Welltitude

Banner_welltitude_ฝุ่น-PM.jpg

รู้หรือไม่? ฝุ่นจิ๋ว PM ที่กระจายอยู่ทั่วพื้นที่ของกรุงเทพฯ และปริมณฑลอยู่ในขณะนี้ ไม่ใช่ว่าเพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่แท้จริงแล้ว ฝุ่นละออง PM เกิดขึ้นมานานมาก

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา คนกรุงหลายคนอาจจะต้องเผชิญกับหมอกควันจาง ๆ ที่กระจายอยู่ทั่วพื้นที่ของกรุงเทพฯ และปริมณฑล หลายคนตั้งคำถามให้กับตัวเองว่า “ที่เห็นอยู่นี่ หมอกหรือควัน” แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่ทั้งหมอก และไม่ใช่ทั้งควัน แต่เป็นมลพิษทางอากาศชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า PM 2.5 หากเข้าสู่ร่างกายเมื่อไหร่ เป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างแน่นอน แล้วเราจะทำอย่างไรกันดี?

 

PM 2.5 ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น แต่ความจริงคือ “เกิดขึ้นมานานแล้ว”

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 พัดเข้ามาก่อมลพิษทางอากาศในประเทศไทยบ้านเรา ความจริงแล้ว ในประเทศไทยเกิดฝุ่นละอองขนาดเล็กมานานแล้ว เราลองย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ.2540 ความหนาแน่นของฝุ่นละอองไทยในช่วงนั้นอยู่ในระดับที่เกินกว่ามาตรฐานใน 4 พื้นที่ของกรุงเทพฯ ได้แก่

ในพื้นที่ห้วยขวาง ความหนาแน่นของฝุ่นขนาด PM10 เฉลี่ยในแต่ละเดือนของช่วงปี 2539-2549 อยู่ที่ 63 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) ก่อนที่จะลดลงมาเหลือเพียง 40 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) ในช่วงปี 2550-2561 ขณะที่ค่าเฉลี่ยของค่าสูงสุดของความหนาแน่นของฝุ่น PM10 ในแต่ละเดือนลดลงจาก 119 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) มาเป็น 62.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) ในช่วงเวลาเดียวกัน

ในพื้นที่วงเวียนใหญ่ที่ค่าเฉลี่ยของความหนาแน่นของฝุ่นขนาด PM10 ในแต่ละเดือนของช่วงปี 2539-2549 ลดลงจาก 67 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) เหลือ 35.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) ในช่วงปี 2550-2561 โดยมีค่าเฉลี่ยของค่าสูงสุดของความหนาแน่นของฝุ่นขนาด PM 10 ในแต่ละเดือนลดลงจาก 111.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) เหลือ 60 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³)

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ถนนพระรามสี่ ซึ่งมีข้อมูลตั้งแต่ปี 2545 – 2561 มีค่าเฉลี่ยของความหนาแน่นของฝุ่นขนาด PM10 ที่ 69.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) และมีค่าเฉลี่ยของความหนาแน่นสูงสุดที่ 107.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³)

และในพื้นที่บางนา ซึ่งมีข้อมูลตั้งแต่ปี 2551-2561 มีค่าเฉลี่ยความหนาแน่นของฝุ่นขนาด PM10 ที่ 40.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) โดยมีค่าเฉลี่ยของค่าสูงสุดของความหนาแน่นของฝุ่นในแต่ละเดือนอยู่ที่ 72 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³)

ขณะที่ข้อมูลฝุ่นขนาด PM2.5 พบว่า ค่าเฉลี่ยโดยรวมในแต่ละเดือนยังไม่เกินมาตรฐาน แต่เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของค่าสูงสุดในแต่ละเดือนพบว่าความหนาแน่นเริ่มสูงกว่ามาตรฐาน โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาวที่ความหนาแน่นอาจจะสูงกว่ามาตรฐานไปถึง 2-3 เท่า

ในพื้นที่วงเวียนใหญ่ ซึ่งมีข้อมูลตั้งแต่ปี 2559-2561 มีค่าเฉลี่ยของความหนาแน่นโดยรวมในแต่ละเดือนอยู่ที่ 29 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) หากดูที่ค่าเฉลี่ยของค่าสูงสุดของความหนาแน่นของฝุ่นอยู่ที่ 57.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) ซึ่งเกินค่ามาตรฐาน โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาวของแต่ละปีที่ค่าเฉลี่ยความหนาแน่นของฝุ่นอาจจะเพิ่มขึ้นไปสูงกว่า 100 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) หรือมากกว่ามาตรฐานของประเทศไทย 2 เท่า

ในพื้นที่บางนา ค่าเฉลี่ยของความหนาแน่นของฝุ่นอยู่ที่ 23.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) และมีค่าเฉลี่ยของค่าสูงสุดของความหนาแน่นที่ 45.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) โดยในช่วงฤดูหนาวมีค่าแตะระดับ 80-99 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³)

ในพื้นที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ถนนพระรามสี่ ซึ่งมีข้อมูลตั้งแต่ปี 2560-2561 พบว่ามีค่าเฉลี่ยของความหนาแน่นอยู่ที่ 27.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) และมีค่าเฉลี่ยของค่าสูงสุดของความหนาแน่นของฝุ่นในแต่ละเดือนที่ 50.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) โดยในช่วงฤดูหนาวความหนาแน่นอาจจะสูงไปถึง 80-120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³)

สำหรับการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศของประเทศไทยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา มีแนวโน้มที่ดีขึ้นในหลายพื้นที่ หากเทียบจากค่ามาตรฐานความหนาแน่นของฝุ่นของประเทศไทยที่กำหนดว่าในระยะเวลาเฉลี่ย 24 ชั่วโมงจะต้องมีปริมาณความหนาแน่นของฝุ่นขนาด PM 10 ไม่เกิน 120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) และสำหรับฝุ่นขนาด PM2.5 ต้องไม่เกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) แม้ว่าจะมีบางเดือนที่ค่าเฉลี่ยสูงกว่ามาตรฐาน ซึ่งมักจะเป็นช่วงฤดูหนาวตั้งแต่เดือนตุลาคม – กุมภาพันธ์ในแต่ละปี

 

PM 2.5 สูดบ่อยๆ เสี่ยงเกิดโรคต่างๆ

รู้หรือไม่ว่า หากฝุ่นละออง PM 2.5 เข้าไปในร่ายกายด้วยปริมาณมากๆ แน่นอนว่าส่งผลเสียต่อสุขภาพ แถมยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ อีกด้วย ดังนี้

– ระคายเคืองจมูก แสบจมูก ไอ มีเสมหะ

– โรคหลอดเลือดในสมอง

– โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง

– โรคมะเร็งปอด

– โรคหัวใจขาดเลือด

– โรคหลอดเลือดหัวใจ

– โรคติดเชื้อเฉียบพลัน

นอกจากนี้ จากผลการศึกษาของธนาคารโลก ระบุว่ามลพิษทางอากาศในประเทศไทยเป็นต้นเหตุของการเสียชีวิตก่อนวันอันควรถึงราว 50,000 ราย/ปี และคนไทยยังคงต้องเผชิญกับปัญหาอากาศที่เต็มไปด้วยมลพิษทางอากาศในระดับสูงกว่าค่ามาตรฐานขององค์กรอนามัยโลกอย่างต่อเนื่อง

 

