kinyupen

กินอยู่เป็น_จบอะไรไม่ใช่ประเด็น...ใช้ให้เป็นสำคัญกว่า_web.jpg

“เรียนจบทำงานไม่ตรงสาย” วลีอมตะที่หลายคนมักคิดว่าเป็นอุปสรรคที่ทำให้ชีวิตการงานไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร แต่เราเชื่อว่าไม่ใช่ทุกคนที่คิดแบบนี้ ดังนั้น ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงอยากนำเสนออีกหนึ่งแง่มุมของคนที่เรียนจบทำงานไม่ตรงสาย คุณปิยวัฒน์ ปาณีนิจ หรือ ณัฐ หนุ่มอินดัสเตรียลดีไซน์ ซึ่งผันมาจับงานด้านบริการในตำแหน่งผู้จัดการ NAPLAB สาขาวังหลัง Co Working Space สไตล์วินเทจวิวแม่น้ำเจ้าพระยาที่กำลังมาแรงและได้รับความนิยมจากคนย่านฝั่งธน ซึ่งเรียกได้ว่าแม้จะต่างจากสิ่งที่เรียนมาแต่ก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน

“ไม่เคยทำมาก่อน แต่ก็พร้อมที่จะทำ พร้อมที่จะโดดเข้าไป”

นี่คำตอบของคุณณัฐ หลังคุณอาทิตย์ เสมอกาย เจ้าของและผู้ออกแบบ NAPLAB ตั้งคำถามว่า ถ้าให้ทำงานด้านอื่นเพิ่มเติมจากที่เคยทำมาจะได้หรือไม่ โดยพื้นฐานคุณปิยวัฒน์ คือเรียนจบด้าน Industrial Design จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เมื่อจบมาก็ทำงานในสายงานที่เกี่ยวข้องมาตลอด ก่อนได้รับการชักชวนจากคุณอาทิตย์ให้มาร่วมงานกัน

ตำแหน่งเริ่มต้นคุณณัฐใน NapLab คือ รีเซปชั่น ทิ่สาขาจุฬา โดยต้องจัดการรายละเอียดหน้างานทั้งหมด รวมถึงช่วยงานอื่นๆ ของคุณอาทิตย์ตามโอกาส การที่ต้องเริ่มต้น “งานบริการ” ทำให้แต่ละวันต้องพบเจอลูกค้าจำนวนมาก ที่มาพร้อมความคาดหวังและปัญหาเฉพาะหน้าให้ต้องแก้อยู่เสมอถือเป็นความท้าทายใหม่สำหรับหนุ่ม Industrial Design ที่คุ้นกับการออกแบบที่ต้องการอิสระทางความคิดสูงมาตลอด ซึ่งช่วงแรกอาจยังไม่คุ้นชินแต่ก็ใช้วิธีที่จะค่อยๆ เรียนรู้กระบวนการจากหน้างานจริง จนทำให้รู้ว่า Skill หรือ วิธีทำงานที่ถูกต้องคืออะไร ค่อยๆ สะสมประสบการณ์ ทำความเข้าใจกับธุรกิจนี้ให้มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้พบว่าการจะทำงานบริการให้ดีได้นั้น หลักสำคัญ คือ ต้องปรับตัวและเรียนรู้วิธีคิดวิธีแก้ปัญหาตลอดเวลา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปรับใช้วิชา Design Thinking เข้ากับงานบริการ

“ผมคิดว่างานทุกงานมีความกดดันหมด กล้าพูดว่าแม้ผมจบ Industrial Design แต่การได้มาทำงานบริการ ก็ทำให้รู้ว่ามีสิ่งที่อาจารย์สอนแล้วนำมาใช้ได้จริง คือ วิธีคิด เพราะสุดท้ายแล้วการ Design ก็คือการแก้ปัญหา การหาทางออก วิธีคิดแบบ Design Thinking นั่นคือ จดปัญหาขึ้นมาก่อน แล้วจัดลำดับความสำคัญว่าเราจะเริ่มแก้จากไหน แก้แล้วจะสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นไหม เป็นวิธีการมองแบบสมการง่ายๆ คือ มองปัญหาแล้วเจอวิธีแก้ปัญหา แล้วดูว่าแก้ได้จริงหรือไม่ ถ้าไม่ได้ก็กลับมาหาทางใหม่ ต้องไม่ Ignore ปัญหา ถ้าปล่อยไปเรื่อยๆ ปัญหามันก็จะไม่ไปไหนสักที”

นอกจากนี้อีกสิ่งที่ทำอยู่เสมอ นั่นคือ “การเปิดใจฟัง” เพราะเมื่อเปิดรับฟังทั้งจากพนักงานประจำ พาร์ทไทม์ รวมถึงลูกค้าที่ส่งคอมเมนท์ต่างๆ เข้ามา ก็จะยิ่งทำให้ได้ไอเดียใหม่ให้เลือกเอามาปรับในการทำงานให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

“เราต้องกล้าที่จะเปลี่ยนเพราะสุดท้ายแล้วโลกมันไปเรื่อยๆ ถ้าเราหยุดอยู่กับที่เราก็แย่แล้ว ฉะนั้นต้องเปลี่ยนตลอดเวลา โดยยึดจากลูกค้าเป็นหลัก ผมเชื่อว่าเรามาได้ไกลพอสมควร และยังมีหนทางที่จะไปได้อีกยาวไกล”

มุมมองทั้งหมดของคุณณัฐ ทำให้เห็นได้ว่าการเรียนจบสาขาอะไรนั้นมาไม่สำคัญ แต่สำคัญว่าสิ่งที่เราทำเรารักหรือเปล่า ตอบโจทย์สิ่งที่เราต้องการได้หรือไม่ นั่นสำคัญกว่าเพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่เราเรียนมาทุกอย่าง มันสามารถนำมาปรับใช้ได้ทั้งสิ้นขึ้นอยู่กับว่าคุณมองมุมไหน และการจะประสบความสำเร็จในด้านใดได้หรือไม่นั้น ทุกอย่างต้องเริ่มต้นด้วยทัศนคติของตัวเองเป็นสำคัญ


กินอยู่เป็น_กินเหล้าเมาแล้วแฮงค์-น้ำมันมะพร้าว-ช่วยคุณได้_web.jpg

เคยไหม? ปาร์ตี้อย่างสนุกสนานสุดเหวี่ยง จนจำไม่ได้ว่าเราดื่มไปแล้วกี่แก้ว กี่ขวด จนมารู้ตัวอีกทีก็คือ มีอาการเมาค้างเสียแล้ว และหนึ่งในวิธีแก้อาการเมาค้างได้ ก็คือ “น้ำมันมะพร้าว” นี่เอง ถือเป็นอีกหนึ่งยาดีที่ช่วยคนเมาค้างได้ดีที่สุดเลยทีเดียว

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอพาทุก ๆ คนไปเรียนรู้กับอาการชนิดหนึ่งกันดีกว่า นั่นคือ อาการเมาค้าง อาการนี้คนที่เป็นสายปาร์ตี้ ที่ชื่นชอบการรับประทานเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เหล้า เบียร์ จะรู้จักอาการเมาค้างเป็นอย่างดี เพราะอาการเมาค้าง หรือ แฮงค์ (Hangover) เกิดขึ้นหลังจากการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์มากเกินไป จนหลังจากนั้นร่างกายแสดงปฏิกิริยาต่อต้านแอลกอฮอล์ขึ้นมา ซึ่งมีระดับความรุนแรงแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย อาการที่พบบ่อยคือ อาการขาดน้ำ ปวดหัว หงุดหงิด เวียนหัว สู้แสงจ้าไม่ได้ คลื่นไส้ อาเจียน นอนไม่หลับ เกิดอาการซึมเศร้า และวิตกกังวล ฯลฯ อาการแบบนี้จึงเรียกว่าเมาค้าง

