Now thing

10-ของขวัญปีใหม่สุดฮิต-ที่ผู้รับต้องประทับใจอย่างแน่นอน_web.jpg

ใกล้ช่วงเทศกาลปีใหม่ หลายคนก็เตรียมตัวหาของขวัญเพื่อไปมอบให้กับญาติ ๆ เพื่อน ๆ หรือจะนำไปจับฉลากปีใหม่ ฯลฯ แต่ถ้าไม่รู้ว่าจะเลือกซื้ออะไรดี มาดู 10 ของขวัญปีใหม่สุดฮิต ที่ใครได้ของขวัญชิ้นนี้ไป มีอันต้องยิ้มเเฉ่งเเน่นอน

เมื่อเข้าถึงช่วงของเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ทุก ๆ ปี หลายคนก็เตรียมตัวหาของขวัญที่เก๋ไก๋สไลด์เดอร์ไม่มีใครเกิน เพื่อเอามาไว้จับฉลากในงานปาร์ตี้หรือจะนำมามอบให้กับคนสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น เพื่อน แฟน พ่อ แม่ พี่ ป้า น้า อา ฯลฯ

แต่จะว่าไปแล้ว ของขวัญเเต่ละอย่าง จะซื้ออะไรมาเป็นของขวัญทั้งที ก็ต้องคิดเเล้วคิดอีก จะมาแบบธรรมดา ๆ มันก็ไม่สนุกสักเท่าไหร่ ของเเบบนี้มันต้องอาศัยไอเดียกันสักหน่อย แต่อย่าเพิ่งเครียดไป เพราะ “กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ได้รวบรวม 10 ของขวัญปีใหม่สุดฮิต ที่ใครได้ของขวัญชิ้นนี้ไป มีอันต้องยิ้มเเฉ่งเเน่นอน

 

1. Power bank
บอกเลยว่าของขวัญชิ้นนี้ถูกใจสาวกนักท่องโซเชียลทั้งหลายเเน่นอน เพราะต้องยอมรับว่าโลกเราวันนี้กลายเป็นสังคมก้มหน้ากันไปหมดเเล้ว ได้ของขวัญชิ้นนี้ไปไม่ต้องกลัวแบตหมดอัพโซเซียลได้ไม่มีสะดุดระหว่างวันเเน่นอน

 

 

 

 

 

2. กระปุกออมสิน
กระปุกออมสิน ของขวัญที่สาว ๆ อาจเห็นว่าดูธรรมดา แต่ถ้าเป็นแบบแปลก ๆ เเล้วล่ะก็ถูกใจผู้รับชัวร์ ๆ เพราะนอกจากน่ารัก แปลกไม่เหมือนใครเเล้ว เริ่มต้นปีใหม่แบบเก็บออมหยอดเหรียญใส่กระปุกก็ถือว่าเป็นเรื่องราวดี ๆ ในการใช้ชีวิตเลยก็ว่าได้

 

 

 

 

 

 

 

 

3. Thumb drive
ของขวัญชิ้นนี้เหมาะมากสำหรับหนุ่มสาวออฟฟิศที่มีเอกสารให้ต้องสะสางเป็นจำนวนมาก หรือหนุ่มสาวที่ต้องย้ายรูป ย้ายไฟล์งาน จากเครื่องนู้นไปเครื่องนี้ จำเป็นมาก ๆ ที่ต้องมีเจ้า Thumb Drive เป็นตัวช่วย ของขวัญชิ้นนี้รับรองเก๋ไก๋ แถมใช้งานได้ดีอีกด้วย

 

 

 

 

 

 

4. โคมไฟ
ดูเหมือนจะเป็นของที่แค่ได้ยินก็ร้องยี้! กันเเล้ว แต่อย่าลืมว่าโคมไฟเก๋ ๆ มีสไตล์ยังมีอยู่บนโลกใบนี้ เพียงเเค่คุณอาจจะต้องเสียเวลาเลือกสักนิด นอกจากโคมไฟจะให้เเสงสว่างเเล้ว ถ้าอันไหนแบบสวย ๆ แปลก ๆ เป็นของแต่งบ้านได้สบาย ถือเป็นของขวัญจับฉลากที่ดีอีกหนึ่งชิ้นเลยทีเดียว

 

 

 

 

 

 

5. Organizer Planner
ถือเป็นของขวัญอีกชิ้นที่ควรค่าแก่การนำมาจับฉลากมาก ๆ เพราะผู้รับสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการลงตารางเวลานัดลูกค้า จดบันทึกเรื่องราวสำคัญ ๆ หรือวันสำคัญรับรองไม่มีพลาด ถึงเเม้ว่าเดียวนี้สมาร์ทโฟนจะเข้ามามีบทบาท แต่เชื่อเถอะว่าการขีด ๆ เขียน ๆ ก็ยังเป็นอะไรที่คลาสสิคเเละดูใส่ใจกว่าอยู่ดี

 

 

 

 

6. นาฬิกาปลุก
นาฬิกานี่แทบจะเป็นตัวเลือกสิ้นคิดเลยก็ว่าได้ แต่นาฬิกาปลุกก็ยังมีประโยชน์มากในช่วงเช้าที่เร่งรีบกับการต้องตื่นไปทำงาน นาฬิกาปลุกเสียงดัง ๆ ดี ๆ สักอันก็เข้าท่าไม่น้อย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

7. วิตามิน
สำหรับวิตามินใคร ๆ ก็ทานได้ เพราะฉะนั้นนำมาจับฉลากได้ไม่ผิดเเต่อย่างใด แต่จะให้ดีควรเลือกวิตามินรวมหรือทานเเล้วได้ครบครันตั้งแต่หัวจรดเท้า และคนที่ได้ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายก็สามารถทานได้หมด แบบนี้รับรองครีเอทสุด ๆ อย่างแน่นอน

 

 

 

 

8. ลำโพงพกพา
สมัยนี้อะไร ๆ ก็ต้องเป็นเทคโนโลยีอย่างเจ้าลำโพงพกพาเล็ก ๆ จิ๋ว ๆ แบบนี้ ยิ่งเป็นที่นิยมมาก ๆ ในหมู่คอหนังและซีรีย์ทั้งหลาย เพราะไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ก็สามารถมีโรงภาพยนตร์ส่วนตัวต่อลำโพงเข้ากับโทรศัพท์มือถือได้เลย

 

 

 

 

 

 

 

9. เครื่องชงกาแฟแบบเฟรนช์เพรส
คอกาแฟต้องถูกใจเจ้า “เครื่องชงกาแฟแบบเฟรนช์เพรส” อย่างแน่นอน เพราะเครื่องชงกาแฟแบบเฟรนช์เพรสจะให้ความเข้มข้น แถมใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ใช้งานง่าย ถ้าจับฉลากได้ช่วงปีใหม่นี้ จะเหมาะมาก ๆ สำหรับการพักผ่อนแบบสบาย ๆ จิบกาแฟถ้วยโปรด ฟินได้ใจสุด ๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

10. กรอบรูปตกเเต่งบ้าน
กรอบรูปดีไซน์เก๋ๆ แปลกๆ ไม่ได้เป็นเเค่ที่ใส่รูปภาพเพื่อเป็นความทรงจำอย่างเดียว ยังสามารถนำมาเป็นกรอบไม้เพื่อนำไปประดับตกแต่งบ้านได้อีก ยิ่งมีหัวสร้างสรรค์จับอันนั้นผสมอันนี้รับรองบ้านคุณจะสวยได้ด้วยของขวัญจับฉลากเลยล่ะ

 

 

 

 

 

 

 

จะว่าไปแล้วของขวัญทั้ง 10 อย่างที่กล่าวมานี้ ล้วนเป็นของขวัญที่ผู้รับนั้นสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ด้วย แล้วคุณล่ะครับ จะเลือกซื้ออะไรเป็นของขวัญดี ยังไงเสีย จะซื้ออะไรมาเป็นของขวัญนั้น อย่าลืมดูงบประมาณในกระเป๋าสตางค์ของคุณด้วย เพราะจริงๆ แล้ว การมอบของขวัญซึ่งกันและกันนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าของชิ้นนั้นจะมีราคาถูกหรือแพงมากมายมหาศาล แต่ขึ้นอยู่กับความตั้งใจของผู้ให้มากกว่า ยังไงก็ขอให้มีความสุขกับการฉลองปีใหม่และส่งมอบของขวัญที่แสดงออกถึงมิตรภาพที่ดีงามด้วยนะครับ และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


ถือกำเนิด-ซานตาคลอส-คุณลุงใจดีคืนวันคริสต์มาส_web.jpg

25 ธันวาคม “วันคริสต์มาส” สิ่งแรกที่หลาย ๆ คนมักจะนึกถึงเลยก็คือ “ซานตาครอส” อีกหนึ่งสัญลักษณ์สำคัญของวันคริสต์มาส แต่รู้หรือไม่ว่า “ซานตาครอส” กำเนิดขึ้นมาอย่างไรบ้าง

