบอยู่ในกรอบและไม่ค่อยลองทำอะไรใหม่ ๆ จึงไม่นิยมทำกิจกรรมอันตราย นอกจากนี้ ยังได้รับผลกระทบต่อโรคกลัวการตกกระแสน้อยกว่า เพราะมักไม่กังวลเรื่องการรักษาภาพลักษณ์หรือการสร้างความกลมกลืนกับบุคคลอื่น

 

ลองสำรวจพฤติกรรมตัวคุณคุณเองและคนรอบข้างดูว่ามีพฤติกรรมการเก็บตัวเงียบคนเดียวหรือไม่ หากพบว่าเขาเข้าข่ายเป็น Introvert ก็พยายามตั้งสติ เปิดใจให้กว้าง ทำความเข้าใจเขาว่าอะไรที่เขาชอบ-ไม่ชอบ พูดคุยกับเขาแบบปกติ อย่าไปแสดงความรังเกียจเขา เพราะนั่นอาจจะทำให้เขารู้สึกเครียดกับสิ่งที่เขาเป็น ขณะเดียวกัน อย่าใช้อำนาจในการบังคับหรือออกคำสั่งให้เขาทำโน่นทำนี่ เพราะคน Introvert จะไม่ชอบการอยู่ภายใต้อำนาจคำสั่งของใคร เขาจะมีเส้นทางของเขาแบบมีขั้นตอนและมีแผน หากยิ่งไปบังคับเขา เขาก็จะยิ่งหนีทันที อย่างไรก็ตาม จะเอาใจเขามาใส่ใจเรา สิ่งใดที่เขาชอบก็จงทำต่อไป สิ่งใดที่เขาไม่ชอบก็จงหลีกเลี่ยงที่จะกระทำ สิ่งใดที่เขาทำผิด ก็ค่อย ๆ พูดคุยด้วยเหตุผล ไม่ใช้อารมณ์เป็นตัวแปรหลัก ที่สำคัญท่องจำเอาไว้เสมอว่า  Introvert ไม่ใช่โรคร้ายน่ารังเกียจ แต่เป็นแค่บุคลิกเฉพาะรูปแบบหนึ่งเท่านั้น


เอาใจสายวิ่ง-เปิดตัวรองเท้าวิ่งฝังชิป-เทคโนโลยี-HOVR_web.jpg

ใครที่เป็นคนที่ชอบออกกำลังกายหรือเป็นสายวิ่ง สิ่งสำคัญของการออกกำลังกายไม่เพียงแค่เสื้อหรือกางเกงเท่านั้น “รองเท้า” รองเท้าก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญสำหรับนักออกกำลังกายเลยก็ว่าได้ การได้รองเท้าดีๆ สักครู่นึงนอกจากจะช่วยถะนุถนอมเท้าของเราให้สามารถเดินหรือวิ่งออกกำลังกายได้แล้วนั้น ยังช่วยให้เรามีความสุขกับการออกกำลังกายโดยไม่ต้องเกิดอาการบาดเจ็บอีกด้วย

ล่าสุด มีนวัตกรรมใหม่เกิดขึ้นในประเทศไทยบ้านเรา เอาใจคนชอบออกกำลังกายเลยก็ว่าได้ เพราะ “อันเดอร์ อาร์เมอร์” เปิดตัว “รองเท้าวิ่ง” ที่ไม่ใช่เป็นเพียงรองเท้าสำหรับวิ่งธรรมดาๆ เท่านั้น แต่มีเทคโนโลยีของระบบไมโครชิพฝังอยู่ด้วย รุ่นนี้เป็นรุ่นใหม่ล่าสุดของปี 2562 ในประเทศไทย ประกอบด้วย รุ่น HOVR Infinite, HOVR Sonic 2, HOVR Guardian, HOVR Phantom SE และ HOVR Velocity 2

รองเท้าวิ่งเทคโนโลยี HOVR มีแนวคิดผสมผสานระหว่างแผ่นรองรับแรงกระแทกที่ผลิตจากสารประกอบโฟมและเทคโนโลยีฝังชิปการติดตามบนตัวรองเท้า ด้วยไมโครชิปที่ติดตามและส่งข้อมูลโดยตรงสู่แอพพลิเคชั่น MapMyRun เพื่อให้นักวิ่งดูรายละเอียดการวิ่งของตัวเอง เช่น ระยะทาง จำนวนก้าว ระยะของการแบ่งเพื่อการเร่งความเร็ว รวมไปถึงมาตรวัดการเดินที่มีความละเอียดมากขึ้นอย่าง การวัดจังหวะและความยาวของแต่ละก้าว วิเคราะห์และให้ข้อมูลการวิ่งรอบด้านได้แบบเรียลไทม์และแม่นยำประหนึ่มเหมือนมีโค้ชวิ่งส่วนตัว ทำให้นักวิ่งสามารถประเมินสมรรถภาพของตัวเองผ่านประวัติการวิ่ง และวางแผนการวิ่งในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ รองเท้าวิ่งเทคโนโลยี HOVR ยังห่อหุ้มด้วยโครงสร้างตาข่าย Energy Web ที่ช่วยคงรูปร่างแผ่นรองกันกระแทกให้เหมาะกับสรีระของฝ่าเท้า เพื่อมอบแกนรับแรงกระแทกและคืนแรงส่งที่มีความแข็งแรง ป้องกันการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นจากการลงแรงวิ่งไม่สม่ำเสมอได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สุดท้าย การเลือกรองเท้าดีๆ สักคู่หนึ่งสำหรับการออกกำลังกายก็สำคัญอย่างยิ่ง ยิ่งได้รองเท้าดีๆ ที่มีคุณสมบัติมากมายก็ยิ่งดีกับตัวเรามากขึ้น ทั้งเรื่องของสุขภาพ ความนุ่มสบาย และเทคโนโลยีของรองเท้าคู่นี้ยังช่วยวิเคราะห์และให้ข้อมูลการวิ่ง เพื่อให้เราวางแผนการวิ่งในอนาคตต่อไปได้


สุดไฮเทค-กล้องติดหน้ารถ-จากแอปฯ-ของสมาร์โฟน_web.jpg

ปัจจุบัน หลายคนที่มีรถส่วนตัวไม่ว่าจะรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ ต่างนิยมติดกล้องวีดิโอตรงหน้ารถเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ เพื่อ เพราะอุบัติเหตุย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ และเมื่ออุบัติเหตุเกิดขึ้นก็ต้องมานั่งเถียงกันว่าใครผิด ใครถูก บางทีรถของเราจอดอยู่เฉย ๆ ก็โดนรถคันอื่นมาขับเฉี่ยวชนแล้วขับหนี ทำให้การติดกล้องที่รถมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อใช้เป็นหลักฐานสำคัญในการเอาผิดคนที่มาทำรถของเราเสียหายหรือบันทึกเหตุการณ์อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบนท้องถนน

หลายคนคงจะเคยเห็นข่าวคราวบนท้องถนน ซึ่งภาพส่วนใหญ่ล้วนมาจากกล้องติดหน้ารถกันบ่อย ๆ ซึ่งยอมรับว่ามีประโยชน์อย่างมาก ทั้งใช้เป็นหลักฐานในการจับตัวผู้กระทำผิดก็ดี รวมถึงเป็นส่วนหนึ่งในการใช้สำหรับการลดเบี้ยประกัน  เรื่องนี้ผู้ใช้รถใช้ถนนหลายคนต้องให้ความสำคัญอย่างมาก แต่การติดกล้องหน้ารถทั้งที กล้องบางรุ่นที่มีคุณภาพดีๆ ก็อาจจะมีราคาสูงอยู่บ้าง