“หน้ากาก” อุปกรณ์ป้องกัน PM 2.5

ในช่วงที่เมืองกรุงกำลังเผชิญกับมลพิษค่า PM 2.5 ทำให้หลายหน่วยงานพยายามประชาสัมพันธ์ให้คนกรุงสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งเมื่อออกจากบ้าน เพื่อป้องกัน PM 2.5 เข้าสู่ร่างกาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว หน้ากากอนามัยทั่วไปนั้นไม่สามารถป้องกันได้จริงๆ 100% เรื่องนี้ คุณเบญจวรรณ ธวัชสุภา นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ กองประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ กรมอนามัย ให้ข้อมูลว่า หน้ากากอนามัยที่จำหน่ายทั่วไปในท้องตลาด จะมีอยู่ 2 แบบ คือ หน้ากากอนามัยธรรมดา และ หน้ากากอนามัยแบบ N95 , P 100 ฉะนั้น หากต้องการป้องกันฝุ่นละออง PM 2.5 ควรใช้หน้ากาก N95 , P 100 จะป้องกันได้ดีกว่าหน้ากากอนามัยแบบธรรมดา

นอกจากนี้ เมื่อคนกรุงต้องเผชิญกับ PM 2.5 ซึ่งเป็นมลพิษที่เกินมาตรฐานทุกวัน สามารถป้องกันได้ด้วย 5 วิธีป้องกันง่ายๆ เพียงแค่

– หลีกเลี่ยงการสัมผัสฝุ่นละออง

– ปิดประตูและหน้าต่างให้มิดชิด เพื่อป้องกันฝุ่นละออง

– ใช้หน้ากากอนามัย N95, P 100 ที่มีประสิทธิภาพในการกรองฝุ่นละออง  PM 2.5

– หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมในที่โล่งแจ้งนานกว่า 12 ชั่วโมง

– ลดการใช้รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และการเผาขยะ เพื่อลดปริมาณควันในอากาศ

 

PM2.5 ไม่น่ากลัวเท่าควันบุหรี่

จริงหรือที่ว่า ค่าฝุ่น PM 2.5 ยังไม่น่ากลัวเท่ากับควันบุหรี่ เรื่องนี้ พญ.เริงฤดี ปธานวนิช รองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) เปิดเผยว่า Dr. Richard Muller นักวิจัยจากสถาบันวิจัยสภาพอากาศ Berkeley Earth แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ได้ทำการคำนวณเปรียบเทียบปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศ (PM2.5) กับปริมาณการสูบบุหรี่ พบว่า การสูบบุหรี่ 1 มวน จะทำให้เกิดมลพิษทางอากาศเทียบเท่า PM2.5 ปริมาณ 22 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งฝุ่นละอองขนาดเล็กนี้สามารถผ่านเข้าสู่ปอด กระแสเลือด และก่อให้เกิดโรคต่างๆ มากมายทั้งโรคปอด หอบหืด โรคหัวใจและมะเร็ง เป็นต้น

จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติล่าสุด ปี 2560 พบว่าคนไทยสูบบุหรี่จำนวน 10.7 ล้านคน โดยเฉลี่ยสูบคนละ 10 มวนต่อวัน ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่าผู้สูบบุหรี่รวมทั้งคนใกล้ชิดที่ได้รับควันบุหรี่จะได้รับมลพิษทางอากาศหรือ PM2.5 สูงถึง 220 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่อยู่ในระดับอันตรายต่อสุขภาพ

 

อย่างไรก็ตาม ฝุ่น PM10 ส่วนใหญ่เกิดจากธรรมชาติเป็นฝุ่นหิน ฝุ่นทราย ส่วนฝุ่น PM2.5 เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์เป็นหลัก แต่เชื่อว่าสถานการณ์ PM 2.5 ในปีนี้ ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต จึงขอให้คนกรุงอย่าตื่นตระหนก เนื่องจากสถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้มีความรุนแรงเท่ากับปี 2561 ที่ผ่านมา แต่ก็อย่าละเลยในการป้องกันกันตัวเอง  เพียงแค่หลีกเลี่ยงการออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน หรือถ้ามีความจำเป็นที่จะต้องออกไปนอกบ้านก็อย่าลืมสวมหน้ากาก N95 , P 100 เพื่อป้องกัน PM 2.5 นอกจากนี้  ในส่วนของมนุษย์ก็ควรที่จะลดพฤติกรรมซึ่งก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ ทั้งการลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลที่มีควัน ไม่ก่อกองไฟหรือเผาขยะ เป็นต้น เพียงแค่นี้ มลพิษ PM 2.5 ก็จะไม่สามารถมาทำร้ายสุขภาพร่างกายเราได้อย่างแน่นอน


Banner_welltitude_ไอเรื้อรัง.jpg

 “ไอเรื้อรัง” อีกหนึ่งอาการที่สร้างความรำคาญให้กับตัวเองและคนรอบข้าง ต้นเหตุของอาการ “ไอเรื้อรัง” เกิดจากปัจจัยหลายอย่าง ถ้าอยากหายต้องรักษา

“อาการไอ” ถือเป็นสัญญาณเตือนถึงสิ่งผิดปกติในระบบทางเดินหายใจ ซึ่งการไอเป็นกลไกป้องกันของร่างกายในการกำจัดเชื้อโรคและเสมหะ แต่หลายคนคงรู้สึกแย่ หากต้องไออยู่บ่อย ๆ เพราะนอกจากจะรำคาญตัวเอง  ยังสร้างความรำคาญให้คนรอบข้าง

อันที่จริง อาการไอ แบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

1. อาการไอเฉียบพลัน จะมีระยะเวลาของอาการไอน้อยกว่า 8 สัปดาห์ เกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน เช่น หลอดลมอักเสบ เป็นต้น

2. อาการไอเรื้อรัง จะมีระยะเวลาของอาการไอมากกว่าหรือเท่ากับ 8 สัปดาห์ ถือเป็นปัญหาที่ประชาชนมีโอกาสพบเจอได้ง่าย และหากไอเรื้อรังเกิน 2 สัปดาห์ จะมีความเสี่ยงสูงเป็นหลอดลมอักเสบอีกด้วย แต่ในทางการแพทย์ ไอเรื้อรัง คืออาการไอติดต่อกันนานเกินกว่า 3 สัปดาห์ และพบว่ามีอาการไอเรื้อรังและมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น น้ำหนักลด เบื่ออาหาร มีไข้ ควรรีบพบแพทย์ เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและทำการรักษาโดยเร็ว

สำหรับอาการ “ไอเรื้อรัง” มีต้นเหตุจากปัจจัยหลายอย่าง ได้แก่

1. การสูบบุหรี่ : การสูบบุหรี่เป็นประจำ ทำให้เนื้อเยื่อภายในร่างกายที่สัมผัสกับควันบุหรี่เกิดอาการระคายเคืองและอาจเป็นบาดแผล มีอาการอักเสบ จนเป็นสาเหตุของโรคหลอดลมอักเสบได้

2. มีเสมหะ : การที่มีเสมหะในลำคอ มีปัจจัยหลายสาเหตุ ทั้งอาการของโรคภูมิแพ้ จมูกอักเสบจากภูมิแพ้ ไซนัสอักเสบ กรดไหลย้อน หลอดลมอักเสบเรื้อรัง ติดเชื้อเรื้อรังในคอ หรือแม้แต่การใช้เสียงด้วยวิธีผิดๆ เป็นต้น

3. ติดเชื้อเรื้อรังบริเวณลำคอ : เป็นโรคในลำคอที่เกิดจากเชื้อรา เชื้อวัณโรค เชื้อซิฟิลิส เชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อไวรัสต่าง ๆ

4. ระคายเคืองลำคอ : เกิดจากสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ อาทิ สารเคมี สารระเหย การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หากปล่อยทิ้งไว้ เป็นอันตรายต่อร่างกายแน่นอน

5. อาการข้างเคียงจากโรคอื่น ๆ : เป็นอาการข้างเคียงที่เกิดจากโรคอันตราย อาทิ หัวใจวาย ไอกรน ปอดติดเชื้อ และโรคปอดอื่นๆ ซึ่งส่งผลต่อการป่วยเป็นไอเรื้อรังได้

 

“ไอเรื้อรัง” รักษาเบื้องต้นได้!

