Now thing

ร้านสะดวกซื้อ-กับบริการล้ำสมัย-ตอบรับยุค-4.0_web.jpg

“ร้านสะดวกซื้อ” ไม่ได้มีเพียงแค่จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค หรือจัดโปรโมชั่นลดแลกแจกแถมเท่านั้น แต่ตลอดปี 2018 “ร้านสะดวกซื้อ” ผุดบริการใหม่ ๆ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้ามากมายให้มาใช้บริการ

เรียกได้ว่าเหนือกว่าร้านขายของชำ ร้านโชห่วยแล้ว ก็ยังมีร้านสะดวกซื้อที่มีพร้อมทุกสิ่งทุกอย่างเอาใจลูกค้าผู้มาใช้บริการ แบบว่าให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด ไม่เพียงแค่จำหน่ายสินค้าอุปโภคและบริโภคภายในร้านสะดวกซื้อเท่านั้น แต่ยังมีบริการอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น เคาวเตอร์เซอร์วิส ที่บริการรับชำระค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าสาธารณูปโภคต่าง ๆ สะดวกลูกค้าผู้มาใช้บริการ , บริการอาหารและเครื่องดื่มของเซเว่น สำหรับคนที่ต้องออกไปทำงานหรือไปเรียนหนังสือ แล้วต้องการอาหารเร่งด่วน ที่นี่ก็มีจำหน่าย ฯลฯ

ร้านสะดวกซื้อเกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2470 โดยบริษัท เซาท์แลนด์ ไอซ์ จำกัด (เซาท์แลนด์ คอร์ปอเรชั่น) เริ่มต้นกิจการผลิตและจัดจำหน่ายน้ำแข็งที่เมืองดัลลัส รัฐเทกซัส สหรัฐฯ ในปีเดียวกัน ทางบริษัทฯ ได้นำสินค้าอุปโภคบริโภคต่าง ๆ มาจำหน่าย เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้า จึงเปลี่ยนชื่อเป็น Tote’m Store ในระยะแรกเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 07.00-23.00 น. ของทุกวัน กระทั่งมีการเปิดตลอด 24 ชั่วโมง ในปัจจุบัน ร้านสะดวกซื้อชื่อดังอย่าง “เซเว่นอีเลฟเว่น” ในประเทศไทย มีจำนวนประมาณ 8,000 สาขา เฉพาะในกรุงเทพฯ มีมากกว่า 500 สาขา นอกจากนี้ ยังมีร้านสะดวกซื้อเจ้าอื่น ๆ อย่าง แฟมิลี่ มาร์ค , ลอว์สัน , ท็อปส์ซุปเปอร์มาร์เก็ต , เทสโก้โลตัส เอ็กเพรส , เฟรซมาร์ค , 108 Shop ฯลฯ

ณ วันนี้ ตลอดปี 2018 ร้านสะดวกซื้อไม่ได้มีเพียงแค่บริการลดแลกแจกแถมเท่านั้น ยังมีบริการใหม่ ๆ ตอบโจทย์ลูกค้ามากมาย

ร้านสะดวกซื้อ-กับบริการล้ำสมัย-ตอบรับยุค-4_FB

ทั้งนี้ Kantar Worldpanel (Thailand) บริษัทวิจัยพฤติกรรมการจับจ่ายของผู้บริโภคในกลุ่มสินค้า FMCG ได้สรุป 3 ปัจจัยสำคัญในการเติบโตของร้านสะดวกซื้อในประเทศไทย ได้แก่ (1.) การเปลี่ยนแปลงด้านประชากรศาสตร์ : โครงสร้างของประชากร และครอบครัวมีการเปลี่ยนไป ส่งผลต่อพฤติกรรมก็คือ ผู้บริโภคจะซื้อแต่ของที่จำเป็น และซื้อเมื่อต้องการเท่านั้น , (2.) ร้านสะดวกซื้อจะกลายเป็น Community Hub ในชุมชน : ร้านสะดวกซื้อจะต้องไม่ใช่แค่ร้านขายของใกล้บ้าน ที่มีแค่ความสะดวกสบายอย่างเดียว แต่ต้องยกระดับเป็นร้านสะดวกซื้อที่มีบริการใหม่ๆ ทำให้ชีวิตผู้บริโภคง่ายขึ้น และขยายร้านเข้าสู่พื้นที่ชุมชมมากขึ้นเช่นกัน และ (3.) แหล่งผนึกออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน : ให้ร้านสะดวกซื้อกลายเป็นพื้นที่กลางระหว่างร้านค้าออนไลน์กับผู้บริโภค จึงได้เห็นบริการ Click & Collect มากขึ้น สั่งซื้อของช่องทางออนไลน์ แล้วผู้ขายจะร่วมมือกับร้านสะดวกซื้อในการรับสินค้าที่ร้าน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้า

อย่างไรก็ตาม ในอนาคตร้านสะดวกซื้อทั้งหลายอาจจะผุดการให้บริการอื่น ๆ เพิ่มเติม เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าผู้มาใช้บริการ นอกจากนี้ ร้านสะดวกซื้อแต่ละเจ้าอาจจะต้องคิดหนักในการวางแผนแข่งขันกับร้านสะดวกซื้อคู่แข่ง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคและดึงลูกค้าให้มาใช้บริการให้ได้มากที่สุด

 


10-เรื่องจริงของ-ถุงพลาสติก-ต้นกำเนิดที่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม_web.jpg

เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจาก “ถุงพลาสติก” ประชาชนบางส่วนอาจจะยังไม่ทราบว่า “ถุงพลาสติก” เป็นต้นกำเนิดของมลพิษและส่งผลเสียต่อสภาพแวดล้อมของโลก “กินอยู่เป็น” จึงได้รวบรวม 10 เรื่องจริงของ “ถุงพลาสติก” ที่เป็นต้นกำเนิดแห่งมลพิษของสิ่งแวดล้อม

“ถุงพลาสติก” หนึ่งสิ่งที่มีตามร้านค้า ร้านขายของชำ รวมไปถึงห้างสรรพสินค้า อำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าผู้ที่มาใช้บริการ ในการหิ้วสินค้าจำนวนมาก ๆ กลับบ้าน ข้อดีของถุงพลาสติก คือ สามารถพับเก็บและพกพาไปได้ หยิบขึ้นมาใช้ในยามจำเป็นได้ทุกเมื่อ แต่จะรู้หรือไม่ ในทางกลับกัน “ถุงพลาสติก” เป็นตัวการสำคัญในการทำลายสิ่งแวดล้อม เพราะกว่าจะย่อยสลายได้ต้องใช้เวลานานหลายร้อยปี และยิ่งหากนำถุงพลาสติกมาเผาไฟ ก๊าซพิษที่เผาไหม้จะสะสมและทำลายในชั้นบรรยากาศ ทำให้รังสียูวีไม่สามารถสะท้อนกลับได้ จึงทำให้เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนขึ้น

จากข้อมูลพบว่า ประเทศไทยติดหนึ่งในประเทศที่ปล่อยขยะพลาสติกลงสู่ทะเล หนึ่งในนั้นคือถุงพลาสติกใส่สินค้าที่คนทั่วไปนิยมใช้เป็นจำนวนมาก เมื่อถุงพลาสติกดังกล่าวถูกทิ้งลงไปในแม่น้ำ กระทั่งไหลผ่านลงสู่ท้องทะเล ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในท้องทะเลรวมไปถึงสิ่งแวดล้อมในระยะยาวอย่างมาก เนื่องจากถุงพลาสติก 1 ใบ ใช้เวลาในการย่อยสลายนานถึง 450 ปี

ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจาก “ถุงพลาสติก” ประชาชนบางส่วนอาจจะยังไม่ทราบเรื่องจริงของ “ถุงพลาสติก” ที่เป็นต้นกำเนิดของมลพิษและส่งผลเสียต่อสภาพแวดล้อมของโลก กินอยู่เป็น 360 องศา แห่งการใช้ชีวิต จึงได้รวบรวม 10 เรื่องจริงของ “ถุงพลาสติก” ที่เป็นต้นกำเนิดแห่งมลพิษของสิ่งแวดล้อม

1. ถุงพลาสติกเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่มีน้ำหนักเบา พับเก็บได้ พกพาได้ง่าย พัฒนาและขยายผลมาจาก “เซลลูลอยด์” ที่สังเคราะห์ขึ้นจากความต้องการหาวัสดุทดแทนงาช้าง ในการผลิตลูกบิลเลียดในช่วงปี 1868

2. ถุงพลาสติกเป็นหนึ่งในของใช้ยอดนิยมของคนทั่วโลก ปัจจุบันมียอดการใช้งานถุงพลาสติกจำนวน 5 แสนล้าน – 1 ล้านล้านใบต่อปี เฉลี่ยทุก ๆ 1 นาที มีการใช้ถุงหิ้วอย่างน้อย 1 ล้านใบ

3. ถุงพลาสติกจำนวน 5 แสนล้านใบ ต้องใช้พลังงานการผลิตจากน้ำมันจำนวน 9,000 ล้านลิตร

4. ถุงพลาสติกเป็นของใช้ที่มีอายุการใช้งานสั้น จะแปรสภาพเป็นขยะทันทีหลังจากการใช้งานหรือเกิดการชำรุด ซึ่งใช้เวลาในการย่อยสลายนานถึงกว่า 450 ปี

5. ถุงพลาสติกประเภทหูหิ้ว แม้จะเป็นชนิดที่นำไปรีไซเคิลได้ แต่ปัจจุบันมีการนำกลับไปรีไซเคิลน้อยมาก จากการสำรวจพบว่าทุกตารางกิโลเมตรทั่วโลกจะมีขยะพลาสติกราว 46,000 ชิ้น

6. ทุก ๆ ปี ประชาชนทั่วโลกจับจ่ายซื้อของโดยใช้ถุงพลาสติก 10,000 ล้านใบต่อปี ซึ่งจะต้องใช้เวลาย่อยสลายนานกว่า 1,000 ปี

7. ถุงพลาสติก 1.6 ล้านใบ นำไปเรียงเป็นเส้นรอบวงโลกได้ 1 รอบ

8. ทุก ๆ 1 ตารางไมล์ จะพบถุงพลาสติก 46,000 ใบ ลอยในมหาสมุทร ส่งผลให้แต่ละปีมีนกทะเลตาย 1 ล้านตัว และสัตว์ทะเลอื่น ๆ จำนวน 100,000 ตัว และปลาอีกจำนวนนับไม่ถ้วน

9. แต่ละปีจะมีเต่าทะเลและสัตว์น้ำจำนวนมากต้องตายจากการกินพลาสติก โดยเฉพาะถุงพลาสติก เนื่องจากมันคิดว่าเป็นอาหาร

10. ถุงพลาสติกที่คนไทยใช้งานกันตลอด 1 ปีนั้น หากเอามาต่อ ๆ กัน จะได้เป็นระยะทางเท่ากับการเดินทางไป-กลับ ดวงจันทร์ ถึง 7 รอบเลยทีเดียว

แล้วเราจะลดการใช้ “ถุงพลาสติก” ได้อย่างไร วิธีการง่าย ๆ เพียงแค่นำ “ถุงผ้า” หรือ “ตะกร้า” ไปใส่ของแทน ตอนซื้อของก็บอกกับคนขายว่า “ไม่ต้องถุงนะครับ/คะ” , “ใช้ถุงกระดาษ” บางร้านค้าใช้ถุงในรูปแบบของกระดาษแทนถุงที่เป็นพลาสติก เนื่องจากถุงพลาสติกย่อยสลายยาก และ “ใช้ถุงพลาสติกแบบย่อยสลายได้” ถุงประเภทนี้จะผสมสารย่อยสลายที่แทรกตัวอยู่ในโมเลกุลของเม็ดพลาสติก สารย่อยสลายดังกล่าวเมื่อเจอกับแสดงแดดก็จะทำปฏิกิริยากับเม็ดพลาสติกให้โมเลกุลแตกสลาย ใช้เวลาประมาณ 1 ปีในการย่อยสลาย

อย่างไรก็ตาม หลายภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชนต่างให้ความสำคัญและมีการรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงผลเสียของการใช้ถุงพลาสติก จะว่าไปปัญหาจากขยะพลาสติกสามารถแก้ปัญหาได้ เริ่มต้นที่ตัวเราเองในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลดการใช้ถุงพลาสติก แค่นี้ก็สามารถเพิ่มความน่าอยู่ของโลกใบนี้ได้อย่างมาก สุดท้ายแล้วสิ่งแวดล้อมบนโลกของเราจะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นหรือแย่ลงขึ้นตัวที่เราเอง

 

ขอขอบคุณ : เนื้อหาจาก sanook.com


รณรงค์-งดใช้ถุงพลาสติก-เทรนด์ใหม่ปลุกกระแสให้คนรักษ์โลก_web-1.jpg

หลายหน่วยงานรณรงค์ให้ประชาชน “งดใช้ถุงพลาสติก” แล้วหันมาใช้ถุงผ้าหรือตะกร้าแทน ปลุกกระแสให้คนในสังคมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ทำร้ายโลก ให้กระแสรักษ์โลกกลายเป็นเทรนด์ใหม่ในสังคมไทย

ทุกวันนี้เมื่อต้องเดินทางไปซื้อสิน้คาตามร้านค้า ร้านสะดวกซื้อ หรือแม้กระทั่งห้างสรรพสินค้า ส่วนใหญ่ทางร้านก็จะให้ถุงพลาสติกใส่ของมาด้วย เพื่อความสะดวกสบายของลูกค้าในการหิ้วสินค้าที่ซื้อจากทางร้านนำกลับไปที่บ้าน จากความสะดวกสบายของลูกค้าจนทำให้หลายคนลืมมองไปว่า “ถุงพลาสติก” มีผลทำให้เกิดภาวะโลกร้อน เนื่องจากถุงพลาสติก 1 ใบ ต้องใช้เวลาย่อยสลายนานถึง 450 ปี หากนำถุงพลาสติกไปเผา ก็จะทำให้เกิดสารประกอบไฮโดรคาร์บอน มีผลทำให้เกิดมลภาวะทำให้โลกร้อนอีกด้วย

จากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษระบุว่า ประเทศไทยมีการผลิตพลาสติกประมาณ 8.5 ล้านตันต่อปี ซึ่งในช่วง 2 ปีหลัง มีมากถึง 1-2 แสนตันต่อปี ทั้งนี้พลาสติกที่ผลิตใช้ในประเทศจะถูกนำมาใช้เป็น บรรจุภัณฑ์ต่างๆ 45% เครื่องใช้ไฟฟ้า 15% งานก่อสร้าง 12% และที่เหลืออื่นๆ จนทำให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีปริมาณขยะพลาสติกและขยะที่ย่อยสลายยากติดอันดับของโลก โดยมีสถิติการใช้ถุงพลาสติกมากถึง 45,000 ล้านใบต่อปี โดยมีโฟมบรรจุอาหาร 6,758 ล้านใบต่อปี แก้วพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวจำนวน 9,750 ล้านใบ

จากปัญหาข้างต้น ทำให้หลายหน่วยงานต่างให้ความสำคัญ จึงพยายามรณรงค์ให้ประชาชนใส่ใจถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ปลุกกระแสให้คนในสังคมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่ทำร้ายโลก ให้กระแสรักษ์โลกกลายเป็นเทรนด์ใหม่ในสังคมไย ด้วยการลดการใช้ถุงพลาสติก หันมาใช้ถุงผ้าหรือตะกร้าแทน เพราะถุงพลาสติกส่วนใหญ่จะใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง แต่ถุงผ้านั้นสามารถนำกลับมาใช้ได้หลายครั้ง จริง ๆ แล้วมีการรณรงค์มานานพอสมควร แต่ยังไม่มีการลงมือปฏิบัติกันอย่างจริงจัง กระทั่งเมื่อช่วง 1-2 ปีที่แล้ว เริ่มมีบางประเทศมีการรณรงค์และฏิบัติกันอย่างจริงจัง อย่างเช่น ที่ประเทศนิวซีแลนด์ ที่ทางการได้มีการประกาศงดใช้ “ถุงพลาสติก” เพื่อลดปัญหามลพิษที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของนิวซีแลนด์ ซึ่งกฏดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ในปีหน้า (ส.ค.2562) โดยร้านค้าภายในนิวซีแลนด์จะต้องยกเลิกการใช้ถุงพลาสติก ซึ่งหากพบว่าร้านค้าใดมีการฝ่าฝืนกฎดังกล่าว จะถูกปรับเป็นเงิน 100,000 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ หรือคิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 2,200,000 บาท (อ่านเพิ่มเติม : นิวซีแลนด์ประกาศงดใช้ “ถุงพลาสติก” ลดปัญหามลพิษทำลายสิ่งแวดล้อม https://www.kinyupen.co/endorphine/5276/ )

เช่นเดียวกับในประเทศไทย ที่นอกจากจะมีการรณรงค์ด้วยการประชาสัมพันธ์หลายหลายรูปแบบแล้ว ก็มีการลงมือปฏิบัติกันอย่างจริงจัง อย่างเช่นที่ ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ที่มีการรณรงค์ในเรื่องของปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยมีการงดการใช้ถุงพลาสติกภายในรั้วมหาวิทยาลัยอย่างจริงจัง ทั้งนี้ เพื่อปลูกฝังให้นักศึกษาและบุคลากรหันมาใส่ใจในเรื่องของสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

นอกจากนี้ ในวันนี้ (4 ธันวาคม) ถือเป็นวันสิ่งแวดล้อมไทย เพื่อกระตุ้นให้คนไทยตระหนักถึงความสำคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยในวันนี้ห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศจะงดให้บริการถุงพลาสติก เพื่อร่วมกันลดปริมาณขยะถุงพลาสติก และรณรงค์ให้ประชาชนพกถุงผ้าหรือตะกร้าเพื่อใส่สินค้าแทน

อย่างไรก็ตาม หากทุกคนทุกฝ่ายร่วมกันใส่ใจ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รณรงค์ บอกต่อคนรอบข้างให้ตระหนักถึงเรื่องนี้ เชื่อว่าในอนาคตปริมาณการใช้ถุงพลาสติกในประเทศไทยจะลดลง แล้วจะเห็นคนไทยพกถุงผ้าหรือตะกร้าเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้หันมารักษ์โลกเริ่มต้นง่าย ๆ จากตัวเรา และบอกต่อ ๆ ไปยังคนรอบข้างรวมไปถึงคนรุ่นใหม่ให้หันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อม


เมื่อ-Ai-เข้าใกล้กว่าที่เราคิด_web.jpg

ปัจจุบันนวัตกรรมต่าง ๆ เกิดขึ้นบนโลกนี้อย่างมากมาย หลายคนคงจะเคยได้ยินหรือคุ้นชินกับคำว่า “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ AI ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่จะช่วยอำนวยความสะดวกมนุษย์ จนทำให้บางคนกังกวลว่า AI จะเข้ามาแทนที่หรือแย่งงานของมนุษย์ไปหรือไม่?

ต้องบอกเลยว่าโลกของเรามีการคิดค้นเทคโนโยีและนวัตกรรมต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และอำนวยความสะดวกการดำเนินชีวิตของมนุษย์ให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสบายมากขึ้นกว่าเดิม เมื่อยุคของเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในสังคมมากยิ่งขึ้น ช่วงที่ผ่านมา หลายคนคงจะเคยได้ยินหรือคุ้นชินกับคำว่า AI (Artificial Intelligence) หรือ ปัญญาประดิษฐ์ ตามสื่อต่าง ๆ กันมาบ้างแล้ว แต่บางคนอาจจะยังไม่รู้จักกับความหมายของคำดังกล่าว

AI (Artificial Intelligence) หรือ ปัญญาประดิษฐ์ คือ นวัตกรรมการสร้างความฉลาดให้กับสิ่งไม่มีชีวิต ถือเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งของวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่มีแนวคิดในรูปแบบที่เน้นเหตุผลเป็นหลัก มีความสามารถคล้ายมนุษย์หรือเลียนแบบพฤติกรรมมนุษย์ โดยเฉพาะความสามารถในการคิดและเป็นผู้ช่วยในด้านต่าง ๆ เปรียบเสมือนการสร้างหุ่นยนต์ที่ทำงานได้เหมือคน โดยใช้วิทยาการด้านคอมพิวเตอร์และวิศวกรรมเป็นหลัก อาทิเช่น ระบบนำทางรถยนต์ไร้คนขับ, ช่วยผู้อัจฉริยะในสมาร์ทโฟน เป็นต้น

นิยามของ “ปัญญาประดิษฐ์” ได้ถูกกำหนดขึ้นในปี ค.ศ.1956 โดย John McCarthy ได้มีการศึกษาและพัฒนางานด้านปัญญาประดิษฐ์ และได้มีการตั้งเกณฑ์ทดสอบเพื่อที่จะระบุว่า เครื่องจักรกลหรือระบบคอมพิวเตอร์สามารถคิดได้เหมือนมนุษย์ออกมาโดย Alan Turing นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ แต่จนบัดนี้เครื่องจักรกลหรือระบบคอมพิวเตอร์ก็ยังไม่สามารถผ่านเกณฑ์ของ Alan Turing ได้เลย ณ ปัจจุบันระบบปัญญาประดิษฐ์ยังไม่สามารถสร้างคำตอบที่แปลกใหม่หรือคำตอบที่มาจากการคิดค้นขึ้นมาใหม่ของระบบเองได้ เพียงแต่เป็นการลอกเลียนความสามารถของมนุษย์ได้เท่านั้น

ในช่วงที่ผ่านมา มีนวัตกรรมต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ในด้านระบบรักษาความปลอดภัย มีการคิดค้นกล้องวงจรปิดที่สามารถตรวจจับใบหน้าด้วยปัญญาประดิษฐ์ คือสามารถตรวจจับใบหน้าของคนร้ายที่เคยมีประวัติได้โดยอัตโนมัติ เมื่อคนร้ายเดินเข้ามาในสถานที่แห่งนั้น หรือแม้แต่ ด้านการแพทย์ มีการใช้หุ่นยนต์ในการผ่าตัดอวัยวะในส่วนที่มือคนไม่สามารถเข้าถึงได้ อย่างเช่น การพัฒนาระบบ IBM Watson ระบบที่สามารถอ่านบทความวิจัยวิทยาศาสตร์ได้มากถึง 1 ล้านฉบับต่อปี แล้วนำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้แม่นยำมากขึ้น ส่วนในด้านการขนส่งสาธารณะ ระบบ AI ได้ถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการเดินทาง เปรียบเสมือนเป็นผู้ช่วยในเดินทางให้กับมนุษย์ โดยสามารถวิเคราะห์เส้นทางและหลบหลีกสิ่งกีดขวาง รวมไปถึงสามารถพัฒนาไปถึงรถอัจฉริยะที่ไร้คนขับได้อีกด้วย

ในปี 2019 ที่กำลังจะก้าวมาถึงนี้ ไดเมนชั่น ดาต้า ผู้ให้บริการเทคโนโลยีระดับโลก รายงานแนวโน้มเทคโนโลยีปี 2019 โดยระบุว่า ปี 2019 จะมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านดิจิทัลอย่างแน่นอน ในรายงานได้ชี้ถึงพื้นฐานของแนวโน้มอุตสาหกรรมที่จะมากำหนดขอบเขตธุรกิจด้านเทคโนโลยีในปีหน้า โดยเชื่อว่าในปี 2019 จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายในแวดวงเทคโนโลยี ประกอบด้วย AI จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงประสบการณ์ของลูกค้า , องค์กรจะให้ความสำคัญกับความปลอดภัยระบบออนไลน์ , แอปพลิเคชั่นต่าง ๆ จะฉลาดมากขึ้นและปรับแต่งได้ , โครงสร้างพื้นฐานจะเป็นสิ่งที่ผู้ใช้สามารถจัดการได้ในปลายทาง , ข้อมูลจะกลายเป็นศูนย์กลางของทุก ๆ อย่าง รวมไปถึงการบริการต่าง ๆ อีกด้วย ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าจะมีการขยายตัวของบริษัทด้านเทคโนโลยีอย่างล้นหลามในอนาคต

และเมื่อ AI หรือ “ปัญญาประดิษฐ์” ได้รับความนิยมมากขึ้น ทั้งการเป็นตัวช่วยอำนวยความสะดวกแก่มนุษย์ในด้านต่าง ๆ จนทำให้มนุษย์หลายคนเริ่มกังวลกันว่า ในอนาคต AI จะเข้ามามีบทบาทและเข้ามาแทนที่มนุษย์ จะเป็นการแย่งงานของมนุษย์ไปหรือไม่ ซึ่ง McKinsey & Company บริษัทรับให้คำปรึกษาด้านการจัดการภายในองค์กรชื่อดัง ระบุว่า จะเข้ามาทำงานแทนที่มนุษย์มากถึง 800 ล้านตำแหน่งทั่วโลกภายในปี 2030 ซึ่งบางสาขาอาชีพมนุษย์ต้องปรับตัวและพัฒนา เพื่อไม่ให้ถูกหุ่นยนต์ AI เข้ามาแย่งงานและแทนที่ในที่สุด แต่บางอาชีพหุ่นยนต์ AI ก็ไม่ได้เข้ามาแย่งงานของมนุษย์ อาจเข้ามาช่วยให้เราทำงานง่ายขึ้นและสะดวกสบายขึ้นส่วนหนึ่ง แต่มนุษย์เองยังคงต้องทำงานตามปกติ

อย่างเช่น หุ่นยนต์ส่งของอัตโนมัติ ที่ออกแบบมาให้ทำงานร่วมกับมนุษย์ ในการช่วยส่งของจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งภายในพื้นที่ปิด โดยมีการออกแบบและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นกล้อง อุปกรณ์เซ็นเซอร์ต่าง ๆ เพื่อทำให้หุ่นยนต์ดังกล่าว สามารถเดินทางในพื้นที่ที่แตกต่างกัน ทั้งยังสามารถหลบหลีกผู้คนและสิ่งของในพื้นที่ต่าง ๆ ได้อย่างอัตโนมัติและปลอดภัย เหมาะสำหรับการใช้งานอย่างเช่น การเสิร์ฟอาหารภายในร้านอาหาร ที่ช่วยอำนวยความสะดวกพนักงานในร้าน เพื่อให้พนักงานของร้านมีเวลาไปทำอย่างอื่นเยอะขึ้น หุ่นยนต์ดังกล่าวสามารถแบ่งเบาภาระงานมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังตอบโจทย์ในการประหยัดเวลาและความปลอดภัยขั้นสูง ทดแทนภาระงานบุคลากรได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกวัน ทุกเวลา นอกจากนี้ หุ่นยนต์ดังกล่าวยังสามารถนำไปใช้กับธุรกิจโลจิสติกส์และโรงงานผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งแบบ Just-In-Time ได้อีกด้วย

นอกจากนี้ ในส่วนของกีฬาเองก็มีการนำเอา AI มาปรับใช้ อย่าง แอปพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในรูปแบบ Computer Vision คือ Zepp ที่ทำหน้าที่วิเคราะห์การเคลื่อนไหวของร่างกาย จากการบันทึกภาพนิ่งและวีดีโอ ไม่ว่าจะเป็นการกระโดด การเหวี่ยงแขน การวิ่ง มี 5 ชนิดกีฬาให้เลือกพัฒนาทักษะได้แก่ บาสเก็ตบอล, ฟุตบอล, กอล์ฟ, เบสบอล และเทนนิส ทั้งหมดนี้จะถูกประมวลผลด้วยปัญญาประดิษฐ์ เพื่อให้ผู้ใช้งานทราบว่ามีจุดอ่อนและควรพัฒนาเพิ่มเติมในด้านใด เปรียบเสมือนมีโค้ชส่วนตัวที่คอยให้คำแนะนำยังไงก็ยังอย่างนั้น


AT&T | Shot by. admonitoring.group

ขณะเดียวกัน ก่อนหน้านี้หลายคนคงเคยได้ยินข่าว เรื่อง Artificial Intelligence ของ Google ที่ชื่อว่า AlphaGo ซึ่งเป็น AI ทางด้านการเล่นโกะ สามารถเอาชนะ Ke Jie (เค จี) มือวางโกะอันดับหนึ่งของโลกไปได้ โดย Ke Jie เปิดเผยว่า การวางหมากแต่ละตาของ AlphaGo ค่อนข้างแหวกไปจากรูปแบบที่ผู้คนชอบเล่นกัน และเหนือมากจนตนไม่อาจรู้ได้เลยว่า AlphaGo กำลังวางเกมยังไง

สำหรับอาชีพที่มีเปอร์เซนต์จะถูก AI เข้ามาแทนที่มนุษย์ที่สุด ได้แก่ คอลเซ็นเตอร์ ที่มีโอกาสสูงถึง 99% เพราะอาชีพคอลเซ็นเตอร์เป็นอาชีพที่ทำงานผ่านทางโทรศัพท์ ไม่ต้องมีประสบการณ์ด้านสังคมหรืออารมณ์ จึงมีโอกาสสูงที่จะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์ , พนักงานบัญชี เนื่องจากในอนาคตการเก็บรายรับ รายจ่าย การลงบัญชี อาจถูกแทนที่ด้วยระบบ AI ที่ตอนนี้ก็มีโปรแกรมบัญชีสำเร็จรูปในประเทศไทย เช่น Trclound.org , Flowaccount.com สามารถทำให้เจ้าของกิจการหรือเจ้าหน้าที่บัญชีสามารถลงบัญชีได้ด้วยตัวเอง , พนักงานพิสูจน์อักษร ที่ปัจจุบันมีโปรแกรมพิสูจน์อักษรที่มีการใช้งานอย่างแพร่หลาย จากฟังก์ชั่นเดิมอย่าง Microsoft word ไปจนถึงโปรแกรมตรวจพิสูจน์อักษรอย่าง Grammarly และ Hemingway App นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ช่วยให้นักเขียนสามารถตรวจพิสูจน์อักษรได้ด้วยตัวเอง

AI ไม่ได้เข้ามาแทนที่อาขีพมนุษย์ไปเสียหมด เพราะก็ยังมีอยู่บางอาชีพที่มนุษย์จำเป็นต้องทำอยู่ หุ่นยนต์ทำแทนไม่ได้ ประกอบด้วย นักจิตวิทยาและนักบำบัด เป็นอาชีพที่จำเป็นมาก เนื่องจากโลกและภาคธุรกิจมีการแข่งขันสูง ทำให้บางคนเกิดความเครียดได้ง่าย การเข้ารับการบำบัดจากนักจิตวิทยาที่เป็นมนุษย์ ซึ่งมีทั้งน้ำเสียง พลัง และกริยาท่าทางการแสดงออก จะสามารถกระตุ้นให้เกิดความเชื่อมั่นได้ ซึ่งหุ่นยนต์ไม่สามารถทำได้ , ตำแหน่งผู้นำ-หัวหน้า ไม่ว่าจะเป็นผู้นำองค์กรหรือผู้นำประเทศ การเป็นผู้นำต้องปฏิสัมพันธ์กับผู้ใต้บังคับบัญชา หรือหากเป็นผู้นำประเทศก็ต้องปฏิสัมพันธ์กับประชาชน หน้าที่นี้หุ่นยนต์จึงไม่สามารถเข้ามาแทนได้ , เจ้าหน้าที่ทรัพยากรบุคคล เป็นตำแหน่งที่ต้องรับฟังปัญหาต่าง ๆ ของพนักงานในองค์กร ไม่เพียงแค่คัดเลือกผู้สมัครที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้าทำงาน ซึ่งตำแหน่งดังกล่าวเป็นสิ่งที่หุ่นยนต์ไม่สามารถทำได้

สุดท้าย เมื่อนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่าง ๆ มีบทบาทต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ และเป็นตัวแปรสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจมากขึ้น ดังนั้น มนุษย์ทุกคนจึงควรปรับตัว เรียนรู้ พัฒนาศักยภาพของตนเอง และทำความเข้าใจนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อก้าวให้ทันกับเทคโนโลยีที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้ หากมนุษย์สามารถปรับตัวได้ ก็จะสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ได้อย่างแน่นอน


5-เรื่องใหญ่ใกล้ตัว-เตือนสติมนุษย์คืนวันลอยกระทง_web.jpg

เทศกาลวันลอยกระทงทุก ๆ ปี หน่วยงานหลายภาคส่วนให้ความสำคัญและเฝ้าระวังเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในคืนวันลอยกระทง เป็น 5 เรื่องใหญ่ใกล้ตัวที่ส่งผลกระทบต่อมนุษย์ และมนุษย์ควรต้องรู้และให้ความสำคัญให้มาก ๆ

“วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำก็นองเต็มตลิ่ง เราทั้งหลายชายหญิง สนุกกันจริง วันลอยกระทง” ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 เวียนมาบรรจบอีกครั้งหนึ่ง และวันนี้ (22 พ.ย.61) ก็ถือเป็นอีกหนึ่งวันที่พระจันทร์เต็มดวง แม่น้ำหลายสายจะหลากเต็มตลิ่ง “ลอยกระทง” เวียนมาบรรจบครบอีกหนึ่งปีแล้ว ปีนี้คนไทยก็เตรียมเนื้อเตรียมตัววางแผนชวนครอบครัว คนรัก เพื่อนฝูง ไปลอยกระทงตามแม่น้ำคูคลองต่าง ๆ เพื่อขอขมาแม่น้ำคงคาที่มนุษย์ได้ใช้น้ำ เพื่อชำระร่างกาย ดื่มกิน ทิ้งสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ ลงไปในแม่น้ำ นอกจากนี้ยังเป็นการลอยความทุกข์ ความโศก ความเศร้าต่าง ๆ ให้ลอยทิ้งไปกับแม่น้ำอีกด้วย

ปัจจุบัน หลายสถานที่มีการจัดกิจกรรมวันลอยกระทงกันแทบทุกจังหวัด ไม่เพียงแค่วัดวาอารามเท่านั้น ตอนนี้ห้างสรรพสินค้า สถานศึกษา สวนสาธารณะหลาย ๆ แห่ง ก็เริ่มเปิดพื้นที่จัดกิจกรรม เชิญชวนนักท่องเที่ยวมาร่วมสืบสานประเพณีลอยกระทง ซึ่งเป็นประเพณีที่สำคัญของไทยอย่างหนึ่ง ไฮไลท์สำคัญนอกเหนือจากการลอยกระทงในแม่น้ำแล้ว ยังมีกิจกรรมการประกวดนางนพมาศ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สาว ๆ หลายคนให้ความสนใจ ใฝ่ฝันอยากขึ้นเวทีประชันความสวย ชิงเงินรางวัล สายสะพายกลับบ้าน ส่วนหนุ่ม ๆ เองก็ไม่พลาดที่จะเกาะขอบเวทีจ้องมองผู้เข้าประกวดนางนพมาศอย่างไม่ละสายตากันเลยทีเเดียว

สำหรับเทศกาลวันลอยกระทงในทุก ๆ ปี หน่วยงานหลายภาคส่วนให้ความสำคัญและเฝ้าระวังเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในคืนวันลอยกระทง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อมนุษย์อย่างเรา ๆ เอง แต่กลับกลายเป็นว่า มนุษย์กลับปล่อยปละละเลยไม่ได้ให้ความสนใจกับเรื่องดังกล่าวมากนัก เรื่องบางเรื่องคิดเพียงแค่ว่า “ปล่อย ๆ ไป เพราะเดี๋ยวก็มีเจ้าหน้าที่มาดำเนินการให้” เปลี่ยนความคิดแบบนี้ แล้วหันมาใส่ใจกับเรื่องสำคัญที่มนุษย์ต้องรู้ในคืนวัยลอยกระทง เรื่องอะไรบ้างที่หน่วยงานหลายฝ่ายให้ความสำคัญและย้ำอยู่ทุก ๆ ปี

 

1. “ลอยกระทง” ใช้วัสดุจากธรรมชาติ
ทุก ๆ ปี หน่วยงานภาครัฐและเอกชนออกมาประชาสัมพันธ์และรณรงค์ว่า “ลอยกระทง” ทุก ๆ ปี ขอให้ใช้วัสดุที่ทำมาจากธรรมชาติ ส่วนใหญ่เราจะพบกระทงที่ทำมาจากต้นกล้วย ใบตอง ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก ๆ ที่เกิดจากธรรมชาติล้วน ๆ ใช้ระยะเวลาวลาย่อยสลายประมาณ 14 วัน กระทั่งต่อมา เริ่มมีการผลิตกระทงที่ทำมาจากโฟม , กระดาษ ฯลฯ ซึ่งเห็นได้ว่าเป็นการสร้างมลพิษและเพิ่มปริมาณขยะให้กับแม่น้ำ แทนที่จะเป็นประโยชน์ต่อแม่น้ำ กลับกลายเป็นโทษต่อแม่น้ำมากกว่า เพราะกระทงที่ทำจากโฟม จะใช้เวลาย่อยสลายประมาณ 50 ปีเลยทีเดียว ดังนั้น หลายหน่วยงจึงรณรงค์ไม่ให้ใช้วัสดุจากโฟมในการทำกระทง เพื่อดปัญหาขยะในแม่น้ำลำคลอง

 

 

 

2. งดการเล่น “พลุ-ประทัด-ดอกไม้ไฟ”
ทุก ๆ ปี ในคืนวันลอยกระทง นอกจากกระทงจะขายดีในคืนดังกล่าวแล้ว “พลุ-ประทัด-ดอกไม้ไฟ” ยังเป็นสินค้าที่ขายดี โดยเฉพาะในกลุ่มนักเรียน วัยรุ่น ที่ชื่นชอบการจุดประทัด ดอกไม้ไฟกันอย่างสนุกสนาน ถึงแม้ว่าตำรวจจะออกมาตรการคุมเข้มเรื่องของการจำหน่ายและจุดประทัดและดอกไม้ไฟแล้ว ก็ยังมีรายงานว่าพบการจุดประทัดในพื้นที่ต่าง ๆ แต่ที่น่าสลดใจก็คือ มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการเล่นประทัดและดอกไม้ไฟ จากข้อมูลเฝ้าระวังการบาดเจ็บ 33 แห่ง ของสำนักระบาดวิทยา ระหว่างปี 2556-2560 พบผู้บาดเจ็บจากการจุดประทัด ดอกไม้ไฟ และพลุ เฉลี่ยปีละ 505 ราย ในปี 2560 พบผู้ขาดเจ็บ 279 ราย โดยร้อยละ 92.48 เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี และร้อยละ 90.3 เป็นเพศชาย ฉะนั้น เจ้าหน้าที่และตำรวจจึงพยายามกวดขันให้งดการเล่น “พลุ-ประทัด-ดอกไม้ไฟ” เพื่อลดจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการได้รับอันตรายของ “พลุ-ประทัด-ดอกไม้ไฟ”

 

3. “ลอยกระทง” คืนแห่งการเสียตัว
เทสกาลลอยกระทงเป็นเทศกาลเดียวที่หนุ่มสาวสามารถพบเจอกันในยามวิกาล จากผลสำรวจพบว่า วันลอยกระทงเป็นวันที่เป็นการเสียตัวมากที่สุดอันดับ 1 คิดเป็นร้อยละ 40 โดยมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดการเสียตัวขึ้น ด้วยบรรยากาศที่ชวนเพลี้ยงพล้ำที่หนุ่มสาวจะได้พบเจอกันในยามวิกาล ประกอบกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ทำให้เคลิ้ม จึงทำให้เกิดการเสียตัวกันขึ้น
ดังนั้น กระทรวงวัฒนธรรมจึงพยายามรณรงค์ให้ประชาชนและเยาวชนร่วมกันสืบสานประเพณีลอยกระทง แนะนำผู้ปกครองให้ดูแลอบรมสั่งสอนให้วัยรุ่นบุตรหลานรู้จักความหมายของประเพณีที่ดีงามของการลอยกระทง เลิกการใช้ชีวิตแบบเสเพลที่ใช้เทศกาลลอยกระทงเป็นข้ออ้างในการมีเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะผู้หญิงที่จะต้องมีความรักนวลสงวนตัว เพื่อให้เทศกาลลอยกระทงอยู่ในกรอบของวัฒนธรรมอันดีงามของไทยต่อไป

 

 

4. ลดปริมาณกระทงขยะในแม่น้ำคูคลอง
ในปี 2560 มีรายงานจากสำนักสิ่งแวดล้อม สำนักการระบายน้ำ และสำนักงานเขต ถึงจำนวนการจัดเก็บกระทงที่ประชาชนนำมาลอยในคืนวันลอยกระทง ปี 2560 พบว่า มีขยะกระทงรวมจำนวน 811,945 ใบ โดยกระทงส่วนใหญ่ทำจากวัสดุธรรมชาติ และวัสดุที่ย่อยสลายได้ จำนวน 760,019 ใบ คิดเป็นร้อยละ 93.6 และกระทงที่ทำจากโฟม จำนวน 51,926 ใบ คิดเป็นร้อยละ 6.4 จะเห็นได้ว่าประชาชนเริ่มให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก แต่ก็ยังมีส่วนน้อย ร้อยละ 6.4 ที่มองข้ามเรื่องสำคัญเรื่องนี้ไป
ดังนั้น ปีนี้หลายหน่วยงานจึงรณรงค์ให้มีการลอยกระทง โดย 1 ครอบครัว 1 กลุ่มเพื่อนฝูง ให้ใช้กระทงร่วมกันเพียง 1 กระทงเท่านั้น เนื่องจากหากมีปริมาณกระทงในแม่น้ำที่มากไป ก็อาจจะทำให้เกิดการเน่าเปื่อย ส่งกลิ่นเหม็น เป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำและสภาพแวดล้อมด้วย ดังนั้น จึงมีการรณรงค์เพื่อเป็นการช่วยลดปริมาณขยะในแม่น้ำคูคลอง ร่วมรักษาแหล่งน้ำให้ใสสะอาดต่อไป

 

5. คนจมน้ำในคืนลอยกระทง
ทุก ๆ ปี จะมีรายงานผู้เสียชีวิตจากการพลัดตกลงไปในแม่น้ำในคืนวันลอยกระทง นอกจากนี้ ยังพบการเสียชีวิตจากการลงไปในแม่น้ำเพื่องมหาเหรียญในกระทงอีกด้วย ทั้งนี้ จากข้อมูลของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า การจมน้ำเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เนื่องจากเด็กมักจะอยู่ใกล้แหล่งน้ำเพื่อลอยกระทง ทำให้มีโอกาสเสี่ยงที่จะพลัดตกลื่นลงตกน้ำได้ ที่พบบ่อยคือการลงน้ำไปเก็บเศษเงินในกระทง ซึ่งสถิติผู้เสียชีวิตตั้งแต่ปี 2551-2560 พบว่า ช่วงเทศกาลลอยกระทง มีคนเสียชีวิตจากการจมน้ำสะสมเกือบ 400 คน เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี มากที่สุด ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องคอยจัดเจ้าหน้าที่มาดูแลความปลอดภัยของประชาชนที่มาลอยกระทงบริเวณท่าน้ำทุกแห่ง เพื่อหวังลดการเกิดอุบัติเหตุขึ้น

 

 

ลอยกระทงปีนี้ อย่าเพียงคำนึงแค่เพียง “ลอยกระทง” เพื่อความสนุกสนาน ความบันเทิง แต่ต้องคำนึงถึงเรื่องใกล้ตัวที่จะส่งผลต่อมนุษย์ในภายภาคหน้า มาร่วมรณรงค์และปลูกฝังให้มนุษย์ใส่ใจและให้ความสำคัญถึงเรื่องดังกล่าว เพื่อสร้างความยั่งยืนและร่วมรณรงค์ให้ประเพณีลอยกระทง เป็นประเพณีที่ทำให้หลาย ๆ คน มีทัศนคติเชิงบวก เป็นประเพณีที่ล้วนมีแต่ความสุข ไม่มีเรื่องโศกเศร้าหรือเสียหายเกิดขึ้น และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้ประเพณีลอยกระทงนี้เป็นประเพณีที่ดี มีความศักดิ์สิทธิ์ ให้ชาวต่างชาติได้เห็นให้มุมนี้มากกว่าการมาเห็นเรื่องที่น่าสลดใจอีกแง่หนึ่งที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น


ถอดรหัสพฤติกรรมมนุษย์ผ่าน-Hatsune-Miku_web.jpg

ถอดรหัสพฤติกรรมมนุษย์ผ่าน Hatsune Miku ตัวการ์ตูน CG ที่ล่าสุดเป็นกระแสให้พูดถึง หลังหนุ่มญี่ปุ่นแต่งงานกับ Hatsune Miku ด้วยเหตุผลที่ว่าทำให้รู้สึกสบายใจ

ข่าวที่ Hot ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาคงหนีไม่พ้น การที่หนุ่มญี่ปุ่นแต่งงานกับ Hatsune Miku ตัวการ์ตูน CG  ด้วยเหตุผลที่ว่าทำให้รู้สึกสบายใจ ถึงแม้ครอบครัวจะไม่ยอมรับก็ตาม และเมื่อหันมามองอีกมุมหนึ่งก็พบว่าตัวเลขการสั่งซื้อ Sex Doll ซึ่งปัจจุบันถ้าเรียกเหนียมๆ ก็ Love Doll หรือตุ๊กตายางมีการเติบโตสูงขึ้น ว่ากันว่าส่งผลให้มูลค่าตลาดของกลุ่ม Sex Toy ในรอบ 5 ปี เติบโตจาก 20,000 ล้านบาทพุ่งเป็น 29,000 ล้านบาท ส่วนหนึ่งเพราะจีนสามารถผลิตได้ในราคาที่ถูกลง ขณะที่อีกส่วนหนึ่ง เพราะสภาพแวดล้อมของสังคมที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน

ดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่ Sex Doll ในปัจจุบันไม่ได้จำกัดเฉพาะเพศหญิง แต่ยังมีเพศชายอีกด้วย โดยผู้ซื้อบางคนให้เหตุผลว่า การที่พวกเขาหันมาพึ่งพา Sex Doll เพราะไม่เชื่อในเรื่องความสัมพันธ์ที่แท้จริง  บ้างก็ว่าไม่อยากอยู่กับความว่างเปล่า โดดเดี่ยวเมื่อกลับที่พัก

หากมองลึกไปในเหตุผลของพ่อหนุ่มสามี Hatsune Miku หรือสามี/ภรรยาตุ๊กตายาง คือ ทุกคนต่างรู้สึก สบายใจที่มีใครสักคน ที่ให้ความมั่นคงทางจิตใจ นั่นหมายถึงว่าก็ตรงกับทฤษฏีพฤติกรรมมนุษย์ทั้งหลายว่าทุกคนต้องการความมั่นคงทางจิตใจ หากแต่เดิมความต้องการเหล่านี้จะมีคำว่า  “ครอบครัว” มาเติมเต็ม มีกฎระเบียบของสังคม วัฒนธรรมมาเป็นตัวกำกับแนวทาง แต่ปัจจุบันตรรกะ  ค่านิยมทางสังคม วัฒนธรรมเริ่มมีความสำคัญน้อยลง นั่นอาจเป็นเพราะด้วยพัฒนาการของเทคโนโลยี ด้วยสภาพแวดล้อม ที่กดดันส่งผลต่อภาวะทางอารมณ์ ทำให้ผู้คนมีความเป็นปัจเจกมากขึ้น หาทางออกจาก ความสัมพันธ์      ที่ยุ่งยาก วุ่นวายด้วยวิธีการสร้างเกราะป้องกันให้กับตัวเอง เราจึงเห็นการเปลี่ยนแปลง การประกาศตนอย่างชัดเจน และตัวเลขของ Sex Doll ที่สูงขึ้น

หากย้อนดูจุดเริ่มต้นของ Sex Doll ที่มีมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 15 ซึ่งกะลาสีเรือชาวสเปนและฝรั่งเศส ที่เดินทางในมหาสมุทรเป็นเวลานาน เกิดความรู้สึกเปล่าเปลี่ยว และ ต้องการสัมผัสของผู้หญิงจึงนำตุ๊กตาเย็บเข้ากับชุดของหญิงสาวเพื่อทอนความเหงา

ต่อมาในปีพ.ศ. 2457  กลุ่มนาซี มีคำสั่งผลิตตุ๊กตาเพื่อให้ทหาร ในกองทัพใช้บรรเทาและผ่อนคลายความเครียด ว่ากันว่าตุ๊กตาเหล่านั้นจะมีผมสีบลอนด์ นัยน์ตาสีฟ้า ปากอวบอิ่มและหน้าอกขนาดใหญ่ตามเสปคของฮิตเลอร์

และอีก 66 ปีถัดมาอังกฤษได้พัฒนา Sex Robot ที่สามารถพูดหรือรับคำสั่ง แบบง่ายๆ ภายใต้ชื่อ “36C” จนปีพ.ศ. 2528  ตุ๊กตายางก็ได้พัฒนาให้ตอบสนองได้มากขึ้น จนนำมาสู่ความนิยม

ที่กล่าวข้างต้นก็เพื่อชี้ให้เห็นว่าจุดเริ่มต้นของตุ๊กตายางก็เป็นไปเพื่อบำบัดชั่วคราว หรือแบบเฉพาะกิจ แต่ปัจจุบันเมื่อสังคมเปลี่ยน  ผู้คนเริ่มหน่ายกับความสัมพันธ์ลุ่ม ๆ ดอน ๆ หรือ ปฏิกิริยาของสังคมมีความพร้อมที่จะอยู่ในโลกของตนเอง จึงได้สร้างโลกเสมือน สร้างครอบครัวในแบบที่ตนสามารถมีความสุขกับสิ่งที่ควบคุมได้

ดังนั้นในโลกของข่าวสารที่มีทั้งพิธีกรข่าว AI และในโลกของครอบครัวก็มีภรรยาอนิเมชั่น หรือ ตุ๊กตายาง ช่างเป็นโลกที่เราต้องติดตามว่าอนาคตจะพลิกไปในรูปแบบใด เสียจริง


จอดรถซ้อนคัน-ไม่ปลดเกียร์ว่าง-พฤติกรรมสุดมักง่ายที่ต้อง-เปลี่ยน-_web.jpg

การจอดรถซ้อนคันแถมยังไม่ปลดเกียร์ว่างเป็นพฤติกรรมที่ผู้ใช้รถใช้ถนนไม่ควรพึงกระทำอย่างยิ่ง เพราะส่งผลกระทบต่อผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่น ๆ หากจำเป็นต้องจอดซ้อนคันหรือจอดขวางทางเข้า-ออก บ้านผู้อื่น สิ่งที่ต้องคำนึง คือ ตั้งพวงมาลัยให้ตรง ,ห้ามขึ้นเบรคมือ ,เข้าเกียร์ว่าง

“บ้านใครมีรถยนต์ บ้านนั้นอาจจะดูเป็นบ้านที่มีฐานะ” เนื่องด้วยค่านิยมที่ผิด ๆ ที่คนส่วนใหญ่หลงไหลไปกับวัตถุสิ่งของที่แสดงออกถึงสถานภาพและฐานะของตัวเอง มากไปกว่าการคำนึงถึงเรื่องของความจำเป็นในการนำมาใช้ชีวิต หลายคนเลือกที่จะซื้อรถยนต์แบรนด์หรู รูปลักษณ์สวยงาม แม้จะมีราคาแพงเท่าไหร่ก็ตาม ก็ยินดีที่จะจ่าย จนลืมคำนึงไปเลยว่า (1.) คุณมีความจำเป็นในการใช้รถมากแค่ไหน , (2.) การที่คุณจะซื้อรถยนต์สักคัน คุณขับรถเป็นแล้วหรือ? และ (3.) คุณมีวิธีรับมืออย่างไรหากรถของคุณเกิดอุบัติเหตุหรือเกิดปัญหาขึ้น

จากสถิติตัวเลขรถจดทะเบียนใหม่ป้ายแดงของช่วงต้นปี 2561 มีรถยนต์ส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่จำนวน 63,646 คัน รวมทั่วประเทศกว่า 8 ล้านคัน แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีผู้ใช้รถยนต์เป็นนจำนวนมาก จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า เพราะเหตุใด ทำไมประเทศไทยจึงติดโผอันดับ 1 ประเทศที่รถติดมากที่สุดในโลก นอกจากปริมาณผู้ใช้รถที่มีมากพอสมควร อีกปัญหาหนึ่งที่พบเจอกันบ่อยของผู้ใช้รถยนต์นั่นก็คือ เรื่องของการจอดรถในสถานที่ต่าง ๆ ที่มักจะพบปัญหา อาทิ ปัญหาการแย่งที่จอดรถ , จอดรถคร่อมเลน , จอดรถหน้าประตูรั้วบ้านผู้้อื่น และที่ร้ายแรงไปกว่านั้นก็คือ การจอดรถซ้อนคันแบบไม่ปลดเกียร์ว่าง อันนี้เดือดร้อนผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่นเขาอย่างแรงเลย

การจอดรถซ้อนคันแถมยังไม่ปลดเกียร์ว่างเกิดขึ้น ไม่ว่าจะสถานที่ไหนก็ตาม อาจจะสถานที่สาธารณะ , คอนโด รวมไปถึงภายในตรอกในซอยที่มีบ้านพัก เป็นต้น เป็นพฤติกรรมที่ผู้ใช้รถใช้ถนนไม่ควรพึงกระทำอย่างยิ่ง จริง ๆ แล้วการมีรถยนต์คุณต้องรู้ถึงกฎระเบียบจราจรอยูแลว้ว่าสิ่งใดควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ แต่พฤติกรรมดังกล่าวคนขับบางคนอาจจะคิดไปเองว่า “ไม่เป็นไรหรอก” “นิดเดียวเอง” แต่แท้จริงแล้ว ความคิดมักง่ายดังกล่าวส่งผลกระทบต่อผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็น เจ้าของบ้านที่ถูกรถยนต์มาจอดขวางหน้าบ้าน , เจ้าของรถยนต์ที่จอดรถในช่องที่จอดรถ แต่ถูกรถยนต์จอดซ้อนคัน ทำให้เขาเหล่านั้นต้องเสียเวลาในการเดินทางไปอีกสถานที่ เพราะต้องมานั่งรอเจ้าของรถที่จอดรถซ้อนคันและไม่ปลดเกียร์ว่างมาเลื่อนรถให้ จนสุดท้าย คนที่เดือดร้อนอาจจะเดือดสุด ๆ ถึงขั้นเขียนโน๊ตด่า , ถ่ายรูปโพสต์ประจาน , แจ้งตำรวจจับ ฯลฯ จนเกิดเป็นเรื่องเป็นราวที่อาจจะทำให้เกิดการบาดหมางกันขึ้น

ยกตัวอย่างเคสของบ้านป้าทุบรถ ภายในซอยสวนหลวง ร.9 ที่ต้องฉุนสุดขีด เมื่อมีรถกระบะมาจอดขวางทางเข้า-ออกหน้าบ้าน ทั้ง ๆ ที่มีป้ายติดเอาไว้ชัดเจนว่า “ห้ามจอด” แต่ก็ไม่ได้ทำให้ผู้ใช้รถใช้ถนนตระหนักเลย สุดท้ายจนกลายเป็นเรื่องนำขวานไปฟันรถ กระทั่งมีคลิปเผยแพร่ไปทั่วโลกออนไลน์ เรื่องนี้น่าเห็นใจคุณป้ามาก เพราะคุณป้าเจอปัญหานี้มานานหลายปี โดยเฉพาะการพาคนในครอบครัวไปโรงพยาบาล แต่ก็ต้องมาเจอกับพวกจอดรถมักง่ายแบบนี้

ล่าสุด เกิดขึ้นกับดาราดังอย่าง ดร.นาวิน ต้าร์ และภรรยา ที่ถูกสองผัวเมียขับรถมาจอดรถซ้อนคันแถมยังไม่ปลดเกียร์ว่าง จนทำให้รถยนต์ของดาราดังและภรรยาไม่สามารถขับออกไปได้ เพราะถูกคู่กรณีจอดขวาง กระทั่งต้องรอหลายชั่วโมงกว่าคู่กรณีจะมาเลื่อนรถให้ แต่เรื่องยังไม่จบแค่นี้ เพราะคู่กรณีได้โพสต์ข้อความตำหนิดาราดังและภรรยาว่าทำไมต้องเขียนโน๊ตด่าด้วย งานนี้ชาวโซเชียลฯ เห็นใจดาราดังและภรรยา โดยเข้ามารุมตำหนิสองผัวเมียผู้ก่อเหตุ จนสุดท้ายทั้งคู่ยอมสำนักผิด ขอโทษดาราดังและภรรยาในที่สุด

ปัญหาการจอดรถซ้อนคันและไม่ปลดเกียร์ว่าง อาจจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เป็นปกติ ในกรณีที่มีความจำเป็นจริง ๆ แต่หากคุณจะจอดรถแบบนี้ ขอให้คำนึงถึงสิ่งที่ควรปฏิบัติ หากจำเป็นต้องจอดซ้อนคัน หรือจอดขวางทางเข้า-ออก บ้านผู้อื่น สิ่งที่ต้องคำนึง คือ ตั้งพวงมาลัยให้ตรง ,ห้ามขึ้นเบรคมือ ,เข้าเกียร์ว่าง

ตั้งพวงมาลัยให้ตรง : เมื่อได้ที่จอดรถแล้ว ควรตรวจสอบว่า ล้อรถของเราตั้งตรงหรือไม่ ผู้อื่นจะได้เลื่อนรถของเราได้หากกรณีจอดขวางโดยไม่ได้ตั้งใจ

ห้ามขึ้นเบรคมือ : ก่อนจะลงจากรถ ลองตรวจสอบให้ละเอียดก่อนว่า เราขึ้นเบรคมือไว้หรือไม่ เพื่อที่จะได้ไม่ทำให้รถยนต์คันที่จอดอยู่ข้างในเดือดร้อน ขับออกมาไม่ได้ เพราะถูกรถของคุณจอดขวางอยู่

เข้าเกียร์ว่าง : ทุกครั้งที่จอดรถอย่าลืมเข้าเกียร์ว่างทุกครั้ง เพราะจะได้ทำให้ผู้อื่นสามารถเลื่อนรถของคุณได้ หากจอดขวาง

ดังนั้น ไม่ว่าจะเร่งหรือรีบแค่ไหน การจอดรถซ้อนคันไม่ว่าจะแปปเดียวหรือนานเป็นชั่วโมง ผู้ขับขี่ควรตรวจสอบให้ดีว่า ตั้งพวงมาลัยให้ตรง ,ห้ามขึ้นเบรคมือ ,เข้าเกียร์ว่าง แล้วหรือยัง ส่วนใหญ่ที่ยังคุ้นชินกับพฤติกรรมการจอดรถซ้อนคันแถมยังไม่ปลดเกียร์ว่าง ขอให้หยุดพฤติกรรมดังกล่าวแล้วเปลี่ยนพฤติกรรม โดยใส่ใจระเบียบวินัยกาใช้รถให้มากยิ่งขึ้น นึกเอาไว้ว่า “ใจเขา ใจเรา” ถ้าวันหนึ่งเราตกอยู่ในภาวะที่โดนจอดรถขวาง เราจะรู้สึกอย่างไร? มาร่วมกันสร้างวินัยจราจรที่ดี ลดความเดือดร้อน เพิ่มความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกันดีกว่า


เตรียมพร้อมเข้าสู่ยุค-5G-เทคโนโลยีจะเข้ามาเปลี่ยนชีวิตคุณอย่างไรบ้าง_web.jpg

ในปี 2020 เทคโนโลยี 5G จะเดินทางเข้ามามีบทบาทบนโลกของเรา 5G จะเข้ามาเปลี่ยนชีวิตคุณอย่างไรบ้าง แล้วคุณพร้อมปรับตัวรับมือกับยุค 5G ที่กำลังจะเข้ามาถึง พร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ แล้วหรือยัง?

ต้องบอกเลยว่าอีกไม่นาน เทคโนโลยี 5G จะเดินทางเข้ามามีบทบาทในโลกของเราอย่างแน่นอน ซึ่งเมื่อ 5G เข้ามาบนโลกใบนี้เมื่อไหร่ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเป็นอย่างมาก ผู้ใช้สมาร์ทโฟนจะสามารถส่งและข้อมูลในระยะเวลาที่รวดเร็วขึ้นกว่าเดิม จะสามารถตอบสนองได้เร็วขึ้น ประมาณ 1 ใน 10 วินาที (Reduce Latency) ซึ่งในประเทศไทยบ้านเรานี่เองจะก้าวเข้าสู่ยุค 5G พร้อมๆ กับหลายประเทศ ในปี 2020 (พ.ศ.2563 ) ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นเทคโนโลยีจะเข้ามาเปลี่ยนชีวิตมนุษย์อย่างไร และต้องเตรียมรับมืออย่างไรบ้าง

เทคโนโลยี 5G (5th Generation) คือ ระบบการสื่อสารแบบไร้สายในยุคที่ 5 ซึ่งเชื่อกันว่า มีความทรงพลังที่สุดในโลก 5G จะเปลี่ยนโลกทั้งใบให้เชื่อมต่อกันในทุกสรรพสิ่ง เป็นเทคโนโลยีที่จะเข้ามาตอบโจทย์ในเรื่องนี้ เทคโนโลยี 5G มีความเร็วเพิ่มขึ้นกว่าระบบ 4G ถึง 10 เท่า มีความหน่วงลดลง 5 เท่า และสามารถเชื่อมโยงเครือข่ายและสิ่งต่างๆได้มากขึ้นถึง 1,000 เท่า ดังนั้น จึงเป็นมากกว่าอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ไม่เพียงแค่เราจะดาวน์โหลดหรืออัพโหลดไวขึ้น แต่ยังก่อให้เกิดบริการใหม่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Smart Car, eHealth, Connected House, Smart Grids หรืออื่น ๆ อีกสารพัด

ทั้งนี้ คาดว่าการเข้ามาของเทคโนโลยี 5G จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน คุณค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ช่วยบริหารจัดการทรัพยากร ระบบอุตสาหกรรม ทั้งในส่วนของรัฐบาลและเอกชนที่จะประหยัดงบประมาณแต่ประสิทธิภาพสูงขึ้น ดังนั้น ประชาชน รวมไปถึงทุกภาคส่วนต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับยุค 5G ที่กำลังจะเข้ามาถึง พร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ อาทิ IoT (Internet Of Things) ,AI (Artificial Intelligence) ,เทคโนโลยีความจริงเสมือน ,เทคโนโลยีความจริงแบบแต่งเติม เป็นต้น สิ่งที่ทุก ๆ คนที่จะได้รับผลกระทบ หลังจากการการเข้ามาของเทคโนโลยี 5G มีด้วยกันหลายภาคส่วนที่จะต้องเตรียมพร้อมรับมือ ประกอบด้วย

การเงินการธนาคาร : เนื่องจากความสามารถของเทคโนโลยีที่มากขึ้น ส่งผลให้ระบบ Mobile Banking เข้ามาแทนที่ ไม่ต้องทําธุรกรรมผ่านเจ้าหน้าที่ธนาคาร ขณะเดียวกันการวิเคราะห์สินเชื่ออาจใช้ปัญญาประดิษฐ์แทนได้ พนักงานธนาคารเองก็ต้องเพิ่มทักษะความรู้ต่าง ๆ ด้วย

ภาคอุตสาหกรรม : เมื่อ 5G เข้ามา จะมีการใช้หุ่นยนต์ในการผลิตและเชื่อมโยงหน้าที่ต่าง ๆ มากขึ้น คนที่ทํางานในภาคอุตสาหกรรมต้องคิดแนวทางในการพัฒนาตัวเองให้มีความพร้อมในการทํางานด้านอื่นๆ ได้

ภาคการเกษตร : หลังใช้ระบบ 5G มูลค่าการผลิตต่อไร่สูงขึ้น เมื่อ IOT เข้ามาช่วยในการจัดการสภาพแวดล้อม วิเคราะห์ดิน น้ำ และทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด เกษตรกรเองก็ต้องมีการเตรียมพร้อมทํา smart farming ให้สอดรับการเปลี่ยนแปลงและเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน

ภาคการขนส่งโลจิสติกส์ : หลังจากที่เริ่มมีการนําเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการขนส่ง เช่น Uber Grab ถ้า 5G เข้ามา แท็กซี่ที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบันจะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อตอบสนองพฤติกรรมของผู้บริโภคมากกว่าที่เป็นอยู่ เทคโนโลยีที่ช่วยใน การขับขี่ยานพาหนะถูกพัฒนาขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมด้วยการประยุกต์ใช้ IoT กับการคมนาคมขนส่ง เช่น รถยนต์ไร้คนขับ การเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างยานพาหนะด้วยกันเอง และเชื่อมต่อระหว่างยานพาหนะและระบบควบคุมการจราจร เป็นต้น

การแพทย์ : เมื่อเทคโนโลยี 5G เข้ามา วงการแพทย์จะมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นแน่นอน เช่น การรักษาทางไกลผ่านอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง การผ่าตัด ไม่ต้องให้หมอเดินทางไปผ่าตัดในสถานที่ห่างไกลหรือในกรณีเร่งด่วน โดยใช้อินเทอร์เน็ตแบบสื่อสัมผัส ที่สามารถผ่าตัดหรือทําการรักษาคนไข้ได้เสมือนอยู่ในห้องผ่าตัด

ภาคการค้า : ในภาคการค้าโดยเฉพาะการค้าปลีก ทําเลทองจะเปลี่ยนมาอยู่ในโลกออนไลน์แทบจะทั้งหมด การเช่าพื้นที่ค้าขายจะลดลง อีกทั้งยังมีนวัตกรรมที่ทําให้การซื้อสินค้าสะดวกสบาย สร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า เช่น การทดลองสินค้าผ่านออนไลน์ด้วยเทคโนโลยีความจริงเสมือน ได้ลองสวมใส่เสื้อผ้าโดยไม่ต้องเดินทางไปที่ร้าน

ภาคอุตสาหกรรมโทรทัศน์และสื่อสารมวลชน : ปัจจุบันแวดวงดังกล่าวได้รับผลกระทบอยู่แล้ว แต่เมื่อมี 5G เข้ามาบนโลกใบนี้ จะเปลี่ยนภาคอุตสาหกรรมโทรทัศน์และสื่อสารมวลชนไปอีกขั้น การโฆษณาผ่านโทรทัศน์เป็นรายได้ที่จะเพิ่มมากขึ้น คนรับข้อมูล ละคร เนื้อหาต่างๆ ผ่านโทรทัศน์ ผ่านยูทูป ผ่านแอพพลิเคชั่น นอกจากนี้ เทคโนโลยี 5G สามารถรองรับความต้องการในการรับส่งข้อมูลปริมาณมากได้อย่างรวดเร็ว เช่น สามารถดาวน์โหลดภาพยนตร์และสื่อบันเทิงความคมชัดสูงในระดับ 4k ได้ในเวลาไม่กี่วินาที แม้ในช่วงที่มีผู้ใช้บริการพร้อมกันจํานวนมากก็ไม่เป็นปัญหา

ภาคสาธารณูปโภค : ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart grid) และมิเตอร์อัจฉริยะ (Smart meter) จะถูกนํามาใช้ในการบริหารจัดการการจ่ายไฟฟ้าโดยอาศัยเทคโนโลยี IoT เพื่อการวางแผนการผลิตและจ่ายไฟให้เพียงพอกับช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าในปริมาณสูงเพื่อไม่ให้เกิดไฟฟ้าขัดข้อง การคิดราคาไฟฟ้าให้เหมาะสมกับอุปสงค์และอุปทาน รวมไปถึงการบริหารจัดการทั่วไปอย่างการแจ้งยอดการใช้ไฟแก่ลูกค้าโดยไม่ต้องให้พนักงานออกไปจดมิเตอร์อีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม กสทช. ตั้งเป้าจะให้ประเทศไทยได้ใช้เทคโนโลยี 5G ภายใน เดือน ต.ค.2563 โดยได้เตรียมความพร้อมเรื่องคลื่นความถี่ไว้รองรับแล้ว เช่น คลื่น 700 เมกะเฮิรตซ์, คลื่น 2600 เมกะเฮิรตซ์ ,คลื่น 26 กิกะเฮิรตซ์ ,28 กิกะเฮิรตซ์ จะนํามาปรับปรุงใช้งาน ประเทศไทยเข้าสู่ 3G ช้ากว่านานาประเทศราว 11 ปี เข้าสู่ 4G ก็ช้ากว่า 6 ปี ฉะนั้น การเข้าสู่ยุค 5G เราควรดําเนินการพร้อมๆ กับประเทศอื่น ทุกฝ่ายต้องช่วยกันผลักดัน ไม่ใช่เรื่องของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ซึ่งต้องเร่งดําเนินการ เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก ประเทศไทยต้องตามให้ทัน

ฉะนั้น ต้องบอกเลยว่า เทคโนโลยี 5G เป็นเทคโนโลยีที่จะช่วยสนับสนุนระบบต่าง ๆ ในการพัฒนาประเทศ โดยปลายปี 2562-2563 จะเริ่มมีการใช้งานทั่วโลก ซึ่งสหรัฐฯ จีน เกาหลีญี่ปุ่น และยุโรป มีการดําเนินยุทธศาสตร์รุก 5G แล้ว 5G เป็นยุทธศาสตร์ของชาติ เพราะสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้ไม่ใช่แค่เรื่องเฉพาะบุคคล สิ่งที่สําคัญไม่น้อยกว่าการพัฒนาเทคโนโลยีคือการตระหนักถึงผลกระทบอันหลีกเลี่ยงไม่ได้การจัดเตรียมแผนการรองรับจากภาครัฐ การสร้างความรู้ความเข้าใจ เท่าทันเทคโนโลยี และปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ อยู่เสมอ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องส่งเสริมควบคู่กัน หากทุกคน ทุกภาคส่วนปรับตัวให้สามารถใช้ชีวิตร่วมกับเทคโนโลยี 5G ได้ แน่นอนเลยว่า %G จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับชีวิตของเราในการดำเนินชีวิตเราได้อย่างแน่นอน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : บทความ เทคโนโลยี 5G จุดเปลี่ยนของเทคโนโลยครั้งใหญ่ของไทย


ไขรหัสลับ-1111-จาก-วันคนโสด-สู่เทศกาล-ช็อปปิ้งแห่งชาติ_web.jpg

รู้หรือไม่ว่า เทศกาล 11/11 “วันคนโสด” วันสำคัญของเหล่าคนโสด สู่การช็อปปิ้งแบบลดแลกแจกแถม เอาใจคนโสดทั้งหลาย มีที่มาที่ไปอย่างไรบ้าง แล้วทำไมต้องเป็นวันที่ 11 เดือน 11 ด้วย

เพิ่งผ่านไปหมาดๆ สำหรับวันที่ 11 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ซึ่งในบ้านเราส่วนใหญ่มองว่าอาจจะไม่ได้มีความสำคัญอะไรมาก เพราะมันก็แค่วันธรรมดาวันหนึ่ง แต่สำหรับคนโสดทั้งหลาย โดยเฉพาะขาช็อป วันนี้ถือเป็นวันสำคัญอย่างมากของเขา เพราะวันดังกล่าวหลายประเทศก็จะจัดกิจกรรมให้กับเหล่าคนโสดทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น การช้อปปิ้ง ลดแลกแจกแถม ฯลฯ รวมไปถึงกิจกรรมอื่นๆ มากมาย เรามาย้อนดูกันดีกว่าว่า วันคนโสด มีที่มาที่ไปอย่างไรกันบ้าง แล้วทำไมต้องเป็นวันที่ 11 เดือน 11 ด้วย

11/11 ถือกำเนิด “วันคนโสด”

เทศกาลวันคนโสด (Singles Day) มีชื่อเรียกในภาษาจีนว่า 光棍节 ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในรั้วมหาวิทยาลัยหนานจิงของกลุ่มวัยรุ่นหนุ่มสาวที่อาศัยในประเทศจีน เป็นวันฉลองสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี กระทั่งในปี 1993 ได้เริ่มมีการตั้งชื่อ “วันคนโสด” ขึ้นในวันที่ 11 เดือน 11 เนื่องจากในวันดังกล่าวมีตัวเลขหนึ่งถึง 4 ตัว เพราะตัวเลข 1 จำนวน 4 ตัว เปรียบเสมือนท่อนไม้ 4 ท่อน หลังจากนั้นเป็นต้นมา การจัดกิจกรรมวันฉลองคนโสดก็จัดขึ้นทุกปีเป็นประเพณีติดต่อกันมา จนกระทั่งเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในโลก อินเทอร์เน็ตจึงเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ช่วยแพร่กระจายเทศกาลวันคนโสดออกไปสู่วงกว้าง ไปยังสังคมภายนอก และนอกประเทศอย่างรวดเร็ว

ไขรหัสลับ 11/11

เพราะอะไร ทำไมถึงกำหนดให้วันที่ 11 เดือน 11 เป็นเทศกาลวันคนโสด ตัวเลข 1 มีความเกี่ยวข้องอย่างไร แล้วตัวเลข 1 จำนวน 4 ตัว มีความเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกันอย่างไร
ตัวเลข 1 ตัวเดียว มีความหมายถึงคนไร้คู่ 1 คน
ตัวเลข 1 จำนวน 2 ตัว มีความหมายถึงคนโสดสองคน ตามหาคู่ของตนเอง และได้มาพบเจอกัน
ตัวเลข 1 จำนวน 4 ตัว เปรียบเสมือนท่อนไม้ 4 ท่อน มีความหมายถึงเทศกาลของคนโสดหลายๆ คน ได้มีโอกาสพบปะพูดคุยทำความรู้จักกัน และทำลายความโสดนั้นลง ในวันดังกล่าว

11/11 ได้รับความนิยม จนต้องผุดโปรโมชั่นเอาใจคนโสด

จากเทศกาลวันคนโสด ในวันที่ 11 เดือน 11 ที่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 1993 จนกระทั่งเริ่มได้รับความนิยมและกระจายไปสู่ประเทศอื่นๆ เกือบทั่วประเทศ ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย กระทั่งปี 2009 เทศกาลวันคนโสดเริ่มมีกระแสตอบรับที่ดี มีการรวมตัวกันของเหล่าคนโสด ร้านค้าต่าง ๆ จึงไม่พลาดที่จะจัดกิจกรรมและแคมเปญต่างๆ เอาใจคนโสดทั้งหลาย โดยมีทั้งการลดราคาสินค้า อาหาร และบริการ ให้กับคนโสดที่มาใช้บริการเพียงคนเดียว ซึ่งในวันดังกล่าวเหล่าคนโสดทั้งหลายจะออกมาฉลองชีวิตโสดด้วยการช้อปปิ้งทั้งบนร้านค้าทั่วไปและทางร้านค้าออนไลน์กัน โดยโปรโมชั่นดังกล่าวก็ขยายไปสู่เว็บไซต์ E-Commerce ที่มีการแข่งขันลดราคาสินค้าและบริการ เอาใจคนโสดทุก ๆ ปี กระทั่งวันที่ 11 เดือน 11 กลายเป็นวันที่จะต้องกระตุ้นให้เป็น “วันช็อปปิ้งแห่งชาติ” ไปอีกด้วย

11/11/11 วันคนโสดแห่งศตวรรษ

ในวันที่ 11 เดือน 11 ปี 2011 ที่ประเทศจีนจัดงานเทศกาลฉลองวันคนโสดอย่างยิ่งใหญ่กว่าทุกปีที่ผ่านมา หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต่างให้ความสนใจประชากรที่อยู่ในสถานะ “โสด” โดยเฉพาะสุภาพสตรี โดยมอว่านี่เป็นปัญหาระดับประเทศ ทำให้ในวันดังกล่าว ปี 2011 มีประชาชนจำนวนมากตั้งใจเดินทางมาจดทะเบียนสมรสมากถึง 3,000 คู่ เพื่อทำลายความโสดกันในเทศกาลวันคนโสด

“อาลีบาบา” เผยยอดขายถล่มทยายในวันคนโสด

และในวันเดียวกัน เว็บไซต์อาลีบาบา (Alibaba) ภายใต้การนำของ “แจ็ค หม่า” มหาเศรษฐีนักการตลาดมือหนึ่งของจีน เจ้าของบริษัทอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ระดับโลก เปิดเผยว่า อาลีบาบาสามารถทำยอดขายถล่มทลายในวันที่ 11/11/11 สูงถึง 833 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (2.83 หมื่นล้านบาทโดยประมาณ) ทำให้อาลีบาบาให้ความสำคัญกับวันที่ 11/11 เป็นอย่างมาก กระทั่งวันคนโสดในปี 2012 ยอดขายของอาลีบาบาพุ่งทะยานสูงถึง $3.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (1.02 แสนล้านบาทโดยประมาณ) ซึ่งเพิ่มขึ้นสูงเกือบ 4 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2011 และปีนี้ 2018 อาลีบาบาเดินหน้าสร้างความฮือฮาอีกครั้ง ด้วยยอดขายรวมที่มีมูลลค่าสูงถึง 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (3.30 แสนล้านบาทโดยประมาณ) ภายในเวลา 1 ชั่วโมง 48 วินาที แสดงให้เห็นถึงกระแสตอบรับเทศกาลคนโสดจากทุกพื้นที่ของประเทศจีนอย่างถล่มทะลาย

กระแส “วันคนโสด” มาแรง เฟซบุ๊กเปิดตัวฟีเจอร์จับคู่ออกเดทผ่าน Apps ครั้งแรกในไทย

จากกระแสเทศกาลวันคนโสดในปี 2018 นี้ ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากจากทุกคน ไม่ว่าจะในประเทศไทยหรือต่างประเทศ ทำให้แอปพลิเคชันชื่อดังอย่าง “เฟซบุ๊ก” ได้ผุดฟีเจอร์ใหม่ล่าสุด คือ Facebook Dating เพื่อเปิดโอกาสให้คนโสดทั้งหลายสามารถสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อน ๆ ในโลกออนไลน์ผ่านทางฟีเจอร์ดังกล่าว ซึ่งฟีเจอร์ Dating นี้ สามารถจำกัดการใช้งานได้ โดยผู้ใช้งานต้องมีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปเท่านั้น ถึงจะใช้งานฟีเจอร์นี้ได้ โดยประเทศไทยจะเป็นประเทศแรกที่เริ่มมีการใช้งานฟีเจอร์ Dating ในภูมิภาคเอเชีย

ซึ่งฟีเจอร์ Dating ของเฟซบุ๊กในขณะนี้ สามารถใช้งานได้กับระบบปฏิบัติการ Android ในรูปแบบ Application เมื่อวันที่ 7 พ.ย. ที่ผ่านมา ส่วนระบบ iOS อีกไม่นานเกินรอ จะสามารถใช้งานฟีเจอร์นี้ได้อย่างแน่นอน

ต้องบอกเลยว่ากระแสการเฉลิมฉลองเทสกาลวันโสดทุกๆ ปี รวมไปถึงปีนี้ ได้รับความนิยมและมีกระแสที่แพร่หลายอย่างกว้างขวาง คนโสดหลาย ๆ คนต่างเฝ้ารอโอกาสดี ๆ แบบนี้ในการช็อปปิ้งครั้งใหญ่ เพราะหนึ่งปีมีแค่ครั้งเดียว ขณะเดียวกัน บรรดาร้านค้าช้อปปิ้งรวมไปถึง E-commerce จำนวนมากต่างอิงกระแสเทศกาลวันคนโสด กอดคอกันจัดโปรชั่นลด แลก แจก แถม เอาใจคนโสดกันอย่างจัดหนักและจัดเต็มกันเลยทีเดียว ปีนี้การันตีเลยว่า “คนโสด” ไม่เหงา ไม่เศร้า และไม่เดียวดายอย่างแน่นอน


ข้าวกล่อง-ปัจจัยสำคัญกับความเร่งรีบในการใช้ชีวิตของมนุษย์_web.jpg

“ข้าวกล่อง” ปัจจัยสำคัญอีกหนึ่งอย่างในการใช้ชีวิตในช่วงเร่งรีบของมนุษย์ที่ต่างมีภารกิจต่างๆ ให้ได้ทำในแต่ละวัน เพราะข้าวกล่องมีความสะดวกสบายในการพกพา หิวเมื่อไหร่เปิดกล่องกินเมื่อนั้นเลย

มนุษย์ทุกคนมีภารกิจและมีหน้าที่ให้ทำในแต่ละวัน ทั้งการไปเรียนหนังสือ ไปทำงาน ไปท่องเที่ยว ฯลฯ ซึ่งล้วนต้องใช้ความเร่งรีบในการใช้ชีวิต แต่ถึงจะเร่งรีบขนาดไหนก็ตาม อาหาร ก็เป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่มนุษย์ขาดไม่ได้ โดยเฉพาะมื้อเช้า ซึ่งเป็นมื้อสำคัญอย่างยิ่งที่ต้องรับประทาน เพราะเราต้องใช้พลังงานในการทำกิจกรรมต่างๆ ตลอดทั้งวัน ดังนั้น การรับประทานอาหารมื้อเช้า จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะทำให้ร่างกายของเรามีพละกำลังและมีเรี่ยวแรงที่จะทำกิจกรรมในชีวิตเรา

เมื่อมนุษย์มีความเร่งรีบในชีวิต การรับประทานอาหารที่โต๊ะอาหารที่บ้านหรือร้านอาหาร รวมไปถึงการประกอบอาหารเองที่บ้านอาจจะไม่สะดวกมากนักในช่วงเวลาที่มนุษย์เกิดความเร่งรีบ ดังนั้น “ข้าวกล่อง” จึงเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญความเร่งรีบของมนุษย์ในทุกวันนี้ เพราะข้าวกล่องมีความสะดวกสบายในการพกพา หิวเมื่อไหร่เปิดกล่องกินเมื่อนั้น ไม่ต้องเสียเวลาเอาไปใส่จานหรือนำไปประกอบอาหาร เพราะข้าวกล่องมีให้ครบตามความต้องการของมนุษย์

จะว่าไป วันนี้เราอยากกินอะไร ก็แค่เดินไปสั่งที่ร้านอาหารตามสั่งหรือเดินเข้าร้านสะดวกซื้อ ก็มีข้าวกล่องสำเร็จรูปแบบแช่แข็งจำหน่าย หรือบ้านไหนอยู่กันเป็นครอบครัว คุณแม่ก็อาจจะทำข้าวใส่กล่องหรือปิ่นโตไว้ให้เราด้วย นี่ล่ะรูปแบบของ “ข้าวกล่อง” ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่กล่องโฟมเท่านั้น ลักษณะของข้าวกล่องเป็นได้ทั้งข้าวกล่องแช่แข็งที่เมื่อหิวแล้วก็ต้องเอาไปอุ่นในเตาไมโครเวฟ หรืออาจจะเป็นกล่องใส่ข้าวพลาสติก ที่มีวิวัฒนาการมาจากปิ่นโตใส่ข้าว หรือบางคนยังเลือกใช้ปิ่นโตใส่ข้าวด้วยซ้ำ เพราะสามารถบรรจุอาหารได้หลากหลายอย่าง เผื่อว่าเอาไปแบ่งให้เพื่อนๆ รับประทานด้วย

ข้อดีของ “ข้าวกล่อง” เราเห็นกันอยู่แล้วว่า สะดวกสบายในการใช้ชีวิต สามารถรับประทานได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เร่งรีบสุดๆ เป็นต้น แต่หารู้ไม่ว่าจริงๆ แล้ว “ข้าวกล่อง” ที่บรรจุใส่ในกล่องโฟมหรือใส่ในถุงพลาสติก เป็นอันตรายต่อร่างกายเราได้ เพราะพลาสติกจะทำให้เราเป็นมะเร็งได้ ถ้าจะให้ดีวันหลังก็ควรให้ร้านใส่กล่องข้าวให้เราน่าจะดีกว่า แถมยังช่วยลดภาวะโลกร้อนได้อีกด้วย

โดย นพ.วีรฉัตร กิตติ รัตนไพบูลย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านบรรจุภัณฑ์ บริษัทบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม บอกว่า กล่องโฟมที่ใช้ตามท้องตลาดทั่วไป (Styrofoam) เป็นของเสียเหลือทิ้งสีดำๆ จากกระบวนการผลิตน้ำมันปิโตรเลียม ประกอบด้วยสารสไตรีน (Styrene) มีโครงสร้างโมเลกุลคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ในเพศหญิง ซึ่งข้าวกล่องที่บรรจุกล่องโฟมเป็นแหล่งสะสมสารสไตรีน ออกฤทธิ์ให้สมองมึนงง สมองเสื่อมง่าย หงุดหงิดง่าย มีผลทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติและเป็นสารก่อมะเร็งอีก 3 ชนิด หากผู้ชายทานเข้าไปมากๆ มีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ขณะที่ผู้หญิงมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านม และทั้งเพศชายและหญิงมีโอกาสสูงต่อการเป็นมะเร็งตับ ถึงแม้จะไม่ได้ดื่มแอลกอฮอร์เป็นประจำก็ตาม

สุดท้าย แนวโน้มพฤติกรรมการบริโภค “ข้าวกล่อง” ของคนไทยในอนาคต ขึ้นอยู่กับความรู้ความเข้าใจของผู้บริโภคในเรื่องอาหารและโภชนาการ แต่ก็อย่ามัวหลงความสะดวกสบายจนลืมใส่ใจสุขภาพของตนเอง หากไม่จำเป็นพยายามหาเวลาไปรับประทานอาหารที่ร้านหรือที่บ้านกับครอบครัวน่าจะอบอุ่นใจกว่า ดีกว่าต้องเป็นมนุษย์ข้าวกล่องไปตลอดชีวิต