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของวันที่ 25 ธันวาคม ของทุกปี “วันคริสต์มาส” ถือเป็นวันแห่งความสุขส่งท้ายปีอีกหนึ่งวัน เป็นอีกหนึ่งเทศกาลของชาวตะวันตกที่แพร่หลายไปทั่วโลก เปรียบเสมือนวันสงกรานต์ของบ้านเรานั่นเอง

แต่จริง ๆ แล้ว เมื่อย้อนกลับไปในอดีต วันที่ 25 ธันวาคม “วันคริสต์มาส” ที่เรื่องเล่าในอดีต มีที่มาที่ไป ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 200 ปี จริง ๆ ในวันนี้ถือเป็นวันประสูติของพระเยซู ศาสดาแห่งศาสนาคริสต์ เทศกาลคริสต์มาสจึงเป็นวันแห่งการเฉลิมฉลองวันประสูติของพระเยซู และเป็นการฉลองความรักที่พระเจ้ามีต่อมนุษย์โลก โดยส่งพระเยซูลงมาเกิดเป็นมนุษย์เพื่อช่วยไถ่บาป และช่วยให้มนุษย์รอดพ้นจากการทำชั่ว ดังนั้นในวันคริสต์มาสนี้ถือเป็นวันที่มีความหมายสำคัญชาวคริสต์ทั่วโลก ผู้คนทั่วโลกจะมีการส่งบัตรอวยพร ให้ของขวัญแก่กันและกัน รวมทั้งประดับประดาตกแต่งบ้านเรือนด้วยแสงไฟและต้นคริสต์มาสอย่างสวยงาม

ถือกำเนิด “ซานตาคลอส”

ถือกำเนิด-ซานตาคลอส-คุณลุงใจดีคืนวันคริสต์มาส_webเมื่อพูดถึงวันคริสต์มาส สิ่งแรกที่หลาย ๆ คนมักจะนึกถึงและขาดไม่ได้อย่างยิ่งก็คือ “ซานตาครอส” นั่นเอง ถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของวันคริสต์มาสที่สำคัญอย่างยิ่ง เรื่องราวของซานตาคลอสมีที่มาที่ไปคือ มีเด็กชายคนนี้มีชื่อว่า “นิโคลัส” ซึ่งเกิดอยู่บนกองเงินกองทอง ภายหลังจากพ่อแม่ถึงแก่กรรม ทรัพย์สมบัติทั้งหมดตกเป็นของนิโคลัสเพียงผู้เดียว นิโคลัสเป็นคนมีจิตใจโอบอ้อมอารี ชอบช่วยเหลือคนยากจนหรือคนตกทุกข์ได้ยาก

นิโคลัส ได้รับการยกย่องว่าเป็นซานตาครอสคนแรก เป็นนักบุญที่ชาวฮอลแลนด์นับถือว่าเป็นนักบุญผู้อุปถัมภ์ของเด็ก ๆ เมื่อชาวฮอลแลนด์กลุ่มหนึ่งอพยพไปอยู่ในสหรัฐฯ ก็ยังรักษาประเพณีการฉลองนักบุญนิโคลาสเอาไว้ ซึ่งในวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี นิโคลัสจะมาเยี่ยมเด็ก ๆ และเอาของขวัญมาให้เด็กอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ลูกหลานของชาวฮอลแลนด์ที่อพยพมา ประเพณีดังกล่าวจึงเริ่มเป็นที่รู้จักและแพร่หลายในอเมริกา โดยมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง คือ นักบุญนิโคลัสเปลี่ยนชื่อเป็น “ซานตาคลอส” มียานพาหนะเป็นกวางเรนเดียร์คอยลาก และจะมาเยี่ยมเด็กทุกคนในโลกนี้ในโอกาสวันคริสต์มาส โดยลงมาทางปล่องไฟของบ้านเพื่อเอาของขวัญมาให้เด็ก ๆ เหล่านั้นตามความประพฤติของเขา

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าซานตาคลอสจะเป็นเพียงตำนานที่เกิดขึ้นมาเพื่อเฉลิมฉลองวันคริสต์มาส แต่ก็เป็นสัญลักษณ์ที่รวมเอาวิญญาณและความหมายของคริสต์มาสไว้อย่างมากมาย อาทิ ความปิติยินดีชื่นชม ความโอบอ้อมอารี ความรัก และความเป็นกันเอง

ไขข้อสงสัย! ทำไมต้อง “แขวนถุงเท้า” ในคืน “วันคริสต์มาสอีฟ”

เนื่องจากวันหนึ่งซานตาครอสปีนขึ้นไปบนหลังคาบ้านของเด็กหญิงยากจนคนหนึ่ง เด็กหญิงทั้ง 3 มีฐานะยากจนอย่างมาก กระทั่งคิดจะขายตัวเป็นโสเภณี เพื่อหาเงิน ทำให้ซานตาครอสคิดหาทางช่วยเหลือเด็กหญิงทั้ง 3 ซึ่งในคืนวันคริสมาสอีฟ (24 ธันวาคม) โดยได้แอบไปที่บ้านของเด็กหญิงทั้ง 3 คน จากนั้นแอบปีนขึ้นไปบนปล่องไฟ พร้อมกับหย่อนเหรียญทองจำนวน 3 เหรียญ ลงไปในปล่องไฟ บังเอิญถุงเงินหล่นไปทางถุงเท้าที่เด็กหญิงแขวนตากไว้ข้างเตาผิงพอดี กระทั่งรุ่งเช้า เมื่อเด็กหญิงทั้ง 3 ตื่นขึ้นมา ก็พบว่ามีเหรียญทองในถุงเท้า ทำให้พวกเธอดีใจมาก

“ต้นคริสต์มาส” อีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่ขาดไม่ได้ของเทศกาลนี้

“ต้นคริสต์มาส” ถือเป็นอีกหนึ่งอย่างที่ขาดไม่ได้สำหรับเทศกาลนี้ ต้นคริสต์มาสเป็นต้นสนที่นำมาประดับตกแต่งด้วยแอปเปิ้ลและขนมปัง เพื่อเป็นการระลึกถึงศีลมหาสนิท จากนั้นได้เริ่มมีการเพิ่มสีสันโดยการประดับด้วยดวงไฟหลากสีสันเพื่อความสวยงามขึ้น

ย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 8 เมื่อเซนต์บอนิเฟส มิชชันนารีชาวอังกฤษ เดินทางไปประกาศเรื่องพระเจ้าในเยอรมนี ได้ช่วยเด็กที่กำลังจะถูกฆ่าเป็นเครื่องสังเวยบูชาที่ใต้ต้นโอ๊ก โดยเมื่อโค่นต้นโอ๊กทิ้งก็ได้พบต้นสนเล็ก ๆ ต้นหนึ่งขึ้นอยู่ที่โคนต้นโอ๊ก ท่านจึงได้ขุดให้คนที่ร่วมพิธีกรรมเหล่านั้น เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของชีวิต และตั้งชื่อว่า “ต้นกุมารพระคริสต์” กระทั่งต่อมา “มาร์ติน ลูเธอร์” ผู้นำคริสตจักรชาวเยอรมัน ตัดต้นสนไปตั้งในบ้านในเดือนธันวาคม ค.ศ.1540 หลังจากนั้นในศตวรรษที่ 19 ต้นคริสต์มาสจึงเริ่มแพร่ไปสู่ประเทศอังกฤษและทั่วโลก

ในสมัยโบราณนั้น “ต้นคริสต์มาส” หมายถึง ต้นไม้ในสวนสวรรค์ ซึ่งอาดัมและเอวาไปหยิบผลไม้มากินและทำบาป ไม่เชื่อฟังพระเจ้า โดยตามพระคัมภีร์นั้นได้เปรียบพระเยซูเจ้าเสมือนเป็นต้นไม้แห่งชีวิต เป็นต้นไม้ที่เขียวเสมอในทุกฤดูกาล สื่อถึงนิรันดรภาพของพระเยซูเจ้า อีกทั้งความสว่างของพระองค์ยังเหมือนแสงเทียนที่ส่องสว่างในความมืด รวมถึงความชื่นชมยินดี และความสามัคคี ที่พระเยซูประทานให้ เพราะต้นไม้นั้นเป็นจุดศูนย์รวมของครอบครัวในเทศกาลคริสต์มาสเลยก็ว่าได้

 

และในปีนี้ก็ถือเป็นอีกหนึ่งปีที่วันคริสต์มาสเวียนมาบรรจบอีกหนึ่งปี ประชาชนในหลายประเทศ รวมไปถึงประเทศไทยบ้านเราเองก็มีการเฉลิมฉลองในคืนเทศกาลดังกล่าวกันอย่างคึกคัก มีการจัดกิจกรรมปาร์ตี้สังสรรค์กันอย่างสนุกสนาน ยังไงก็ขออวยพรให้มีความสุขในวันคริสต์มาสปีนี้ด้วยนะครับ และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