พญ.นงนภัส เก้าเอี้ยน แพทย์โรคระบบทางเดินหายใจเด็ก โรงพยาบาลพระรามเก้า แนะนำวิธีรักษาง่าย ๆ หากมีอาการไอเรื้อรัง เพียง

1. หยุดสูบบุหรี่

2. หยุดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

3. ลดการรับประทานอาหารที่ใช้น้ำมัน เป็นการช่วยบรรเทาหลอดลมรวมถึงเนื้อเยื่อภายในลำคอจากอาการระคายเคือง

4. หลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่ ๆ มีไรฝุ่น ฝุ่นละออง หมั่นพยายามทำความสะอาดเครื่องนอนเป็นประจำทุกสัปดาห์

5. ไม่ควรวางตุ๊กตาไว้บนเตียงนอน และไม่ควรเลี้ยงสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัขหรือแมว สายพันธุ์ที่มีขนต่าง ๆ

6. ใช้เครื่องฟอกอากาศ เพื่อกรองไรฝุ่นซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ

7. หลีกเลี่ยงการนั่งอยู่ใกล้เครื่องปรับอากาศหรือพัดลม ที่พัดอากาศเย็น ๆ มายังศีรษะโดยตรง

สุดท้าย อาการไอเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ทั้งจากโรคไม่ร้ายแรง และโรคร้ายแรง ซึ่งหากผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ก็อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาและอาจเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ ทางที่ดี หากรู้ตัวว่ากำลังป่วย อาการไอไม่ดีขึ้น หรือเป็นหนักขึ้นกว่าเดิม ควรพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษา อย่างปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานาน  ไม่ดีต่อสุขภาพร่างกายอย่างแน่นอน


ภาวะความเหงา-ส่งผลต่อสุขภาพ-เทียบเท่าสูบบุหรี่วันละ-15-มวน_web-1.jpg

นักวิจัยเผย 3 ช่วงอายุที่มนุษย์จะเผชิญ “ภาวะความเหงา” และส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เทียบเท่ากับการสูบบุหรี่วันละ 15 มวนเลยทีเดียว

เพราะ “ความเหงา” เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศ ทุกวัยอยู่เสมอ การได้อยู่คนเดียว การไม่ได้รับการเลี้ยงดู ได้รับความสนใจจากคนรอบข้าง เปรียบเสมือนว่าตัวเองนั้นต้องอยู่คนเดียว โดดเดี่ยวเดียวดาย ภาวะความเหงา จึงบังเกิดขึ้น ดังนั้น การเกิดขึ้นของภาวะความเหงาจึงเป็นที่มาที่ทำให้นักวิจัยมีความสนใจที่จะศึกษาในประเด็นดังกล่าว

ดร.ดิลิป เจสเตอ อาจารย์ด้านจิตเวชและระบบประสาทวิทยา จาก University of California ซึ่งเป็นเจ้าของงานวิจัย ได้ศึกษาวิจัยและตีพิมพ์ในวารสารด้านจิตวิทยาผู้สูงอายุ International Psychogeriatric โดยได้ศึกษาและเก็บข้อมูลจากผู้คนในซานดิเอโก เคาน์ตี้ รัฐแคลิฟอร์เนีย ช่วงอายุระหว่าง 27-101 ปี โดยผลการศึกษาพบว่า “ความเหงา” ไม่ได้หมายถึงความโดดเดี่ยวเดียวดายเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงความเศร้าจากความแตกต่างระหว่างความสัมพันธ์ทางสังคมที่ต้องการกับความสัมพันธ์ที่เป็นอยู่จริง

นอกจากนี้ การศึกษาพบว่า ในช่วงชีวิตของมนุษย์สามารถจะเกิดความเหงาได้ 3 ช่วงอายุหลัก ๆ ได้แก่ ช่วงอายุ 20 ตอนปลาย (ประมาณ 28-29 ปี) , ช่วงอายุ 50 กลางๆ (ประมาณ 54-57 ปี) และช่วงอายุ 80 ตอนปลาย (ประมาณ 88-89 ปี) และเกิดขึ้นทุกเพศ ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายก็ตาม สามารถเผชิญกับความเหงาได้ในระดับที่เท่ากัน

สำหรับกลุ่มคนช่วงอายุ 20 ตอนปลาย จะเป็นช่วงเวลาของการตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต คนในช่วงอายุนี้มักจะมีความรู้สึกว่าเพื่อนฝูงในวัยเดียวกันตัดสินใจดีกว่าตน และมีความรู้สึกผิดต่อการตัดสินใจของตัวเองในหลายด้าน ซึ่งภาวะเครียดนี้จะเพิ่มระดับความอ้างว้างในจิตใจไปอีก

กลุ่มคนช่วงอายุ 50 ตอนกลาง จะมีภาวะที่เรียกว่า mid-life crisis หรือวิกฤตวัยกลางคน จากภาวะร่างกายที่เริ่มเจ็บป่วย สุขภาพถดถอย และกลุ่มคนช่วงอายุ 80 ตอนปลาย จากเดิมหลายคนเชื่อว่าคนวัยนี้น่าจะรู้สึกดีที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ในความเป็นจริงแล้ว พวกเขาเผชิญกับสุขภาพที่ย่ำแย่ ปัญหาทางการเงิน และความตายของคนรอบข้าง

นอกจากนี้ ในงานวิจัย ดร.วิเวค เมอร์ธี อดีตอธิบดีกรมอนามัยสหรัฐฯ กล่าวยืนยันว่า ความเหงาส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เทียบเท่ากับการสูบบุหรี่วันละ 15 มวนเลยทีเดียว โดยภาวะความเหงาเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะระบบการรับรู้ที่ลดลง โรคเกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง ภาวะพิการ และโรคซึมเศร้า เป็นต้น

ทั้งนี้ แอนโธนี ออง อาจารย์ด้าน Human Development จากมหาวิทยาลัยคอร์แนล ระบุว่า ความสัมพันธ์ที่ผกผันระหว่างความเหงากับความคิดได้คิดเป็น หากเรายิ่งมีสติ รู้คิด รู้ทำ ก็จะช่วยลดโอกาสของความเหงาเดียวดาย อาจจะส่งเสริมให้มนุษย์พัฒนาบุคลิกภาพของตนเองให้พร้อมรับมือกับความเหงาที่จะเกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลาของชีวิตได้

สุดท้าย ภาวะความเหงา หากได้รับการดูแลรักษาอย่างดี ทั้งจากตัวเราเองและคนรอบบข้าง คุณเองก็จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข ไร้ความเหงามาแผ้วพานจิตใจอย่างแน่นอน

 

ขอขอบคุณ : ข้อมูลจาก เว็บไซต์ VOA Thai


เพราะ-กลิ่นปาก-ไม่ใช่เรื่องตลก-แก้ปัญหาด้วยวิธีง่ายๆ_web.jpg

ปัญหากลิ่นปากเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับทุก ๆ คน และคนจำนวนไม่น้อยที่กำลังประสบปัญหานี้อยู่ ปัญหาเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ง่าย ๆ

เพราะกลิ่นปากไม่ใช่เรื่องตลก ปัญหากลิ่นปากเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับทุก ๆ คน บางคนไม่รู้ตัวว่าขณะพูดนั้นตนมีกลิ่นปาก จึงทำให้คนรอบข้างที่เป็นคู่สนทนาเมื่อต้องมาเจอกลิ่นปากเข้าไป ต้องเกิดอาการชะงักไปชั่วขณะ เมื่อเจอกับกลิ่นปากที่ไม่พึงประสงค์

เรื่องนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องตลกเสมอไป เมื่อใครที่ถูกล้อเลียนเรื่องกลิ่นปากจะเกิดความรู้สึกไม่ดีสักเท่าไหร่ ที่ถูกคนรอบข้างล้อเลียนแล้วเอาเรื่องกลิ่นปากของเราไปนินทากันในวงสนทนา เชื่อว่าปัญหากลิ่นปากไม่ใช่เรื่องเล็ก และคนจำนวนไม่น้อยที่กำลังประสบปัญหานี้อยู่

หลายคนคงสงสัยว่าปัญหากลิ่นปากเกิดขึ้นได้อย่างไร ต้นเหตุมาจากตรงไหน จริง ๆ แล้วเรื่องของกลิ่นปากเกิดจากอาหารที่เรารับประทานกันอยู่ทุก ๆ วัน ทั้งกระเทียม หอม สะตอ เครื่องเทศ อาหารกระป๋อง ฯลฯ การสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดกลิ่นปาก ขณะเดียวกัน อาหารที่เต็มไปด้วยแป้งและน้ำตาล ก็เป็นอาหารที่สามารถเกิดเชื้อแบคทีเรียในปากได้มาก นอกจากนี้ ใครที่มีปัญหาฟันผุ เหงือกอักเสบ หรืออาการติดเชื้อที่ช่องคอ เช่น ไซนัส ปอด ปากคอแห้งจากปัญหาน้ำลายน้อย ปัญหาดังกล่าวทำให้เกิดปัญหากลิ่นปากได้เช่นกัน

ปัญหาเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีการดังนี้ แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ทุกเช้า-เย็น รวมไปถึงหลังรับประทานทานอาหารอย่างน้อย 30 นาที ซึ่งทุกครั้งที่แปรงฟัง ควรแปรงลิ้นด้วย เพื่อลดแบคทีเรีย และคราบโปรตีนที่อยู่บนผิวลิ้น อย่าใช้น้ำยาบ้วนปากแทนการแปรงฟัน เพราะไม่สามารถกำจัดเศษอาหารที่ติดตามซอกฟันได้ และ พยายามดื่มน้ำมาก ๆ ไม่ว่าจะหลังมื้ออาหาร หลังทานขนม เครื่องดื่ม หรือระหว่างวันก็ควรดื่ม หรือจิบน้ำด้วย ทั้งนี้ หากมีปัญหาในช่องปาก เช่น ฟันผุ เหงือกอักเสบ ควรพบทันตแพทย์เพื่อรักษาทันที ที่สำคัญอย่าลืมพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพช่องปากและฟันทุก ๆ 6 เดือน – 1 ปี

สุดท้าย ถึงแม้ว่าปัญหากลิ่นปากเกิดขึ้นจากสาเหตุหลาย ๆ สาเหตุ ฉะนั้น หากเรารู้ว่าต้นเหตุของปัญหากลิ่นปากได้อย่างชัดเจน และรีบทำตามแก้ปัญหาให้ถูกจุด ก็จะทำให้ปัญหาเรื่องของกลิ่นปากลดลงไปอย่างแน่นอน คราวนี้กลิ่นปากของเราก็จะมีแต่ลมหายใจหอมสดชื่นแน่นอน


Banner_welltitude_ชานมไข่มุก.jpg

“ชานมไข่มุก” หนึ่งในเครื่องดื่มยอดฮิตของใครหลาย ๆ แต่รู้หรือไม่ว่าหากรับประทานบ่อย ๆ จะส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายอย่างมาก และเสี่ยงต่อการเป็น 5 โรคร้ายอีกด้วย

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเครื่องดื่มยอดฮิตของใครหลาย ๆ คนเลยก็ว่าได้ สำหรับ “ชานมไข่มุก” อีกหนึ่งเครื่องดื่มที่เป็นที่นิยมของทั้งเด็ก วัยรุ่น และคนทำงานทั้งหลาย เพราะด้วยรสชาติของน้ำต่าง ๆ ที่แสนจะอร่อย หวาน หอม และสดชื่นแล้ว “ไข่มุก” ที่อยู่ภายในแก้ว ก็เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของความอร่อย ที่มีความนุ่ม หนึบหนับ เมื่อดูดแล้วทำให้ได้ความสดชื่น

ชานมไข่มุก มีถิ่นกำเนิดจากประเทศไต้หวัน เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ เนื่องจากมีชาวไต้หวันคนหนึ่งเดินทางไปเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่น และเห็นคนญี่ปุ่นดื่มกาแฟใส่น้ำแข็ง เขาจึงเกิดไอเดียและกลับมาเปิดร้านชาเย็นที่ไต้หวันดูบ้าง ปรากฎว่าขายดีมาก จนกระทั่งในปี 1988 มีวันหนึ่งในขณะที่ร้านกำลังประชุมกันเรื่องคิดค้นสูตรชาใหม่ ๆ มาขาย ในตอนนั้นเขากำลังรับประทานขนมหวานที่เรียกว่าเฝิ่นหยวน ซึ่งเป็นขนมลูกกลม ๆ ที่ทำมาจากแป้งมันสำปะหลังอยู่ ด้วยความนึกสนุก เขาจึงเทขนมที่กำลังกินอยู่ลงไปในชานมเย็นที่วางอยู่ในห้องประชุม แล้วเขาก็ลองชิมดูรู้สึกว่าอร่อยดี จึงเกิดเป็นเครื่องดื่มชานมไข่มุกขึ้น และทำให้ชานมไข่มุกคือเครื่องดื่มที่มียอดขายมากที่สุด และแพร่หลายไปทั่วประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย

แต่คุณรู้หรือไม่ว่า ภายใต้ความอร่อยของ “ชานมไข่มุก” นั้น มีอันตรายแอบแฝงอยู่ หากรับประทานบ่อย ๆ จะส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายอย่างมาก โดยแพทย์จากคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ชานมไข่มุกที่เราซื้อรับประทานกันนั้น เม็ดไข่มุกปริมาณ 30 กรัม มีพลังงานสูงถึง 100 แคลอรี่ มีปริมาณมากกว่าข้าว 1 ทัพพี ส่วนชานั้นมีส่วนผสมทั้งคาเฟอีน ครีมเทียม และน้ำตาล หากรับประทานบ่อย ๆ อันตรายต่อสุขภาพ และเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่าง ๆ 5 โรค ประกอบด้วย (1.) โรคอ้วน , (2.) โรคไขมันเกาะตับ , (3.) โรคหัวใจและหลอดเลือด , (4.) โรคเบาหวาน และ (5.) โรคมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร

นอกจากนี้ รู้หรือไม่ว่า ชานมไข่มุก 1 แก้ว มีพลังงาน 350-400 กิโลแคลอรี หากดื่มชานมไข่มุกไป 1 แก้ว ควรลดทอนข้าวและแป้งในมื้อถัดไป และที่สำคัญถ้าจะให้ดีเลย ไม่ควรรับประทานเกิน 1 แก้ว/สัปดาห์ ฉะนั้น ใครที่ชื่นชอบชานมไข่มุกก็ควรลดปริมาณลงบ้าง รับประทานได้แต่ไม่ควรทานบ่อย ๆ ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยและสุขภาพที่ดีของตัวเอง


Banner_welltitude_7ประโยชน์จากการปั่นจักรยาน.jpg

การปั่นจักรยานเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่กำลังมาแรง เมื่อเรามีเวลาสัก 20-30 นาทีในการปั่นจักรยาน สามารถช่วยเพิ่มสมรรถภาพต่าง ๆ และทำให้สุขภาพของเราแข็งแรงได้ ซึ่งล้วนเป็นประโยชน์ดี ๆ ต่อสุขภาพเราทั้งสิ้น

ปัจจุบัน เราจะเห็นว่าการปั่นจักรยานเป็นอีกหนึ่งหนึ่งกระแสความนิยมที่พบเห็นอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นในประเทศไทยหรือประเทศเพื่อนบ้าน ที่นอกจากจะเห็นว่าการปั่นจักรยานไม่ใช่แค่เพียงยานพาหนะเท่า แต่เป็นการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพด้วย

การปั่นจักรยาน ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เป็นการออกกำลังกาย ปัจจุบันเราจะเห็นว่ามีชมรมคนรักจักรยานเกิดขึ้น หรือว่าจะเป็นงานการกุศลในปัจจุบันที่ได้ให้ความสนใจในการเลือกใช้จักรยานมาเป็นกิจกรรมหลักในงานเพื่อดึงดูดให้คนมาร่วมงาน และรณรงค์ให้ประชาชนหันมาใช้จักรยาน เพื่อลดปัญหาการจราจรติดขัด ลดปริมาณรถยนต์และรถจักรยานบนท้องถนนได้อีกด้วย จึงทำให้การปั่นจักรยานถือว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถตอบโจทย์ในการช่วยลดและแก้ปัญหาดังกล่าวได้เป็นอย่างดี

ฉะนั้น การปั่นจักรยานจึงเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่กำลังมาแรง สำหรับผู้ขับขี่ต้องเตรียมพร้อมทั้งทางร่างกาย เพื่อลดผลกระทบและผลเสียต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นทางร่างกาย ซึ่งเมื่อเราได้ออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 20-30 นาที ก็สามารถช่วยเพิ่มสมรรถภาพต่าง ๆ และทำให้สุขภาพของท่านแข็งแรงได้ นอกจากนี้ การปั่นจักรยานยังมีประโยชน์ดี ๆ รออยู่อีกเพียบ

1.ช่วยเผาผลาญไขมันส่วนเกินในร่างกาย : การปั่นจักรยานช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญไขมันส่วนเกินในร่างกายได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญผู้ที่ปั่นจักรยานเป็นประจำ จะมีภาวะที่เรียกว่า “After Burner” คือ การเผาผลาญไขมันส่วนเกินต่อเนื่อง หลังจากการปั่นจักรยานต่อไปอีก 2-3 ชั่วโมง ซึ่งอาจจะเป็นช่วงที่มีการเผาผลาญไขมันที่มากกว่าการเผาผลาญพลังงานระหว่างการปั่นอีกเสียด้วย

2. ช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ : การปั่นจักรยานจะช่วยกระตุ้นให้การไหลผ่านของอาหารไหลในลำไส้ทำได้เร็วขึ้น มีผลให้มีการดูดซับน้ำในลำไส้ใหญ่น้อยลง ก้อนอุจจาระก็จะมีความเปียกชื้น ไม่แข็งแห้ง ทำให้สามารถขับถ่ายได้คล่องขึ้น ลดอาการท้องผูกได้ นอกจากนี้ การปั่นจักรยานยังจะช่วยเพิ่มกำลังในการบีบตัวของลำไส้ ทำให้ระบบทางเดินอาหารทำงานได้สะดวก คลายความแน่น อึดอัด หลังมื้ออาหาร และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้อีกด้วย

3. ช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์สมอง : การปั่นจักรยานจะช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์สมองในส่วนที่เรียกว่า Hippocampus โดยเป็นสมองส่วนที่ใช้ในด้านความจำ ซึ่งจะเริ่มเสื่อมอย่างรวดเร็วในผู้ที่มีอายุ 30 ขึ้นไป การกระตุ้นการสร้างเซลล์สมองในส่วนดังกล่าวขึ้นมาทดแทนจึงสามารถที่จะช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้เป็นอย่างดี

4. ช่วยลดโรคความดัน : เนื่องจากการปั่นจักรยานจะกระตุ้นการทำงานของระบบการไหลเวียนของเลือด รวมถึงระบบการหายใจ จึงมีประโยชน์ในด้านการช่วยลดโรคความดัน โรคอ้วน รวมถึงลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งประเภทต่าง ๆ นอกจากนี้ ผลจากการปั่นจักรยานเป็นประจำที่ทำให้เกิดการทำงานที่ดีของระบบการไหลเวียนของเลือด ระบบหายใจ และการลดไขมันสะสมส่วนเกินยังมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้กว่า 50%

5. ช่วยให้ร่างกายได้รับออกซิเจน : การปั่นจักรยานในที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ จะช่วยให้ร่างกายได้รับออกซิเจนมากขึ้น และทำให้การลำเลียงออกซิเจน พร้อมทั้งสารอาหารไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ รวมถึงการขับถ่ายสารพิษออกจากร่างกายทำได้ดีขึ้น ทั้งยังช่วยกระตุ้นการสร้างสารคอลลาเจนในร่างกาย ช่วยให้หน้าตาสดใส อ่อนกว่าวัยอีกด้วย

6. ช่วยลดอาการปวดในร่างกาย : ในด้านการรักษาอาการเจ็บป่วย การปั่นจักรยานในระดับความเร็วปานกลาง เป็นเวลาประมาณ 30 นาที เป็นประจำ สามารถทำให้อาการปวดหัวไมเกรนลงไปได้มากจนถึง 90% ของกลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยในสวีเดน เนื่องจากร่างกายมีการหลั่งสาร endorphins ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยลดอาการปวดในร่างกายในปริมาณที่มากพอ

7. ช่วยให้นอนหลับได้สนิท ทำให้จิตใจเบิกบาน : การปั่นจักรยานช่วยให้นอนหลับได้สนิทขึ้น ช่วยในด้านสุขภาพจิต ทำให้จิตใจเบิกบาน ลดความเครียด เสริมสร้างสมาธิ เพิ่มประสิทธิภาพทางเพศ และยังเป็นการช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจากการลดการใช้พลังงานจากถ่านหิน

สุดท้ายแล้ว การปั่นจักรยานถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมการออกกำลังกายสำหรับคนที่อยากออกกำลังกาย แต่ไม่ชอบการวิ่งจ็อคกิ้งเท่าไหร่ การขี่จักรยานจึงเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่กำลังมาแรงในสังคมไทย ผู้ขับขี่ควรมีการเตรียมพร้อมทางร่างกายที่ดีเพื่อลดผลกระทบและผลเสียต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น ฉะนั้น อย่าลืมหาเวลาอย่างน้อยวันละ 20-30 นาที ในการออกกำลังกาย เพื่อเสริมสร้างสุขภาพของตนเองให้แข็งแรงอยู่เสมอ

 

ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก lifecenterthailand


Banner_welltitude_9-อันตรายน้ำอัดลม.jpg

“น้ำอัดลม” เครื่องดื่มคลายความร้อน ให้ความสดชื่น หากรับประทานบ่อย ๆ เป็นประจำ คงไม่ส่งผลดีต่อร่างกายนัก ฉะนั้น ควรต้องระวังอันตรายจากโรคต่างๆ ที่มากับน้ำอัดลม

เมื่อตกอยู่ในภาวะที่ร่างกายต้องการความสดชื่น “น้ำอัดลม” จึงเป็นเครื่องดื่มอีกหนึ่งประเภทที่หลายคนต้องการ เพราะทานได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เมื่อทานปุ๊ปก็ทำให้ร่างกายเกิดความสดชื่นขึ้นมาทันที และยิ่งอยู่ในช่วงฤดูร้อนแล้ว น้ำอัดลมยิ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

ภายใน “น้ำอัดลม” จะมีส่วนผสมที่มีทั้งคาเฟอีนและน้ำตาลซึ่งเป็นสารให้ความหวาน หากนาน ๆ ครั้งรับประทานอาจจะไม่เป็นอะไรมาก แต่ถ้ารับประทานบ่อย ๆ เป็นอันตรายต่อร่างกายอย่างแน่นอน เพราะภายในน้ำอัดลมมีก๊าซที่บรรจุอยู่ในขวดน้ำอัดลม ทำให้เกิดอาการแน่นท้อง ท้องอืด , กรดคาร์บอนิคที่เกิดในน้ำอัดลมจะเข้าไปกัดกร่อนเคลือบฟัน ทำให้ฟันผุ , คาเฟอีนภายในน้ำอัดลมไปกระตุ้นสมอง อาจทำให้เกิดใจสั่นและปวดศีรษะได้ ฉะนั้น คนที่ชื่นชอบการรับประทานน้ำอัดลมบ่อย ๆ ต้องระวังอันตรายจากโรคต่างๆ

 

1. กระดูกพรุน – การดื่มน้ำอัดลมที่มีกรดฟอสฟอริก (Phosphoric) เป็นส่วนประกอบมาก ๆ อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำ (Hypocalcemia) เนื่องจากกรดนี้จะไปยับยั้งการดูดซึมแคลเซียมจนทำให้เกิดการสูญเสียมวลกระดูกได้
2. โรคหัวใจและหลอดเลือด – การบริโภคน้ำอัดลมที่มีน้ำตาลเป็นประจำมีความเชื่อมโยงกับโอกาสเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจที่สูงขึ้น ทั้งยังส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระดับไขมัน ปัจจัยการเกิดการอักเสบ และฮอร์โมนเลปติน (Leptin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนความอิ่มในทางที่ไม่ดีต่อสุขภาพอีกด้วย
3. น้ำหนักเพิ่ม – จากงานวิจัยและการทดลองต่าง ๆ พบว่า การดื่มน้ำอัดลมที่มีน้ำตาลในปริมาณมาก มีความสัมพันธ์กับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น และความเสี่ยงต่อโรคอ้วน ฉะนั้น การบริโภคเครื่องดื่มน้ำอัดลมที่มีส่วนผสมของน้ำตาลในปริมาณสูงนั้นไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพ
4. นอนไม่หลับ – เพราะในน้ำอัดลมบางชนิดมีส่วนผสมของคาเฟอีน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ร่างกายมีแรงกระตุ้น หากรับประทานน้ำอัดลมบ่อย ๆ อาจส่งผลทำให้นอนไม่หลับได้
5. แผลในกระเพราะอาหาร – ภายในน้ำอัดลมมีส่วนผสมของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่อัดในน้ำอัดลมที่เกิดเป็นกรดคาร์บอนิก เป็นกรดที่ทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุกระเพาะอาหาร หากทานน้ำอัดลมบ่อย ๆ อาจส่งผลให้เป็นแผลในกระเพราะอาหารได้
6. โรคมะเร็ง – เพราะในน้ำอัดลมมีสารที่ก่อมะเร็ง หากรับประทานน้ำอัดลมเป็นประจำ ส่งผลต่อการเป็นโรคมะเร็งได้
7. ส่งผลต่อระบบประสาท , สมองเสื่อม – ในงานวิจัยมีการกล่าวถึงอันตรายจากการดื่มน้ำอัดลมชนิดไม่มีน้ำตาลหรือใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลกับการเกิดโรคหลอดเลือดสมองและภาวะสมองเสื่อมอย่างแพร่หลาย ซึ่งมีที่มาจากงานวิจัยหนึ่งที่ติดตามพฤติกรรมการดื่มน้ำอัดลมของผู้เข้าร่วม ผลลัพธ์เผยว่าผู้ที่ดื่มน้ำอัดลมไร้น้ำตาลมีความเสี่ยงต่อโรคดังกล่าวมากกว่าผู้ที่ไม่ดื่มน้ำอัดลมชนิดไม่มีน้ำตาลถึง 3 เท่า
8. ฟันผุ – อาหารที่มีน้ำตาลสูงย่อมเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพฟัน เนื่องจากน้ำตาลที่ตกค้างจะกลายเป็นอาหารของแบคทีเรียภายในปาก ทำให้เกิดการจับตัวของแบคทีเรียกับน้ำตาลกลายเป็นคราบหินปูนในที่สุด ไม่เว้นแม้แต่เครื่องดื่มต่าง ๆ ที่มีรสหวานและน้ำอัดลมที่มีน้ำตาลสูง แต่ที่น่าตกใจกว่านั้นก็คือ แม้แต่น้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลก็ยังอาจเป็นสาเหตุของอาการฟันผุได้เช่นกัน
9. เบาหวาน – การดื่มน้ำอัดลมผสมน้ำตาลในปริมาณสูงอาจนำไปสู่กลุ่มอาการอ้วนลงพุงและโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ ซึ่งถือเป็นการค้นพบข้อพิสูจน์ที่ผู้ดื่มน้ำอัดลมทุกคนควรตระหนักและจำกัดการดื่มให้ลดน้อยลง เพื่อลดความเสี่ยงต่อภาวะอ้วนลงพุงซึ่งส่งผลให้มีระดับความดันโลหิตและระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูง เกิดไขมันสะสมรอบเอวมาก รวมถึงมีระดับไขมันคอเลสเตอรอลหรือไตรกลีเซอไรด์เพิ่มขึ้น เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ เบาหวาน และโรคหลอดเลือดในสมองตามมา

อาจารย์สง่า ดามาพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ และผู้จัดการโครงการโภชนาการสมวัย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ให้คำแนะนำสำหรับคนที่ชื่นชอบดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำ โดยแนะนำวิธีการเลิกดื่มน้ำอัดลม ซึ่งมี 2 วิธี คือ

(1.) หาสิ่งอื่นมาทดแทน – หากเราไม่ดื่มน้ำอัดลมแล้วเราจะดื่มเครื่องดื่มอะไร อาจจะค่อย ๆ เลิก หรือหักดิบก็ได้ แต่ถ้าจะค่อย ๆ เลิก แนะนำให้เลือกดื่มน้ำผลไม้หรือน้ำสมุนไพรที่มีน้ำตาลน้อยกว่า หรืออาจจะลดปริมาณการดื่มลง จะช่วยในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคจนชินเป็นนิสัย

(2.) หาแรงบันดาลใจ – หาแรงจูงใจในการเลิกดื่มนำอัดลมให้เจอ เช่น ศึกษาข้อเสียของน้ำอัดลมว่ามีอะไรบ้าง เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้หลายคนหันมาเลิกดื่มน้ำอัดลม เพราะมองว่าน้ำอัดลมเป็นปัจจัยเสี่ยงตัวหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะอ้วน และโรคภัยต่าง ๆ หรือบางรายกลัวว่าจะป่วยเป็นโรคเบาหวาน จึงเลิกน้ำอัดลมเพราะต้องการมีสุขภาพที่ดี อีกทั้งเป็นสิ่งที่แพทย์ห้ามไม่ให้กินอยู่แล้วอีกด้วย

ทั้งนี้ ใครที่ชื่นชอบการดื่มน้ำอัดลม พอทราบถึงอันตรายของน้ำอัดลมแล้ว อาจจะทำให้เกิดพฤติกรรมการปรับเปลี่ยนการบริโภค ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าไม่จำเป็นต้องถึงขั้นว่ารับประทานน้ำอัดลมไม่ได้ คือสามารถทานได้ แต่เพียงพยายามลดการดื่มน้ำอัดลมให้เหลือเพียงสัปดาห์ละ 1-2 ขวด ก็เพียงพอ ไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ที่สำคัญ “การออกกำลังกาย” ก็สำคัญอย่างยิ่งที่ขาดไม่ได้ ให้เวลาตัวเองสัก 30 นาทีในการออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง

 

ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก เว็บไซต์ www.pobpad.com


Banner_welltitude_7-สัญญาณหัวใจาย.jpg

“หัวใจวาย” ภัยเงียบที่คร่าชีวิตมนุษย์อย่างเฉียบพลัน เพราะเป็นสาเหตุอันดับต้นของการเสียชีวิต ดังนั้น อย่าลืมตรวจสอบ 7 สัญญาณเตือน “หัวใจวาย” ในร่างกายเรา หากพบว่ามีอาการดังกล่าว ควรรีบพบแพทย์ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

“หัวใจวาย” อีกหนึ่งอาการที่คร่าชีวิตใครหลาย ๆ คน เพราะเป็นสาเหตุอันดับต้นของการเสียชีวิต ซึ่งเกิดจากการที่หลอดเลือดหัวใจอุดตันอย่างเฉียบพลัน และขัดขวางการไหลของเลือดจนทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงหัวใจได้ เมื่อหัวใจขาดเลือด ผลที่ตามมาก็คือกล้ามเนื้อหัวใจถูกทำลาย เมื่อกล้ามเนื้อหัวใจเริ่มตายไป อาการอาจเป็นอยู่นานกว่า 15 นาที และไม่ทุเลาลงโดยการพัก หรือได้รับยา ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษา เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจที่ขาดเลือดอาจจะตายลงได้ภายในไม่กี่นาที และอาจส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้

ล่าสุด “หัวใจวาย” เกิดขึ้นกับนักแสดงและผู้กำกับรุ่นใหญ่ “อาเปี๊ยก-พิศาล อัครเศรณี” ที่จากไปอย่างกระทันหัน ด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลัน ถือได้ว่าเป็นภัยเงียบที่ร้ายแรง ไม่แสดงอาการให้เห็นในระยะเริ่มแรก หรืออาจจะเป็นแค่เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่บ่งบอกถึงสัญญาณของโรคหัวใจ

เว็บไซต์ Reader’s Digest ได้สรุป 7 สัญญาณเตือนเกี่ยวกับอาการ “หัวใจวาย” หากพบว่ามีอาการดังกล่าว ควรรีบทำการรักษาหรือพบแพทย์ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

7 สัญญาณเตือน “หัวใจวาย” มีอะไรบ้าง?

1. มีอาการอ่อนเพลียมาก : ผู้ที่มีอาการหัวใจวายจะมีอาการเหนื่อยจนไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันของตัวเองได้ เพราะเมื่ออาการหัวใจวาย ระบบไหลเวียนเลือดจะลดลง ส่งผลให้เกิดภาวะตึงเครียดในกล้ามเนื้อ ซึ่งจะทำให้เกิดอาการอ่อนเพลียได้ ฉะนั้น หากเกิดอาการอ่อยเพลียให้รีบไปพบแพทย์โดยทันที

2. มีอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรง บริเวณหลัง แขน หน้าอก : อาการเจ็บปวดเป็นสัญญาณเงียบของหัวใจวาย เมื่อเซลล์กล้ามเนื้อเริ่มขาดออกซิเจนจะส่งผลให้เกิดอาการเจ็บปวด ซึ่งเมื่อเกิดอาการหัวใจวาย หลอดเลือดหัวใจจะถูกปิดกั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ออกซิเจนในเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อ อาการนี้จะส่งสัญญาณไปยังสมอง
สมองจะเกิดอาการสับสน ทำให้เกิดอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรงที่บริเวณอื่น ๆ

3. หายใจถี่ : หากมีอาการหายใจถี่ อาจจะเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า คุณกำลังเผชิญกับโรคหัวใจ เพราะหัวใจนั้นมีส่วนสำคัญในการลำเลียงออกซิเจนไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และช่วยขจัดคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งถ้าหากหัวใจเกิดทำงานผิดปกติก็อาจจะทำให้คุณหายใจถี่ได้

4. แสบร้อนกลางอก : อาการแสบร้อนกลางอกไม่ได้เป็นแค่เพียงอาการของโรคกรดไหลย้อนเท่านั้น เพราะอาการดังกล่าวส่งผลทำให้คุณไม่สามารถทำอะไรได้ อาจจะเป็นเพราะสาเหตุของโรคหัวใจ เพราะโรคหลอดเลือดหัวใจตีบสามารถทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอกได้ ดังนั้น ควรรีบพบแพทย์ทันที

5. คลื่นไส้ อาเจียน ลำไส้ปั่นป่วน : อาการคลื่นไส้ อาเจียน หรืออาการลำไส้ปั่นป่วน เป็นสัญญาณเตือนภาวะหัวใจล้มเหลว ดังนั้นหากพบว่าร่างกายไปต่อไม่ไหว อย่าฝืน! รีบไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาโดยด่วน

6. อึดอัดบริเวณคอ และขากรรไกร : อาการอึดอัดเหล่านี้มักจะพบกับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหัวใจอย่างหนึ่ง โดยสาเหตุนั้นเกิดจากการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกาย เช่น โรคหัวใจ ซึ่งจะส่งผลต่อประสาทความรู้สึก แต่อาการเหล่านี้เกิดขึ้นได้น้อยกว่าอาการเจ็บหน้าอก หากมีอาการดังกล่าว ควรรีบไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุด

7. มีอาการบางอย่างผิดปกติ : ผู้ป่วยที่มีอาการบางอย่างผิดปกติไปจากเดิม ถือเป็นสัญญาณเงียบที่ไม่ควรละเลย แม้ว่าผลที่ออกมาอาจไม่ใช่อย่างที่คิด แต่การเชื่อสัญชาตญาณของตัวเอง อาจทำให้คุณปลอดภัยจากอาการหัวใจวายรุนแรงได้

บุคคลเสี่ยงต่อการเกิด “หัวใจวาย”

บุคคลเสี่ยงต่อการเกิด “หัวใจวาย” ไม่เพียงแต่ผู้ที่เป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว เพราะทุก ๆ คนสามารถเกิดอาการหัวใจวายได้

1. ผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง ชอบกินอาหารมันๆ
2. ผู้ที่สูบบุหรี่จัด
3. ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง
4. ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน
5. คนอ้วน ไม่มีเวลาออกกำลังกาย
6. เครียดง่าย เครียดบ่อย
7. คนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคหัวใจ

ดังนั้น “หัวใจวาย” ถือเป็นภัยเงียบที่อันตรายต่อร่างกายและชีวิตของเราอย่างมาก จึงไม่ใช่เรื่องที่ควรจะละเลย หากเรารู้ตัวและรีบทำการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยทำให้อาการดังกล่าวทุเลาลงได้ ฉะนั้น สุขภาพของทุกคนสำคัญที่สุด อย่าลืมใส่สุขภาพของตัวเองเสมอ ดูแลและรักษาสุขภาพให้แข็งแรงไปเรื่อย ๆ น่าจะดีที่สุด ดังคำกล่าวที่ว่า “การไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริญ”

ขอขอบคุณ : ข้อมูลจาก เว็บไซต์ Reader’s Digest


Banner_welltitude_ไม่ออกกำลังกายอันตรายยิ่งกว่าสูบบุหรี่.jpg

ผลการวิจัยระบุว่า คนที่ไม่ออกกำลังกายจะมีอัตราความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงถึง 500% และการที่คนเราไม่ออกกำลังกาย มีอัตราความเสี่ยงต่อสุขภาพมากกว่าคนที่สูบบุหรี่ถึง 3 เท่า ส่งผลต่อการเจ็บป่วยเป็นโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ได้ง่าย

“การออกกำลังกาย ทำให้ร่ายกายแข็งแรง” คำพูดที่ใครหลาย ๆ คน มักพูดกรอกหูอยู่เสมอ เพื่อให้แต่ละคนหันมาสนใจการออกกำลังกาย บางคนพอจะสละเวลาสัก 30 นาที – 1 ชั่วโมง เพื่อมาเดิน วิ่ง จ็อคกิ้ง แอโรบิค ไทเก็ก ฯลฯ ได้บ้าง แต่บางคนไม่มีเวลาจริง ๆ ทำให้ไม่ได้ออกกำลังกาย ขณะที่บางคนก็ขอบายกับการออกกำลังกายไปเลย เพียงเพราะคำว่า “เหนื่อย” แต่รู้ไหมว่าการไม่ออกกำลังกายเลย อันตรายต่อร่างกายอย่างมากที่สุด

สำนักข่าว CNN รายงานว่า Dr.Wael Jaber ผู้ชำนาญการด้านหัวใจ ศูนย์การแพทย์คลีฟแลนด์ เปิดเผยผลการวิจัยชิ้นหนึ่งที่ระบุว่า การออกกำลังประเภทคาร์ดิโอส่งผลดีต่อร่างกาย ส่งผลดีต่อระบบความดันโลหิต ยิ่งออกกำลังมากเท่าไหร่ คุณก็จะมีชีวิตที่ดีและยืนยาวขึ้น ในทางกลับกันการดำเนินชีวิตในรูปแบบของการไม่ออกกำลังกายเลย ส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว แค่คุณนั่งทำงานเป็นเวลานาน ๆ นั่งเฉยอยู่หน้าคอม นั่นเป็นบ่อเกิดของโรคร้ายทีจะเข้ามาในชีวิตคุณ สุดท้าย วิธีแก้ปัญหาหรือรักษาสุขภาพให้ดี ก็คือ “การออกกำลังกาย”

ถ้าให้เปรียบเทียบระหว่างคนที่ไม่ออกกำลังกายกับคนที่ออกกำลังกาย ซึ่งคนที่ไม่ออกกำลังกายจะมีอัตราความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงถึง 500% และหากเปรียบเทียบกิจกรรม 2 อย่าง ระหว่าง “การนั่งเฉย ๆ” และ “การสูบบุหรี่” ผลการวิจัยระบุว่า “การนั่งเฉย” มีความเสี่ยงสูงกว่า “การสูบบุหรี่” ถึง 3 เท่า

ส่วนคนที่ออกกำลังกายน้อยกับคนที่ออกกำลังกายบ่อย ผลการวิจัยพบว่า คนที่ออกกำลังกายน้อยจะมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากกว่าคนออกกำลังกายเป็นประจำถึง 390% เลยทีเดียว และอีกหนึ่งประเด็นคือ การที่คนเรามีอายุมากก็ไม่จำเป็นที่จะต้องออกกำลังกาย ความคิดนี้เป็นความคิดที่ผิด เพราะความจริงแล้วไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ การออกกำลังกายส่งผลดีต่อร่างกายเสมอ

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นนี้สอดคล้องกับมนุษย์เงินเดือนได้อย่างชัดเจน เพราะรูปแบบการดำเนินชีวิตของมนุษย์เงินเดือนทั้งหลายจะหนีไม่พ้นกับการนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เสร็จงานแล้วก็กลับบ้าน ทานข้าว แล้วก็นอน สุดท้ายแล้ว ขอย้ำเลยว่า การที่คุณไม่ออกกำลังกาย ต่อให้คุณไม่ดื่มสุราหรือสูบบุหรี่ คุณก็มีความเสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคร้ายมากไปคนที่สุบบุหรี่ด้วยซ้ำ

ขอขอบคุณ : เนื้อหาจาก สำนักข่าว CNN


Banner_welltitude_เชื้อดื้อยา-ซุปเปอร์บัค.jpg

ข้อมูลจาก EOCD ระบุว่า หากมนุษย์ยังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในภาคสาธารณสุขและสุขลักษณะ เชื้อดื้อยา “ซุปเปอร์บัก” อาจจะทำลายชีวิตมนุษย์หลายล้านคนภายในปี 2050

จากกรณีการพบเชื้อแบคทีเรีย “อีโคไล” ของสหรัฐฯ ซึ่งได้มีการพัฒนาเป็น “ซุปเปอร์บัก” เชื้อที่ต้านทานยาปฏิชีวนะมากมายหลายชนิด ส่งผลลทำให้เกิดการตื่นตัวของเชื้อดื้อยา ซึ่งหลายคนหวั่นวิตกว่าอาจจะคุกคามโลกของเราโดยที่มนุษย์ไม่รู้ตัวมาก่อน

ล่าสุด องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ EOCD เปิดเผยว่า ประชาชนหลายล้านคนอาจเสียชีวิตจากเชื้อโรคดื้อยา “ซุปเปอร์บัก” ภายในปี 2050 และค่าใช้จ่ายในการรักษาอาการติดเชื้อโรคเหล่านี้อาจจะมีราคาสูงถึง 3,500 ล้านเหรียญต่อปีเลย ที่ผ่านมาประเทศส่วนใหญ่ใช้งบประมาณถึงร้อยละ 10 ไปกับการรักษาอาการจากเชื้อโรคดื้อยาเหล่านี้อยู่แล้ว

สำหรับเชื้อโรค “ซุปเปอร์บัก” เป็นเชื้อดื้อยาชนิดหนึ่งที่มีความรุนแรงมาก และดื้อยาปฏิชีวนะเกือบทุกชนิด ซึ่งคำว่า “ซุปเปอร์บัก” หมายถึงเชื้อแบคทีเรียเป็นหลัก เพราะแบคทีเรียสามารถกลายพันธุ์ได้ง่าย ซุปเปอร์บักกลายพันธุ์จนสามารถย่อยทำลายยาปฏิชีวนะได้ ทำให้ยาหมดประสิทธิภาพ และยิ่งมนุษย์บริโภคยาปฏิชีวนะมากขึ้น ก็จะทำให้แบคทีเรียสามารถพัฒนาการต่อต้านยาเหล่านี้ได้มากขึ้นอีก ไม่เพียงแค่รับประทานยาโดยตรง แต่ผ่านการบริโภคเนื้อสัตว์ที่ได้รับยาปฏิชีวนะ

นอกจากนี้ รายงานของ OECD ระบุว่า ประเทศอินโดนีซีย บราซิล และรัสเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลาง มีอัตราการดื้อยาปฏิชีวนะอย่างน้อย 1 ชนิดสูงถึง 60% และยังคาดการณ์ว่าอัตราการติดเชื้อซุปเปอร์บักจะสูงกว่าทุกวันนี้ 4-7 เท่าภายในปี 2030 และวิธีการเดียวที่จะแก้ปัญหาครั้งนี้คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในภาคสาธารณสุข เพิ่มมาตรการทางสุขลักษณะและลดการใช้ยาปฏิชีวนะ ปรับมาตรการทางสุขลักษณะทั้งในโรงพยาบาลและคลินิก ทำเทสต์หาเชื้อว่าเป็นซุปเปอร์บักหรือไม่ พร้อมย้ำเตือนให้เจ้าหน้าที่ล้างมือและปฏิบัติตามระเบียบความปลอภัยอย่างเคร่งครัด