Slice of life

กินอยู่เป็น_จบอะไรไม่ใช่ประเด็น...ใช้ให้เป็นสำคัญกว่า_web.jpg

“เรียนจบทำงานไม่ตรงสาย” วลีอมตะที่หลายคนมักคิดว่าเป็นอุปสรรคที่ทำให้ชีวิตการงานไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร แต่เราเชื่อว่าไม่ใช่ทุกคนที่คิดแบบนี้ ดังนั้น ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงอยากนำเสนออีกหนึ่งแง่มุมของคนที่เรียนจบทำงานไม่ตรงสาย คุณปิยวัฒน์ ปาณีนิจ หรือ ณัฐ หนุ่มอินดัสเตรียลดีไซน์ ซึ่งผันมาจับงานด้านบริการในตำแหน่งผู้จัดการ NAPLAB สาขาวังหลัง Co Working Space สไตล์วินเทจวิวแม่น้ำเจ้าพระยาที่กำลังมาแรงและได้รับความนิยมจากคนย่านฝั่งธน ซึ่งเรียกได้ว่าแม้จะต่างจากสิ่งที่เรียนมาแต่ก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน

“ไม่เคยทำมาก่อน แต่ก็พร้อมที่จะทำ พร้อมที่จะโดดเข้าไป”

นี่คำตอบของคุณณัฐ หลังคุณอาทิตย์ เสมอกาย เจ้าของและผู้ออกแบบ NAPLAB ตั้งคำถามว่า ถ้าให้ทำงานด้านอื่นเพิ่มเติมจากที่เคยทำมาจะได้หรือไม่ โดยพื้นฐานคุณปิยวัฒน์ คือเรียนจบด้าน Industrial Design จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เมื่อจบมาก็ทำงานในสายงานที่เกี่ยวข้องมาตลอด ก่อนได้รับการชักชวนจากคุณอาทิตย์ให้มาร่วมงานกัน

ตำแหน่งเริ่มต้นคุณณัฐใน NapLab คือ รีเซปชั่น ทิ่สาขาจุฬา โดยต้องจัดการรายละเอียดหน้างานทั้งหมด รวมถึงช่วยงานอื่นๆ ของคุณอาทิตย์ตามโอกาส การที่ต้องเริ่มต้น “งานบริการ” ทำให้แต่ละวันต้องพบเจอลูกค้าจำนวนมาก ที่มาพร้อมความคาดหวังและปัญหาเฉพาะหน้าให้ต้องแก้อยู่เสมอถือเป็นความท้าทายใหม่สำหรับหนุ่ม Industrial Design ที่คุ้นกับการออกแบบที่ต้องการอิสระทางความคิดสูงมาตลอด ซึ่งช่วงแรกอาจยังไม่คุ้นชินแต่ก็ใช้วิธีที่จะค่อยๆ เรียนรู้กระบวนการจากหน้างานจริง จนทำให้รู้ว่า Skill หรือ วิธีทำงานที่ถูกต้องคืออะไร ค่อยๆ สะสมประสบการณ์ ทำความเข้าใจกับธุรกิจนี้ให้มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้พบว่าการจะทำงานบริการให้ดีได้นั้น หลักสำคัญ คือ ต้องปรับตัวและเรียนรู้วิธีคิดวิธีแก้ปัญหาตลอดเวลา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปรับใช้วิชา Design Thinking เข้ากับงานบริการ

“ผมคิดว่างานทุกงานมีความกดดันหมด กล้าพูดว่าแม้ผมจบ Industrial Design แต่การได้มาทำงานบริการ ก็ทำให้รู้ว่ามีสิ่งที่อาจารย์สอนแล้วนำมาใช้ได้จริง คือ วิธีคิด เพราะสุดท้ายแล้วการ Design ก็คือการแก้ปัญหา การหาทางออก วิธีคิดแบบ Design Thinking นั่นคือ จดปัญหาขึ้นมาก่อน แล้วจัดลำดับความสำคัญว่าเราจะเริ่มแก้จากไหน แก้แล้วจะสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นไหม เป็นวิธีการมองแบบสมการง่ายๆ คือ มองปัญหาแล้วเจอวิธีแก้ปัญหา แล้วดูว่าแก้ได้จริงหรือไม่ ถ้าไม่ได้ก็กลับมาหาทางใหม่ ต้องไม่ Ignore ปัญหา ถ้าปล่อยไปเรื่อยๆ ปัญหามันก็จะไม่ไปไหนสักที”

นอกจากนี้อีกสิ่งที่ทำอยู่เสมอ นั่นคือ “การเปิดใจฟัง” เพราะเมื่อเปิดรับฟังทั้งจากพนักงานประจำ พาร์ทไทม์ รวมถึงลูกค้าที่ส่งคอมเมนท์ต่างๆ เข้ามา ก็จะยิ่งทำให้ได้ไอเดียใหม่ให้เลือกเอามาปรับในการทำงานให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

“เราต้องกล้าที่จะเปลี่ยนเพราะสุดท้ายแล้วโลกมันไปเรื่อยๆ ถ้าเราหยุดอยู่กับที่เราก็แย่แล้ว ฉะนั้นต้องเปลี่ยนตลอดเวลา โดยยึดจากลูกค้าเป็นหลัก ผมเชื่อว่าเรามาได้ไกลพอสมควร และยังมีหนทางที่จะไปได้อีกยาวไกล”

มุมมองทั้งหมดของคุณณัฐ ทำให้เห็นได้ว่าการเรียนจบสาขาอะไรนั้นมาไม่สำคัญ แต่สำคัญว่าสิ่งที่เราทำเรารักหรือเปล่า ตอบโจทย์สิ่งที่เราต้องการได้หรือไม่ นั่นสำคัญกว่าเพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่เราเรียนมาทุกอย่าง มันสามารถนำมาปรับใช้ได้ทั้งสิ้นขึ้นอยู่กับว่าคุณมองมุมไหน และการจะประสบความสำเร็จในด้านใดได้หรือไม่นั้น ทุกอย่างต้องเริ่มต้นด้วยทัศนคติของตัวเองเป็นสำคัญ



 

หลายท่านอาจรู้จักแล้วว่า Naplab คือ Co- Working Space แนวใหม่ที่กำลังมาแรง ด้วยจุดเด่นตามคำนิยามของผู้ก่อตั้งว่าเป็น “สถานที่ทำงานสุดผ่อนคลายเหมือนอยู่บ้าน” แต่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันเหมาะกับทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะอ่านหนังสือ ทำงาน งีบหลับพักผ่อน วันนี้ ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต อาสาพามาทำความรู้จัก Naplab ในอีกแง่มุมให้มากขึ้น ผ่านการบอกเล่าของคุณปิยวัฒน์ ปาณีนิจ หรือ คุณณัฐ ผู้จัดการ Naplab สาขาวังหลัง ซึ่งเป็นอีกคนที่คลุกคลีกับ Naplab มาตั้งแต่สาขาแรกที่จุฬา………

“เชื่อไหมว่า เคยมีน้องๆ นักเรียนมาใช้บริการพักอยู่ที่นี่เป็นเดือนเลย ในช่วงสอบ GAT PAT โดยเรามี Facilities ให้หมด ยกเว้นเรื่องเสื้อผ้าที่น้องเค้าเอาไปซักข้างนอก เรามีห้องอาบน้ำ น้องสามารถซื้อของเข้ามาทานได้ มีกล้องวงจรปิดเพื่อความปลอดภัย มีพื้นที่ทำงาน อ่านหนังสือ นั่งเล่น นั่งคุย นั่งถาม มี wifi ให้ตลอด”  คุณณัฐ เปิดบทสนทนาพร้อมรอยยิ้ม ก่อนขยายความถึงตัวตน Naplab

 

เน้นขาย “ความสบาย อิสระ แต่ต้องเคารพสิทธิผู้อื่น”

จุดเริ่มต้น Naplab เกิดจากแนวคิดของคุณอาทิตย์ เสมอกาย เจ้าของและผู้ออกแบบ Naplab ที่อยากให้มีสถานที่ทำงานเสมือน “ทำงานบ้านเพื่อน” ที่สามารถอยู่ได้แบบ 24 ชั่วโมง หิวข้าว หิวน้ำก็นำมาทานได้ทุกเมื่อ นำมาสู่ Co Working Space แนวใหม่ที่ได้รับความนิยมแพร่หลายในกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และวัยทำงาน

นอกจากจุดเด่นด้านดีไซน์ที่รีแล็กซ์ และเติมฟังค์ชั่นต่างๆ ให้ใช้งาน พักผ่อน เล่น หรือ จับกลุ่มทำงานครบครันแล้ว อีกจุดขายสำคัญ คือ “ความสบาย อิสระ แต่ต้องเคารพสิทธิผู้อื่น” เพราะทีมบริหารมองว่าถ้ามีกฎ หรือ ข้อห้ามมากเกินไปอาจกระทบต่อความสะดวกสบายและความรู้สึกของผู้ใช้งาน อาจทำให้คิดงานไม่ออก เข้ามาแล้วเครียด

ดังนั้นจึงผสานระหว่างความคล้ายห้องสมุด แต่ฉีกกฎเพื่อแก้ปัญหาจากข้อจำกัดของสถานที่โดยปรับใส่คุณค่าความเป็นมนุษย์เข้าไปมากขึ้น เพราะทีมบริการเข้าใจดีพฤติกรรมมนุษย์ว่าการทำงาน ต้องมีการพักผ่อน ทานอาหาร หรือ ผ่อนคลายรวมอยู่บ้าง แต่กิจกรรมนั้นต้องไม่รบกวน ละเมิดสิทธิผู้อื่นด้วย

“ที่นี่เราอยากให้สบายๆ เป็นกันเอง อย่างคนไหนที่มาประจำเราก็จะคุยเล่น บางคนกลายเป็นเพื่อนกันไปเลย จุดแข็งของเราคือ เรามีฐานคนที่รู้จักเรา ที่รู้จักตัว Naplab”

 

2 สาขา 1 คอนเซ็ปต์ แต่ต่างกลุ่มลูกค้า

ปัจจุบัน Naplab มีทั้งสิ้น 2 สาขา โดยสาขาแรก ตั้งอยู่ที่จุฬาซอย 6 มีการตอบรับค่อนข้างดี ทำให้เห็นว่ายังมีผู้คนที่คิดเหมือน Naplab ว่าควรมีพื้นที่ลักษณะนี้สำหรับการทำงาน จึงเป็นที่มาของการขยายสู่สาขาล่าสุดคือ สาขาวังหลัง ตั้งอยู่ชั้น 4 อาคารท่าวังหลัง โดย 2 สาขาจะมีคอนเซ็ปต์เดียวกัน คือ เน้นขายความสบายเป็นกันเองและมีอิสระ แต่สิ่งที่ต่างกัน คือ กลุ่มลูกค้า

“การทำธุรกิจของ Naplab เราเน้นที่ User experience เขาเสียค่าใช้จ่ายมาแล้ว เขาไม่ได้ซื้อแค่พื้นที่อย่างเดียว เขาซื้อความรู้สึกด้วย ความรู้สึกในการมานั่งทำงาน ความรู้สึกในการมาเจอเพื่อน มันมี experience บางอย่างที่มันไม่สามารถสร้างได้ ทุกอย่าง บรรยากาศ มันเป็นการเริ่มต้นบนจุดที่เหมือนกัน คือ คอนเซ็ปต์สบายๆ เป็นกันเอง” คุณณัฐ ขยายความพร้อมเล่าต่อว่า

ในส่วนสาขาจุฬา ช่วงเริ่มแรกคาดว่าผู้เข้ามาใช้หลักน่าจะเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยและคนวัยทำงาน แต่ปรากฏว่า Naplab กลับถูกใจของน้องๆ มัธยมด้วยเพราะว่าเปิด 24 ชั่วโมงและมีระบบความปลอดภัยที่ดี ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากผู้ปกครองของเด็กกลุ่มนี้ว่าเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยและวางใจ

ขณะที่สาขาวังหลัง แม้ออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์เดียวกัน แต่ก่อนลงมือทำก็ได้เข้าไปพูดคุยกับเป้าหมายหลัก ได้แก่ แพทย์ นักศึกษาแพทย์ นักศึกษาธรรมศาสตร์ เจาะถึงสิ่งที่อยากได้ หรือ อยากให้เป็น เพื่อตอบโจทย์ตรงความต้องการคนกลุ่มนี้ ทำให้พบว่ากลุ่มนี้จะค่อนข้างจริงจังกับการอ่านหนังสือ สาขานี้จึงมีความแตกต่างของบรรยากาศที่ดูเคร่งขรึมและเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นกว่าสาขาแรก แต่ยังอยู่ในคอนเซ็ปต์เดียวกัน

 

ใส่ใจทุกความคิดเห็นลูกค้า

การที่ Naplab เติบโตมาถึงปัจจุบัน คุณณัฐบอกว่าส่วนหนึ่งต้องขอบคุณลูกค้าทุกท่าน ทั้งที่เข้ามาใช้บริการและร่วมแสดงความคิดเห็น โดยทีมบริหารจะให้ความสำคัญมากกับทุกความเห็น เพราะทั้งหมดนี้คือ Customer experience ที่ต้องนำมาใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาบริการให้ตอบโจทย์สูงสุด และสร้างความประทับใจสูงสุดแก่ลูกค้า

“เมมเบอร์ของเราบางคน มานั่งมาคุยกับเราบ่อย จนลูกค้าเข้าไปสอบถามเพราะคิดว่า เมมเบอร์คนนั้นเป็น สตาฟของเราก็มี ซึ่งมีอะไรตลกๆ แบบนั้นอยู่ จนรู้สึกว่านี่คือความน่ารัก ที่เราจะรักษา Strength ตรงนี้ของเราไว้ โดยไม่อยากคิดว่าใครเป็นคู่แข่ง เราจะเน้นการมองตัวเราเอง และ คนที่รักเรา ลูกค้าเราเป็นหลัก” ผู้จัดการหนุ่มกล่าวทิ้งท้าย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สำหรับผู้สนใจเข้าใช้บริการ สามารถไปใช้บริการได้ที่ NapLap สาขาจุฬาฯ ซอย 6 และสาขาวังหลัง ใกล้ที่ไหน สะดวกที่ไหน แวะเข้าไปใช้บริการกันได้ ส่วนอัตราค่าบริการจะมีราคาแตกต่างกันไป มีทั้งราคาสำหรับบุคคลทั่วไปและราคาสำหรับนักเรียน-นักศึกษา เมื่อถึงที่ Naplab ให้ติดต่อชำระเงินที่บริเวณเคาวเตอร์ จากนั้นจะได้สลิปผ่านประตู เพียงแค่นี้ คุณก็จะได้เข้าไปสัมผัสกับบรรยากาศสถานที่ทำงาน Co-working space สุดแนวที่คุณจะต้องมีความสุขและประทับใจอย่างแน่นอน และนี่คือวิถีแห่ง “กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

อัตราค่าบริการ

Naplab สาขาจุฬาฯ ซอย 6

ในภาพอาจจะมี ข้อความ

ในภาพอาจจะมี ข้อความ

 

Naplab สาขาวังหลัง 

ในภาพอาจจะมี ข้อความ

ในภาพอาจจะมี ผู้คนกำลังนั่ง และข้อความ


กินอยู่เป็น_ป๋าเปรม-กับ-10-ข้อคิดดี-ๆ-ที่ฝากให้-ปชช.-นำไปปรับใช้ในชีวิตจริง_web.jpg

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวม 10 ข้อคิดดี ๆ ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่ได้ฝากไว้ให้กับประชาชนคนไทย เพื่อเตือนสติคนไทยและนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง

นับเป็นข่าวเศร้าสลดใจอย่างยิ่ง สำหรับการสูญเสียบุคคลสำคัญของประเทศอย่าง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่ถึงแก่อสัญกรรมอย่างสงบ เนื่องจากระบบหัวใจล้มเหลว เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2562 เวลา 09:09 น. ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ถือได้ว่าเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศไทยเลยก็ว่าได้

ตลอดช่วงชีวิตของ พล.เปรม ติณสูลานนท์ ที่เคยดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ฯลฯ ล.เปรม ติณสูลานนท์ ได้ทำคุณประโยชน์ต่าง ๆ ให้แก่ประเทศชาติเป็นอย่างมาก พร้อมกับให้ข้อคิดหรือคติเตือนใจต่าง ๆ กับประชาชนทุกคนให้ใช้ชีวิตบนพื้นฐานของการทำความดี การให้ การรู้จักความเสียสละ และตอบแทนคุณแผ่นดิน

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงได้รวบรวม 10 ข้อคิดดี ๆ ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่ได้ฝากไว้ให้กับประชาชนคนไทย เพื่อเตือนสติคนไทยและนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง

1. ผู้ปกครองบ้านเมืองที่ดี ต้องรู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน ต้องรู้จักการ ปิดทองหลังพระ ต้องรู้ว่า ประโยชน์ของชาติบ้านเมือง คือสิ่งที่คนในชาติต้องการ ต้องรู้จักการตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน

2. คนไม่ดี ประกอบอาชีพไม่สุจริต ทำธุรกิจผิดกฎหมาย ใช้อำนาจหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนตน ถ้าเขาสำนึกได้ และเลิกเสีย แล้วหันมาประกอบอาชีพสุจริต จะเป็นการตอบแทนบุญคุณที่น่าสรรเสริญอย่างยิ่ง

3. รัฐบาลที่ดีจะใช้การปกครองที่ดี เพื่อตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน เพื่อให้เกิดความสุขในแผ่นดิน

4. การตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน คือ การประพฤติปฏิบัติตนเป็นคนดี เป็นสถาบันที่ดี เป็นองค์กรที่ดี เป็นตัวอย่างที่ดี มุ่งกระทำแต่ความดีเพื่อประโยชน์ของแผ่นดิน

5. ผมมีความเห็นเป็นส่วนตัวว่า “การตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน เพื่อสร้างถิ่นไทยให้ใสสะอาดให้สัมฤทธิ์ผลนั้นต้องเข้าใจและกระทำหลายอย่าง เพราะการจะทำถิ่นไทยให้สะอาด มีปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย ทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ ที่ผมพูดหมายถึงว่า ต้องมีการปฏิบัติพร้อมกันทั้งกายและทั้งใจ”

6. ไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวไกลไปอย่างไร วิชาการจะสูงส่งเพียงใดนั้น คนคือพวกเรายังเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้ประเทศไทยใสสะอาด หรือไม่ใสสะอาด

7. สิ่งที่ผมถือปฏิบัติอยู่อย่างหนึ่ง คือ “อย่าทำให้สิ่งที่ไม่อยากทำ อย่าบังคับฝืนใจตัวเองในสิ่งที่เราไม่อยากไป ไม่ต้องอธิบายเหตุผล ใจคอไม่สบายไม่ต้องฝืนใจทำ”

8. คนเราจะอายุยืนต้องรู้จักคำว่า พอ พอในที่นี้คือ พองาม พอควร พอกิน พอใช้ พอใจ สิ่งเหล่านี้ถ้าเรามีก็น่าจะทำให้เราอายุยืน

9. จิตวิญญาณเป็นพลังสำคัญที่จะช่วยจรรโลง เชิดชู ความเป็นคนไทย คนไทยจะแก้ปัญหาใหญ่น้อยทั้งหลาย ไม่ว่าปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง ได้ง่าย สะดวก และหวังผลสำเร็จได้จริง

10. คนอารมณ์ดีจะต้องรู้จักคำว่า รัก รักตัวเอง รักผู้อื่น รักบิดา มารดา รักผู้มีพระคุณ รู้จักทดแทนบิดามารดาผู้มีพระคุณก็จะทำให้เราอารมณ์ดี มีความนึกคิดที่ดี

ถึงแม้ว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จะไม่อยู่แล้ว แต่ท่านยังได้ทิ้งคุณงามความดี รวมถึงข้อคิดเตือนใจเอาไว้ เพื่อให้บรรพชนคนรุ่นหลังได้เรียนรู้และศึกษา รวมถึงนำไปเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตได้ในอนาคต สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะอยู่ในความทรงจำของคนไทยตลอดไป และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


ปรับเซลล์ในร่างกายให้เยาว์วัยราว-14-อีกครั้ง-ของ-ดรศุภวุฒิ-สายเชื้อ_web.jpg

เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายของเราก็จะค่อย ๆ ร่วงโรย มีริ้วรอยหรือเหี่ยวย่น ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า เรากำลังค่อย ๆ คืบคลานเข้าสู่ “ความแก่” เชื่อว่าใครหลาย ๆ คนไม่อยากเผชิญกับสิ่ง ๆ นี้เท่าไหร่นัก จึงพยายามแสวงหาวิธีต่าง ๆ ที่จะทำให้ตัวเองยังคงอ่อนเยาวกว่าวัย

ปัจจุบัน เราจะเห็นคนในวงการบันเทิงหลายคนที่แม้อายุจะเข้าสู่เลข 4 เลข 5 แล้ว แต่ใบหน้าของเขายังคงดูเด็กอยู่เสมอ ราวกับอายุเลข 2 เลข 3 หมาด ๆ อย่างเช่น มอส ปฏิภาณ , ก้อง สหรัฐ , อั้ม พัชราภา , ป๊อก ปิยธิดา , แคทรียา อิงลิช , เบิร์ด ธงไชย ฯลฯ ที่ไม่ว่าจะผ่านมานานหลายปี แต่กาลเวลาก็ไม่สามารถทำร้ายพวกเขาได้เลย

แต่เชื่อไหมว่า ในอนาคตมนุษย์เราอาจไม่ต้องกังวลกับริ้วรอยของความแก่ชรากันอีกต่อไป ซึ่งวันนี้ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงได้ขอนำบทความน่าสนใจของ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ในวัย 62 ปี นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังแถวหน้าของไทย ที่ให้สัมภาษณ์คอลัมน์ “จุดประกาย” เรื่อง “ปรับเซลล์ให้หนุ่มสาว” มาฝากกัน โดย ดร.ศุภวุฒิ บอกว่า เป็นไปได้ที่คนเราจะไม่เจ็บ ไม่แก่ เพราะมีการศึกษาวิจัยหลายชิ้นสามารถนำมาใช้ได้กับคนทั่วไป

ย้อนกลับไปเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ช่วงนั้นทำงานหนัก ไม่สนใจสุขภาพ ทำให้สุขภาพไม่ดี จึงไปพบคุณหมอและตรวจดีเอ็นเอพบว่า ในอนาคตมีโอกาสเสียชีวิตด้วยโรคเบาหวาน ตั้งแต่นั้นมาจึงเริ่มใส่ใจในเรื่องของสุขภาพมากขึ้น ค่อย ๆ เริ่มศึกษาข้อมูลด้านสุขภาพ พยายามหางานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องของสุขภาพที่สามารถเชื่อถือได้ ตอนนั้นหมอแนะนำว่าให้งดอาหารเย็น เพื่อให้ร่างกายเผาผลาญน้ำตาลและไขมันให้หมด จนตอนนี้น้ำหนักลดลง 12 กิโลกรัม

จากงานวิจัยของคุณหมอ Ohsumi ที่ได้รางวัลโนเบล เรื่อง การทำความสะอาดบำรุงรักษาเซลล์ในร่างกาย ระบุว่า การอดอาหารเย็นเป็นวิธีหนึ่งในการกระตุ้นให้เซลล์ไม่แก่ ทำให้เซลล์ดีและสุขภาพดีด้วย และอีกวิธีคือการออกกำลังกาย การวิ่ง ทำให้หัวใจเต้นเร็ว ฉะนั้นเซลล์คนเรา ถ้าถูกกดดันบ้าง ด้วยการอดอาหารหรือวิ่ง ร่างกายจะแข็งแรง แนวคิดนี้เป็นการรักษาตัวเองในระดับเซลล์ไม่ให้ป่วยด้านใดเลย เพราะตนไม่อยากป่วยเป็นโรคต่าง ๆ จึงต้องทำเซลล์ให้หนุ่มสาว และเมื่อวันหนึ่งร่างกายของเราเดินทางมาถึงช่วงวัยแห่งความแก่แล้ว จะต้องทำชีวิตไม่แก่ ไม่เจ็บ ให้มีแค่เกิดและตายเท่านั้น ฟังดูอาจจะเป็นสิ่งท้าทาย แต่เพื่อผลประโยชน์ของเราเองทั้งนั้น

นอกจากนี้ งานวิจัยของ Dr.Leonard Guerante (MIT) และ Dr.David Sinclair (มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด) พบว่า ถ้าจะทำให้เซลล์ไม่แก่ จะต้องดูแลร่างกาย เวลาที่ออกกำลังกายและอดอาหาร จะกระตุ้นเซลล์ไม่ให้แก่ ไม่ป่วยสักโรค ขณะเดียวกัน ยังมีเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่ทำให้เซลล์กลับมาหนุ่มสาวอีกมากมาย อาทิ ยารักษาโรคเบาหวาน Metformin ที่รับประทานไปแล้วมีผลข้างเคียงทำให้อายุยืนและแข็งแรง และ Target of Rapamycin หรือยาที่ช่วยให้คนที่ปลูกถ่ายอวัยวะร่างกายไม่ปฎิเสธ ช่วยกดภูมิต้านทานให้ยอมรับ มีผลข้างเคียงทำให้อายุยืน มีการทดลองกับสัตว์เลี้ยงที่ไม่สบายเป็นโรคหัวใจ ทำให้ฟื้นตัวและอายุยืน

เรื่องนี้ไม่ใช่ความฝัน แต่เรื่องนี้เป็นความจริง เพราะหลังจากที่ได้ออกกำลังกายและงดอาหารมาได้ 6 ปี ทำให้ตอนนี้สุขภาพดีขึ้น เดินทางไปไหนก็ได้ ไม่เจ็บปวดร่างกายเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว ทำให้ร่างกายดูเยาว์วัย จะเห็นเลยว่าการทำให้ร่างกายดูดีแบบนี้ไม่ใช่เรื่องยากเลย ถ้าตั้งใจจากใจจริง ยังไงคุณก็ทำได้อย่างแน่นอน

ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอขอบคุณ : เนื้อหาจาก คอลัมน์ จุดประกาย หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ


Banner_welltitude_ล้างจาน.jpg

ผลการวิจัยจากสหรัฐฯ ระบุว่า “การล้างจาน” ช่วยฝึกสมาธิ ทำให้จิตใจสงบ ลดภาวะความเครียด ความกังวลลง 27% และมีแรงบันดาลใจเพิ่มขึ้น 25%

“การล้างจาน” เป็นอีกหนึ่งกิจวัตรประจำวันที่สมาชิกในครอบครัวทุกคนและทุกบ้านต้องทำกันเป็นประจำอยู่แล้ว ย้อนกลับไปในวัยเด็กแต่ละโรงเรียนก็จะปลูกฝังให้นักเรียนทำทุกอย่างด้วยตนเอง ไม่เว้นแม้กระทั่งการล้างจานหลังรับประทานอาหารกลางวันเสร็จสิ้นแล้ว ถือเป็นเรื่องที่ดีที่ช่วยปลูกฝังให้นักเรียนลงมือทำด้วยตัวเองตั้งแต่วัยเด็ก

แต่รู้หรือไม่ว่าการล้างจานไม่ใช่เป็นแค่การทำกิจวัตรประจำวันเท่านั้น แต่ช่วยส่งผลดีที่จิตใจเราด้วย โดยเว็บไซต์ TIME รายงานผลการวิจัยจากของนักวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยฟลอริดาของสหรัฐฯ ว่า การล้างจานเป็นการช่วยฝึกสมาธิ ฝึกจิตใจให้สงบ ลดภาวะความเครียดของตัวเอง และส่งผลต่อการควบคุมการทำงานภายในร่างกาย โดยเฉพาะระบบสมองให้ระบบความคิดมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การวิจัยในครั้งนี้มีนักเรียนเป็นกลุ่มตัวอย่างจำนวน 51 คน โดยให้กลุ่มตัวอย่างอ่านข้อความสั้นๆ ก่อนเริ่มทำการล้างจาน ข้อความดังกล่าวมีใจความว่า

 

“ในขณะที่ล้างจาน จิตใจเราควรจดจ่อกับการล้างจานเท่านั้น ไม่ควรคิดฟุ้งซ่านหรือคิดเรื่องราวที่ทำให้ตนเองเกิดความเครียด จงเตือนสติตัวเองอยู่เสมอว่ากำลังทำอะไรอยู่ อย่างลืมว่า ต้องตระหนักถึงความคิดและการกระทำของตัวเองอยู่เสมอ”

 

ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่ล้างจานด้วยความตั้งใจจริงๆ จะมีแรงบันดาลใจเพิ่มขึ้น 25% และช่วยลดภาวะความเครียด ความกังวลลง 27% เนื่องจากขณะที่กำลังล้างจานนั้น กลุ่มตัวอย่างมีจิตใจมุ่งที่การล้างจานและจดจ่ออยู่กับกลิ่นของน้ำยาล้างจานและอุณหภูมิของน้ำในอ่างล้างจาน และฝึกการควบคุมจังหวะการหายใจของตนเอง หายใจเข้าและออกอย่างมีระเบียบ ประหนึ่งเหมือนได้ฝึกนั่งสมาธิ นอกจากนี้ การล้างจานทำให้กลุ่มตัวอย่างรู้สึกว่าเวลาเดินช้าลง ทำให้ตนเองมีเวลาคิด สมองโล่งปลอดโปร่งขึ้น ซึ่งนักวิจัยมองว่าเป็นการปรับอารมณ์ไปในทางที่ดีขึ้น ขณะที่กลุ่มตัวอย่างที่้ล้างจานด้วยความไม่ตั้งใจ จะไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ จากการล้างจานเลย

อย่างไรก็ตาม มุมมองของนักวิจัยมีความเห็นเพิ่มเติมถึงเรื่องนี้ว่า การล้างจานดูเหมือนว่าเป็นกิจวัตรประจำวันที่ใกล้ตัว หากกระทำด้วยความตั้งใจแล้วจะช่วยเพิ่มภาวะของสติ จิตใจ มีสมาธิมากขึ้น ช่วยลดความเครียด และพัฒนาความเป็นอยู่ทางด้านจิตใจได้ดีขึ้นเช่นกัน

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก เว็บไซต์ : time.com

 


ตุ๊กตุ๊ก..สุขใจ..ที่ได้ทำ.jpg

 

 

ปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่ต่างดิ้นรนทำงานเพื่อแสวงหาเงินทองทรัพย์สิน บ้างเพื่อปากท้อง บ้างเพื่อแต่งเติมซื้อหาความสุข ซึ่งอาจต้องแลกมากับความเหนื่อยล้าในสิ่งที่ทำอยู่เพราะไม่ใช่สิ่งที่รัก ดังนั้นจะดีแค่ไหนหากได้ทำสิ่งที่รักและสามารถเลี้ยงปากท้องดูแลครอบครัวไปได้พร้อมกัน

ทีมงานกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำท่านไปพบกับ “คุณลุงจันทร์ นานุ” โชเฟอร์สามล้อเครื่อง (รถตุ๊กตุ๊ก) เมืองแม่ฮ่องสอน ผู้มองเห็นช่องทางและโอกาสจากอาชีพบริการที่ตนเองรัก จนนำมาสู่การพัฒนาบริการเสริมซึ่งช่วยสร้างรายได้และความสุขใจไปพร้อมกัน   

ตุ๊กตุ๊กท่องเที่ยวคันแรกแห่งเมืองสามหมอก

ลุงจันทร์ โชเฟอร์หนุ่มใหญ่ใจดี พื้นเพดั้งเดิมเป็นชาวลำพูน ได้ย้ายมาประกอบอาชีพที่แม่ฮ่องสอน ตั้งแต่ปี 2533 เริ่มจากขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ก่อนหันมาขับรถตุ๊กตุ๊กตั้งแต่ปี 2554 โดยบริการรับส่งในตัวเมืองเหมือนรถตุ๊กตุ๊กรับจ้างทั่วไป

แต่ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา แม่ฮ่องสอนได้รับการโปรโมทและเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับอุปนิสัยส่วนตัวที่รักงานบริการ ชอบพบปะพูดคุยและเดินทางไปในที่ต่างๆ ลุงจันทร์เริ่มเห็นช่องทางที่จะต่อยอดและคว้าโอกาสเพิ่มรายได้จากตรงนี้ จึงลงทุนติดตั้งเครื่องยนต์ใหม่ให้รถตุ๊กตุ๊กคันนี้สามารถวิ่งขึ้นเขา ขึ้นดอย หรือ ไปในที่ไกลๆ มากขึ้น เพื่อเพิ่มบริการทางเลือกใหม่แก่นักท่องเที่ยว เรียกได้ว่าเป็น “ผู้ให้บริการรถตุ๊กตุ๊กท่องเที่ยวรายแรกของแม่ฮ่องสอน”

รูปแบบบริการ จะมีทั้งแบบเหมาท่องเที่ยวเฉพาะจุด หรือ จัดทริปท่องเที่ยวแบบ 1 วัน  2 วัน หรือ ตามแต่นักท่องเที่ยวต้องการ ไม่ว่าจะเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สโลว์ไลฟ์เก๋ไก๋ ไหว้พระ รับลมชมธรรมชาติ ท่องภูเขา เที่ยวน้ำตก แช่น้ำพุร้อน ลุงจันทร์การันตีว่ารถตุ๊กตุ๊กคันนี้พร้อมพาไปได้หมดทุกที่ที่มีทาง

“ผมรักอาชีพนี้ รักอาชีพบริการ ถ้าใครอยากไปไหนก็ตามใจทุกอย่าง ไม่จำกัดเวลา” ลุงจันทร์กล่าว พร้อมเล่าต่อว่า แต่ละทริปลุงจันทร์จะนำสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อและได้รับความนิยม อาทิ พระธาตุดอยกองมู สะพานซูตองเป้ หมู่บ้านกระเหรี่ยงคอยาว น้ำตกผาเสื่อ ภูโคลน ถ้ำปลา ปางตอง ปางอุ๋ง ฯลฯ  มาปรับใช้ในเส้นทางให้เหมาะกับโจทย์ลูกค้าแต่ละรายตามที่ตกลงกัน พร้อมบริการให้คำแนะนำ เกร็ดน่ารู้ ภาษาถิ่น เสมือนไกด์ประจำตัวตลอดการเดินทาง และ “ความปลอดภัย” คืออีกสิ่งหนึ่งที่ให้ความสำคัญ ดังนั้นจึงเตรียมพร้อมทั้งคนและรถ ด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ และเช็คสภาพรถก่อนออกเดินทางทุกครั้ง

ถ้าตั้งใจและใส่ใจ ก็ไม่มีอะไรเป็นข้อจำกัด

นับจากที่เริ่มให้บริการนักท่องเที่ยวทริปแรกจนถึงปัจจุบันซึ่งเข้าสู่ปีที่ 4 ลุงจันทร์บอกว่า ไม่คิดจะมีคนสนใจใช้บริการ หรือ มีคนรู้จักมากเหมือนทุกวันนี้ โดยลูกค้าช่วงแรกส่วนใหญ่มาจากการบอกต่อปากต่อปาก ต่อมาเมื่อมีลูกค้านำบริการของลุงจันทร์ไปโพสต์ในเว็บไซต์ pantip ก็ทำให้เริ่มเป็นที่รู้จัก มีลูกค้าสนใจสอบถามและติดต่อจองคิวต่อเนื่องเป็นระยะ แม้แต่นักท่องเที่ยวที่ไม่ได้ใช้บริการแต่ได้เคยอ่านเรื่องราวเคยเห็นรูปลุง เมื่อมาเที่ยวแม่ฮ่องสอนแล้วเจอกันระหว่างทางก็แวะเข้ามาทักทาย เกิดมิตรภาพใหม่ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ลุงจันทร์ดีใจและบอกว่าเป็นเสมือนน้ำหล่อเลี้ยง หรือกำลังใจที่ดีสำหรับคนในอาชีพบริการ

ส่วนกรณีลูกค้าต่างชาติ แม้ลุงจันทร์จะอ่านอังกฤษไม่ออก ก็ไม่ใช่ข้อจำกัดหรือปัญหา เพราะอาศัยความตั้งใจ และใส่ใจด้วยวิธีครูพักลักจำ โดยจะฟังและจดใส่สมุดเป็นภาษาไทย ว่าคำไหนแปลว่าอะไร ออกเสียงอย่างไร สำคัญอย่างไร แล้วนำมาท่องให้ขึ้นใจเพื่อใช้พูดคุยกับลูกค้า

ทั้งหมดนี้ทำให้แต่ละปี ลุงจันทร์มีลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างชาติ เข้ามาจองคิวใช้บริการท่องเที่ยว เฉลี่ย 50-60 ทริปต่อปี ซึ่งช่วยทำให้ลุงมีรายได้ที่ดีขึ้นตามมา ส่วนวันที่ไม่มีคิวจองก็วิ่งรับจ้างทั่วไปในตัวเมืองแม่ฮ่องสอนตามปกติ และในปี 2561 นี้จากยอดจองก็มีแนวโน้มว่าจะมีลูกค้ามากกว่าทุกปี ซึ่งลุงจันทร์ขอฝากคำขอบคุณลูกค้าทุกท่านมา ณ ที่นี้ด้วย

“ผมรักอาชีพนี้ รักมันก็เลยทำมาถึงทุกวันนี้ และ อยากฝากถึงทุกคนว่า คนเราถ้าชอบอะไร ตั้งใจทำ มันจะทำเป็นไปเองและมีผลสำเร็จ” ลุงจันทร์ กล่าวทิ้งท้าย

 

  • “ผู้สนใจท่องเที่ยวรับลมชมวิวแม่ฮ่องสอนไปกับรถตุ๊กตุ๊ก ติดต่อสอบถามได้ที่ 084-370-0554 ลุงจันทร์ นานุ พร้อมคำปรึกษาและแนะนำด้วยมิตรภาพและไมตรี….”

เศรษฐกิจพอเพียง-แนวคิดของพ่อ-ที่สอนคนไทยใช้ชีวิตอย่างประหยัด_web2.jpg

หลักปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เป็นแนวคิดที่สอนให้พสกนิกรไทยมีความเป็นอยู่ที่ดี ใช้ชีวิตเป็น และรู้จักถึงความประหยัดมากขึ้น

เชื่อว่าพสกนิกรไทยหลายๆ คน บางคนยังไม่เข้าใจความหมายของคำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” ดีพอ บางส่วนเข้าใจกันไปผิดเพี้ยนว่าเป็นการประหยัด ต้องอด เพื่อไม่ให้สิ้นเปลือง ซึ่งนั่นไม่ใช่ความหมายของคำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” ที่แท้จริง ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอน้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มาถ่ายทอดให้ได้ทราบกันอีกครั้ง

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำริเกี่ยวกับปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ.2517 โดยทรงมีพระราชดำริว่าด้วยเศรษฐกิจพอเพียงตอนหนึ่งว่า

“…การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐานคือ ความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัดแต่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เมื่อได้พื้นฐานความมั่นคงพร้อมพอสมควร และปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญ และฐานะทางเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป…”

“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญาเกี่ยวกับแนวทางการดำรงชีวิตและปฏิบัติตนของประชาชนทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน สังคม รัฐ ตลอดจนประเทศชาติ ทั้งการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกในปัจจุบัน ทั้งนี้ ในช่วงวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 คนไทยได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้อย่างมาก บริษัทหลายแห่งต้องปิดกิจการลง พนักงานบริษัทต้องกลายเป็นผู้ว่างงานกันหลายคน ด้วยเหตุนี้ หลักปรัชญาความพอเพียงสำหรับการดำเนินชีวิต จึงพิสูจน์ให้เห็นได้ว่าหลักปรัชญาดังกล่าวสามารถนำไปปฏิบัติใช้ได้จริง ทำให้คนไทยสามารถพึ่งพาตนเองและสามารถดำเนินชีวิตได้ รวมถึงสามารถจัดการปัญหาต่างๆ ได้ ซึ่งถือเป็นศักยภาพพื้นฐานที่คนไทยควรพึงกระทำ

หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสามารถอธิบายถึงคุณสมบัติได้ 3 ประการ ประกอบด้วย พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกันที่ดี ต่อผลกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในภายนอก

“พอประมาณ” หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น

“มีเหตุผล” หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียง จะต้องมีเหตุผล โดยพิจารณาจากปัจจัยที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำอย่างรอบคอบ

“มีภูมิคุ้มกันที่ดี” หมายถึง เตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น

ขณะเดียวกัน หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีเงื่อนไขสมทบอยู่ 2 เงื่อนไข ประกอบด้วย เงื่อนไขความรู้ และ เงื่อนไขคุณธรรม

“เงื่อนไขความรู้” หมายถึง การเป็นผู้มีความรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องรอบด้าน ขณะเดียวกันจะต้องมีความรอบคอบในการนำความรู้มาพิจารณาเชื่อมโยงกัน เพื่อใช้ในการวางแผนและระมัดระวังตัว

“เงื่อนไขคุณธรรม” หมายถึง ความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต อดทน อดกลั้น ความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต และดำเนินชีวิตอย่างมีสติอยู่เสมอ

“… พอเพียงนี้ก็หมายความว่า มีกิน มีอยู่ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่หรูหราก็ได้ แต่ว่าพอ แม้ว่าบางอย่างอาจจะดูฟุ่มเฟือย แต่ถ้าทำให้มีความสุข ถ้าทำได้ก็สมควรที่จะทำ สมควรที่จะปฏิบัติ อันนี้ก็ความหมายอีกอย่างของเศรษฐกิจพอเพียง หรือระบบพอเพียง …” (พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 4 ธันวาคม 2540)

หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ถ้านำมาประยุกต์ใช้กับเรื่องของการใช้ชีวิตของประชาชนชาวไทยอย่างหยัดนั้น จะอธิบายได้ว่า

“พอประมาณ” หมายถึง การใช้จ่ายเงินอย่างประหยัด ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยกับเรื่องที่ไม่จำเป็น ขณะเดียวกัน ไม่ควรอดอออมเกินความจำเป็น หากมีความจำเป็นที่จะต้องใช้จ่ายเงิน ก็ขอให้ใช้จ่ายอย่างสมเหตุสมผล

“มีเหตุผล” หมายถึง การใช้จ่ายเงินจะต้องมีเหตุผลรองรับกับรายจ่ายนั้นๆ อาทิ จะซื้อนาฬิกาสัก 1 เรือน ก็ต้องมีเหตุผลว่า จะซื้อเพื่ออะไร มีความจำเป็นหรือไม่ และถ้าต้องซื้อจริงๆ ควรซื้อในราคาที่แพงหรือหรูหราหรือไม่

“มีภูมิคุ้มกันที่ดี” หมายถึง ไม่ประมาทกับการใช้จ่ายเงิน มีสติทุกครั้งในการใช้จ่าย หากเป็นไปด้วยเราควรมีแผนในการใช้จ่ายเงินหรือรู้จักอดออม เผื่อมีเหตุฉุกเฉินที่ต้องใช้เงินในยามจำเป็น

ส่วน 2 เงื่อนไข หมายถึง การมีความรู้และมีคุณธรรม ถ้าอธิบายในด้านของการประหยัดออดออมก็คือการมีความรู้ในเรื่องที่ลงทุนอย่างดีพอ มีความรู้ในการหารายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งต้องมีพร้อมด้วยคุณธรรม ไม่ทุจริต และไม่เอาเปรียบผู้อื่น

อย่างไรก็ตาม หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ถือได้ว่าเป็นพื้นฐานที่สำคัญของประชาชนทุกๆ สาขาอาชีพเลยก็ว่าได้ ซึ่งเชื่อว่าหากทุกคนทำได้ จะทำให้สถานะทางการเงินและเศรษฐกิจของประเทศไทยมีความแข็งแรงอย่างยั่งยืนอย่างแน่นอน

ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอขอบคุณข้อมูลจาก : มูลนิธิชัยพัฒนา