โซเชียลมีเดีย-ทำให้คนซึมเศร้า_web.jpg

งานวิจัยเผยการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต ทำให้คนเกิดภาวะความซึมเศร้า

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวจากวารสาร Journal of Social and Clinical Psychology ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2561 ได้เผยแพร่งานวิจัยของทีมนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย เกี่ยวกับการใช้สื่อสังคมออนไลน์ อย่างเฟซบุ๊ก , อินสตาแกรม และ สแนปแชต โดยศึกษาเกี่ยวกับการใช้โซเชียลมีเดียดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของมนุษย์หรือไม่ อย่างไร

การวิจัยในครั้งนี้ มีกลุ่มตัวอย่างจำนวน 143 คน ผ่านการตอบเเบบสำรวจทางอารมณ์เเละส่งภาพถ่ายหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่แสดงระยะเวลาของการใช้งานโทรศัพท์มือถือเพื่อเปิดใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ โดยการวิจัยได้แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกสามารถใช้สื่อสังคมออนไลน์ได้ตามปกติโดยไม่ต้องปรับพฤติกรรม ส่วนอีกหนึ่งกลุ่มควบคุมใช้สื่อสังคมออนไลน์ได้เพียงวันละ 10 นาทีต่อสื่อเเต่ละอย่าง การควบคุมระยะเวลาในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์นี้นานเป็นเวลา 3 สัปดาห์ติดต่อกัน และผู้เข้าร่วมการศึกษากลุ่มควบคุมได้รับการทดสอบผลการวิจัย โดยวัดดูความรู้สึกต่าง ๆ อาทิ ความกลัวว่าจะพลาดอะไรไป หรือ FOMO ความวิตกกังวล ความซึมเศร้า และความเหงา ซึ่งผลการวิจัยนี้ชี้ถึงความเกี่ยวข้องอย่างชัดเจนระหว่างการใช้สื่อสังคมออนไลน์เเละการเพิ่มขึ้นของระดับความซึมเศร้า และความเหงา

จากผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่มีการใช้สื่อโซเชียลมีเดียน้อยกว่าปกติที่เคยใช้ ทำให้ความซึมเศร้าเเละความเหงาลดลงอย่างชัดเจน ส่งผลดีต่อจิตใจจากการใช้สื่อโซเชียลมีเดียน้อยลง เห็นได้ชัดเจนมากในคนที่ซึมเศร้ามากกว่าคนอื่นตอนที่เริ่มต้นการวิจัย ทำให้เกิดคำถามว่า อะไรทำให้สื่อโซเชียลมีเดียส่งผลให้ผู้ใช้เกิดภาวะความซึมเศร้าขึ้น

ทั้งนี้ ปัจจัยหลัก 2 อย่างด้วยกัน คือ (1.) สื่อสังคมออนไลน์สร้างความรู้สึกเปรียบเทียบกับตนเองในทางลบ เช่น คนรู้สึกว่าเมื่อดูรูปภาพเเละอ่านโพสต์ของคนอื่นเเล้ว คนอื่นน่าสนใจกว่าตนเอง ทำให้ตนรู้สึกว่าไม่มีโอกาสเเบบนั้น ทำให้เกิดความน้อยใจในชีวิต และ (2.) การใช้เวลาไปโดยเสียเปล่า เพราะทุกนาทีที่ใช้ไปกับสื่อโซเชียลมีเดีย ทำให้ผู้ใช้ไม่ได้ทำงานอย่างที่ควรทำ หรือพลาดโอกาสในการไปทำกิจกรรมสังสรรค์ต่าง ๆ ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นความรู้สึกดีต่อตนเองและรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า

อย่างไรก็ตาม ในอนาคตทีมงานเตรียมเริ่มต้นการศึกษาวิจัย ที่วัดดูผลกระทบทางจิตใจจากการใช้แอพลิเคชั่นต่าง ๆ ที่ใช้ในการหาคู่อีกด้วย และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 


อายุขึ้นเลข-3-แต่ยังอยู่บนคาน-นักวิชาการยันไม่ใช่เรื่องแปลก_web.jpg

นักวิชาการเผยการที่มนุษย์พออายุขึ้นเลข 3 แต่ยังไม่มีแฟน ยังไม่แต่งงาน ยังอยู่บนคาน ไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป เนื่องจากปัจจัยหลาย ๆ อย่าง ทำให้ฐานคิดของการมีความรักและการมีชีวิตคู่เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง

พออายุขึ้นเลข 3 ความเป็นวัยรุ่นเริ่มหายไป ความแก่เริ่มค่อย ๆ คืบคลานเข้ามา ช่วงอายุนี้ส่วนใหญ่หลายคนอาจจะมีอะไรเข้ามาในชีวิตแล้ว ทั้งหน้าที่การงาน การเงิน การศึกษาที่สูงขึ้น รวมไปถึงคนรัก แต่บางคนก็ยังขาดบางสิ่งบางอย่างไป โดยเฉพาะ “คนรัก” หลายคนเริ่มแต่งานกันในช่วงอายุประมาณ 23-28 ปี บางคนอายุเข้าเลข 3 แล้ว ก็ยังไม่ได้แต่งงานสักที โชคร้ายไปกว่านั้นคือยังไม่มีคนรู้ใจเลย ยังไม่มีใครมาจีบแม้แต่นิดเดียว

บางส่วนรู้สึกผิดอย่างมหัน ที่อายุเข้าเลข 3 แล้ว แต่ก็ยังไม่มีคู่ครองสักที ในขณะที่บางคนแต่งงานจนมีเบบี๋ตัวน้อยกันไปแล้ว ภาวะแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่คุณอาจจะอยู่ในภาวะ Waithood หรือ ปรากฏการณ์การรอ อาจจะมีผลมาจากสภาวะเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป

วันนี้ ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอนำเสนอบทความของ ไดแอน ซิงเกอร์แมน นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยอเมริกัน กรุงวอชิงตันดีซี ซึ่งอธิบายปรากฏการณ์นี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า ปรากฎการณ์ดังกล่าวไม่เรื่องแปลก เพราะปรากฎการณ์นี้คือการที่ความคิดเรื่องการงาน ความสำเร็จ หรือปัจจัยอื่น ๆ ที่เข้ามาในวัฒนธรรมโลก ทำให้ฐานคิดของการมีความรักและการมีชีวิตคู่เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง โดยได้ศึกษากลุ่มวัยรุ่นชาวตะวันออกกลาง ผลการศึกษาพบว่า ภาวะดังกล่าวเกี่ยวข้องกับเพศสภาวะและเศรษฐกิจ อธิบายคือ การแต่งงานเป็นเรื่องที่แพงเกินไป แต่จะมีบุตรเลยก่อนแต่งงานสังคมก็จะไม่ยอมรับ ฉะนั้น จึงตัดสินใจชะลอการแต่งงานออกไปก่อน

นอกจากนี้ การที่มีอัตราว่างงานสูงและค่าแรงต่ำ ส่งผลให้ผู้ชายส่วนใหญ่ไม่กล้ามีความสัมพันธ์ ประเทศที่สังคมคาดหวังให้ฝ่ายชายจ่ายค่าสินสอดและลงทุนสร้างครอบครัวจะเป็นหนักหน่อย ขณะที่ประเทศที่การแต่งงานไม่ต้องลงทุนอะไรมากมายอย่างกรีซ สเปน และฝรั่งเศส ก็มีปัญหาจากการนิยามความเป็นผู้ใหญ่ของสังคม เช่น ถ้าไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง ก็จะไม่กล้าแต่งงาน

สำหรับภาวะปรากฏการณ์การรอนั้น มีงานวิจัยหลายชิ้นศึกษาว่า เพราะอะไรคนเราถึงแต่งงานกันช้าลง ขณะเดียวกัน ผู้หญิงได้รับแรงกดดันมากว่าผู้ชาย เนื่องจากผู้ชายสามารถเป็นพ่อในอายุเท่าไหร่ก็ได้ แต่สำหรับผู้หญิงนั้น เมื่อเวลาล่วงเลยไป ก็จะเป็นแม่ได้ยากขึ้น ยากต่อการมีบุตรในช่วงอายุมาก ๆ นอกจากนี้ปัญหาการหาคู่ครองอีกปัญหาหนึ่งมาจากแนวคิด “ความเป็นชายแบบเก่า” ที่ต้องสามารถหาเลี้ยงครอบครัวได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ผู้หญิงควรแต่งงานกับผู้ชายที่ประสบความสำเร็จมากกว่าตัวเอง

นอกจากนี้ การใช้แอปพลิเคชันหาคู่อาจเป็นทางเลือกหนึ่งในการแก้ไขปัญหา แต่ปัญหาดังกล่าวจะแก้ไขได้อย่างยั่งยืนด้วยการเปลี่ยนความคิดเรื่องบทบาททางเพศ นักวิชาการมองว่า หากสังคมยอมรับว่าผู้หญิงสามารถเป็นเสาหลักของครอบครัวได้ ผู้หญิงโสดหลาย ๆ คนก็ไม่จำเป็นต้องมองหาผู้ชายอายุรุ่นราวคราวเดียวกันอีกต่อไป ผู้หญิงอาจแต่งงานกับชายอายุน้อยกว่าหรือประสบความสำเร็จน้อยกว่าได้โดยไม่ต้องอายใคร

สุดท้าย ภาวะปรากฏการณ์การรอก็อาจไม่ใช่ปัญหาของการหาคู่ครองหรือการแต่งงานช้าก็อาจไม่ใช่ปัญหาได้ด้วยการให้การยอมรับความสัมพันธ์แบบอื่น เช่น การอยู่ร่วมกันเฉย ๆ โดยไม่ต้องเดินตามกรอบของสังคมที่ต้องแต่งงานแล้วจึงมีลูกได้ หรือการที่สังคมเปลี่ยนมายอมรับให้มีพ่อเลี้ยงแม่เลี้ยงเดี่ยวได้ ก็จะทำให้สังคมยังคงมีเด็กเกิดสม่ำเสมอโดยไม่ต้องสนใจปัญหาการแต่งงาน

ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต


ร้านเหล้า-แลนด์มาร์คสุดฮิต-จุดนัดพบของเหล่ามนุษย์สายปาร์ตี้_web.jpg

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ “ร้านเหล้า” จุดนัดพบของนักปาร์ตี้ในโอกาสต่าง ๆ ตอนนี้กลายเป็นความนิยมของคนรุ่นใหม่ที่ชอบนัดหมายกันที่ “ร้านเหล้า” เพื่อสังสรรค์กันอย่างสนุกสนาน มีเหล้าและเบียร์เป็นกลับแกล้มชั้นดีที่ช่วยเพิ่มสีสันให้ปาร์ตี้นั้น ๆ

ทุกคืนวันศุกร์ คืนวันเสาร์ และคืนก่อนวันหยุดนักขัตฤกษ์ หลายคน โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่ย วัยทำงาน วัยผู้ใหญ่ คงเลือก “ร้านเหล้า” เป็นสถานที่แรก ๆ ในการนัดสังสรรค์ปาร์ตี้ เนื่องในโอกาสต่าง ๆ ไม่เพียงแค่ฉลองวันเกิด วันรับปริญญา ปาร์ตี้ปิดภาคเรียน เลี้ยงสังสรรค์ เลี้ยงส่ง ฯลฯ ด้วยความที่ว่าร้านเหล้าเป็นสถานที่ที่เปิดช่วงกลางคืนหลังเลิกงาน และปิดช่วงดึก ๆ ประมาณตี 2 ประกอบกับบางร้านมีวงดนตรีมาเล่นดนตรีให้ความบันเทิงเริงใจกับลูกค้าผู้มาใช้บริการ

มนต์เสน่ห์ของ “ร้านเหล้า” ไม่ว่าจะเป็นร้านนั่งชิลล์หรือผับ นอกจากจะมีสุรา เบียร์ ลานเบียร์ เป็นไฮไลท์หลัก ๆ ที่ทุกร้านเหล้าต้องมีจำหน่าย เพราะเหล่านักเที่ยวสายปาร์ตี้ทั้งหลายที่มีการนัดปาร์ตี้กัน จะต้องสั่งเหล้าสั่งเบียร์เป็นเมนูอันดับต้น ๆ เลย ต่อมา ดนตรีภายในร้าน เปิดเพลงสนุก ๆ หรือมีวงดนตรีมาเล่นดนตรีสด เป็นการสร้างบรรยากาศความสนุกสนานให้กับในร้าน ขณะเดียวกัน อาหาร ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่สายปาร์ตี้จะสั่งมารับประทานร่วมกัน โดยอาหารยอดฮิตของสายปาร์ตี้ร้านเหล้าคงหนีไม่พ้น หมูมะนาว , กุ้งแช่น้ำปลา , ลาบทอด , ปีกไก่ทอด , เฟรนซ์ฟราย , ฯลฯ ทำให้บรรยากาศการปาร์ตี้สังสรรค์ของหมู่เพื่อนเป็นไปด้วยความสนุกสนาน นั่งสังสรรค์ได้ยาวถึงยันดึก ๆ ช่วงร้านปิด ผิดกับร้านอาหารที่อยู่ภายในห้างสรรพสินค้า หรือพื้นที่ต่าง ๆ ที่สัก 2 ทุ่ม 4 ทุ่มก็ปิดให้บริการกันแล้ว

 

ปัจจุบัน ร้านปาร์ตี้ส่วนใหญ่ก็เปิดเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ มีทั้งร้านเล็กและร้านใหญ่ บางร้านเปิดในรูปแบบของร้านอาหารบาร์แอนด์เรสเตอรองค์ก็มี เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่มอายุที่มาใช้บริการ แต่ถ้าเป็นจำพวกร้านเหล้า ร้านนั่งชิลล์ หรือผับ ลูกค้าส่วนใหญ่จะอยู่ในวัยนิสิต นักศึกษา คนทำงาน เพราะร้านจำพวกนี้ลูกค้าจะต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไป พร้อมต้องพกบัตรประชาชนมาด้วย ถึงจะเข้าไปใช้บริการได้ เนื่องจากความเข้มงวดของทางตำรวจที่สั่งคุมเข้มเรื่องเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปีเข้ามาใช้บริการนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม การนัดหมายปาร์ตี้กันที่ร้านเหล้า กลายเป็นความนิยมของคนรุ่นใหม่ ที่สามารถนัดหมายปาร์ตี้สังสรรค์กันได้อย่างสนุกสนาน มีเหล้าและเบียร์เป็นกลับแกล้มชั้นดีที่ช่วยให้ปาร์ตี้มีสีสัน สุดท้าย ฝากถึงสายปาร์ตี้ทั้งหลายนอกจากจะสนุกสนานกับการปาร์ตี้แล้ว ก็อย่าดื่มจนขาดสติ เดี๋ยวจะเดือดร้อนเพื่อน ๆ ที่มาด้วยกันที่จะต้องแบกกลับไปส่งที่บ้าน และเมื่อคิดว่าวันนี้จะสังสรรค์และมีดื่มก็อย่าขับรถไป จำไว้เลยว่า “เมาไม่ขับ” สังสรรค์ปาร์ตี้อย่างสนุกสนานและมีสติ เป็นสิ่งที่ดีที่สุด และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


ร้านสะดวกซื้อ-กับบริการล้ำสมัย-ตอบรับยุค-4.0_web.jpg

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ “ร้านสะดวกซื้อ” ไม่ได้มีเพียงแค่จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค หรือจัดโปรโมชั่นลดแลกแจกแถมเท่านั้น แต่ตลอดปี 2018 “ร้านสะดวกซื้อ” ผุดบริการใหม่ ๆ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้ามากมายให้มาใช้บริการ

เรียกได้ว่าเหนือกว่าร้านขายของชำ ร้านโชห่วยแล้ว ก็ยังมีร้านสะดวกซื้อที่มีพร้อมทุกสิ่งทุกอย่างเอาใจลูกค้าผู้มาใช้บริการ แบบว่าให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด ไม่เพียงแค่จำหน่ายสินค้าอุปโภคและบริโภคภายในร้านสะดวกซื้อเท่านั้น แต่ยังมีบริการอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น เคาวเตอร์เซอร์วิส ที่บริการรับชำระค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าสาธารณูปโภคต่าง ๆ สะดวกลูกค้าผู้มาใช้บริการ , บริการอาหารและเครื่องดื่มของเซเว่น สำหรับคนที่ต้องออกไปทำงานหรือไปเรียนหนังสือ แล้วต้องการอาหารเร่งด่วน ที่นี่ก็มีจำหน่าย ฯลฯ

ร้านสะดวกซื้อเกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2470 โดยบริษัท เซาท์แลนด์ ไอซ์ จำกัด (เซาท์แลนด์ คอร์ปอเรชั่น) เริ่มต้นกิจการผลิตและจัดจำหน่ายน้ำแข็งที่เมืองดัลลัส รัฐเทกซัส สหรัฐฯ ในปีเดียวกัน ทางบริษัทฯ ได้นำสินค้าอุปโภคบริโภคต่าง ๆ มาจำหน่าย เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้า จึงเปลี่ยนชื่อเป็น Tote’m Store ในระยะแรกเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 07.00-23.00 น. ของทุกวัน กระทั่งมีการเปิดตลอด 24 ชั่วโมง ในปัจจุบัน ร้านสะดวกซื้อชื่อดังอย่าง “เซเว่นอีเลฟเว่น” ในประเทศไทย มีจำนวนประมาณ 8,000 สาขา เฉพาะในกรุงเทพฯ มีมากกว่า 500 สาขา นอกจากนี้ ยังมีร้านสะดวกซื้อเจ้าอื่น ๆ อย่าง แฟมิลี่ มาร์ค , ลอว์สัน , ท็อปส์ซุปเปอร์มาร์เก็ต , เทสโก้โลตัส เอ็กเพรส , เฟรซมาร์ค , 108 Shop ฯลฯ

ณ วันนี้ ตลอดปี 2018 ร้านสะดวกซื้อไม่ได้มีเพียงแค่บริการลดแลกแจกแถมเท่านั้น ยังมีบริการใหม่ ๆ ตอบโจทย์ลูกค้ามากมาย

 

ร้านสะดวกซื้อ-กับบริการล้ำสมัย-ตอบรับยุค-4_FB

 

ทั้งนี้ Kantar Worldpanel (Thailand) บริษัทวิจัยพฤติกรรมการจับจ่ายของผู้บริโภคในกลุ่มสินค้า FMCG ได้สรุป 3 ปัจจัยสำคัญในการเติบโตของร้านสะดวกซื้อในประเทศไทย ได้แก่ (1.) การเปลี่ยนแปลงด้านประชากรศาสตร์ : โครงสร้างของประชากร และครอบครัวมีการเปลี่ยนไป ส่งผลต่อพฤติกรรมก็คือ ผู้บริโภคจะซื้อแต่ของที่จำเป็น และซื้อเมื่อต้องการเท่านั้น , (2.) ร้านสะดวกซื้อจะกลายเป็น Community Hub ในชุมชน : ร้านสะดวกซื้อจะต้องไม่ใช่แค่ร้านขายของใกล้บ้าน ที่มีแค่ความสะดวกสบายอย่างเดียว แต่ต้องยกระดับเป็นร้านสะดวกซื้อที่มีบริการใหม่ๆ ทำให้ชีวิตผู้บริโภคง่ายขึ้น และขยายร้านเข้าสู่พื้นที่ชุมชมมากขึ้นเช่นกัน และ (3.) แหล่งผนึกออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน : ให้ร้านสะดวกซื้อกลายเป็นพื้นที่กลางระหว่างร้านค้าออนไลน์กับผู้บริโภค จึงได้เห็นบริการ Click & Collect มากขึ้น สั่งซื้อของช่องทางออนไลน์ แล้วผู้ขายจะร่วมมือกับร้านสะดวกซื้อในการรับสินค้าที่ร้าน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้า

อย่างไรก็ตาม ในอนาคตร้านสะดวกซื้อทั้งหลายอาจจะผุดการให้บริการอื่น ๆ เพิ่มเติม เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าผู้มาใช้บริการ นอกจากนี้ ร้านสะดวกซื้อแต่ละเจ้าอาจจะต้องคิดหนักในการวางแผนแข่งขันกับร้านสะดวกซื้อคู่แข่ง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคและดึงลูกค้าให้มาใช้บริการให้ได้มากที่สุด และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


ผู้ชายร้องไห้-ไม่ได้แปลว่าอ่อนแอ-แต่เป็นผู้ชายมีเสน่ห์_web.jpg

ผลการวิจัยเผย “ผู้ชายร้องไห้” ไม่ได้ถูกประเมินว่าอ่อนแอเสมอไป แต่มองว่าผู้ชายเหล่านี้จะมีเสน่ห์ มีความน่ารัก เพราะผู้ชายก็เป็นเพศที่มีความรู้สึก ความอ่อนไหวเหมือนเช่นผู้หญิง

อยู่ดี ๆ ก็อยากร้องไห้” ไม่แปลกที่ใครก็เคยร้องไห้ ไม่ใช่เรื่อยน่าอับอาย เพราะการร้องไห้ไม่ได้หมายความว่าเราต้องอ่อนแอเสมอไป ทุกคนล้วนต้องเคยร้องไห้กันทั้งหมด ตั้งแต่เกิดออกมาก็ร้องไห้แล้ว การร้องไห้ไม่ใช่มีเพียงแค่เรื่องไม่ดีเท่านั้น บางทีเรื่องราวดี ๆ อาจทำให้เราตื้นตันใจจนถึงขั้นกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ก็มี

“ลูกผู้ชาย ต้องไม่ร้องไห้” วลีนี้เป็นวลีเด็ดสุดฮิตที่ผู้ใหญ่หลาย ๆ คนมักจะปลอบใจผู้ชายทั้งหลายที่มักเสียน้ำตาอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะวัยเด็กที่เวลาถูกทำโทษ ถูกเพื่อนแกล้ง ก็มักจะต้องเสียน้ำตา เพราะในมุมของผู้ใหญ่สมัยก่อนเข้าใจว่า ผู้ชายคือช้างเท้าหน้า เป็นมีความผู้นำ ฉะนั้นต้องไม่แสดงความอ่อนแอออกมา เพราะการร้องไห้เป็นเครื่องหมายแสดงออกถึงความอ่อนแอของผู้หญิง ซึ่งผู้ชาย 3 ใน 4 อาจจะรู้สึกไม่อยากฟังคำพูดข้างต้นนี้สักเท่าไหร่นัก เพราะด้วยความที่คนทุกเพศทุกวัยล้วนมีความเท่าเทียมกัน ถ้าผู้หญิงร้องไห้ได้ ทำไมผู้ชายถึงร้องไห้ไม่ได้ , ผู้ชายต้องเป็นคนเข้มแข็ง แล้วผู้หญิงต้องเป็นคนอ่อนแอเสมอไปเชียวเหรอ ปัจจุบัน โลกสมัยนี้เปลี่ยนไป ไม่มีเส้นแบ่งของความเป็นเพศชายและหญิงแล้ว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ผลการวิจัยดังกล่าว ระบุว่า ผู้ชายมักจะเสียน้ำตาในบางโอกาสที่เหมาะสม อย่างเช่น การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก , อกหัก , การตายของสัตว์เลี้ยง , การร่ำลา , ฯลฯ หรือในบางโอกาสที่มีความซาบซึ้ง สังคมจะมองว่าผู้ชายเหล่านี้จะมีเสน่ห์ มีความน่ารัก และไม่ได้ถูกประเมินว่าอ่อนแอเสมอไป ผิดกับผู้ชายที่ไม่เสียน้ำตาให้กับเหตุการณ์ใด ๆ ทั้งสิ้น จะถูกมองว่าหยาบกระด้าง สรุปว่าผู้ชายที่เสียน้ำตาให้กับบางเหตุการณ์ สังคมจะมองว่าดีงาม นอกจากนี้ ผลการวิจัยพบว่า การร้องไห้สามารถลดความรู้สึกเจ็บปวดร่างกายและจิตใจได้จริง และยังเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้เราสงบเย็นลงในเวลาอันรวดเร็ว หลังจากที่ผ่านเรื่องราวเลวร้ายอีกด้วย

ฉะนั้น การร้องไห้ของผู้ชาย ไม่ได้หมายความถึงเพียงแค่อ่อนแอเสมอไป แต่เป็นยาระบายที่ช่วยเยียวยาความรู้สึกได้ การเสียน้ำตาจึงเป็นเรื่องเฉพาะบุคคลอย่างแท้จริง อาจจะเป็นเรื่องเศร้าหรือเรื่องยินดีก็ได้ ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ผู้ชายก็มีน้ำตาได้ เพราะผู้ชายก็มีความรู้สึก ความอ่อนไหวเหมือนเช่นผู้หญิง จะให้เข้มแข็งกลั้นน้ำตากับเรื่องราวต่าง ๆ ไปทั้งหมดมันก็คงจะไม่ดีกับตัวเรา ระบายออกมาบ้าง เพื่อให้จิตใจเราสบายมากขึ้น

ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก เว็บไซต์ www.sciencealert.com


10-เรื่องจริงของ-ถุงพลาสติก-ต้นกำเนิดที่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม_web.jpg

เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจาก “ถุงพลาสติก” ประชาชนบางส่วนอาจจะยังไม่ทราบว่า “ถุงพลาสติก” เป็นต้นกำเนิดของมลพิษและส่งผลเสียต่อสภาพแวดล้อมของโลก “กินอยู่เป็น” จึงได้รวบรวม 10 เรื่องจริงของ “ถุงพลาสติก” ที่เป็นต้นกำเนิดแห่งมลพิษของสิ่งแวดล้อม

