NowThing

กินอยู่เป็น_ผัดวันประกันพรุ่ง.jpg

ลองสำรวจตัวเองดูกันหน่อยว่า เรามีพฤติกรรม “ผัดวันประกันพรุ่ง” หรือไม่? มาลองดูวิธีที่อาจจะช่วยให้เลิกนิสัยผัดวันประกันพรุ่งกันดีกว่า ว่าต้องเริ่มทำอะไรบ้าง อย่างน้อยก็เพื่อให้การใช้ชีวิตของเราเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำทุกท่านไปดูเรื่องราวของการใช้ชีวิตที่เชื่อว่าทุกคนต้องเคยเป็น ลองถามตัวเองดูว่า คุณเคยไหม? คิดว่าตัวเองมีเวลาเหลือเฟือในการทำสิ่งต่างๆให้เสร็จ คือแทนที่จะทำซะเดี๋ยวนี้เลย ก็ขอเลื่อนออกไปก่อน และท้ายที่สุดกลับต้องมานั่งทำงานภายใต้แรงกดดัน เพื่อให้เสร็จทันภายในเวลาที่เหลือน้อยนิด หากคุณเคยมีพฤติกรรมแบบนี้ แล้วในปัจจุบันยังทำเช่นนี้อยู่ คุณก็คือคนที่ชอบ “ผัดวันประกันพรุ่ง” นั่นเอง

 

แท้จริงแล้ว การผัดวันประกันพรุ่ง เป็นหนึ่งในพฤติกรรมที่เป็นการเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ แต่ที่น่าประหลาดสุดคือ คนเรามีแนวโน้มสูงที่จะผัดวันประกันพรุ่งในเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับตัวเอง และมีบ่อยครั้งซึ่งเป็นเรื่องที่ตัวเองอยากทำมาก เพราะรู้ว่ามันจะช่วยให้บรรลุเป้าหมายหลักในชีวิตได้ แต่ก็ยังเลื่อน จนกระทั่งเลือน และลืมไปในที่สุด

 

เชื่อว่ามีหลายคนอาจผัดวันประกันพรุ่ง จนกลายเป็นนิสัยที่ไม่ดี และมักบอกตัวเองว่า วันนี้ไม่อยากทำงานอย่างนี้ เอาไว้วันหลังค่อยทำก็ได้ นี่ล่ะเท่ากับว่าคุณกำลังหลอกตัวเอง เพราะมันไม่ได้ช่วยให้หลุดพ้นจากความจริงที่ว่า ต้องทำงานนั้นให้เสร็จ แต่มันยิ่งจะทำให้เครียดหนักกว่าเดิม เพราะบางครั้งมีงานรออยู่อีกเพียบที่ต้องทำให้เสร็จ และบางทีก็ไม่อาจคาดเดาได้ว่า จะมีอุปสรรคอะไรเกิดขึ้นบ้างที่ทำให้งานไม่เสร็จตามระยะเวลาที่กำหนด

 

จากการศึกษาพบว่า มีหลายเหตุผลที่ทำให้คนชอบผัดวันประกันพรุ่ง บางคนทำเมื่ออยู่ในสถานการณ์บางอย่าง แต่อีกหลาย ๆ คนทำจนเป็นนิสัยเลยก็ว่าได้ มาดูกันดีกว่าว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้คนเป็นโรคชอบผัดวันประกันพรุ่ง

 

  1. ไม่มีวินัยในการทำงาน : คนพวกนี้ผัดวันประกันพรุ่งในทุก ๆ เรื่อง ชอบทำอะไรแบบไฟลนก้น เมื่อพูดถึงเรื่องความเครียด เขาหรือหล่อนจะมีคำตอบว่า “ฉันทำงานได้ดีที่สุดเมื่อถูกกดดัน” ความจริงแล้ว พวกนี้เป็นคนไม่มีระเบียบวินัย ไม่รู้วิธีจัดลำดับความสำคัญของงานที่ต้องทำก่อนหลัง จะรอจนนาทีสุดท้าย จึงเริ่มต้นทำ

 

  1. กลัวทำไม่สำเร็จ : เมื่อไม่รู้วิธีทำงาน จึงไม่ทำเสียเลย หรือรู้สึกว่าการจะทำงานนั้นให้สำเร็จได้ ต้องใช้เวลาเรียนรู้นาน และไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะเสร็จ จึงเลื่อนออกไปก่อน

 

  1. ทุกอย่างต้องไร้ที่ติ : คนที่ทำอะไรต้องเพอร์เฟกต์ทุกอย่าง พวกนี้ต้องการทำทุกอย่างให้ออกมาดีเลิศ ไร้ที่ติ ซึ่งมิใช่ว่าจะทำไม่ได้ แต่ยากที่จะทำให้สำเร็จได้ภายในเวลาที่กำหนด คนประเภทนี้เมื่อเริ่มต้นทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ก็จะเลื่อนไปเรื่อยๆไม่ทำให้เสร็จ โดยอ้างว่าเพื่อให้งานได้มาตรฐาน อย่างไรก็ตาม มาตรฐานของคนพวกนี้มักไม่เป็นที่ยอมรับของคนอื่นๆ ทำให้คนเจ้าระเบียบทั้งหลาย ต้องเสียเวลาไปกับเรื่องที่ไม่จำเป็น

 

  1. ต้องทำงานที่ไม่ชอบ : งานบางอย่างที่ไม่ชอบ แต่ก็ต้องทำ เช่น จัดแฟ้มเอกสาร เขียนรายงาน ดังนั้น จึงเลื่อนไปเรื่อยๆ โดยหวังว่ามันจะหายไปเอง แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะเมื่อไม่เริ่มต้นทำเสียที งานที่คุณไม่ชอบเหล่านี้ ก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จน ถึงจุดหนึ่งที่ต้องลงมือทำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถึงตอนนั้นก็อาจทำให้ยิ่งหงุดหงิดมากขึ้น

 

ดังนั้น ถ้าเราต้องการรู้วิธีเลิกนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง สิ่งสำคัญคือ ต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่า ทำไมถึงทำเช่นนั้น ทำไมถึงชอบเลื่อน เป็นเพราะขาดแรงจูงใจ หรือเป็นเพราะเบื่อที่จะทำ หรือว่าไม่มีเวลาพอที่จะทำ หรือขาดสมาธิในการทำงาน เมื่อคุณได้คำตอบที่แท้จริงว่าอะไรทำให้เราชอบผัดวันประกันพรุ่ง ต้องเริ่มจัดการแก้ที่สาเหตุเสียก่อน คราวนี้มาลองดูวิธีที่อาจจะช่วยให้เราเลิกนิสัยผัดวันประกันพรุ่งกันดีกว่า ว่าต้องทำอะไรบ้าง กับ 5 วิธีบอกลานิสัยผัดวันประกันพรุ่ง

 

  1. วางแผนการทำงาน : หากคุณมีนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง เนื่องจากไม่มีเวลาทำทุกสิ่งทุกอย่าง ลองจัดตารางเวลาของงานที่ต้องทำ ลิสต์งานที่ต้องทำทุกชิ้นลงกระดาษ เพื่อกระตุ้นว่าต้องทำให้เสร็จภายในเวลาที่กำหนด การจัดตารางเวลาจะช่วยให้รู้ว่าต้องทำอะไรบ้าง และเมื่อทำงานชิ้นใดเสร็จ ให้ใส่เครื่องหมาย x ไว้ วิธีนี้จะทำให้มีกำลังใจที่จะกา x บนงานที่เหลือให้หมด ภายในเส้นตายด้วย

 

  1. แบ่งงานชิ้นใหญ่เป็นชิ้นย่อยๆ : เหตุผลหนึ่งที่คุณขอผัดไว้ก่อน ก็คือ แค่คิดว่ามีงานชิ้นใหญ่ที่ต้องทำ ก็รู้สึกเหนื่อยแล้ว แต่หากซอยงานนั้นให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ ก็จะทำเสร็จได้ง่ายขึ้น และนั่นคือวิธีเริ่มต้นหยุดการผัดวันประกันพรุ่งที่ดี

 

  1. ให้รางวัลตัวเอง : จงให้รางวัลตัวเองทุกครั้งที่ทำงานเสร็จในเวลาที่กำหนด เช่น ไปเดินดูของกับเพื่อน ๆ เมื่อทำงานเสร็จ วิธีนี้จะช่วยให้มีแรงจูงใจที่จะทำงานทั้งหมดให้เสร็จตามกำหนด

 

  1. คิดในแง่บวก : หลายครั้งที่คุณไม่อยากเริ่มทำงาน เพราะมัวแต่คิดในแง่ร้ายว่างานนั้นยาก หรือทำได้ไม่ดี หรือน่าเบื่อ เมื่อไม่แน่ใจว่าตัวเองจะทำงานนั้นได้ ก็มักจะลงเอยที่การเลื่อนออกไป ดังนั้น ควรบอกกับตัวเองว่า คุณสามารถทำได้ อย่าบอกตัวเองว่า คุณเป็นคนชอบผัดผ่อน แต่จงบอกว่า คุณเป็นคนทำงานสำเร็จได้ ข้อสำคัญคือต้องเปลี่ยนวิธีมองตัวเองและงานที่อยู่ในมือ และฝึกการคิดในแง่บวกให้มาก ๆ

 

  1. ลงมือทำเดี๋ยวนี้ : อย่าทิ้งตารางการทำงานของคุณไว้บนโต๊ะเฉย ๆ ลงมือทำทันที และต้องทำอย่างมีสมาธิ ลองให้เวลาตัวเองสัก 5-10 นาที แล้วคุณจะเชื่อว่า ตัวเองสามารถทำงานให้สำเร็จได้จริง ๆ

 

บอกได้เลยว่า การบอกลานิสัยผัดวันประกันพรุ่ง ไม่ยากอย่างที่คิดเลย และเป็นสิ่งที่ควรจะทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะทำให้คุณคลายเครียดในการทำงานแล้ว ยังช่วยให้มีความสุขในชีวิตมากขึ้นอีกด้วย ใครที่ยังมีพฤติกรรมการผัดวันประกันพรุ่งอยู่ เปลี่ยนพฤติกรรมนี้ซะ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


กินอยู่เป็น_Content.jpg

ดอกไม้หลายชนิดที่นำมาปลูกประดับตามบ้านเรือนอย่างที่เห็นกันทุกวันนี้นอกจากเพื่อความสวยงามแล้ว ทราบหรือไม่ว่า…บางชนิดยังสามารถดัดแปลงทำเป็นอาหาร หรือ ขนม รับประทานได้ ทั้งยังมีประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะดอกไม้แต่ละชนิดมีคุณประโยชน์และสรรพคุณทางยาที่แตกต่างกันออกไป เรียกว่าไม่ได้สวยแต่รูป กินก็ได้ ประโยชน์ก็มี แบบนี้จะไม่ลองหามาทานได้อย่างไร

กินอยู่เป็น 360 องศาของการใช้ชีวิต ขอแนะนำเมนูขนมจากดอกไม้ที่ทำง่ายแต่หาทานยาก อย่าง “ขนมดอกโสน” ขนมไทยพื้นบ้านที่หลายคนอาจไม่รู้จัก…

โสน” ชื่อนี้มีที่มา

โสนเป็นพันธุ์ไม้ล้มลุกมักเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ริมคลอง หนองน้ำ มีดอกเป็นช่อสีเหลือง พร้อมกลิ่นหอมเฉพาะตัวติดจมูก รสชาติออกหวานเล็กน้อย สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายเมนู เช่น ลวกจิ้มน้ำพริกใส่แกงส้ม ผัดใส่ไข่ หรือไข่เจียวดอกโสน หรือจะเอามาทำเป็นขนมก็ได้เช่นกัน

อีกทั้งดอกโสนยังเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และมีจารึกในประวัติศาสตร์ว่า เมื่อครั้งก่อกรุงศรีอยุธยาตั้งเป็นราชธานีนั้น พระเจ้าอู่ทองได้ปักหลักสร้างเมืองสร้างพระราชวังใหม่ที่ตำบลหนองโสน (ปัจจุบันเรียกว่า บึงพระราม) ณ วันศุกร์ ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 5 ปีขาล โทศก จุลศักราช 712 ขณะพระเจ้าอู่ทองได้ทรงก่อตั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีนั้นทอดพระเนตรเห็นดอกโสนออกดอกเหลืองอร่าม คล้ายทองคำสะพรั่งตา จึงได้มีพระราชดำรัสตั้งดอกโสนให้เป็นดอกไม้ประจำเมืองมาจนถึงปัจจุบัน

หวานน้อย แต่สรรพคุณมาก

ดอกโสนให้ธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัสบำรุงกระดูกบำรุงสมอง มีเหล็กบำรุงเลือด ให้วิตามินเอ วิตามินบี 1 บี 2 และวิตามินซี และจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า ดอกโสนมีสารเควอเซทินไกลโคไซด์ ซึ่งเป็นสารที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ชะลอความเสื่อมของเซลล์ และลดโอกาสของการเกิดโรคมะเร็งให้น้อยลงหากได้รับอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนอกจากสรรพคุณทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถพิสูจน์ได้แล้วนั้น ทางแพทย์แผนไทย กล่าวว่า ด้วยรสจืดเย็นของดอกโสนจะช่วยแก้พิษไข้ได้ ถือว่าเป็นดอกไม้ที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์ต่อร่างกาย

เล่าถึงที่มาและสรรพคุณของดอกโสนกันพอสมควรแล้ว ชวนมาลงมือทำกันเลยดีกว่า

การเตรียมวัตถุดิบนั้นไม่ใช่เรื่องยาก มีเพียงไม่กี่อย่าง คือ ดอกโสน แป้งข้าวเจ้า แป้งมัน น้ำตาลปี๊บหรือน้ำตาลทรายแดง น้ำมะพร้าว และเนื้อมะพร้าวที่ขูดแล้ว พอได้วัตถุดิบครบแล้วก็มาสู่ขั้นตอนการทำ

  1. เตรียมดอกโสนนำดอกโสนที่เด็ดแล้วล้างน้ำ ต้องเบามือสักหน่อยระวังช้ำ เสร็จแล้วก็ผึ่งให้สะเด็ดน้ำในภาชนะที่เตรียมไว้
  2. ร่อนแป้ง: ผสมแป้งข้าวเจ้าและแป้งมันให้เข้ากันตามอัตราส่วน ที่เหมาะสมใช้กระชอนร่อนแป้งลงในภาชนะที่เตรียมไว้ ระหว่างนั้นนำดอกโสนที่ผึ่งไว้จนแห้งไปผสม และค่อยๆ เติมน้ำมะพร้าวเข้าด้วยเพื่อให้แป้งเกาะตัวติดกับดอกโสน
  3. นึ่ง: นึ่งในหวดที่ใช้สำหรับนึ่งข้าวเหนียวประมาณ 10-15 นาที
  4. คลุกน้ำตาล: นำขนมดอกโสนที่นึ่งเสร็จแล้ว มาจัดวางใส่ภาชนะที่สวยงาม เติมน้ำตาลปี๊บหรือน้ำตาลทรายแดง ตามความชอบใจ ปิดท้ายด้วยเนื้อมะพร้าวที่เตรียมไว้ถือเป็นอันเสร็จ

ความอร่อยจากธรรมชาติใกล้ตัว สามารถรังสรรค์ได้ด้วยสองมือเรา นี่แหละวิถีกินอยู่เป็น 360 องศาของการใช้ชีวิต

 

ขอบคุณที่มาข้อมูล

บทความดอกโสนบ้านนา : นิตยสารหมอชาวบ้าน เขียนโดย รศ.ดร.กรณ์กาญจน์ ภมรประวัติธนะ


กินอยู่เป็น_พญานาคศรัทธา.jpg

บั้งไฟพญานาค…มหัศจรรย์แห่งลุ่มน้ำโขง ที่เกิดขึ้นทุกปีในวันออกพรรษา ตามตำนาน บอกว่า วันออกพรรษาซึ่งเป็นวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พญานาคแห่งแม่น้ำโขงต่างชื่นชมยินดี จึงเฮ็ด หรือ จุดบั้งไฟถวายการเสด็จกลับของพระพุทธเจ้า กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต มีบทความเกี่ยวกับเรื่องความเชื่อ ความศรัทธา ในบั้งไฟพญานาค ของดร.ศศดิศ ชูชนม์ มาฝากกันอีกตามเคย

ลูกไฟ สีแดงอมชมพู ไม่มีเสียงไม่มีควัน ไม่มีเปลว พวยพุ่งขึ้นจากกลางแม่น้ำโขง หลายสิบลูกบ้าง นับร้อยลูกบ้าง แตกต่างกันไปในแต่ละปี เป็นสิ่งเร้นลับที่ยังหาคำตอบไม่ได้ ว่าเกิดจากพญานาคผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ หรือ เกิดจากฝีมือมนุษย์กันแน่

ความแปลกประหลาดของบั้งไฟพญานาค คือ เป็นลูกไฟที่ไม่โค้งและไม่ตกลงมา เหมือนพลุตะไลไฟพะเนียงทั่วไป แต่จะดับกลางอากาศ

ผู้คนที่อาศัยอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำโขง โดยเฉพาะในเขตอำเภอโพนพิสัย จ.หนองคาย เห็นลูกไฟแบบนี้มาตั้งแต่รุ่นปู่ ย่า ตา ยาย ตั้งแต่เกิดจนโต

จุดที่เกิดบั้งไฟพญานาคทุกปี บ่อยที่สุด คือ บริเวณค่าย ตชด. (อ่างปลาบึก), วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่, ท่าน้ำวัดหลวง ต.วัดหลวง เรื่อยลงไปจนถึง เขตบ้านน้ำเป กิ่งอ.รัตนวาปี จนกลายเป็นความเชื่อว่า ในบริเวณนั้นด้านบนเป็นเมืองมนุษย์ ส่วนด้านล่างเป็นเมืองบาดาล

เชื่อกันว่าในเขต อ.โพนพิสัย นั้น ด้านบนเป็นเมืองมนุษย์ ส่วนด้านล่างใต้พื้นดินเป็นเมืองบาดาลมีทางเชื่อมต่อระหว่าง เมืองมนุษย์กับเมืองบาดาล ถือเป็นเมืองหน้าด่านของเมืองพญานาค ส่วนเมืองหลวงนั้น อยู่บริเวณแก่งอาฮง

 

อ.บึงกาฬ

อาจเป็นเพราะ “แก่งอาฮง”…หรือ สะดือแม่น้ำโขง คือ จุดที่ลึกที่สุดของแม่น้ำโขง

บางตำนาน บอกว่า แม่น้ำโขงกับพญานาคมีสายสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก ในตำนานผาแดง นางไอ่ กล่าวถึงท้าวพังคี พญานาคผู้ครองเมืองบาดาล ซึ่งแปลงร่างเป็นกระรอกเผือก เพื่อมายลโฉมของนางไอ่คำ

ในตำนาน กล่าวถึงบรรพชนของ “ท้าวพังคี” ก่อนที่จะมาอยู่ในแม่น้ำโขง เคยอยู่เมืองหนองแส ซึ่งมีทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ ยาวกว่า 40 กิโลเมตร มาก่อน สันนิษฐานว่า หนองแส น่าจะเป็นบริเวณทะเลสาบเอ่อไห่ ในมณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ในปัจจุบัน

ในตำนานผาแดง นางไอ่ กล่าวถึง พญานาคสองสหายแบ่งกันปกครอง พญานาคราชศรีสุทโธ ปกครองครึ่งหนึ่ง และ พญานาคสุวรรณโค ปกครองอีกครึ่งหนึ่ง มีบริวารฝ่ายละ 5,000 ตนเท่ากัน

ต่อมาทั้งสองแตกคอกัน ด้วยเรื่องการแบ่งสรรปันส่วนอาหาร โดยพญานาคศรีสุทโธ สามารถล้มช้างได้หนึ่งตัว เมื่อล้มช้างได้ก็จัดแบ่งเนื้อช้างไปให้พญานาคสุวรรณนาโคครึ่งตัว พร้อมกับนำขนช้างไปให้ดูเป็นหลักฐาน พญานาคพร้อมทั้งบริวารทั้งสองฝ่ายได้กินเนื้อช้างอย่างอิ่มหมีพีมัน

ต่อมา พญานาคสุวรรณโค  ซึ่งมีนิสัยคิดละเอียดถี่ถ้วน  อ่อนโยนเยือกเย็นเมื่อได้กินเนื้อช้างที่สหายมอมให้ก็รู้สึกอิ่มเอม และคาดหวังว่าตนเองจะสามารถหาอาหารที่มีจำนวนมาก ที่มีคุณค่าเท่าเทียมกับเนื้อช้างมามอบให้สหายได้เช่นกัน

แต่ด้วยความที่พญานาคสุวรรณโค เป็นพญานาคที่ไม่เด็ดเดียว ไม่กล้าตัดสินใจจึงล่าสัตว์ได้เพียงเม่นตัวเล็กๆ แต่ก็คิดว่า สิ่งที่ตนเองล่าได้นั้น มีค่ามากแล้ว จึงแบ่งเนื้อเม่นให้พญานาคศรีสุทโธ ครึ่งหนึ่ง พร้อมทั้งนำขนเม่นมาให้ดูด้วย แต่เพราะเม่นตัวเล็กกว่าช้าง เนื้อจึงมีนิดเดียว แต่ขนกับใหญ่กว่าขนช้าง พญานาคราชศรีสุทโธไม่เคยเห็นตัวเม่นมาก่อน เมื่อเปรียบเทียบขนเม่นกับขนช้าง  จึงคิดว่า ขนช้างเส้นนิดเดียวตัวยังใหญ่ขนาดนี้ แล้วขนเม่นใหญ่ขนาดนี้ ตัวจะใหญ่ขนาดไหน เม่นน่าจะต้องใหญ่กว่าช้างแน่นอน

เมื่อคิดดังนั้น จึงกล่าวกับ พญานาคสุวรรณโค ว่า “สหายดีกับเราจริงหรือ ดูสิเราเคยแบ่งช้างให้ครึ่งตัว เนื้อมากกองเท่าภูเขาเลากา แต่ทำไม่สหายแบ่งเนื้อเม่นให้เรานิดเดียว”  จึงให้เสนาอำมาตย์นำเนื้อเม่นที่ได้รับไปคืนพญานาคสุวรรณนาโคพร้อมกับฝากบอกว่า

“เราไม่ขอรับอาหารส่วนแบ่งที่ไม่เป็นธรรม จากเพื่อนที่ไม่ซื่อสัตย์”

พญานาคสุวรรณนาโค  ได้ยินดังนั้นจึงรีบเดินทางไปพบพญานาคราชศรีสุทโธเพื่อชี้แจงให้ทราบว่า  ขนเม่นแม้นจะใหญ่โตแต่ตัวมันเล็กนิดเดียว  และเนื้อเม่นนี้เป็นเนื้อที่กินอร่อยกว่าเนื้อสัตว์ใดๆ  ขอให้เพื่อนรับเนื้อเม่นไว้เป็นอาหารเถิด  แต่พูดเท่าไร  พญานาคราชศรีสุทโธ  ซึ่งมีความโกรธตั้งแต่เห็นเนื้อเม่นเป็นทุนเดิม จึงสั่งให้บริวารไพร่พลทหารรุกรบทันที

พญานาคทั้งสองตนรบกันนานถึง 7 วัน 7 เดือน 7 ปี จนต้องมีคนกลางมาหย่าศึก…และกลายเป็นตำนานการสร้างแม่น้ำโขง มหานทีสีทันดร และ แม่น้ำน่าน….ในกาลต่อมา….!!!

 


กินอยู่เป็น_พญานาค_.jpg

หากกล่าวถึงพญานาค ล้วนมีเรื่องราวและความเชื่อที่แตกต่างกัน เล่าต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ไม่ว่าจะเป็นประเพณีบั้งไฟพญานาค หรือแม้แต่ปีนักษัตรตามราศี อย่างปีมะโรงที่สื่อถึง ความลึบลับ ทรงพลัง อำนาจของพญานาค กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต มีบทความเกี่ยวกับเรื่องพญานาคของ ดร.ศศดิศ ชูชนม์ มาฝากกัน

 

ม่ใช่แค่แม่น้ำโขงหรอก ที่มี “พญานาค”

คำบอกเล่าถึงเรื่องราวของพญานาค ถูกส่งผ่านต่อกันมาหลายชั่วอายุนับพันๆปี ถ้าลองสืบค้นเรื่องราวของพญานาค ที่เก่าแก่ที่สุด น่าจะเป็นข้อมูลที่ระบุว่า พญานาค..มีต้นกำเนิดมาจากอินเดียใต้ ซึ่งเป็นป่าและมีงูชุกชุม ความมีพิษและความดุร้ายของงู ..กลายมาเป็นการสั่งสมความเชื่อในเรื่องของอำนาจ และ ความเร้นลับ

 

ถ้าคุณเดินทางไปอินเดียตอนใต้ การกราบไหว้งู  กราบไหว้เทวรูปงู และ การเป่าปี่เรียกงู ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของผู้คนในดินแดนแถบนี้ พวกเขาเชื่อว่า “งู” เป็นสัตว์ในป่าหิมพานต์ ที่มีความศักดิ์สิทธิ์

ส่วนนาค หรือ พญานาค คือ พญาแห่งงูใหญ่ ที่มีหงอน เป็นสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ ความอุดมสมบูรณ์ ความมีวาสนา เป็นสัญลักษณ์ของบันไดสายรุ้งสู่จักรวาล และ เทพเจ้าแห่งท้องน้ำ

 

จากอินเดียใต้ ความเชื่อเรื่อง..นาค และ พญานาค แผ่ขยายไปยังภูมิภาคต่างๆทั่วทวีปเอเชีย เรื่องราวของพญานาค ปรากฏทั้งในเทพนิยาย ตำนานพื้นบ้าน วรรณกรรม หรือ แม้แต่เรื่องราวในมหากาพย์ภารตยุทธและพุทธประวัติ ในมหากาพย์มหาภารตะ พญานาค เป็นปรปักษ์ของพญาครุฑ ส่วนในตำนานพุทธประวัติ ก็เล่าถึงพญานาคไว้หลายครั้ง แต่ที่มีการกล่าวถึงมากที่สุด คือ เมื่อครั้งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมอันเป็นเครื่องดับทุกข์แล้วนั้น พระองค์ได้เสด็จไปยังเมืองต่างๆ เพื่อแสดงธรรมเทศนาโปรดเหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย

 

ครั้งหนึ่ง เมื่อพระพุทธองค์ เสด็จออกจากร่มไม้อธุปปาลนิโครธ ไปยังร่มไม้จิกชื่อ ทรงนั่งเสวยวิมุตติสุข อยู่ 7 วัน คราวเดียวกันนั้นมีฝนตกพรำๆ ประกอบไปด้วยลมหนาวตลอด 7 วัน ได้มีพญานาค “มุจลินทร์” เข้ามาวงด้วยขด 7 รอบพร้อมกับแผ่พังพานปกพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อป้องกันลมและฝนมิให้ถูกพระวรกาย หลังจากฝนหายแล้ว พญานาคมุจลินทร์ ได้คลายขนดออก และแปลงเพศเป็นมานพมายืนเฝ้าที่เบื้องพระพักตร์ ด้วยความศรัทธาอย่างแรงกล้า

 

ความเชื่อดังกล่าวทำให้ชาวพุทธสร้างพระพุทธรูปปางนาคปรก เป็นสัญลักษณ์ ว่า พญานาค คือ เทวดาแปลงกายมาเพื่อปกป้องพระบรมศาสดา 

 

ชาวฮินดูถือว่า พญานาคเป็นผู้ใกล้ชิดกับเทพองค์ต่างๆ เป็นเทพเจ้าแห่งน้ำ เช่น อนันตนาคราช ที่เป็นบัลลังก์ของพระนารายณ์ตรงกับความเชื่อของลัทธิพราหมณ์ ที่เชื่อว่า นาค เป็นเทพแห่งน้ำ จนเกิดเป็นตำนาน “นาคให้น้ำ”เช่น ถ้าปีนี้ นาค ให้น้ำ 1 ตัว แปลว่า น้ำจะมาก ท่วมพื้นที่ทำการเกษตร ไร่นา แต่ถ้าปีใด นาคให้น้ำ 7 ตัว น้ำจะน้อย เป็นที่น่าสังเกตว่า ตัวเลขนาคให้น้ำจะกลับกันกับเหตุการณ์ เนื่องจาก ถ้านาคให้น้ำ 7 ตัว น้ำจะน้อยเพราะนาคกลืนน้ำไว้ ฯลฯ

ตำนานและความเชื่อเรื่องพญานาค…ในโลกฝั่งตะวันออก นาค ..คือ ความศักดิ์สิทธิ์ ศรัทธา ความอุมสมบูรณ์ เป็นเทพเจ้า แต่ในโลกฝั่งตะวันตก  นาค..คือ สัญญะของกิเลส ความชั่วร้าย และ ตัณหา

แต่ไม่ว่าเราจะเชื่ออย่างไร สิ่งสำคัญที่สุด คือ “พญานาค” น่าจะมีอยู่จริง….!!!

 


กินอยู่เป็น_เยาวราช-ปกเนื้อหา.jpg

ในช่วงเทศกาลกินเจปีนี้ หลายบ้านคงเตรียมวางแผนทำอาหารเจไว้รับประทานกันแล้ว กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอเอาใจสาวก คนกินเจ พาไปช้อปวัตถุดิบย่านตลาดเก่าเยาวราช แหล่งขายอาหารเจเก่าแก่ของเมืองไทยกันสักหน่อย โดยวัตถุดิบที่คัดสรรมานี้ ทุกท่านสามารถนำไปประกอบเมนูเจได้เองแบบง่าย ๆ ทำให้เทศกาลกินเจปีนี้ ไม่น่าเบื่ออีกต่อไป งั้นเราขอพาคุณเริ่มต้นเดินทางสู่วิถีคนกินเจกันเลย Let’s go!

วิธีประกอบอาหารเจปัจจุบันนั้น มีทั้งเมนูต้ม ผัด แกง ทอด นึ่ง ยำ เฉกเช่น เมนูปกติทั่วไป ต่างกันที่วัตถุดิบที่ต้องไม่มีส่วนผสมจากเนื้อสัตว์เท่ากัน ซึ่งเราจะพาไปดูวิธีเลือกสรรวัตถุดิบที่มักเป็นพระเอก นางเอกประจำเทศกาลนี้กัน

 

เคล็ดคัดสรรวัตถุดิบ

เริ่มต้นด้วย “เห็ดหอม” นางเอกประจำเทศกาล โดยมีบทบาทเป็นส่วนประกอบพื้นฐานทำได้แทบทุกเมนู ไม่ว่า จะต้ม ตุ๋น ผัด หรือนึ่ง เพราะเห็ดหอมจะช่วยเพิ่มความกลมกล่อมให้อาหารเจ ด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ

เคล็ดไม่ลับ เห็ดหอมที่ดีต้องมีดอกหนา ลายกระจายทั่วดอก ซึ่งจะช่วยบ่งบอกได้ว่าเป็นเห็ดที่สด รสชาติดี

 

ต่อมาคือเจ้าพระเอกอย่าง “เต้าหู้” ที่มีบทบาทสำคัญไม่แพ้เห็ดหอมซึ่งมักปรากฏอยู่ในทุกจานสำคัญของอาหารเจ โดยส่วนผสมหลักของเต้าหู้มาจากถั่วเหลืองที่มีโปรตีนสูงกว่าเนื้อสัตว์บางประเภทถึงสองเท่า มีให้เลือกหลากหลายแบบทั้งชนิดอ่อน ชนิดแข็ง ตามใจชอบ

เคล็ดไม่ลับ ควรเลือกเต้าหู้ที่นำมาขายใหม่ๆ โดยสังเกตจากความขาวนวล มีกลิ่นหอม ไร้เมือก ไร้กลิ่นเหม็นเปรี้ยว รูปทรงไม่บิดเบี้ยว และบรรจุในภาชนะสะอาด

 

ถ้ายังไม่รู้จะเลือกร้านไหน ทีมงานขอแนะนำร้านเจ้าประจำของแอดมินที่เปิดมาหลายสิบปี ตั้งอยู่ซอยด้านข้างวัดมังกร ไฮไลท์เด็ด คือ “เต้าหู้ซีอิ๊วดำ” ซึ่งเป็นเต้าหู้อ่อนที่ต้มกับซีอิ๊วดำ น้ำตาลทรายแดง และเครื่องเทศต่าง ๆ จนเนื้อเต้าหู้มีความหอม หวาน กลมกล่อม สามารถนำไปรับประทานกับเมนูต่าง ๆ ได้อย่างลงตัว

 

ลำดับต่อมา คือ “หมี่กึง” วัตถุดิบประเภทเส้นทำจากแป้งข้าวเหนียวและข้าวสาลี ให้พลังงานคาร์โบไฮเดรตสูง รูปร่างมีหลายแบบ ในที่นี้ขอเลือกหมี่กึงที่มีลักษณะก้อนแป้งม้วนคล้ายโรตี

เคล็ดไม่ลับ หมี่กึงมักอยู่ในรูปอาหารสดเสมอ ไม่นิยมอบแห้ง เพราะทำให้รสสัมผัสเปลี่ยน

 

ที่ขาดไม่ได้ คือ “ดอกไม้จีน” หนึ่งในสมุนไพรจีนที่นำไปปรุงอาหารได้หลายเมนู ทั้งต้มและผัด ควรเลือกซื้อดอกสีเหลืองหรือสีน้ำตาลอ่อน

เคล็ดไม่ลับ ถ้าซื้อแบบสดต้องดึงดอกออกก่อน ไม่อย่างนั้นอาจทำให้ท้องเสีย ทั้งไม่ควรเลือกดอกไม้จีนสีซีด เพราะอาจมีสารปนเปื้อนจำพวกสารฟอกขาว

 

สินค้าดีจากร้านดัง

เมื่อมาเยาวราช ร้านไม่ควรพลาด คือ “กาน่าฉ่าย” ร้านเว้งยู่กี่ ซอยเล่งบ่วยเอี๊ยะ (เจริญกรุง16) ร้านเก่าแก่คู่เยาวราชมาเกือบ 30 ปี ซึ่งจะแสดงวิธีทำสดๆ และนอกจากกาน่าฉ่ายแล้ว ภายในร้านยังมีอาหารเจอีกหลากหลาย เช่น ใบปอ พุทราจีน เก๋ากี้ ขาเห็ดเจ ปลาอินทรีย์เค็มเจ

อีกร้านที่ไม่ควรพลาด คือ “เกี่ยมฉ่าย” หรือ ผักกาดดองเจ อันขึ้นชื่อจากร้านเจ๊แดง เยาวราชซอย 6 นอกจากเกี่ยมฉ่ายแล้ว ยังมีน้ำพริกเจ รสชาติต่างๆ ให้เลือกอีกด้วย

รวมถึง “ง่วนสูน” ร้านพริกไทยตรามือ เจ้าเก่าแก่แห่งเยาวราช ที่ขึ้นชื่อด้วยคุณภาพของเม็ดพริกไทยที่บดให้เห็นกันสดๆ และมีเครื่องเทศให้เลือกอีกหลากประเภท

 

เทศกาลกินเจปีนี้ กินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต ขออวยพรให้ทุกท่านมีความสุขกับเทศกาลกินเจ


ปก-cover_content_กินเจนวราตรี.jpg

ทราบไหมว่า ทุกปีในช่วงขึ้น 1 ค่ำ – ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ตามปฏิทินจันทรคติของจีน จะมีสองเทศกาลสำคัญเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน คือ ประเพณีถือศีลกินผัก หรือ ที่เราคุ้นชินกันว่า “เทศกาลกินเจ” ของคนเชื้อสายจีน และ “เทศกาลนวราตรี หรือ ดูเซร่า” ของคนเชื้อสายพราหมณ์-ฮินดู สองสิ่งนี้มีความคล้ายคลึงกัน อย่างน่าสนใจ ส่วนจะเป็นอย่างไรนั้น กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะพาไปไขข้อสงสัยนี้กัน

 

กินเจ = รักษาศีล อุโบสถ

ต้นกำเนิด เทศกาลกินเจ หรือ ประเพณีถือศีลกินผัก มีที่มาอ้างถึงในหลายตำนาน ซึ่งทั้งหมดล้วนอิงกับความเชื่อของลัทธิเต๋าและพุทธศาสนานิกายมหายานในจีนทั้งสิ้น หากเมื่อพิจารณาจากหลายตำนานหลายความเชื่อ ทั้งที่ระบุว่าทำเพื่อบูชาพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ ทำเพื่อรำลึกถึงนักรบที่สละชีพเพื่อชาติ หรือ ทำเพื่อผู้มีพระคุณ ด้วยเชื่อว่าเหล่าทวยเทพจะอำนวยพรให้ผู้ที่ปฏิบัติ เกิดความร่มเย็นเป็นสุข

ส่วนการเผยแผ่เทศกาลกินเจ เข้ามายังบ้านเรานั้น นอกจากมากับความเชื่อ ของชาวจีนโพ้นทะเลอพยพแล้ว บางตำรายังระบุว่า เกิดจากกลุ่มลูกครึ่งมลายู – จีนทางภาคใต้ของไทยที่เรียกว่า “บาบ๋า-ย่าหยา” (หรือ ชาวเปอรานากันในมาเลเซีย) ซึ่งส่วนใหญ่พำนักอาศัย อยู่แถบภูเก็ต ตรัง ปัตตานี สงขลา นราธิวาส เป็นผู้นำเข้ามา โดยนอกจากไทยแล้ว ประเพณียังแพร่หลายอยู่ในสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซียด้วย

ทั้งนี้ ด้วยคำว่า “เจ” ภาษาจีนทางพุทธศาสนานิกายมหายาน มีความหมายเดียวกับคำว่า “อุโบสถ” ซึ่งในทางมหายานนั้น การถือศีลอุโบสถของชาวมหายาน ก็คือการไม่กินเนื้อสัตว์ หรือ ทานมังสวิรัต ดังนั้นเมื่อมารวมกันเข้ากับคำว่ากินเจ จึงกลายเป็นการถือศีลกินเจ

 

ดูเซร่า เฉลิมฉลอง 9 วัน 9 คืนแด่องค์พระแม่อุมาเทวี

“เทศกาลนวราตรี หรือ ดูเซร่า” ของวัดพระศรีมหาอุมาเทวี หรือ วัดแขก จัดขึ้นช่วงเดียวกับเทศกาลกินเจ โดยสานุศิษย์ผู้ศรัทธา จะลดเว้นการทานเนื้อสัตว์  9 วัน 9 คืน ด้วยความเชื่อที่ว่า เป็นการบูชาองค์พระแม่มหาทุรคา ซึ่งเป็นปางหนึ่งของ พระแม่อุมาเทวี ที่ทรงต่อสู้กับมหิงสาสูร 9 วัน 9 คืนก่อนสามารถเอาชนะอสูรร้ายได้ในวันที่ 10 จึงจัดพิธีแห่เพื่อเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ และรอรับความเป็นสิริมงคลจากองค์เทพ อันถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบต่อกันมายาวนาน

 

สองความเชื่อบนแก่นเดียวกัน

ทั้งสองเทศกาล แม้จะต่างที่มา ต่างความเชื่อ ต่างเชื้อชาติ แต่ก็มีความคล้ายคลึงกันอย่างน่าสนใจ

  1. จัดช่วงเวลาเดียวกัน เทศกาลกินเจปีนี้ตรงกับวันที่ 28 กันยายน – 7 ตุลาคม ขณะที่เทศกาลนวราตรี ตรงกับวันที่ 28 กันยายน – 8 ตุลาคม
  2. มีขบวนแห่และการแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ เทศกาลกินเจจะมี “พิธีแห่พระ” และมี “ม้าทรง” อัญเชิญเหล่าทวยเทพมาประทับแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ อาทิ นำเหล็กแหลมเสียบแทงร่างกาย มีประเพณีวิ่งลุยไฟ ปีนบันไดมีด เช่นเดียวกับเทศกาลนวราตรีที่จะมีขบวนแห่คนทรงและองค์เทพกว่า 8 ขบวน เช่น ขบวนคนทรงองค์พระแม่ศรีมหาอุมาเทวี ขบวนรถแห่องค์พระพิฆเนศวร รวมทั้งเหล่าคนทรงที่มาทรมานกาย อาทิ นำเหล็กแหลมมาทิ่มแทง เพื่อแสดงอิทธิฤทธิ์ที่ได้รับจากองค์เทพ
  3. งดเนื้อสัตว์เพื่อชำระล้างกายใจ ผู้เข้าร่วมต้องงดบริโภคเนื้อสัตว์ เพื่อลดการเบียดเบียน ชำระกายใจ
  4. เชื่อในการบูชาเพื่อแสดงความกตัญญูแก่องค์เทพผู้มีพระคุณ

 

ทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่าแก่นหลักแท้จริงทั้งสองเทศกาล คือ การบำเพ็ญศีลภาวนา รักษาความบริสุทธิ์ของจิต ละเว้นบาป อบายมุข กิเลส ซึ่งนั่นก็ตรงกับหัวใจของทุกศาสนาบนโลกที่ล้วนมุ่งให้คนทำดี ลดเบียดเบียน และ มีเมตตาต่อเพื่อนร่วมโลกนั่นเอง

/////////////////////////////////////////////////////////////////////////


Kinyupen_Night-Shopping_Cover-Web.jpg

คนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก เรื่องช้อปปิ้งเช่นกัน ประโยคสั้นๆ นี้ สะท้อนอะไรหลายอย่างในสังคมปัจจุบัน ถึงเรื่องการซื้อของออนไลน์ หรือช้อปปิ้งออนไลน์ แค่คลิกๆ หน้าจอโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ ก็มีของมาส่งถึงบ้าน สะดวก รวดเร็วทันใจ แถมเงินปลิวหายวับไปกับตา

 

ในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา ผู้คนจำนวนมาก หันมาพึ่งพาเทคโนโลยีกันมากขึ้น เจ้าของร้านค้าต่างๆ จึงต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ เพื่อตอบรับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ด้วยการเปิดช่องทางขายสินค้าในโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น FACEBOOK, INSTAGRAM หรือ LINE@ เพราะเข้าถึงง่ายประหยัดเวลา ได้กลุ่มลูกค้าหลากหลาย

 

เทคโนโลยีเปลี่ยน พฤติกรรมคนเปลี่ยน เวลาช้อปปิ้งก็เปลี่ยนตามไปด้วย

 

ข้อมูลจากจอห์นลูอิสและพาร์ทเนอร์เครือข่ายห้างสรรพสินค้าระดับไฮเอนด์ของสหราชอาณาจักร ระบุว่าปัจจุบันยอดสั่งซื้อสินค้าในช่วงเวลาเที่ยงคืนถึงหกโมงเช้า โตขึ้นถึง 28% จากปีที่ผ่านมา สอดคล้องกับข้อมูลของ มาร์ติน ลูอิส ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินส่วนบุคคล สถาบันนโยบายการเงินและสุขภาพจิต ที่ว่าบริษัทค้าปลีกส่วนใหญ่ อย่าง อเมซอน, อีซี่เจ็ท, ควิดโค และลาสมินิทดอทคอม จะส่งอีเมลแนะนำสินค้าลดราคาให้กลุ่มลูกค้าช่วงเวลากลางคืน เพราะมองว่าช่วงเวลากลางคืนเป็นช่วงเข้าถึงลูกค้ามากสุด เนื่องเป็นช่วงเวลาเดียวที่คนส่วนใหญ่มีเวลาว่างจากกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน

 

เมื่อความขี้เกียจสร้างเม็ดเงินมหาศาลบนโลกออนไลน์

สำหรับประเทศไทยมีผลการวิเคราะห์ที่น่าสนใจของวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล หรือ CMMU ว่าปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ผู้บริโภคหันมานิยมช้อปปิ้งออนไลน์กันมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือความขี้เกียจ ไม่อยากรอคิวนาน เสียเวลา ดังนั้นธุรกิจประเภท สินค้าและบริการออนไลน์ จึงได้รับความนิยมอย่างสูงสุด จนเสียเงินจำนวนมหาศาลไปกับการซื้อของบนโลกออนไลน์ เพียงเพราะความสะดวกสบายนี่เอง

จากสถิติของ We Are Social บริษัทเอเจนซี่จากสหราชอาณาจักร และ Hootsuite ผู้ให้บริการการตลาดบนโซเชียลมีเดีย เปิดเผยข้อมูลว่า คนไทยนิยมซื้อสินค้าออนไลน์ จำนวนมหาศาล ขั้นต่ำหลักร้อยล้านเหรียญ จนถึงพันล้านเหรียญ ในค่าเงิน สหรัฐฯ ลองคำนวณเล่นๆ ดูว่าหากแปลงค่าเม็ดเงินสหรัฐฯ เป็นค่าเงินบาทไทย จำนวนเงินที่คุณหมดไปกับการช้อปปิ้งออนไลน์จะน่าตกใจขนาดไหน !!!

 

กลุ่มสินค้าหรือบริการที่นิยมซื้อออนไลน์ 5 อันดับ มีดังนี้

1.สินค้าแฟชั่น และความงาม ยอดใช้จ่ายอยู่ที่ 908 ล้านเหรียญสหรัฐ

2.อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยอดใช้จ่าย 1,043 ล้านเหรียญสหรัฐ

3.อาหาร เครื่องใช้ส่วนตัว ยอดใช้จ่าย 571 ล้านเหรียญสหรัฐ

4.เฟอร์นิเจอร์ และของตกแต่งบ้าน ยอดใช้จ่าย 660 ล้านเหรียญสหรัฐ

5.ของเล่น DIY และงานอดิเรก ยอดใช้จ่าย 575 ล้านเหรียญสหรัฐ

 

หากลองสังเกตกันให้ดีจะพบว่าสถิติจากด้านบน ประเภทสินค้าที่ได้รับความนิยม ส่วนใหญ่เป็นของใช้ทั่วไป ในชีวิตประจำวัน เริ่มไล่มาตั้งแต่ เรื่องสุขภาพ ความงาม แฟชั่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน หรือแม้กระทั่งอาหาร ที่แต่ก่อนต้องซื้อตามร้านค้า ห้างสรรพสินค้า ผ่านขั้นตอนต่าง ๆ วุ่นวาย กว่าจะหอบหิ้วมาถึงบ้าน แกะใส่ห่อ หรือ ประกอบอาหารด้วยตนเอง พอมีช้อปปิ้งออนไลน์เข้ามา การซื้อสินค้าตามใจชอบก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป และนี่คือเรื่องราวที่กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตนำมาแบ่งปันกัน


Kinyupen_Moon-Cake-4.jpg

ความหมายของเครื่องไหว้ แต่ละประเภท  

  • เครื่องไหว้เพื่อสักการะเทพเจ้าที่มีมาแต่ดั้งเดิม ประกอบด้วย กระดาษไหว้ ดอกไม้ ธูปเทียน น้ำชา 5 ถ้วย
  • ผลไม้ 5 อย่างเพื่อความเป็นมงคล อาทิ แอปเปิ้ล – อยู่ดีมีสุข, สาลี่ – ความร่ำรวย, กล้วยหอม – โชคลาภ, ลำไย – สุขภาพดี, ส้มเขียวหวาน –สิริมงคล
  • ขนมไหว้เพื่อความร่ำรวยความอุดมสมบูรณ์ เช่น ถั่วตัด ขนมฟักเชื่อม
  • เครื่องหอมเพื่อความงาม เช่น น้ำอบหรือแป้งถูกนำมาใช้ด้วยความเชื่อว่าพระจันทร์เป็นผู้หญิง สาวชาวจีนจึงมักไหว้เพื่อขอพรด้วยความปรารถนาที่จะให้ตนเองงดงาม

เทศกาลไหว้พระจันทร์มาถึงแล้ว คนไทยเชื้อสายจีนทั้งลูกครึ่งถึงเสี้ยวหลายบ้านคงกำลังเตรียมเครื่องมู เอ้ย! เครื่องไหว้พระจันทร์กันอยู่แน่ๆ แต่ถ้าจะว่าด้วยที่มาเทศกาลไหว้พระจันทร์ ทราบหรือไม่ว่ามีความเป็นมาความเชื่อจากหลากหลายตำนาน วันนี้ทีมงานกินอยู่เป็น 360 แห่งการใช้ชีวิต ขอชวนทุกท่านอินไปกับเทศกาลไหว้พระจันทร์ ร่วมไขตำนาน พร้อมเคล็ดลับขอเงินขอพร เฮงๆ ปังๆ ไปพร้อมกัน

ตำนาน ความเชื่อ กุศโลบาย ผนวกกลายเป็นเทศกาล

หนึ่งในตำนานเทศกาลไหว้พระจันทร์ เกิดจากความเชื่อชาวจีนในอดีตที่ยกให้ “พระจันทร์” เป็นสัญลักษณ์ความอุดมสมบูรณ์ โดยมี “ฉางเอ๋อ” เทพีผู้มีเลอโฉมคอยบันดาลพืชพันธุ์ธัญญาหาร สั่งการน้ำขึ้น น้ำลงทำให้การกสิกรรมของมนุษย์อุดมสมบูรณ์ ทั้งเป็นตัวแทนความสวยงาม ชาวจีนจึงเชื่อว่าการไหว้ขอพร “พระจันทร์” ในวันเพ็ญเดือน 8 (ตามปฏิทินจีน) ฉลองฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิต จะทำให้เทพีฉางเอ๋อพึงพอใจบันดาลให้น้ำท่าอุดมสมบูรณ์และเกิดสิ่งดีมีสุข

อีกหนึ่งความเชื่อเป็นเรื่องเกี่ยวกับตำนานรักระหว่าง “โฮ้วอี้” และ “ฉางเอ๋อ” ที่พรากจากกันเพราะฝ่ายหญิงกลายเป็นเทพธิดาไม่สามารถอยู่บนโลกได้แต่ปีหนึ่งจะได้เจอกันครั้ง ดังนั้นทุกวันเพ็ญเดือน 8 โฮ้วอี้ จึงปั้นขนมแป้งสาลีทรงกลมแทนดวงจันทร์วางทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือพร้อมเอ่ยเรียกเทพีฉางเอ๋อ เพื่อให้ได้กลับมาพบกันในทุกปี ขนมไหว้พระจันทร์จึงกลายเป็นขนมแห่งความรักของชาวจีนในอีกนัยยะไปโดยปริยาย

นอกจากที่กล่าวมายังมีอีกหลายตำนานที่ไม่ได้กล่าวถึง แต่ด้วยความเชื่อใดก็ตาม ต่อมาได้กลายมาเป็นกุศโลบายเพื่อให้ครอบครัวชาวจีนได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตานั่งชมพระจันทร์และขอบคุณเทพีฉางเอ๋อที่ประทานพรร่วมกัน

ไหว้พระจันทร์..เปลี่ยนแผ่นดินจาก “หยวน สู่ หมิง”

เทศกาลไหว้พระจันทร์ สำหรับชาวจีนนอกจากเพื่อขอพรบันดาลสุขแล้ว ยังถูกกล่าวถึงไว้ในหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ ว่ามีส่วนในการทวงคืนแผ่นดินจากมองโกลกลับสู่ชาวฮั่น โดยเรื่องมีอยู่ว่าราว 600 กว่าปีก่อนในยุคปลายราชวงศ์หยวนที่ปกครองโดยฮ่องเต้ชาวมองโกลเริ่มระส่ำระสาย ชาวจีนเชื้อสายฮั่นต้องการทวงแผ่นดินคืน จึงคิดแผนใช้ขนมไหว้พระจันทร์เป็นตัวกลางนัดหมายโค่นล้มมองโกล โดยสอดไส้กระดาษที่เขียนข้อความไว้ว่า “15 ค่ำเดือน 8 สังหารมองโกล” จึงสามารถทวงคืนแผ่นดินกลับมาเป็นของชาวฮั่นภายใต้ชื่อราชวงศ์หมิง ต่อมา “ขนมไหว้พระจันทร์” จึงกลายเป็นเทศกาลเฉลิมฉลองระดับชาติจวบจนปัจจุบัน

ขนมไหว้พระจันทร์ พระเอกของเทศกาล

เมื่อเวลาผ่านไปการหลั่งไหลของชาวจีนอพยพ ก็ได้นำพาเทศกาลไหว้พระจันทร์ไปเผยแพร่สู่ดินแดนต่างๆ รวมถึงประเทศไทย ทำให้ “ขนมไหว้พระจันทร์” กลายเป็นหนึ่งในขนมยอดนิยมและเป็นธุรกิจที่มีมูลค่าการตลาดสูงในช่วงเทศกาลแต่ละปี

ในอดีตขนมไหว้พระจันทร์มีหลากหลายลักษณะ ทั้งรูปปลา รูปกระต่าย แต่ที่นิยมที่สุดก็คือทรงกลมลักษณะเดียวกันกับพระจันทร์ข้างในเป็นไข่แดง (ไข่เค็ม) ที่สื่อถึงพระจันทร์ ลวดลายบนตัวขนมส่วนใหญ่สื่อถึงความหวัง ความปรารถนาดีที่มอบให้กัน

สำหรับไส้ขนมไหว้พระจันทร์ สมัยก่อนนิยมใช้ธัญพืชที่สื่อถึงการอวยพรและความอุดมสมบูรณ์ อาทิ ไส้เม็ดบัว มีที่มาจากดอกบัว สัญลักษณ์ความบริสุทธิ์ เกียรติยศ ความสงบและอายุที่ยืนยาว หรือ ไส้ธัญพืช 5 ชนิด  ที่สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธ์ธัญญาหารให้ชาวจีนมีกินมีใช้ตลอดปี ไส้ลูกพลัม สัญลักษณ์ของความหวัง ไส้เกาลัด หากออกเสียงในภาษาจีนมีความหมายว่า ลูกชาย ซึ่งก็คือการเป็นที่รักของผู้คน นอกจากนี้ยังใช้แฮมยูนนาน หรือ มันหมู เป็นส่วนผสมเพื่อแสดงถึงโชคลาภ ซึ่งในอดีตแฮมยูนนานจะมีเฉพาะในบ้านที่มีฐานะเท่านั้น

ปัจจุบัน ไส้ขนมไหว้พระจันทร์ มีการรังสรรค์ที่หลากหลายมากขึ้น อาทิ ไส้ช็อคโกแลตฝรั่งเศสซึ่งเป็นที่นิยมของชาวฮ่องกง ไส้คัสตาร์ดแบบฉบับผู้ดีอังกฤษ หรือ ไส้ทุเรียนในบ้านเรา ที่เป็นการผสมผสานวัตถุดิบที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละประเทศ ตามความชอบของผู้บริโภคแต่ละพื้นที่ นอกจากนี้ยังดัดแปลงใส่เนื้อสัตว์ เช่น กุนเชียง, ไข่เค็ม, หมูแฮม, หมูแดง, หมูหยอง เข้าไปเป็นทางเลือกใหม่แก่ผู้บริโภคด้วย อย่างไรก็ตามมีบางความเชื่อที่จะไม่ใช้ขนมไหว้พระจันทร์ที่มีของคาวเป็นส่วนผสมในการไหว้อย่างไข่เค็ม แฮม หรือมันหมู

ไหว้พระจันทร์คราวนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอพระจันทร์เป็นใจให้ทุกท่านสมบูรณ์ พูนสุข

 

////////////////////////////////////////////////////

 

เคล็ดลับการขอเงินจากพระจันทร์

วันมงคลอย่างนี้นานทีปีหนจะได้ไหว้พระจันทร์สักครั้ง กินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิตขอนำเคล็ดลับการขอเงินจากพระจันทร์ ซึ่งเป็นความเชื่อโบราณมาฝากแก่ผู้สนใจ

·     จุดธูปเทียนบูชา 15 ดอก ที่ถือว่าเป็นกำลังของพระจันทร์

·     เตรียมกระเป๋าสตางค์ใส่ธนบัตรจำนวนหนึ่ง จากนั้นนำมาอธิษฐานเรียกเงินเรียกทอง ขอพระจันทร์ช่วยให้การดำเนินชีวิตของเรามีแต่ความอุดมสมบูรณ์

แต่ถ้าจะให้ได้ผลดีกว่าเดิม อย่ารอให้ฟ้าเปิด หรือ พระจันทร์บันดาลแต่ฝ่ายเดียว เราเองก็ต้องช่วยพระจันทร์ท่านเสียหน่อย  ด้วยการตั้งใจทำ ตั้งใจสร้าง ตั้งใจหาเงินเท่าที่กำลังเราไหว พระจันทร์ท่านจะได้ชื่นใจประทานพรให้สมหวังในเร็ววัน

 

 


จาก-ปุตราจายา.jpg

สัปดาห์ที่ผ่านมา ภูมิภาคอาเซียนของเราได้เกิดความเคลื่อนไหวที่สำคัญขึ้น นั่นคือ รัฐบาลอินโดนีเซีย ประกาศแผนเตรียมย้ายเมืองหลวงจากกรุงจาการ์ตา บนเกาะชวา ไปยังพื้นที่ระหว่างเขตเปอนาจัม ปาเซร์ อุตารา และกูไต การ์ตาเนอการา จังหวัดกาลิมันตันตะวันออก บนเกาะเบอร์เนียว โดยถือเป็นประเทศที่ 3 ของอาเซียนที่มีการโยกย้ายศูนย์กลางการบริหารของประเทศ ต่อจากเมืองปุตราจายา มาเลเซีย และกรุงเนปิดอว์ของเมียนมาร์

เหตุผลการย้ายครั้งนี้เพราะ ต้องการลดความแออัดของประชากร และลดปัญหาจราจรที่ติดอันดับโลกจนเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจเฉลี่ยราว 70 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติและกระจายความมั่นคั่งออกนอกเกาะชวา โดยเมืองหลวงใหม่นี้ยังไม่มีชื่อเรียก เพราะเป็นเมืองที่จะสร้างใหม่ทั้งหมด คล้ายเมืองปุตราจายา มาเลเซีย โดยเริ่มก่อสร้างในปี 2564 สามารถเริ่มย้ายคนบางส่วนได้ในปี 2567

รัฐบาลอินโดนีเซีย ระบุเพิ่มเติมว่า หลังย้ายเมืองหลวงแล้ว จาการ์ตาจะยังคงบทบาทเป็นศูนย์กลางทางการค้าและการเงินต่อไปสู่เมืองหลวงใหม่ทำหน้าที่เป็น “ศูนย์ราชการรองรับการทำงานของเจ้าหน้าที่ประมาณ 1.5ล้านคน”

นอกจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างในเชิงบริหารแล้ว อีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจ คือ “การย้ายเมืองหลวงครั้งนี้จะกระทบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน และทำให้ทิศทางการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศต้องเปลี่ยนไปหรือไม่” เพราะที่ผ่านมาอินโดนีเซียพยายามกระตุ้นให้นักลงทุนข้ามชาติ รวมถึงหลายบริษัทขนาดใหญ่จากประเทศไทย อาทิเครือ ปตท. เอสซีจี เซ็นทรัล ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย เจดับเบิ้ลยูดีอินโฟ โลจิสติกส์​ โอสถสภา เข้าไปลงทุนเป็นจำนวนมาก ทำให้ปัจจุบันจาการ์ตามีบริษัทขนาดใหญ่ และขนาดกลางจดทะเบียนรวมอยู่กว่า 1,400 บริษัท และมีบริษัทขนาดเล็กอีกกว่า 16,454 บริษัท ส่งผลให้จาการ์ตาและเกาะชวาสามารถสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) สูงถึง 58%

และแซคเตอร์ที่น่าจับตามอง คือ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งอินโดนีเซียตั้งเป้าแข่งขันกับไทยในการขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของภูมิภาคมาโดยตลอด จึงน่าสนใจว่าค่ายรถยนต์ที่ลงทุนในอินโดนีเซีย อาทิ โตโยต้า ไดฮัทสุ ซูซูกิ นิสสัน บีเอ็มดับเบิ้ลยู เมอร์เซเดสเบนซ์ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในจาการ์ตาและเกาะชวา จะมีรีแอคชั่นต่อกรณีนี้อย่างไร

เรื่องนี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไป เพราะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น ถือว่าเป็นก้าวที่ควรจับตา ว่าอนาคตต่อไปจะสัมฤทธิ์ผลตามเป้าหมายหรือไม่