Now thing

Androgynous-ฉีกทุกกฎเกณฑ์แฟชั่น-แบบไร้ข้อจำกัดทางเพศ.jpg

ยุคสมัยนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่าคนเราให้ความสนใจเรื่องของการแต่งกายอย่างมาก ล่าสุดมีเทรนด์การแต่งกายใหม่ ด้วยการเลือกเอาเสื้อผ้าทุกประเภท ทุกรูปแบบมาผสมผสานกัน โดยไม่มีการแบ่งแยกว่า “จะเป็นเพศหญิงหรือเพศชาย”

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของเทรนด์การแต่งกายที่เรียกว่า Androgynous (แอน-ดรอส-เจอ-นิส) หรือ การแต่งกายสลับกับเพศสภาพ ซึ่งการแต่งกายแบบนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในโลกแฟชั่น แต่เป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมานาน ตั้งแต่ในอดีต เราจะเห็นกันบ่อยๆ ก็ตามสื่อโทรทัศน์ ที่มีดารานักแสดงตลกแต่งกายจากชายเป็นหญิง และจากหญิงเป็นชาย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความบันเทิงให้แก่ผู้รับสาร แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง เวลาที่เราเห็นใครแต่งกายไม่ตรงกับเพศสภาพก็จะมองพร้อมตั้งคำถาม “เป็นตุ๊ด เป็นกะเทย เป็นทอม” ใช่ไหม? ใครที่โดนคำถามนี้เข้าไปอาจจะรู้สึกไม่โอเคกับคำถามดังกล่าวเล็กน้อย

ภาพจาก stevenkentartist.co.uk
ภาพจาก Dalziel Magazine

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แต่ตอนนี้ การลุกขึ้นมาหยิบเครื่องแต่งกายของอีกเพศมาสวมใส่อาจจะไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป เพราะเทรนด์ Androgynous ในโลกแฟชั่น กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากและเปรียบเสมือนสัญญะของโลกในอุดมคติแบบเสรีประชาธิปไตยในตอนนี้ มีคนดังหลายคนอย่าง Sarah Bernhardt นักแสดงชื่อดังชาวฝรั่งเศส ที่สวมชุดสูทและกางเกงสั่งตัด พร้อมรับบทบาทสำคัญผ่านตัวละครในเรื่อง Hamlet ในปี พ.ศ.2532 จนสร้างความฮือฮาไปทั่วปารีส ไม่เพียงแค่นั้น ทางด้านของ Yves Saint Laurent นักออกแบบหัวสมัยใหม่แห่งทศวรรษที่ 1960 ออกแบบชุด Le Smoking ชุดทักซีโด้สำหรับสุภาพสตรี ซึ่งถือเป็นการก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่างเพศโดยใช้เครื่องแต่งกายในการปลดแอก

ภาพจากอินสตาแกรม @jamyjamess

และที่เป็นกระแสฮือฮาในกลุ่มคนรุ่นใหม่ คงหนีไม่พ้น นักแสดงหนุ่มวัยรุ่นชื่อดังอย่าง “เจมส์ ธีรดนย์” ที่ลุกขึ้นมาหยิบเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายของผู้หญิงมาสวมใส่ โดยมองว่าไม่จำเป็นต้องใส่ของผู้ชายตลอด การที่เราหยิบของผู้หญิงมามิกซ์ได้ทำให้เขามีความสุข โดยไม่ขอแคร์สายตาคนรอบข้างที่มองว่า “เบี่ยงเบนทางเพศ” หรือไม่?

ขอขอบคุณภาพจาก getty Images

และล่าสุด นักร้องและนักแสดงฮอลลีวู้ดชื่อดัง อย่าง Billy Porter ที่สวมชุดทักซิโด้สีดำ ติดโบว์ พร้อมกระโปรงสุ่มกำมะหยี่สีดำ มาร่วมงานประกาศรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 91 บอกเลยว่าเรียกเสียงฮือฮาให้กับคนในงานเป็นอย่างมาก โดย Billy มองว่า ต้องการที่จะเล่นสนุกกับความเป็นสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีในคราวเดียวกัน และเมื่อมันได้มาอยู่บนตัวของผมเองแล้วนั้น มันช่างเป็นเรื่องที่น่าสนใจเกินกว่าที่ใครจะปฏิเสธได้ลง

สำหรับเทรนด์  Androgynous ถูกจับตามองเป็นพิเศษว่ามีส่วนสร้างความเท่าเทียมและเพิ่มความหลากหลายในโลกแฟชั่นอย่างมาก ส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้ความงามถูกจำกัดอยู่กับแค่หนุ่มสาวฝรั่งผิวขาวผอมสูงเท่านั้น แต่บุคคลในรูปลักษณ์อื่นๆ ก็สามารถมีความงามได้เช่นกัน

นักวิชาการหลายท่านมีความเห็นในเรื่องนี้ว่า ความเป็นหญิงและชายถูกกำหนดขอบเขตในการแสดงออกทางเพศตรงกับบรรทัดฐานของสังคมและกรอบของเพศอย่างชัดเจนนั้น ส่งผลพัวพันกับความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างของอำนาจการปกครองที่ซ่อนเร้น กล่าวคือ สังคมลักษณะนี้มักชูให้เพศสภาพหนึ่งอยู่เหนือเพศสภาพหนึ่งเสมอ เช่น ผู้ชายถูกยกและเทิดทูนมากกว่าผู้หญิง ดังนั้น การแสดงออกไม่ตรงตามเพศสภาพด้วยการแต่งกายสลับขั้วไปมา จากผู้ชายที่สวมกางเกงก็เปลี่ยนมาสวมกระโปรง ส่วนผู้หญิงที่สวมกระโปรงก็เปลี่ยนมาสวมกางเกงขากระบอกแบบผู้ชาย นั่นจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างบรรทัดฐานใหม่ของระเบียบโครงสร้างของสังคมที่มีอยู่เดิม

เทรนด์  Androgynous  หรือการแต่งกายไม่ตรงตามเพศสภาพ ถามว่ามีความผิดร้ายแรงหรือไม่? ความจริงแล้วไม่ได้มีความผิดถึงขั้นร้ายแรงอะไร เพียงแต่เทรนด์ดังกล่าวยังไม่ได้รับความนิยมแบบที่คนทั้งโลกลุกขึ้นมาทำกัน แต่เป็นแค่เพียงคนกลุ่มหนึ่งที่สนใจเรื่องแฟชั่นและเครื่องแต่งกาย มีความคิดสร้างสรรค์ ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ศตวรรษก่อนหน้า ที่ฝรั่งเศสมีกฎหมายห้ามผู้หญิงแต่งตัวเหมือนผู้ชายเดินไปมาในที่ธารกำนัล ซึ่งถือว่าผิดกฎหมายอย่างมาก

สุดท้าย เสื้อผ้าก็เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่เทรนด์  Androgynous หยิบยกมาใช้เพื่อขับเคลื่อนสังคมให้ก้าวไปข้างหน้าจนถึงจุดที่มนุษย์ทุกคนมีความเท่าเทียม มีความสุขจากการได้รับเกียรติ และการยอมรับจากสังคม เพราะสิ่งที่บ่งบอกตัวตนถึงความเป็นหญิงหรือชาย จะดีหรือจะร้าย อยู่ที่เจตนาและการกระทำ มิใช่เพียงแค่การสังเกตผืนผ้าไม่กี่เมตรที่ตัดเย็บสำหรับห่อหุ้มร่างกายเพียงเท่านั้น และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


ยาเสพติดชนิดใหม่-_Socail-media_.jpg

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวงานวิจัยที่ระบุว่า ผู้คนที่ใช้โซเชียลมีเดียมากๆ มีค่าไม่ต่างจากการติดยาเสพติด เนื่องจากมีแนวโน้มตัดสินใจทำอะไรที่เสี่ยงอันตราย ไม่สามารถเรียนรู้ความผิดพลาดของตัวเองได้ และยังคงทำสิ่งที่ผิดๆ อยู่ต่อไป

ทุกวันนี้คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามนุษย์ติดโซเชียลมีเดียมากประหนึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว จนตอนนี้โซเชียลมีเดียเข้ามามีอิทธิพลในชีวิตตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้า จนถึงก่อนนอนตอนดึก จากสถิติการใช้งานโซเชียลมีเดีย พบว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการใช้งานโซเชียลมีเดียสูงติดอันดับต้นๆ ของโลก โดยเฟซบุ๊กเป็นแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมมากที่สุด มีผู้ใช้งานกว่า 47 ล้านราย ติดอันดับ 9 ของโลก รองลงมาคืออินสตาแกรมมีผู้ใช้งาน 11 ล้านราย และทวิตเตอร์มีผู้ใช้งาน 9 ล้านราย ตามลำดับ

ปัจจัยที่ทำให้โซเชียลมีเดียได้รับความนิยมในประเทศไทยอย่างมาก มีด้วยกันหลายปัจจัย อย่างเช่น ประเทศไทยมีการสื่อสารผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และสามารถตอบโจทย์รูปแบบการใช้ชีวิตของคนไทย จนทำให้โซเชียลมีเดียกลายเป็นช่องทางการติดต่อสื่อสารที่ให้คนที่อยู่ห่างไกลกันสามารถติดต่อกันได้ทุกที่ ทุกเวลา จนทำให้ภาคธุรกิจเข้าร่วมสงครามโซเชียลมีเดียอย่างระบบ E-Commerce อีกทั้งยังปรับตัวให้สื่อโซเชียลมีเดียเป็นแพลตฟอร์มการสื่อสารการตลาดและการขาย เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นคนรุ่นใหม่มากขึ้น เนื่องจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ติดโซเชียลมีเดียเป็นอย่างมาก

เมื่อผู้คนมีโซเชียลมีเดียเป็นปัจจัยหนึ่งของการดำเนินชีวิต ในแต่ละวันต้องเลื่อนดูไทม์ไลน์เพื่อติดตามข่าวสาร ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ความบันเทิง อัพเดทชีวิตประจำวัน รวมไปถึงความเคลื่อนไหวของเพื่อนสนิทที่ใช้โซเชียลมีเดีย จนกลายเป็นว่าผู้คนใช้โซเชียลมีเดียมากจนเกินไป และสื่อช่องทางนี้ก็กลายเป็นแหล่งรวมของมิจฉาชีพอีกช่องทางหนึ่ง เนื่องจากผู้คนที่ใช้สื่อชนิดนี้ มักไม่ระมัดระวังตัวเท่าที่ควร เปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณด้วยควมรู้เท่าไม่ถึงการ

มีผลงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยรัฐมิชิแกนและมหาวิทยาลัยโมนาชในประเทศออสเตรเลีย ระบุว่า ผู้คนที่ใช้โซเชียลมีเดียมากๆ จะมีแนวโน้มที่จะตัดสินใจทำอะไรที่เสี่ยงอันตรายแบบที่พบเห็นกันในผู้ที่ติดยาเสพติด เนื่องจากผู้ที่ติดยาเสพติดมักจะมีปัญหาในเรื่องของการตัดสินใจที่ผิดพลาด บางครั้งไม่สามารถเรียนรู้ความผิดพลาดของตัวเองได้ และยังคงทำสิ่งที่ผิดๆ อยู่ต่อไป

 

ติดโซเชียลฯ มาก เสี่ยงโรคร้าย

การติดโซเชียลมีเดียมากๆ นอกจากจะส่งผลกระทบต่อปัญหาการตัดสินใจที่สุ่มเสี่ยงแล้ว ยังส่งผลทำให้เสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้อีกด้วย อาทิ

1. โรคซึมเศร้าจากเฟซบุ๊ก : การใช้เฟซบุ๊กมากเกินไปอาจจะเป็นการบั่นทอนความพึงพอใจในการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะอาการซึมเศร้าได้เมื่อเห็นโพสต์ของคนอื่นที่โพสต์สเตตัสหรืออวดรูปภาพการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เช่น ไปเที่ยว หรือการ Cyberbully เป็นต้น

2. โรคละเมอแชท : เป็นอาการติดการส่ง Message เป็นประจำ เมื่อมีสัญญาณเตือน Message เข้ามาในเวลานอน ทำให้เกิดการตอบสนองโดยอัตโนมัติ ลุกขึ้นมาทั้งๆ ที่กึ่งหลับกึ่งตื่นไปตอบ Message นั้น ซึ่งบางครั้งก็ไม่รู้ตัวว่าตัวเองเขียนอะไรไปบ้าง ทำให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ พักผ่อนไม่เพียงพอ ส่งผลต่อโรคซึมเศร้าในที่สุด

3. โรควุ้นในตาเสื่อม : การใช้เฟซบุ๊กผ่านช่องทางคอมพิวเตอร์นหรือสมาร์ทโฟนเป็นเวลานานๆ ทำให้ดวงตาของเราไม่ได้พัก ส่งผลเสียทำให้วุ้นในตาเสื่อมได้ มีอาการเห็นภาพเป็นคราบดำๆ คล้ายกับหยากไย่ มีอาการปวดตา

4. โรคสมาร์ทโฟนเฟซ : เกิดจากการใช้สายตามองหน้าจอเป็นเวลานานๆ ทำให้เกิดการเกร็งบริเวณคอเเละเพิ่มเเรงกดดันบริเวณเเก้ม อาการนี้จะเห็นได้ชัดเมื่อถ่ายภาพตัวเอง จะเห็นการหย่อยคล้อยบนใบหน้าของตัวเอง

5. โรคโนโมโฟเบีย หรือ โรคกลัวไม่มีมือถือใช้ : โรคนี้เป็นโรคจิตเวชประเภชหนึ่ง เกิดกับคนที่ติดมือถือมากๆ ว่างเมื่อไหร่ต้องหยิบสมาร์ทโฟนมาเช็คว่ามีคนเข้ามากดไลท์หรือคอมเมนท์หรือไม่ หมั่นโพสต์ข้อความ/ภาพอยู่บ่อยๆ ถือเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเรามีเปอร์เซ็นจะเป็นโรคโนโมโฟเบียได้

 

เปลี่ยนพฤติกรรมติดโซเชียลฯ

หากรู้ตัวว่าอยู่ในเกณฑ์เข้าข่ายติดโซเชียลมีเดียมากจนเกินไป แล้วอยากจะลด ละ เลิก พฤติกรรมการเสพติดโวเชียลมีเดียแบบบ้าคลั่ง ลองใช้วิธีนี้ดู

1. จำกัดเวลาใช้งานว่า ใน 1 วันจะใช้งานโซเชียลมีเดียวันละกี่ชั่วโมง ค่อยๆ ลดลงมาตามความเหมาะสม

2. หากิจกรรมหรืองานอดิเรกใหม่ๆ ทำ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของตัวเอง เช่น ไปออกกำลังกาย อ่านหนังสือ ฯลฯ อาจช่วยให้คุณเพลิดเพลินจนลืมท่องโซเชียลฯ ไปเลยก็ได้

3. อย่าจดจ่อกับโซเชียลมีเดียมากนัก ประมาณว่า หลังโพสต์ข้อความหรือรูปไปแล้ว ก็ต้องเฝ้าตลอดว่าจะมีใครมากดไลท์หรือคอมเมนท์ ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีผลอะไรกับชีวิตตัวเราเอง

 

สุดท้าย โซเชียลมีเดียเปรียบเสมือนดาบสองคมที่มีประโยชน์และมีโทษควบคู่กันไป หากรู้จักใช้อย่างถูกต้องและถูกวิธีก็จะเป็นประโยชน์ แต่หากนำไปใช้ในทางที่ผิดมันก็จะกลายเป็นโทษที่จะเดือดร้อนทั้งตัวเราเองและคนรอบข้าง จำไว้เสมอว่าโซเชียลมีเดียควรใช้งานอย่างมีสติ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของโลกไซเบอร์

 

และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


ถอดรหัส.jpg

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของนักวิจัยของเนเธอร์แลนด์ค้นพบว่า ยีน (gene) มีส่วนที่ทำให้มนุษย์มีอายุยืนยาวได้ โดยคนที่มีญาติอายุยืนยาวมาก จะมีโอกาสอายุยืนยาวตามไปด้วย

เชื่อว่าหลายคนอยากมีอายุยืนยาวอยู่บนโลกใบนี้ไปตลอดกาล จริงๆ แล้วการที่คนเราจะมีอายุยืนได้นั้นมีปัจจัยหลายอย่าง อาทิ การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกาย การดูแลสุขภาพ การสร้างการใช้ชีวิตให้มีความสุข ฯลฯ

ล่าสุด มีงานวิจัยของนักวิจัยด้านระบาดวิทยาเชิงโมเลกุล หาวิทยาลัยไลเดน เนเธอร์แลนด์ ออกมาระบุว่า ยีน (gene) ที่ถ่ายทอดกันจากรุ่นสู่รุ่น มีส่วนทำให้ชีวิตของมนุษย์มีอายุยืนยาวได้ ซึ่งนักวิจัยได้ใช้ฐานข้อมูลจากมหาวิทยาลัยยูทาห์ของสหรัฐฯ และในจังหวัดเซลันด์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเนเธอร์แลนด์ วิเคราะห์การลำดับวงศ์ตระกูลของประชากรเกือบ 315,000 ราย จากกว่า 20,000 ครอบครัว โดยสืบย้อนหลังไปถึงปี พ.ศ.2283 ซึ่งพบว่า คนที่มีญาติอายุยืนยาวมาก จะมีโอกาสอายุยืนยาวตามไปด้วย เนื่องจากการที่มีสมาชิกในครอบครัวที่มีอายุยืนยาว สามารถถ่ายทอดยีนอายุยืนให้กับลูกหลานได้ แม้ว่าจะมีปัจจัยภายนอกเข้ามาขัดขวางการมีชีวิตอยู่รอด

ทั้งนี้ นักวิจัยระบุว่า การค้นพบยีนอายุยืนดังกล่าวเป็นสิ่งยากจะระบุได้ ทำให้การวิจัยครั้งนี้ต้องเข้มงวดในการเฟ้นหาบุคคลที่มียีนอายุยืน เพราะถึงแม้จะตรวจสอบกลุ่มคนที่มีอายุมากกว่า 100 ปี แต่ก็มีความเป็นไปได้สูงที่หนึ่งในจำนวนคนในกลุ่มนี้ไม่ได้อยู่ในครอบครัวมียีนอายุยืนเป็นมรดกตกทอด แต่การที่กลุ่มนี้สามารถอยู่มานานเกินกว่า 100 ปีได้นั้น ส่วนหนึ่งคือการดูแลใส่ใจสุขภาพ รวมถึงการมีวิถีชีวิตที่ดี จึงทำให้มีอายุยืนได้โดยไม่ต้องพึ่งยีนอายุยืนเลย

ขณะเดียวกัน งานวิจัยที่ถูกตีพิมพ์บนนิตยสารไทม์ว่าด้วยเรื่องการขยายอายุขัยของมนุษย์ในอนาคต ทดลองในหนูของมหาวิทยาลัยแห่งเทกซัส, ซาน อันโตนิโอ สหรัฐฯ ซึ่งนักวิจัยพบว่า จากการให้ยาปฏิชีวนะที่ชื่อ แรพพามัยซิน ให้กับหนูทดลองแล้ว พบว่า หนูมีอายุยืนยาวขึ้นเป็น 48 เดือน เพิ่มขึ้น 1.77 เท่าตัว จากปกติหนูจะมีอายุขัยประมาณ 27 เดือน ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยอายุขัยของมนุษย์อยู่ที่ 80 ปี ดังนั้น หากมนุษย์มีอายุยืนได้ยาวถึง 1.77 เท่าตัว มนุษย์จะมีอายุยืนถึง 142 ปี แต่ยา แรพพามัยซิน ยังไม่สามารถนำมาใช้เพื่อการยืดอายุขัยของมนุษย์ได้

หลักการของผู้รู้และผู้เชี่ยวชาญด้านการชะลอวัย และการขยายอายุขัย ต่างเห็นไปในทิศทางเดียวกันก็คือ การบริโภคอาหารที่มาจากพืชเป็นหลัก รับประทานในปริมาณพอดีไม่มากเกินไป ออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ถึงขั้นต้องหักโหม มีจิตใจเบิกบาน ไม่เครียด มีทัศนคติเชิงบวก ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในเคล็ดลับที่ทำให้อายุขัยของมนุษย์ยืนยาวขึ้นได้ ทั้งนี้ เชื่อว่าอนาคตการขยายอายุขัยอาจไม่ใช่เพียงแค่พัฒนาการของยาแต่เพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการพัฒนาองค์ความรู้ของมนุษย์ว่า ควรบริโภคอะไร อะไรควรหรือไม่ควรทำ

สุดท้ายแล้ว ความหมายในการมีชีวิต อาจจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่มนุษย์ต้องหาคำตอบให้ได้ว่า ต้องมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร เป้าหมายของการมีชีวิตเพื่อทำสิ่งใด เพราะไม่ว่าจะอายุยืนยาวสักเท่าไร วันหนึ่งเราเองอาจจะเสียชีวิตด้วยโรคภัยไข้เจ็บโรคใดโรคหนึ่งอยู่ดี ความหมายในการมีชีวิตอยู่ จึงสำคัญยิ่งกว่าการมีชีวิตยืนยาวอยู่บนโลกใบนี้เสียอีก และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


ไขรหัสลับ-ข้าวเหนียวมะม่วง-ทำไมถึงอร่อย-โดนใจ-จนติดอันดับโลก_web.jpg

ไขรหัสลับ สิ่งที่ทำให้ “ข้าวเหนียวมะม่วง” ขนมหวานของไทยยอดนิยม ถูกปากและโดนใจใครหลายๆ คน ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ จนได้รับการขนานนามว่าเป็นของหวานที่สมบูรณ์แบบ

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ “ข้าวเหนียวมะม่วง” ขนมหวานของไทยยอดนิยม มีส่วนประกอบของข้าวเหนียว เนื้อมะม่วงสุก น้ำกะทิรสชาติกลมกล่อม และได้รับความนิยมมากเป็นพิเศษในช่วงฤดูร้อน “ข้าวเหนียวมะม่วง” มีสรรพคุณเป็นของร้อนรสหวาน ช่วยบำรุงพลัง บำบัดอาการเหงื่อออกมาก ท้องเสีย โดยเฉพาะมะม่วงที่มีรสหวานปนเปรี้ยว มีสรรพคุณช่วยบำรุงร่างกาย แก้ไอ และขับลมได้

จากความอร่อยของ “ข้าวเหนียวมะม่วง” ขนมหวานของไทย จนตอนนี้ได้รับความนิยมและเริ่มมีเมนูนี้ในร้านอาหารต่างประเทศหลายร้านแล้ว อะไรเป็นมนต์เสน่ห์ของ “ข้าวเหนียวมะม่วง” ที่โดนใจใครหลายๆ คน ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ มาร่วมไขคำตอบไปพร้อมกัน

1. เป็นของหวานที่ให้ไฟเบอร์-พลังงานสูง

“ข้าวเหนียวมะม่วง” เป็นของหวานที่ให้พลังงานสูง ทั้งจากน้ำตาล กะทิ ข้าวเหนียว และมะม่วง ในทางกลับกัน หากรับประทานในปริมาณมากๆ อาจเป็นอันตรายและเป็นบ่อเกิดของการเกิดโรคต่างๆ ได้ นอกจากนี้ ข้าวเหนียว โดยเฉพาะข้าวเหนียวดำมีไฟเบอร์และแอนตี้ออกซิแดนท์ชั้นดี ไฟเบอร์ช่วยทำให้ผู้ที่เบื่ออาหารมีความสดชื่น

2. ถือเป็นอาหารมื้อหนักมื้อหนึ่ง

“ข้าวเหนียวมะม่วง” 1 จาน เทียบเท่ากับการรับประทานอาหารมื้อหลัก 1 มื้อ แนะนำว่าควรรับประทานในช่วงกลางวัน เพราะกลางวันเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายต้องใช้พลังงานทำกิจกรรมต่างๆ มากที่สุด ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานมื้อเย็น เนื่องจากพลังงานที่ได้รับเข้าไปอาจเผาผลาญและนำไปใช้ไม่หมด และเกิดเป็นไขมันสะสมตามร่างกายได้

3. มะม่วงอกร่อง-มะม่วงน้ำดอกไม้ เสน่ห์ที่ทำให้เกิดความ “อร่อย”

“มะม่วง” เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดความอร่อย ส่วนใหญ่นิยมใช้ มะม่วงอกร่อง-มะม่วงน้ำดอกไม้ เนื่องจากเป็นมะม่วงที่มีกลิ่มหอม เนื้อนุ่ม ไม่แข็งหรือเละจนเกินไป ทานกับข้าวเหนียวมูนน้ำกะทิ โรยหน้าด้วยงาคั่วหรือถั่วหอมๆ ใส่เกลือ และน้ำตาลทรายขาว ทำให้ “ข้าวเหนียวมะม่วง” มีความอร่อย ถูกปากใครหลายๆ คน

4. ติดโผของหวานอร่อยที่สุดในโลก

เว็บไซต์ซีเอ็นเอ็นทราเวล จัดอันดับของหวาน 50 ชนิด ที่อร่อยที่สุดในโลก โดยขนมไทยจำนวน 2 ชนิด อย่าง “ข้าวเหนียวมะม่วง” และ “ทับทิมกรอบ” ติดโผ 50 อันดับในครั้งนี้ด้วย

5. ต่างชาติการันตี “ข้าวเหนียวมะม่วง” คือ เดอะ เบส ออฟ เวิร์ล

เพราะความอร่อย หวาน นุ่ม หอม ของ “ข้าวเหนียวมะม่วง” ที่มีรสชาติหวานละมุนแบบดั้งเดิม มีข้าวเหนียวที่นุ่มนวลน่ารับประทาน พร้อมด้วยน้ำกะทิที่มีกลิ่นหอมชวล นอกจากจะถูกปากถูกใจคนไทยเองแล้ว ชาวต่างชาติยังต้องยกนิ้วให้ การันถึงความอร่อยของ “ข้าวเหนียวมะม่วง” จนต้องพูดว่า “โอ้ คุณพระช่วย! มันคือสวรรค์อย่างมาก” จนต้องยกข้าวเหนียวมะม่วงให้เป็น เดอะ เบส ออฟ เวิร์ล เลยทีเดียว

น่าภาคภูมิใจอย่างมากที่ “ข้าวเหนียวมะม่วง” เมนูของหวานของไทย เป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วโลกจนได้รับการขนานนามว่าเป็นของหวานที่สมบูรณ์แบบ เพราะมีรสชาติหวานแบบดั้งเดิม อร่อย และกลมกล่อม จึงไม่แปลใจเลยที่ “ข้าวเหนียวมะม่วง” จะเป็นที่รู้จักและชื่นชอบจากคนทั้งโลกได้ขนาดนี้ และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


รู้หรือไม่-ทำไมต้องมี-วันเด็กแห่งชาติ_web.jpg

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ “วันเด็กแห่งชาติ” อีกหนึ่งวันที่หลายภาคส่วนให้ความสำคัญกับเด็กและเยาวชน ซึ่งจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต แต่รู้หรือไม่ “วันเด็กแห่งชาติ” ถือกำเนิดเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ทำไมต้องมี “วันเด็กแห่งชาติ” เกิดขึ้นด้วย

เพิ่งผ่านพ้นช่วงเทศกาลปีใหม่ เทศกาลแห่งความสุขในปี 2562 ไปหมาด ๆ เมื่อช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา คราวนี้ก็ถึงคิวของหนูน้อย เด็ก ๆ กันแล้ว แน่นอนนอนทุกวันเสาร์ที่ 2 ของเดือนมกราคม จะเป็นช่วงเวลาที่เด็ก ๆ ทุกคนเฝ้ารอคอยอย่างใจจดใจจ่อกับ “วันเด็กแห่งชาติ” วันที่ผู้ใหญ่ทุก ๆ คนต้องให้ความสำคัญกับเด็ก ๆ ซึ่งจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต อีกหนึ่งไฮไลท์ที่น้อง ๆ หนู ๆ ทุกคนต่างเฝ้ารอก็คือ “คำขวัญวันเด็ก” ซึ่งในแต่ละปี แต่จะรู้หรือไม่ว่า “วันเด็กแห่งชาติ” มีที่มาที่ไปอย่างไร ถือกำเนิดเกิดขึ้นมาได้อย่างไร และทำไมต้องมี “วันเด็กแห่งชาติ” เกิดขึ้นมาด้วย มาร่วมหาคำตอบกัน

 

ถือกำเนิด “วันเด็กแห่งชาติ”

ย้อนไปเมื่อสมัยก่อน ราวปี พ.ศ.2470 ประเทศไทยในสมัยนั้นยังคงอยู่ในยุคที่ยังต้องนุ่งโจงกระเบน กินหมาก พลู ซึ่งค่อนข้างล้าสมัยเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ กระทั่ง พ.ศ. 2475 ประเทศไทยเปลี่ยนการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย ทางคณะราษฎรมองว่า เครื่องแต่งกายของข้าราชการและประชาชนที่แต่งกันอยู่ในเวลานั้นมีความล้าสมัย ไม่เหมาะสมกับประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย จึงประกาศให้มีการยกเลิกการนุ่งผ้าม่วง โดยให้นุ่งกางเกงขายาวตามแบบฝรั่งแทน และออกประกาศชักชวนให้เลิกรับประทานหมาก เนื่องจากรัฐบาลมองว่าการกินหมากไม่เป็นกิจประเพณีที่เหมาะสม หมากไม่ได้เพิ่มความงามประการใดให้แก่วงหน้า แต่กลับทำให้หน้ากร้านและดูแก่เกินอายุอีกด้วย จึงทำให้เห็นว่าในช่วงนั้นประเทศไทยได้นำเอาวัฒนธรรมจากประเทศเพื่อนบ้านมาปรับใช้กับบ้านเรา ประเทศไทยจึงกลายเป็นประเทศที่ไม่ได้ล้าสมัยอีกต่อไปนับแต่นั้นเป็นต้นมา

ต่อมา ประเทศไทยเริ่มให้ความสำคัญกับประเพณีและรูปแบบวัฒนธรรมต่าง ๆ ที่ส่วนใหญ่มาจากต่างประเทศ หนึ่งในนั้นก็คือ เทศกาล “วันเด็กแห่งชาติ” ซึ่ง “วันเด็กแห่งชาติ” มีต้นกำเนิดมาจากการที่องค์การสหประชาชาติทั่วโลกเกิดความตื่นตัว และเห็นพ้องต้องกันว่าควรจะให้ความสำคัญแก่เด็กและเยาวชน จึงทำให้ “วันเด็กแห่งชาติ” ในประเทศไทยถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2498 โดยในช่วงแรก ทางราชการได้กำหนดให้วันจันทร์แรกของเดือนตุลาคมของทุกปี เป็น “วันเด็กแห่งชาติ” ซึ่งจัดติดต่อกันมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปี พ.ศ. 2506 กระทั่งในช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ.2506 ประเทศไทยยังอยู่ในฤดูฝน มีฝนตกมาก ส่งผลให้ผู้ปกครองไม่สามารถพาเด็ก ๆ รวมถึงบุตรหลานมาร่วมงานวันเด็กแห่งชาติได้ ประกอบกับวันจันทร์เป็นวันปฏิบัติงานของพ่อแม่ ผู้ปกครอง จึงไม่สามารถพาเด็กของตนไปร่วมงานได้

ดังนั้น ที่ประชุมคณะกรรมการจัดงานวันเด็กแห่งชาติมีความเห็นว่า ควรเสนอคณะรัฐมนตรีให้มีการเปลี่ยนแปลงวันจัดงาน “วันเด็กแห่งชาติ” ใหม่ เพื่อความเกิดความเหมาะสม ทำให้ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2507 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ประกาศเปลี่ยนแปลงช่วงเวลาการจัดงาน “วันเด็กแห่งชาติ” มาเป็นวันเสาร์ที่ 2 ของเดือนมกราคม ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ส่งผลให้งานวันเด็กแห่งชาติเริ่มจัดขึ้นมาใหม่อีกครั้งในปี พ.ศ. 2508 และจัดเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

สาเหตุที่กำหนดให้ “วันเด็กแห่งชาติ” ต้องจัดในช่วงวันเสาร์ที่ 2 ของเดือนมกราคมนั้น มีที่มาที่ไป เนื่องจากต้องการให้ทุกภาคส่วนของประเทศต้องให้ความสำคัญกับเด็กและเยาวชนเป็นอันดับแรกๆ จึงกำหนดช่วงเวลาการจัดงาน “วันเด็กแห่งชาติ” เอาไว้ในช่วงต้นปี

สำหรับวัตถุประสงค์ของการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ที่รัฐบาลไทยกำหนดไว้ คือ เพื่อให้ประชาชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของเด็ก สนใจในการเลี้ยงดูอบรมสั่งสอนเด็ก และช่วยเหลือสงเคราะห์เด็กเป็นพิเศษ เพื่อให้เด็กและและเยาวชนยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เพื่อให้เด็กรู้จักหน้าที่ของตนเองและอยู่ในระเบียบวินัยอันดี และเพื่อเผยแพร่ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิของเด็ก

 

ประเทศเพื่อนบ้านก็มี “วันเด็กแห่งชาติ” ไม่ใช่มีแค่ในไทยเท่านั้น

“วันเด็กแห่งชาติ” ไม่ได้มีแค่เพียงในประเทศไทยบ้านเราเท่านั้น ในต่างประเทศก็มีวันเด็กแห่งชาติเหมือนกัน โดยสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ เสนอให้ในทุก ๆ ประเทศมีวันพิเศษเพื่อเฉลิมฉลองให้แก่เด็ก ๆ ในวันใดวันหนึ่งตามความเหมาะสมของประเทศนั้น ๆ จึงทำให้แต่ละประเทศเกิด “วันเด็ก” ขึ้น

วันเด็กมีจุดเริ่มต้นครั้งแรกในนครเจนีวา โดยมี International Union for Child เป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ในการเฉลิมฉลองวันเด็ก และส่งผลให้สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ มีแนวคิดให้มี “วันเด็กสากล” ขึ้น ทั้งนี้ การขานรับกับการจัดงานวันเด็กแห่งชาติได้เป็นไปอย่างกว้างขวาง ในปีเดียวกันนั้นเองทั่วโลกไม่น้อยกว่า 40 ประเทศ จัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติของตนเองขึ้น  ฉะนั้น ในแต่ละประเทศจะมีการจัดงานวันเด็กในวันเวลาและรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป

 

ญี่ปุ่น : จะจัดขึ้นทุกวันที่ 5 เดือนพฤษภาคมของทุกปี มีสัญลักษณ์ประจำวันเด็ก คือ ธงรูปปลาคาร์ฟ มีที่มาจากเทศกาลเด็กผู้ชาย เป็นสัญลักษณ์ของความแข็งแรง จึงใช้ธงรูปปลาคราฟของความเป็นสิริมงคลและความเจริญก้าวหน้า ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากประเทศจีนโบราณ โดยในวันดังกล่าวจะมีการน้ำสมุนไพรชนิดหนึ่งมาต้นแล้วนำมาอาบ เชื่อว่าจะทำให้ร่างกายแข็งแรงและขับไล่สิ่งชั่วร้ายออกไป และวางตุ๊กตาซามูไรตั้งไว้นอกบ้าน นอกจากนี้จะทำอาหารที่ชื่อว่า Chimaki หรือ ขนมบ๊ะจ่างญี่ปุ่นไว้ทานกันด้วย

สหรัฐอเมริกา : ในปี 2543 ประธานาธิบดีบิล คลินตัน ประกาศให้จัดวันเด็กขึ้นในเดือนตุลาคมของทุกปี กระทั่งต่อมา ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช ได้ประกาศเปลี่ยนแปลงวันจัดงานวันเด็กแห่งชาติขึ้น เป็นทุก ๆ วันอาทิตย์แรกของเดือนมิถุนายน โดยกิจกรรมในวันเด็กของที่นี่คุณพ่อคุณแม่มักพาเด็ก ๆ ไปงานเทศกาล สวนสนุก หรือเล่นกีฬาต่าง ๆ

นอรเวย์ : งานวันเด็กจะจัดขึ้นทุก ๆ วันที่ 17 พฤษภาคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันเดียวกับวันรัฐธรรมนูญนอร์เวย์ จุดเด่นของงานวันเด็กที่นี่ คือ พาเหรดของเด็ก ๆ หลากหลายรูปแบบ

ตุรกี : งานวันเด็กจะจัดขึ้นวันที่ 27 เมษายนของทุกปี โดยมีกิจกรรมและพาเหรดมากมายจัดขึ้นตามสนามกีฬาทั่วประเทศ บางครั้งมีการเชิญเด็ก ๆ จากทั่วโลกมาร่วมงานและให้พักอาศัยกับครอบครัวชาวตุรกีราว 1 อาทิตย์ด้วย

จีน : จัดขึ้นทุก  ๆ วันที่ 1 มิถุนายน ของทุกปี โรงเรียนในประเทศจีนมักจะจัดกิจกรรมต่าง ๆ ให้กับเด็ก ๆ เช่น พาไปเข้าค่าย หรือพาไปชมภาพยนตร์ฟรี เพื่อให้เด็ก ๆ ได้พักผ่อนจากการเรียน

สิงคโปร์ : ชาวสิงคโปร์ฉลองวันเด็กกันในวันศุกร์แรกของเดือนตุลาคม ในวันนี้เด็ก ๆ ชั้นอนุบาลและประถมไม่ต้องไปโรงเรียน มีงานฉลองและกิจกรรมมากมายจัดขึ้นที่ห้างสรรพสินค้า สวนสนุก และสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ

บังคลาเทศ : จัดงานวันเด็กในวันที่ 20 มีนาคมของทุกปี จุดประสงค์เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงสิทธิต่าง ๆ ที่เด็ก ๆ พึงได้รับ วันเด็กของที่นี่ไม่ใช่วันหยุด แต่ก็มีการจัดงานฉลองมากมาย ทั้งจัดการแข่งขันต่าง ๆ มีการจัดแฟชั่นโชว์จากเด็ก ๆ เป็นต้น

โปแลนด์ : วันเด็กในโปแลนด์เรียกกันว่า “Dzien Dziecka” (แปลว่าวันของเด็ก ๆ ) จัดขึ้นวันที่ 1 มิถุนายนของทุกปี พ่อแม่จะมอบของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับลูก โรงเรียนก็จะจัดกิจกรรมต่าง ๆ ให้เด็ก ๆ ด้วย

 

นอกจากงานวันเด็กในแต่ละประเทศแล้ว ยังมี “วันเด็กสากล” ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 20 พฤษจิกายนของทุกปี ถูกกำหนดขึ้นโดยสหประชาชาติซึ่งมีที่มาจากมูลนิธิเซฟเดอะชิลเดร์น (The save the children fund) ว่าด้วยอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the rights of the child) ซึ่งระบุว่า “เด็กทุกคนในโลกนี้เกิดมาพร้อมสิทธิต่าง ๆ ตั้งแต่สิทธิที่จะมีชีวิตอยู่รอด ปลอดภัย มีสุขภาพแข็งแรง สมบูรณ์ ได้รับการศึกษาและพัฒนาตามวัย ตลอดจนได้รับการปกป้องคุ้มครองจากอันตราย การถูกละเมิดและถูกแสวงประโยชน์”

 

ย้อนดูคำขวัญ “วันเด็กแห่งชาติ” แต่ละปี

ทุก ๆ ปี น้อง ๆ หนู ๆ ทุกคนนอกจากจะเฝ้ารอกับช่วงเวลาแห่งความสุขแล้ว “คำขวัญวันเด็ก” ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่น้อง ๆ หนู ๆ ทุกคนต่างเฝ้ารอ และต้องท่องจำให้ได้ เพราะในแต่ละปีคำขวัญวันเด็ก จะไม่เหมือนกัน

สำหรับคำขวัญวันเด็กเป็นคำขวัญที่นายกรัฐมนตรีจะมอบให้เด็กไทย เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติของทุกปี โดยคำขวัญวันเด็กมีขึ้นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2499 ในสมัยที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และตั้งแต่ พ.ศ. 2502 จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้มอบคำขวัญวันเด็กให้ จึงได้ถือเป็นธรรมเนียมทุก ๆ ปี สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน มาย้อนดูกันว่า คำขวัญวันเด็กตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ของนายกรัฐมนตรีแต่ละท่าน มีใจความอย่างไรบ้าง

 

รัฐบาลของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม

พ.ศ. 2499 : จงบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและส่วนรวม

 

รัฐบาลของ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์

พ.ศ. 2502 : ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่รักความก้าวหน้า

พ.ศ. 2503 : ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่รักความสะอาด

พ.ศ. 2504 : ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่อยู่ในระเบียบวินัย

พ.ศ. 2505 : ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่ประหยัด

พ.ศ. 2506 : ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่มีความขยันหมั่นเพียรมากที่สุด

 

รัฐบาลของ จอมพล ถนอม กิตติขจร

พ.ศ. 2508 : เด็กจะเจริญต้องรักเรียนเพียรทำดี

พ.ศ. 2509 : เด็กที่ดีต้องมีสัมมาคารวะ มานะ บากบั่น และสมานสามัคคี

พ.ศ. 2510 : อนาคตของชาติจะสุกใส หากเด็กไทยแข็งแรง เรียนดี มีความประพฤติเรียบร้อย

พ.ศ. 2511 : ความเจริญและความมั่นคงของชาติไทยในอนาคต ขึ้นอยู่กับเด็กที่มีวินัย มีความเฉลียวฉลาด และรักชาติยิ่ง

พ.ศ. 2512 : รู้เรียน รู้เล่น รู้สามัคคี เป็นความดีที่เด็กพึงจำ

พ.ศ. 2513 : เด็กประพฤติดีและศึกษาดี ทำให้มีอนาคตแจ่มใส

พ.ศ. 2514 : ยามเด็กจงหมั่นเรียนเพียรกระทำดี เติบใหญ่จะได้มีความสุขความเจริญ

พ.ศ. 2515 : เยาวชนฝึกตนดี มีความสามารถ

พ.ศ. 2516 : เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติเจริญ

 

รัฐบาลของ สัญญา ธรรมศักดิ์

พ.ศ. 2517 : สามัคคีคือพลัง

พ.ศ. 2518 : เด็กดีคือทายาทของชาติไทย ต้องร่วมใจร่วมพลังสร้างความสามัคคี

 

รัฐบาลของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

พ.ศ. 2519 : เด็กที่ต้องการเห็นอนาคตของชาติรุ่งเรือง จะต้องทำตัวให้ดีมีวินัยเสียแต่บัดนี้

 

รัฐบาลของ ธานินทร์ กรัยวิเชียร

พ.ศ. 2520 : รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นคุณสมบัติของเยาวชนไทย

 

รัฐบาลของ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์

พ.ศ. 2521 : เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติมั่นคง

พ.ศ. 2522 : เด็กไทยคือหัวใจของชาติ

พ.ศ. 2523 : อดทน ขยัน ประหยัด เป็นคุณสมบัติของเด็กไทย

 

รัฐบาลของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์

พ.ศ. 2524 : เด็กไทยมีวินัย ใจสัตย์ซื่อ รู้ประหยัด เคร่งครัดคุณธรรม

พ.ศ. 2525 : ขยันศึกษา ใฝ่หาความรู้ เชิดชูชาติศาสน์กษัตริย์ เป็นคุณสมบัติของเด็กไทย

พ.ศ. 2526 : รู้หน้าที่ ขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด มีวินัยและคุณธรรม

พ.ศ. 2527 : รักวัฒนธรรมไทย ใฝ่ดีมีความคิด สุจริตใจมั่น หมั่นศึกษา

พ.ศ. 2528 : สามัคคี นิยมไทย มีวินัย ใฝ่คุณธรรม

พ.ศ. 2529 : นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม

พ.ศ. 2530 : นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม

พ.ศ. 2531 : นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม

 

รัฐบาลของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ

พ.ศ. 2532 : รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม

พ.ศ. 2533 : รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม

พ.ศ. 2534 : รู้หน้าที่ มีวินัย ใฝ่คุณธรรม นำชาติพัฒนา

 

รัฐบาลของ อานันท์ ปันยารชุน

พ.ศ. 2535 : สามัคคี มีวินัย ใฝ่ศึกษา จรรยางาม

 

รัฐบาลของ ชวน หลีกภัย

พ.ศ. 2536 : ยึดมั่นประชาธิปไตย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม

พ.ศ. 2537 : ยึดมั่นประชาธิปไตย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม

พ.ศ. 2538 : สืบสานวัฒนธรรมไทย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม

 

รัฐบาลของ บรรหาร ศิลปอาชา

พ.ศ. 2539 : มุ่งหาความรู้ เชิดชูความเป็นไทย หลีกไกลยาเสพติด

 

รัฐบาลของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ

พ.ศ. 2540 : รู้คุณค่าวัฒนธรรมไทย ตั้งใจใฝ่ศึกษา ไม่พึ่งพายาเสพติด

 

รัฐบาลของ ชวน หลีกภัย

พ.ศ. 2541 : ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย

พ.ศ. 2542 : ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย

พ.ศ. 2543 : มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ คู่คุณธรรม นำประชาธิปไตย

พ.ศ. 2544 : มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ คู่คุณธรรม นำประชาธิปไตย

 

รัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

พ.ศ. 2545 : เรียนให้สนุก เล่นให้มีความรู้ สู่อนาคตที่สดใส

พ.ศ. 2546 : เรียนรู้ตลอดชีวิต คิดอย่างสร้างสรรค์ ก้าวทันเทคโนโลยี

พ.ศ. 2547 : รักชาติ รักพ่อแม่ รักเรียน รักสิ่งดี ๆ อนาคตดีแน่นอน

พ.ศ. 2548 : เด็กรุ่นใหม่ ต้องขยันอ่าน ขยันเรียน กล้าคิด กล้าพูด

พ.ศ. 2549 : อยากฉลาด ต้องขยันอ่าน ขยันคิด

 

รัฐบาลของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์

พ.ศ. 2550 : มีคุณธรรมนำใจ ใช้ชีวิตพอเพียง หลีกเลี่ยงอบายมุข

พ.ศ. 2551 : สามัคคี มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ เชิดชูคุณธรรม

 

รัฐบาลของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

พ.ศ. 2552 : ฉลาดคิด จิตบริสุทธิ์ จุดประกายฝัน ผูกพันรักสามัคคี

พ.ศ. 2553 : คิดสร้างสรรค์ ขยันใฝ่รู้ เชิดชูคุณธรรม

พ.ศ. 2554 : รอบคอบ รู้คิด มีจิตสาธารณะ

 

รัฐบาลของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

พ.ศ. 2555 : สามัคคี มีความรู้ คู่ปัญญา คงรักษาความเป็นไทย ใส่ใจเทคโนโลยี

พ.ศ. 2556 : รักษาวินัย ใฝ่เรียนรู้ เพิ่มพูนปัญญา นำพาไทยสู่อาเซียน

พ.ศ. 2557 : กตัญญู รู้หน้าที่ เป็นเด็กดี มีวินัย สร้างไทย ให้มั่นคง

 

รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

พ.ศ. 2558 : ความรู้ คู่คุณธรรม นำสู่อนาคต

พ.ศ. 2559 : เด็กดี หมั่นเพียร เรียนรู้ สู่อนาคต

พ.ศ. 2560 : เด็กไทย ใส่ใจศึกษา พาชาติมั่นคง

พ.ศ. 2561 : รู้คิด รู้เท่าทัน สร้างสรรค์เทคโนโลยี

พ.ศ. 2562 : เด็ก เยาวชน จิตอาสา ร่วมพัฒนาชาติ

 

จะว่าไป “วันเด็กแห่งชาติ” อาจจะไม่ใช่วันที่จะให้ความสำคัญแก่เด็กๆ เพียงหนึ่งวันเท่านั้น แต่เป็นวันที่ผู้ใหญ่ควรตระหนักถึงความสำคัญของเด็กว่า “เด็กคืออนาคต เด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้าที่จะต้องพัฒนาชาติต่อไป” วันเด็กแห่งชาติปีนี้ก็ขอให้น้อง ๆ หนู ๆ มีความสุข เป็นคนดีของสังคมและประเทศชาติต่อไป และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


ปาบึก-ไม่ใช่-ปลาบึก-ชื่อนี้ได้มาแต่ใด_web.jpg

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปทำความรู้จักกับชื่อของ “พายุปาบึก” พายุที่กำลังจะเข้ามาในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทยในช่วงเร็ว ๆ นี้ และชื่อ “พายุปาบึก” ชื่อนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร ใครเป็นคนริเริ่มตั้งชื่อนี้ขึ้นมา?

เวลานี้คงไม่มีใครที่จะไม่รู้สึกวิตกกังวลกับข่าวที่ “พายุปาบึก” กำลังจะพัดเข้าพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทยในช่วงระหว่าง 3-5 มกราคมนี้ ซึ่งทางกรมอุตุนิยมวิทยา ได้ออกประกาศแจ้งเตือนถึง “พายุปาบึก” ที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาในเร็ว ๆ นี้ นอกจากนี้ ในโลกของโซเชียลมีเดียได้มีการแชร์ข้อมูลที่ระบุว่า “พายุปาบึก” ลูกนี้มีความรุนแรงอย่างมาก มีฤทธิ์ทำลายล้างเทียบเท่ากับพายุโซนร้อนแฮเรียต ซึ่งเกิดขึ้น เมื่อปี 2505 สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทยประเทศไทยอย่างไม่เคยมีมาก่อน มีผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากไร้ที่อยู่อาศัยจำนวนมาก

นี่คือผลกระทบที่เกิดขึ้นจาก “พายุปาบึก” ที่มีการบอกเล่ากันในสมัยก่อน แต่สงสัยกันหรือไม่ว่า “ปาบึก” ที่เรียก ๆ กันอยู่นั้นเป็นชื่อของพายุหรือชื่อของปลาชนิดหนึ่งกันแน่ แล้วชื่อนี้มีที่มาที่ไปอย่างไรกันแน่ วันนี้เรามาไขคำตอบเรื่องนี้กันดีกว่า

สำหรับ “ปาบึก” (Pabuk) เป็นชื่อของพายุหมุนเขตร้อนในชุดที่ 2 ที่มาจากการเสนอชื่อโดยสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งชื่อ “ปาบึก” นั้น ก็มีที่มาจาก “ปลาบึก” ปลาน้ำจืดขนาดใหญ่ที่อยู่ในแม่น้ำโขง เป็นพายุหมุนเขตร้อนที่ก่อตัวทางมหาสมุทรแปซิฟิกด้านตะวันตกตอนบนและทะเลจีนใต้

แล้วเคยสงสัยกันหรือไม่ว่า ชื่อของพายุที่เรามักได้ยินมาจากการประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ทั้งชื่อที่เป็นภาษาไทยและชื่อที่เป็นภาษาต่างประเทศนั้น ทำไมถึงต้องมีชื่อเรียกของพายุ แล้วมีหลักเกณฑ์ในการตั้งชื่อพายุอย่างไรบ้าง จริง ๆ แล้ว ในช่วงสมัยปลายศตวรรษที่ 19 – ต้นศตวรรษที่ 20 มีนักพยากรณ์อากาศชาวออสเตรเลีย “คลีเมนต์ แรกกี” มีแนวคิดในการตั้งชื่อพายุ โดยเริ่มแรกจะใช้เป็นชื่อของบุคคลทั่วไป มี 2 แบบ คือ แบบที่ 1 ใช้ชื่อสตรี เพื่อให้ดูอ่อนโยน และแบบที่ 2 ชื่อนักการเมือง เพื่อเปรียบเปรยว่า นักการเมืองคือผู้นำความหายนะมาให้

ต่อมา ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพสหรัฐฯ ได้ไอเดียในการเริ่มนำชื่อภรรยาหรือคู่รักมาตั้งเป็นชื่อพายุ จากนั้น พ.ศ. 2493 เริ่มตั้งชื่อพายุหมุนเขตร้อนเป็นชื่อของผู้หญิงสลับผู้ชาย โดยไล่ตามตัวอักษร A-Z

ในปี พ.ศ. 2543 การตั้งชื่อพายุเริ่มแพร่กระจายไปยังภูมิภาคอื่น ๆ จึงทำให้ในช่วงนั้นประเทศต่าง ๆ เริ่มเข้าเป็นสมาชิกของคณะกรรมการพายุไต้ฝุ่นขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก เพื่อจัดระบบการตั้งชื่อพายุหมุนเขตร้อนในแถบนี้ใหม่ โดยมี 14 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา , จีน , เกาหลีเหนือ , เกาหลีใต้ , ฮ่องกง , ญี่ปุ่น , ลาว , มาเก๊า , มาเลเซีย , ไมโครนีเซีย , ฟิลิปปินส์ , ประเทศไทย , สหรัฐอเมริกา และ เวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศที่อยู่ในโซนมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกตอนบนและทะเลจีนใต้

โดยให้แต่ละประเทศส่งชื่อพายุในภาษาของประเทศนั้น ๆ ประเทศละ 10 ชื่อ ซึ่งเกณฑ์ในการตั้งชื่อพายุลูกนั้น ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางพายุต้องมากกว่า 34 น็อต หรือ 63 กม./ชม. จึงจะสามารถมีชื่อเป็นตัวเองได้ ซึ่งชื่อของพายุจะแบ่งเป็น 5 กลุ่ม ๆ ละ 28 ชื่อ แต่ละชื่อจะเรียงตามชื่อประเทศของลำดับตัวอักษรภาษาอังกฤษ โดยเริ่มจากกัมพูชาไปจนถึงเวียดนาม ซึ่งประเทศไทยอยู่อันดับที่ 12 และเมื่อใช้หมด 1 กลุ่ม ก็จะขึ้นชื่อแรกในกลุ่มที่ 2 เรียงกันไปจนครบทุกกลุ่ม แล้วจึงกลับมาใช้ชื่อแรกของกลุ่มที่ 1 ใหม่อีกครั้ง

และก่อนหน้านี้ เราเคยได้ยินชื่อของ “พายุมังคุด” กันมาบ้างแล้ว แต่รู้หรือไม่ว่าจริง ๆ แล้วมีชื่อก่อนหน้านี้ด้วย นั่นคือชื่อ “พายุทุเรียน” แต่วสาเหตุที่มีการเปลี่ยนชื่อมาเป็นพายุมังคุดนั้น เนื่องจากเมื่อปี 2549 พายุทุเรียนมีความรุนแรงจนทำให้มีผู้เสียชีวิตนับพันคน จึงมีการเสนอต่อคณะกรรมการว่าด้วยเรื่องพายุของ ESCAP/WMO เพื่อขอเปลี่ยนชื่อเพื่อแก้เคล็ด และเปลี่ยนมาเป็น “พายุมังคุด” แทน

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้พายุปาบึกกำลังเคลื่อนตัวลงอ่าวไทยในช่วงวันที่ 2-3 มกราคม 2562 ซึ่งพื้นที่ภาคใต้จะได้รับผลกระทบในช่วงวันที่ 3-5 มกราคม 2562 ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ขอให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากไว้ ณ ที่นี้ด้วย และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก : กรมอุตุนิยมวิทยา


10-ของขวัญปีใหม่สุดฮิต-ที่ผู้รับต้องประทับใจอย่างแน่นอน_web.jpg

ใกล้ช่วงเทศกาลปีใหม่ หลายคนก็เตรียมตัวหาของขวัญเพื่อไปมอบให้กับญาติ ๆ เพื่อน ๆ หรือจะนำไปจับฉลากปีใหม่ ฯลฯ แต่ถ้าไม่รู้ว่าจะเลือกซื้ออะไรดี มาดู 10 ของขวัญปีใหม่สุดฮิต ที่ใครได้ของขวัญชิ้นนี้ไป มีอันต้องยิ้มเเฉ่งเเน่นอน

เมื่อเข้าถึงช่วงของเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ทุก ๆ ปี หลายคนก็เตรียมตัวหาของขวัญที่เก๋ไก๋สไลด์เดอร์ไม่มีใครเกิน เพื่อเอามาไว้จับฉลากในงานปาร์ตี้หรือจะนำมามอบให้กับคนสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น เพื่อน แฟน พ่อ แม่ พี่ ป้า น้า อา ฯลฯ

แต่จะว่าไปแล้ว ของขวัญเเต่ละอย่าง จะซื้ออะไรมาเป็นของขวัญทั้งที ก็ต้องคิดเเล้วคิดอีก จะมาแบบธรรมดา ๆ มันก็ไม่สนุกสักเท่าไหร่ ของเเบบนี้มันต้องอาศัยไอเดียกันสักหน่อย แต่อย่าเพิ่งเครียดไป เพราะ “กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ได้รวบรวม 10 ของขวัญปีใหม่สุดฮิต ที่ใครได้ของขวัญชิ้นนี้ไป มีอันต้องยิ้มเเฉ่งเเน่นอน

 

1. Power bank
บอกเลยว่าของขวัญชิ้นนี้ถูกใจสาวกนักท่องโซเชียลทั้งหลายเเน่นอน เพราะต้องยอมรับว่าโลกเราวันนี้กลายเป็นสังคมก้มหน้ากันไปหมดเเล้ว ได้ของขวัญชิ้นนี้ไปไม่ต้องกลัวแบตหมดอัพโซเซียลได้ไม่มีสะดุดระหว่างวันเเน่นอน

 

 

 

 

 

2. กระปุกออมสิน
กระปุกออมสิน ของขวัญที่สาว ๆ อาจเห็นว่าดูธรรมดา แต่ถ้าเป็นแบบแปลก ๆ เเล้วล่ะก็ถูกใจผู้รับชัวร์ ๆ เพราะนอกจากน่ารัก แปลกไม่เหมือนใครเเล้ว เริ่มต้นปีใหม่แบบเก็บออมหยอดเหรียญใส่กระปุกก็ถือว่าเป็นเรื่องราวดี ๆ ในการใช้ชีวิตเลยก็ว่าได้

 

 

 

 

 

 

 

 

3. Thumb drive
ของขวัญชิ้นนี้เหมาะมากสำหรับหนุ่มสาวออฟฟิศที่มีเอกสารให้ต้องสะสางเป็นจำนวนมาก หรือหนุ่มสาวที่ต้องย้ายรูป ย้ายไฟล์งาน จากเครื่องนู้นไปเครื่องนี้ จำเป็นมาก ๆ ที่ต้องมีเจ้า Thumb Drive เป็นตัวช่วย ของขวัญชิ้นนี้รับรองเก๋ไก๋ แถมใช้งานได้ดีอีกด้วย

 

 

 

 

 

 

4. โคมไฟ
ดูเหมือนจะเป็นของที่แค่ได้ยินก็ร้องยี้! กันเเล้ว แต่อย่าลืมว่าโคมไฟเก๋ ๆ มีสไตล์ยังมีอยู่บนโลกใบนี้ เพียงเเค่คุณอาจจะต้องเสียเวลาเลือกสักนิด นอกจากโคมไฟจะให้เเสงสว่างเเล้ว ถ้าอันไหนแบบสวย ๆ แปลก ๆ เป็นของแต่งบ้านได้สบาย ถือเป็นของขวัญจับฉลากที่ดีอีกหนึ่งชิ้นเลยทีเดียว

 

 

 

 

 

 

5. Organizer Planner
ถือเป็นของขวัญอีกชิ้นที่ควรค่าแก่การนำมาจับฉลากมาก ๆ เพราะผู้รับสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการลงตารางเวลานัดลูกค้า จดบันทึกเรื่องราวสำคัญ ๆ หรือวันสำคัญรับรองไม่มีพลาด ถึงเเม้ว่าเดียวนี้สมาร์ทโฟนจะเข้ามามีบทบาท แต่เชื่อเถอะว่าการขีด ๆ เขียน ๆ ก็ยังเป็นอะไรที่คลาสสิคเเละดูใส่ใจกว่าอยู่ดี

 

 

 

 

6. นาฬิกาปลุก
นาฬิกานี่แทบจะเป็นตัวเลือกสิ้นคิดเลยก็ว่าได้ แต่นาฬิกาปลุกก็ยังมีประโยชน์มากในช่วงเช้าที่เร่งรีบกับการต้องตื่นไปทำงาน นาฬิกาปลุกเสียงดัง ๆ ดี ๆ สักอันก็เข้าท่าไม่น้อย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

7. วิตามิน
สำหรับวิตามินใคร ๆ ก็ทานได้ เพราะฉะนั้นนำมาจับฉลากได้ไม่ผิดเเต่อย่างใด แต่จะให้ดีควรเลือกวิตามินรวมหรือทานเเล้วได้ครบครันตั้งแต่หัวจรดเท้า และคนที่ได้ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายก็สามารถทานได้หมด แบบนี้รับรองครีเอทสุด ๆ อย่างแน่นอน

 

 

 

 

8. ลำโพงพกพา
สมัยนี้อะไร ๆ ก็ต้องเป็นเทคโนโลยีอย่างเจ้าลำโพงพกพาเล็ก ๆ จิ๋ว ๆ แบบนี้ ยิ่งเป็นที่นิยมมาก ๆ ในหมู่คอหนังและซีรีย์ทั้งหลาย เพราะไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ก็สามารถมีโรงภาพยนตร์ส่วนตัวต่อลำโพงเข้ากับโทรศัพท์มือถือได้เลย

 

 

 

 

 

 

 

9. เครื่องชงกาแฟแบบเฟรนช์เพรส
คอกาแฟต้องถูกใจเจ้า “เครื่องชงกาแฟแบบเฟรนช์เพรส” อย่างแน่นอน เพราะเครื่องชงกาแฟแบบเฟรนช์เพรสจะให้ความเข้มข้น แถมใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ใช้งานง่าย ถ้าจับฉลากได้ช่วงปีใหม่นี้ จะเหมาะมาก ๆ สำหรับการพักผ่อนแบบสบาย ๆ จิบกาแฟถ้วยโปรด ฟินได้ใจสุด ๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

10. กรอบรูปตกเเต่งบ้าน
กรอบรูปดีไซน์เก๋ๆ แปลกๆ ไม่ได้เป็นเเค่ที่ใส่รูปภาพเพื่อเป็นความทรงจำอย่างเดียว ยังสามารถนำมาเป็นกรอบไม้เพื่อนำไปประดับตกแต่งบ้านได้อีก ยิ่งมีหัวสร้างสรรค์จับอันนั้นผสมอันนี้รับรองบ้านคุณจะสวยได้ด้วยของขวัญจับฉลากเลยล่ะ

 

 

 

 

 

 

 

จะว่าไปแล้วของขวัญทั้ง 10 อย่างที่กล่าวมานี้ ล้วนเป็นของขวัญที่ผู้รับนั้นสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ด้วย แล้วคุณล่ะครับ จะเลือกซื้ออะไรเป็นของขวัญดี ยังไงเสีย จะซื้ออะไรมาเป็นของขวัญนั้น อย่าลืมดูงบประมาณในกระเป๋าสตางค์ของคุณด้วย เพราะจริงๆ แล้ว การมอบของขวัญซึ่งกันและกันนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าของชิ้นนั้นจะมีราคาถูกหรือแพงมากมายมหาศาล แต่ขึ้นอยู่กับความตั้งใจของผู้ให้มากกว่า ยังไงก็ขอให้มีความสุขกับการฉลองปีใหม่และส่งมอบของขวัญที่แสดงออกถึงมิตรภาพที่ดีงามด้วยนะครับ และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


ถือกำเนิด-ซานตาคลอส-คุณลุงใจดีคืนวันคริสต์มาส_web.jpg

25 ธันวาคม “วันคริสต์มาส” สิ่งแรกที่หลาย ๆ คนมักจะนึกถึงเลยก็คือ “ซานตาครอส” อีกหนึ่งสัญลักษณ์สำคัญของวันคริสต์มาส แต่รู้หรือไม่ว่า “ซานตาครอส” กำเนิดขึ้นมาอย่างไรบ้าง

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของวันที่ 25 ธันวาคม ของทุกปี “วันคริสต์มาส” ถือเป็นวันแห่งความสุขส่งท้ายปีอีกหนึ่งวัน เป็นอีกหนึ่งเทศกาลของชาวตะวันตกที่แพร่หลายไปทั่วโลก เปรียบเสมือนวันสงกรานต์ของบ้านเรานั่นเอง

แต่จริง ๆ แล้ว เมื่อย้อนกลับไปในอดีต วันที่ 25 ธันวาคม “วันคริสต์มาส” ที่เรื่องเล่าในอดีต มีที่มาที่ไป ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 200 ปี จริง ๆ ในวันนี้ถือเป็นวันประสูติของพระเยซู ศาสดาแห่งศาสนาคริสต์ เทศกาลคริสต์มาสจึงเป็นวันแห่งการเฉลิมฉลองวันประสูติของพระเยซู และเป็นการฉลองความรักที่พระเจ้ามีต่อมนุษย์โลก โดยส่งพระเยซูลงมาเกิดเป็นมนุษย์เพื่อช่วยไถ่บาป และช่วยให้มนุษย์รอดพ้นจากการทำชั่ว ดังนั้นในวันคริสต์มาสนี้ถือเป็นวันที่มีความหมายสำคัญชาวคริสต์ทั่วโลก ผู้คนทั่วโลกจะมีการส่งบัตรอวยพร ให้ของขวัญแก่กันและกัน รวมทั้งประดับประดาตกแต่งบ้านเรือนด้วยแสงไฟและต้นคริสต์มาสอย่างสวยงาม

ถือกำเนิด “ซานตาคลอส”

ถือกำเนิด-ซานตาคลอส-คุณลุงใจดีคืนวันคริสต์มาส_webเมื่อพูดถึงวันคริสต์มาส สิ่งแรกที่หลาย ๆ คนมักจะนึกถึงและขาดไม่ได้อย่างยิ่งก็คือ “ซานตาครอส” นั่นเอง ถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของวันคริสต์มาสที่สำคัญอย่างยิ่ง เรื่องราวของซานตาคลอสมีที่มาที่ไปคือ มีเด็กชายคนนี้มีชื่อว่า “นิโคลัส” ซึ่งเกิดอยู่บนกองเงินกองทอง ภายหลังจากพ่อแม่ถึงแก่กรรม ทรัพย์สมบัติทั้งหมดตกเป็นของนิโคลัสเพียงผู้เดียว นิโคลัสเป็นคนมีจิตใจโอบอ้อมอารี ชอบช่วยเหลือคนยากจนหรือคนตกทุกข์ได้ยาก

นิโคลัส ได้รับการยกย่องว่าเป็นซานตาครอสคนแรก เป็นนักบุญที่ชาวฮอลแลนด์นับถือว่าเป็นนักบุญผู้อุปถัมภ์ของเด็ก ๆ เมื่อชาวฮอลแลนด์กลุ่มหนึ่งอพยพไปอยู่ในสหรัฐฯ ก็ยังรักษาประเพณีการฉลองนักบุญนิโคลาสเอาไว้ ซึ่งในวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี นิโคลัสจะมาเยี่ยมเด็ก ๆ และเอาของขวัญมาให้เด็กอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ลูกหลานของชาวฮอลแลนด์ที่อพยพมา ประเพณีดังกล่าวจึงเริ่มเป็นที่รู้จักและแพร่หลายในอเมริกา โดยมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง คือ นักบุญนิโคลัสเปลี่ยนชื่อเป็น “ซานตาคลอส” มียานพาหนะเป็นกวางเรนเดียร์คอยลาก และจะมาเยี่ยมเด็กทุกคนในโลกนี้ในโอกาสวันคริสต์มาส โดยลงมาทางปล่องไฟของบ้านเพื่อเอาของขวัญมาให้เด็ก ๆ เหล่านั้นตามความประพฤติของเขา

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าซานตาคลอสจะเป็นเพียงตำนานที่เกิดขึ้นมาเพื่อเฉลิมฉลองวันคริสต์มาส แต่ก็เป็นสัญลักษณ์ที่รวมเอาวิญญาณและความหมายของคริสต์มาสไว้อย่างมากมาย อาทิ ความปิติยินดีชื่นชม ความโอบอ้อมอารี ความรัก และความเป็นกันเอง

ไขข้อสงสัย! ทำไมต้อง “แขวนถุงเท้า” ในคืน “วันคริสต์มาสอีฟ”

เนื่องจากวันหนึ่งซานตาครอสปีนขึ้นไปบนหลังคาบ้านของเด็กหญิงยากจนคนหนึ่ง เด็กหญิงทั้ง 3 มีฐานะยากจนอย่างมาก กระทั่งคิดจะขายตัวเป็นโสเภณี เพื่อหาเงิน ทำให้ซานตาครอสคิดหาทางช่วยเหลือเด็กหญิงทั้ง 3 ซึ่งในคืนวันคริสมาสอีฟ (24 ธันวาคม) โดยได้แอบไปที่บ้านของเด็กหญิงทั้ง 3 คน จากนั้นแอบปีนขึ้นไปบนปล่องไฟ พร้อมกับหย่อนเหรียญทองจำนวน 3 เหรียญ ลงไปในปล่องไฟ บังเอิญถุงเงินหล่นไปทางถุงเท้าที่เด็กหญิงแขวนตากไว้ข้างเตาผิงพอดี กระทั่งรุ่งเช้า เมื่อเด็กหญิงทั้ง 3 ตื่นขึ้นมา ก็พบว่ามีเหรียญทองในถุงเท้า ทำให้พวกเธอดีใจมาก

“ต้นคริสต์มาส” อีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่ขาดไม่ได้ของเทศกาลนี้

“ต้นคริสต์มาส” ถือเป็นอีกหนึ่งอย่างที่ขาดไม่ได้สำหรับเทศกาลนี้ ต้นคริสต์มาสเป็นต้นสนที่นำมาประดับตกแต่งด้วยแอปเปิ้ลและขนมปัง เพื่อเป็นการระลึกถึงศีลมหาสนิท จากนั้นได้เริ่มมีการเพิ่มสีสันโดยการประดับด้วยดวงไฟหลากสีสันเพื่อความสวยงามขึ้น

ย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 8 เมื่อเซนต์บอนิเฟส มิชชันนารีชาวอังกฤษ เดินทางไปประกาศเรื่องพระเจ้าในเยอรมนี ได้ช่วยเด็กที่กำลังจะถูกฆ่าเป็นเครื่องสังเวยบูชาที่ใต้ต้นโอ๊ก โดยเมื่อโค่นต้นโอ๊กทิ้งก็ได้พบต้นสนเล็ก ๆ ต้นหนึ่งขึ้นอยู่ที่โคนต้นโอ๊ก ท่านจึงได้ขุดให้คนที่ร่วมพิธีกรรมเหล่านั้น เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของชีวิต และตั้งชื่อว่า “ต้นกุมารพระคริสต์” กระทั่งต่อมา “มาร์ติน ลูเธอร์” ผู้นำคริสตจักรชาวเยอรมัน ตัดต้นสนไปตั้งในบ้านในเดือนธันวาคม ค.ศ.1540 หลังจากนั้นในศตวรรษที่ 19 ต้นคริสต์มาสจึงเริ่มแพร่ไปสู่ประเทศอังกฤษและทั่วโลก

ในสมัยโบราณนั้น “ต้นคริสต์มาส” หมายถึง ต้นไม้ในสวนสวรรค์ ซึ่งอาดัมและเอวาไปหยิบผลไม้มากินและทำบาป ไม่เชื่อฟังพระเจ้า โดยตามพระคัมภีร์นั้นได้เปรียบพระเยซูเจ้าเสมือนเป็นต้นไม้แห่งชีวิต เป็นต้นไม้ที่เขียวเสมอในทุกฤดูกาล สื่อถึงนิรันดรภาพของพระเยซูเจ้า อีกทั้งความสว่างของพระองค์ยังเหมือนแสงเทียนที่ส่องสว่างในความมืด รวมถึงความชื่นชมยินดี และความสามัคคี ที่พระเยซูประทานให้ เพราะต้นไม้นั้นเป็นจุดศูนย์รวมของครอบครัวในเทศกาลคริสต์มาสเลยก็ว่าได้

 

และในปีนี้ก็ถือเป็นอีกหนึ่งปีที่วันคริสต์มาสเวียนมาบรรจบอีกหนึ่งปี ประชาชนในหลายประเทศ รวมไปถึงประเทศไทยบ้านเราเองก็มีการเฉลิมฉลองในคืนเทศกาลดังกล่าวกันอย่างคึกคัก มีการจัดกิจกรรมปาร์ตี้สังสรรค์กันอย่างสนุกสนาน ยังไงก็ขออวยพรให้มีความสุขในวันคริสต์มาสปีนี้ด้วยนะครับ และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


โซเชียลมีเดีย-ทำให้คนซึมเศร้า_web.jpg

งานวิจัยเผยการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต ทำให้คนเกิดภาวะความซึมเศร้า

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวจากวารสาร Journal of Social and Clinical Psychology ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2561 ได้เผยแพร่งานวิจัยของทีมนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย เกี่ยวกับการใช้สื่อสังคมออนไลน์ อย่างเฟซบุ๊ก , อินสตาแกรม และ สแนปแชต โดยศึกษาเกี่ยวกับการใช้โซเชียลมีเดียดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของมนุษย์หรือไม่ อย่างไร

การวิจัยในครั้งนี้ มีกลุ่มตัวอย่างจำนวน 143 คน ผ่านการตอบเเบบสำรวจทางอารมณ์เเละส่งภาพถ่ายหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่แสดงระยะเวลาของการใช้งานโทรศัพท์มือถือเพื่อเปิดใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ โดยการวิจัยได้แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกสามารถใช้สื่อสังคมออนไลน์ได้ตามปกติโดยไม่ต้องปรับพฤติกรรม ส่วนอีกหนึ่งกลุ่มควบคุมใช้สื่อสังคมออนไลน์ได้เพียงวันละ 10 นาทีต่อสื่อเเต่ละอย่าง การควบคุมระยะเวลาในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์นี้นานเป็นเวลา 3 สัปดาห์ติดต่อกัน และผู้เข้าร่วมการศึกษากลุ่มควบคุมได้รับการทดสอบผลการวิจัย โดยวัดดูความรู้สึกต่าง ๆ อาทิ ความกลัวว่าจะพลาดอะไรไป หรือ FOMO ความวิตกกังวล ความซึมเศร้า และความเหงา ซึ่งผลการวิจัยนี้ชี้ถึงความเกี่ยวข้องอย่างชัดเจนระหว่างการใช้สื่อสังคมออนไลน์เเละการเพิ่มขึ้นของระดับความซึมเศร้า และความเหงา

จากผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่มีการใช้สื่อโซเชียลมีเดียน้อยกว่าปกติที่เคยใช้ ทำให้ความซึมเศร้าเเละความเหงาลดลงอย่างชัดเจน ส่งผลดีต่อจิตใจจากการใช้สื่อโซเชียลมีเดียน้อยลง เห็นได้ชัดเจนมากในคนที่ซึมเศร้ามากกว่าคนอื่นตอนที่เริ่มต้นการวิจัย ทำให้เกิดคำถามว่า อะไรทำให้สื่อโซเชียลมีเดียส่งผลให้ผู้ใช้เกิดภาวะความซึมเศร้าขึ้น

ทั้งนี้ ปัจจัยหลัก 2 อย่างด้วยกัน คือ (1.) สื่อสังคมออนไลน์สร้างความรู้สึกเปรียบเทียบกับตนเองในทางลบ เช่น คนรู้สึกว่าเมื่อดูรูปภาพเเละอ่านโพสต์ของคนอื่นเเล้ว คนอื่นน่าสนใจกว่าตนเอง ทำให้ตนรู้สึกว่าไม่มีโอกาสเเบบนั้น ทำให้เกิดความน้อยใจในชีวิต และ (2.) การใช้เวลาไปโดยเสียเปล่า เพราะทุกนาทีที่ใช้ไปกับสื่อโซเชียลมีเดีย ทำให้ผู้ใช้ไม่ได้ทำงานอย่างที่ควรทำ หรือพลาดโอกาสในการไปทำกิจกรรมสังสรรค์ต่าง ๆ ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นความรู้สึกดีต่อตนเองและรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า

อย่างไรก็ตาม ในอนาคตทีมงานเตรียมเริ่มต้นการศึกษาวิจัย ที่วัดดูผลกระทบทางจิตใจจากการใช้แอพลิเคชั่นต่าง ๆ ที่ใช้ในการหาคู่อีกด้วย และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 


อายุขึ้นเลข-3-แต่ยังอยู่บนคาน-นักวิชาการยันไม่ใช่เรื่องแปลก_web.jpg

นักวิชาการเผยการที่มนุษย์พออายุขึ้นเลข 3 แต่ยังไม่มีแฟน ยังไม่แต่งงาน ยังอยู่บนคาน ไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป เนื่องจากปัจจัยหลาย ๆ อย่าง ทำให้ฐานคิดของการมีความรักและการมีชีวิตคู่เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง

พออายุขึ้นเลข 3 ความเป็นวัยรุ่นเริ่มหายไป ความแก่เริ่มค่อย ๆ คืบคลานเข้ามา ช่วงอายุนี้ส่วนใหญ่หลายคนอาจจะมีอะไรเข้ามาในชีวิตแล้ว ทั้งหน้าที่การงาน การเงิน การศึกษาที่สูงขึ้น รวมไปถึงคนรัก แต่บางคนก็ยังขาดบางสิ่งบางอย่างไป โดยเฉพาะ “คนรัก” หลายคนเริ่มแต่งานกันในช่วงอายุประมาณ 23-28 ปี บางคนอายุเข้าเลข 3 แล้ว ก็ยังไม่ได้แต่งงานสักที โชคร้ายไปกว่านั้นคือยังไม่มีคนรู้ใจเลย ยังไม่มีใครมาจีบแม้แต่นิดเดียว

บางส่วนรู้สึกผิดอย่างมหัน ที่อายุเข้าเลข 3 แล้ว แต่ก็ยังไม่มีคู่ครองสักที ในขณะที่บางคนแต่งงานจนมีเบบี๋ตัวน้อยกันไปแล้ว ภาวะแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่คุณอาจจะอยู่ในภาวะ Waithood หรือ ปรากฏการณ์การรอ อาจจะมีผลมาจากสภาวะเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป

วันนี้ ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอนำเสนอบทความของ ไดแอน ซิงเกอร์แมน นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยอเมริกัน กรุงวอชิงตันดีซี ซึ่งอธิบายปรากฏการณ์นี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า ปรากฎการณ์ดังกล่าวไม่เรื่องแปลก เพราะปรากฎการณ์นี้คือการที่ความคิดเรื่องการงาน ความสำเร็จ หรือปัจจัยอื่น ๆ ที่เข้ามาในวัฒนธรรมโลก ทำให้ฐานคิดของการมีความรักและการมีชีวิตคู่เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง โดยได้ศึกษากลุ่มวัยรุ่นชาวตะวันออกกลาง ผลการศึกษาพบว่า ภาวะดังกล่าวเกี่ยวข้องกับเพศสภาวะและเศรษฐกิจ อธิบายคือ การแต่งงานเป็นเรื่องที่แพงเกินไป แต่จะมีบุตรเลยก่อนแต่งงานสังคมก็จะไม่ยอมรับ ฉะนั้น จึงตัดสินใจชะลอการแต่งงานออกไปก่อน

นอกจากนี้ การที่มีอัตราว่างงานสูงและค่าแรงต่ำ ส่งผลให้ผู้ชายส่วนใหญ่ไม่กล้ามีความสัมพันธ์ ประเทศที่สังคมคาดหวังให้ฝ่ายชายจ่ายค่าสินสอดและลงทุนสร้างครอบครัวจะเป็นหนักหน่อย ขณะที่ประเทศที่การแต่งงานไม่ต้องลงทุนอะไรมากมายอย่างกรีซ สเปน และฝรั่งเศส ก็มีปัญหาจากการนิยามความเป็นผู้ใหญ่ของสังคม เช่น ถ้าไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง ก็จะไม่กล้าแต่งงาน

สำหรับภาวะปรากฏการณ์การรอนั้น มีงานวิจัยหลายชิ้นศึกษาว่า เพราะอะไรคนเราถึงแต่งงานกันช้าลง ขณะเดียวกัน ผู้หญิงได้รับแรงกดดันมากว่าผู้ชาย เนื่องจากผู้ชายสามารถเป็นพ่อในอายุเท่าไหร่ก็ได้ แต่สำหรับผู้หญิงนั้น เมื่อเวลาล่วงเลยไป ก็จะเป็นแม่ได้ยากขึ้น ยากต่อการมีบุตรในช่วงอายุมาก ๆ นอกจากนี้ปัญหาการหาคู่ครองอีกปัญหาหนึ่งมาจากแนวคิด “ความเป็นชายแบบเก่า” ที่ต้องสามารถหาเลี้ยงครอบครัวได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ผู้หญิงควรแต่งงานกับผู้ชายที่ประสบความสำเร็จมากกว่าตัวเอง

นอกจากนี้ การใช้แอปพลิเคชันหาคู่อาจเป็นทางเลือกหนึ่งในการแก้ไขปัญหา แต่ปัญหาดังกล่าวจะแก้ไขได้อย่างยั่งยืนด้วยการเปลี่ยนความคิดเรื่องบทบาททางเพศ นักวิชาการมองว่า หากสังคมยอมรับว่าผู้หญิงสามารถเป็นเสาหลักของครอบครัวได้ ผู้หญิงโสดหลาย ๆ คนก็ไม่จำเป็นต้องมองหาผู้ชายอายุรุ่นราวคราวเดียวกันอีกต่อไป ผู้หญิงอาจแต่งงานกับชายอายุน้อยกว่าหรือประสบความสำเร็จน้อยกว่าได้โดยไม่ต้องอายใคร

สุดท้าย ภาวะปรากฏการณ์การรอก็อาจไม่ใช่ปัญหาของการหาคู่ครองหรือการแต่งงานช้าก็อาจไม่ใช่ปัญหาได้ด้วยการให้การยอมรับความสัมพันธ์แบบอื่น เช่น การอยู่ร่วมกันเฉย ๆ โดยไม่ต้องเดินตามกรอบของสังคมที่ต้องแต่งงานแล้วจึงมีลูกได้ หรือการที่สังคมเปลี่ยนมายอมรับให้มีพ่อเลี้ยงแม่เลี้ยงเดี่ยวได้ ก็จะทำให้สังคมยังคงมีเด็กเกิดสม่ำเสมอโดยไม่ต้องสนใจปัญหาการแต่งงาน

ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต