ส่องเทรนด์เมนูสุขภาพมาแรง2563_Cover_2-1.jpg

“โปรตีนทดแทน และโปรตีนสายพันธุ์ใหม่” คือ หนึ่งในเทรนด์เมนูสุขภาพที่เหล่ากูรูวงการอาหารการันตีไว้ในงาน Fi Asia 2019 (นิทรรศการและการประชุมประจำปีของกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารในเอเชีย) ว่ากำลังมาแรงในปี 2563 นี้ ส่วนน่าสนใจอย่างไรและหาทานได้จากไหน กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต อาสาพาไปหาคำตอบกัน

 

ถ้าจะขยายความให้เข้าใจง่ายๆ นั้น “โปรตีนทดแทน” ก็คือ โปรตีนจากพืช-นมพืช เมล็ดถั่วต่างๆ ที่เราทราบกัน แต่อีกตัวที่น่าสนใจคือ “โปรตีนสายพันธุ์ใหม่” ที่เกิดจากการหมักด้วยเชื้อจุลินทรีย์ มีคุณประโยชน์สำคัญที่อุดมไปด้วย “โพรไบโอติกส์” จุลินทรีย์ชนิดดีที่คอยกำจัดแบคทีเรียไม่ดี ฟื้นฟูสมดุลภายในลำไส้ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน และช่วยในด้านการหลั่งสารสื่อประสาท ฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกายอีกด้วย ซึ่งถ้าเราอยากที่ทานอาหารที่มีเจ้าจุลินทรีย์ตัวนี้เป็นส่วนประกอบ สามารถเลือกทานได้จากเมนูดังต่อไปนี้

 

TEMPE

1. เทมเป้ (TEMPE)

อาหารที่มีต้นกำเนิดจากอินโดนีเซียมากว่า 200 ปี เป็นถั่วเหลืองหมักกับเชื้อราชนิดหนึ่งที่เป็นมิตรกับร่างกาย ลักษณะคล้ายกับเต้าหู้ แต่มีเส้นใยอาหารจากถั่วเหลืองทั้งเมล็ดทำให้มีความแน่นมากกว่า รสจืด ใยอาหารสูง มีวิตามิน B12 และโปรตีนจากพืชที่มีคุณประโยชน์ ช่วยกระตุ้นการทำงานของแบคทีเรียชนิดดีในกระเพาะอาหาร ทั้งยังมีโพรไบโอติกส์และพรีไบโอติกส์ (ใยอาหารที่ไม่ถูกย่อยในกระเพาะอาหาร) ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันร่างกาย มีสารต้านอนุมูลอิสระทำให้ผิวพรรณสดใส

สำหรับใครที่สนใจสามารถหาซื้อได้ทาง เว็บไซต์อาหารเพื่อสุขภาพ  BEANERGY FOOD , ร้าน FARMER FRESH หรือ ร้านจำหน่ายสินค้าออนไลน์ทั่วไป

 

 

KOMBUCHA

2. คอมบุชะ (KOMBUCHA)

ชาเขียว” หรือ “ชาดำ” ที่ผ่านกระบวนการหมักเพื่อให้ได้จุลินทรีย์ชั้นดี จัดเป็นเครื่องดื่มที่มีสรรพคุณทางยา มีจุลินทรีย์โพรไบโอติกส์ที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ มีส่วนช่วยรักษาสมดุลระบบทางเดินอาหารและระบบขับถ่าย นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณด้านลดระดับคอเลสเตอรอล น้ำตาลในเลือด ช่วยเผาผลาญแคลอรี ลดการสะสมสารตกค้างในตับ ไต ช่วยล้างพิษหรือ ของเสียตกค้างในร่างกาย ทำให้นอนหลับได้ดีขึ้น กระตุ้นการสร้างพลังงาน สร้างภูมิคุ้มกัน แก้โรคหอบหืด โรคผิวหนังอักเสบและโรคปวดข้อ

สามารถหาซื้อได้ทาง Facebook : Pure Luck Bangkok , เว็บไซต์จำหน่ายสินค้าออร์แกนิค และ ร้านจำหน่ายสินค้าออนไลน์ทั่วไป

 

การทานอาหาร นอกจากความอร่อยแล้ว อีกปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงคุณประโยชน์และผลเสียที่อาจเกิดขึ้นต่อร่างกายด้วย ควรบริโภคที่พอดีและเลือกของที่มีประโยชน์เป็นสำคัญ

 

 

เคล็ดน่ารู้..เมนูเทมเป้

เทมเป้กินอะไรก็อร่อย…วันนี้เรามีเมนูง่ายๆ มาฝาก

 

  • เทมเป้สามเกลอ เมนูอาหารเช้าแสนง่าย ประโยชน์เกินร้อย ทานพร้อมโยเกิร์ต แอปเปิล และโกโก้ร้อนหนึ่งแก้ว อิ่มสบายท้อง
  • เมี่ยงเทมเป้ อารมณ์เดียวกับเมี่ยงปลาทู หรือ ก๋วยเตี๋ยวลุยสวน ทานได้ง่าย อิ่มท้อง และดีต่อสุขภาพ

วัตถุดิบ : แผ่นแป้ง , ผักสดตามที่ชอบทาน , เทมเป้สดหรืออบร้อน , ขนมจีน (หากคุมน้ำหนักอยู่จะทานขนมจีนก็ได้)

น้ำจิ้มซีฟู้ด : กระเทียม , ผักชี  , มิโสะ แทนน้ำปลา , น้ำตาลมะพร้าว , พริกขี้หนูสวน ตำรวมกันปรุงรสชาติตามที่ชอบ

เสร็จแล้วนำส่วนประกอบทุกอย่างจัดใส่จาน เรียงให้สวยงาม พร้อมเสิร์ฟ

 

  • ข้าวมันเทมเป้ ข้าวมันธัญพืช

ส่วนผสมในการทำข้าว สำหรับ 1 จาน : ข้าวหอมมะลิ (1/2 ถ้วย), เทมเป้ 1/2 ชิ้น , ขิงหั่นแว่น 3-4 ชิ้น, กระเทียมทุบ 3 กลีบ, รากผักชีทุบ 1 ราก , น้ำมันงา 2 ช้อนชา และน้ำซุปผัก

ส่วนผสมในการทำน้ำจิ้ม 1 ถ้วย : มิโสะ 1 ช้อนโต๊ะ, น้ำตาลมะพร้าว 1 ช้อนชา , กระเทียมสับ 2 กลีบ, ขิงสับ 2 ช้อนชา, พริกแดงซอย 2 เม็ด, น้ำส้มสายชูข้าวหมัก 2 ช้อนโต๊ะ และซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ

 

ขั้นตอนการทำ

  1. ใส่ข้าวหอมมะลิ เทมเป้ กระเทียมทุบ รากผักชีทุบและขิงหั่นแว่นลงในหม้อหุงข้าว
  2. เติมน้ำซุปผักลงในหม้อให้เหนือระดับข้าวเล็กน้อย เติมน้ำมันงาเพื่อความหอมมัน แล้วหุงข้าวตามปกติ
  3. ทำน้ำจิ้มโดยผสมมิโสะ น้ำตาลมะพร้าว กระเทียมสับ ขิงสับ พริกแดงซอย น้ำส้มสายชูข้าวหมัก และซีอิ๊วขาวที่ตวงไว้เข้าด้วยกัน พอข้าวสุกตักใส่จานทานคู่กับทานคู่กับแตงกว่าและผักชี

 

ขอบคุณข้อมูลจาก https://beanergyfood.com


Beauty-aging-Cover_1-1.jpg

แต่ละช่วงวัยมีสภาพผิวต่างกัน การดูแลย่อมต่างกันไปด้วย จึงต้องใส่ใจเป็นพิเศษ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตจะมาเผยเคล็ดลับเผยความสวยสมวัยกัน

วัย 20 : หัวใจสำคัญ “ความชุ่มชื้น”

 

สภาพผิว : เป็นช่วงวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงของสภาพผิวมากที่สุด โดยผิวจะปรับสภาพและผลัดเซลล์ทุกๆ 28 วัน หรือ 1 เดือน ในช่วงวัย 20 ต้นๆ สาวๆ มักมีปัญหาในเรื่องความมัน สิวอุดตันบนใบหน้า ทั้งจากฮอร์โมนสาวสะพรั่งและมลภาวะที่ต้องเจอในชีวิตประจำวัน และเมื่อย่างเข้า 20 ตอนปลายด้วยภาระงานและความรับผิดชอบที่มีมากขึ้น อาจก่อให้เกิดความเครียด ริ้วรอยเล็กๆ จึงค่อยๆ ตามมา

วิธีดูแล : ข้อดีของวัยนี้คือผิวยังสามารถสร้างน้ำมันออกมาทำให้ผิวยืดหยุ่นได้มาก แต่ด้วยช่วงวัยที่รักสวยรักงาม การแต่งหน้าการเลือกใช้เครื่องสำอางอาจจะทำให้ผิวหน้าได้รับผลกระทบ ทั้งจากสิวอุดตันและสารเคมีที่ประโคมลงไป ดังนั้นการทำความสะอาดผิวหน้าจึงสำคัญอย่างมาก จึงควรเช็ดหน้าด้วยคลีนซิ่งทุกครั้ง และใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่สามารถช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ในวัยนี้หัวใจสำคัญที่ควรใส่เป็นพิเศษ คือ ความชุ่มชื้น เพราะความมันที่ออกมาไม่ได้ความว่า ผิวของคุณจะอิ่มน้ำ ดังนั้นควรเลือกทามอยส์เจอร์ไรเซอร์เพื่อเติมความชุ่มชื้นให้ผิวหน้า และอาจทาอายครีมเพื่อป้องกันริ้วรอบที่อาจจะเกิดก่อนวัย และทุกเช้าก็ควรปกป้องผิวจากรังสี UV ด้วยครีมกันแดดที่มี SPF 50+++ ขึ้นไป หรือหากอยู่ในร่มก็ไม่ควรประมาทเพราะแสงจากหลอดไฟก็อาจทำให้เกิดฝ้า กระ ได้เช่นกัน แต่อาจละค่า SPF ลงมาไม่ต่ำกว่า 15

 

 

วัย 30 : หัวใจสำคัญ “การผลัดเซลล์ผิว”

 

สภาพผิว : ช่วงวัยนี้สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป คือ การผลัดเซลล์ผิวที่ช้าลง และมีความเสี่ยงที่การผลัดผิวอาจทำให้เกิดริ้วรอยที่ยากต่อการกำจัด ในวัยที่มีความเครียดสะสม ร่างกายเริ่มขาดสารอนุมูลอิสระ ควรใส่ใจทั้งการรับประทานอาหาร โดยอาจรับประทานวิตามินเสริม รวมถึงการบำรุงผิวหน้าอย่างสม่ำเสมอ

วิธีดูแล : ในช่วงวัยนี้ผิวหน้าเริ่มผลิตน้ำมันได้น้อยลง ทำให้การทำความสะอาดหรือการบำรุงจำเป็นต้องได้รับความใส่ใจเป็นพิเศษ เนื่องจากผิวมีการผลัดเซลล์ที่ช้าลง สาวๆ ในช่วงวัยนี้จึงควรสครับใบหน้าอย่างน้อยอาทิตย์ละ 1 ครั้ง เพื่อช่วยเร่งกระบวนการผลัดเซลล์ผิว เพิ่มความกระจ่างใสให้กับผิวหน้า แต่ควรระวังผลิตภัณฑ์ที่มีความเป็นกรดมากเกิดไป และเบามือกับผิวหน้าระหว่างการสครับเพราะการหนักมือมากเกิดไปอาจทำให้เกิดริ้วรอยตามมา สิ่งสำคัญคือ หมั่นเติมสารบำรุงที่เหมาะสม โดยใช้โทนเนอร์ในการปรับสภาพผิว เติมเต็มวิตามินและความชุ่มชื้นคือสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับวัยนี้

 

 

วัย 40 : หัวใจสำคัญ “การบำรุง”

 

สภาพผิว : เป็นวัยที่ “ฮอร์โมน” เริ่มผลิตช้าลงโดยที่คุณอาจสังเกตได้จาก ผิวที่แห้งขึ้น ขาดความยืดหยุ่น และบอบบางในบางครั้งอาจเกิดอาการแพ้ แม้กระทั่งในผลิตภัณฑ์เดิมๆ ที่เคยใช้ประจำ หากสาวๆ พบว่าสิ่งนี้เริ่มเกิดขึ้นกับตัวเองคุณควรเริ่มบำรุงผิวอย่างจริงจัง สีผิวที่ไม่สม่ำเสมอ ฝ้า กระ อาจเกิดได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมหากคุณไม่ระมัดระวัง เพราะผิวในวัยนี้เริ่มขาดคอลลาเจน

วิธีดูแล : การทำความสะอาดผิวสำหรับวัยนี้ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่เป็นเนื้อครีม เพื่อป้องกันการเสียดสีให้ผิวบอบบางมากขึ้น ทั้งผลิตภัณฑ์ที่มีเนื้อครีมยังช่วงคงความชุ่มชื้นให้ผิวได้ดี และขาดไม่ได้เลยคือ “การบำรุง” คอลลาเจนในผิวเริ่มพร่องไป ดังนั้นสาวๆ จึงควรเติมเต็มด้วยผลิตภัณฑ์ หรือ ทรีทเมนต์ ที่มีส่วนผสมของเปปไทด์และโปรตีน ใส่ใจในส่วนที่บอบบางบนใบหน้าหรือบริเวณที่มีการขยับบ่อยๆ เช่น รอบดวงตา หางตา ร่องแก้ม หน้าผาก ผลิตภัณฑ์ลดเลือนริ้วรอยควรเริ่มใช้อย่างจริงจัง และทาครีมกันแดดทุกเช้าเพื่อป้องกันไม่ให้คุณสูญเสียคอลลาเจนมากไปกว่านี้

 

 

วัย 50 : หัวใจสำคัญ “การเติมเต็มสิ่งที่ขาดหาย”

 

สภาพผิว : วัยทองของสาวๆ หลายๆ คน ช่วงวัยนี้เป็นช่วงวัยที่หลายคนประสบความสำเร็จในหลายๆ ด้าน และหากคุณดูแลผิวอย่างดีเสมอมา ภาวะต่างๆ รวมถึงฮอร์โมนที่ผลิตน้อยลง การขาดประจำเดือน รูขุมขนขยายกว้างไม่กระชับ อาจทำให้คุณเป็นกังวลมากขึ้น ผิวที่แห้งลงและผิวหน้าที่รับการเติมเต็มได้ไม่เหมือนก่อน หรือที่หลายๆ คนเรียกว่า ทาครีมไม่ซึม แต่งหน้าไม่ติด

วิธีดูแล : ผิวจะเริ่มขาดทั้งน้ำและน้ำมัน ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นเนื้อครีมเข้มข้น มีส่วนผสมของ วิตามินอี และโพลีเปปไทด์ที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและเพิ่มความชุ่มชื้นทำให้ผิวเนียน และอาจใช้ผลิตภัณฑ์ลดเลือนริ้วรอย และกระชับรูขุมขนที่มีส่วนผสมของ เรตินอล โดยควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนที่จะเริ่มใช้ เพราะเรตินอลเป็นสารที่อันตรายหากใช้ในปริมาณมากหรือใช้ควบคู่กับผลิตภัณฑ์บางชนิด ดังนั้นควรเลือกความเข้มข้นที่เหมาะสมกับสภาพผิวหน้าและปัญหาของคุณเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด


คลายร้อน-คลายเครียด_Cover_1.jpg

เมื่อเข้าสู่ช่วงหน้าร้อน “แตงโม” คือ หนึ่งในผลไม้ยอดนิยม ด้วยรสหวานทานง่าย ช่วยคลายร้อนให้ความสดชื่น แต่เชื่อหรือไม่ว่า นอกจากรสชาติแล้วยังมีสารอาหารที่ให้ประโยชน์ส่งผลดีต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัยอีกด้วย วันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอพาคุณมารู้จักกับประโยชน์ของ “แตงโม” กัน

 

1. เพิ่มเบต้าแคโรทีน เสริมภูมิคุ้มกัน ป้องกันติดเชื้อ

น้ำแตงโมช่วยเพิ่มสารเบต้าแคโรทีน ซึ่งร่างกายนำไปใช้สร้างวิตามินเอที่มีผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจ และการขับปัสสาวะ รวมถึงช่วยบำรุงผิวพรรณและเส้นผมให้แข็งแรงอีกทางหนึ่งด้วย

2. แผลให้หายเร็วขึ้น

แตงโมมีสารซิตรัลลีนอยู่มาก โดยสารนี้จะช่วยรักษาแผลให้หายเร็วขึ้น โดยไม่ควรดื่มน้ำแตงโมเพียงอย่างเดียว ควรทานเนื้อแตงโมเข้าไปด้วย โดยเฉพาะส่วนเนื้อสีขาวที่อยู่ลึกลงไป แม้รสชาติไม่ค่อยหวาน แต่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

3. ต้านมะเร็ง ป้องกันยูวี มีประโยชน์ต่อหัวใจ

แตงโมมีสารสำคัญสีแดงชื่อว่า “ไลโคปีน” ซึ่งมีอยู่มากในมะเขือเทศ แต่เทียบกันแล้วแตงโมจะมีมากกว่าถึง 40% สารชนิดนี้จะช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งและโรคหัวใจ โดยวารสารวิชาการ “โรคมะเร็ง” แห่งเอเชียแปซิฟิก ระบุว่า ไลโคปีนจะช่วยเป็นโล่ปกป้องผิวหนังจากรังสียูวีจากแสงแดด เพื่อไม่ให้เป็นมะเร็งผิวด้วย

ขณะที่ทีมนักวิจัย Florida State University ระบุว่าแตงโมมีกรดอะมิโน แอล-ซิตรัลลีน อยู่มาก ซึ่งกรดชนิดนี้เป็นสารตั้งต้นของแอล–อาร์จินินที่ช่วยควบคุมการทำงานของหลอดเลือดหัวใจและช่วยให้การไหลเวียนโลหิตเป็นไปโดยสะดวก จำเป็นต่อการสร้างกรดไนตริก ซึ่งเป็นก๊าซที่ช่วยขยายหลอดเลือด ช่วยลดความดันโลหิตและป้องกันเส้นเลือดสมองแตกได้

4. โรคอ้วนและเบาหวานทานดี

แตงโมมีแคลอรีต่ำ อุดมด้วยวิตามิน แร่ธาตุที่มีประโยชน์ วารสารโภชนาการ “Journal of Nutrition” ให้ข้อมูลว่า เนื้อแตงโมมีกรดอะมิโน “อาร์จินิน” ที่ช่วยในการเผาผลาญแคลอรีได้อยู่มาก จึงช่วยเพิ่มการเผาผลาญไขมันและกลูโคส โดยมีปริมาณแคลอรีอยู่เพียง 96 แคลอรีเท่านั้น นอกจากนี้การกินแตงโมที่ชุ่มฉ่ำด้วยน้ำจะช่วยทำให้เราอิ่มได้เร็วขึ้น

5. มีผลต่อผิว ช่วยดูดซับความมัน เพิ่มความกระจ่างใส

ความเย็นของแตงโมช่วยผ่อนคลายผิวหน้าภายนอกให้ดูสดชื่น ส่วนสารสีแดงจากแตงโม คือ ไลโคปีน ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยดูดซับความมันบนใบหน้าได้เป็นอย่างดี และวิตามินเอในแตงโมจะช่วยให้ผิวพรรณกระจ่างใสขึ้น และวิตามินซีจะช่วยให้ผิวกายสดใสขึ้น

 

นอกจากนี้ แตงโมสีแดงสดยังเต็มไปด้วยโพแทสเซียมช่วยควบคุมระบบการไหลเวียนของโลหิตในบริเวณผิวหน้าให้เป็นปกติ อีกทั้งยังช่วยให้รูขุมขนมีความยืดหยุ่น ชุ่มชื่น น้ำของแตงโมก็มีประโยชน์ต่อผิวสวยของทุกคน เพราะจะมีโมเลกุลของน้ำตาล รวมทั้งมีกรดอะมิโนอยู่เล็กน้อย ซึ่งช่วยในการบำรุงผิวของสาวๆ ให้สวยใสยิ่งขึ้น

 

เกร็ดน่ารู้เรื่องแตงโม

  • การทานแตงโมแช่เย็นแม้ช่วยเพิ่มความสดชื่น แต่คุณค่าทางโภชนาการจะลดลงเมื่อเทียบกับแตงโมที่ไม่แช่เย็น เพราะแตงโมจะยังผลิตสารอาหารต่อเนื่องแม้ถูกเก็บมาจากต้นแล้ว ซึ่งการผลิตสารนี้จะลดลงหากถูกเก็บในที่อุณหภูมิเย็น
  • ทุกส่วนของแตงโม ล้วนมีคุณค่าทางสมุนไพรทั้งสิ้น “ราก” มีน้ำยางใช้กินแก้อาการตกเลือดหลังการแท้ง “ใบ” ใช้ชงเป็นยาลดไข้ ส่วนเนื้อแตงโมมีคุณสมบัติเป็นยาเย็น ช่วยระบาย ขับปัสสาวะ ช่วยย่อย แก้เบาหวาน และดีซ่าน จากคุณประโยชน์ที่หลากหลายนี้ แตงโมจึงเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพอีกทางเลือกหนึ่งของคนรักสุขภาพทุกท่าน ที่ทีมงานกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตขอหยิบมาฝาก

 

ที่มา : กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)


5-วิธีบริโภคน้ำดื่มเลี่ยงเชื้อ_Cover_2.jpg

เพราะร่างกายมนุษย์มีน้ำเป็นส่วนประกอบถึง 70 % ดังนั้น “น้ำดื่ม” จึงเป็นสิ่งที่มนุษย์ขาดไม่ได้ หากหลายครั้งการเจ็บป่วยก็มักมาจากการดื่มน้ำที่มีแบคทีเรีย หรือ จุลินทรีย์ปนเปื้อนนำไปสู่โรคอาหารเป็นพิษ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วงที่มักพบบ่อยช่วงฤดูร้อน และปัจจุบันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 การเลือก “น้ำดื่ม” ก็ยิ่งควรต้องระมัดระวังมากยิ่งขึ้น เพราะหากพลาดขึ้นมาอาจติดเชื้อได้โดยไม่รู้ตัว เนื่องจากไวรัสดังกล่าวสามารถอยู่บนพื้นผิววัสดุต่างๆ ได้นาน อาทิ

  • 2 – 8 ชั่วโมง สำหรับภาชนะอะลูมิเนียม
  • 2 วัน สำหรับภาชนะประเภทเหล็ก สเตนเลส
  • 4 วัน สำหรับภาชนะประเภทแก้ว
  • 5 วัน สำหรับภาชนะพลาสติก

 

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข จึงจัดทำคำแนะนำภายใต้หลัก 5 ล. สำหรับประชาชนเพื่อสร้างสุขอนามัยที่ดี ป้องกันเชื้อโควิด-19 ประกอบด้วย

1) ล. เลือก น้ำดื่มสะอาด ได้แก่

> น้ำดื่มบรรจุขวดที่มี อย.

> น้ำประปาใส มีกลิ่นคลอรีนอ่อนๆ

> น้ำจากตู้หยอดเหรียญ สภาพตู้สะอาด เปลี่ยนไส้กรองตามกำหนดเวลา

2) ล. ล้าง ภาชนะบรรจุ หรือ ใช้ดื่มน้ำให้สะอาดทุกครั้งทั้งภายนอกและภายใน และหลังล้างควรต้มในน้ำเดือด หรือ แช่ในน้ำคลอรีน 100 มิลลิกรัมต่อลิตร นาน 2 นาที หรือ 200 มิลลิกรัมต่อลิตร นาน 1 นาที เพื่อฆ่าเชื้อ

3) ล. ลด สัมผัสจุดที่สัมผัสน้ำ เช่น ก๊อกน้ำ พื้นผิวภายในภาชนะ หากจำเป็น อาทิ การเปลี่ยนถังน้ำ เปลี่ยนไส้กรอง ควรล้างมือให้สะอาด หรือ ใช้เจลแอลกอฮอล์ และเมื่อต้องรอกดน้ำจากตู้ ควรลดเว้นระยะห่างจากผู้อื่น อย่างน้อย 1-2 เมตร

4) ล. เลี่ยง ให้เลี่ยงใช้บริการน้ำดื่มร่วมกัน ควรเตรียมน้ำดื่มใส่ภาชนะส่วนตัว และทำสัญลักษณ์ บนภาชนะน้ำดื่มของตนเอง เลี่ยงความสับสน ไม่ให้ปะปนกับผู้อื่น

5) ล. เลิก ใช้ภาชนะดื่มน้ำร่วมกัน เช่น แก้ว จอก ขัน ควรแยกใช้ส่วนตัวหรือแบบใช้ครั้งเดียว

 

หลักการง่ายๆ เพื่อความปลอดภัยไร้โรค เมื่อรู้แล้วอย่าลืมนำไปใช้ หรือ นำไปแชร์ต่อกันได้เลย

ที่มา : กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข


Supplement-food-covid-Cover_1.jpg

ขณะที่โลกยังวุ่นกับการคิดค้นวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด19  และองค์การอนามัยโลกแนะให้เราต่างป้องกันตัวเองโดยใส่หน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือ เว้นระยะห่างทางสังคม  ในมุมของวงการวิจัยด้านอาหารและยา หรือแพทย์ทางเลือกก็มีการพูดถึงอาหารเสริม หรือสมุนไพรเพื่อป้องกันหรือยับยั้งการเติบโตของไวรัส

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตได้นำข้อเขียนตอนอาหารเสริม จากหนังสือ Beating  COVID-19 เอาชนะโรคร้ายด้วยความเข้าใจ ซึ่งดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์และสุขภาพและที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจฯเกียรตินาคิภัทร ทำเป็นหนังสือคู่มือทางออนไลน์ มาแชร์เพื่อเราจะได้มีข้อมูลเบื้องต้นสำหรับดูแลตัวเองและไม่เป็นเหยื่อโฆษณา

 

  1. ชาผูเออร์ หรือชาดำ

ที่มา          ไต้หวันคัดเลือกสารธรรมชาติ 720 ชนิด มาวิจัยทดลองว่ามีชนิดใดสามารถยับยั้งการแบ่งตัว

และเติบโตของไวรัสที่ทำให้เกิดโรคซาร์ส จึงทำให้อนุมาณว่าอาจจะใช้ได้กับไวรัสโควิด 19

คุณสมบัติ  ยับยั้งการเติบโตของไวรัสได้ เพราะมีกรดแทนนิคและเธียเฟลวิน ซึ่งพบมากในชาประเภทนี้และ

มีบ้างในชาอู่หลง และชาเขียว

ข้อมูล

ผูเออร์ เป็นชาที่ปลูกทางภาคใต้ของมณฑลยูนนาน ที่อำเภอผูเอ่อร์ โดยชนชาติอี๋ ซึ่งเป็นชน

กลุ่มน้อยของมณฑลยูนนาน

 

  1. ฟ้าทลายโจร

ที่มา      ความร่วมมือของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และ

องค์การเภสัชกรรม

คุณสมบัติ  ยับยั้งการเติบโตขยายพันธุ์ของ Andrographolide และการเพิ่มจำนวนไวรัสโควิด-19 ได้ แต่ไม่

สามารถป้องกันติดเชื้อ ควรกินทันทีเมื่อมีไข้ แต่ไม่ควรกินเพื่อป้องกันโรค

ข้อมูล        ฟ้าทลายโจรในทางแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก จะใช้กรณีบรรเทาหวัด ลดการอักเสบ

และโรคทางเดินหายใจ


Cover_1-5.jpg

ในวันที่เราต้องกักตัว อยู่บ้าน ลดเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของโควิด19 หลายร้านต้องปิดตัวชั่วคราว หรือใช้ช่องทางขายออนไลน์แทน รวมทั้งขนมโตเกียวหน้าโรงเรียนที่หายากแล้ว ยิ่งหายากเข้าไปอีก แต่คุณรู้ไหม ขนมโตเกียวทำง่ายกว่าที่คิด ใช้แค่กระทะกับส้อม ไม่ต้องร่อนแป้ง ไม่ต้องมีเครื่องปั่น ไม่ต้องใช้ตะกร้อมือ กักตัวอยู่บ้านแบบนี้มาทำเมนูโปรดแก้เซ็งกันดีกว่า

 

 

อุปกรณ์

วัตถุดิบทำแป้งแพนเค้ก

  1. แป้งเค้กอเนกประสงค์ 1 ถ้วยตวง
  2. เบกกิ้งโซดา 1 ช้อนชา
  3. ไข่ไก่ 1 ฟอง
  4. เกลือ 1 หยิบมือ
  5. น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ
  6. นมสด ครึ่งกล่อง (ประมาณ120 มล.)

วัตถุดิบทำไส้

  1. หมูสับ 100 กรัม
  2. เนย/น้ำมันพืช
  3. พริกไทย
  4. ผงปรุงรส
  5. ซอสหอยนางรม
  6. ซีอิ๊วขาว
  7. ซอสปรุงรส
  8. ไข่ไก่ 1 ฟอง

 

วิธีทำ

  1. เตรียมไส้หมูสับก่อน ด้วยการผัดหมูสับกับผงปรุงรส พริกไทย และซอสซีอิ๊วต่างๆ ตามชอบ ระวังเค็มเกินไป เพราะตอนวางบนแป้งต้องเหยาะแม้กกี้ด้วย ผัดไฟกลาง แล้วพักไว้
  2. ตีไข่ไก่พักไว้ สำหรับทาบนแป้ง (ใช้แทนไข่นกกระทา)
  3. มาถึงขั้นตอนทำแป้ง ผสมไข่ไก่ น้ำตาลทราย กับนมสดให้เข้ากัน ค่อยๆ เติมแป้งเค้ก เบกกิ้งโซดา และเกลือ ผสมให้เข้ากัน
  4. ตั้งกระทะใช้ไฟอ่อน (ใช้กระทะเทปล่อน) ทาเนยบางๆ ถ้าใช้น้ำมันให้ใส่นิดเดียวและใช้ทิชชู่เกลี่ยให้ทั่ว
  5. หยอดแป้งโตเกียวเป็นวงรี เกลี่ยด้วยช้อนก็ได้
  6. เมื่อแป้งเริ่มสุก ทาไข่ไก่ที่ตีไว้แล้วให้ทั่วบนแป้ง
  7. เมื่อไข่เริ่มสุกก็ใส่ไส้หมูสับที่ทำไว้ลงไป เหยาะแม้กกี้โรยพริกไทยดำ แล้วม้วนขนม จัดเสิร์ฟได้เลย

 

 

เท่านี้ก็ได้ทานขนมโตเกียวร้อนๆ แล้ว ถ่ายรูปลงโซเชียลก็เก๋ไปอีก อยากกินก็ได้กินสมใจ ปลอดภัยจากมือเราเอง สามารถประยุกต์เป็นไส้หวาน ไส้กรอก ปูอัด หมูยอได้ตามใจชอบ

 

เกร็ดน่ารู้  : ที่มาของขนมโตเกียวที่ไม่มีที่โตเกียว!

ขนมโตเกียว ที่ชื่อเดียวกับเมืองหลวงของญี่ปุ่น แต่แท้จริงแล้วมีจุดเริ่มต้นที่ “กรุงเทพ” เพราะขนมชนิดนี้ห้างไทยไดมารู ที่เป็นห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่นตั้งอยู่บนถนนราชดำริ (ปัจจุบันคือ ห้างบิ๊กซี ตรงข้ามเซ็นทรัลเวิลด์) ได้นำ ขนมโดรายากิ  มาดัดแปลงแล้วตั้งชื่อว่าขนมโตเกียว เพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นญี่ปุ่น โดยขายครั้งแรกในช่วงปี พศ. 2510

 

 


สุขใจแต่ไม่สุขกาย_Cover_2.jpg

เชื่อว่ากิจกรรมของใครหลายคนช่วงวันหยุดอยู่บ้าน คงหนีไม่พ้นการนั่งๆ นอนๆ ดูหนัง ดูซีรีย์ แบบมาราธอน และมาพร้อมกับประโยคที่ว่า “อีกตอน เดี๋ยวจะนอนแล้ว” สรุปคือตอนเดียวยาวๆ จนเช้า หากคุณมีพฤติกรรมเช่นนี้ ให้คิดไว้เลยว่ากำลังตกอยู่ในอาการ “Binge Watching” หรือการเสพติดรายการทีวีอย่างหนัก เป็นปรากฏการณ์ที่กำลังรุนแรงมากขึ้นพร้อมกับความนิยมที่เพิ่มขึ้นของแอพพลิเคชั่นสำหรับรับชมความบันเทิง ไม่ว่าจะเป็น ภาพยนตร์ ซีรีย์ รายการโทรทัศน์ ซึ่งดูได้ทุกที่ ทุกเวลา เช่น Netflix , iTunes Store , LIine TV , Viu , WeTV เป็นผลให้เกิดการใช้อินเตอร์เน็ตในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 11.14% จากการเปิดเผยข้อมูลการใช้งานอินเทอร์เน็ตมือถือของค่ายโอเปอเรเตอร์ผู้ให้บริการทั้ง 3 ราย ของ กสทช. รวมทั้งการสำรวจของ Opensignal บริษัทวิเคราะห์เครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ พบว่าเดือนมีนาคม คนไทยใช้สมาร์ทโฟนเพื่อเชื่อมต่อสัญญา Wi-Fi ที่บ้านนานขึ้นถึง 41.5% เพื่อใช้ในการทำงานและกิจกรรมอื่นๆ

 

พฤติกรรม “Binge Watching” จะเกิดขึ้นเมื่อคุณรู้สึกสนุก มีความสุขกับการดูซีรีย์เรื่องโปรดไปได้สัก 3 – 4 ตอน สมองจะหลั่งสารแห่งความสุขที่ชื่อว่า “โดพามีน” สั่งการให้ร่างกายทำกิจกรรมนั้นต่อไปเรื่อยๆ โดยมีความรู้สึกและกระบวนการทางร่างกายคล้ายกับการเสพสารเสพติดชนิดหนึ่ง ไม่จบไม่เลิก ไม่จบไม่นอน !!!

 

การดูซีรีย์ถือเป็นกิจกรรมผ่อนคลายเครียดอย่างหนึ่ง ช่วยให้หลบหนีจากโลกแห่งความจริงแบบชั่วครั้งชั่วคราว โดยเฉพาะช่วงเวลาที่โรคระบาดโควิด-19 ระบาดอย่างรุนแรงเช่นนี้ ซึ่งมีข่าวสารต่างๆ ออกมามากมาย ทั้งข่าวจริง ข่าวปลอม เผยแพร่ในโลกออนไลน์ การเลือกดูซีรี่ย์จึงเป็นเหมือนการสร้างกำแพงป้องกันความรู้สึก ปิดกั้นไม่ให้ข้อมูลเหล่านั้นเข้ามาถึงตัวเรามากเกินไป เพื่อช่วยลดความกลัว ความวิตกกังวล ตื่นตระหนกกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น แต่หากดูแบบข้ามวันข้ามคืน ไม่หยุดพัก ก็สามารถส่งผลเสียกับร่างกายได้เช่นกัน

 

กินอยู่เป็น 360 องศา แห่งการใช้ชีวิต อยากให้คุณรู้ถึงผลที่จะเกิดขึ้นตามมา เพื่อลดความเสี่ยงต่างๆ อันเกิดจากการดูซีรีย์มากเกินไป

 

  1. โรควุ้นในตาเสื่อม

สาเหตุ : ใช้สายตาอยู่กับหน้าจอเป็นเวลานาน โฟกัสอยู่ที่จุดๆ เดียวตลอดเวลาส่งผลน้ำในวุ้นตาเสื่อม

อาการ : เวลามองในที่มีแสงสว่างจะเห็นเป็นจุดหรือเส้นคล้ายลูกน้ำลอยไปมา หากปล่อยไว้นานอาจสูญเสียการมองเห็น

  1. โรคต้อหินเฉียบพลัน

สาเหตุ : เพ่งสายตาไปที่หน้าจอนาน ม่านตาขยายมากขึ้นกว่าปกติ ปิดกั้นการไหลออกของน้ำในตา เกิดความดันลูกตาสูง

อาการ : ดวงตามีอาการอ่อนล้า แสบตา ตาแห้ง น้ำตาไหล ปวดที่กระบอกตา สายตาพร่ามัว จนกระทั่งมองเห็นไม่ชัด

  1. โรคกระดูกเสื่อม

สาเหตุ : นั่งหรือนอนท่าเดิมเป็นเวลานานส่งผลต่อกระดูกสันหลังทำให้เสื่อมเร็วขึ้น

อาการ : เจ็บและปวดตามแนวกระดูกที่เริ่มเสื่อม ขยับและเคลื่อนไหวร่างกายได้น้อยลง และมีเสียงดังเมื่อเคลื่อนไหว กรณีที่กระดูกเสื่อมรุนแรงจะเริ่มปวดกระดูก กระดูกผิดรูปจนไม่สามารถเคลื่อนไหว

  1. โรคกระเพาะอาหาร

สาเหตุ : กินอาหารเร่งรีบ ไม่เป็นเวลาหรือเว้นบางมื้อ   ส่งผลกรดในกระเพาะมีมากเกิน

อาการ : จุกเสียดหรือจุกแน่นบริเวณใต้ลิ้นปี่ เป็นได้ทั้งก่อนหรือกิน และเวลาท้องว่าง อาการปวดจะเป็นๆหายๆ เป็นได้วันละหลายครั้งนานประมาณ 15 – 30 นาที และอาการจะดีขึ้นถ้ากินอาหาร ดื่มนม หรือใช้ยาลดกรด

  1.  โรคอ้วน

สาเหตุ : การนั่งหรือนอน คู่กับกินอาหารประเภทแป้ง ไขมัน และน้ำตาล น้ำอัดลม มากเกิน

อาการ : หายใจติดขัด นอนกรน เหนื่อยง่าย ร้อนง่าย และอาจมีปัญหาสุขภาพอื่นๆ

  1. โรคนอนไม่หลับ นอนไม่พอ

สาเหตุ : ดูแบบต่อเนื่องยาวนาน นอนดึกบ่อยๆ ส่งผลต่อการหลั่งสารเคมีในสมอง

อาการ : ไม่สดชื่น ไม่มีสมาธิ สมองเบลอ พูดจาไม่รู้เรื่อง หงุดหงิดง่าย ภูมิคุ้มกันต่ำป่วยง่ายกว่าเดิม

  1. ความสัมพันธ์สั่นคลอน

หากคุณเอาเวลาว่างที่มีใช้ไปกับการดูซีรีย์ทั้งวัน ไม่พูดไม่คุยกับใคร เก็บตัวอยู่ในห้องเงียบๆคนเดียว ลืมให้ความสำคัญกับคนในครอบครัว เพื่อน หรือคนรัก ผลที่ตามมาอาจมากว่าที่คิด นอกจากเสียสุขภาพกายแล้วยังเสียสุขภาพใจด้วย

 

แต่เหล่าแฟนๆ ซี่รี่ย์ ไม่ต้องกังวล เราหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากโรคติดซีรีย์แบบนี้ได้ เพียงกำหนดเวลาว่าในหนึ่งวันจะดูกี่ตอน กี่ชั่วโมงและพยายามทำให้ได้ทุกวัน ท่องไว้ในใจเสมอว่าซีรีย์ไม่หนีไปไหน หยุดไว้ก่อนแล้วค่อยมาเริ่มดูใหม่ในวันต่อไปก็ได้ และถ้าเป็นคนที่ไม่ได้ติดซีรีย์เข้าขั้น ทยอยดูเรื่องที่ติดให้จบ แล้วอย่างพึ่งเริ่มเลยเรื่องต่อไป พักก่อน !! แล้วหันมาทำกิจกรรมอื่นๆ บ้าง ใช้เวลากับคนรอบข้างให้มากขึ้น แม้จะต้องอยู่ในกฎ Social Distancing ก็ยังสามารถติดต่อ พูดคุยได้ และสุดท้ายพยายามคิดถึงผลกระทบต่อสุขภาพให้มาก ห่วงสวยไว้ก่อน นอนดึก อ้วน แก่เร็ว…

-ไม่ได้ห้ามให้ดู แต่ต้องดูอย่างมีสติ –


selfcare-beauty-athome-Cover_1.jpg

ช่วงนี้เคอร์ฟิวส์ หลายคนกำลัง #อยู่บ้านหยุดเชื้อช่วยชาติ ทำให้ช่วงนี้เจอคนน้อย แต่ถึงอย่างไรโควิด-19 ก็ไม่ได้อยู่ตลอดไป ดังนั้นจะปล่อยตัวโทรมไม่ได้ #เพราะโควิด-19 จบ เราจะต้องสวยแล้วจะทำยังไง? ไปคลินิกก็ไม่ได้ ไปสปาก็ไม่ดี วันนี้กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอแนะนำของดีก้นครัวที่หลายคนเผลอลืมไป ชวนมาดูแลตัวเองด้วยวิธีง่ายๆ แต่สวยได้แบบธรรมชาติ

  1. มาส์กผิว กู้หน้าโทรม

ก่อนอื่นคุณต้องรู้จัก ผิวหน้าของคุณก่อน ว่ามีลักษณะอย่างไร?  ผิวมัน ผิวผสม ผิวแห้ง เป็นสิว ผิวแพ้ง่าย… เพื่อที่จะเลือกใช้มาส์กให้เหมาะกับสภาพผิวของคุณ

  • ผิวธรรมดา คือ ผิวที่มีความสมดุล อิ่มน้ำดูสุขภาพดี การดูแลจึงไม่มีอะไรมาก ขึ้นอยู่กับความต้องการว่าอยากได้ผลลัพท์แบบไหน เช่น ต้องการให้ผิวขาวกระจ่างใส ก็สามารถใช้ มะเขือเทศ ช่วยในการผลัดเซลล์ผิว เพิ่มความกระจ่างใส
  • ผิวแห้ง มีลักษณะ ขาดความชุ่มชื่น หากปล่อยทิ้งไว้นานเข้า หน้าจะลอกเป็นขุยและทำให้เกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ ดังนั้นควรเลือกมาส์กที่ช่วยเพิ่มและเติมเต็มความชุ่มชื้นของผิวหน้า เช่น ว่านหางจระเข้ ที่ช่วยในการสมานผิว ช่วยสร้างเซลล์ผิวใหม่และสมานความแห้งกร้านให้กลับมาชุ่มชื่น ควรมาส์กโดยประมาณ 15-20 นาที
  • ผิวมัน เป็นผิวที่มีปัญหาได้ง่ายเนื่องจากความมันบนใบหน้าที่มากเกินไป อาจทำรูขุมขนกว้าง รวมทั้งอาจเกิดสิวอุดตันตามมา ดังนั้นมาส์ที่เหมาะสมกับผิวหน้า ควรช่วยในเรื่องการปรับและควบคุมความบนใบหน้าให้สมดุล เช่น ไข่ขาว เพราะไข่ขาวจะช่วยลดความมันและกะชับรูขุมขน หากมาส์กเป็นประจำ 5-10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น ทั้งยังช่วยดีท็อกซ์ผิว ช่วยดูดซับสิ่งสกปรกบนใบหน้า หากต้องการกำจับสิวเสี้ยก็เพียงแค่ผสมน้ำมะนาวเล็กน้อย นำสำลีมาชุบและแปะบริเวณที่มีสิวเสี้ยน รอจนแห้งแล้วค่อยๆ ลอกออกจากล่างขึ้นบน สิวเสี้ยนก็จะหลุดออกมา
  • ผิวผสม มักพบเจอความมันในส่วนของ T Zone นอกบริเวณนั้นมักแห้ง จึงควรดูแลเฉพาะส่วน ในบริเวณที่มันและแห้ง หรือใช้ น้ำผึ้ง ซึ่งน้ำผึ้งจะช่วยปรับสมดุลของผิว เพราะนอกจากจะช่วยลดแบคทีเรีย และควบคุมความมันส่วนเกิน ช่วยผลัดเซลล์ผิวให้ขาวขึ้นอย่างอ่อนโยนด้วยกรด gluconic โดยไม่ต้องกังวลว่าจะแพ้ เพราะน้ำผึ้งอุดมไปด้วยสารช่วงลดอาการอักเสบและระคายเคืองได้ ควรมาส์กโดยประมาณ 15-20 นาที
  • ผิวแพ้ง่าย เป็นผิวที่ต้องการการใส่ใจเป็นพิเศษ เพราะผิวประเภทนี้มักไวต่อสารชนิดต่างๆ จึงควรปรับสมดุลด้วยการใช้ โยเกิร์ต ซึ่งการพอกโยเกิร์ต ช่วยให้ผิวสะอาดและลดอาการระคายเคือง ทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยยับยั้งริ้วรอยก่อนวัยอันควร ช่วยให้ความชุ่มชื้นและปรับผิวหมองคล้ำให้กลับมาเนียนนุ่ม ควรมาส์ก 30 นาที สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง
  1. ทำสปา ออร่าพุ่ง

ผิวกายก็สำคัญไม่แพ้ผิวหน้า ควรผลัดเซลล์ผิวและบำรุงเป็นประจำสม่ำเสมอ โดยใช้มะขามเปียก ที่มีคุณสมบัติช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าเผยผิวกระจ่างใส่ ด้วยกรด AHA ทั้งยังมีวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันผิวจากมลภาวะ และช่วยลดเลือนจุดด่างดำ โดยสามารถ ผสมเนื้อมะขามเข้ากับน้ำผึ้ง ช่วยเพิ่มความเนียนนุ่มของผิว หรือผสมเข้ากับขมิ้นชัน ที่จะช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ช่วยสมานผิวและปรับผิวให้นุ่มขึ้น ควรทำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง และหมั่นทาครีมกันแดดเป็นประจำก็จะช่วยให้ผิวขาวกระจ่างใส ออร่าพุ่งอย่างแน่นอน

 

  1. หมักผมสวย มีน้ำหนัก โดยใช้ ไข่ น้ำผึ้งและโยเกิร์ต ด้วยการนำไข่ขาวและไข่แดงมาตีและผสมกับน้ำผึ้งและโยเกิร์ต ไข่จะช่วยให้ผมนุ่มมีน้ำหนัก น้ำผึ้งและโยเกิร์ตจะช่วยปรับสมดุลเกร็ดผม และหากชโลมผมทั่วแล้ว ก็สามารถนวดหนังศีรษะ ซึ่งจะลดปัญหารังแคได้ หมักทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที จึงล้างออกและใช้แชมพูสระผมต่อไป

 

และนี่ก็เป็นเคล็ดลับ สวยง่ายจากของก้นครัว ที่กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตนำมาแบ่งปันกัน เพื่อให้ทุกท่านได้ใช้เวลาว่างนี้ ดูแลตัวเองให้กลับ สวย สดชื่น มีชีวิตชีวาอีกครั้ง

 

 


ไทรอยด์_Cover_1.jpg

หลายครั้งที่รู้สึก ล้า เหนื่อยเพลีย มักจะคิดว่านอนเร็วตื่นมาก็หาย แต่ถ้าอาการนี้เป็นติดๆ กัน กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตเสนอว่าควรหาสาเหตุที่มาและหาวิธีดูแลตัวเองเบื้องต้น

 

ความเหนื่อยล้าของร่างกายส่วนใหญ่เกิดจาก 2 ปัจจัยหลัก

  1. ภาวะต่อมหมวกไตล้า เกิดจากทำงานหนัก พักผ่อนไม่เพียงพอ โดยเฉพาะนอนหลัง 00 น. อาการสำคัญ จากภาวะดังกล่าว คือ อ่อนเพลียตอนเช้าไม่อยากตื่น กลางวันตาสว่าง  อาการนี้หากไม่แก้ไขนานไปจะกลายเป็นโรคนอนไม่หลับ โรคปวดศีรษะ อารมณ์แปรปรวน และโรคซึมเศร้า
  2. ต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ ไม่ว่าทำงานมากเกินไป หรือน้อยเกินไป ก็จะส่งผลให้เกิดการเหนื่อยล้าทั้งนี้เพราะต่อมไทรอยด์ทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนควบคุมการเผาผลาญอาหารและมีอิทธิพลต่อการทำงานของอวัยวะอื่นๆ ให้ทำงานสอดคล้องกัน

 

สาเหตุเหนื่อยล้าที่มาจากความบกพร่องของต่อมไทรอยด์ มักจะมีอาการง่วงซึม  ปวดกล้ามเนื้อและข้อ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของร่างกายและน้ำหนักที่คุมได้ยาก โดยความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ที่ทำงานมากเกินจะมีอาการหัวใจเต้นเร็ว ใจสั่น มือสั่น วิตกกังวลง่าย เหงื่อออกมาก  ส่วนที่ทำงานน้อยเกินไปร่างกายจะทำงานช้าลง เผาผลาญอาหารได้น้อย  น้ำหนักเกิน ง่วงซึม ผมร่วง หงุดหงิดง่าย และความต้องการทางเพศลดลง

 

ทางแก้ปัญหาเบื้องต้นที่ทำได้ด้วยตนเองของทั้งสองสาเหตุคือปรับพฤติกรรม

  1. ลดความเครียด ด้วยการเล่นโยคะ หรือทำสมาธิ
  2. กินอาหารให้ครบทุกหมู่
  3. ออกกำลังกายเป็นประจำอย่างน้อยวันละ 45 นาที
  4. นอนหลับให้สนิท ควรเข้านอนช่วง 4 ทุ่มเพราะช่วงเวลา 24 .00 น. – 01.30 น. ควรเป็นช่วงหลับสนิทเพื่อให้ระบบต่อมไร้ท่อที่ผลิตฮอร์โมนทำงานปกติ เท่านี้ก็ช่วยให้ร่างกายสร้างสมดุลได้ขึ้นในระดับหนึ่ง

 

 


ไข้เลือดออก_Cover_1.jpg

ขณะที่การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในบ้านเรายังไม่สามารถควบคุมได้เบ็ดเสร็จ จนล่วงเลยใกล้เข้าสู่ช่วงฤดูฝนซึ่งด้วยสภาพอากาศเย็นชื้นเหมาะที่เชื้อโรคจะมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานขึ้น ส่งผลให้ผู้คนมีโอกาสป่วยโรคระบบทางเดินหายใจได้ง่ายขึ้นด้วย นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งโรคที่ควรต้องป้องกันอย่างเร่งด่วนเพื่อไม่ให้แพร่ระบาดซ้ำเติมระบบสาธารณสุขบ้านเรา นั่นก็คือ “ไข้เลือดออก” ซึ่งอันตรายรุนแรงไม่แพ้กันและเแต่ละปียังคงมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ไม่น้อย

 

เร่งกำราบก่อนฝนชุก ด้วยหลัก “3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค”

“ไข้เลือดออก” ถือเป็นโรคประจำถิ่นที่คนไทยเรารู้จักกันดี เกิดจากเชื้อไวรัส “เด็งกี่” (Dengue) ที่มีอยู่ 4 สายพันธุ์ ได้แก่ เด็งกี่-1 เด็งกี่-2 เด็งกี่-3 และเด็งกี่-4 ที่มนุษย์จะได้รับเชื้อผ่านการกัดของ “ยุงลายเพศเมีย” ที่มีเชื้อ ซึ่งเดงกี่ทุกสายพันธุ์สามารถทำให้ติดไข้เลือดออกได้ทั้งสิ้น โดยโรคนี้พบมากที่สุดบริเวณภูมิภาคอาเซียนและหมู่เกาะแปซิฟิกตะวันตก

 

ผลกระทบไข้เลือดออกต่อผู้ป่วยแต่ละรายจะมีระดับอาการที่แสดงออกต่างกันไป บางรายใช้เวลารักษาไม่กี่วันก็ทุเลา แต่บางรายอาจมีอาการหนักจนถึงขั้นไอซียู และถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมทันท่วงทีก็อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้เช่นกัน

 

ล่าสุด กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เผยแพร่ข้อมูลให้ทราบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 14 เมษายน 2563 มีรายงานผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกสะสม 8,746 ราย ผู้ป่วยเสียชีวิต 6 ราย และในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา พบจังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ ระยอง อ่างทอง นครราชสีมา พิจิตร ระนอง เลย ขอนแก่น พังงา สมุทรสงคราม และร้อยเอ็ด ตามลำดับ

 

พร้อมความเห็นเพิ่มเติมว่า ช่วงเดือนมกราคม – เมษายน ถือเป็นช่วงสำคัญของการป้องกันควบคุมโรคไข้เลือดออก เพราะหากทำได้ดีจะช่วยลดปริมาณผู้ป่วยที่อาจเกิดมากขึ้นในช่วงฤดูฝน (พฤษภาคม-สิงหาคม) นี้ ดังนั้นจึงรณรงค์ให้ผู้ป่วยที่มีไข้เกิน 2 วัน ควรรีบไปพบแพทย์ โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เพื่อลดการเสียชีวิต รวมทั้งในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 หากป่วยเป็นไข้เลือดออกร่วมด้วยจะทำให้การรักษายุ่งยาก อาการรุนแรงมากขึ้น

 

 

ทางด้านการป้องกันโรค ขอให้ยึดหลักตามมาตรการ “3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค” คือ

1.เก็บบ้านให้สะอาด ไม่ให้มีมุมอับทึบเป็นที่เกาะพักของยุง

2.เก็บขยะบริเวณรอบบ้าน และ

3.เก็บน้ำปิดฝาภาชนะที่ใส่น้ำให้มิดชิด เปลี่ยนน้ำในแจกันทุกสัปดาห์ กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายภายในบ้านและรอบบริเวณบ้านก่อนเข้าสู่ฤดูฝนที่เป็นฤดูกาลระบาดของไข้เลือดออกทันท่วงที

 

นี่คืออีกหนึ่งโรคระบาดที่กำลังจะเข้ามาซ้ำเติมเราในช่วงฤดูฝน ดังนั้นเมื่อทราบแล้วก็ควร “กันไว้ดีกว่าแก้” น่าจะเป็นแนวทางที่ดีที่สุด

 

ป่วยแบบไหนเป็นไข้เลือดออก

อาการช่วงเริ่มต้นของโรคไข้เลือดออกจะมีอาการคล้ายไข้หวัด แต่มีลักษณะเฉพาะที่จำแนกได้ดังนี้

  1. ไข้สูง 2-7 วัน (ประมาณ 38.5-41 องศาเซลเซียส) บางรายอาจมีอาการชัก โดยเฉพาะในเด็กที่เคยมีประวัติการชักมาก่อน
  2. เลือดออก เป็นจุดเล็ก ๆ กระจายอยู่เต็มตามผิวหนัง แขน ขา ลำตัว และรักแร้ ทั้งอาจมีเลือดดำ หรือ เลือดออกตามไรฟันร่วมด้วย กรณีขั้นรุนแรง อาจอาเจียนและถ่ายอุจจาระเป็นเลือดสีดำ
  3. ตับโตกดแล้วเจ็บบริเวณชายโครงขวา ส่วนใหญ่พบว่าเกิดในช่วงวันที่ 3-4 นับตั้งแต่เริ่มมีอาการ
  4. ระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว หรือ ช็อก ประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยอาจจะมีภาวะช็อกจากการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ มือเท้าเย็น ชีพจรเบาที่เกิดขึ้นพร้อมกับอาการไข้ที่ลดลงรวดเร็ว บางรายอาจรุนแรงถึงขั้นเกล็ดเลือดต่ำ ไตวาย หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกวิธีก็อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

 

ที่มา

  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
  • honestdocs.co