Now thing

Content_ลอยกระทง_Cover_1.jpg

จากข้อมูลทางประวัติศาสตร์ พบว่า “ลอยกระทง” เป็นพิธีกรรมที่ปรากฏในหลากพื้นที่ของทวีปเอเชีย แม้แต่ละแห่งจะมีที่มา เรื่องเล่าบนความเชื่อที่ต่างกันออกไป แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือ พิธีกรรมของทุกแห่งล้วนเกิดจากความสำนึกในบุญคุณธรรมชาติ หรือ ผู้มีพระคุณเป็นตัวกำหนด ส่วนน่าสนใจอย่างไรนั้น กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอรวบรวมมาเสนอกัน

ไทย = พิธีจองเปรียง หรือ ลอยพระประทีป

ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติไทย ถือเป็นหนึ่งประเพณีไทยที่สืบต่อกันมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยในสมัยพ่อขุนรามคำแหง เรียกประเพณีลอยกระทงนี้ว่า “พิธีจองเปรียง หรือ การลอยพระประทีป”  มีหลักฐานจากศิลาจารึกหลักที่ 1 กล่าวถึงงานเผาเทียนเล่นไฟว่า เป็นงานรื่นเริงที่ใหญ่ที่สุดของกรุงสุโขทัย ทำให้เชื่อกันว่างานดังกล่าวน่าจะเป็นงานลอยกระทง

อินเดีย = เทศกาลทีปาวลี

เริ่มในช่วงปลายฝนต้นฤดูหนาว ระหว่างเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน เพื่อเฉลิมฉลองการนิวัติกลับอโยธยาของพระรามและนางสีดา อีกคติหนึ่งเพื่อบูชาพระลักษมี เทวีแห่งความร่ำรวย สมบูรณ์ และโชคลาภ ด้วยการจุดประทีปใส่ถ้วยเล็ก ๆ วางตามบ้าน หรือปล่อยให้ลอยตามแม่น้ำ

จีน = ลอยประทีปเพื่ออุทิศส่วนกุศล

ประเพณีเก่าแก่ของชนเผ่าฮั่น มองโกล ไป๋ และหมิง ในช่วงสมัยราชวงศ์หมิงและชิง เนื่องจากยุคนั้น ชาวมณฑลจี๋หลิน ต้องมีการขนส่งอาหารให้ทหารลาดตระเวนชายแดน ด้วยเส้นทางเดินเรือ ซึ่งเป็นงานหนักและเสี่ยงภัย ทำให้มีผู้เสียมากมายนับไม่ถ้วน เมื่อถึงเทศกาลสำคัญๆ ชาวจี๋หลินจึงลอยประทีป หรือ กระทงลักษณะเป็นรูปดอกบัว หรือ โคมไฟ ที่ข้างในมีเทียนจุดไฟไว้ ตามแม่น้ำ เพื่อเป็นการอุทิศส่วนกุศลให้ผู้เสียชีวิต

ข้อสังเกตอีกประการ การลอยกระทงในประเทศจีน สามารถลอยได้ในทุกเทศกาล แต่ละพื้นที่มีความหมายแตกต่างกันออกไป เช่น เขตเจียงหนาน ขอพรให้โรคภัยไข้เจ็บ หายไปกับสายน้ำ เขตชายฝั่งทะเลขอพรให้เทพเจ้าช่วยปกป้องคุ้มครองภัย

ลาว = งานไหลเฮือไฟ

ประเพณีลอยกระทง หรือ งานไหลเฮือไฟ ของ สปป.ลาว จะมีการแข่งเรือที่ริมแม่น้ำโขง บูชาแม่น้ำด้วยการลอยประทีป เพื่อขอบคุณแม่น้ำโขงที่เลี้ยงดูมา

กัมพูชา = เทศกาลน้ำ

จัดขึ้นเพื่อระลึกบุญคุณ ขอบคุณแม่น้ำโขงที่เป็นสายน้ำหลักในการหล่อเลี้ยงชีวิต

พม่า = บูชาและขอบคุณพญานาค

กระทงของชาวพม่า มีลักษณะตกแต่งคล้ายดอกบัวบาน ปักธูปเทียน เพื่อบูชาและขอบคุณพญานาค ตามความเชื่อที่ว่าได้ช่วยปราบพญามารไม่ให้เข้ามาทำลายพระเจดีย์จากคำขอร้องของพระอุปคุต

“ข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่า พิธีกรรมแต่ละแห่ง ล้วนเกิดจากความสำนึกในบุญคุณของธรรมชาติ – ผู้มีพระคุณเป็นตัวกำหนดแทบทั้งสิ้น นำสู่การขอขมาเพื่อแสดงความเคารพและขอบคุณที่ได้พึ่งพาอาศัย ตลอดจนการขอความอำนวยพร ถ่ายทอดเป็นประเพณีสืบต่อกันมาจนปัจจุบัน”

อย่างไรก็ตามด้วยสภาพแวดล้อม และวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป การขอขมาแหล่งน้ำผ่านการลอยกระทงกลับกลายเป็นดาบสองคมที่ซ้ำเติมธรรมชาติ เพราะสร้างขยะและสิ่งปฏิกูลมหาศาลลงแหล่งน้ำภายในช่วงข้ามคืน

ข้อมูลจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พบว่าปี 2561 มีปริมาณขยะกระทงจำนวนมากเกือบถึง 1 ล้านใบ ซึ่งสถิติการจัดเก็บขยะกระทงของกรุงเทพมหานคร พบมีมากถึง 841,327 ใบ และพบกระทงโฟม อยู่ที่ 44,883 ใบ

ดังนั้นจะดีกว่าหรือไม่ หากเราหันมาใช้วัสดุที่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ เช่น ใบตอง หยวกกล้วย มันสำปะหลัง ขนมปัง หรือ น้ำแข็ง มาทำกระทง หรือ ใช้วิธีรวมใจกระทง 1 ใบ ลอยพร้อมกันหลายคน เพื่อลดผลกระทบต่อแหล่งน้ำให้มากที่สุด

นอกจากการลอยกระทงแล้ว การไม่ทิ้งขยะ เศษอาหาร สิ่งปฏิกูลลงในแม่น้ำ รวมถึงการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ก็เป็นอีกทางเลือกน่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการขอขมาแหล่งน้ำ ซึ่งนี่อาจเป็นวิธีแสดงความเคารพ และสำนึกในบุญคุณของแหล่งน้ำที่ง่าย แต่ตรงจุดและเหมาะสมที่สุดกับยุคปัจจุบันก็เป็นได้


Content_สิทธิ์คนพิการ_Cover_1.jpg

“คนพิการ” คือ บุคคลซึ่งมีข้อจำกัดในการปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจำวัน หรือเข้าไปมีส่วนร่วมทางสังคม เนื่องจากมีความบกพร่องทางการเห็น การได้ยิน การเคลื่อนไหว การสื่อสาร จิตใจ อารมณ์ พฤติกรรม สติปัญญาและการเรียนรู้หรือความบกพร่องอื่นๆ

ประเทศไทยได้มีการกำหนดให้ทุกวันเสาร์ที่ 2 ของเดือนพฤศจิกายนของทุกปี เป็น “วันคนพิการแห่งชาติ” เพื่อเปิดโอกาสให้คนพิการแสดงความสามารถในด้านต่าง ๆ แลกเปลี่ยนเรียนรู้วิทยาการใหม่ๆ รวมทั้งเพื่อให้คนทั่วไปได้เห็นถึงศักยภาพ และคุณค่าของคนพิการของคนพิการ และด้วยเหตุนี้เอง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอใช้โอกาสนี้บอกเล่าเรื่องราวที่เกี่ยวข้องและสิทธิ์ต่างๆ ที่รัฐได้มอบให้กับคนพิการ

คำจำกัดความของ “ความพิการ” ประเภทความพิการตาม พรบ. ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการมี 7 ประเภท ได้แก่ 1. ความพิการทางการเห็น  2. การได้ยินหรือสื่อความหมาย 3. การเคลื่อนไหวหรือทางร่างกาย 4. ทางจิตใจหรือพฤติกรรม 5. ทางสติปัญญา 6. ทางการเรียนรู้ และ 7. ทางออทิสติก โดยผลสำรวจสำนักงานสถิติแห่งชาติ-องค์การยูนิเซฟ พบว่าประเทศไทย มีคนพิการประมาณ 3.7 ล้านคน คิดเป็น 5.5% ของประชากรประเทศ มากกว่าครึ่งไม่ได้จดทะเบียนคนพิการ และกว่า 1 ใน 5 ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือ-สวัสดิการจากรัฐ โดยความช่วยเหลือที่คนพิการต้องการมากที่สุดคือ “ผู้ช่วยคนพิการ-กู้ยืมเงินประกอบอาชีพ-ส่งเสริมประกอบอาชีพอิสระ-การปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย-การให้คำแนะนำปรึกษา”

สำหรับผู้พิการที่ได้จดทะเบียนกับรัฐจะได้รับสวัสดิการที่ครอบคลุมกับความต้องการหรือไม่? กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ได้รวบรวมข้อมูลมาให้ทุกท่านได้ทราบ ดังนี้

  1. เงินสงเคราะห์ผู้พิการ คนที่มีบัตรผู้พิการได้รับเงินเบี้ยคนพิการเดือนละ 800 บาท
  2. สิทธิบัตรทองผู้พิการ ครอบคลุมทั้งโรคทั่วไปและโรคเฉพาะทางในสถานพยาบาลของรัฐ  รวมถึงบริการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้พิการ เช่น กายภาพบำบัด กิจกรรมบำบัด การประเมิน/แก้ไขการพูด จิตบำบัด เป็นต้น
  3. สิทธิ์ประกันสังคมผู้พิการ จะได้รับสิทธิ์เหมือนกับผู้ประกันตนทั่วไป 7 กรณี ได้แก่ เจ็บป่วย, คลอดบุตร, สงเคราะห์บุตร (ตั้งแต่แรกเกิด – 6 ขวบ), ว่างงาน, ชราภาพ, ทุพพลภาพ, เสียชีวิต 
  4. ผู้พิการทางการได้ยิน สามารถขอรับบริการล่ามภาษามือในเรื่อง
  • การแพทย์และสาธารณสุข
  • การสมัครงานหรือประสานงานด้านอาชีพ
  • การร้องทุกข์กล่าวโทษหรือเป็นพยาน (ชั้นสอบสวนหรือเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายอื่น)
  • การร่วมประชุม การสัมมนา การฝึกอบรม การเป็นผู้บรรยาย

โดยสามารถติดต่อได้ที่ศูนย์บริการคนพิการประจำจังหวัดหรือชมรม-สมาคมของคนพิการทางการได้ยินประจำจังหวัด

  1. สิทธิ์ในการได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมาย ซึ่งค่าธรรมเนียมต่างๆ ภาครัฐจะเป็นผู้ดูแล รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเช่น ค่าเดินทางของทนาย ค่าถ่ายเอกสารประกอบสำนวน เป็นต้น
  2. สิทธิ์ในการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกของการเข้าใช้สถานที่และบริการ หากพบว่าที่สาธารณะหรืออาคาร สถานที่ ยานพาหนะใดไม่รองรับสำหรับคนพิการ สามารถร้องเรียนได้
  3. สิทธิ์ในการเดินทางคมนาคมการเดินทาง เช่น รถไฟ รถเมล์ รถไฟฟ้าใต้ดินบนดิน โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย และในกรณีการเดินทางโดยเครื่องบินภายในประเทศของการบินไทย จะได้รับส่วนลด 50 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ผู้พิการที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯและปริมณฑลสามารถใช้บริการแท็กซี่สำหรับไปโรงพยาบาล หรือติดต่อราชการและธุระส่วนตัวได้ ติดต่อสอบถามที่ 02-294-6524 ได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 00.00-16.00 น.
  4. คนพิการสามารถเข้าถึงการศึกษาจนถึงระดับปริญญาตรี (ตลอดชีวิต) โดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยรัฐได้จัดให้มีระบบการศึกษาพิเศษสำหรับคนพิการตามโรงเรียน นอกจากนี้ยังสามารถร้องขอให้มีการจัดการศึกษาพิเศษที่บ้านของคนพิการได้อีกด้วย และในกรณีการศึกษาในสถาบันเอกชน อาจต้องสำรองจ่ายและจึงนำมาเบิกได้
  5. คนพิการสามารถยืมอุปกรณ์ทางเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาความสามารถ และศักยภาพ เช่น มือถือ คอมพิวเตอร์ เครื่องช่วยฟัง ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ได้ สามารถติดต่อได้ที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือสำนักงานจังหวัด โดยให้เขียนคำร้องที่สำนักงานสถิติจังหวัด หรือติดต่อผ่านสมาคมคนพิการที่คนพิการสังกัดอยู่

คนพิการก็เหมือนคนทั่วไปที่ต้องได้รับสิทธิ์ และประโยชน์พื้นฐาน เพื่อช่วยให้การใช้ชีวิตประจำวันสะดวกสบาย โดยปัจจุบันทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต่างก็เปิดโอกาสให้คนพิการสามารถทำงาน หรือ เข้ามามีบทบาทกับสังคมมากขึ้น ความพิการจึงไม่ใช่อุปสรรคในชีวิตอีกต่อไป


Content_Fake-News_Cover_1.jpg

น้ำมะนาวโซดารักษามะเร็ง, ไทยมีน้ำมันดิบมากกว่าซาอุฯ, กัญชายาครอบจักรวาล, รังสีไมโครเวฟทำให้เกิดมะเร็ง ฯลฯ เชื่อว่าข้อความเหล่านี้คงเคยผ่านตาทุกท่านบนโซเชียลมีเดียมาแล้ว และแม้มีการออกมาชี้แจงด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ที่เชื่อถือได้แล้วว่า “ไม่จริง” แต่ยังมีคนแชร์ต่อไม่ลดละ

 

การแชร์ข่าวปลอมเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับสังคมมานาน สมัยก่อนเกิดในรูปแบบฟอร์เวิร์ดเมล์ ก่อนปรับรูปแบบมาทางเฟซบุ๊ก ไลน์ มีการเติมวลีต่างๆ ผสมข้อเท็จจริงหรือภาพตัดต่อ ซึ่งในไทยมักปรากฏโดยมีคำว่า “ข่าวด่วน” “ลับสุดยอด” “แชทลับ” “เตือนภัย” “แฉเบื้องลึก” “ความจริงที่ไม่เคยบอก” “เปิดหลักฐานปล้นประเทศ” ฯลฯ ผสมอยู่เพื่อดึงความสนใจ สร้างความรู้สึกร่วม ส่วนใหญ่เกิดขึ้นบนข้อมูล 3 ประเภท

  1. อ้างข้อมูลเคล็ดลับสุขภาพ ผู้แชร์ส่วนใหญ่มักมีเจตนาที่ดีแต่ยังไม่ทราบข้อเท็จจริง ข้อมูลลักษณะนี้จึงมักไปสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้กับแพทย์ พยาบาล เพราะผู้รับสารบางท่านเลือกเชื่อข้อมูลจริงจังจนนำไปโต้แย้ง รวมถึงไม่ยอมรับวิธีรักษาที่ถูกต้องทางการแพทย์ จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ซึ่งมีอุทาหรณ์ให้เห็นมากมาย
  2. การตัดต่อภาพเนื้อหาทางการเมือง ศาสนา ความเชื่อ สร้างความเข้าใจผิด ยั่วยุ สร้างความเกลียดชัง พบมากในยุคที่มีการปะทะเกี่ยวกับความคิดทางการเมืองสูงช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แต่ยังดีที่ทุกวันนี้ภาครัฐมีนโยบายควบคุมเข้มงวดจริงจัง ผ่านการก่อตั้งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (Anti-Fake News Center) ทำให้ปริมาณเริ่มเบาบางลง แต่ก็ยังพบเห็นได้อยู่
  3. ฉวยโอกาส สร้างความตระหนก หรือ หาผลประโยชน์ จากผลกระทบของภัยพิบัติ หรือ เหตุการณ์ในกระแสสังคม

 

จากข้อมูลที่ปรากฏ พบได้ว่าการแชร์ข่าวปลอมข้างต้นส่วนใหญ่จะปรากฏอยู่ในกลุ่มผู้สูงวัย หรือ คนที่มีวัยวุฒิสูง โดยเฉพาะวัยเกษียณที่รวมตัวเป็นไลน์กรุ๊ปบนความเชื่อเดียวกัน มักกลายเป็นเหยื่อของการส่งต่อข้อมูลที่ได้รับทันที หรือ ขาดการไตร่ตรองที่ดี เพราะบางท่านอาจรู้สึกว่าการได้ส่งข้อมูลลักษณะเชื่อได้ว่า “ลับ ด่วน ลึก” จะทำให้ตัวเองดูเป็นคนอินเทรนด์ที่เข้าถึงข้อมูลได้เร็วก่อนใคร

 

สอดคล้องกับข้อมูลจากงานวิจัยของ New York University และ Princeton Universityที่เคยเผยแพร่ผ่านวารสาร Science Advances ว่ากลุ่มคนอายุ 65 ปีขึ้นไป มีพฤติกรรมแชร์ข่าวปลอมถึง 11% เมื่อเทียบกับกลุ่มอายุ 18-29 ปีที่มีสัดส่วนเพียง 3% ทั้งยังมีความถี่ในการแชร์ข่าวปลอมมากกว่ากลุ่มอายุ 45-65 ปีถึง 2 เท่าตัว และมากกว่ากลุ่มคนในวัย 18-29 ปีถึงเกือบ 7 เท่าตัว

 

สิ่งที่น่าสนใจ คือ การแชร์ของกลุ่มนี้โดยเฉพาะผู้นำความคิดที่ได้รับความน่าเชื่อถือในกลุ่ม หรือ สังคมนั้นจะเป็นเสมือน “การช่วยประทับตราความน่าเชื่อ” ส่งผลให้เจ้าตัวกลายเป็นแม่ข่ายที่กระจายแชร์ลูกโซ่ด้านข้อมูลผิดๆ ออกไปโดยไม่สิ้นสุดอย่างไม่รู้ตัว นี่จึงอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การแชร์ข่าวปลอมโดยเฉพาะเกี่ยวกับเคล็ดลับ แฉเบื้องลึกต่างๆ จึงยังไม่ลดลงเสียที

 

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าข่าวปลอม เกิดจากคนสูงวัยเพียงกลุ่มเดียว เพราะหลายครั้งข่าวปลอมเกี่ยวกับบันเทิง กีฬา การเมือง ก็เกิดจากการปล่อยข่าวปั่นกระแสในกลุ่มคนวัยอื่นด้วย เรียกได้ว่าเกิดตามความสนใจแต่ละช่วงวัยนั่นเอง สามารถแบ่งกว้างๆ ดังนี้

 

กลุ่มคนวัยทำงาน อายุ 22 – 55 ปี มักเผชิญกับข่าวปลอมที่มาในลักษณะการสร้างแรงบันดาลใจความสำเร็จ สิทธิประโยชน์ และเรียกร้องความเป็นธรรมต่อสังคม อาทิ การแชร์คำคมที่ตูน บอดี้สแลม และโจอี้บอยไม่เคยกล่าว การตัดต่อบิดเบือนข่าวการเมือง นโยบายรัฐ เอกสารราชการ กรณีตายายเก็บเห็ดแล้วติดคุก วิธีสร้างรายได้ที่แฝงมากับแชร์ลูกโซ่ การแชร์เตือนแอปหน้าแก่ FaceApp ขโมยดูดข้อมูล รวมถึงปล่อยข่าวลือไวรัส โรคระบาดต่างๆ ซึ่งปัญหากลุ่มนี้คล้ายกับกลุ่มสูงวัยนั่นคือ การแชร์ของผู้นำความคิดมีผลมาก

 

กลุ่มเด็กและเยาวชน อายุต่ำกว่า 22 ปี มักเผชิญข่าวปลอมลักษณะข่าวลือดารา เน็ตไอดอล การหลอกลวงสร้างตัวตนของผู้ไม่หวังดี การโฆษณาเกินจริง รวมถึงข่าวปล่อยเพื่อความสนุกส่วนตัวลักษณะที่เป็น Cyber Bully ฯลฯ

 

ดังนั้น ทุกครั้งเมื่อได้รับข่าวสารข้อมูล อย่าเพิ่งรีบเชื่อ ควรตั้งคำถาม ตรวจสอบที่มาให้ถี่ถ้วนก่อนแชร์ ซึ่งสามารถหาข้อมูลอ้างอิงความถูกต้องได้มากมายบนอินเทอร์เน็ต ไม่จำเป็นต้องรีบส่งต่อเสมอไป เพราะการแสดงตนว่ารู้เร็ว รู้ก่อน หรือ จะแชร์ด้วยความหวังดี อาจทำให้กลายเป็น “ท้าวแชร์ข่าวปลอม” โดยไม่รู้ตัว

 


Content_กามนิต_Cover_1.jpg

ข้อน่าคิด จากกามนิต-วาสิฏฐี

  1. ต้นฉบับ เป็นภาษาเยอรมัน หาใช่ภาษาอินเดีย หรือไทย
  2. นิยายอิงหลักคำสอนพุทธศาสนา โดยผู้แต่งชาวเดนมาร์ก
  3. พระพุทธเจ้าให้บทเรียนสอนหญิง และสอนชายในเรื่องของ การหลุดพ้นที่ต่างกัน
  4. “ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์” คือคำสอนที่พระพุทธเจ้า สอนหญิงผ่านวาสิฏฐี
  5. “สวรรค์ – นรกไม่ใช่หนทางสู่ความหลุดพ้น แต่จริงแท้ คือนิพพาน” คือคำสอนที่พระพุทธเจ้า สอนชาย ผ่านกามนิต
  6. บุคคลในนิยายที่มีอยู่จริง คือ พระพุทธเจ้า พระอานนท์ พระสารีบุตร และองคุลีมาล
  7. เหตุการณ์ในเรื่องอิงพุทธประวัติตอนปลาย

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวในหนังสือกามนิต -วาสิฏฐี ที่เชื่อว่าทุกคนคงเคยได้ยินหรือรู้สึกคุ้นเคย

กามนิต-วาสิฏฐี เป็นวรรณกรรมอิงหลักคำสอนพุทธศาสนาที่มีชื่อเสียง ต้นฉบับแต่งเป็นภาษาเยอรมันโดยคาร์ล แอดอล์ฟ เกลเลอโรป นักประพันธ์ชาวเดนมาร์ก เมื่อปี พ.ศ. 2449 และถูกแปลเป็นภาษาไทยโดยเสฐียรโกเศศ–นาคะประทีป ในปี พ.ศ. 2473

เนื้อหาของหนังสือแบ่งออกเป็น 45 บท แบ่งเป็นภาคบนดิน-ภาคสวรรค์ โดยภาคบนดิน เริ่มจากพระพุทธเจ้าเสด็จกลับจากกรุงราชคฤห์ และได้พบกับกามนิตที่บ้านช่างปั้นหม้อ ซึ่งเป็นที่มาของการดำเนินเรื่อง อันเริ่มจากบทสนทนาที่เป็นเรื่องราวความรัก ระหว่างกามนิตกับวาสิฏฐี จนถึงเป้าหมายการเดินทาง ของกามนิตที่ต้องการฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าในเรื่องของการหลุดพ้น หากท้ายสุดแล้วแม้กามนิตจะได้รับข้อธรรมแต่ก็เข้าไม่ถึง เพราะไม่คาดคิดว่าผู้ที่ตนสนทนา คือ พระพุทธเจ้า ทั้งข้อธรรมนั้นขัดกับความเชื่อ และความเข้าใจของตนเอง

ภาคสวรรค์ เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวจากวาสิฏฐีที่เสมือนจิ๊กซอว์เห็นแง่มุมคิดอีกด้าน ทั้งยังสะท้อนหลักธรรมของพุทธศาสนาที่ทำไมถึงมุ่งสอนให้คน “ตั้งอยู่ในความไม่ประมาทและมุ่งสู่นิพพาน”

สุดท้าย ขอสรุปใจความหลัก ๆ ของกามนิต -วาสิฏฐี เผื่อนำไปปรับใช้ได้ อย่างแรก คือ “ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์” เพราะทุกคนเมื่อมีรักมักมีความคาดหวัง และทุกอย่างในชีวิตมักไม่เป็นไปตามคาด ความทุกข์ก็ย่อมตามติด

ประการต่อมา “สุดท้ายแล้ว สวรรค์นรกไม่ใช่จุดหมาย แต่นิพพานคือที่สุด”  โดยท่านพุทธทาสภิกขุ ได้ให้ความหมายของนิพพานว่า เป็นการเย็นลงแห่งไฟกิเลส ไฟกิเลสก็คือ ราคะ โทสะ โมหะ กิเลสทั้งหมดเย็นสนิท จึงจะเรียกว่า “นิพพาน” เปรียบเสมือนชีวิตจริงของเราคือ หากเรามีกิเลสเหล่านี้ ตัวเราก็จะมีแต่ความรุ่มร้อน  ชีวิตไม่มีความสุข หากเราปล่อยวางลงได้ ทุกอย่างก็จะสงบลง จิตใจของเราก็จะคิดแต่สิ่งดี ๆ และ เรื่องดี ๆ และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 


กินอยู่เป็น_Content_ก๋วยเตี๋ยวหลอด.jpg

หากพูดถึงเมนูอาหารประเภทก๋วยเตี๋ยวเชื่อว่าต้องมีเมนู “ก๋วยเตี๋ยวหลอดทรงเครื่อง” รวมอยู่ในนั้นด้วย เมนูอาหารเส้นที่มีรสชาติอร่อย อัดแน่นด้วยเครื่องเคียง แถมยังดีต่อสุขภาพ เพราะให้โปรตีนและไขมันค่อนข้างน้อย ราคาสบายกระเป๋า มีเงินไม่ถึงร้อยบาทก็ซื้อกินได้ แต่หากจะทำรับประทานกันในครอบครัว กินอยู่เป็น 360 องศาของการใช้ชีวิต ก็มีเคล็ดลับการทำก๋วยเตี๋ยวหลอดทรงเครื่องแบบง่ายๆ มาฝากกัน

ส่วนผสมหาง่าย ทำก็ง่ายเช่นกัน

ส่วนผสมของก๋วยเตี๋ยวหลอดทรงเครื่องสามารถหาได้ง่ายๆ ตามท้องตลาดทั่วไป เริ่มจาก เส้นใหญ่สำเร็จรูปสำหรับทำก๋วยเตี๋ยวหลอด เห็ดหอม  กุ้งฝอย หมูสับ หมูกรอบสามชั้น เต้าหู้แข็ง หัวไชโป๊ว ถั่วงอก ผักชีต้นหอม พริกไทยป่น กระเทียม น้ำมันพืช น้ำตาลปี๊บ และน้ำตาลทรายแดง เมื่อเตรียมส่วนผสมทั้งหมดนี้เรียบร้อยแล้ว เตรียมอุปกรณ์ทำกันได้เลย

วิธีทำนั้นง่ายแสนง่าย ไม่ยากอย่างที่ใจคิด มีเพียงสามขั้นตอนดังต่อไปนี้ “ผัดเครื่อง นึ่งเส้น เตรียมน้ำซอส”

  1. ผัดเครื่อง: นำน้ำมันใส่กระทะพอประมาณ ตามด้วยกระเทียมที่โขลกพร้อมรากผักชี เต้าหู้ หมูสามชั้นกรอบ กุ้งสด เห็ดหอมที่หั่นแช่น้ำจนนิ่มแล้ว หัวไชโป๊วสับ ซอสปรุงรส น้ำตาลทราย ตบท้ายด้วยพริกไทย ผัดให้เข้ากันจนได้กลิ่นหอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน ตักใส่ภาชนะพักรอไว้ก่อน แล้วมาเตรียมทำขั้นต่อไป

เคล็ดไม่ลับ : วิธีเลือกหัวไชโป๊วแนะนำให้ซื้อเป็นหัวมาเลยจะดีกว่า นำมาสับอย่างละเอียดเองที่บ้านเพราะจะได้ระวังเรื่องความสะอาด

  1. นึ่งเส้น: ตั้งน้ำให้เดือดพอประมาณ นำเส้นก๋วยเตี๋ยวหลอดที่เตรียมไว้ไปนึ่งระยะเวลาประมาณ 20 นาที ในขณะที่นึ่งสามารถนำถั่วงอกไปนึ่งร่วมกันได้ตามสะดวก รอจนเส้นนิ่มเป็นอันเสร็จ
  2. เตรียมน้ำซอสหรือซีอิ๊วหวาน: ใช้น้ำตาลปี๊บกับน้ำตาลทรายเคี้ยวให้เข้ากันจนเป็นเนื้อเดียว เท่านี้ก็ได้ซอสที่มีรสชาติไม่เหมือนใครเอาไว้ทานคู่กับก๋วยเตี๋ยวหลอดช่วยให้อร่อยมากขึ้น

เคล็ดไม่ลับ : เวลาเคี่ยวอย่าให้สีออกดำมาก เพราะถ้าดำมากรสชาติจะขมฝาดลิ้น ควรเคี่ยวจนมีลักษณะยืดคล้ายยางมะตูมอ่อนๆ ถึงจะใช้ได้

เมื่อเสร็จจากขั้นตอนต่างๆแล้ว ถึงคราวจัดจานวางเส้น เติมเครื่องที่ผัดไว้ ตบท้ายด้วยการเติมซอสซีอิ๊วหวาน หรือหากใครจะปรุงรสเพิ่มเผ็ดเค็มก็ได้เอาที่ใจชอบ แค่นี้ก็อิ่มอร่อยไปกับเมนูก๋วยเตี๋ยวหลอดทรงเครื่องฉบับบ้านๆ ตามสไตล์กินอยู่เป็น 360 องศาของการใช้ชีวิต


kinyupen_ปกเนื้อหา.jpg

พะโล้เมนูขวัญใจของใครหลายคนรับประทานได้ทุกเพศทุกวัย ด้วยกลิ่นหอมที่ชวนรับประทานและรสชาติอร่อยถูกปาก ทั้งยังมีวิธีทำที่ไม่ซับซ้อน สามารถทำเก็บไว้ทานได้หลายมื้อ  ยิ่งเคี่ยวบ่อยรสชาติยิ่งอร่อยเพิ่มขึ้น

 

โดยปกติแล้วพะโล้จะมีเครื่องเทศจีนเป็นตัวชูโรงหลัก สร้างกลิ่นหอม แถมด้วยเนื้อหมู ไข่ เต้าหู้ ผสมผสานเกิดเป็นความอร่อยที่ลงตัวแต่เพื่อให้เข้ากับเทศกาลกินเจ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเมนู พะโล้เจ จากวัตถุดิบย่านตลาดเก่าเยาวราชที่ไปช้อปกันมาจากคราวที่แล้ว พร้อมแล้วไปเข้าครัวกันเลย…

 

ส่วนผสมหลักแบบเจๆ คือ เต้าหู้ เห็ดหอม หมี่กึงแบบไส้หมู น้ำมันพืชเจ ซอสหอยนางรมแบบเจ เกลือป่น  น้ำตาลปี๊บ ซีอิ๊วขาว ซีอิ๊วดำ เครื่องเทศ และพริกไทย

 

กรรมวิธีสำคัญ…เคล็ดไม่ลับฉบับคนทำครัว มีขั้นตอน ดังนี้ คือ “ทอดเต้าหู -ผัดเห็ดหอม-เคี่ยวซีอิ๊ว-จัดแจงส่วนผสม-ยกเสิร์ฟ”

 

1.ทอดเต้าหู้: นำเต้าหู้ที่หั่นเป็นชิ้นพอดีคำลงไปทอดในกระทะตั้งไฟระดับปานกลาง เต้าหู้จะสุกง่าย ถ้าทอดทิ้งไว้นาน ระวังไหม้ ให้สังเกตว่าถ้าเต้าหู้มีสีเหลืองทองต้องยกขึ้นกระทะทันที

 

2.ผัดเห็ดหอม: นำเห็ดหอมที่แช่น้ำแล้วมาผัดใส่น้ำมันเล็กน้อย ผัดจนได้กลิ่นของเห็ดหอมแตะจมูก

 

3.เคี่ยวซีอิ๊วดำ: นำน้ำตาลทรายแดงกับน้ำตาลปี๊บเคี่ยวไฟระดับอ่อน ๆ เติมน้ำสะอาดเล็กน้อย เคี่ยวไปเรื่อย ๆ จนเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ ก็จะได้ซีอิ๊วสูตรใหม่ ไร้กลิ่นเหม็นคาว

4.จัดแจงส่วนผสม: เติมน้ำแช่เห็ดหอมในหม้อ นำส่วนผสมทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นหมี่กึง เต้าหู้ ลงหม้อ ตั้งไฟระดับกลาง พอเดือดให้ใส่เครื่องปรุงทั้งหมดลงไป คนทุกอย่างให้เข้ากัน ชิมรสตามใจชอบ พร้อมยกเสิร์ฟ เสร็จไปหนึ่งมื้อแบบง่าย ๆ สไตล์คนกินเจ

 

เทศกาลเจปีนี้ คุณสามารถเปลี่ยนแปลงเมนูที่ตามปกติปรุงรสด้วยเนื้อสัตว์ ให้ไร้เนื้อสัตว์ได้ ด้วยการหาวัตถุดิบเจ ที่ปัจจุบันนี้มีให้เลือกซื้ออย่างหลากหลาย สำหรับวันนี้ทีมงานกินอยู่เป็นขอให้ทุกท่านอิ่มบุญ ไปกับอาหารเจ

 

ดูขั้นตอนการทำเพิ่มเติมได้ที่่ :

 

 


Kinyupen_Ultraman.jpg

ฉันเป็นมนุษย์ต่างดาว จากดาวเนบิวลา M78 ชิน ฮายะตะ นายต้องรวมร่างกับฉัน เพื่อปกป้องโลกใบนี้ หนึ่งในประโยคสนทนาของตัวละครเรื่อง ยอดมนุษย์ อุลตร้าแมน ซูเปอร์ฮีโร่ ที่ครองใจเด็ก ๆ มากกว่าครึ่งศตวรรษ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอพาผู้อ่านย้อนวันวานเสียหน่อย

 

หากถามถึง อุลตร้าแมน ต้องย้อนไปเมื่อช่วงปี 1996 ได้ถูกฉายเป็นซีรีส์ครั้งแรกทางโทรทัศน์ญี่ปุ่น ดำเนินเรื่องราวผ่านมนุษย์ต่างดาว กาแล็กซี่เนบิวลา M78 ที่ใช้ ชิน ฮายะตะ มนุษย์โลกจากหน่วยสืบสวนพิเศษ เป็นร่างสถิต เพื่อปราบเหล่าสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์ ปกป้องโลกโดยเขาสามารถแปลงร่าง เป็นอุลตร้าแมนด้วยเบต้าแคปซูล ในระยะเวลาเพียงแค่ 3 นาที เพราะข้อจำกัดด้านสภาพแวดล้อมของโลก

 

การต่อสู้ของอุลตร้าแมนในแต่ละครั้ง แม้ระยะเวลาจำกัด แต่สามารถปราบเหล่าสัตว์ประหลาดอย่างทันท่วงที ทำให้วิกฤตของโลกผ่านไปได้ด้วยดี เพราะมีอุลตร้าแมน กลายเป็นภาพประทับในใจของคนดูหลายคน

 

อุลตร้าแมนนั้นเดิมทีถูกสร้างสรรค์ผลงานทางหน้าจอโทรทัศน์ โดยสึบุรายะโปรดักชั่นส์ และโตโฮโปรดักชั่นส์ ประเทศญี่ปุ่น เปิดตัวครั้งแรกในชื่อว่า ‘อุลตร้า คิว’ ส่วนใบหน้าครั้งแรกถูกออกแบบ โดย คุณสมโภช แสงเดือนฉาย ซึ่งเป็นคนไทย ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ภาพถ่ายของพระพุทธรูปยุคสุโขทัยปางเปิดโลก แต่อาจารย์โทรุ นาริตะ คือ คนเลือกแบบร่างใบหน้าของคุณสมโภช มาใช้เป็นแบบในการออกแบบรุ่นถัดไป

 

แม้ว่า อุลตร้าแมน ถูกเข้าใจว่าขั้นตอนทุกอย่างตั้งแต่การร่างแบบ เป็นของประเทศญี่ปุ่น ประสบความสำเร็จจนถูกสร้างภาคต่อ ๆ ไป ยังมีผลงานคนไทยที่ออกแบบใบหน้า ออริจินอล เป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จนั้นอยู่


กินอยู่เป็น_Qin-Shi.jpg

  • สุสานจิ๋นซีฮ๋องเต้ เป็น 1 ใน 2 สิ่งมหัศจรรย์ที่จิ๋นซีฮ่องเต้บัญชาให้สร้างขึ้นในยุคสมัยของพระองค์ควบคู่กับกำแพงเมืองจีนอันเกรียงไกร
  • สุสานจิ๋นซีฮ๋องเต้ เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกลำดับที่ 8 แห่งศตวรรษที่ 20 และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ.2530
  • ทหารดินเผาแต่ละตัวจะมีเพียงตัวเดียวในโลกเท่านั้น เพราะรูปร่าง หน้าตา เครื่องแต่งกาย และอาวุธคู่กายล้วนแตกต่างกันทั้งหมดและมีสีสันเสมือนจริงทุกตัว
  • ตั้งแต่ 15 กันยายน คนไทยสามารถเข้าชมกองทหารจิ๋นซีได้อย่างใกล้ชิดโดยไม่ต้องไปถึงซีอาน

กำเนิดกองทัพผู้พิทักษ์แห่งปรโลก

มหาสุสาน “ฉินสือหวงตี้” หรือ จิ๋นซีฮ่องเต้ จักรพรรดิองค์แรกแห่งแผ่นดินจีน ณ ตำบลหลินถง เมืองซีอาน มณฑลส่านซี ถูกก่อสร้างขึ้นมาในสมัยราชวงศ์ฉิน ตั้งแต่ปี 246 – 208 ก่อนคริสตกาล โดยสุสานถูกสร้างขึ้นตามความเชื่อส่วนพระองค์ในเรื่องความเป็นอมตะและชีวิตหลังความตาย จึงบัญชาให้เกณฑ์แรงงานจำนวนมากไปก่อสร้างสุสานควบคู่กับพระราชวังเพื่อเตรียมไว้สำหรับใช้ชีวิตในปรโลก

ภายในสุสานเป็นการจำลองพระราชวังแห่งปรโลก โดยแบ่งเป็นเขตพระราชฐานชั้นนอกและชั้นในเสมือนจริง ซึ่งนอกจากพระศพของจิ๋นซีฮ่องเต้อันเป็นจุดศูนย์กลางสำคัญแล้ว โดยรอบยังรายล้อมด้วยหุ่นปั้นเสมือนจริงของข้าราชบริพาร นางสนม นางกำนัล แม่ทัพ นายกอง พลทหาร รถม้า ม้าศึกสรรพอาวุธที่จัดกำลังพลเสมือนจริง ตลอดจนทรัพย์สมบัติต่างๆ รวมกว่า 7,400 ชิ้น ด้วยเชื่อว่าจะตามติดไปรับใช้พระองค์หลังความตาย ทั้งยังก่อสร้างค่ายกลเพื่อพิทักษ์ทรัพย์สมบัติรอบสุสานด้วย

กล่าวกันว่าสุสานแห่งนี้กว้างขวางมากกว่า 57 ตร.กม. ใช้เวลาก่อสร้างยาวนานถึง 38 ปี ใช้แรงงานรวมแล้วกว่า 7 แสนคน

กำเนิดโดยจักรพรรดิ..คืนชีพโดยชาวนา

กาลเวลาผ่านไปสุสานและกองทหารดินเผาค่อยๆ เลือนจากความทรงจำ ผนวกกับสภาพแวดล้อมที่ได้กลืนกินปกปิดให้เป็นความลับมากกว่า 2,700 ปี “กองทัพทหารดินเผา” ก็ได้ถูกค้นพบด้วยความบังเอิญโดยชาวนาหมู่บ้านซีหยางขณะกำลังขุดดินทำบ่อน้ำเมื่อปี พ.ศ.2517 อันนำสู่การคืนชีพตำนานสุสานบันลือโลกให้กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง

สิ่งที่น่าสนใจภายในสุสานนอกจากการออกแบบผังสุสาน ข้าวของเครื่องใช้ สมบัติจักรพรรดิ ก็คือ ทหารดินเผาที่ขุดพบ ซึ่งแต่ละตัวจะมีเพียงตัวเดียวในโลกเท่านั้น เพราะรูปร่าง หน้าตา เครื่องแต่งกายล้วนแตกต่างกันทั้งหมด ทั้งมีสีสันเสมือนจริงทุกตัว ซึ่งจะช่วยให้สามารถย้อนศึกษาถึงรูปร่าง หน้าตา ชาติพันธุ์ของคนจีนโบราณได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันทางการจีนมีการขุดค้นและเปิดให้ผู้สนใจจากทั่วโลกเข้าชมเพียงแค่ 3 จาก 8 หลุมเท่านั้นซึ่งยังไม่ถึงจุดที่ฝังพระศพจริง เหตุที่ยังไม่ทำการขุดค้นเพิ่มเติม เนื่องเพราะยังหาวิทยาการ เพื่อรักษาสีสันของหุ่นแต่ละตัวจากปฏิกิริยาของอากาศและแสงไม่ได้ ซึ่งยังคงต้องหาทางไขปริศนากันต่อไป

วันนี้คนไทยไม่ต้องบินไปชมไกลถึงซีอาน
ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน – 15 ธันวาคม 2562 กองทหารเหล่านี้จะยกทัพส่วนหนึ่งมาพักที่เมืองไทยเป็นเวลา 3 เดือน เพื่อให้คนไทยมีโอกาสเข้าชมและศึกษาแบบใกล้ชิดโดยไม่ต้องไปไกลถึงซีอานกับ นิทรรศการ “จิ๋นซี ฮ่องเต้ : จักรพรรดิองค์แรกของแผ่นดินจีนกับกองทัพทหารดินเผา” ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร จัดโดย กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม

ภายในงานจะจัดแสดงโบราณวัตถุจาก 2 สุสานดัง คือ สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ และ สุสานราชวงศ์ฮั่น จำนวน 86 รายการ 133 ชิ้น โดยเป็นโบราณวัตถุชั้นเยี่ยมถึง 17  รายการ ซึ่งนิทรรศการแบ่งพื้นที่เป็น 4 ส่วนดังนี้

พื้นที่จัดแสดง สิ่งที่นำมาจัดแสดง
1.   พัฒนาการก่อนการรวมชาติ  เครื่องมือเครื่องใช้ภาชนะสำริด อาวุธ เงินตรา ความก้าวหน้าด้านโลหกรรม สมัยราชวงศ์โจวตะวันออก ซึ่งเป็นยุคก่อนจิ๋นซีฮ่องเต้ ผนวกแคว้นต่าง ๆ เข้าด้วยกัน
2.   จิ๋นซีฮ่องเต้  เรื่องราวความสำเร็จของจิ๋นซีฮ่องเต้ในการผนวกรวมแคว้นทั้ง 7  ให้เป็นปึกแผ่นภายใต้อาณาจักรฉิน พร้อมปฏิรูประบบการปกครองแบบรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง พัฒนาเทคโนโลยีการสงคราม กำหนดมาตรฐานหน่วยชั่ง ตวง วัด ระบบเงินตรา ภาษาเขียน และพัฒนาระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ รวมถึงเชื่อมต่อแนวกำแพงดินอัดของแคว้นต่าง ๆ เพื่อป้องกันการรุกรานจากข้าศึกศัตรู จนกลายเป็นกำแพงเมืองจีน
3.   สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้

มหาอาณาจักรใต้พิภพ 

หุ่นดินเผาทหารแม่ทัพ แม่ทัพสวมชุดเกราะ พลธนูสวมชุดเกราะนั่งชันเข่า นักรบสวมชุดเกราะ ม้าประกอบรถม้า สมัยราชวงศ์ฉิน พ.ศ.322 – 337 ซึ่งแสดงถึงความสามารถขั้นสูงของช่างและเทคโนโลยีในสมัยนั้น
4.   สืบสานความรุ่งโรจน์  แสดงการต่อยอดความรู้ มรดกภูมิปัญญาจากราชวงศ์ฉิน มาสู่ราชวงศ์ฮั่น ผ่านความรุ่งเรืองด้านวัฒนธรรม การเมืองการปกครอง สังคม เกษตรกรรม เทคโนโลยีทางการทหาร เศรษฐกิจการค้าและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมกับชาวต่างชาติบนเส้นทางสายไหม จนได้ชื่อว่าเป็นยุคทองของงานศิลปกรรมและอารยธรรมจีนโบราณ

 

สำหรับผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

Facebookกลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร :

ขอเชิญชวนประชาชน ตลอดจนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ เข้าชมนิทรรศการพิเศษ เรื่อง “จิ๋นซี ฮ่องเต้ :…

โพสต์โดย กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร เมื่อ วันจันทร์ที่ 2 กันยายน 2019


ทำงาน.jpg

บ่อยครั้งในโลกของการทำงาน หลายคนมักเจอ ปัญหาในที่ทำงาน เพราะเผชิญกับสิ่งแวดล้อมเดิม ๆ เมื่อทุกครั้งที่ความคิดเหล่านี้เกิดขึ้น สิ่งตามมาต่อจากนั้น คือ ความอัดอั้นตันใจจนกลายเป็นความทุกข์ในการทำงาน สำหรับคนที่ยังหาความสุขในการทำงานไม่ได้ 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต มีแนวคิดดี ๆ มาบอกต่อกัน รับรองว่าจะทำให้คุณมีความสุขในการทำงานแน่นอน

เริ่มจากการปรับทัศนคติก่อนเป็นอย่างแรก

เชื่อไหมว่าทัศนคติสามารถพลิกชีวิตคนหนึ่งได้ มีงานวิจัยในศาสตร์จิตวิทยามากมาย ให้ข้อสรุปไว้ว่า ทัศนคติของคนแต่ละคนเสมือนพลังขับเคลื่อนคน ๆ นั้น การทำงานในโลกปัจจุบันนั้นเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มีปัญหาเกิดขึ้นอย่างไม่หยุดย่อน เวลาเผชิญปัญหาพยายามอย่าคิดด้านลบ ให้รู้สึกสนุกกับการแก้ไขปัญหา สิ่งนี้จะช่วยเรารับกับปัญหาในการทำงานได้ดีขึ้น

เรียนรู้จากความล้มเหลว

ความล้มเหลว ความผิดพลาดในการทำงาน เป็นสิ่งที่เห็นได้บ่อยในเวลาทำงาน หลายคนเมื่อทำงานพลาด จะเกิดอาการท้อแท้ แล้วมองเป็นความล้มเหลวของตน หากลองปรับเปลี่ยนความคิดดูว่า สิ่งนี้ไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นความรู้ใหม่ให้เรียนรู้ เราจะไม่กลัวความยากลำบาก เกิดความตั้งใจมุ่งมั่นให้ประสบความสำเร็จ เพราะการเรียนรู้จากความผิดพลาดไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นเรื่องควรทำ

เปิดใจรับคำวิจารณ์

นอกจากการเรียนรู้ความล้มเหลวจากอุปสรรคแล้ว การเรียนรู้จากคำวิจารณ์ก็สำคัญ ส่วนใหญ่เรามักมองข้ามไป หากลองสังเกตดี ๆ จะพบว่า คำวิจารณ์ที่ขัดแย้งกับเรา ช่วยให้เรียนรู้หลายอย่าง อยู่ที่ว่าจะมองหรือไม่ คำวิจารณ์ช่วยให้เราเรียนรู้ 3 อย่างอยู่เสมอ คือ เรียนรู้เกี่ยวกับตนเอง เกี่ยวกับงานของเรา และเกี่ยวกับผู้วิจารณ์

ทำงานด้วยใจปล่อยวาง

สิ่งนี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้คนส่วนใหญ่ คือ เมื่อทำงานเสร็จแล้ว ถ้าผู้คนไม่ให้ความสนใจกับผลงานของจะเกิดอาการน้อยใจ เสียใจ  ในความเป็นจริงเมื่อเราทำเต็มที่แล้ว แม้จะยังไม่มีใครเห็นคุณค่าหรือยกย่องสรรเสริญ อย่าไปเสียใจ ให้ถือว่านั่นเป็นงานชิ้นของธรรมชาติ อย่าไปคิดว่าต้องเคร่งเครียดเมื่อชิ้นงานไม่ได้เป็นที่คาดหวังของใครหลายคน การปล่อยวางหรือการปลง จะช่วยให้เรายอมรับความจริงในการไม่รู้สึกทุกข์ใจต่อไป

ความทุกข์ในการทำงาน ไม่จำเป็นต้องมาควบคู่กันกับความเครียด แต่ควรมาควบคู่กับคำว่าทำเต็มที่แต่ไม่ซีเรียส เพราะจะช่วยให้คุณกลายเป็นคนที่ทำงานอย่างมีความสุข และมีประสิทธิภาพในคราวเดียวกันนี่แหละวิถี 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


ผู้สูงวัยcover.jpg

สมัยนี้จะเห็นได้ว่า ผู้สูงอายุหันมาใช้งานโซเซียลเน็ตเวิร์คกันมากขึ้น เห็นได้ตามสถิติงานวิจัยของหน่วยงานต่าง ๆ เช่น สำนักงานสถิติแห่งชาติ สำรวจข้อมูล ในปี 2560 พบว่า ผู้สูงอายุมีแนวโน้มเล่นอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแอพพลิเคชั่นไลน์ หรือเฟซบุ๊ก เพื่อติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสุขภาพ และหารายได้เสริม ทำให้ง่ายต่อการเป็น “เหยื่อชั้นดี” ของมิจฉาชีพในคราบของผู้ประกอบการธุรกิจ ประเภทอาหารเสริม กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอสาระน่ารู้ถึงข้อควรระวังต่อเรื่องนี้

อาหารเสริม ปัจจัยที่ห้าคนสูงวัย

อย่างที่เห็นได้เป็นประจำ คือ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมบำรุงสุขภาพ เช่นสมุนไพรถังเช่า เห็ดลินจือ เป๊ะก๋วยบำรุงสมอง มีข้อเท็จจริงที่สามารถพิสูจน์ได้และไม่ได้มักใช้ผู้มีชื่อเสียงมาโฆษณา เพื่อสร้างภาพลักษณ์น่าเชื่อถือต่อผลิตภัณฑ์ อ้างสรรพคุณเกินจริง เช่น ทานแล้วช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันโรค ชะลอความแก่ชราและความเสื่อมของเซลล์ต่าง ๆ โดยไม่รู้ว่าบุคคลเหล่านั้นใช้จริงหรือไม่

ความเป็นจริงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะด้านศึกษาทางคลินิกยังมีน้อย บางชนิดยังไม่สามารถยืนยันได้ 100% ว่ารักษาโรคตามเจ้าของผลิตภัณฑ์กล่าวอ้างได้จริง ส่วนใหญ่แล้วการรับประทาน ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หาไม่แล้วขืนร่างกายรับมากไป อาจสะสมให้ระบบตับ ไต ทำงานหนักถึงขั้นเสียชีวิต

ลวงด้วยความหวัง

นอกจากสรรพคุณอาหารเสริมบางประเภทที่เป็นข้อกังขาในวงการแพทย์ เจ้าของผลิตภัณฑ์อาหารเสริมบางยี่ห้อยังนำเรื่องเงินมาเป็นประเด็นหลักในการหลอกล่อ ใช้ความอยากหารายได้เสริมของผู้สูงอายุ นำเสนอข้อมูลลวง เพื่อขายอาหารเสริม หวังผลทางธุรกิจ ทำให้ผู้สูงอายุไม่รู้กี่รายต่อกี่รายต้องเสียทรัพย์ต่อเรื่องนี้

ดังกรณีศึกษาจาก แฟนเพจ หมอแล็บแพนด้า มีชายคนหนึ่งแอบอ้างเป็นหมอจีนจากโรงพยาบาล ตีสนิทผู้สูงอายุอยู่บ้านคนเดียว จับจุดวินิจฉัยโรค หลอกขายยาราคาเกือบหมื่น โดยยาที่นำมาหลอกขายนั้นมีทั้งถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมาย ไม่ควรเสี่ยงรับประทานอย่างยิ่ง

นี่อาจแสดงให้เห็นว่าบริบทสังคมของผู้สูงอายุยุคนี้ ปรารถนาให้ร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บป่วย และพยายามหารายได้เสริมควบคู่กันไป ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงเสี่ยงต่อการโดนหลอกจากกลุ่มมิจฉาชีพออนไลน์ ผ่านอาหารเสริมซึ่งไม่อาจรู้ได้ว่าอาหารเสริมที่ซื้อมาดีจริงหรือไม่

แท้จริงแล้วสิ่งสำคัญสำหรับผู้สูงอายุ คือ ดูแลตัวเองด้วยการออกกำลังกาย เพราะจะทำให้ร่างกายได้รับความกระฉับกระเฉง สมรรถภาพดีทั้งร่างกายและจิตใจ โรคภัยไข้เจ็บ เบียดเบียนน้อย และถ้าอยากหารายได้เสริม รัฐบาล หน่วยงานเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ต่างให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่สังคมสูงวัย ทั้งเรื่องการส่งเสริมความมั่นคงทางอาชีพ และรายได้ ใต้ชื่อโครงการ“ภูมิปัญญาผู้สูงอายุกรุงเทพมหานคร” เว็บไซต์ www.bangkok.go.th/social

ภายในโครงการจะจัดกิจกรรมอันส่งเสริมการจ้างงานที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ ฝึกอาชีพสัญจร ให้แก่ผู้สูงอายุในชุมชน ชมรมผู้สูงอายุในโรงพยาบาล โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร 10 แห่ง เปิดสอนวิชาชีพระยะสั้น 6 ประเภท มากกว่า 90 วิชาชีพ เช่น วิชาขนมอบ วิชาอาหารไทย วิชาเสื้อผ้าสตรี

ทั้งหมดนี้มนุษย์เราไม่ว่าช่วงวัยไหน ควรหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพ ด้วยการออกกำลังกาย และรับประทานอาหารอย่างเหมาะสม หากต้องการซื้ออาหารเสริมควรดูให้ดี ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ ไม่ใช่ดารานักแสดง หรือเจ้าของบริษัทต่าง ๆ เพราะสุขภาพเป็นเรื่องใกล้ตัว ไม่ใช่เรื่องไกลตัว นี่คือวิถีแห่งกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก BLT Bangkok และ ไทยรัฐออนไลน์