แต่เชื่อหรือไม่ว่า สมาร์ทโฟนของเราเองนั้นก็สามารถนำมาใช้เป็นกล้องติดหน้ารถยนต์ได้ โดยไม่ต้องใช้โหมด Camera ให้เปลืองพื้นที่โทรศัพท์หรือเมมโมรี่การ์ด ซึ่งปัจจุบันมีแอปพลิเคชันต่าง ๆ มากมายคอยให้บริการ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงได้รวบรวบแอปพลิเคชันสำหรับใช้บันทึกเหตุการณ์ในลักษณะของกล้องติดหน้ารถ โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อกล้องให้ฟุ่มเฟือย

 

 

1. Carcorder : แอปพลิเคชันนี้ถือเป็นแอปฯ ที่มีการใช้งานมากที่สุด ถึงขนาดที่ว่าติดอันดับการค้นหาใน Apps Store ในอันดับต้น ๆ เลยก็ว่าได้ มีลักษณะการใช้งานที่เหนือชั้นกว่ากล้องติดหน้ารถทั่วไป เพราะมีทั้งการบันทึกภาพความละเอียดสูง ระบบแจ้งเตือนการจำกัดความเร็ว บันทึกภาพเหตุการณ์เมื่อเกิดอุบัติเหตุ สามารถบันทึกองศาละติจูด ลองติจูด วันเวลาสถานที่ การใช้ความเร็ว ทิศทางการเคลื่อนไหวของรถ ฯลฯ

 

 

2. Auto Guard Dash Cam : Auto Guard Dash Cam : เป็นแอปฯ สำหรับผู้ใช้สมาร์ทโฟนระบบแอนดรอยด์ มีลูกเล่นต่าง ๆ มากมาย ทั้งการปรับขนาดวีดีโอ ระบบเปิด-ปิดการทำงานอัตโนมัติ คลิปวีดิโอที่บันทึกสามารถอัพโหลดเผยแพร่ในยูทูปได้ทันที เปิดระบบนำทางได้อีกด้วย

 

 

3. AutoBoy Dash Cam – Blackbox : เป็นแอปฯ สำหรับผู้ใช้สมาร์ทโฟนระบบแอนดรอยด์ สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนให้กลายเป็นกล้องติดหน้ารถได้อย่างง่ายดาย ซึ่งมีฟีเจอร์เด่น ๆ ที่น่าสนใจ หากสมาร์ทโฟนถูกตั้งกับฐานตั้งบนรถ ระบบจะแอปฯ โดยอัตโนมัติ และบันทึกภาพเมื่อมีเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้น

 

 

4. SaveDrives – Car Dashboard : แอปฯ นี้ใช้สำหรับไอโฟน สามารถบันทึกวิดิโอได้ หากเกิดอุบัติเหตุขึ้น ระบบจะตัดคลิปวีดิโอให้เป็นไฟล์ความยาว 30 วินาที เพื่ออำนวยความสะดวกหากต้องการคลิปนำไปส่งกับตำรวจหรือประกัน มีระบบโทรออกเอกเมื่อเกิดเหตุการณ์จำเป็น และระบบมีการบันทึกข้อมูลการเดินทางในรูปแบบแผนที่ใน GPS มีการระบุพิกัดการเดินทางของเรา

 

 

แอปฯ เหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ใช้รถใช้ถนนสามารถนำมาใช้งานได้ ประหยัด แต่ก็อย่าลืมพกพาวเวอร์แบงค์ไว้ด้วย เพราะการใช้แอปฯ ดังกล่าวจะเป็นการทำให้แบตเตอรี่โทรศัพท์ลดลง นอกจากนี้ ไม่แนะนำให้ใช้ในนานเกิน 2 ชั่วโมง หรือนำมาใช้แทนกล้องติดหน้ารถแบบถาวร เพราะจะทำให้โทรศัพท์มีความร้อนสูงขึ้นจากการเปิดใช้แอปฯ เป็นเวลานาน ๆ