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ “ถุงพลาสติก” หนึ่งสิ่งที่มีตามร้านค้า ร้านขายของชำ รวมไปถึงห้างสรรพสินค้า อำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าผู้ที่มาใช้บริการ ในการหิ้วสินค้าจำนวนมาก ๆ กลับบ้าน ข้อดีของถุงพลาสติก คือ สามารถพับเก็บและพกพาไปได้ หยิบขึ้นมาใช้ในยามจำเป็นได้ทุกเมื่อ แต่จะรู้หรือไม่ ในทางกลับกัน “ถุงพลาสติก” เป็นตัวการสำคัญในการทำลายสิ่งแวดล้อม เพราะกว่าจะย่อยสลายได้ต้องใช้เวลานานหลายร้อยปี และยิ่งหากนำถุงพลาสติกมาเผาไฟ ก๊าซพิษที่เผาไหม้จะสะสมและทำลายในชั้นบรรยากาศ ทำให้รังสียูวีไม่สามารถสะท้อนกลับได้ จึงทำให้เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนขึ้น

จากข้อมูลพบว่า ประเทศไทยติดหนึ่งในประเทศที่ปล่อยขยะพลาสติกลงสู่ทะเล หนึ่งในนั้นคือถุงพลาสติกใส่สินค้าที่คนทั่วไปนิยมใช้เป็นจำนวนมาก เมื่อถุงพลาสติกดังกล่าวถูกทิ้งลงไปในแม่น้ำ กระทั่งไหลผ่านลงสู่ท้องทะเล ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในท้องทะเลรวมไปถึงสิ่งแวดล้อมในระยะยาวอย่างมาก เนื่องจากถุงพลาสติก 1 ใบ ใช้เวลาในการย่อยสลายนานถึง 450 ปี

ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจาก “ถุงพลาสติก” ประชาชนบางส่วนอาจจะยังไม่ทราบเรื่องจริงของ “ถุงพลาสติก” ที่เป็นต้นกำเนิดของมลพิษและส่งผลเสียต่อสภาพแวดล้อมของโลก กินอยู่เป็น 360 องศา แห่งการใช้ชีวิต จึงได้รวบรวม 10 เรื่องจริงของ “ถุงพลาสติก” ที่เป็นต้นกำเนิดแห่งมลพิษของสิ่งแวดล้อม

1. ถุงพลาสติกเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่มีน้ำหนักเบา พับเก็บได้ พกพาได้ง่าย พัฒนาและขยายผลมาจาก “เซลลูลอยด์” ที่สังเคราะห์ขึ้นจากความต้องการหาวัสดุทดแทนงาช้าง ในการผลิตลูกบิลเลียดในช่วงปี 1868

2. ถุงพลาสติกเป็นหนึ่งในของใช้ยอดนิยมของคนทั่วโลก ปัจจุบันมียอดการใช้งานถุงพลาสติกจำนวน 5 แสนล้าน – 1 ล้านล้านใบต่อปี เฉลี่ยทุก ๆ 1 นาที มีการใช้ถุงหิ้วอย่างน้อย 1 ล้านใบ

3. ถุงพลาสติกจำนวน 5 แสนล้านใบ ต้องใช้พลังงานการผลิตจากน้ำมันจำนวน 9,000 ล้านลิตร

4. ถุงพลาสติกเป็นของใช้ที่มีอายุการใช้งานสั้น จะแปรสภาพเป็นขยะทันทีหลังจากการใช้งานหรือเกิดการชำรุด ซึ่งใช้เวลาในการย่อยสลายนานถึงกว่า 450 ปี

5. ถุงพลาสติกประเภทหูหิ้ว แม้จะเป็นชนิดที่นำไปรีไซเคิลได้ แต่ปัจจุบันมีการนำกลับไปรีไซเคิลน้อยมาก จากการสำรวจพบว่าทุกตารางกิโลเมตรทั่วโลกจะมีขยะพลาสติกราว 46,000 ชิ้น

6. ทุก ๆ ปี ประชาชนทั่วโลกจับจ่ายซื้อของโดยใช้ถุงพลาสติก 10,000 ล้านใบต่อปี ซึ่งจะต้องใช้เวลาย่อยสลายนานกว่า 1,000 ปี

7. ถุงพลาสติก 1.6 ล้านใบ นำไปเรียงเป็นเส้นรอบวงโลกได้ 1 รอบ

8. ทุก ๆ 1 ตารางไมล์ จะพบถุงพลาสติก 46,000 ใบ ลอยในมหาสมุทร ส่งผลให้แต่ละปีมีนกทะเลตาย 1 ล้านตัว และสัตว์ทะเลอื่น ๆ จำนวน 100,000 ตัว และปลาอีกจำนวนนับไม่ถ้วน

9. แต่ละปีจะมีเต่าทะเลและสัตว์น้ำจำนวนมากต้องตายจากการกินพลาสติก โดยเฉพาะถุงพลาสติก เนื่องจากมันคิดว่าเป็นอาหาร

10. ถุงพลาสติกที่คนไทยใช้งานกันตลอด 1 ปีนั้น หากเอามาต่อ ๆ กัน จะได้เป็นระยะทางเท่ากับการเดินทางไป-กลับ ดวงจันทร์ ถึง 7 รอบเลยทีเดียว

แล้วเราจะลดการใช้ “ถุงพลาสติก” ได้อย่างไร วิธีการง่าย ๆ เพียงแค่นำ “ถุงผ้า” หรือ “ตะกร้า” ไปใส่ของแทน ตอนซื้อของก็บอกกับคนขายว่า “ไม่ต้องถุงนะครับ/คะ” , “ใช้ถุงกระดาษ” บางร้านค้าใช้ถุงในรูปแบบของกระดาษแทนถุงที่เป็นพลาสติก เนื่องจากถุงพลาสติกย่อยสลายยาก และ “ใช้ถุงพลาสติกแบบย่อยสลายได้” ถุงประเภทนี้จะผสมสารย่อยสลายที่แทรกตัวอยู่ในโมเลกุลของเม็ดพลาสติก สารย่อยสลายดังกล่าวเมื่อเจอกับแสดงแดดก็จะทำปฏิกิริยากับเม็ดพลาสติกให้โมเลกุลแตกสลาย ใช้เวลาประมาณ 1 ปีในการย่อยสลาย

อย่างไรก็ตาม หลายภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชนต่างให้ความสำคัญและมีการรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงผลเสียของการใช้ถุงพลาสติก จะว่าไปปัญหาจากขยะพลาสติกสามารถแก้ปัญหาได้ เริ่มต้นที่ตัวเราเองในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลดการใช้ถุงพลาสติก แค่นี้ก็สามารถเพิ่มความน่าอยู่ของโลกใบนี้ได้อย่างมาก สุดท้ายแล้วสิ่งแวดล้อมบนโลกของเราจะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นหรือแย่ลงขึ้นตัวที่เราเอง และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ : เนื้อหาจาก sanook.com


รณรงค์-งดใช้ถุงพลาสติก-เทรนด์ใหม่ปลุกกระแสให้คนรักษ์โลก_web-1.jpg

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวที่หลายหน่วยงานรณรงค์ให้ประชาชน “งดใช้ถุงพลาสติก” แล้วหันมาใช้ถุงผ้าหรือตะกร้าแทน ปลุกกระแสให้คนในสังคมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ทำร้ายโลก ให้กระแสรักษ์โลกกลายเป็นเทรนด์ใหม่ในสังคมไทย

ทุกวันนี้เมื่อต้องเดินทางไปซื้อสิน้คาตามร้านค้า ร้านสะดวกซื้อ หรือแม้กระทั่งห้างสรรพสินค้า ส่วนใหญ่ทางร้านก็จะให้ถุงพลาสติกใส่ของมาด้วย เพื่อความสะดวกสบายของลูกค้าในการหิ้วสินค้าที่ซื้อจากทางร้านนำกลับไปที่บ้าน จากความสะดวกสบายของลูกค้าจนทำให้หลายคนลืมมองไปว่า “ถุงพลาสติก” มีผลทำให้เกิดภาวะโลกร้อน เนื่องจากถุงพลาสติก 1 ใบ ต้องใช้เวลาย่อยสลายนานถึง 450 ปี หากนำถุงพลาสติกไปเผา ก็จะทำให้เกิดสารประกอบไฮโดรคาร์บอน มีผลทำให้เกิดมลภาวะทำให้โลกร้อนอีกด้วย

จากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษระบุว่า ประเทศไทยมีการผลิตพลาสติกประมาณ 8.5 ล้านตันต่อปี ซึ่งในช่วง 2 ปีหลัง มีมากถึง 1-2 แสนตันต่อปี ทั้งนี้พลาสติกที่ผลิตใช้ในประเทศจะถูกนำมาใช้เป็น บรรจุภัณฑ์ต่างๆ 45% เครื่องใช้ไฟฟ้า 15% งานก่อสร้าง 12% และที่เหลืออื่นๆ จนทำให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีปริมาณขยะพลาสติกและขยะที่ย่อยสลายยากติดอันดับของโลก โดยมีสถิติการใช้ถุงพลาสติกมากถึง 45,000 ล้านใบต่อปี โดยมีโฟมบรรจุอาหาร 6,758 ล้านใบต่อปี แก้วพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวจำนวน 9,750 ล้านใบ

