Welltitude

เช็ค-7-สัญญาณเตือน-หัวใจวาย-ภัยเงียบอันตรายถึงตาย_web.jpg

“หัวใจวาย” ภัยเงียบที่คร่าชีวิตมนุษย์อย่างเฉียบพลัน เพราะเป็นสาเหตุอันดับต้นของการเสียชีวิต ดังนั้น อย่าลืมตรวจสอบ 7 สัญญาณเตือน “หัวใจวาย” ในร่างกายเรา หากพบว่ามีอาการดังกล่าว ควรรีบพบแพทย์ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

“หัวใจวาย” อีกหนึ่งอาการที่คร่าชีวิตใครหลาย ๆ คน เพราะเป็นสาเหตุอันดับต้นของการเสียชีวิต ซึ่งเกิดจากการที่หลอดเลือดหัวใจอุดตันอย่างเฉียบพลัน และขัดขวางการไหลของเลือดจนทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงหัวใจได้ เมื่อหัวใจขาดเลือด ผลที่ตามมาก็คือกล้ามเนื้อหัวใจถูกทำลาย เมื่อกล้ามเนื้อหัวใจเริ่มตายไป อาการอาจเป็นอยู่นานกว่า 15 นาที และไม่ทุเลาลงโดยการพัก หรือได้รับยา ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษา เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจที่ขาดเลือดอาจจะตายลงได้ภายในไม่กี่นาที และอาจส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้

ล่าสุด “หัวใจวาย” เกิดขึ้นกับนักแสดงและผู้กำกับรุ่นใหญ่ “อาเปี๊ยก-พิศาล อัครเศรณี” ที่จากไปอย่างกระทันหัน ด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลัน ถือได้ว่าเป็นภัยเงียบที่ร้ายแรง ไม่แสดงอาการให้เห็นในระยะเริ่มแรก หรืออาจจะเป็นแค่เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่บ่งบอกถึงสัญญาณของโรคหัวใจ

เว็บไซต์ Reader’s Digest ได้สรุป 7 สัญญาณเตือนเกี่ยวกับอาการ “หัวใจวาย” หากพบว่ามีอาการดังกล่าว ควรรีบทำการรักษาหรือพบแพทย์ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

7 สัญญาณเตือน “หัวใจวาย” มีอะไรบ้าง?

1. มีอาการอ่อนเพลียมาก : ผู้ที่มีอาการหัวใจวายจะมีอาการเหนื่อยจนไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันของตัวเองได้ เพราะเมื่ออาการหัวใจวาย ระบบไหลเวียนเลือดจะลดลง ส่งผลให้เกิดภาวะตึงเครียดในกล้ามเนื้อ ซึ่งจะทำให้เกิดอาการอ่อนเพลียได้ ฉะนั้น หากเกิดอาการอ่อยเพลียให้รีบไปพบแพทย์โดยทันที

2. มีอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรง บริเวณหลัง แขน หน้าอก : อาการเจ็บปวดเป็นสัญญาณเงียบของหัวใจวาย เมื่อเซลล์กล้ามเนื้อเริ่มขาดออกซิเจนจะส่งผลให้เกิดอาการเจ็บปวด ซึ่งเมื่อเกิดอาการหัวใจวาย หลอดเลือดหัวใจจะถูกปิดกั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ออกซิเจนในเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อ อาการนี้จะส่งสัญญาณไปยังสมอง
สมองจะเกิดอาการสับสน ทำให้เกิดอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรงที่บริเวณอื่น ๆ

3. หายใจถี่ : หากมีอาการหายใจถี่ อาจจะเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า คุณกำลังเผชิญกับโรคหัวใจ เพราะหัวใจนั้นมีส่วนสำคัญในการลำเลียงออกซิเจนไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และช่วยขจัดคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งถ้าหากหัวใจเกิดทำงานผิดปกติก็อาจจะทำให้คุณหายใจถี่ได้

4. แสบร้อนกลางอก : อาการแสบร้อนกลางอกไม่ได้เป็นแค่เพียงอาการของโรคกรดไหลย้อนเท่านั้น เพราะอาการดังกล่าวส่งผลทำให้คุณไม่สามารถทำอะไรได้ อาจจะเป็นเพราะสาเหตุของโรคหัวใจ เพราะโรคหลอดเลือดหัวใจตีบสามารถทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอกได้ ดังนั้น ควรรีบพบแพทย์ทันที

5. คลื่นไส้ อาเจียน ลำไส้ปั่นป่วน : อาการคลื่นไส้ อาเจียน หรืออาการลำไส้ปั่นป่วน เป็นสัญญาณเตือนภาวะหัวใจล้มเหลว ดังนั้นหากพบว่าร่างกายไปต่อไม่ไหว อย่าฝืน! รีบไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาโดยด่วน

6. อึดอัดบริเวณคอ และขากรรไกร : อาการอึดอัดเหล่านี้มักจะพบกับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหัวใจอย่างหนึ่ง โดยสาเหตุนั้นเกิดจากการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกาย เช่น โรคหัวใจ ซึ่งจะส่งผลต่อประสาทความรู้สึก แต่อาการเหล่านี้เกิดขึ้นได้น้อยกว่าอาการเจ็บหน้าอก หากมีอาการดังกล่าว ควรรีบไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุด

7. มีอาการบางอย่างผิดปกติ : ผู้ป่วยที่มีอาการบางอย่างผิดปกติไปจากเดิม ถือเป็นสัญญาณเงียบที่ไม่ควรละเลย แม้ว่าผลที่ออกมาอาจไม่ใช่อย่างที่คิด แต่การเชื่อสัญชาตญาณของตัวเอง อาจทำให้คุณปลอดภัยจากอาการหัวใจวายรุนแรงได้

บุคคลเสี่ยงต่อการเกิด “หัวใจวาย”

บุคคลเสี่ยงต่อการเกิด “หัวใจวาย” ไม่เพียงแต่ผู้ที่เป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว เพราะทุก ๆ คนสามารถเกิดอาการหัวใจวายได้

1. ผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง ชอบกินอาหารมันๆ
2. ผู้ที่สูบบุหรี่จัด
3. ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง
4. ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน
5. คนอ้วน ไม่มีเวลาออกกำลังกาย
6. เครียดง่าย เครียดบ่อย
7. คนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคหัวใจ

ดังนั้น “หัวใจวาย” ถือเป็นภัยเงียบที่อันตรายต่อร่างกายและชีวิตของเราอย่างมาก จึงไม่ใช่เรื่องที่ควรจะละเลย หากเรารู้ตัวและรีบทำการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยทำให้อาการดังกล่าวทุเลาลงได้ ฉะนั้น สุขภาพของทุกคนสำคัญที่สุด อย่าลืมใส่สุขภาพของตัวเองเสมอ ดูแลและรักษาสุขภาพให้แข็งแรงไปเรื่อย ๆ น่าจะดีที่สุด ดังคำกล่าวที่ว่า “การไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริญ”

ขอขอบคุณ : ข้อมูลจาก เว็บไซต์ Reader’s Digest


ไม่ออกกำลังกายอันตรายยิ่งกว่าสูบบุหรี่_web.jpg

ผลการวิจัยระบุว่า คนที่ไม่ออกกำลังกายจะมีอัตราความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงถึง 500% และการที่คนเราไม่ออกกำลังกาย มีอัตราความเสี่ยงต่อสุขภาพมากกว่าคนที่สูบบุหรี่ถึง 3 เท่า ส่งผลต่อการเจ็บป่วยเป็นโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ได้ง่าย

“การออกกำลังกาย ทำให้ร่ายกายแข็งแรง” คำพูดที่ใครหลาย ๆ คน มักพูดกรอกหูอยู่เสมอ เพื่อให้แต่ละคนหันมาสนใจการออกกำลังกาย บางคนพอจะสละเวลาสัก 30 นาที – 1 ชั่วโมง เพื่อมาเดิน วิ่ง จ็อคกิ้ง แอโรบิค ไทเก็ก ฯลฯ ได้บ้าง แต่บางคนไม่มีเวลาจริง ๆ ทำให้ไม่ได้ออกกำลังกาย ขณะที่บางคนก็ขอบายกับการออกกำลังกายไปเลย เพียงเพราะคำว่า “เหนื่อย” แต่รู้ไหมว่าการไม่ออกกำลังกายเลย อันตรายต่อร่างกายอย่างมากที่สุด

สำนักข่าว CNN รายงานว่า Dr.Wael Jaber ผู้ชำนาญการด้านหัวใจ ศูนย์การแพทย์คลีฟแลนด์ เปิดเผยผลการวิจัยชิ้นหนึ่งที่ระบุว่า การออกกำลังประเภทคาร์ดิโอส่งผลดีต่อร่างกาย ส่งผลดีต่อระบบความดันโลหิต ยิ่งออกกำลังมากเท่าไหร่ คุณก็จะมีชีวิตที่ดีและยืนยาวขึ้น ในทางกลับกันการดำเนินชีวิตในรูปแบบของการไม่ออกกำลังกายเลย ส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว แค่คุณนั่งทำงานเป็นเวลานาน ๆ นั่งเฉยอยู่หน้าคอม นั่นเป็นบ่อเกิดของโรคร้ายทีจะเข้ามาในชีวิตคุณ สุดท้าย วิธีแก้ปัญหาหรือรักษาสุขภาพให้ดี ก็คือ “การออกกำลังกาย”

ถ้าให้เปรียบเทียบระหว่างคนที่ไม่ออกกำลังกายกับคนที่ออกกำลังกาย ซึ่งคนที่ไม่ออกกำลังกายจะมีอัตราความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงถึง 500% และหากเปรียบเทียบกิจกรรม 2 อย่าง ระหว่าง “การนั่งเฉย ๆ” และ “การสูบบุหรี่” ผลการวิจัยระบุว่า “การนั่งเฉย” มีความเสี่ยงสูงกว่า “การสูบบุหรี่” ถึง 3 เท่า

ส่วนคนที่ออกกำลังกายน้อยกับคนที่ออกกำลังกายบ่อย ผลการวิจัยพบว่า คนที่ออกกำลังกายน้อยจะมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากกว่าคนออกกำลังกายเป็นประจำถึง 390% เลยทีเดียว และอีกหนึ่งประเด็นคือ การที่คนเรามีอายุมากก็ไม่จำเป็นที่จะต้องออกกำลังกาย ความคิดนี้เป็นความคิดที่ผิด เพราะความจริงแล้วไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ การออกกำลังกายส่งผลดีต่อร่างกายเสมอ

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นนี้สอดคล้องกับมนุษย์เงินเดือนได้อย่างชัดเจน เพราะรูปแบบการดำเนินชีวิตของมนุษย์เงินเดือนทั้งหลายจะหนีไม่พ้นกับการนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เสร็จงานแล้วก็กลับบ้าน ทานข้าว แล้วก็นอน สุดท้ายแล้ว ขอย้ำเลยว่า การที่คุณไม่ออกกำลังกาย ต่อให้คุณไม่ดื่มสุราหรือสูบบุหรี่ คุณก็มีความเสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคร้ายมากไปคนที่สุบบุหรี่ด้วยซ้ำ

ขอขอบคุณ : เนื้อหาจาก สำนักข่าว CNN


เชื้อดื้อยา-ซุปเปอร์บัก-มหันภัยเงียบ-เล็งคร่าชีวิตมนุษย์หลายล้านคน_web.jpg

ข้อมูลจาก EOCD ระบุว่า หากมนุษย์ยังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในภาคสาธารณสุขและสุขลักษณะ เชื้อดื้อยา “ซุปเปอร์บัก” อาจจะทำลายชีวิตมนุษย์หลายล้านคนภายในปี 2050

จากกรณีการพบเชื้อแบคทีเรีย “อีโคไล” ของสหรัฐฯ ซึ่งได้มีการพัฒนาเป็น “ซุปเปอร์บัก” เชื้อที่ต้านทานยาปฏิชีวนะมากมายหลายชนิด ส่งผลลทำให้เกิดการตื่นตัวของเชื้อดื้อยา ซึ่งหลายคนหวั่นวิตกว่าอาจจะคุกคามโลกของเราโดยที่มนุษย์ไม่รู้ตัวมาก่อน

ล่าสุด องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ EOCD เปิดเผยว่า ประชาชนหลายล้านคนอาจเสียชีวิตจากเชื้อโรคดื้อยา “ซุปเปอร์บัก” ภายในปี 2050 และค่าใช้จ่ายในการรักษาอาการติดเชื้อโรคเหล่านี้อาจจะมีราคาสูงถึง 3,500 ล้านเหรียญต่อปีเลย ที่ผ่านมาประเทศส่วนใหญ่ใช้งบประมาณถึงร้อยละ 10 ไปกับการรักษาอาการจากเชื้อโรคดื้อยาเหล่านี้อยู่แล้ว

สำหรับเชื้อโรค “ซุปเปอร์บัก” เป็นเชื้อดื้อยาชนิดหนึ่งที่มีความรุนแรงมาก และดื้อยาปฏิชีวนะเกือบทุกชนิด ซึ่งคำว่า “ซุปเปอร์บัก” หมายถึงเชื้อแบคทีเรียเป็นหลัก เพราะแบคทีเรียสามารถกลายพันธุ์ได้ง่าย ซุปเปอร์บักกลายพันธุ์จนสามารถย่อยทำลายยาปฏิชีวนะได้ ทำให้ยาหมดประสิทธิภาพ และยิ่งมนุษย์บริโภคยาปฏิชีวนะมากขึ้น ก็จะทำให้แบคทีเรียสามารถพัฒนาการต่อต้านยาเหล่านี้ได้มากขึ้นอีก ไม่เพียงแค่รับประทานยาโดยตรง แต่ผ่านการบริโภคเนื้อสัตว์ที่ได้รับยาปฏิชีวนะ

นอกจากนี้ รายงานของ OECD ระบุว่า ประเทศอินโดนีซีย บราซิล และรัสเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลาง มีอัตราการดื้อยาปฏิชีวนะอย่างน้อย 1 ชนิดสูงถึง 60% และยังคาดการณ์ว่าอัตราการติดเชื้อซุปเปอร์บักจะสูงกว่าทุกวันนี้ 4-7 เท่าภายในปี 2030 และวิธีการเดียวที่จะแก้ปัญหาครั้งนี้คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในภาคสาธารณสุข เพิ่มมาตรการทางสุขลักษณะและลดการใช้ยาปฏิชีวนะ ปรับมาตรการทางสุขลักษณะทั้งในโรงพยาบาลและคลินิก ทำเทสต์หาเชื้อว่าเป็นซุปเปอร์บักหรือไม่ พร้อมย้ำเตือนให้เจ้าหน้าที่ล้างมือและปฏิบัติตามระเบียบความปลอภัยอย่างเคร่งครัด


5-พฤติกรรมเสี่ยง-โรคเบาหวาน-อันตรายถึงตาย_web.jpg

14 พฤศจิกายน ของทุกปี “วันเบาหวานโลก” เพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักถึงการเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจของโรคเบาหวานทั่วโลก และเพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคเบาหวาน ลองสำรวจ 5 พฤติกรรมเสี่ยงที่ควรลด ละ เลิก ป้องกัน “โรคเบาหวาน” ที่อันตรายถึงขั้นตายได้

วันที่ 14 พฤศจิกายน ของทุกปี สหพันธ์เบาหวานนานาชาติ และองค์การอนามัยโลก กำหนดให้เป็น “วันเบาหวานโลก” เพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักถึงการเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจของโรคเบาหวานทั่วโลก ซึ่งในความเป็นจริงแล้วโรคเบาหวานอันตรายอย่างมาก เพราะเป็นจุดเริ่มต้นแห่งโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ อาทิ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคตา โรคไต เป็นต้น เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ทุก ๆ คน ป่วยเป็นโรคเบาหวาน เรามี 5 พฤติกรรมที่มีความเสี่ยง “โรคเบาหวาน” อันตรายถึงขั้นเสียชีวิต ซึ่งต้องลด ละ เลิก พฤติกรรมดังกล่าว

1. รับประทานอาหารรสจัดเป็นประจำ : หวานจัด มันจัด หรือเค็มจัด อาหารรสชาติที่กล่าวมาข้างต้นล้วนไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพ เพราะไม่ใช่แค่โรคเบาหวานที่จะเข้ามา แต่โรคเส้นเลือดหัวใจตีบตันก็อาจจะเข้ามาด้วย แล้วยิ่งถ้าชอบอาหารรสหวานๆ ถึงขั้นหวานจัด ส่งผลให้เกิดการสะสมปริมาณระดับน้ำตาลในเลือดได้เช่นกัน

2. ความอ้วน น้ำหนักเกินกำหนด ไขมันสูง : สำหรับใครที่ชอบรับประทานอาหารประเภทของทอด ของมัน หรืออาหารที่มีรสหวาหรือมีคอเลสเตอรอลสูง พฤติกรรมเหล่านี้เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานทั้งนั้น เพราะเมื่อน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้น มีไขมันสะสมเยอะ จะทำให้ตับอ่อนต้องทำงานหนัก เมื่อทำงานหนักก็จะยิ่งเสื่อมเร็วขึ้น ส่งผลให้ร่างกายผลิตอินซูลินได้น้อยลง ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเช่นกัน ซึ่งอันตรายมากและเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมา

3. ภาวะความเครียด : ความเครียดของบุคคลนั้นเป็นปัจจัยที่ส่งผลเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ มากมาย หนึ่งในนั้นคือเบาหวาน เนื่องจากเวลาที่เราเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมา และฮอร์โมนนี้เองที่จะไปกระตุ้นให้ร่างกายปล่อยพลังงานออกมาในรูปแบบของน้ำตาล ยิ่งเครียดมาก ๆ ระดับน้ำตาลในเลือดก็ยิ่งสูงมากขึ้นเช่นกัน

4. กินเหล้า-สูบบุหรี่จัด : ข้อมูลจาก อ.นพ.เกบ เมียคิน เรื่อง Why Excess Alcohol Increases Diabetes Risk ระบุว่า จากการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างของชาวสวีเดนที่อายุระหว่าง 35-61 ปี มากกว่า 5,100 คน พบว่าการดื่มแอลกอฮอล์เกิน 2 ดริ๊งค์ (แอลกอฮอล์ 48 กรัม) ในคนที่น้ำหนักตัวประมาณ 70 กก. เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวาน เพราะตับที่เป็นอวัยวะหลักในการทำลายแอลกอฮอล์ในกระแสเลือด จะต้องใช้เวลาถึง 1 ชั่วโมงในการทำลายแอลกอฮอล์ 1 ดริ๊ง ฉะนั้น ถ้าดื่มเกิน 2 ดริ๊งค์ ตับจะเริ่มทำงานหนักเกินกำลัง เกิดการสะสมไขมันไตรกลีเซอไรด์ในตับ จนกลายเป็นภาวะไขมันเกาะตับ ซึ่งส่งผลให้ร่างกายดื้อต่ออินซูลิน นอกจากนี้การสูบบุหรี่ก็จะยิ่งทำให้การทำงานของอินซูลินแย่ลง ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นนั่นเอง

5. ไม่ออกกำลังกาย : การออกกำลังกายที่พอเหมาะจะช่วยให้ร่างกายตอบสนองกับอินซูลิน ซึ่งเป็นตัวควบคุมน้ำตาลไม่ให้สูงเกินปกติได้ดีขึ้น สามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดโดยเผาผลาญให้กลายเป็นพลังงาน เนื่องจากโรคเบาหวานเกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลให้เป็นพลังงานได้อย่างเต็มที่ ทำให้มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง จนเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ทั้งนี้ การหักโหมออกกำลังกายมากเกินไปก็ไม่เป็นผลดีเช่นกัน เพราะเวลาที่ร่างกายหลั่งสารอะดรีนาลีนออกมามากเกินไป ก็จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงได้เช่นกัน

ทั้งหมดนี้คือ 5 พฤติกรรมเสี่ยงต่อ “โรคเบาหวาน” ซึ่งหากไม่ดูแลตนเอง ก็อาจะส่งผลอันตรายต่อร่างกายได้ ฉะนั้น พฤติกรรมการใช้ชีวิตของตัวเราเองสำคัญมากที่จะลดการเกิดโรคเบาหวานได้ ลองสำรวจตัวเราเองว่าคุณยังมีพฤติกรรมเสี่ยง 5 อย่างหรือไม่ ถ้ามีควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสียตั้งแต่วันนี้ ดีกว่าต้องมาทรมาณรักษาโรคเบาหวานในช่วงบั้นปลายชีวิต หรือถ้าโคร้ายอาจจะเสียชีวิตก่อนวัยอันควรก็ได้

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลพญาไท


ฆ่าตัวตาย-ทางออกของชีวิตหรือแค่เรียกร้องความสนใจ_web.jpg

ปัญหาการ “ฆ่าตัวตาย” เกิดขึ้นทั่วโลก ไม่เว้นแม้กระทั่งประเทศไทยบ้านเราที่มักเลือกแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยการจบชีวิตของตัวเอง แต่แท้จริงแล้ว “ฆ่าตัวตาย” เป็นการหาทางออกของชีวิต หรือ เป็นแค่เรียกร้องความสนใจกันแน่?

ปัญหาชีวิตของแต่ละคนล้วนมีอยู่มากมาย บางคนมีปัญหาก็เลือกที่จะสู้กับปัญหานั้น แต่คนส่วนหนึ่งมีปัญหาก็เกิดอาการเครียด ไม่คิดแก้ปัญหา จมอยู่กับความเครียด และท้ายที่สุด ก็เลือกหนีปัญหาดังกล่าวด้วยการ “จบชีวิต” ของตัวเอง โดยไม่ได้คำนึงเลยว่า การฆ่าตัวตายไม่ได้เป็นการยุติปัญหา แต่เป็นการสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะคนรอบข้างที่จะต้องมารับภาระแทนทั้งหมด

ปัญหาการฆ่าตัวตายเกิดขึ้นทั่วโลก ไม่เว้นแม้กระทั่งประเทศไทยบ้านเรา ที่มักจบปัญหาชีวิตด้วยการฆ่าตัวตาย เพียงเพราะปัญหาที่ในความเป็นจริงแล้วสามารถแก้ไขได้อย่างง่ายๆ ด้วยซ้ำ จากสถติการฆ่าตัวตาย โดย World Population Review ได้มีการสำรวจและจัดอันดับประเทศที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงที่สุดในโลกประจำปี 2018 ใน 177 ประเทศทั่วโลก พบว่า ประเทศที่มีการฆ่าตัวตายมากที่สุด ได้แก่ ประเทศศรีลังกา รองลงมาคือ ลิทัวเนีย , กายอานา ตามลำดับ ส่วนประเทศไทยอยู่อันดับที่ 28 มีอัตราการฆ่าตัวตายอยู่ที่ 16 คน/ประชากร 1 แสนคน ถือได้ว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการฆ่าตัวตายมากที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน

ส่วนสาเหตุของการฆ่าตัวตายเกิดจากปัญหาดังนี้ (1.) ความรัก-ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล , (2.) สุรา-ยาเสพติด , (3.) สังคม-เศรษฐกิจ , (4.) โรคประจำตัว-อาการทางจิต และ (5.) ความเครียดส่วนตัว จากปัญหาของชีวิต ที่นำมาสู่การจบชีวิต ที่ก่อนฆ่าตัวตายจะเขียนจนหมายระบายความในใจในสมัยก่อน แต่ปัจจุบันมีโซเชียลมีเดียเข้ามา หลายคนก็ใช้วิธีการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กหรือเฟซบุ๊กไลฟ์ระบายความในใจก่อนจะตัดสินใจจบชีวิตลง ซึ่งนั่นนำมาซึ่งข้อสงสัยที่ว่า “การฆ่าตัวตาย” จริงๆ แล้วคือต้องการหาทางออกของชีวิต หรือ เพียงต้องการเรียกร้องความสนใจจากคนรอบข้างให้เขามาสนใจเรา

เรื่องนี้ รศ.นพ.ชวนันท์ ชาญศิลป์ นายกสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า วิธีการป้องกันการฆ่าตัวตาย จะต้องคำนึงถึง 3 ปัจจัย ได้แก่ (1.) ปัจจัยเสี่ยง เช่น มีประวัติการฆ่าตัวตายมาก่อน ครอบครัวเคยมีการฆ่าตัวตาย มีการใช้สารเสพติด หรือมีโรคทางจิตเวช จะต้องใช้วิธีในการเฝ้าระวัง ,(2.) ปัจจัยกระตุ้น เป็นเรื่องเปลี่ยนแปลงไม่ได้เช่นกัน แต่ฝึกเรื่องวิธีการจัดการปัญหาได้ และ (3.) ปัจจัยปกป้อง คือ ดูแลสุขภาพกายและจิตได้ดี การเชื่อมโยงกับคนรอบๆ มีทักษะชีวิตดี ยอมรับนับถือตัวเอง จะช่วยลดความเสี่ยงในการทำร้ายตัวเองและฆ่าตัวตายลงได้

ถึงแม้ว่าการฆ่าตัวตายจะเป็นปัญหาสำคัญที่หลายฝ่ายพยายามที่จะแก้ไขปัญหานี้แล้ว แต่ก็ไม่สามารถช่วยลดจำนวนผู้คนที่ตัดสินใจจบชีวิตลง แต่เบื้องต้นสามารถป้องกันได้ หากดำเนินการอย่างทันท่วงที แต่จริง ๆ แล้ว “กำลังใจจากคนรอบข้าง” สำคัญมากที่จะช่วยบรรเทาและลดปัญหาการฆ่าตัวตายได้ ครอบครัวจะต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน คนรอบข้างอาจจะไม่ใช่คนที่แก้ปัญหาให้ได้ แต่ช่วยรับฟังปัญหาของเขา ซึ่งวิธีนี้เคยมีผลวิจัยว่า หากมีเพื่อนที่ไว้ใจได้ 3-4 คน จะมีอัตราลดการฆ่าตัวตายลง 75% ขณะเดียวกันหากมี 5-6 คน จะช่วยลดได้ 89%

โดยวิธีการสร้างความสัมพันธ์นั้น หากเป็นคนในครอบครัว ควรเริ่มจากการใช้เวลาทำอะไรร่วมกันและไม่ใช่เรื่องที่เครียดจนเกินไป อาทิ ดูทีวีร่วมกัน ออกไปรับบประทานอาหารนอกบ้าน ท่องเที่ยว ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่จะสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว ส่วนเพื่อนนั้นควรเริ่มจากการเปิดใจคบอย่างผิวเผินก่อน แล้วดูว่าคนไหนเข้ากับเราได้ สุดท้ายก็จะเปิดใจกันมากขึ้นและยอมรับกันมากขึ้นจนเป็นคนที่เราไว้ใจได้


เพราะ-โรคเอดส์-ไม่ได้ติดกันง่ายๆ-โปรดอย่าเอาฉันมาทิ้ง-วัดพระบาทน้ำพุ_web.jpg

“โรคเอดส์” โรคชนิดหนึ่งที่บางคนเข้าใจผิด มีความเชื่อที่ผิด กลัวว่าหากอยู่ใกล้ผู้ป่วยที่เป็นโรคเอดสืหรือติดเชื้อเอชไอวีแล้วจะติดเชื้อได้ สุดท้าย “วัดพระบาทน้ำพุ” ก็เป็นสถานที่ที่ผู้ป่วยถูกนำมาทิ้งไว้ที่นี่

“วัดพระบาทน้ำพุ” สถานที่ที่เมื่อพูดถึงชื่อวัดแห่งนี้แล้ว ก็จะถึงนึกผู้ป่วยที่เป็น “โรคเอดส์” หรือติดเชื้อเอชไอวี เมื่อมีผู้ป่วยที่เป็น “โรคเอดส์” หรือติดเชื้อเอชไอวี ที่นี่จะเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่รับผู้ป่วยในการรักษา บางคนก็ไม่กล้าเข้าไปที่วัดแห่งนี้ เพราะความเชื่อผิดๆ ที่กลัวว่าจะติดเชื้อ ซึ่งนั่นเป็นความคิดที่ล้วนคิดกันไปเองทั้งนั้น

ความเชื่อผิดๆ ที่ได้ยินกันมาจากรุ่นสู่รุ่นที่ว่า “อย่าไปอยู่ใกล้คนเป็นเอดส์ เดี๋ยวติด” เป็นประโยคที่ถือได้ว่าค่อนข้างเจ็บปวดอย่างมากในมุมของผู้ป่วย ที่นอกจากต้องทุกข์ทรมานกับการเป็นโรคเอดส์หรือติดเชื้อเอชไอวีแล้ว ยังต้องมาเจ็บปวดกับคำพูดและการกระทำที่แสดงออกถึงความรังเกียจจากคนรอบข้าง ในส่วนของคนรอบข้างเอง ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัวหรือแม้แต่เพื่อนฝูง บางรายมีทัศนคติที่ดี เปิดใจยอมรับผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวี เพราะความจริงแล้ว “เอชไอวี” ไม่ได้ติดกันง่ายๆ เหมือนไข้หวัดซะหน่อย ดูแลเขาให้เขามีกำลังใจที่ดี และสามารถต่อสู้กับเชื้อเอชไอวีได้ ถึงแม้ว่าอาจจะไม่หายขาด 100% แต่ก็ช่วยทุเลาอาการได้ แต่คนรอบข้างบางคนที่มีทัศนคติเชิงลบ ที่เมื่อรู้ว่าคนในครอบครัวเราหรือเพื่อนเราติดเชื้อเอชไอวี ถึงกับต้องออกห่างตัวเขา ไม่กล้าเข้าไปใกล้ แม้แต่ในรัศมีวงกลม 10 เมตรยังไม่กล้าจะเข้าไปเลย เพราะอะไร ก็เพราะความเชื่อผิดๆ ที่ต่างคิดไปเองล้วนๆ สุดท้าย “วัดพระบาทน้ำพุ” ก็กลายเป็นที่ที่เขาผู้นั้นต้องมาอยู่ที่นี่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย ไร้การดูแลจากครอบครัวและเพื่อน

ล่าสุด เพิ่งเป็นข่าวไปหมาดๆ กับกรณีที่มีการแชร์ภาพของผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวี ถูกนำมาทิ้งที่บริเวณหน้าวัดพระบาทน้ำพุ พร้อมทั้งที่นอนและเสื้อผ้า ช่างเป็นภาพที่น่าสลดใจยิ่งนัก เพราะอะไรถึงต้องรังเกียจกันถึงขนาดนี้ จนถึงขั้นต้องนำมาทิ้งไว้ที่วัดพระบาทน้ำพุ จะว่าไปชีวิตของผู้ป่วยที่ถูกทิ้งในลักษณะแบบนี้คงไม่ต่างอะไรกับสุนัขเร่ร่อน ที่คนเลี้ยงเบื่อหน่ายแล้วก็เอามาปล่อยทิ้ง โยนทิ้ง แบบไม่เหลือเยื่อใยที่มีกันเลย

“โรคเอดส์” (AIDS : Acquired Immune Deficiency Syndrome) เป็นอาการของโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ชื่อว่า “ฮิวแมนอิมมิวโนเดฟีเชียนซีไวรัส” (Human Immunodeficiency Virus : HIV) หรือ เอชไอวี (HIV) เชื้อดังกล่าวเมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งเม็ดเลือดขาวในร่างกายทำหน้าที่ในการกำจัดสิ่งแปลกปลอม หรือเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายแล้วนำไปทำลาย เมื่อเซลล์เม็ดเลือดขาวถูกทำลาย จึงทำให้ผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อเอชไอวีมีภูมิคุ้มกันต่ำลง ในที่สุดร่างกายไม่มีภูมิคุ้มกันเพียงพอในการป้องกันร่างกายจากเชื้อโรคภายนอก ทำให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวีนั้นสามารถติดเชื้อได้ง่ายกว่าคนปกติ ส่งผลให้เป็นโรคอื่นๆ ตามมา อาทิ วัณโรค ปอดบวม ติดเชื้อในกระแสโลหิต เชื้อรา ฯลฯ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันถูกทำลาย จึงไม่สามารถกำจัดเชื้อโรคออกจากร่างกายได้

ส่วนความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับโรคเอดส์นั้น ขอให้ทำความเข้าใจกันเสียใหม่ จริงๆ แล้ว โรคเอดส์เป็นโรคที่ไม่สามารถติดต่อได้จากการสัมผัส ไม่สามารถติดต่อกันผ่านการกอดหรือการสัมผัสภายนอกร่วมกัน เช่น การใช้ห้องน้ำร่วมกัน หรือใช้อุปกรณ์รับประทานอาหารร่วมกัน ขณะเดียวกัน เชื้อเอชไอวียังไม่สามารถติดต่อผ่านลมหายใจหรือผ่านอากาศ และไม่ได้ติดต่อผ่านพาหะนำโรค เช่น ยุง แต่สาเหตุหลักๆ ของการติดเชื้อเอดส์หรือเอชไอวีนั้น เกิดจาก การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย และมีข้อมูลยืนยันชัดเจนว่า กว่า 80% ผู้ป่วยจะติดเชื้อเอดส์จากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้รับการป้องกัน

จะเห็นได้ว่า โรคเอดส์เป็นโรคติดต่อร้ายแรง ก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายตามมาอย่างมาก ดังนั้นวิธีการที่ดีที่สุดคือ การป้องกันการติดเชื้อ ด้วยการสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งก่อนการมีเพศสัมพันธ์ การมีคู่นอนเพียงคนเดียว และการงดใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น แค่นี้คุณก็ปลอดภัยจากการติดเชื้อเอดส์หรือเอชไอวีได้มากขึ้นแล้ว

ปัจจุบัน มียาต้านไวรัส “เอชไอวี” ไว้รับประทาน แต่ก็ไม่ได้มีการออกมายืนยันว่า จะหายขาดจากการติดเชื้อ 100% เพียงแค่ช่วยทุเลาและสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย ทำให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นได้ปกติ ยืนยันเลยว่าไม่ได้ติดกันง่าย ๆ สุดท้าย ขอให้ทุกคนเปิดใจ ให้โอกาส ให้พวกเขาได้มีที่ยืนในสังคมบ้าง ขอให้ “วัดพระบาทน้ำพุ” เป็นเพียงทางผ่านให้พวกเขามาพักฟื้น แล้วกลับไปใช้ชีวิตปกติในสังคม ครอบครัว เพื่อนฝูงอย่างมีความสุข


มลพิษทางอากาศ-ภัยเงียบคร่าชีวิตคนทุกวัย-ไม่เว้น-วัยเด็ก-ตายปีละ-6-แสนราย_web.jpg

องค์การอนามัยโลกเปิดเผยรายงานล่าสุดเรื่องมลพิษทางอากาศ พบว่ามีเด็กเสียชีวิตจากอากาศเป็นพิษถึงปีละ 6 แสนคน ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศยากจน

ถึงแม้ว่าในหลายๆ ประเทศ จะให้ความสำคัญกับการควบคุมมลพิษมากขึ้น แต่สถานการณ์มลพิษทางอากาศทั่วโลกก็ยังไม่ดีขึ้นแต่อย่างใด หลังพบว่เมืองใหญ่ในหลายประเทศ ทั้งจีน อินเดีย อิหร่าน ปากีสถาน รวมถึงแถบแอฟริกา ติดอันดับเมืองที่มีมลพิษทางอากาศสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

ภัยร้ายจากมลพิษทางอากาศอันตรายถึงขั้นทำให้คนเสียชีวิตได้ ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยการประเมินผลและผลกระทบของมลพิษทั่วโลกว่า “มลพิษทางอากาศเป็นสาเหตุการตายของ 7 ล้านคนทั่วโลก” และคนทั่วโลก 9 ใน 10 เสี่ยงได้รับผลกระทบจากมลพิษระดับสูง แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่าก็คือในจำนวนของผู้เสียชีวิต หนึ่งในนั้มีกลุ่มเด็กจำนวนถึง 600,000 คน ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศยากจนในทวีปเอเชียและทวีปแอฟริกา

ทั้งนี้ 93 เปอร์เซ็นต์ของเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีทั่วโลก คือราว 1,800 ล้านคน ได้รับผลกระทบจากอากาศที่เป็นพิษ ทำลายความสามารถในการคิดและเรียนรู้เชาว์ปัญญา เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตด้วยการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจอย่างเฉียบพลันนับแสนราย

สำหรับมลพิษทางอากาศในขณะนี้ประชากรโลกถึง 90 เปอร์เซ็นต์ต้องเผชิญกับอากาศเป็นพิษทุกวัน และมลพิษทางอากาศยังเป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุการตายของผู้ใหญ่ราว 25 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลก ที่เสียชีวิตจากโรคหัวใจ เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองอุดตัน และมะเร็งปอดด้วย

สำหรับในประเทศไทยบ้านเรา จากข้อมูลอ้างอิงกรมควบคุมมลพิษ รายงานคุณภาพอากาศในประเทศไทยเวลานี้ พบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของไทยอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ปริมาณฝุ่นละอองในอากาศ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ก๊าซไนโตรเจไดออกไซด์ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และก๊าซโอโซน อยู่ในระดับที่ปลอดภัย เหมาะสำหรับทำกิจกรรมกลางแจ้งและการท่องเที่ยวได้ตามปกติ

วิธีป้องกันมลพิษทางอากาศ

วิธีป้องกันจากผลกระทบของมลพิษทางอากาศเป็นสิ่งที่หลายคนต้องกระทำเพื่อป้องกันอันตรายจากมลพิษทางอากาศที่จะส่งผลเสียต่อสุขภาพ เบื้องต้นสามารถกระทำได้ ดังนี้

การป้องกันจากภายนอก
– หลีกเลี่ยงการอยู่ภายนอกอาคารบริเวณที่มีมลพิษทางอากาศสูงเป็นเวลานาน
– หากมีความจำเป็นต้องออกไปข้างนอก ควรหลีกเลี่ยงช่วงเวลาเร่งด่วน อาจออกแต่เช้าตรู่หรือรอหลังพระอาทิตย์ตก
– ควรหายใจช้าๆ เมื่ออยู่ภายนอกอาคาร
– หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมที่ส่งผลให้อัตราการหายใจเพิ่มขึ้น เนื่องจากจะทำให้ได้รับมลพิษทางอากาศมากขึ้น
– ใช้หน้ากากอนามัยชนิดมีตัวกรอง เพื่อป้องกันและช่วยกรองสารหรืออนุภาคขนาดเล็กออกจากอากาศที่หายใจ

การป้องกันจากภายใน
– งดสูบบุหรี่ หรือหลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่สูบบบุหรี่ภายในอาคาร
– หลีกเลี่ยงการใช้พรม เพราะพรมเป็นแหล่งสะสมของฝุ่น
– ควรใช้เครื่องปรับอากาศหรือเครื่องลดความชื้น หากภายในอาคารมีความชื้นสูง
– หมั่นทำความสะอาดบ้านหรือที่พักเพื่อลดฝุ่น
– ลดปริมาณการใช้สเปรย์ปรับอากาศ
– ซักเครื่องนอนด้วยน้ำร้อนทุกสัปดาห์
– ใช้พัดลมระบายอากาศภายในห้องน้ำและห้องครัว
– จัดบ้านหรือที่พักอาศัยให้เป็นระเบียบ อย่าให้รกรุงรัง

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ฆ่าปีละ 7 ล้านคน “มลพิษ” มหันตภัยเงียบ


10-อาการเสี่ยง-ห้ามผู้ป่วย-นวดแผนไทย-เด็ดขาด.jpg

รู้หรือไม่? การนวดไม่ใช่ว่าทุกคนสามารถนวดได้เสมอไป เพราะถ้าเรามีอาการกับร่ายกายเราอยู่ อาจส่งอันตรายต่อร่างกายเราได้ ฉะนั้น ผู้ที่มี 10 อาการป่วยและมีโรคเหล่านี้ ห้ามทำการนวดเด็ดขาด อันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้

เชื่อว่าหลายๆ คนได้ใช้พละกำลังในการทำงาน แบกข้าวแบกของ หรือออกกำลัยกาย ส่งบางครั้งก็ทำให้เราเกิดอาการปวดโน่นปวดนี่ ไม่ว่าจะไหล่บ้าง หลังบ้าง แขนขาบ้าง ก็คงต้องการใครสักคนมาคอยบีบนวดเพื่อคลายความเจ็บปวดของร่างกาย แต่จริงๆ แล้วการนวดไม่ใช่ว่าทุกคนสามารถนวดได้เสมอไป เพราะถ้าเรามีอาการกับร่ายกายเราอยู่ อาจส่งอันตรายต่อร่างกายเราได้ โชคร้ายก็อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยก็ว่าได้

อย่างล่าสุด ก็เกิดเหตุการณ์สลดใจขึ้น เมื่อมีชายท่านหนึ่งเข้ารับการนวดแผนไทยที่ร้านนวดแห่งหนึ่งในตลาดน้ำ 4 ภาค จ.ชลบุรี และเสียชีวิตในเวลาต่อมา เรื่องนี้เปนประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางถึงสาเหตุการเสียชีวิตว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ชายท่านนี้เสียชีวิตได้

 

ข้อมูลจากกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ผู้ที่มีอาการป่วยและมีโรคเหล่านี้ ห้ามทำการนวดเด็ดขาด เพราะอาจส่งอันตรายต่อร่ายกายจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ ซึ่งมีอาการต่างๆ 10 อย่าง ได้แก่

1. ผู้ที่มีไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส

2. เป็นโรคติดเชื้อเฉียบพลัน

3. ห้ามนวดบริเวณที่มีอาการอักเสบ ติดเชื้อ กระดูกหัก เปราะ ร้าว เคลื่อน

4. เป็นโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ที่ยังควบคุมอาการให้อยู่ในระยะปกติไม่ได้

5. เป็นโรคผิวหนังที่มีบาดแผลเปิดเรื้อรัง

6. เป็นโรคติดต่อที่แพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้

7. เป็นโรคมะเร็ง

8. เข้ารับการผ่าตัดแล้วแผลยังไม่หายสนิท

9. มีอาการหลอดเลือดดำอักเสบ

10. กระดูกพรุนอย่างรุนแรง

ทั้งนี้ การเลือกสถานบริการนวดแผนไทย ควรเลือกร้านที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และอยู่ภายใต้การควบคุมของกระทรวงสาธารณสุข จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงอันตรายจากการนวดได้ เพราะหากเลือกใช้บริการสถานบริการนวดแผนไทยที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งคนนวดอาจไม่มีความรู้ว่านวดบริเวณใดหรือจุดใดที่ไม่ควรนวด อาจทำให้เกิดอาการบาดเจ็บหรืออันตรายถึงขั้นเสียชีวิต

อย่างไรก็ตาม บริเวณที่ไม่ควรนวด คือ ตามแนวกระดูกและหลอดเลือด เช่น แนวกระดูกต้นคอ สันหลัง ซี่โครง ข้างคอ ใต้หู หลังหู ต่อมน้ำเหลืองใต้คาง จุดศูนย์รวมเส้นประสาทต่างๆ เช่น ข้อพับแขน ข้อมือ และข้อพับขา นอกจากนี้ คนที่เพิ่งเข้ารับการผ่าตัด หรือสุภาพสตรีที่ตั้งครรภ์ หรือผู้สูงอายุ ควรต้องเพิ่มความระมัดระวัง โดยหลีกเลี่ยงการนวดบริเวณที่มีความเสี่ยงด้วย


กาวตราช้าง-ใช้ลอกสิวเสี้ยนได้-จริงเหรอ_web.jpg

กรมการแพทย์ย้ำการลอกสิวเสี้ยนด้วยวิธีดังกล่าวเป็นวิธีที่ผิด เสี่ยงผิวหนังอักเสบ เกิดการระคายเคือง หลังมีการแชร์คลิปวิธีการลอกสิวเสี้ยนด้วยการใช้กาวตราช้างกับกระดาษทิชชู 

“ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง” ผู้หญิงรักสวยรักงาม ผู้ชายเองก็ต้องดูดีมีแฮนด์ซัมอยู่ตลอดเวลา เรียกได้ว่าหัวจรดเท้าต้องดูดี สวย หล่อ เฟอร์เฟกซ์ จะว่าไป “ใบหน้า” ของเรา ก็เป็นส่วนสำคัญที่จะบ่งบอกถึงความสวยหล่อสะอาดดูดีของตัวเรา ใบหน้าของเราที่ต้องดูดี จะต้องปราศจากสิว กระ สิวเสี้ยน หน้ามัน ฯลฯ แต่หากมีขึ้นมา ก็ต้องทำการรักษาให้หาย อย่างเช่น หน้ามัน ก็ต้องล้างหน้าด้วยโฟมล้างหน้า , เป็นสิวก็ต้องใช้เจลแต้มสิว , มีสิวเสี้ยนที่จมูก ก็ต้องใช้แผ่นลอกสิวเสี้ยน

เมื่อพูดถึงเรื่องของสิวเสี้ยนนั้น ล่าสุด มีการแชร์คลิปวิธีการลอกสิวเสี้ยนด้วยการใช้กาวตราช้างกับกระดาษทิชชู โดยนำกาวตราช้างมาทาที่จมูก แล้วนำกระดาษทิชชู่มากดปิดไว้ จากนั้นดึงออก แล้วสิวเสี้ยนจะลอกออกมาด้วย หลังจากมีการเผยแพร่คลิปสาธิตดังกล่าวออกไป ก็มีผู้เข้าชมเป็นจำนวนมาก ซึ่งวิธีดังกล่าวนั้นเป็นวิธีที่ผิดและอันตรายต่อผิวอย่างมาก

เรื่องนี้ พญ.มิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์บอกว่า วิธีดังกล่าวเป็นวิธีที่ผิดและทำให้เกิดอันตราย เพราะอาจส่งผลทำให้เกิดอาการผิวหนังอักเสบได้ และหากใช้ปริมาณกาวมากจนเกินไป อาจทำให้มีผลข้างเคียงมากขึ้น และหากกาวไปสัมผัสบริเวณผิวหนัง-อวัยวะส่วนอื่นของร่างกาย อาทิ ดวงตา ริมฝีปาก ผิวหนัง ซึ่งอาจทำให้เกิดการระคายเคือง ทำให้ผิวหนังไหม้และเป็นแผลอย่างถาวรได้

ทั้งนี้ กาวตราช้างเป็นสารเคมีในกลุ่มไซยาโนอะคริเลต(cyanoacrylate) มีคุณสมบัติเป็นสารยึดติดที่แห้งเร็ว ทำให้วัสดุติดทนนาน โดยปกติการใช้กาวดังกล่าวต้องระวังไม่ให้สัมผัสโดยตรงที่ผิวหนัง นอกจากนี้ การสลายตัวของสารจะมีการปล่อยสารฟอร์มัลดีไฮด์ และอัลคิลไซยาโนอะคริเลต อาจเกิดพิษต่อเนื้อเยื่อและระบบทางเดินหายใจได้อีกด้วย

ฉะนั้น สำหรับใครที่รักสวยรักงาม ต้องการกำจัดสิวเสี้ยน ควรเลือกวิธีที่มีความปลอดภัยกับร่างกาย อาทิ การใช้ไข่ขาวหรือการใช้แผ่นลอกสิวเสี้ยน แม้ว่าจะมีราคาแพงกว่ากาวตราช้าง แต่ถือว่ามีความปลอดภัย ไม่เป็นพิษ และออกแบบผลิตภัณฑ์มาเพื่อให้ใช้งานได้ง่ายและปลอดภัยกว่านั่นเอง


โรคขาดความรัก-กับทฤษฎีความเหงา_web.jpg

“โรคขาดความรัก” ส่วนหนึ่งเกิดจาก “ความเหงา” เข้ามาแผ้วพานในจิตใจ เมื่อถูกสะสมมาเป็นเวลานานๆ ก็จะยิ่งพอกพูนมากขึ้น และอาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและสุขภาพในระยะยาว

“อยู่คนเดียวมันเหงา….ใครเข้าใจบ้าง” หลายคนเผชิญกับความเหงา การได้อยู่คนเดียว การไม่ได้รับการเลี้ยงดู ได้รับความสนใจจากคนรอบข้าง เปรียบเสมือนว่าตัวเองนั้นต้องอยู่คนเดียว โดดเดี่ยวเดียวดาย ความเหงาจึงบังเกิดขึ้น มนุษย์เกิดมาย่อมต้องการความรัก ความเอ็นดู ความใส่ใจจากคนรอบข้าง เพื่อสร้างกำลังใจและแรงจูงใจของตัวเราเองในการดำเนินชีวิตหรือกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด

คนที่ต้องเผชิญอยู่กับความเหงาบ่อยๆ นานๆ หากบางคนมีภูมิคุ้มกันที่ดี ก็อาจจะรับมือและหาวิธีใช้ชีวิตเพื่อให้ไม่เดือดร้อนตนเองหรือคนรอบข้าง แต่ถ้าคนไหนไม่มีภูมิคุ้มกันทางจิตใจเนี่ยสิอันตรายมาก เพราะว่าเข้าข่าย “โรคขาดความรัก” เลยก็ว่าได้
.
“โรคขาดความรัก” ส่วนหนึ่งเกิดจากความเหงาเข้ามาแผ้วพานในจิตใจ เมื่อถูกสะสมมาเป็นเวลานานๆ ก็จะยิ่งพอกพูนมากขึ้น และอาการของโรคขาดความรักก็จะแสดงอาการออกมา ซึ่ง “ความเหงา” นั้น มีนิยามจากนักวิชาการซึ่งอธิบายไว้ว่า เป็นความรู้สึกโศกเศร้าที่มาพร้อมกับการรับรู้ความโดดเดี่ยว ซึ่งการที่บุคคลจะมีความเหงาในระดับใดนั้น ขึ้นอยู่กับว่ามีเหตุปัจจัยใดที่ผลักดันให้ตนเองนั้นคิดปรุงแต่งไปมากน้อยเพียงใด ความเหงาอาจส่งผลให้เกิดอาการซึมเศร้า โดดเดี่ยว แยกตัวออกมาจากสังคม ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว รวมไปถึงสุขภาพที่อาจจะส่งผลต่อโรคข้างเคียงอย่าง โรคซึมเศร้า , อาการเจ็บป่วย , ภูมิคุ้มกันในร่างกาย หากใครรู้ตัวว่ากำลังเหงา รู้สึกเศร้า โดดเดี่ยวเดียวดาย รู้สึกว่าเหมือนอยู่ตัวคนเดียว คุณอาจจะกำลังเผชิญกับ “โรคขาดความรัก” อยู่ก็ได้ ฉะนั้น อย่ารอช้า มาทำความรู้จักกับโรคขาดความรักกันดีกว่า

“โรคขาดความรัก” หรือ “ฮีสทีเรีย” แต่ช้าก่อน อย่างเพิ่งตกใจไป โรคฮิสทีเรีย (Histeria) ไม่ใช่โรคขาดผู้ชายไม่ได้หรือว่าขาดความต้องการทางเพศ ซึ่งนั่นเป็นความเชื่อที่ผิด ผิด และผิดทำความเข้าใจเสียใหม่ ดังนี้ “โรคขาดความรัก” หรือ “ฮีสทีเรีย” จะมีอยู่ 2 ลักษณะ คือ โรคประสาทฮิสทีเรีย และ บุคลิกภาพแบบฮิสทีเรีย ซึ่งอาจพบได้ทั้งในเพศชายและเพศหญิง คนกลุ่มโรคบุคลิกภาพแบบฮิสทีเรียนี้จะมีการแสดงออกมากจนเหมือนเล่นละคร ยั่วยวน แสดงออกเพื่อดึงดูดความสนใจจากคนรอบข้าง เนื่องจากมีความเป็นเด็กในตัวสูง ส่วนหนึ่งมาจากการขาดความรักในวัยเด็ก ทำให้พวกเขาโหยหาความรักอยู่ตลอดเวลา ขณะที่คนกลุ่มโรคประสาทฮิสทีเรีย เวลาที่มีความเครียดหรือกังวลใจมากๆ จะเกิดอาการผิดปกติที่ระบบการเคลื่อนไหวหรือการรับรู้ เช่น เป็นอัมพาต กล้ามเนื้ออ่อนกำลัง ชาที่แขนและขา พูดไม่มีเสียง พูดไม่ได้ ตามองไม่เห็น กล้ามเนื้อกระตุก หรือสูญเสียความจำในบางเรื่องที่กระทบกระเทือนจิตใจจนไม่ต้องการรับรู้ จำชื่อตัวเองไม่ได้ จำเวลา สถานที่ บุคคลไม่ได้ เป็นต้น

ดังนั้น ใครที่เข้าข่ายโรคขาดความรัก หรือ ฮีสทีเรียนี้ อย่าเพิ่งเครียดหรือตกใจปก ทุกปัญหามีทางออก ทุกโรคมีวิธีการรักษา ซึ่งการดูแลรักษานั้นควรควรเข้าพบจิตแพทย์เพื่อปรึกษาหาวิธีแก้ปัญหา อย่ากลัวที่จะเข้าพบแพทย์ หรืออย่าอายที่จะเข้าพบจิตแพทย์แล้วจะถูกล้อว่าเป็นคนป่วยทางจิต เปลี่ยนความคิดเสียใหม่ นอกจากนี้ ตัวคุณเองต้องพยายามปรับตัวให้เช้ากับสังคมนี้ เพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข ไร้ความเหงามาแผ้วพานจิตใจ