จริง ๆ แล้ว มีวิธีแก้ปัญหาอาการเมาค้างหลากหลายวิธี ทั้งการรับประทานยา ทานน้ำ ทานกาแฟดำ ฯลฯ แต่รู้หรือไม่ว่า ยังมีของอีกหนึ่งอย่างที่ช่วยทำให้คุณมีอาการดีขึ้นจากอาการเมาค้าง นั่นก็คือ “น้ำมันมะพร้าว” ที่ปัจจุบันได้รับจากหนุ่มสาวสายปาร์ตี้แล้วว่า เป็นอีกหนึ่งยาดีที่ช่วยคนเมาค้างได้ดีที่สุดเลยทีเดียว

สงสัยกันไหมว่า ทำไมน้ำมันมะพร้าวถึงเป็นสิ่งที่ช่วยแก้อาการเมาค้างได้ แม้ว่าจะมีตัวเลือกอื่น ๆ ที่จะมาเป็นตัวช่วยสำหรับแก้อาการเมาค้างได้ก็ตาม เพราะความจริงแล้วในน้ำมันมะพร้าวมีกลิ่นค่อนข้างหอม หากเราสูดดมจะทำให้ร่างกายของเรารู้สึกตื่นตัว สดชื่นขึ้น นอกจากนี้ ในน้ำมันมะพร้าวจะมีสารอิเล็กโตรไลท์อยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งมากกว่าเครื่องดื่มอิเล็คโตรไลท์เสียอีก

ดังนั้น เมื่อเราเกิดอาการเมาค้าง การรับประทานน้ำเปล่าไม่สามารถชดเชยน้ำที่สูญเสียไปได้ เนื่องจากร่างกายเราเสียแร่ธาตุที่เป็นสารอิเล็คโตรไลท์จำเป็นของร่างกายอย่างแมกนิเซียม และโพแทสเซียมไปเป็นจำนวนมาก ทำให้ร่างกายของเราเสียสมดุลอิเล็คโตรไลท์ เซลล์ในร่างกายจึงไม่สามารถทำงานได้อย่างเป็นปกติเ เพราะร่างกายขาดสมดุลระหว่างน้ำกับเกลือแร่ ทำให้เซลล์อยู่ในสภาวะมึนงง ฉะนั้น น้ำมันมะพร้าวจะช่วยดึงสมดุลระหว่างน้ำกับเกลือในร่างกายให้กลับคืนมา ส่งผลให้เซลล์ในร่างกายของเรากลับมาเดินเครื่องทำงานได้เป็นปกติ

สุดท้าย ถึงแม้ว่าจะมีน้ำมันมะพร้าว หรือตัวช่วยตัวอื่น ๆ ในการแก้อาการเมาค้างได้แล้วนั้น สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเราคือการระมัดระวังในการรับประทานเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นจำนวนมาก ๆ เพราะส่งผลเสียและอันตรายต่อร่างกายแน่นอน อย่างลืมว่า จงปาร์จี้อย่างมีสติ และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


กินอยู่เป็น_ฝนตกแบบนี้-ชวนเที่ยวอุทยานแห่งชาติ-ชุ่มฉ่ำรับหน้าฝน_web.jpg

หน้าฝนแบบนี้ หากไม่รู้ว่าจะไปท่องเที่ยวที่ไหนดี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอแนะนำนักท่องเที่ยวสายเที่ยวแบบแอดเวนเจอร์ ไปสัมผัสกับ 4 อุทยานแห่งชาติ ที่ควรค่ากับการไปท่องเที่ยวช่วงนี้

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอพาทุก ๆ ท่านไปแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว โดยเฉพาะในช่วงนี้เป็นช่วงหน้าฝน เชื่อว่าหลายคนอาจจะเลือกท่องเที่ยวในห้างสรรพสินค้า หรือไม่ก็พักผ่อนอยู่ที่บ้าน เพื่อหลบฝนในช่วงนี้ แต่สำหรับใครที่เป็นสายท่องเที่ยว โดยเฉพาะท่องเที่ยวแบบแอดเวนเจอร์ ลุยแดด ลุยฝนแบบไม่ห่วงสวย ห่วงหล่อ ลองเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับชีวิต ไปท่องเที่ยวในพื้นที่ที่มีธรรมชาติสีเขียวภายในอุทยานแห่งชาติกันดีกว่า

แต่หากไม่รู้ว่าจะไปเที่ยวที่อุทยานไหนดี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงได้รวบรวมอุทยานแห่งชาติ ที่ควรค่ากับการไปท่องเที่ยวช่วงหน้าฝนแบบนี้

1. อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว : อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว มีเนื้อที่ประมาณ 212,633 ไร่ หรือ 340.21 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมอยู่ในท้องที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำปาด ท้องที่ตำบลม่วงเจ็ดต้น ตำบลนาขุม ตำบลบ้านโคก อำเภอบ้านโคก อำเภอห้วยมุ่น อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ , ตำบลบ่อภาค อำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก เป็นพื้นที่ที่มีสภาพป่าค่อนข้างสมบูรณ์ปกคลุมไปด้วยป่าธรรมชาติที่สวยงาม เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร มีจุดเด่นที่น่าสนใจและเป็นที่ดึงดูดใจของนักท่องเที่ยว ได้แก่ น้ำตกภูสอยดาว เป็นน้ำตก 5 ชั้น มีเนื้อที่กว้างประมาณ 1,000 ไร่ มีความสวยงามมาก มีถนนลาดยาง เข้าถึงพื้นที่ทำให้สะดวกสบายในการเดินทางพักผ่อนหย่อนใจ อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว

2. อุทยานแห่งชาติแม่จริม : อุทยานแห่งชาติแม่จริม มีเนื้อที่ประมาณ 270,000 ไร่ หรือ 432 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญและมีค่า เช่น พันธุ์ไม้ ของป่า สัตว์ป่านานาชนิด ตลอดจนทิวทัศน์ ป่า ภูเขา ลำธาร และหน้าผาที่สวยงามยิ่ง สมควรกำหนดให้เป็นอุทยานแห่งชาติตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 เพื่อสงวนไว้ให้คงอยู่ในสภาพเดิมมิให้ถูกทำลายหรือเปลี่ยนแปลงไป สำหรับอุทยานแห่งนี้มีกิจกรรมการท่องเที่ยวที่เด่น คือ การล่องแก่งลำน้ำว้าโดยใช้แพยาง ระยะทาง 19.2 กิโลเมตร เริ่มต้นจากบ้านน้ำปุ๊ อำเภอแม่จริม ถึงบ้านหาดไร่ อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน

3. อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ : อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ มีเนื้อที่ประมาณ 558,750 ไร่ หรือ 894 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมท้องที่อำเภอปางศิลาทอง จังหวัดกำแพงเพชร และอำเภอแม่วงก์ และกิ่งอำเภอแม่เปิน จังหวัดนครสวรรค์ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธาร ตามเทือกเขาสูงชันก่อกำเนิดเป็นน้ำตกที่สวยงาม 4-5 แห่ง ทั้งเป็นต้นกำเนิดของลำน้ำแม่วงก์ที่สำคัญของจังหวัดนครสวรรค์ นอกจากนี้ ยังมีแก่งหินทำให้เกิดน้ำตกเล็กๆ ตามแก่งหินนี้ ตลอดจนมีหน้าผาที่สวยงามตามธรรมชาติ

4. อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม : อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม มีเนื้อที่ประมาณ 62,437.50 ไร่ หรือ 99.9 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่อยู่ในท้องที่อำเภอเทพสถิต และอำเภอซับใหญ่จังหวัดชัยภูมิ มีสภาพป่าสมบูรณ์ เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารของลุ่มน้ำชีและแม่น้ำป่าสักมีจุดเด่นทางธรรมชาติที่สวยงามหลายแห่ง โดยเฉพาะทุ่งดอกกระเจียว

 

ทั้งหมดนี้เป็นอุทยานแห่งชาติที่ควรค่ากับการไปท่องเที่ยวช่วงหน้าฝน 2562 ที่เอามาแนะนำกัน ใครที่สนใจอยากไปท่องเที่ยวช่วงหน้าฝนแบบนี้ วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หรือช่วงไหนว่าง ๆ ก็สามารถแวะไปได้ ชวนครอบครัวและเพื่อนฝูงไปเที่ยวกันเยอะ ๆ แล้วออกไปเที่ยวไทยด้วยกัน และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ : ข้อมูลจาก กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

 


กินอยู่เป็น_วิ่งไหนดีที่ไม่ใช่สวนสาธารณะ_web.jpg

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมสถานที่วิ่งออกกำลังกายนอกเหนือจากสวนสาธารณะในพื้นที่ของกรุงเทพฯ มาฝากเหล่าสาวกคนรักการวิ่งออกกำลังกายหรือเดินเพื่อสุขภาพ

สำหรับสาวกคนรักสุขภาพ โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกายอย่างการวิ่งหรือเดินเพื่อสุขภาพ ส่วนใหญ่เมื่ออยากวิ่งออกกำลังกาย ก็จะไปวิ่งที่สวนสาธารณะหรือไม่ก็ในฟิตเนส แต่จริง ๆ แล้ว พื้นที่ที่สามารถไปวิ่งออกกำลังกายมีมากมายหลายแห่ง ไม่ได้จำกัดเพียงแค่ในสวนสาธารณะใหญ่ ๆ อย่าง สวนจตุจักร สวนรถไฟ สวนลุมพินี สวนเบญกิตติ ฯลฯ แต่ยังมีพื้นที่ที่ใช้สำหรับวิ่งออกกำลังกายได้อีกด้วย

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงรวบรวมสถานที่วิ่งออกกำลังกายนอกเหนือจากสวนสาธารณะในพื้นที่ของกรุงเทพฯ มาฝากเหล่าสาวกคนรักการวิ่งออกกำลังกายหรือเดินเพื่อสุขภาพ

1. เลียบทางด่วน เอกมัย-รามอินทรา (ถนนประดิษฐ์มนูธรรม)

พื้นที่ถนนเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา เป็นสถานที่ที่ต้องการแนะนำเป็นพิเศษ เพราะเส้นทางนี้คุณจะวิ่งไปได้เรื่อย ๆ บนเส้นทางจักรยานเล็ก ๆ ที่รองรับผู้ที่ออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยานและการวิ่งออกกำลังกาย มีเส้นทางให้วิ่งตั้งแต่บริเวณพระราม 9  ประชาอุทิศ  ลาดพร้าว  เกษตร-นวมินทร์ และไปสิ้นสุดที่รามอินทรา รวมระยะทางทั้งสิ้น 14 กิโลเมตร ซึ่งเมื่อคุณวิ่งไปและวิ่งกลับมาถึงจุดเริ่มต้น (พระราม 9 – รามอินทรา – พระราม 9) จะเป็นระยะทางรวมทั้งสิ้น 26 กิโลเมตรเลยทีเดียว ฉะนั้น สะดวกระยะไหนก็วิ่งระยะนั้น อย่าหักโหมจนเกินไป

2. เซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์

ที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ มีลานวิ่งออกกำลังกาย Sky walk บริเวณชั้น 3 ของห้าง ให้บริการแก่ผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกาย มีระยะทาง 250 เมตร/รอบ เปิดให้บริการตั้งแต่ 06:00-22:00 น. ทุกวันไม่มีวันหยุด นอกจากนี้ มีตู้ล็อคเกอร์ให้บริการผู้ที่มาใช้บริการ (ต้องนำกุญแจมาเอง) ที่สำคัญ ใช้บริการฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย

3. ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ

ที่ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ มีลานวิ่ง Sky Running อยู่บนชั้น 5 ภายในอาคาร จุดเด่นของที่นี่คือเป็นลานวิ่งแห่งแรกและแห่งเดียวที่เป็นลู่วิ่งในร่มที่มีแอร์ ฉะนั้นแล้วนักวิ่งที่มาวิ่งที่นี่จะไม่ต้องมาเจอกับปัญหาอากาศร้อนหรือฝนตกหนักอีกต่อไป ส่วนระยะทางต่อรอบอยู่ที่ 412 เมตร เทียบเท่าลู่วิ่งมาตรฐาน มีตู้ล็อคเกอร์ให้บริการผู้ที่มาใช้บริการ (ต้องนำกุญแจมาเอง) นอกจากนี้ ยังมีระบบจับรอบสำหรับเก็บระยะทางด้วยบลูทูธ ที่อาศัยการทำงานของแอปพลิเคชัน Sky Running โชว์ระยะทางวิ่งบนหน้าจอทุกครั้งที่คุณวิ่งผ่านจุด Check Point หมดปัญหาเรื่องสัญญาณ GPS ที่ไม่เสถียร โดย Sky Running แห่งนี้จะเปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่ 06:00-22:00 น. ที่สำคัญ ใช้บริการฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย

4. สวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ท่ารถไฟ

สวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ท่ารถไฟ อยู่ติดกับโรงพยาบาลศิริราช ในทุก ๆ วันช่วงเช้าและช่วงเย็น จะมีนักวิ่งมาวิ่งออกกำลังกายเป็นจำนวนมาก สัมผัสบรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีระยะทางประมาณ 400 เมตร/รอบ เปิดพื้นที่ให้เข้ามาบริการทุกวัน

5. อนุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ม.รามคำแหง หัวหมาก

อนุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ตั้งอยู่ภายในมหาวิทยาลัยรามคำแหง หัวหมาก พื้นที่แห่งนี้เป็นสถานที่สำหรับให้นักศึกษา พนักงาน และบุคคลทั่วไปเข้ามากราบสักการะพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ลานพ่อขุนฯ มีความกว้างประมาณ 130-140 เมตร ในช่วงเย็น ๆ หลัง 17:00 น. เป็นต้นไป จะมีคนเข้ามาวิ่งเป็นจำนวนมาก ทั้งนักวิ่งที่มาวิ่งเพื่อออกกำลังกาย รวมไปถึงกลุ่มนักศึกษาที่มาวิ่งเพื่อแก้บน เป็นต้น นอกจากนี้ มีบริการธูปเทียนเพื่อให้ผู้ที่เดินทางมา ณ ที่แห่งนี้ได้กราบไหว้ ขอพร สักการะพ่อขุนรามฯ เพื่อความเป็นสิริมงคล

6. สนามฟุตบอล มศว ประสานมิตร

พื้นที่แห่งนี้ตั้งอยู่ภายในมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร โดยในช่วงเช้าและช่วงเย็นจะมีผู้คนมาวิ่งออกกำลังกายเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นพนักงานที่ทำงานอยู่ในละแวกถนนอโศกมนตรี ใช้เวลาหลังเลิกงานลงมาวิ่งออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ โดยมีระยะทางประมาณ 500 เมตร/รอบ

 

สำหรับสถานที่ที่กล่าวมาข้างต้นนี้ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนที่ชื่นชอบการวิ่งออกกำลังกายหรือเดินเพื่อสุขภาพ เผื่อไว้กรณีเบื่องการวิ่งในสวนสาธารณะแล้ว ก็ลองปรับเปลี่ยนสถานที่มาวิ่งนอกสวนสาธารณะบ้าง รับรองเลยว่า เสียเหงื่อกับการออกกำลังกายไม่แพ้กับการวิ่งในสวนสาธารณะอย่างแน่นอน และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


กินอยู่เป็น_รับปริญญาทั้งที-วางแผนดี-ๆ-ประหยัดเงินได้อีกเยอะ_web.jpg

เรียนจบแล้ว จะเป็นบัณฑิตใหม่ทั้งที การใช้จ่ายเงินสำหรับพิธีสำคัญของชีวิตถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องวางแผนการใช้จ่ายดี ๆ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอแนะนำเคล็ดลับวิธีวางแผนค่าใช้จ่ายในงานรับปริญญา ถ้าวางแผนการใช้เงินดี ๆ การรับปริญญาครั้งนี้จะประหยัดเงินในกระเป๋าไปได้อีกเยอะเลยทีเดียว

เมื่อเรียนจบจากมหาวิทยาลัยแล้ว อีกหนึ่งกิจกรรมของผู้สำเร็จการศึกษาทุกระดับชั้นที่ตั้งหน้าตั้งตารอคอย ก็คือกิจกรรมวันสำเร็จการศึกษา หรือ วันรับปริญญา ที่มหาวิทยาลัยจะได้จัดพิธีประสาทปริญญาบัตรขึ้นให้แก่บัณฑิตผู้สำเร็จการศึกษา กิจกรรมนี้จะมีขึ้นทุก ๆ มหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นของต่างประเทศหรือในประเทศไทย

แต่ในประเทศไทย วันสำเร็จการศึกษา หากเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ จะเรียกว่า พิธีพระราชทานปริญญาบัตร ถือได้ว่าเป็นประเทศเดียวที่พระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จมาเป็นองค์ประธานในพิธีฯ ส่วนมหาวิทยาลัยเอกชน จะเรียกกิจกรรมนี้ว่า พิธีประสาทปริญญาบัตร ซึ่งมีนายกสภาฯ เป็นประธานในพิธีฯ (บางมหาวิทยาลัยเอกชน มีการกราบบังคมทูลเชิญพระบรมวงศานุวงศ์ ทรงพระกรุณาเสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีฯ)

ดังนั้น เมื่อถึงวันสำคัญ ว่าที่บัณฑิตใหม่ควรมีการเตรียมตัว โดยเฉพาะเรื่องของค่าใช้จ่ายในวันรับปริญญา ซึ่งมีอยู่มากมายหลายสิ่งอย่าง ทั้งค่าชุด จองรูปถ่าย ช่างภาพ แต่งหน้า ทำผม ฯลฯ เพราะวันรับปริญญาก็ถือว่าเป็นสำคัญที่สุดวันหนึ่งของชีวิต อาจจะต้องมีค่าใช้จ่ายมากกว่าปกติ บางคนหมดเงินไปเป็นหมื่นเลยก็มี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอแนะนำเคล็ดลับวิธีวางแผนค่าใช้จ่ายในงานรับปริญญา มาดูกันว่า เราจะสามารถทำวันพิเศษนี้ให้ประหยัดขึ้นได้อย่างไร บอกเลยว่า ถ้าวางแผนการใช้เงินดี ๆ การรับปริญญาครั้งนี้จะประหยัดเงินในกระเป๋าไปได้อีกเยอะเลยทีเดียว

1. วางแผนล่วงหน้า : เตรียมการไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เลยว่า รับปริญญาทั้งทีจะต้องมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง อาทิ ชุดครุย ค่าที่พัก ค่ารถ ค่าช่างภาพ ค่าแต่งหน้า จดไว้ให้ดีและครบถ้วน เพราะเราจะได้ทราบค่าใช้จ่ายล่วงหน้าว่าต้องจ่ายกี่บาท ประหยัดล่วงหน้า เสียเวลาน้อยที่สุด ไม่ต้องซื้อของกระทันหัน

2. เช่าชุดครุยแทนการซื้อ : หากบ้านใครมีกำลังทรัพย์ก็สามารถสั่งตัดชุดครุยใหม่ได้ตามอัธยาศัย แต่สำหรับบางคนคิดว่าการเช่าน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพราะเราใช้ชุดครุยสำหรับการเข้าร่วมพิธีฯ เพียงเพียงไม่กี่วัน แถมยังไม่ต้องซักคืนอีกด้วย เพราะทางร้านมีบริหารซักให้ด้วยหลังใช้ บอกเลยว่าหากเช่าชุดครุย ค่าใช้จ่ายจะประหยัดขึ้นอีกหนึ่งเท่าตัวเลยทีเดียว

3. รองเท้ารับปริญญา : หารองเท้าที่สุภาพเรียบร้อย ใส่สบาย และสามารถใช้ได้อีกหลายโอกาส เช่น สมัครงาน สัมภาษณ์งาน แบบชนิดที่เรียกได้ว่า ซื้อทีเดียวใช้ได้หลายโอกาส ประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้อีกเยอะ

4. จองที่พักตั้งแต่เนิ่นๆ : สำหรับบัณฑิตที่ต้องไปรับปริญญาในต่างจังหวัด การจองห้องพักถือว่าสำคัญมาก ๆ ทันทีที่เราได้กำหนดการวันพิธีฯ ควรรีบติดต่อจองที่พักโดยเร็วที่สุด พยายามเลือกพื้นที่ใกล้ ๆ มหาวิทยาลัยหรือสถานที่จัดพิธีฯ เราก็จะได้ที่พักที่ใกล้และราคาถูกตามกำลังทรัพย์ของเรา แถมยังช่วยประหยัดค่ารถ ค่าเดินทางได้อีกด้วย แต่หากครอบครัวไหนมีญาติอยู่ใกล้สถานที่จัดพิธีฯ ก็ถือโอกาสขอไปค้างคืนสัก 1-2 คืน จะประหยัดค่าที่พักได้อีกทาง

5. ช่างภาพ : พยายามเลือกหาช่างภาพที่ถ่ายรูปแล้วถูกใจตนเอง อย่าพยายามให้เพื่อนช่วยเลือกให้ ให้ภาพถ่ายออกมาเป็นสไตล์ที่เราชอบ และดูผลงานการรีวิวเยอะๆ บางทีช่างภาพอาจจะถ่ายได้สวยถูกใจเพื่อน แต่อาจจะไม่ใช่สไตล์ที่เราชอบ จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจภายหลัง ที่สำคัญควรนัดเวลาให้เหมาะสม จะครึ่งเช้า ครึ่งบ่าย หรือเต็มวัน ก็ตามกำลังทรัพย์ของเรา พูดคุยหรือตกลงกับช่างภาพว่าชอบแบบไหน ก็จะได้ผลงานออกมาเป็นที่น่าพอใจกับจำนวนเงินที่เราจ่ายไป

แต่หากใครทุนน้อย ลองหาเพื่อนสนิท ถามไถ่ดูว่า พอจะมีเวลาว่างมาถ่ายรูปให้ไหม สะดวกไหม หากเพื่อนตบปากรับคำมาถ่ายให้ก็ตอบแทนน้ำใจเพื่อนสักเล็กน้อย เช่น พาไปเลี้ยงข้าว เลี้ยงน้ำ ให้หายเหนื่อย เป็นต้น

6. ช่างแต่งหน้าช่างผม : หากบัณฑิตเป็นผู้ชายก็สบาย ๆ ไม่ต้องพิถีพิถันมาก ใบหน้าเกลี้ยงเกลา เซตผมเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอ แต่หากเป็นบัณฑิตผู้หญิง แน่นอนว่าหน้าผมต้องเป๊ะเว่อร์ไว้ก่อน ขอแนะนำว่า สำหรับบัณฑิตทุกเพศ ทุกวัย ลองประเมินฝีมือการแต่งหน้าของตัวเองดูก่อน ว่าเรามั่นใจพอไหมที่จะแต่งหน้าทำผมเอง หากมั่นใจก็ทำเลย ประหยัดเงินได้หลายบาท แต่หากไม่มั่นใจในฝีมือ ก็จ้างช่างแต่งหน้าทำผมดีที่สุด เพราะวันสำคัญมีเพียงไม่กี่วัน ลองดูตามกำลังทรัพย์ของเรา

 

สุดท้าย หากเราวางแผนดี ๆ เอาตั้งแต่เนิ่น ๆ แบบว่าเรียนใกล้จบปี 4 ก็วางแผนรอได้เลย ก็จะทำให้ช่วยลดค่าใช้จ่ายในวันสำคัญแห่งชีวิตได้ และสามารถนำเงินที่เหลือนี้ไปใช้ในส่วนอื่นได้อีกด้วย บอกเลยว่ารับปริญญาทั้งที รวยอย่างเดียวคงจะไม่ได้ ต้องใช้เงินอย่างชาญฉลาด ใช้เงินให้เป็นถือเป็นเรื่องที่ดีที่สุด และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


กินอยู่เป็น_ท้อแท้อยู่ใช่ไหม-มาเพิ่มพลังชีวิตให้ตัวเองดีกว่า_web.jpg

เคยไหม? เรื่องบางเรื่องทำให้เราเกิดความท้อแท้ในชีวิต จากปัญหาที่กำลังเผชิญในเรื่องต่าง ๆ ทำให้เราหมดกำลังใจในการใช้ชีวิต กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะพาไปรู้จักกับเทคนิคการเพิ่มพลังชีวิตให้กับตัวเอง ในวันที่จิตใจอ่อนแอ

เคยไหม? ในชีวิตของเรามีเรื่องบางเรื่องที่ทำให้เราเกิดความท้อแท้ในชีวิต จากปัญหาที่กำลังเผชิญในเรื่องต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรัก การงาน การเงิน ครอบครัว การใช้ชีวิต ฯลฯ ซึ่งส่งผลทำให้เราหมดกำลังใจในการใช้ชีวิตต่อไป ไม่เป็นอันกิน ไม่เป็นอันทำงาน ทำการ อยู่ในภาวะเครียด ไม่มีความสุข แหม! ก็คนมันท้อแท้นี่นา เชื่อว่าใครหลาย ๆ คนเคยมีความรู้สึกแบบนี้กันมาบ้าง

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะพาทุก ๆ คน โดยเฉพาะคนที่กำลังท้อแท้ในชีวิต ไปรู้จักกับเทคนิคการเพิ่มพลังชีวิตให้กับตัวเอง ในวันที่จิตใจอ่อนแอ แม้ว่าในบางครั้งที่เราประสบกับปัญหา เราไม่เห็นใครเข้ามาให้ความช่วยเหลือหรือปลอนโยนจิตใจของเรา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า คุณจะต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดายแล้วทำอะไรต่อไม่ได้ เพราะไม่มีใครมาให้กำลังตัวเราเลย จริง ๆ แล้วเราเองก็สามารถเติมพลังชีวิตให้กับตัวเองได้ ลองมาดูกันดีกว่าว่าเทคนิคการให้กำลังใจตัวเองในวันที่เราอ่อนแอนั้นสามารถทำได้อย่างไรบ้าง

1.ระบายมันออกมา : มีเรื่องทุกข์ใจหรือไม่สบายใจ อย่าเก็บเอาไว้ให้ทุกข์ใจเพียงคนเดียว จงระบายความอัดอั้นตันใจนั้นออกมา ลองหาคนที่เราไว้ใจสักคน แล้วเล่าเรื่องดังกล่าวให้เขาฟัง เพราะการระบายให้ใครสักคนได้ฟัง ถือเป็นการช่วยให้เราไม่รู้สึกอึดอัดจนเกินไป

2. ลืมๆ ไปบ้าง : เรื่องบางเรื่องคิดไปก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น ฉะนั้น ลองปล่อยวางดูบ้าง ทำเป็นลืม ๆ ไป เดี๋ยวเรื่องทุกอย่างก็จะผ่านไปได้เอง

3. ยอมรับ : ในวันที่ใจเราอ่อนแอ วิธีที่สามารถทำได้ง่ายๆ เลยก็คือ “การยอมรับ” ยอมรับว่าจิตใจคนเราย่อมมีการอ่อนแอเป็นเรื่องธรรมดา หากเราทำใจยอมรับมันให้ได้ เราก็จะสามารถกลับมาเข้มแข็งได้อีกครั้ง

4. หาสิ่งที่ชอบทำ : หากเกิดความท้อแท้ขึ้นในชีวิต แล้วทำอะไรต่อไม่ได้ ลองหาสิ่งที่ตนเองชอบทำ อาทิ งานอดิเรกต่าง ๆ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากสิ่งที่ทำให้เราเกิดความท้อแท้ แรกๆ อาจจะช่วยได้ไม่มาก แต่ถ้าคุณลองหากิจกรรมที่คุณชอบจริงๆ ลองทำดู สักพักหนึ่งคุณก็อาจจะลืมเรื่องที่ทำให้เราอ่อนแอไปได้

ฉะนั้น เวลาที่เกิดภาวะจิตใจอ่อนแอ สิ่งแรกที่เราทำได้ คือ การยอมรับความจริงที่ว่า ไม่มีอะไรเป็นไปอย่างที่ใจเราคิดเสมอไป หากตัวเราคิดได้เช่นนี้ ปัญหาที่หนักอยู่ก็อาจจะเบาบางลงได้นั่นเอง และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


กินอยู่เป็น_เลิกซะ-พฤติกรรมเสี่ยง-ดื้อยา-รักษาไม่หายเหมือนตายทั้งเป็น_web.jpg

“อาการดื้อยา” หนึ่งในภาวะที่เกิดขึ้นกับคนทั่วไปหลาย ๆ คน ผลมาจากการรับประทานยารักษาโรคที่ซื้อตามร้านขายยาทั่วไป และรับประทานยาแบบผิดวิธี กระทั่งยาตัวดังกล่าวไม่สามารถรักษาให้หายได้

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอพาทุก ๆ ท่านไปรู้จักกับเรื่องราวของ “อาการดื้อยา” หนึ่งในภาวะที่เกิดขึ้นกับคนทั่วไปหลาย ๆ คน ผลมาจากการรับประทานยารักษาโรคนั่นเอง จริง ๆ แล้ว อาการดื้อยา หมายถึง ภาวะที่เชื้อแบคทีเรียต่อต้านยาปฏิชีวนะ ส่งผลการรักษาผู้ป่วยติดเชื้อไม่ได้ผลดีดังเดิม จากการรับประทานยาตัวเดิมแล้วอาการไม่ดีขึ้น จนต้องเปลี่ยนเป็นยาที่มีฤทธิ์แรงขึ้นเรื่อย ๆ จนสุดท้าย อาการยังคงเดิม ไม่ดีขึ้น กระทั่งไม่สามารถรักษาให้หายด้วยการรับประทานยาได้ ต้องใช้เวลารักษานานขึ้น เสียค่าใช้จ่ายในการรักษามากขึ้นกว่าเดิม หรือบางรายมีโอกาสเสี่ยงเสียชีวิตจากอาการดื้อยามากขึ้น

ข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ระบุว่า คนไทยติดเชื้อแบคทีเรียดื้อยาประมาณ 88,000 คน/ปี และเสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาประมาณ 20,000-38,000 ราย/ปี ซึ่งมีจำนวนมากกว่าผู้เสียชีวิตจากโรคหัวใจขาดเลือดและผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุการขนส่ง ทั้งนี้คาดว่าในอีก 30 ปีข้างหน้า ทั่วโลกอาจจะมีผู้เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาถึงปีละกว่า 10 ล้านคน

สาเหตุหนึ่งของการเกิดอาการดื้อยา ส่วนใหญ่มาจากการที่คนไทยหาซื้อยามารับประทานเองตามร้านขายยาทั่วไป โดยไม่ต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์ และรับประทานยาแบบผิดวิธี จะเห็นบ่อย ๆ ก็คือยาประเภทยาปฏิชีวนะ เนื่องจากหาซื้อ ได้อย่างง่ายดาย ราคาไม่แพงมาก ผู้คนส่วนใหญ่เมื่อเจ็บป่วยจึงเลือกรับประทานยาจากร้านขายยามากกว่าการไปหาหมอเพื่อรักษาตัว โดยคิดเพียงแค่ว่า ประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่ต้องจ่ายเงินแพงไปกับค่ารักษาพยาบาล

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอแนะนำ 10 พฤติกรรมเสี่ยงอาการดื้อยาที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันการลดอาการดื้อยา หากไม่หยุดพฤติกรรมเสี่ยง อาจส่งผลให้ผู้ป่วยรักษาโรคได้ลำบากขึ้น เสี่ยงดื้อยาในอนาคตและอันตรายต่อร่างกายเราได้

1. หลีกเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่แยกแยะว่าเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส

2. หลีกเลี่ยงการซื้อยามารับประทานเองทุกครั้งเมื่อมีอาการหวัด เจ็บคอ ท้องเสีย ซึ่งอาการดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ทำให้การใช้ยาปฏิชีวนะจึงไร้ประโยชน์

3. หลีกเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะที่ออกฤทธิ์กว้าง รักษาอาการได้หลาย ๆ อย่าง เป็นประจำ

4. หลีกเลี่ยงการรับการฉีดยาฆ่าเชื้อจากแพทย์เมื่อเป็นไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย เจ็บคอ ฯลฯ

5. หลีกเลี่ยงการคาดหวังว่าจะได้รับยาทุกครั้งเมื่อไปพบแพทย์ด้วยอาการป่วยหรือไม่สบาย

6. หลีกเลี่ยงการรับประทานยาเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย แต่รับประทานไม่หมดตามที่แพทย์สั่ง

7. หลีกเลี่ยงการรับประทานยาอมผสมยาปฏิชีวนะทุกครั้งเมื่อมีอาการเจ็บคอ

8. หลีกเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะทา หรือโรยใส่แผลสด

9. หลีกเลี่ยงการซื้อยาชุดแก้อักเสบรับประทานเองเมื่อมีอาการป่วย

10. หลีกเลี่ยงการซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานจากบุคคลที่ไม่ใช่เภสัชกร

 

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ คือ วิธีแนะนำเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดอาการดื้อยา เมื่อเรารู้สึกตัวว่ากำลังจะเจ็บป่วยไม่ว่าจะป่วยน้อยหรือป่วยหนัก ควรศึกษาหาความรู้ถึงอาการป่วยของเราให้ดีก่อน ก่อนจะซื้อยามารับประทานเพื่อรักษาตัวเอง หากไม่มั่นใจควรไปหาหมอ เพื่อทำการรักษาจะดีที่สุด เพราะคุณหมอจะเป็นผู้วินิจฉัยอาการและวิธีรักษาได้ดีกว่า อย่าลืมว่าการคุยกันของแพทย์และคนไข้จะทำให้การรักษาเป็นไปในทิศทางเดียวกันมากที่สุด และนี่คือวิถีแห่ง “กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิ

 

ขอขอบคุณ : ข้อมูลจาก ผศ.นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย



 

หลายท่านอาจรู้จักแล้วว่า Naplab คือ Co- Working Space แนวใหม่ที่กำลังมาแรง ด้วยจุดเด่นตามคำนิยามของผู้ก่อตั้งว่าเป็น “สถานที่ทำงานสุดผ่อนคลายเหมือนอยู่บ้าน” แต่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันเหมาะกับทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะอ่านหนังสือ ทำงาน งีบหลับพักผ่อน วันนี้ ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต อาสาพามาทำความรู้จัก Naplab ในอีกแง่มุมให้มากขึ้น ผ่านการบอกเล่าของคุณปิยวัฒน์ ปาณีนิจ หรือ คุณณัฐ ผู้จัดการ Naplab สาขาวังหลัง ซึ่งเป็นอีกคนที่คลุกคลีกับ Naplab มาตั้งแต่สาขาแรกที่จุฬา………

“เชื่อไหมว่า เคยมีน้องๆ นักเรียนมาใช้บริการพักอยู่ที่นี่เป็นเดือนเลย ในช่วงสอบ GAT PAT โดยเรามี Facilities ให้หมด ยกเว้นเรื่องเสื้อผ้าที่น้องเค้าเอาไปซักข้างนอก เรามีห้องอาบน้ำ น้องสามารถซื้อของเข้ามาทานได้ มีกล้องวงจรปิดเพื่อความปลอดภัย มีพื้นที่ทำงาน อ่านหนังสือ นั่งเล่น นั่งคุย นั่งถาม มี wifi ให้ตลอด”  คุณณัฐ เปิดบทสนทนาพร้อมรอยยิ้ม ก่อนขยายความถึงตัวตน Naplab

 

เน้นขาย “ความสบาย อิสระ แต่ต้องเคารพสิทธิผู้อื่น”

จุดเริ่มต้น Naplab เกิดจากแนวคิดของคุณอาทิตย์ เสมอกาย เจ้าของและผู้ออกแบบ Naplab ที่อยากให้มีสถานที่ทำงานเสมือน “ทำงานบ้านเพื่อน” ที่สามารถอยู่ได้แบบ 24 ชั่วโมง หิวข้าว หิวน้ำก็นำมาทานได้ทุกเมื่อ นำมาสู่ Co Working Space แนวใหม่ที่ได้รับความนิยมแพร่หลายในกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และวัยทำงาน

นอกจากจุดเด่นด้านดีไซน์ที่รีแล็กซ์ และเติมฟังค์ชั่นต่างๆ ให้ใช้งาน พักผ่อน เล่น หรือ จับกลุ่มทำงานครบครันแล้ว อีกจุดขายสำคัญ คือ “ความสบาย อิสระ แต่ต้องเคารพสิทธิผู้อื่น” เพราะทีมบริหารมองว่าถ้ามีกฎ หรือ ข้อห้ามมากเกินไปอาจกระทบต่อความสะดวกสบายและความรู้สึกของผู้ใช้งาน อาจทำให้คิดงานไม่ออก เข้ามาแล้วเครียด

ดังนั้นจึงผสานระหว่างความคล้ายห้องสมุด แต่ฉีกกฎเพื่อแก้ปัญหาจากข้อจำกัดของสถานที่โดยปรับใส่คุณค่าความเป็นมนุษย์เข้าไปมากขึ้น เพราะทีมบริการเข้าใจดีพฤติกรรมมนุษย์ว่าการทำงาน ต้องมีการพักผ่อน ทานอาหาร หรือ ผ่อนคลายรวมอยู่บ้าง แต่กิจกรรมนั้นต้องไม่รบกวน ละเมิดสิทธิผู้อื่นด้วย

“ที่นี่เราอยากให้สบายๆ เป็นกันเอง อย่างคนไหนที่มาประจำเราก็จะคุยเล่น บางคนกลายเป็นเพื่อนกันไปเลย จุดแข็งของเราคือ เรามีฐานคนที่รู้จักเรา ที่รู้จักตัว Naplab”

 

2 สาขา 1 คอนเซ็ปต์ แต่ต่างกลุ่มลูกค้า

ปัจจุบัน Naplab มีทั้งสิ้น 2 สาขา โดยสาขาแรก ตั้งอยู่ที่จุฬาซอย 6 มีการตอบรับค่อนข้างดี ทำให้เห็นว่ายังมีผู้คนที่คิดเหมือน Naplab ว่าควรมีพื้นที่ลักษณะนี้สำหรับการทำงาน จึงเป็นที่มาของการขยายสู่สาขาล่าสุดคือ สาขาวังหลัง ตั้งอยู่ชั้น 4 อาคารท่าวังหลัง โดย 2 สาขาจะมีคอนเซ็ปต์เดียวกัน คือ เน้นขายความสบายเป็นกันเองและมีอิสระ แต่สิ่งที่ต่างกัน คือ กลุ่มลูกค้า

“การทำธุรกิจของ Naplab เราเน้นที่ User experience เขาเสียค่าใช้จ่ายมาแล้ว เขาไม่ได้ซื้อแค่พื้นที่อย่างเดียว เขาซื้อความรู้สึกด้วย ความรู้สึกในการมานั่งทำงาน ความรู้สึกในการมาเจอเพื่อน มันมี experience บางอย่างที่มันไม่สามารถสร้างได้ ทุกอย่าง บรรยากาศ มันเป็นการเริ่มต้นบนจุดที่เหมือนกัน คือ คอนเซ็ปต์สบายๆ เป็นกันเอง” คุณณัฐ ขยายความพร้อมเล่าต่อว่า

ในส่วนสาขาจุฬา ช่วงเริ่มแรกคาดว่าผู้เข้ามาใช้หลักน่าจะเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยและคนวัยทำงาน แต่ปรากฏว่า Naplab กลับถูกใจของน้องๆ มัธยมด้วยเพราะว่าเปิด 24 ชั่วโมงและมีระบบความปลอดภัยที่ดี ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากผู้ปกครองของเด็กกลุ่มนี้ว่าเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยและวางใจ

ขณะที่สาขาวังหลัง แม้ออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์เดียวกัน แต่ก่อนลงมือทำก็ได้เข้าไปพูดคุยกับเป้าหมายหลัก ได้แก่ แพทย์ นักศึกษาแพทย์ นักศึกษาธรรมศาสตร์ เจาะถึงสิ่งที่อยากได้ หรือ อยากให้เป็น เพื่อตอบโจทย์ตรงความต้องการคนกลุ่มนี้ ทำให้พบว่ากลุ่มนี้จะค่อนข้างจริงจังกับการอ่านหนังสือ สาขานี้จึงมีความแตกต่างของบรรยากาศที่ดูเคร่งขรึมและเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นกว่าสาขาแรก แต่ยังอยู่ในคอนเซ็ปต์เดียวกัน

 

ใส่ใจทุกความคิดเห็นลูกค้า

การที่ Naplab เติบโตมาถึงปัจจุบัน คุณณัฐบอกว่าส่วนหนึ่งต้องขอบคุณลูกค้าทุกท่าน ทั้งที่เข้ามาใช้บริการและร่วมแสดงความคิดเห็น โดยทีมบริหารจะให้ความสำคัญมากกับทุกความเห็น เพราะทั้งหมดนี้คือ Customer experience ที่ต้องนำมาใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาบริการให้ตอบโจทย์สูงสุด และสร้างความประทับใจสูงสุดแก่ลูกค้า

“เมมเบอร์ของเราบางคน มานั่งมาคุยกับเราบ่อย จนลูกค้าเข้าไปสอบถามเพราะคิดว่า เมมเบอร์คนนั้นเป็น สตาฟของเราก็มี ซึ่งมีอะไรตลกๆ แบบนั้นอยู่ จนรู้สึกว่านี่คือความน่ารัก ที่เราจะรักษา Strength ตรงนี้ของเราไว้ โดยไม่อยากคิดว่าใครเป็นคู่แข่ง เราจะเน้นการมองตัวเราเอง และ คนที่รักเรา ลูกค้าเราเป็นหลัก” ผู้จัดการหนุ่มกล่าวทิ้งท้าย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สำหรับผู้สนใจเข้าใช้บริการ สามารถไปใช้บริการได้ที่ NapLap สาขาจุฬาฯ ซอย 6 และสาขาวังหลัง ใกล้ที่ไหน สะดวกที่ไหน แวะเข้าไปใช้บริการกันได้ ส่วนอัตราค่าบริการจะมีราคาแตกต่างกันไป มีทั้งราคาสำหรับบุคคลทั่วไปและราคาสำหรับนักเรียน-นักศึกษา เมื่อถึงที่ Naplab ให้ติดต่อชำระเงินที่บริเวณเคาวเตอร์ จากนั้นจะได้สลิปผ่านประตู เพียงแค่นี้ คุณก็จะได้เข้าไปสัมผัสกับบรรยากาศสถานที่ทำงาน Co-working space สุดแนวที่คุณจะต้องมีความสุขและประทับใจอย่างแน่นอน และนี่คือวิถีแห่ง “กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

อัตราค่าบริการ

Naplab สาขาจุฬาฯ ซอย 6

ในภาพอาจจะมี ข้อความ

ในภาพอาจจะมี ข้อความ

 

Naplab สาขาวังหลัง 

ในภาพอาจจะมี ข้อความ

ในภาพอาจจะมี ผู้คนกำลังนั่ง และข้อความ


กินอยู่เป็น_การเมือง-เรื่องใกล้ตัว-มีแต่เรื่องปวดหัว-ไม่รู้จะทำตัวอย่างไรดี_web.jpg

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอพาทุก ๆ ท่านไปติดตามเรื่องราวเรื่องหนึ่ง ซึ่งถือได้ว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวเราเลยก็ว่าได้ คงจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เรื่องของ “การเมือง” ไม่ได้เป็นเรื่องของผู้ใหญ่หรือกลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแล้ว แต่ตอนนี้ เรื่องของ “การเมือง” กลายเป็นเรื่องที่เข้าถึงคนทุกเพศทุกวัยแล้ว สังเกตได้จากในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นวงสนทนาของคนวัยไหนหรือกลุ่มไหนก็ตาม “การเมือง” จะเป็นอีกหนึ่งหัวข้อที่จะต้องมีการพูดคุย ถกเถียง แสดงความคิดเห็นกันในวงสนทนา หรือแม้กระทั่งแสดงความคิดเห็นบนโลกออนไลน์ เป็นต้น

ปัจจัยที่ทำให้ “การเมือง” กลายเป็นเรื่องที่อยู่ใกล้ตัวเรามากขึ้นมาดูกันว่า มีปัจจัยอะไรบ้างที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ จนทำให้เรื่องของการเมืองกลางเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เข้าไปอยู่ในชีวิตของคนทุกเพศทุกวัย กระทั่งกลายเป็นวาระสำคัญในวงการสนทนาของกลุ่มคน ทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน วัยผู้ใหญ่ และ วัยชรา

1. เพราะเราทุกคนอยู่ภายใต้การปกครอง : มนุษย์ทุกคนที่อาศัยอยู่ภายในประเทศนี้ ล้วนอยู่ภายใต้การปกครองของผู้นำประเทศ ต้องประพฤติ ปฏิบัติตัวให้ถูกต้องตามกฎหมายที่กำหนดไว้ หากทำผิดก็จะถูกลงโทษ

2. เพราะการเมืองเป็นเรื่องที่จะอยู่กับเราไปจนวันตาย : ความสัมพันธ์ของประชาชนกับการเมืองการปกครองมีความเกี่ยวข้องกับทุกด้านของชีวิตอย่างมากไปจนตาย อย่างเช่น เมื่อเราต้องการเปลี่ยนแต่งงานก็จะต้องจดทะเบียนสมรส เพื่อการให้การแต่งงานถูกต้องตามกฎหมาย คือรัฐรับรู้การแต่งงาน เห็นดีเห็นชอบ และมีผลทางกฎหมาย หรือหากคนในครอบครัวเสียชีวิต ก็จะต้องดำเนินการแจ้งตาย เพื่อให้ภาครัฐทราบว่ามีบุคคลเสียชีวิตลงและสาบสูญแล้ว เป็นต้น นอกจากนี้ การดำเนินชีวิตของเราจะต้องอยู่ภายใต้อำนาจกฎเกณฑ์ของการเมืองการปกครองแต่ละรัฐบาลที่มีนโยบายต่าง ๆ สำหรับการบริหารประเทศแตกต่างกันไป เราเองก็จะต้องปรับตัวให้เข้ากับการดำเนินชีวิตของคนส่วนใหญ่ให้ได้

3. เพราะการเมืองมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน : เพราะรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศมีอำนาจในการออกคำสั่งต่าง ๆ หรือกฎระเบียบต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนปฏิบัติตาม อย่างเช่น การประกาศเคอร์ฟิวส์เพื่อรักษาความปลอดภัยของประเทศที่ห้ามประชาชนอกนอกเคหะสถานในยามวิกาล เป็นต้น ดังนั้น การเมืองจึงมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตอย่างมาก

4. เพราะการเมืองเป็นเรื่องที่เราต้องฝากชีวิตส่วนหนึ่งไว้ที่รัฐบาลนั้นๆ ที่เข้ามาบริหารประเทศ : ชีวิตเราจะขับเคลื่อนไปในทิศทางไหนนั้น ส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับการบริหารงานของรัฐบาลนั้น ๆ ด้วยเช่นกัน ด้วยนโยบายต่าง ๆ ที่อาจจะส่งผลต่อการใช้ชีวิตของประชาชนทั้งประเทศ อย่างเช่น เมื่อปี พ.ศ.2540 ที่หลายหน่วยงานต้องปิดกิจการ มีพนักงานถูกเลิกจ้าง ตกงานกันเป็นจำนวนมาก จากวิกฤติการณ์ต้มยำกุ้ง ครอบครัวบางรายที่เคยมีฐานะร่ำรวยก็กลับกลายเป็นคนจนเลยก็มี บางครอบครัวต้องขายบ้าน ขายรถ เพื่อเอาเงินมาประทังชีวิตครอบครัว เป็นต้น

 

เมื่อ “การเมือง” มีแต่เรื่องปวดหัว แล้วเราจะรับมืออย่างไรดี?

เมื่อประชาชนเปิดรับข่าวการเมืองทุก ๆ วัน ทั้งจากวิทยุ โทรทัศน์ สื่อออนไลน์ หรือแม้กระทั่งการบอกต่อ ๆ กันของมนุษย์ เรื่องบางเรื่องอาจจะส่งผลกระทบกับชีวิตของเรา ทำให้เรารู้สึกปวดหัว เครียดไปกับเรื่องนี้ด้วย แต่ถึงแม้จะปฏิเสธที่จะเลิกติดตามข่าวการเมืองก็ตาม ชีวิตของคุณก็ยังต้องวนเวียนและพบเจอกับมันอยู่ดี สุดท้ายก็หนีไม่พ้น เราลองมาดูกันดีกว่า ว่าหากเรื่องการเมืองทำให้เราปวดหัว เราจะรับมืออย่างไรดี เพื่อจะได้อยู่ได้อย่างมีความสุข

โดย นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมสุขภาพจิต ให้คำแนะนำกรณีติดตามข่าวการเมือง เปิดรับข่าวอย่างไรให้ห่างไกลจากความเครียด โดยมี 5 ข้อ ดังนี้

1. ควรใช้เวลาสำหรับติดตามข่าวสารบ้านเมืองอย่างพอดี ไม่ควรติดตามต่อเนื่องเกิน 2 ชั่วโมงขึ้นไป เพราะจะทำให้รู้สึกเครียดมากขึ้น

2. ทำกิจวัตรประจำวันให้เป็นปกติ เบี่ยงความสนใจจากข่าวสารไปเรื่องอื่น ละเว้นการรับรู้ข่าวการเมืองบ้าง โดยหันไปทำหน้าที่ของตนเอง อาทิ ไปเรียนหนังสือ ไปทำงาน หรือใช้เวลาว่างอื่น ๆ ที่ไม่ใช่การติดตามข่าวการเมืองหรือการสนทนาประเด็นการเมือง

3. เคารพความคิดเห็นแบบประชาธิปไตยที่มีความแตกต่างหลากหลายได้ ควรเปิดกว้างและรับข้อมูลข่าวสารที่แตกต่าง โดยไม่ติดตามข่าวการเมืองหรือรับข้อมูลข่าวการเมืองเพียงด้านเดียว เพราะจะทำให้ตัวเราเกิดอารมณ์รุนแรง

4. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง ช่วยให้ความเครียดลดลง

5. หาเวลาไปออกกำลังกาย ปฏิบัติธรรม ทำสมาธิ เพื่อผ่อนคลายความเครียด

 

หลังจากนี้ ไม่ว่าการเมืองจะไปในทิศทางไหนเราไม่รู้ แต่เราในฐานะประชาชนผู้ที่เป็นส่วนหนึ่งของประเทศชาติ จะต้องเรียนรู้และปรับตัวเพื่อให้สามารถใช้ชีวิตในได้อย่างมีความสุข หากเราสามารถทำได้  เราก็จะรับมือได้และอยู่บนโลกใบนี้ได้ เพราะเรามีภูมิคุ้มกันที่ดี ไม่ว่าจะมีอุปสรรคหรือปัญหาอะไรเกิดขึ้นก็ตาม และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


กินอยู่เป็น_รู้ไว้-ผู้สูงอายุดูโทรทัศน์นาน-ๆ-เสี่ยงความจำเสื่อม_web.jpg

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปดูเรื่องราวเกี่ยวกับแวดวงสุขภาพ เชื่อว่าในแต่ละวันใครหลาย ๆ คน ไม่ว่าจะคนกลุ่มหรือวัยไหนก็ตาม ต้องเปิดชมโทรทัศน์เพื่อติดตามเรื่องราวหรือข่าวสารต่าง ๆ รวมไปถึงรับชมรายการดี ๆ เพื่อสร้างความบันเทิงและเป็นเพื่อนผ่อนคลายยามเหงาของคุณ แต่รู้หรือไม่ว่า การรับชมโทรทัศน์เป็นเวลานาน ๆ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ มีความเสี่ยงที่จะความจำเสื่อมอย่างมาก

เรื่องนี้นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยคิงส์ คอลีคของลอนดอน ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป จำนวน 3,500 คน พบว่า ผู้สูงอายุที่ใช้เวลาอยู่กับการรับชมโทรทัศน์มากกว่า 3.5 ชั่วโมง จะมีแนวโน้มที่จะมีความจำลดลง 8-10 % ขณะที่ผู้สูงอายุที่ใช้เวลาในการรับชมโทรทัศน์น้อยกว่า 3.5 ชั่วโมง/วัน มีความจำลดลงเพียง 4-5 % เท่านั้น

ทั้งนี้ ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าโทรทัศน์เป็นหนึ่งในต้นเหตุของโรคความจำเสื่อมเร็วขึ้นหรือ แต่อาจเป็นได้ว่าการรับชมโทรทัศน์เป็นเวลานาน ๆ ส่งผลให้คนไม่ทำกิจกรรมกระตุ้นอื่น ๆ ประกอบการรับชมโทรทัศน์ อาทิ การอ่านหนังสือ การออกกำลังกาย ทำงานบ้าน เป็นต้น ทำให้สมองไม่ได้รับการใช้งาน เช่นเดียวกับการพัฒนาสมองในเด็กที่จะช้าลงเมื่อรับชมสื่อต่าง ๆ ผ่านจอเป็นระยะเวลานาน แต่สำหรับผู้สูงอายุจะทำให้เกิดความเสื่อมได้

ทั้งนี้ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยคิงส์ โคลีค กล่าวว่า งานวิจัยดังกล่าวเป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดภาวะความจำเสื่อมในผู้สูงอายุได้ แต่ผลวิจัยก็สะท้อนให้เราเห็นถึงความสำคัญในการใส่ใจกลุ่มผู้สูงอายุมากขึ้น ฉะนั้น บ้านของครอบครัวใดที่มีผู้สูงอายุอยู่นั้นควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างมาก พยายามหากิจกรรมให้ผู้สูงอายุทำ เพื่อให้เกิดความสมดุลในการใช้สมองทั้งสองซีกรวมถึงร่างกายด้วย

สุดท้าย เป็นไปได้ไหมว่า ความจำของเราอาจเริ่มแย่ลงและลบเลือนลงเรื่อย ๆ อาจจะบ่งบอกได้ว่า “ความชรา” กำลังจะค่อย ๆ คืบคลานมาเยือนคุณ หากคุณไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และนี่ก็คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก www.bbc.com