จากปัญหาข้างต้น ทำให้หลายหน่วยงานต่างให้ความสำคัญ จึงพยายามรณรงค์ให้ประชาชนใส่ใจถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ปลุกกระแสให้คนในสังคมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่ทำร้ายโลก ให้กระแสรักษ์โลกกลายเป็นเทรนด์ใหม่ในสังคมไย ด้วยการลดการใช้ถุงพลาสติก หันมาใช้ถุงผ้าหรือตะกร้าแทน เพราะถุงพลาสติกส่วนใหญ่จะใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง แต่ถุงผ้านั้นสามารถนำกลับมาใช้ได้หลายครั้ง จริง ๆ แล้วมีการรณรงค์มานานพอสมควร แต่ยังไม่มีการลงมือปฏิบัติกันอย่างจริงจัง กระทั่งเมื่อช่วง 1-2 ปีที่แล้ว เริ่มมีบางประเทศมีการรณรงค์และฏิบัติกันอย่างจริงจัง อย่างเช่น ที่ประเทศนิวซีแลนด์ ที่ทางการได้มีการประกาศงดใช้ “ถุงพลาสติก” เพื่อลดปัญหามลพิษที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของนิวซีแลนด์ ซึ่งกฏดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ในปีหน้า (ส.ค.2562) โดยร้านค้าภายในนิวซีแลนด์จะต้องยกเลิกการใช้ถุงพลาสติก ซึ่งหากพบว่าร้านค้าใดมีการฝ่าฝืนกฎดังกล่าว จะถูกปรับเป็นเงิน 100,000 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ หรือคิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 2,200,000 บาท (อ่านเพิ่มเติม : นิวซีแลนด์ประกาศงดใช้ “ถุงพลาสติก” ลดปัญหามลพิษทำลายสิ่งแวดล้อม https://www.kinyupen.co/endorphine/5276/ )

เช่นเดียวกับในประเทศไทย ที่นอกจากจะมีการรณรงค์ด้วยการประชาสัมพันธ์หลายหลายรูปแบบแล้ว ก็มีการลงมือปฏิบัติกันอย่างจริงจัง อย่างเช่นที่ ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ที่มีการรณรงค์ในเรื่องของปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยมีการงดการใช้ถุงพลาสติกภายในรั้วมหาวิทยาลัยอย่างจริงจัง ทั้งนี้ เพื่อปลูกฝังให้นักศึกษาและบุคลากรหันมาใส่ใจในเรื่องของสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

นอกจากนี้ ในวันนี้ (4 ธันวาคม) ถือเป็นวันสิ่งแวดล้อมไทย เพื่อกระตุ้นให้คนไทยตระหนักถึงความสำคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยในวันนี้ห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศจะงดให้บริการถุงพลาสติก เพื่อร่วมกันลดปริมาณขยะถุงพลาสติก และรณรงค์ให้ประชาชนพกถุงผ้าหรือตะกร้าเพื่อใส่สินค้าแทน

อย่างไรก็ตาม หากทุกคนทุกฝ่ายร่วมกันใส่ใจ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รณรงค์ บอกต่อคนรอบข้างให้ตระหนักถึงเรื่องนี้ เชื่อว่าในอนาคตปริมาณการใช้ถุงพลาสติกในประเทศไทยจะลดลง แล้วจะเห็นคนไทยพกถุงผ้าหรือตะกร้าเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้หันมารักษ์โลกเริ่มต้นง่าย ๆ จากตัวเรา และบอกต่อ ๆ ไปยังคนรอบข้างรวมไปถึงคนรุ่นใหม่ให้หันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อม และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


เมื่อ-Ai-เข้าใกล้กว่าที่เราคิด_web.jpg

ปัจจุบันนวัตกรรมต่าง ๆ เกิดขึ้นบนโลกนี้อย่างมากมาย หลายคนคงจะเคยได้ยินหรือคุ้นชินกับคำว่า “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ AI ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่จะช่วยอำนวยความสะดวกมนุษย์ จนทำให้บางคนกังกวลว่า AI จะเข้ามาแทนที่หรือแย่งงานของมนุษย์ไปหรือไม่?

ต้องบอกเลยว่าโลกของเรามีการคิดค้นเทคโนโยีและนวัตกรรมต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และอำนวยความสะดวกการดำเนินชีวิตของมนุษย์ให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสบายมากขึ้นกว่าเดิม เมื่อยุคของเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในสังคมมากยิ่งขึ้น ช่วงที่ผ่านมา หลายคนคงจะเคยได้ยินหรือคุ้นชินกับคำว่า AI (Artificial Intelligence) หรือ ปัญญาประดิษฐ์ ตามสื่อต่าง ๆ กันมาบ้างแล้ว แต่บางคนอาจจะยังไม่รู้จักกับความหมายของคำดังกล่าว

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ AI (Artificial Intelligence) หรือ ปัญญาประดิษฐ์ คือ นวัตกรรมการสร้างความฉลาดให้กับสิ่งไม่มีชีวิต ถือเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งของวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่มีแนวคิดในรูปแบบที่เน้นเหตุผลเป็นหลัก มีความสามารถคล้ายมนุษย์หรือเลียนแบบพฤติกรรมมนุษย์ โดยเฉพาะความสามารถในการคิดและเป็นผู้ช่วยในด้านต่าง ๆ เปรียบเสมือนการสร้างหุ่นยนต์ที่ทำงานได้เหมือคน โดยใช้วิทยาการด้านคอมพิวเตอร์และวิศวกรรมเป็นหลัก อาทิเช่น ระบบนำทางรถยนต์ไร้คนขับ, ช่วยผู้อัจฉริยะในสมาร์ทโฟน เป็นต้น

นิยามของ “ปัญญาประดิษฐ์” ได้ถูกกำหนดขึ้นในปี ค.ศ.1956 โดย John McCarthy ได้มีการศึกษาและพัฒนางานด้านปัญญาประดิษฐ์ และได้มีการตั้งเกณฑ์ทดสอบเพื่อที่จะระบุว่า เครื่องจักรกลหรือระบบคอมพิวเตอร์สามารถคิดได้เหมือนมนุษย์ออกมาโดย Alan Turing นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ แต่จนบัดนี้เครื่องจักรกลหรือระบบคอมพิวเตอร์ก็ยังไม่สามารถผ่านเกณฑ์ของ Alan Turing ได้เลย ณ ปัจจุบันระบบปัญญาประดิษฐ์ยังไม่สามารถสร้างคำตอบที่แปลกใหม่หรือคำตอบที่มาจากการคิดค้นขึ้นมาใหม่ของระบบเองได้ เพียงแต่เป็นการลอกเลียนความสามารถของมนุษย์ได้เท่านั้น

ในช่วงที่ผ่านมา มีนวัตกรรมต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ในด้านระบบรักษาความปลอดภัย มีการคิดค้นกล้องวงจรปิดที่สามารถตรวจจับใบหน้าด้วยปัญญาประดิษฐ์ คือสามารถตรวจจับใบหน้าของคนร้ายที่เคยมีประวัติได้โดยอัตโนมัติ เมื่อคนร้ายเดินเข้ามาในสถานที่แห่งนั้น หรือแม้แต่ ด้านการแพทย์ มีการใช้หุ่นยนต์ในการผ่าตัดอวัยวะในส่วนที่มือคนไม่สามารถเข้าถึงได้ อย่างเช่น การพัฒนาระบบ IBM Watson ระบบที่สามารถอ่านบทความวิจัยวิทยาศาสตร์ได้มากถึง 1 ล้านฉบับต่อปี แล้วนำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้แม่นยำมากขึ้น ส่วนในด้านการขนส่งสาธารณะ ระบบ AI ได้ถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการเดินทาง เปรียบเสมือนเป็นผู้ช่วยในเดินทางให้กับมนุษย์ โดยสามารถวิเคราะห์เส้นทางและหลบหลีกสิ่งกีดขวาง รวมไปถึงสามารถพัฒนาไปถึงรถอัจฉริยะที่ไร้คนขับได้อีกด้วย

ในปี 2019 ที่กำลังจะก้าวมาถึงนี้ ไดเมนชั่น ดาต้า ผู้ให้บริการเทคโนโลยีระดับโลก รายงานแนวโน้มเทคโนโลยีปี 2019 โดยระบุว่า ปี 2019 จะมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านดิจิทัลอย่างแน่นอน ในรายงานได้ชี้ถึงพื้นฐานของแนวโน้มอุตสาหกรรมที่จะมากำหนดขอบเขตธุรกิจด้านเทคโนโลยีในปีหน้า โดยเชื่อว่าในปี 2019 จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายในแวดวงเทคโนโลยี ประกอบด้วย AI จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงประสบการณ์ของลูกค้า , องค์กรจะให้ความสำคัญกับความปลอดภัยระบบออนไลน์ , แอปพลิเคชั่นต่าง ๆ จะฉลาดมากขึ้นและปรับแต่งได้ , โครงสร้างพื้นฐานจะเป็นสิ่งที่ผู้ใช้สามารถจัดการได้ในปลายทาง , ข้อมูลจะกลายเป็นศูนย์กลางของทุก ๆ อย่าง รวมไปถึงการบริการต่าง ๆ อีกด้วย ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าจะมีการขยายตัวของบริษัทด้านเทคโนโลยีอย่างล้นหลามในอนาคต

และเมื่อ AI หรือ “ปัญญาประดิษฐ์” ได้รับความนิยมมากขึ้น ทั้งการเป็นตัวช่วยอำนวยความสะดวกแก่มนุษย์ในด้านต่าง ๆ จนทำให้มนุษย์หลายคนเริ่มกังวลกันว่า ในอนาคต AI จะเข้ามามีบทบาทและเข้ามาแทนที่มนุษย์ จะเป็นการแย่งงานของมนุษย์ไปหรือไม่ ซึ่ง McKinsey & Company บริษัทรับให้คำปรึกษาด้านการจัดการภายในองค์กรชื่อดัง ระบุว่า จะเข้ามาทำงานแทนที่มนุษย์มากถึง 800 ล้านตำแหน่งทั่วโลกภายในปี 2030 ซึ่งบางสาขาอาชีพมนุษย์ต้องปรับตัวและพัฒนา เพื่อไม่ให้ถูกหุ่นยนต์ AI เข้ามาแย่งงานและแทนที่ในที่สุด แต่บางอาชีพหุ่นยนต์ AI ก็ไม่ได้เข้ามาแย่งงานของมนุษย์ อาจเข้ามาช่วยให้เราทำงานง่ายขึ้นและสะดวกสบายขึ้นส่วนหนึ่ง แต่มนุษย์เองยังคงต้องทำงานตามปกติ

อย่างเช่น หุ่นยนต์ส่งของอัตโนมัติ ที่ออกแบบมาให้ทำงานร่วมกับมนุษย์ ในการช่วยส่งของจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งภายในพื้นที่ปิด โดยมีการออกแบบและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นกล้อง อุปกรณ์เซ็นเซอร์ต่าง ๆ เพื่อทำให้หุ่นยนต์ดังกล่าว สามารถเดินทางในพื้นที่ที่แตกต่างกัน ทั้งยังสามารถหลบหลีกผู้คนและสิ่งของในพื้นที่ต่าง ๆ ได้อย่างอัตโนมัติและปลอดภัย เหมาะสำหรับการใช้งานอย่างเช่น การเสิร์ฟอาหารภายในร้านอาหาร ที่ช่วยอำนวยความสะดวกพนักงานในร้าน เพื่อให้พนักงานของร้านมีเวลาไปทำอย่างอื่นเยอะขึ้น หุ่นยนต์ดังกล่าวสามารถแบ่งเบาภาระงานมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังตอบโจทย์ในการประหยัดเวลาและความปลอดภัยขั้นสูง ทดแทนภาระงานบุคลากรได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกวัน ทุกเวลา นอกจากนี้ หุ่นยนต์ดังกล่าวยังสามารถนำไปใช้กับธุรกิจโลจิสติกส์และโรงงานผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งแบบ Just-In-Time ได้อีกด้วย

นอกจากนี้ ในส่วนของกีฬาเองก็มีการนำเอา AI มาปรับใช้ อย่าง แอปพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในรูปแบบ Computer Vision คือ Zepp ที่ทำหน้าที่วิเคราะห์การเคลื่อนไหวของร่างกาย จากการบันทึกภาพนิ่งและวีดีโอ ไม่ว่าจะเป็นการกระโดด การเหวี่ยงแขน การวิ่ง มี 5 ชนิดกีฬาให้เลือกพัฒนาทักษะได้แก่ บาสเก็ตบอล, ฟุตบอล, กอล์ฟ, เบสบอล และเทนนิส ทั้งหมดนี้จะถูกประมวลผลด้วยปัญญาประดิษฐ์ เพื่อให้ผู้ใช้งานทราบว่ามีจุดอ่อนและควรพัฒนาเพิ่มเติมในด้านใด เปรียบเสมือนมีโค้ชส่วนตัวที่คอยให้คำแนะนำยังไงก็ยังอย่างนั้น


AT&T | Shot by. admonitoring.group

ขณะเดียวกัน ก่อนหน้านี้หลายคนคงเคยได้ยินข่าว เรื่อง Artificial Intelligence ของ Google ที่ชื่อว่า AlphaGo ซึ่งเป็น AI ทางด้านการเล่นโกะ สามารถเอาชนะ Ke Jie (เค จี) มือวางโกะอันดับหนึ่งของโลกไปได้ โดย Ke Jie เปิดเผยว่า การวางหมากแต่ละตาของ AlphaGo ค่อนข้างแหวกไปจากรูปแบบที่ผู้คนชอบเล่นกัน และเหนือมากจนตนไม่อาจรู้ได้เลยว่า AlphaGo กำลังวางเกมยังไง

สำหรับอาชีพที่มีเปอร์เซนต์จะถูก AI เข้ามาแทนที่มนุษย์ที่สุด ได้แก่ คอลเซ็นเตอร์ ที่มีโอกาสสูงถึง 99% เพราะอาชีพคอลเซ็นเตอร์เป็นอาชีพที่ทำงานผ่านทางโทรศัพท์ ไม่ต้องมีประสบการณ์ด้านสังคมหรืออารมณ์ จึงมีโอกาสสูงที่จะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์ , พนักงานบัญชี เนื่องจากในอนาคตการเก็บรายรับ รายจ่าย การลงบัญชี อาจถูกแทนที่ด้วยระบบ AI ที่ตอนนี้ก็มีโปรแกรมบัญชีสำเร็จรูปในประเทศไทย เช่น Trclound.org , Flowaccount.com สามารถทำให้เจ้าของกิจการหรือเจ้าหน้าที่บัญชีสามารถลงบัญชีได้ด้วยตัวเอง , พนักงานพิสูจน์อักษร ที่ปัจจุบันมีโปรแกรมพิสูจน์อักษรที่มีการใช้งานอย่างแพร่หลาย จากฟังก์ชั่นเดิมอย่าง Microsoft word ไปจนถึงโปรแกรมตรวจพิสูจน์อักษรอย่าง Grammarly และ Hemingway App นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ช่วยให้นักเขียนสามารถตรวจพิสูจน์อักษรได้ด้วยตัวเอง

AI ไม่ได้เข้ามาแทนที่อาขีพมนุษย์ไปเสียหมด เพราะก็ยังมีอยู่บางอาชีพที่มนุษย์จำเป็นต้องทำอยู่ หุ่นยนต์ทำแทนไม่ได้ ประกอบด้วย นักจิตวิทยาและนักบำบัด เป็นอาชีพที่จำเป็นมาก เนื่องจากโลกและภาคธุรกิจมีการแข่งขันสูง ทำให้บางคนเกิดความเครียดได้ง่าย การเข้ารับการบำบัดจากนักจิตวิทยาที่เป็นมนุษย์ ซึ่งมีทั้งน้ำเสียง พลัง และกริยาท่าทางการแสดงออก จะสามารถกระตุ้นให้เกิดความเชื่อมั่นได้ ซึ่งหุ่นยนต์ไม่สามารถทำได้ , ตำแหน่งผู้นำ-หัวหน้า ไม่ว่าจะเป็นผู้นำองค์กรหรือผู้นำประเทศ การเป็นผู้นำต้องปฏิสัมพันธ์กับผู้ใต้บังคับบัญชา หรือหากเป็นผู้นำประเทศก็ต้องปฏิสัมพันธ์กับประชาชน หน้าที่นี้หุ่นยนต์จึงไม่สามารถเข้ามาแทนได้ , เจ้าหน้าที่ทรัพยากรบุคคล เป็นตำแหน่งที่ต้องรับฟังปัญหาต่าง ๆ ของพนักงานในองค์กร ไม่เพียงแค่คัดเลือกผู้สมัครที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้าทำงาน ซึ่งตำแหน่งดังกล่าวเป็นสิ่งที่หุ่นยนต์ไม่สามารถทำได้

สุดท้าย เมื่อนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่าง ๆ มีบทบาทต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ และเป็นตัวแปรสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจมากขึ้น ดังนั้น มนุษย์ทุกคนจึงควรปรับตัว เรียนรู้ พัฒนาศักยภาพของตนเอง และทำความเข้าใจนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อก้าวให้ทันกับเทคโนโลยีที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้ หากมนุษย์สามารถปรับตัวได้ ก็จะสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ได้อย่างแน่นอน และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต