Now thing

กินอยู่เป็น_เยาวราช-ปกเนื้อหา.jpg

ในช่วงเทศกาลกินเจปีนี้ หลายบ้านคงเตรียมวางแผนทำอาหารเจไว้รับประทานกันแล้ว กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอเอาใจสาวก คนกินเจ พาไปช้อปวัตถุดิบย่านตลาดเก่าเยาวราช แหล่งขายอาหารเจเก่าแก่ของเมืองไทยกันสักหน่อย โดยวัตถุดิบที่คัดสรรมานี้ ทุกท่านสามารถนำไปประกอบเมนูเจได้เองแบบง่าย ๆ ทำให้เทศกาลกินเจปีนี้ ไม่น่าเบื่ออีกต่อไป งั้นเราขอพาคุณเริ่มต้นเดินทางสู่วิถีคนกินเจกันเลย Let’s go!

วิธีประกอบอาหารเจปัจจุบันนั้น มีทั้งเมนูต้ม ผัด แกง ทอด นึ่ง ยำ เฉกเช่น เมนูปกติทั่วไป ต่างกันที่วัตถุดิบที่ต้องไม่มีส่วนผสมจากเนื้อสัตว์เท่ากัน ซึ่งเราจะพาไปดูวิธีเลือกสรรวัตถุดิบที่มักเป็นพระเอก นางเอกประจำเทศกาลนี้กัน

 

เคล็ดคัดสรรวัตถุดิบ

เริ่มต้นด้วย “เห็ดหอม” นางเอกประจำเทศกาล โดยมีบทบาทเป็นส่วนประกอบพื้นฐานทำได้แทบทุกเมนู ไม่ว่า จะต้ม ตุ๋น ผัด หรือนึ่ง เพราะเห็ดหอมจะช่วยเพิ่มความกลมกล่อมให้อาหารเจ ด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ

เคล็ดไม่ลับ เห็ดหอมที่ดีต้องมีดอกหนา ลายกระจายทั่วดอก ซึ่งจะช่วยบ่งบอกได้ว่าเป็นเห็ดที่สด รสชาติดี

 

ต่อมาคือเจ้าพระเอกอย่าง “เต้าหู้” ที่มีบทบาทสำคัญไม่แพ้เห็ดหอมซึ่งมักปรากฏอยู่ในทุกจานสำคัญของอาหารเจ โดยส่วนผสมหลักของเต้าหู้มาจากถั่วเหลืองที่มีโปรตีนสูงกว่าเนื้อสัตว์บางประเภทถึงสองเท่า มีให้เลือกหลากหลายแบบทั้งชนิดอ่อน ชนิดแข็ง ตามใจชอบ

เคล็ดไม่ลับ ควรเลือกเต้าหู้ที่นำมาขายใหม่ๆ โดยสังเกตจากความขาวนวล มีกลิ่นหอม ไร้เมือก ไร้กลิ่นเหม็นเปรี้ยว รูปทรงไม่บิดเบี้ยว และบรรจุในภาชนะสะอาด

 

ถ้ายังไม่รู้จะเลือกร้านไหน ทีมงานขอแนะนำร้านเจ้าประจำของแอดมินที่เปิดมาหลายสิบปี ตั้งอยู่ซอยด้านข้างวัดมังกร ไฮไลท์เด็ด คือ “เต้าหู้ซีอิ๊วดำ” ซึ่งเป็นเต้าหู้อ่อนที่ต้มกับซีอิ๊วดำ น้ำตาลทรายแดง และเครื่องเทศต่าง ๆ จนเนื้อเต้าหู้มีความหอม หวาน กลมกล่อม สามารถนำไปรับประทานกับเมนูต่าง ๆ ได้อย่างลงตัว

 

ลำดับต่อมา คือ “หมี่กึง” วัตถุดิบประเภทเส้นทำจากแป้งข้าวเหนียวและข้าวสาลี ให้พลังงานคาร์โบไฮเดรตสูง รูปร่างมีหลายแบบ ในที่นี้ขอเลือกหมี่กึงที่มีลักษณะก้อนแป้งม้วนคล้ายโรตี

เคล็ดไม่ลับ หมี่กึงมักอยู่ในรูปอาหารสดเสมอ ไม่นิยมอบแห้ง เพราะทำให้รสสัมผัสเปลี่ยน

 

ที่ขาดไม่ได้ คือ “ดอกไม้จีน” หนึ่งในสมุนไพรจีนที่นำไปปรุงอาหารได้หลายเมนู ทั้งต้มและผัด ควรเลือกซื้อดอกสีเหลืองหรือสีน้ำตาลอ่อน

เคล็ดไม่ลับ ถ้าซื้อแบบสดต้องดึงดอกออกก่อน ไม่อย่างนั้นอาจทำให้ท้องเสีย ทั้งไม่ควรเลือกดอกไม้จีนสีซีด เพราะอาจมีสารปนเปื้อนจำพวกสารฟอกขาว

 

สินค้าดีจากร้านดัง

เมื่อมาเยาวราช ร้านไม่ควรพลาด คือ “กาน่าฉ่าย” ร้านเว้งยู่กี่ ซอยเล่งบ่วยเอี๊ยะ (เจริญกรุง16) ร้านเก่าแก่คู่เยาวราชมาเกือบ 30 ปี ซึ่งจะแสดงวิธีทำสดๆ และนอกจากกาน่าฉ่ายแล้ว ภายในร้านยังมีอาหารเจอีกหลากหลาย เช่น ใบปอ พุทราจีน เก๋ากี้ ขาเห็ดเจ ปลาอินทรีย์เค็มเจ

อีกร้านที่ไม่ควรพลาด คือ “เกี่ยมฉ่าย” หรือ ผักกาดดองเจ อันขึ้นชื่อจากร้านเจ๊แดง เยาวราชซอย 6 นอกจากเกี่ยมฉ่ายแล้ว ยังมีน้ำพริกเจ รสชาติต่างๆ ให้เลือกอีกด้วย

รวมถึง “ง่วนสูน” ร้านพริกไทยตรามือ เจ้าเก่าแก่แห่งเยาวราช ที่ขึ้นชื่อด้วยคุณภาพของเม็ดพริกไทยที่บดให้เห็นกันสดๆ และมีเครื่องเทศให้เลือกอีกหลากประเภท

 

เทศกาลกินเจปีนี้ กินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต ขออวยพรให้ทุกท่านมีความสุขกับเทศกาลกินเจ


ปก-cover_content_กินเจนวราตรี.jpg

ทราบไหมว่า ทุกปีในช่วงขึ้น 1 ค่ำ – ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ตามปฏิทินจันทรคติของจีน จะมีสองเทศกาลสำคัญเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน คือ ประเพณีถือศีลกินผัก หรือ ที่เราคุ้นชินกันว่า “เทศกาลกินเจ” ของคนเชื้อสายจีน และ “เทศกาลนวราตรี หรือ ดูเซร่า” ของคนเชื้อสายพราหมณ์-ฮินดู สองสิ่งนี้มีความคล้ายคลึงกัน อย่างน่าสนใจ ส่วนจะเป็นอย่างไรนั้น กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะพาไปไขข้อสงสัยนี้กัน

 

กินเจ = รักษาศีล อุโบสถ

ต้นกำเนิด เทศกาลกินเจ หรือ ประเพณีถือศีลกินผัก มีที่มาอ้างถึงในหลายตำนาน ซึ่งทั้งหมดล้วนอิงกับความเชื่อของลัทธิเต๋าและพุทธศาสนานิกายมหายานในจีนทั้งสิ้น หากเมื่อพิจารณาจากหลายตำนานหลายความเชื่อ ทั้งที่ระบุว่าทำเพื่อบูชาพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ ทำเพื่อรำลึกถึงนักรบที่สละชีพเพื่อชาติ หรือ ทำเพื่อผู้มีพระคุณ ด้วยเชื่อว่าเหล่าทวยเทพจะอำนวยพรให้ผู้ที่ปฏิบัติ เกิดความร่มเย็นเป็นสุข

ส่วนการเผยแผ่เทศกาลกินเจ เข้ามายังบ้านเรานั้น นอกจากมากับความเชื่อ ของชาวจีนโพ้นทะเลอพยพแล้ว บางตำรายังระบุว่า เกิดจากกลุ่มลูกครึ่งมลายู – จีนทางภาคใต้ของไทยที่เรียกว่า “บาบ๋า-ย่าหยา” (หรือ ชาวเปอรานากันในมาเลเซีย) ซึ่งส่วนใหญ่พำนักอาศัย อยู่แถบภูเก็ต ตรัง ปัตตานี สงขลา นราธิวาส เป็นผู้นำเข้ามา โดยนอกจากไทยแล้ว ประเพณียังแพร่หลายอยู่ในสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซียด้วย

ทั้งนี้ ด้วยคำว่า “เจ” ภาษาจีนทางพุทธศาสนานิกายมหายาน มีความหมายเดียวกับคำว่า “อุโบสถ” ซึ่งในทางมหายานนั้น การถือศีลอุโบสถของชาวมหายาน ก็คือการไม่กินเนื้อสัตว์ หรือ ทานมังสวิรัต ดังนั้นเมื่อมารวมกันเข้ากับคำว่ากินเจ จึงกลายเป็นการถือศีลกินเจ

 

ดูเซร่า เฉลิมฉลอง 9 วัน 9 คืนแด่องค์พระแม่อุมาเทวี

“เทศกาลนวราตรี หรือ ดูเซร่า” ของวัดพระศรีมหาอุมาเทวี หรือ วัดแขก จัดขึ้นช่วงเดียวกับเทศกาลกินเจ โดยสานุศิษย์ผู้ศรัทธา จะลดเว้นการทานเนื้อสัตว์  9 วัน 9 คืน ด้วยความเชื่อที่ว่า เป็นการบูชาองค์พระแม่มหาทุรคา ซึ่งเป็นปางหนึ่งของ พระแม่อุมาเทวี ที่ทรงต่อสู้กับมหิงสาสูร 9 วัน 9 คืนก่อนสามารถเอาชนะอสูรร้ายได้ในวันที่ 10 จึงจัดพิธีแห่เพื่อเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ และรอรับความเป็นสิริมงคลจากองค์เทพ อันถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบต่อกันมายาวนาน

 

สองความเชื่อบนแก่นเดียวกัน

ทั้งสองเทศกาล แม้จะต่างที่มา ต่างความเชื่อ ต่างเชื้อชาติ แต่ก็มีความคล้ายคลึงกันอย่างน่าสนใจ

  1. จัดช่วงเวลาเดียวกัน เทศกาลกินเจปีนี้ตรงกับวันที่ 28 กันยายน – 7 ตุลาคม ขณะที่เทศกาลนวราตรี ตรงกับวันที่ 28 กันยายน – 8 ตุลาคม
  2. มีขบวนแห่และการแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ เทศกาลกินเจจะมี “พิธีแห่พระ” และมี “ม้าทรง” อัญเชิญเหล่าทวยเทพมาประทับแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ อาทิ นำเหล็กแหลมเสียบแทงร่างกาย มีประเพณีวิ่งลุยไฟ ปีนบันไดมีด เช่นเดียวกับเทศกาลนวราตรีที่จะมีขบวนแห่คนทรงและองค์เทพกว่า 8 ขบวน เช่น ขบวนคนทรงองค์พระแม่ศรีมหาอุมาเทวี ขบวนรถแห่องค์พระพิฆเนศวร รวมทั้งเหล่าคนทรงที่มาทรมานกาย อาทิ นำเหล็กแหลมมาทิ่มแทง เพื่อแสดงอิทธิฤทธิ์ที่ได้รับจากองค์เทพ
  3. งดเนื้อสัตว์เพื่อชำระล้างกายใจ ผู้เข้าร่วมต้องงดบริโภคเนื้อสัตว์ เพื่อลดการเบียดเบียน ชำระกายใจ
  4. เชื่อในการบูชาเพื่อแสดงความกตัญญูแก่องค์เทพผู้มีพระคุณ

 

ทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่าแก่นหลักแท้จริงทั้งสองเทศกาล คือ การบำเพ็ญศีลภาวนา รักษาความบริสุทธิ์ของจิต ละเว้นบาป อบายมุข กิเลส ซึ่งนั่นก็ตรงกับหัวใจของทุกศาสนาบนโลกที่ล้วนมุ่งให้คนทำดี ลดเบียดเบียน และ มีเมตตาต่อเพื่อนร่วมโลกนั่นเอง

/////////////////////////////////////////////////////////////////////////


Kinyupen_Night-Shopping_Cover-Web.jpg

คนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก เรื่องช้อปปิ้งเช่นกัน ประโยคสั้นๆ นี้ สะท้อนอะไรหลายอย่างในสังคมปัจจุบัน ถึงเรื่องการซื้อของออนไลน์ หรือช้อปปิ้งออนไลน์ แค่คลิกๆ หน้าจอโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ ก็มีของมาส่งถึงบ้าน สะดวก รวดเร็วทันใจ แถมเงินปลิวหายวับไปกับตา

 

ในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา ผู้คนจำนวนมาก หันมาพึ่งพาเทคโนโลยีกันมากขึ้น เจ้าของร้านค้าต่างๆ จึงต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ เพื่อตอบรับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ด้วยการเปิดช่องทางขายสินค้าในโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น FACEBOOK, INSTAGRAM หรือ LINE@ เพราะเข้าถึงง่ายประหยัดเวลา ได้กลุ่มลูกค้าหลากหลาย

 

เทคโนโลยีเปลี่ยน พฤติกรรมคนเปลี่ยน เวลาช้อปปิ้งก็เปลี่ยนตามไปด้วย

 

ข้อมูลจากจอห์นลูอิสและพาร์ทเนอร์เครือข่ายห้างสรรพสินค้าระดับไฮเอนด์ของสหราชอาณาจักร ระบุว่าปัจจุบันยอดสั่งซื้อสินค้าในช่วงเวลาเที่ยงคืนถึงหกโมงเช้า โตขึ้นถึง 28% จากปีที่ผ่านมา สอดคล้องกับข้อมูลของ มาร์ติน ลูอิส ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินส่วนบุคคล สถาบันนโยบายการเงินและสุขภาพจิต ที่ว่าบริษัทค้าปลีกส่วนใหญ่ อย่าง อเมซอน, อีซี่เจ็ท, ควิดโค และลาสมินิทดอทคอม จะส่งอีเมลแนะนำสินค้าลดราคาให้กลุ่มลูกค้าช่วงเวลากลางคืน เพราะมองว่าช่วงเวลากลางคืนเป็นช่วงเข้าถึงลูกค้ามากสุด เนื่องเป็นช่วงเวลาเดียวที่คนส่วนใหญ่มีเวลาว่างจากกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน

 

เมื่อความขี้เกียจสร้างเม็ดเงินมหาศาลบนโลกออนไลน์

สำหรับประเทศไทยมีผลการวิเคราะห์ที่น่าสนใจของวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล หรือ CMMU ว่าปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ผู้บริโภคหันมานิยมช้อปปิ้งออนไลน์กันมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือความขี้เกียจ ไม่อยากรอคิวนาน เสียเวลา ดังนั้นธุรกิจประเภท สินค้าและบริการออนไลน์ จึงได้รับความนิยมอย่างสูงสุด จนเสียเงินจำนวนมหาศาลไปกับการซื้อของบนโลกออนไลน์ เพียงเพราะความสะดวกสบายนี่เอง

จากสถิติของ We Are Social บริษัทเอเจนซี่จากสหราชอาณาจักร และ Hootsuite ผู้ให้บริการการตลาดบนโซเชียลมีเดีย เปิดเผยข้อมูลว่า คนไทยนิยมซื้อสินค้าออนไลน์ จำนวนมหาศาล ขั้นต่ำหลักร้อยล้านเหรียญ จนถึงพันล้านเหรียญ ในค่าเงิน สหรัฐฯ ลองคำนวณเล่นๆ ดูว่าหากแปลงค่าเม็ดเงินสหรัฐฯ เป็นค่าเงินบาทไทย จำนวนเงินที่คุณหมดไปกับการช้อปปิ้งออนไลน์จะน่าตกใจขนาดไหน !!!

 

กลุ่มสินค้าหรือบริการที่นิยมซื้อออนไลน์ 5 อันดับ มีดังนี้

1.สินค้าแฟชั่น และความงาม ยอดใช้จ่ายอยู่ที่ 908 ล้านเหรียญสหรัฐ

2.อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยอดใช้จ่าย 1,043 ล้านเหรียญสหรัฐ

3.อาหาร เครื่องใช้ส่วนตัว ยอดใช้จ่าย 571 ล้านเหรียญสหรัฐ

4.เฟอร์นิเจอร์ และของตกแต่งบ้าน ยอดใช้จ่าย 660 ล้านเหรียญสหรัฐ

5.ของเล่น DIY และงานอดิเรก ยอดใช้จ่าย 575 ล้านเหรียญสหรัฐ

 

หากลองสังเกตกันให้ดีจะพบว่าสถิติจากด้านบน ประเภทสินค้าที่ได้รับความนิยม ส่วนใหญ่เป็นของใช้ทั่วไป ในชีวิตประจำวัน เริ่มไล่มาตั้งแต่ เรื่องสุขภาพ ความงาม แฟชั่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน หรือแม้กระทั่งอาหาร ที่แต่ก่อนต้องซื้อตามร้านค้า ห้างสรรพสินค้า ผ่านขั้นตอนต่าง ๆ วุ่นวาย กว่าจะหอบหิ้วมาถึงบ้าน แกะใส่ห่อ หรือ ประกอบอาหารด้วยตนเอง พอมีช้อปปิ้งออนไลน์เข้ามา การซื้อสินค้าตามใจชอบก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป และนี่คือเรื่องราวที่กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตนำมาแบ่งปันกัน


Kinyupen_Moon-Cake-4.jpg

ความหมายของเครื่องไหว้ แต่ละประเภท  

  • เครื่องไหว้เพื่อสักการะเทพเจ้าที่มีมาแต่ดั้งเดิม ประกอบด้วย กระดาษไหว้ ดอกไม้ ธูปเทียน น้ำชา 5 ถ้วย
  • ผลไม้ 5 อย่างเพื่อความเป็นมงคล อาทิ แอปเปิ้ล – อยู่ดีมีสุข, สาลี่ – ความร่ำรวย, กล้วยหอม – โชคลาภ, ลำไย – สุขภาพดี, ส้มเขียวหวาน –สิริมงคล
  • ขนมไหว้เพื่อความร่ำรวยความอุดมสมบูรณ์ เช่น ถั่วตัด ขนมฟักเชื่อม
  • เครื่องหอมเพื่อความงาม เช่น น้ำอบหรือแป้งถูกนำมาใช้ด้วยความเชื่อว่าพระจันทร์เป็นผู้หญิง สาวชาวจีนจึงมักไหว้เพื่อขอพรด้วยความปรารถนาที่จะให้ตนเองงดงาม

เทศกาลไหว้พระจันทร์มาถึงแล้ว คนไทยเชื้อสายจีนทั้งลูกครึ่งถึงเสี้ยวหลายบ้านคงกำลังเตรียมเครื่องมู เอ้ย! เครื่องไหว้พระจันทร์กันอยู่แน่ๆ แต่ถ้าจะว่าด้วยที่มาเทศกาลไหว้พระจันทร์ ทราบหรือไม่ว่ามีความเป็นมาความเชื่อจากหลากหลายตำนาน วันนี้ทีมงานกินอยู่เป็น 360 แห่งการใช้ชีวิต ขอชวนทุกท่านอินไปกับเทศกาลไหว้พระจันทร์ ร่วมไขตำนาน พร้อมเคล็ดลับขอเงินขอพร เฮงๆ ปังๆ ไปพร้อมกัน

ตำนาน ความเชื่อ กุศโลบาย ผนวกกลายเป็นเทศกาล

หนึ่งในตำนานเทศกาลไหว้พระจันทร์ เกิดจากความเชื่อชาวจีนในอดีตที่ยกให้ “พระจันทร์” เป็นสัญลักษณ์ความอุดมสมบูรณ์ โดยมี “ฉางเอ๋อ” เทพีผู้มีเลอโฉมคอยบันดาลพืชพันธุ์ธัญญาหาร สั่งการน้ำขึ้น น้ำลงทำให้การกสิกรรมของมนุษย์อุดมสมบูรณ์ ทั้งเป็นตัวแทนความสวยงาม ชาวจีนจึงเชื่อว่าการไหว้ขอพร “พระจันทร์” ในวันเพ็ญเดือน 8 (ตามปฏิทินจีน) ฉลองฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิต จะทำให้เทพีฉางเอ๋อพึงพอใจบันดาลให้น้ำท่าอุดมสมบูรณ์และเกิดสิ่งดีมีสุข

อีกหนึ่งความเชื่อเป็นเรื่องเกี่ยวกับตำนานรักระหว่าง “โฮ้วอี้” และ “ฉางเอ๋อ” ที่พรากจากกันเพราะฝ่ายหญิงกลายเป็นเทพธิดาไม่สามารถอยู่บนโลกได้แต่ปีหนึ่งจะได้เจอกันครั้ง ดังนั้นทุกวันเพ็ญเดือน 8 โฮ้วอี้ จึงปั้นขนมแป้งสาลีทรงกลมแทนดวงจันทร์วางทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือพร้อมเอ่ยเรียกเทพีฉางเอ๋อ เพื่อให้ได้กลับมาพบกันในทุกปี ขนมไหว้พระจันทร์จึงกลายเป็นขนมแห่งความรักของชาวจีนในอีกนัยยะไปโดยปริยาย

นอกจากที่กล่าวมายังมีอีกหลายตำนานที่ไม่ได้กล่าวถึง แต่ด้วยความเชื่อใดก็ตาม ต่อมาได้กลายมาเป็นกุศโลบายเพื่อให้ครอบครัวชาวจีนได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตานั่งชมพระจันทร์และขอบคุณเทพีฉางเอ๋อที่ประทานพรร่วมกัน

ไหว้พระจันทร์..เปลี่ยนแผ่นดินจาก “หยวน สู่ หมิง”

เทศกาลไหว้พระจันทร์ สำหรับชาวจีนนอกจากเพื่อขอพรบันดาลสุขแล้ว ยังถูกกล่าวถึงไว้ในหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ ว่ามีส่วนในการทวงคืนแผ่นดินจากมองโกลกลับสู่ชาวฮั่น โดยเรื่องมีอยู่ว่าราว 600 กว่าปีก่อนในยุคปลายราชวงศ์หยวนที่ปกครองโดยฮ่องเต้ชาวมองโกลเริ่มระส่ำระสาย ชาวจีนเชื้อสายฮั่นต้องการทวงแผ่นดินคืน จึงคิดแผนใช้ขนมไหว้พระจันทร์เป็นตัวกลางนัดหมายโค่นล้มมองโกล โดยสอดไส้กระดาษที่เขียนข้อความไว้ว่า “15 ค่ำเดือน 8 สังหารมองโกล” จึงสามารถทวงคืนแผ่นดินกลับมาเป็นของชาวฮั่นภายใต้ชื่อราชวงศ์หมิง ต่อมา “ขนมไหว้พระจันทร์” จึงกลายเป็นเทศกาลเฉลิมฉลองระดับชาติจวบจนปัจจุบัน

ขนมไหว้พระจันทร์ พระเอกของเทศกาล

เมื่อเวลาผ่านไปการหลั่งไหลของชาวจีนอพยพ ก็ได้นำพาเทศกาลไหว้พระจันทร์ไปเผยแพร่สู่ดินแดนต่างๆ รวมถึงประเทศไทย ทำให้ “ขนมไหว้พระจันทร์” กลายเป็นหนึ่งในขนมยอดนิยมและเป็นธุรกิจที่มีมูลค่าการตลาดสูงในช่วงเทศกาลแต่ละปี

ในอดีตขนมไหว้พระจันทร์มีหลากหลายลักษณะ ทั้งรูปปลา รูปกระต่าย แต่ที่นิยมที่สุดก็คือทรงกลมลักษณะเดียวกันกับพระจันทร์ข้างในเป็นไข่แดง (ไข่เค็ม) ที่สื่อถึงพระจันทร์ ลวดลายบนตัวขนมส่วนใหญ่สื่อถึงความหวัง ความปรารถนาดีที่มอบให้กัน

สำหรับไส้ขนมไหว้พระจันทร์ สมัยก่อนนิยมใช้ธัญพืชที่สื่อถึงการอวยพรและความอุดมสมบูรณ์ อาทิ ไส้เม็ดบัว มีที่มาจากดอกบัว สัญลักษณ์ความบริสุทธิ์ เกียรติยศ ความสงบและอายุที่ยืนยาว หรือ ไส้ธัญพืช 5 ชนิด  ที่สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธ์ธัญญาหารให้ชาวจีนมีกินมีใช้ตลอดปี ไส้ลูกพลัม สัญลักษณ์ของความหวัง ไส้เกาลัด หากออกเสียงในภาษาจีนมีความหมายว่า ลูกชาย ซึ่งก็คือการเป็นที่รักของผู้คน นอกจากนี้ยังใช้แฮมยูนนาน หรือ มันหมู เป็นส่วนผสมเพื่อแสดงถึงโชคลาภ ซึ่งในอดีตแฮมยูนนานจะมีเฉพาะในบ้านที่มีฐานะเท่านั้น

ปัจจุบัน ไส้ขนมไหว้พระจันทร์ มีการรังสรรค์ที่หลากหลายมากขึ้น อาทิ ไส้ช็อคโกแลตฝรั่งเศสซึ่งเป็นที่นิยมของชาวฮ่องกง ไส้คัสตาร์ดแบบฉบับผู้ดีอังกฤษ หรือ ไส้ทุเรียนในบ้านเรา ที่เป็นการผสมผสานวัตถุดิบที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละประเทศ ตามความชอบของผู้บริโภคแต่ละพื้นที่ นอกจากนี้ยังดัดแปลงใส่เนื้อสัตว์ เช่น กุนเชียง, ไข่เค็ม, หมูแฮม, หมูแดง, หมูหยอง เข้าไปเป็นทางเลือกใหม่แก่ผู้บริโภคด้วย อย่างไรก็ตามมีบางความเชื่อที่จะไม่ใช้ขนมไหว้พระจันทร์ที่มีของคาวเป็นส่วนผสมในการไหว้อย่างไข่เค็ม แฮม หรือมันหมู

ไหว้พระจันทร์คราวนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอพระจันทร์เป็นใจให้ทุกท่านสมบูรณ์ พูนสุข

 

////////////////////////////////////////////////////

 

เคล็ดลับการขอเงินจากพระจันทร์

วันมงคลอย่างนี้นานทีปีหนจะได้ไหว้พระจันทร์สักครั้ง กินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิตขอนำเคล็ดลับการขอเงินจากพระจันทร์ ซึ่งเป็นความเชื่อโบราณมาฝากแก่ผู้สนใจ

·     จุดธูปเทียนบูชา 15 ดอก ที่ถือว่าเป็นกำลังของพระจันทร์

·     เตรียมกระเป๋าสตางค์ใส่ธนบัตรจำนวนหนึ่ง จากนั้นนำมาอธิษฐานเรียกเงินเรียกทอง ขอพระจันทร์ช่วยให้การดำเนินชีวิตของเรามีแต่ความอุดมสมบูรณ์

แต่ถ้าจะให้ได้ผลดีกว่าเดิม อย่ารอให้ฟ้าเปิด หรือ พระจันทร์บันดาลแต่ฝ่ายเดียว เราเองก็ต้องช่วยพระจันทร์ท่านเสียหน่อย  ด้วยการตั้งใจทำ ตั้งใจสร้าง ตั้งใจหาเงินเท่าที่กำลังเราไหว พระจันทร์ท่านจะได้ชื่นใจประทานพรให้สมหวังในเร็ววัน

 

 


Kinyupen_Ultraman.jpg

ฉันเป็นมนุษย์ต่างดาว จากดาวเนบิวลา M78 ชิน ฮายะตะ นายต้องรวมร่างกับฉัน เพื่อปกป้องโลกใบนี้ หนึ่งในประโยคสนทนาของตัวละครเรื่อง ยอดมนุษย์ อุลตร้าแมน ซูเปอร์ฮีโร่ ที่ครองใจเด็ก ๆ มากกว่าครึ่งศตวรรษ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอพาผู้อ่านย้อนวันวานเสียหน่อย

 

หากถามถึง อุลตร้าแมน ต้องย้อนไปเมื่อช่วงปี 1996 ได้ถูกฉายเป็นซีรีส์ครั้งแรกทางโทรทัศน์ญี่ปุ่น ดำเนินเรื่องราวผ่านมนุษย์ต่างดาว กาแล็กซี่เนบิวลา M78 ที่ใช้ ชิน ฮายะตะ มนุษย์โลกจากหน่วยสืบสวนพิเศษ เป็นร่างสถิต เพื่อปราบเหล่าสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์ ปกป้องโลกโดยเขาสามารถแปลงร่าง เป็นอุลตร้าแมนด้วยเบต้าแคปซูล ในระยะเวลาเพียงแค่ 3 นาที เพราะข้อจำกัดด้านสภาพแวดล้อมของโลก

 

การต่อสู้ของอุลตร้าแมนในแต่ละครั้ง แม้ระยะเวลาจำกัด แต่สามารถปราบเหล่าสัตว์ประหลาดอย่างทันท่วงที ทำให้วิกฤตของโลกผ่านไปได้ด้วยดี เพราะมีอุลตร้าแมน กลายเป็นภาพประทับในใจของคนดูหลายคน

 

อุลตร้าแมนนั้นเดิมทีถูกสร้างสรรค์ผลงานทางหน้าจอโทรทัศน์ โดยสึบุรายะโปรดักชั่นส์ และโตโฮโปรดักชั่นส์ ประเทศญี่ปุ่น เปิดตัวครั้งแรกในชื่อว่า ‘อุลตร้า คิว’ ส่วนใบหน้าครั้งแรกถูกออกแบบ โดย คุณสมโภช แสงเดือนฉาย ซึ่งเป็นคนไทย ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ภาพถ่ายของพระพุทธรูปยุคสุโขทัยปางเปิดโลก แต่อาจารย์โทรุ นาริตะ คือ คนเลือกแบบร่างใบหน้าของคุณสมโภช มาใช้เป็นแบบในการออกแบบรุ่นถัดไป

 

แม้ว่า อุลตร้าแมน ถูกเข้าใจว่าขั้นตอนทุกอย่างตั้งแต่การร่างแบบ เป็นของประเทศญี่ปุ่น ประสบความสำเร็จจนถูกสร้างภาคต่อ ๆ ไป ยังมีผลงานคนไทยที่ออกแบบใบหน้า ออริจินอล เป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จนั้นอยู่


กินอยู่เป็น_Qin-Shi.jpg

  • สุสานจิ๋นซีฮ๋องเต้ เป็น 1 ใน 2 สิ่งมหัศจรรย์ที่จิ๋นซีฮ่องเต้บัญชาให้สร้างขึ้นในยุคสมัยของพระองค์ควบคู่กับกำแพงเมืองจีนอันเกรียงไกร
  • สุสานจิ๋นซีฮ๋องเต้ เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกลำดับที่ 8 แห่งศตวรรษที่ 20 และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ.2530
  • ทหารดินเผาแต่ละตัวจะมีเพียงตัวเดียวในโลกเท่านั้น เพราะรูปร่าง หน้าตา เครื่องแต่งกาย และอาวุธคู่กายล้วนแตกต่างกันทั้งหมดและมีสีสันเสมือนจริงทุกตัว
  • ตั้งแต่ 15 กันยายน คนไทยสามารถเข้าชมกองทหารจิ๋นซีได้อย่างใกล้ชิดโดยไม่ต้องไปถึงซีอาน

กำเนิดกองทัพผู้พิทักษ์แห่งปรโลก

มหาสุสาน “ฉินสือหวงตี้” หรือ จิ๋นซีฮ่องเต้ จักรพรรดิองค์แรกแห่งแผ่นดินจีน ณ ตำบลหลินถง เมืองซีอาน มณฑลส่านซี ถูกก่อสร้างขึ้นมาในสมัยราชวงศ์ฉิน ตั้งแต่ปี 246 – 208 ก่อนคริสตกาล โดยสุสานถูกสร้างขึ้นตามความเชื่อส่วนพระองค์ในเรื่องความเป็นอมตะและชีวิตหลังความตาย จึงบัญชาให้เกณฑ์แรงงานจำนวนมากไปก่อสร้างสุสานควบคู่กับพระราชวังเพื่อเตรียมไว้สำหรับใช้ชีวิตในปรโลก

ภายในสุสานเป็นการจำลองพระราชวังแห่งปรโลก โดยแบ่งเป็นเขตพระราชฐานชั้นนอกและชั้นในเสมือนจริง ซึ่งนอกจากพระศพของจิ๋นซีฮ่องเต้อันเป็นจุดศูนย์กลางสำคัญแล้ว โดยรอบยังรายล้อมด้วยหุ่นปั้นเสมือนจริงของข้าราชบริพาร นางสนม นางกำนัล แม่ทัพ นายกอง พลทหาร รถม้า ม้าศึกสรรพอาวุธที่จัดกำลังพลเสมือนจริง ตลอดจนทรัพย์สมบัติต่างๆ รวมกว่า 7,400 ชิ้น ด้วยเชื่อว่าจะตามติดไปรับใช้พระองค์หลังความตาย ทั้งยังก่อสร้างค่ายกลเพื่อพิทักษ์ทรัพย์สมบัติรอบสุสานด้วย

กล่าวกันว่าสุสานแห่งนี้กว้างขวางมากกว่า 57 ตร.กม. ใช้เวลาก่อสร้างยาวนานถึง 38 ปี ใช้แรงงานรวมแล้วกว่า 7 แสนคน

กำเนิดโดยจักรพรรดิ..คืนชีพโดยชาวนา

กาลเวลาผ่านไปสุสานและกองทหารดินเผาค่อยๆ เลือนจากความทรงจำ ผนวกกับสภาพแวดล้อมที่ได้กลืนกินปกปิดให้เป็นความลับมากกว่า 2,700 ปี “กองทัพทหารดินเผา” ก็ได้ถูกค้นพบด้วยความบังเอิญโดยชาวนาหมู่บ้านซีหยางขณะกำลังขุดดินทำบ่อน้ำเมื่อปี พ.ศ.2517 อันนำสู่การคืนชีพตำนานสุสานบันลือโลกให้กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง

สิ่งที่น่าสนใจภายในสุสานนอกจากการออกแบบผังสุสาน ข้าวของเครื่องใช้ สมบัติจักรพรรดิ ก็คือ ทหารดินเผาที่ขุดพบ ซึ่งแต่ละตัวจะมีเพียงตัวเดียวในโลกเท่านั้น เพราะรูปร่าง หน้าตา เครื่องแต่งกายล้วนแตกต่างกันทั้งหมด ทั้งมีสีสันเสมือนจริงทุกตัว ซึ่งจะช่วยให้สามารถย้อนศึกษาถึงรูปร่าง หน้าตา ชาติพันธุ์ของคนจีนโบราณได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันทางการจีนมีการขุดค้นและเปิดให้ผู้สนใจจากทั่วโลกเข้าชมเพียงแค่ 3 จาก 8 หลุมเท่านั้นซึ่งยังไม่ถึงจุดที่ฝังพระศพจริง เหตุที่ยังไม่ทำการขุดค้นเพิ่มเติม เนื่องเพราะยังหาวิทยาการ เพื่อรักษาสีสันของหุ่นแต่ละตัวจากปฏิกิริยาของอากาศและแสงไม่ได้ ซึ่งยังคงต้องหาทางไขปริศนากันต่อไป

วันนี้คนไทยไม่ต้องบินไปชมไกลถึงซีอาน
ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน – 15 ธันวาคม 2562 กองทหารเหล่านี้จะยกทัพส่วนหนึ่งมาพักที่เมืองไทยเป็นเวลา 3 เดือน เพื่อให้คนไทยมีโอกาสเข้าชมและศึกษาแบบใกล้ชิดโดยไม่ต้องไปไกลถึงซีอานกับ นิทรรศการ “จิ๋นซี ฮ่องเต้ : จักรพรรดิองค์แรกของแผ่นดินจีนกับกองทัพทหารดินเผา” ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร จัดโดย กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม

ภายในงานจะจัดแสดงโบราณวัตถุจาก 2 สุสานดัง คือ สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ และ สุสานราชวงศ์ฮั่น จำนวน 86 รายการ 133 ชิ้น โดยเป็นโบราณวัตถุชั้นเยี่ยมถึง 17  รายการ ซึ่งนิทรรศการแบ่งพื้นที่เป็น 4 ส่วนดังนี้

พื้นที่จัดแสดง สิ่งที่นำมาจัดแสดง
1.   พัฒนาการก่อนการรวมชาติ  เครื่องมือเครื่องใช้ภาชนะสำริด อาวุธ เงินตรา ความก้าวหน้าด้านโลหกรรม สมัยราชวงศ์โจวตะวันออก ซึ่งเป็นยุคก่อนจิ๋นซีฮ่องเต้ ผนวกแคว้นต่าง ๆ เข้าด้วยกัน
2.   จิ๋นซีฮ่องเต้  เรื่องราวความสำเร็จของจิ๋นซีฮ่องเต้ในการผนวกรวมแคว้นทั้ง 7  ให้เป็นปึกแผ่นภายใต้อาณาจักรฉิน พร้อมปฏิรูประบบการปกครองแบบรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง พัฒนาเทคโนโลยีการสงคราม กำหนดมาตรฐานหน่วยชั่ง ตวง วัด ระบบเงินตรา ภาษาเขียน และพัฒนาระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ รวมถึงเชื่อมต่อแนวกำแพงดินอัดของแคว้นต่าง ๆ เพื่อป้องกันการรุกรานจากข้าศึกศัตรู จนกลายเป็นกำแพงเมืองจีน
3.   สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้

มหาอาณาจักรใต้พิภพ 

หุ่นดินเผาทหารแม่ทัพ แม่ทัพสวมชุดเกราะ พลธนูสวมชุดเกราะนั่งชันเข่า นักรบสวมชุดเกราะ ม้าประกอบรถม้า สมัยราชวงศ์ฉิน พ.ศ.322 – 337 ซึ่งแสดงถึงความสามารถขั้นสูงของช่างและเทคโนโลยีในสมัยนั้น
4.   สืบสานความรุ่งโรจน์  แสดงการต่อยอดความรู้ มรดกภูมิปัญญาจากราชวงศ์ฉิน มาสู่ราชวงศ์ฮั่น ผ่านความรุ่งเรืองด้านวัฒนธรรม การเมืองการปกครอง สังคม เกษตรกรรม เทคโนโลยีทางการทหาร เศรษฐกิจการค้าและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมกับชาวต่างชาติบนเส้นทางสายไหม จนได้ชื่อว่าเป็นยุคทองของงานศิลปกรรมและอารยธรรมจีนโบราณ

 

สำหรับผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

Facebookกลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร :

ขอเชิญชวนประชาชน ตลอดจนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ เข้าชมนิทรรศการพิเศษ เรื่อง “จิ๋นซี ฮ่องเต้ :…

โพสต์โดย กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร เมื่อ วันจันทร์ที่ 2 กันยายน 2019


ทำงาน.jpg

บ่อยครั้งในโลกของการทำงาน หลายคนมักเจอ ปัญหาในที่ทำงาน เพราะเผชิญกับสิ่งแวดล้อมเดิม ๆ เมื่อทุกครั้งที่ความคิดเหล่านี้เกิดขึ้น สิ่งตามมาต่อจากนั้น คือ ความอัดอั้นตันใจจนกลายเป็นความทุกข์ในการทำงาน สำหรับคนที่ยังหาความสุขในการทำงานไม่ได้ 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต มีแนวคิดดี ๆ มาบอกต่อกัน รับรองว่าจะทำให้คุณมีความสุขในการทำงานแน่นอน

เริ่มจากการปรับทัศนคติก่อนเป็นอย่างแรก

เชื่อไหมว่าทัศนคติสามารถพลิกชีวิตคนหนึ่งได้ มีงานวิจัยในศาสตร์จิตวิทยามากมาย ให้ข้อสรุปไว้ว่า ทัศนคติของคนแต่ละคนเสมือนพลังขับเคลื่อนคน ๆ นั้น การทำงานในโลกปัจจุบันนั้นเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มีปัญหาเกิดขึ้นอย่างไม่หยุดย่อน เวลาเผชิญปัญหาพยายามอย่าคิดด้านลบ ให้รู้สึกสนุกกับการแก้ไขปัญหา สิ่งนี้จะช่วยเรารับกับปัญหาในการทำงานได้ดีขึ้น

เรียนรู้จากความล้มเหลว

ความล้มเหลว ความผิดพลาดในการทำงาน เป็นสิ่งที่เห็นได้บ่อยในเวลาทำงาน หลายคนเมื่อทำงานพลาด จะเกิดอาการท้อแท้ แล้วมองเป็นความล้มเหลวของตน หากลองปรับเปลี่ยนความคิดดูว่า สิ่งนี้ไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นความรู้ใหม่ให้เรียนรู้ เราจะไม่กลัวความยากลำบาก เกิดความตั้งใจมุ่งมั่นให้ประสบความสำเร็จ เพราะการเรียนรู้จากความผิดพลาดไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นเรื่องควรทำ

เปิดใจรับคำวิจารณ์

นอกจากการเรียนรู้ความล้มเหลวจากอุปสรรคแล้ว การเรียนรู้จากคำวิจารณ์ก็สำคัญ ส่วนใหญ่เรามักมองข้ามไป หากลองสังเกตดี ๆ จะพบว่า คำวิจารณ์ที่ขัดแย้งกับเรา ช่วยให้เรียนรู้หลายอย่าง อยู่ที่ว่าจะมองหรือไม่ คำวิจารณ์ช่วยให้เราเรียนรู้ 3 อย่างอยู่เสมอ คือ เรียนรู้เกี่ยวกับตนเอง เกี่ยวกับงานของเรา และเกี่ยวกับผู้วิจารณ์

ทำงานด้วยใจปล่อยวาง

สิ่งนี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้คนส่วนใหญ่ คือ เมื่อทำงานเสร็จแล้ว ถ้าผู้คนไม่ให้ความสนใจกับผลงานของจะเกิดอาการน้อยใจ เสียใจ  ในความเป็นจริงเมื่อเราทำเต็มที่แล้ว แม้จะยังไม่มีใครเห็นคุณค่าหรือยกย่องสรรเสริญ อย่าไปเสียใจ ให้ถือว่านั่นเป็นงานชิ้นของธรรมชาติ อย่าไปคิดว่าต้องเคร่งเครียดเมื่อชิ้นงานไม่ได้เป็นที่คาดหวังของใครหลายคน การปล่อยวางหรือการปลง จะช่วยให้เรายอมรับความจริงในการไม่รู้สึกทุกข์ใจต่อไป

ความทุกข์ในการทำงาน ไม่จำเป็นต้องมาควบคู่กันกับความเครียด แต่ควรมาควบคู่กับคำว่าทำเต็มที่แต่ไม่ซีเรียส เพราะจะช่วยให้คุณกลายเป็นคนที่ทำงานอย่างมีความสุข และมีประสิทธิภาพในคราวเดียวกันนี่แหละวิถี 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


cover_Tattoo_HK.jpg

ทุกความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่สำคัญ มักได้เห็นความคิดสร้างสรรค์ในการแสดงจุดยืนผ่านสัญญะต่างๆ อยู่เสมอ การชุมนุมที่ฮ่องกงก็เช่นเดียวกัน ศิลปะแห่งรอยสักถูกนำมาใช้เป็นสะพานถ่ายทอดเรื่องราวไว้อย่างน่าสนใจ วันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงรวบรวมลวดลายต่างๆ ของผู้ชุมนุมฮ่องกง มาถ่ายทอดให้ได้ทราบกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

ตัวอักษรภาษาจีน 2 ตัว หมายถึง “ฮ่องกง” และ’การสุมเชื้อไฟ’

 

 

 

 

 

 

 

 

“ดอกชงโค” ธงชาติฮ่องกง ถูกนำมาใช้สื่อถึงความเป็นอิสรภาพของผู้ประท้วงชาวฮ่องกง

 

 

 

 

 

 

 

 

“การปฏิวัติร่ม” สัญลักษณ์การประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยเต็มใบที่โด่งดังในปี 2557 ถูกนำมารีรันอีกครั้ง

 

 

 

 

 

 

 

 

ดวงตาสีดำเส้นหนาและหยาดน้ำตาสีเลือด นี้ สื่อถึง  “พลเรือนผู้บริสุทธิ์” เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้หญิงที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสที่ดวงตา ซึ่งผู้ประท้วงอ้างว่าเธอถูกยิงด้วยกระสุนปืนจากตำรวจ  จนทำให้วันถัดมาผู้ชุมนุมหลายพันคนที่อยู่ในสนามบินนานาชาติต่างสวมชุดปิดตาและมีโปสเตอร์ยาและป้ายแสดงอาการบาดเจ็บนี้กันโดยพร้อมเพรียง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : https://edition.cnn.com/style/article/hong-kong-protest-tattoo-intl-hnk-trnd/index.html

เครดิตภาพ : ตามภาพประกอบ


จาก-ปุตราจายา.jpg

สัปดาห์ที่ผ่านมา ภูมิภาคอาเซียนของเราได้เกิดความเคลื่อนไหวที่สำคัญขึ้น นั่นคือ รัฐบาลอินโดนีเซีย ประกาศแผนเตรียมย้ายเมืองหลวงจากกรุงจาการ์ตา บนเกาะชวา ไปยังพื้นที่ระหว่างเขตเปอนาจัม ปาเซร์ อุตารา และกูไต การ์ตาเนอการา จังหวัดกาลิมันตันตะวันออก บนเกาะเบอร์เนียว โดยถือเป็นประเทศที่ 3 ของอาเซียนที่มีการโยกย้ายศูนย์กลางการบริหารของประเทศ ต่อจากเมืองปุตราจายา มาเลเซีย และกรุงเนปิดอว์ของเมียนมาร์

เหตุผลการย้ายครั้งนี้เพราะ ต้องการลดความแออัดของประชากร และลดปัญหาจราจรที่ติดอันดับโลกจนเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจเฉลี่ยราว 70 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติและกระจายความมั่นคั่งออกนอกเกาะชวา โดยเมืองหลวงใหม่นี้ยังไม่มีชื่อเรียก เพราะเป็นเมืองที่จะสร้างใหม่ทั้งหมด คล้ายเมืองปุตราจายา มาเลเซีย โดยเริ่มก่อสร้างในปี 2564 สามารถเริ่มย้ายคนบางส่วนได้ในปี 2567

รัฐบาลอินโดนีเซีย ระบุเพิ่มเติมว่า หลังย้ายเมืองหลวงแล้ว จาการ์ตาจะยังคงบทบาทเป็นศูนย์กลางทางการค้าและการเงินต่อไปสู่เมืองหลวงใหม่ทำหน้าที่เป็น “ศูนย์ราชการรองรับการทำงานของเจ้าหน้าที่ประมาณ 1.5ล้านคน”

นอกจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างในเชิงบริหารแล้ว อีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจ คือ “การย้ายเมืองหลวงครั้งนี้จะกระทบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน และทำให้ทิศทางการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศต้องเปลี่ยนไปหรือไม่” เพราะที่ผ่านมาอินโดนีเซียพยายามกระตุ้นให้นักลงทุนข้ามชาติ รวมถึงหลายบริษัทขนาดใหญ่จากประเทศไทย อาทิเครือ ปตท. เอสซีจี เซ็นทรัล ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย เจดับเบิ้ลยูดีอินโฟ โลจิสติกส์​ โอสถสภา เข้าไปลงทุนเป็นจำนวนมาก ทำให้ปัจจุบันจาการ์ตามีบริษัทขนาดใหญ่ และขนาดกลางจดทะเบียนรวมอยู่กว่า 1,400 บริษัท และมีบริษัทขนาดเล็กอีกกว่า 16,454 บริษัท ส่งผลให้จาการ์ตาและเกาะชวาสามารถสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) สูงถึง 58%

และแซคเตอร์ที่น่าจับตามอง คือ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งอินโดนีเซียตั้งเป้าแข่งขันกับไทยในการขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของภูมิภาคมาโดยตลอด จึงน่าสนใจว่าค่ายรถยนต์ที่ลงทุนในอินโดนีเซีย อาทิ โตโยต้า ไดฮัทสุ ซูซูกิ นิสสัน บีเอ็มดับเบิ้ลยู เมอร์เซเดสเบนซ์ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในจาการ์ตาและเกาะชวา จะมีรีแอคชั่นต่อกรณีนี้อย่างไร

เรื่องนี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไป เพราะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น ถือว่าเป็นก้าวที่ควรจับตา ว่าอนาคตต่อไปจะสัมฤทธิ์ผลตามเป้าหมายหรือไม่


กินอยู่เป็น_ร้านดังผุดแคมเปญ-งดใช้ถุงพลาสติก-รณรงค์ลูกค้า-ยืดอก-พกถุงผ้า_web.jpg

การจับจ่ายใช้สอยโดยใช้ถุงพลาสติกหิ้วสิ่งของเมื่อไปซื้อของตามร้านต่าง ๆ เพียง 1 ใบ ต้องใช้เวลาการย่อยสลายทั้งหมด 450 ปี ดังนั้น ห้างและร้านค้าหลายแห่งเริ่มรณรงค์และให้ความสำคัญเรื่องภาวะโลกร้อนมากขึ้น กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมห้างและร้านค้าที่จัดแคมเปญงดใช้ถุงพลาสติกมาฝากกัน

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวดี ๆ เอาใจคนรักสิ่งแวดล้อมกันสักหน่อย ต้องบอกเลยว่าในช่วงนี้ถือได้ว่าเป็นช่วงที่มีการรณรงค์เรื่องการลดภาวะโลกร้อนมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงปี 2550 จนถึงปัจจุบัน หนึ่งในสิ่งที่จะช่วยลดภาวะโลกร้อนได้ก็คือ “ถุงพลาสติก” ที่ไว้สำหรับใส่หรือหิ้วสิ่งของต่าง ๆ นา ๆ

 

รู้หรือไม่ว่า ถุงพลาสติกที่มีการแจกให้กับลูกค้าที่ไปซื้อของตามร้านต่าง ๆ เพียง 1 ใบ ต้องใช้เวลาการย่อยสลายทั้งหมด 450 ปี และหากทุก ๆ ปี มีคนช็อปปิ้งทั่วโลกแล้วใช้ถุงพลาสติกมากกว่า 10,000 ล้านใบ/ปี จะต้องใช้เวลาย่อยสลายนานกว่า 1,000 ปี

 

การกำจัดถุงพลาสติกเป็นปัญหาระดับชาติที่มีระยะเวลากว่าจะย่อยสลายยาวนาน ถ้านำไปฝังกลบจะทำให้พื้นดินบริเวณนั้นทำการเกษตรไม่ได้ ถ้านำไปเผาแล้วไหม้ไม่สมบูรณ์จะเกิดก๊าซพิษ หรือถ้าเผาไหม้สมบูรณ์ไปแล้วก็ยังเกิดมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีคุณสมบัติอมความร้อนทำให้โลกร้อนขึ้น แต่ในความเป็นจริงอันน่าเศร้าคือไม่มีการเผาไหม้พลาสติกครั้งไหนสมบูรณ์เลย เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่เผาจะเกิดทั้งก๊าซพิษและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กระจายไปบนชั้นบรรยากาศ หมายความว่า “ถ้าเราไม่หยุดหรือลดใช้พลาสติก โลกก็ไม่มีทางหายจากภาวะโลกร้อน”

จริง ๆ แล้ววิธีแก้ปัญหาง่าย ๆ เลย ก็คือ การเลือกใช้สิ่งของทดแทนพลาสติกในชีวิตประจำวัน หรือใช้บรรจุภัณฑ์ที่มาจากธรรมชาติ นำมาใช้ซ้ำใหม่ได้อีกหลาย ๆ รอบ เราจะเห็นได้ว่า ปัจจุบันหลายภาคส่วนเริ่มให้ความสำคัญและจัดกิจกรรมรณรงค์กันแล้ว โดยเฉพาะห้างสรรพสินค้าชั้นนำ หรือร้านค้าดัง ๆ เริ่มรณรงค์ให้ลูกค้าหันมาใช้ถุงผ้ากันมากขึ้น โดยมีการจัดโปรโมชั่นต่าง ๆ เพื่อคืนกำไรให้กับลูกค้าที่ไม่ใช้ถุงพลาสติก ตอนนี้มีห้างใด ร้านใดบ้างที่จัดกิจกรรมรณรงค์แบบนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมเอาไว้ให้แล้ว

1. ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ : จัดกิจกรรม The Mall Group “Go Green” ร่วมรักษ์โลก งดบริการถุงพลาสติก ตั้งแต่วันที่ 3 กรกฏาคมเป็นต้นไป ทั้งเดอะมอลล์, ดิ เอ็มโพเรียม, ดิ เอ็มควอเทียร์, พารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์, บลูพอร์ต หัวหิน และกูร์เมต์ มาร์เก็ต ทุกสาขา โดยขอให้ลูกค้านำถุงผ้าช้อปปิ้งมาด้วยตนเอง หากมีความประสงค์จะรับถุงพลาสติก ขอความร่วมมือบริจาคเงิน 1 บาทต่อถุงพลาสติก 1 ใบ เพื่อนำไปสนับสนุนการทำงานด้านสิ่งแวดล้อมร่วมกับ WWF-ประเทศไทย

2. เทสโก้ โลตัส : ร้านเทสโก้โลตัส เอ็กซ์เพรส ทั้ง 3 สาขาบนเกาะช้าง ประกาศให้เป็นร้านปลอดถุงพลาสติก ตั้งแต่ 3 กรกฏาคมนี้ ต่อมา เทสโก้โลตัส มีร้านค้าปลอดถุงพลาสติกทั้งหมด 8 สาขา ได้แก่ สาขาถนนนวมินทร์, สาขา I’m Park, สาขาจามจุรีสแควร์, สาขาซอยมัณฑนา, สาขามหาวิทยาลัยขอนแก่น, สาขาไชยเชษฐ์, สาขาไก่แบ้ และสาขาคลองพร้าว นอกจากนี้ ทุกวันที่ 4 ของเดือน เทสโก้โลตัสทั้ง 2,000 สาขาทั่วประเทศงดแจกถึงพลาสติกเช่นกัน หากลูกค้าไม่รับถุงพลาสติกจะได้รับแต้มคลับการ์ด 50 แต้มทุกครั้งด้วย

3. ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล : ทำแคมเปญ “เซ็นทรัล เลิฟ ดิเอิร์ธ เซย์โน ทู พลาสติก แบ็กส์” โดยเริ่มเมื่อวันที่ 5 มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลทุกสาขา, โรบินสัน, เซน, บีทูเอส, ออฟฟิศเมท, ซูปเปอร์สปอร์ต, เพาเวอร์บาย, ไทวัสดุ, บ้านแอนด์บียอนด์ ฯลฯ โดยลูกค้าที่ไม่รับถุงพลาสติก จะได้รับคะแนนเดอะวันการ์ดเพิ่ม 10 คะแนน และทุกวันอังคารที่ 4 แต่ละสัปดาห์จะได้รับคะแนนเดอะวันพิเศษอีก 8 คะแนน

4. ห้างแม็คโคร จัดโครงการ Say Hi to Bio, Say No to Foam เพื่อหยุดการจำหน่ายภาชนะโฟมบรรจุอาหารใน 12 สาขานำร่อง เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการให้หันมาเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

5. บิ๊กซีซูเปอร์มาร์เก็ต รณรงค์ใช้ถุงผ้าแทนใช้ถุงพลาสติกทุกวันที่ 4 ของเดือน พร้อมรับคะแนนพิเศษเพิ่มทันที 200 คะแนน

6. แม็กซ์แวลู ซูเปอร์มาร์เก็ต และแม็กซ์แวลู ทันใจ ออกแคมเปญรณรงค์ให้ทุกคนงดใช้ถุงพลาสติกทุกวันที่ 4 ของเดือน หากนำถุงผ้ามาเองหรือไม่รับถุงจะได้รับคะแนน My Bay เพิ่ม 3 คะแนนต่อใบเสร็จ

7. เซเว่นอีเลฟเว่น จัดโครงการ “ลดวันละถุง คุณทำได้” ลดการใช้ถุงพลาสติกและใช้เป็นยอดบริจาคให้กับโครงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลชุมชน และโครงพยาบาลในถิ่นทุรกันดาร 77 แห่งทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา

8. แฟมิลี่มาร์ท รณรงค์งดแจกถุงทุกวันที่ 4 ของเดือน โดยมีถุงผ้าเคลือบรักษ์โลกขายใบละ 29 บาท โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายมอบให้มูลนิธิอนุรักษ์สัตว์ทะเล บางสาขามีบริการให้ยืมถุงผ้าด้วย

9. แฟมิลี่มาร์ท จัดแคมเปญรณรงค์ให้ลูกค้าปฏิเสธรับถุงพลาสติกทุกวัน และทุกวันที่ 4 ของเดือนจะงดแจกถุงพลาสติกด้วย

 

ทั้งหมดนี้คือห้างสรรพสินค้าและร้านค้าที่จัดกิจกรรมรณรงค์ลดการใช้ถุงพลาสติก ฉะนั้น ถ้าจะไปใช้บริการที่ห้างหรือร้านค้าเหล่านี้ อย่าลืมพกถุงผ้าติดไม้ติดมือไปด้วย มาร่วมลดการใช้ถุงพลาสติกและเปลี่ยนมาใช้ถุงผ้าและภาชนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่วันนี้ เพื่อปรับและเปลี่ยนพฤติกรรมของทุก ๆ คนให้มีจิตสำนึกในการรักษ์โลก รักษาสิ่งแวดล้อม และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต