Now thing

โซเชียลมีเดีย-ใช้ให้เป็นก็เย็นใจ.jpg

ปัจจุบัน โซเชียลมีเดีย เข้ามามีบทบาทต่อชีวิตประจำวันเราเป็นอย่างมาก การไหลเข้ามาของข้อมูลข่าวสารแต่ละวัน มีทั้งเกิดประโยชน์และไม่เกิดประโยชน์ปะปนกันไป จึงสร้างปรากฏการณ์ทั้งด้านบวกและด้านลบที่ไม่ควรมองข้ามเด็ดขาด เพราะเราไม่มีทางรู้ได้ว่า แต่ละคนมีเบื้องหลังเช่นไร จนกว่าจะดึงคนจากโลกโซเซียล เข้ามาปรากฏบนโลกจริงได้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอนำเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวมาแชร์มาบอกต่อเพื่อเตือนกัน

ปลอม จริง แยกยาก หากไม่ระวัง

ประตูที่จะเปิดสู่อันตรายของโซเชียลเกิดขึ้นแสนง่าย เริ่มจากการเพิ่มเพื่อนผ่านเครือข่ายทางสังคม ทำให้พบปะผู้คนหลากหลายมีทั้งรู้จักและไม่รู้จัก เปิดโอกาสให้กลุ่มมิจฉาชีพ เข้ามาแฝงตัว ลักลอกขโมยข้อมูล ก่ออาชญากรรมอุกอาจอย่างไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย

ดังเช่น กรณีชายคนหนึ่ง ถูกผู้หญิงที่คุยผ่านทางเฟซบุ๊กและไลน์ แอบอ้างเป็นลูกสาวของผู้บัญชาการทหารบก หลอกโอนเงินรวมกว่า 150,000 บาท สุดท้ายได้เพียงแค่แจ้งความ แต่ไม่สามารถออกหมายจับได้ เพราะผู้เสียหายไม่เคยพบหน้าผู้ต้องหามาก่อน จึงไม่สามารถยืนยันตัวตนบุคคลได้ชัดเจน

นอกจากสร้างตัวตนปลอมแล้ว ยังมีนำสู่การแฮ็กเฟซบุ๊กและไลน์ ด้วยวิธีเดายูสเซอร์เนม พาสเวิรด์ จนทราบเบอร์โทรศัพท์ วันเดือนปีเกิด เลขบัตรประชาชน 13 หลัก รวมถึงข้อมูลอื่น ๆ เช่น เกิดการแอบอ้างขอยืมเงินจากเพื่อนทหารระดับนายพล และคนใหญ่คนโตหลายแสนบาท ตามที่ปรากฎบนข่าว

ใช้ให้ดีก็มีเฮ

อย่างไรก็ตามในด้านดีหาใช่ว่าไม่มี ปัจจุบันโซเชียลมีเดียกลายเป็นอีกหนึ่งผู้ช่วยของตำรวจที่มีภารกิจค่อนข้างรัดตัว ทั้งในด้านการช่วยเฝ้าระวังภัย แจ้งเหตุให้สังคมได้รู้ เกิดการบรรเทาทุกข์ช่วยเหลือ หรือ กระตุ้นเตือนให้เกิดการจับตา เพื่อจัดการเหตุการณ์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วให้เห็นกันนักต่อหนัก ดังข่าวเฟซบุ๊กช่วยตำรวจ จับวัยรุ่นซิ่งรถมอเตอร์ไซต์ หน้าวัดพระแก้ว โดยอาศัยอิทธิพลชาวเน็ต แชร์ข้อมูล คลิป ข่าวสาร ทำให้ตำรวจตามหาผู้กระทำผิดได้ทันท่วงที หรือ คดีขับรถชนคนของสาวไฮโซดังที่เพิ่งเป็นข่าวไปก็เกิดจากการกระตุ้นผ่านช่องทางนี้ด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ ยังเป็นอีกช่องทางหนึ่งหารายได้ที่ดี เช่น อดีตพนักงานบริษัทรายหนึ่งที่ลาออกจากงานประจำ มาขายอุปกรณ์เสริมมือถือออนไลน์ บนเว็บไซต์ลาซาด้า เพื่อดูแลลูกเเละพ่อที่ป่วยหนัก สร้างรายได้มากกว่างานประจำถึงหลักแสนบาทต่อเดือนเลยทีเดียว

สุดท้ายสิ่งนี้จะให้คุณหรือโทษอนันต์หรือไม่ ขึ้นอยู่ว่าเราจะเลือกใช้แบบใด จากการอาศัยเพียงแค่นิ้วมือ พิมพ์ข้อความ กดไลค์ แชร์ เพราะโลกออนไลน์เหมือนกับสังคมรอบข้างเรา มีทั้งคนดีและไม่ดี นี่คือวิถีกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


กินอยู่เป็น_รู้ไหม-คนญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมการออกเดทแบบไหน-ที่จะประคองชีวิตคู่ให้ยืนยาว_web.jpg

การใช้ชีวิตคู่ถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องวางแผนและคิดกันดี ๆ เพราะการใช้ชีวิตคู่ของคู่รักถือเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยเฉพาะคนญี่ปุ่นที่จะมีวัฒนธรรมและรูปแบบการดำเนินชีวิตที่แตกต่างไปจากบ้านเรา หนึ่งในนั้นคือการออกเดทของคนญี่ปุ่น มาดูกันว่าคนญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมการออกเดทแบบไหนบ้างที่จะทำให้ชีวิตคู่ยืนยาว

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวของประเทศเพื่อนบ้านอย่างญี่ปุ่น ซึ่งนับได้ว่าเป็นประเทศที่ร่ำรวยและมีวัฒนธรรมที่โดดเด่น โดยเฉพาะด้านมารยาททางสังคม อาหารการกิน หรือแม้กระทั่ง การออกเดทของชายหญิง เรื่องนี้ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ต้องบอกว่าแตกต่างกับประเทศอื่น ๆ อย่างมาก

เพราะการใช้ชีวิตคู่ของคู่รักถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพื่อประคองชีวิตคู่ให้ยืนยาวไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต คนในประเทศญี่ปุ่นจีงมีวัฒนธรรมและรูปแบบการดำเนินชีวิตที่แตกต่าง มาดูกันดีกว่าว่า การออกเดทของคนญี่ปุ่น มีรูปแบบอย่างไรบ้าง

1. การสารภาพรักเป็นการเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด : คนญี่ปุ่นก่อนจะออกไปเดทกัน สิ่งสำคัญอย่างแรกคือการสารภาพรัก เพื่อบอกความรู้สึกของตนเองกับอีกฝ่าย หากอีกฝ่ายมีความรู้สึกเช่นเดียวกัน การออกเดทจึงจะเริ่มต้นขึ้น ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ เพราะฉะนั้นหากไม่สารภาพความรู้สึกไปตรง ๆ การออกไปเดทกับคนที่คุณชอบอาจจะเป็นเรื่องธรรมดาของเพื่อนก็ได้

2. คู่รักส่วนใหญ่ จ่ายใคร จ่ายมัน : ถือเป็นเทรนด์การออกเดทของวัยรุ่นญี่ปุ่นในการไปรับประทานอาหารด้วยกันก็ว่าได้ เพราะเวลาไปรับประทานอาหารก็จะจ่ายเงินในส่วนของตัวเอง ไม่มีการเลี้ยงหรือออกให้อีกฝ่ายแต่อย่างใด เหตุผลไม่ใช่เพราะว่าอีกฝ่ายไม่เทคแคร์หรือดูแล แต่เป็นเพราะพวกเขาคิดว่าการรับผิดชอบส่วนที่ตัวเองรับประทานเป็นเรื่องที่แฟร์และยุติธรรม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เติบโตไปได้ด้วยดี

3. การออกไปเดทในวันหยุดถือเป็นเรื่องปกติ : สำหรับคนต่างชาติเวลานัดเดทส่วนใหญ่จะไปรับประทานข้าวเที่ยงด้วยกัน หรือดื่มกาแฟ หรือเดินเล่นโดยใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง แต่ชาวญี่ปุ่นเลืกที่จะทำกิจกรรมเหล่านี้ในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ โดยใช้เวลาครึ่งวันหรือทั้งวันในการทำกิจกรรม เช่น ท่องเที่ยว ดูหนัง ฟังเพลง ฯลฯ

4. คนญี่ปุ่นจะไม่แสดงความรักในที่สาธารณะ : คู่รักชาวญี่ปุ่นจะไม่มีการแสดงความรักแบบหวือหวา อาทิ การกอด จูบ ในสถานที่สาธารณะเหมือนอย่างเช่นประเทศอื่น ๆ เต็มที่เลยคือการจับหรือจูงมือกันเท่านั้น สาเหตุมาจาก ชาวญี่ปุ่นหวงแหนความเป็นส่วนตัว ถือเป็นเรื่องที่พวกเขาให้เกียรติและเคารพผู้อื่นในสถานที่สาธารณะ

5. ไม่ค่อยบอกรักกัน : คู่รักชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่เป็นคนขี้อาย ไม่ค่อยชอบที่จะพูดคำว่ารักออกมาตรง ๆ แต่จะใช้วิธีการแสดงออกผ่านอวัจนภาษาหรือการกระทำมากกว่า ซึ่งชาวญี่ปุ่นจะรู้และเข้าใจเป็นอย่างดี ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในนิสัยประจำชาติญี่ปุ่นไปแล้ว

6. คู่รักชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะอยู่ก่อนแต่ง : คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะมีรูปแบบการดำเนินชีวิตอีกรูปแบบหนึ่งของการใช้ชีวิตคู่ นั่นคือ การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันก่อนแต่งงาน โดยพวกเขาอาจจะใช้เวลาอยู่ด้วยกันในวันเสาร์-อาทิตย์ เพราะคนญี่ปุ่นมีความคิดว่า การได้ลองใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ถือเป็นการทดสอบและทดลองเบื้องต้น และน่าจะทำให้ชีวิตแต่งงานราบรื่นขึ้น

 

ทั้งหมดนี้ คือธรรมเนียมการออกเดทของคู่รักชาวญี่ปุ่น จะว่าไปบางข้อก็จะคล้ายคลึงกันกับของประเทศไทยอยู่เหมือนกัน เพราะเป็นประเทศเอเชีย แต่ถ้าเทียบกับคนชาวตะวันตกแล้ว น่าจะต่างกันมากพอสมควร ฉะนั้น ใครที่อยากมีแฟนเป็นคนญี่ปุ่นก็ศึกษาวัฒนธรรมของเขาให้ดีเสียก่อน เพราะคนญี่ปุ่นค่อนข้างซีเรียสเรื่องนี้มาก ขณะเดียวกัน คนไทยด้วยกันเองก็สามารถนำธรรมเนียมการออกเดทของคนญี่ปุ่นมาปรับใช้ได้ หากเห็นว่าข้อไหนเป็นประโยชน์ต่อชีวิตคู่ของเรา และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ : ข้อมูลจาก tsunagujapan


กินอยู่เป็น_Time-Out-อีกหนึ่งวิธีปราบพฤติกรรมเกรี้ยวกราดของเด็ก_web.jpg

คุณพ่อและคุณแม่มีวิธีการเลี้ยงดูหรืออบรมลูกและบุตรหลานกันอย่างไรบ้าง เมื่อลูกมีพฤติกรรมรุนแรง ก้าวร้าว ทำในสิ่งที่ผิด ลองใช้วิธี Time Out หรือการเข้ามุมกับลูกดูสักครั้ง เพราะวิธีนี้เป็นวิธีที่สามารถปราบพฤติกรรมเกรี้ยวกราดของเด็กได้ดีกว่าการดุด่าหรือตีลูกด้วยซ้ำ

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวใกล้ตัวคุณพ่อคุณแม่สักนิดนึง เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการการเลี้ยงดูบัตรหลาน โดยเฉพาะบุตรหลายที่ยังอยู่ในวัยเด็ก เขื่อว่าเด็กหลายคนอาจจะมีพฤติกรรมรุนแรง ก้าวร้าว ดื้อหรือซนบ้าง เป็นธรรมชาติของวัยเด็กที่จะมีพฤติกรรมแบบนี้ แต่พ่อและแม่จะมีวิธีการสอนลูกอย่างไรบ้าง ให้ลูกรู้ว่าสิ่งที่เขาทำเป็นสิ่งที่ผิดและไม่ถูกต้อง

ไม้เรียว ไม้แขวนเสื้อ ก้านมะยม อาวุธหลักที่คุณพ่อคุณแม่หัวโบราณจะเลือกนำมาใช้ปราบพฤติกรรมรุนแรงของลูก แล้วคุณจะมั่นใจได้อย่างไรว่าการตีลูกจะช่วยลดความรุนแรงของลูกได้ เคยมีงานวิจัยออกมาระบุว่า การลงโทษลูกด้วยการตีด้วยไม้เรียว ไม่ได้ช่วยลดพฤติกรรมความก้าวร้าวของเด็กลงได้ แต่กลับจะทำให้เด็กมีพฤติกรรมก้าวร้าวและรุนแรงเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ เพราะการตีเด็กอย่าง เด็กจะไม่มีวันรู้เลยว่า เขาทำผิดเพราะอะไร ดังนั้น เราจะเห็นพ่อแม่หัวสมัยใหม่ที่งดการใช้ไม้เรียวตีลูกแล้ว แต่จะใช้วิธีอื่นในการลงโทษลูกแทน

Time Out หรือการเข้ามุมกับลูก เป็นหนึ่งในวิธีการปรับพฤติกรรมลูกที่มีพฤติกรรมรุนแรง เรียกร้องความสนใจ โดยหากลูกมีพฤติกรรมคุกคาม ก้าวร้าวรุนแรง พ่อแม่จะเพิกเฉย ไม่สนใจกับพฤติกรรมการเรียกร้องความสนใจของลูก เพื่อให้ลูกสงบสติอารมณ์เองและเรียนรู้ว่าพฤติกรรมที่เขาทำนั้นไม่ได้ผล การทำ Time Out ไม่ใช่การลงโทษ หรือปล่อยลูกให้โดดเดี่ยวคนเดียว แต่เป็นการพาลูกออกจากสถานการณ์ที่ยากลำบาก ที่รู้สึกสับสนจัดการอารมณ์ไม่ได้ เพื่อให้ลูกสงบสติอารมณ์ได้ด้วยตัวเอง แต่ไม่ใช่เป็นการจับลูกขังในห้องเพียงคนเดียว ให้อยู่ในที่มืด แบบนี้ไม่เรียกว่า Time out

 

ซึ่งการทำ Time Out ให้ได้ผล ไม่อชยากอย่างที่คิด เรียนรู้ไปตาม 5 ขั้นตอน ดังนี้

 

1. กำหนดช่วงอายุให้เหมาะสม : การทำ Time Out สามารถเริ่มใช้ได้กับเด็กเล็กตั้งแต่อายุ 9 เดือนเป็นต้นไป เมื่อลูกมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เช่น ตีแม่ ขว้างปาข้าวของ แต่ส่วนใหญ่เราอาจจะใช้กับเด็กที่พอฟังเข้าใจภาษาบ้างแล้วคืออายุประมาณ 1-2 ขวบขึ้นไป

2. แยกลูกเข้ามุมสงบ : เมื่อลูกทำผิด หรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ไม่เชื่อฟัง ให้พ่อแม่ใช้คำพูดประโยคสั้น ๆ เช่น ทำร้ายคนอื่น Time Out หรือ ขว้างปาของเล่น Time Out แล้วพาลูกแยกลูกเข้ามุมสงบ ถ้าเด็กเล็กให้อยู่ในคอกกั้นเด็ก แต่ถ้าโตแล้วให้นั่งที่เก้าอี้ รอจนกว่าลูกจะหยุดร้อง โวยวาย หรือสงบลงได้

3. ห่างกันสักพัก : แยกให้ลูกนั่งในบริเวณที่ยังเห็นพ่อแม่อยู่ ไม่ใช่ทิ้งหรือขังให้อยู่ในห้องอื่นคนเดียว ต้องเป็นจุดที่พ่อแม่ยังต้องมองเห็นลูกได้ตลอดเวลา ส่วนพ่อแม่ควรสงบนิ่ง ไม่บ่น โวยวาย ไม่แสดงอารมณ์โกรธออกมา แต่ทำกิจวัตรประจำวันปกติ การแยกลูกออกไปไม่เพียงแต่ช่วยให้ลูกสงบสติอารมณ์เท่านั้น เป็นการช่วยให้พ่อแม่ควบคุมระงับอารมณ์ด้วย เพราะบางครั้งพ่อแม่ก็คุมตัวเองไม่อยู่เหมือนกัน ดังนั้นขอเวลาห่างกันสักพักคงจะดี

4. รออารมณ์สงบ : เมื่อลุกหยุดโวยวายสักพักถึงจะเรียกให้เรียกลูกออกมาได้ เพราะการนิ่ง การสงบ แสดงว่าลูกระงับอารมณ์ ควบคุมสติตัวเองได้แล้ว

5. Time-in โอบกอด พูดคุยด้วยเหตุผล : เมื่อลูกควบคุมอารมณ์ได้แล้ว ให้พ่อแม่โอบกอดลูก แล้วคุยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทันที เพื่อเป็นการสะท้อนอารมณ์ ใช้น้ำเสียงท่าทางอย่างอ่อนโยน ไม่เสียดสี ไม่ประชดประชัน คุยกันด้วยเหตุผลว่าสิ่งที่ลูกทำนั้นไม่ถูกต้อง แต่พ่อแม่ก็ยังรักหนูเสมอ พ่อแม่อยากให้ลูกปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจะได้เป็นเด็กที่น่ารักสำหรับทุกคน

 

ทั้งหมดนี้ เป็นวิธีการอบรมเลี้ยงลูกแบบมีเหตุผล ทำให้เด็กได้ฝึกคิด วิเคราะห์ถึงพฤติกรรมของตัวเองว่าทำผิดเพราะอะไร ได้สงบสติอารมณ์ของตัวเอง แล้วเด็กจะจะคิดได้พร้อมกับจะไม่ทำพฤติกรรมแบบนั้นอีกต่อไป ฉะนั้น คุณพ่อคุณแม่ที่ยังคงคุ้นชินกับการดุด่าหรือตีลูกนั้น ควรเปลี่ยนพฤตติกรรมมาลองใช้วิธี Time out ดู รับรองเลยว่า เห็นผลอย่างแน่นอน และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


กินอยู่เป็น_5-ของขวัญสุดประทับใจ-นอกเหนือจากพวงมาลัย-จะมอบอะไรให้แม่-ใน-วันแม่_web.jpg

วันแม่ปีนี้ทุกคนเตรียมของขวัญอะไรไว้มอบให้คุณแม่แล้วหรือยัง? ถ้ายังนึกไม่ออกว่าจะซื้ออะไรดี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวม 5 ของขวัญสุดประทับใจ นอกเหนือจากพวงมาลัยแล้ว จะมอบอะไรให้กับคุณแม่ เพื่อแสดงความกตัญญูดี

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวที่ต้องบอกเลยว่าช่วงนี้เป็นช่วงใกล้ “วันแม่แห่งชาติ” แล้ว ซึ่งในทุกปี ลูกทุกคนจะต้องแสดงกตัญญูกตเวทีกับผู้เป็นมารดา ในฐานะผู้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูเรามาจนเติบโตเป็นคนดีในสังคม ว่าแต่ปีนี้ทุกคนเตรียมของขวัญอะไรไว้มอบให้คุณแม่แล้วหรือยัง?

“พวงมาลัย” ถือเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่แสดงออกถึงความรัก ความกตัญญูแก่แม่ผู้ให้กำเนิด ทุก ๆ ปีลูกทุกคนจะต้องวิ่งหาพวงมาลัยไปกราบเท้าขอพร เพื่อความเป็นสิริมงคล แต่ปัจจุบันยุคสมัยเปลี่ยนไป การซื้อพวงมาลัยก็ยังได้รับความนิยมเหมือนเดิม แต่ยังมีไอเดียนอกเหนือจากนี้ไว้เป็นตัวเลือกให้กับลูก ๆ ที่ต้องการจะซื้อของขวัญหรือพาไปทำกิจกรรมกับคุณแม่ นอกเหนือจากการมอบพวงมาลัย กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวม 5 ของขวัญสุดประทับใจ นอกเหนือจากพวงมาลัยแล้ว จะมอบอะไรให้กับคุณแม่ เนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติปีนี้

1. ต้นมะลิ / ต้นไม้มงคล : สำหรับลูก ๆ บางคนมองการณ์ไกล มองว่าพวงมาลัยจะมีอายุ 2-3 วัน ก็เหี่ยวเฉาและก็ต้องกลายเป็นขยะในที่สุด เลยเปลี่ยนจากพวงมาลัยเป็น ต้นมะลิ หรือไม่ก็ ต้นไม้มงคล แทนเสียเลย เพราะหลังจากที่มอบให้กับคุณแม่แล้ว ต้นไม้ดังกล่าวสามารถนำไปปลูกในกระถางต้นไม้ ในสวน ออกดอกออกผลได้ในอนาคต ไม่มีวันเหี่ยวเฉาอย่างแน่นอน

2. ซื้อของขวัญที่คุณแม่ชอบ : ลูก ๆ จะเดาใจคุณแม่ถูกว่า คุณแม่ชอบอะไรเป็นพิเศษหรืออยากได้อะไรเป็นพิเศษ ลองแกล้งถามคุณแม่ดูว่า อยากได้อะไร เช่น เสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า หนังสือ เป็นต้น

3. ซื้อผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ : อาหารเพื่อสุขภาพเหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับคุณแม่ที่มีอายุมาก ๆ ต้องบำรุงร่างกายกันสักหน่อย เช่น ซุปไก่สกัด รังนก โสม เป็นต้น ของจำพวกนี้ล้วนเป็นของบริโภคที่มีประโยชน์ต่อร่างกายล้วน ๆ

4. พาไปรับทานอาหาร : คุณแม่หลายคนอยากมีโมเมนท์ที่ลูกจะชวนออกไปทานข้าวนอกบ้าน โอกาสดี ๆ แบบนี้ ลองเปลี่ยนบรรยากาศพาคุณแม่ไปทานข้าวนอกบ้าน ลองถามคุณแม่ว่าชอบรับประทานอะไรเป็นพิเศษ ก็พาไปที่ร้านนั้นได้เลย

5. พาไปเที่ยว : เอาใจคุณแม่ที่ชอบการท่องเที่ยว คุณลูกทั้งหลายลองถามคุณแม่ว่าอยากไปเที่ยวที่ไหนบ้าง เช่น ทะเล ห้างสรรพสินค้า พิพิธภัณฑ์ เข้าวัด ฯลฯ แต่คุณแม่ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมาก ๆ แล้ว ชื่นชอบที่จะไปเข้าวัดมากกว่า

 

ทั้งหมดนี้คือ 5 ของขวัญสุดประทับใจ เอาไว้เป็นตัวเลือกให้กับทุก ๆ คนได้ใช้เป็นของขวัญอันล้ำค่าไว้ให้คุณแม่ที่เรารัก เนื่องในวันแม่แห่งชาติ ประจำปี 2562 แต่แท้จริงแล้ว นอกเหนือจากของขวัญดังกล่าวที่ได้กล่าวไปข้างต้นนั้น สิ่งสำคัญที่สุดที่ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งของขวัญสำคัญและยิ่งใหญ่กว่า ก็คือ “การเป็นคนดี มีความกตัญญู” คิดดี พูดดี ทำดี ต่อแม่ และคนรอบข้าง นี่ล่ะถือเป็นของขวัญชิ้นใหญ่ที่คุณแม่อยากได้มากที่สุด เพราะมีมูลค่ามากกว่าของขวัญที่กล่าวไปข้างต้นด้วยซ้ำ จึงขอฝากให้ทุกคนจงเป็นคนดีด้วย และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


กินอยู่เป็น_ในวันที่โลกหมุนเปลี่ยนไป-ถ้าก้าวไม่ทันก็อยู่ไม่รอด_web.jpg

ความก้าวหน้าของโลกในปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บางครั้งตัวเราเองก็หมุนตามกันแทบไม่ทัน หากใครยังนิ่งไม่คิดที่จะขยับหรือปรับตัวก็คงจะไม่รอด สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้ ก็คือการปรับตัวให้เหมาะสมนั่นเอง

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับความก้าวหน้าของโลกในปัจจุบัน ที่ในตอนนี้โลกในยุคโลกาภิวัตน์นั้นหมุนเวียนผันเปลี่ยนไปเร็วมาก จนบางครั้งตัวเราเองก็หมุนตามกันแทบไม่ทัน ด้วยการเติบโตของเทคโนโลยีด้านต่าง ๆ อย่างก้าวกระโดด อีกทั้งยังรวมไปถึงพฤติกรรมการอุปโภคบริโภคของผู้คนที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วไม่แพ้กัน ทำให้อุตสาหกรรมหลายแขนงต่างแข่งขันกันเป็นผู้นำด้านการผลิตเพื่อการเป็นที่หนึ่งในตลาด ซึ่งถือเป็นกลไกอันสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเทรนด์ในสังคม และที่สำคัญที่สุดคือ พฤติกรรมความต้องการและการแสดงออกของผู้บริโภคในยุคใหม่ ๆ ก็มีส่วนในการขยับขยายเปลี่ยนแปลงทิศทางการให้บริการจากฝั่งผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมต่าง ๆ อีกด้วย

 

เทรนด์โลกที่เปลี่ยนไป ใครต่อใครก็ต้องเปลี่ยนตาม

พฤติกรรมของผู้บริโภคดังที่เข้าใจอย่างง่ายว่า คือลักษณะการดำเนินชีวิต หรือกิจกรรมในชีวิตประจำวันของบุคคลทั่วไปในสังคมที่ดำเนินไปในทิศทางเดียวกันเป็นส่วนใหญ่ รวมถึงแง่ของการใช้บริการ และการจับจ่ายใช้สอย โดยสิ่งเหล่านี้ คือเป้าหมายที่ผู้ประกอบการและให้บริการต้องคำนึงถึงอยู่ตลอดเวลา เพราะหากปรับตัวไม่ทันเพียงโอกาสเดียวอาจทำให้กลายเป็นผู้รั้งท้ายในตลาดได้ มีอะไรบ้างที่เปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วอย่างเห็นได้ชัดจนใครต่อใครก็ขยับตามกระแส

 

แท็กซี่ vs Grab

เป็นหนึ่งในกรณีศึกษาที่เห็นภาพได้กระจ่างชัดที่สุดในสังคมยุคปัจจุบัน กับการเลือกใช้บริการขนส่งส่วนบุคคลอย่างแท็กซี่กับแกร๊บ ด้วยว่าในปัจจุบันผู้บริโภคโหยหาความสุขสบายเป็นหลักโดยคำนึงถึงราคาเป็นรอง การมาของการให้บริการแบบฉบับแกร๊บนั้นจึงตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้มากกว่า ทั้งในเรื่องของเทคโนโลยีแห่งยุคอย่างการเรียกใช้บริการผ่านแอปพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน  กอปรกับการให้บริการของแท็กซี่ที่ไม่พัฒนา ถึงแม้ว่าการให้บริการอย่างแกร๊บจะยังไม่ถูกกฎหมายเสียทีเดียวแต่ด้านผู้บริโภคก็พร้อมใจหันหน้าเปิดรับด้วยความยินดี

 

การจับจ่ายใช้สอยและ Shopping

 การพัฒนาด้านนวัตกรรมและอุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ตทำให้เกิดโลกที่ไร้พรมแดน พฤติกรรมของคนในสังคมก็เปลี่ยนไปมากเช่นกัน โดยเฉพาะแง่ของการจับจ่ายใช้สอย ที่ตอนนี้ผู้ใช้บริการนิยมสั่งซื้อของผ่านช่องทางออนไลน์กันมากขึ้นทุกวัน เห็นได้จากการเกิดขึ้นของพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ เป็นที่มาของการซื้อขายกันผ่านสมาร์โฟนหรือคอมพิวเตอร์โดยใช้อินเตอร์เน็ตเป็นตัวกลาง เพราะสำหรับผู้บริโภคนั้นมีประโยชน์มากในแง่ของความสะดวกในการจับจ่าย จึงจะเห็นได้ว่าร้านค้าส่วนใหญ่หันมาจับธุรกิจแบบออนไลน์กันเยอะ

นอกจากนี้ พฤติกรรมดังกล่าวยังส่งผลเป็นลูกโซ่ไปถึงผู้ประกอบการรายย่อยที่ดูเหมือนจะซบเซาลงมากจากอดีต และยิ่งไปกว่านั้นห้างร้านใหญ่ ๆ ก็แทบจะประสบปัญหาเดียวกัน เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคที่มักจะเปรียบเทียบสินค้าทั้งเรื่องคุณภาพและความเหมาะสมของราคาเป็นหลัก จึงทำให้การเดินห้างเป็นเพียงการเดินเลือกลองสินค้าเท่านั้น ภายหลังจากนั้นลูกค้าจะเกิดการเปรียบเทียบสินค้าประเภทนั้น ๆ ในร้านออนไลน์ ซึ่งหากมีราคาที่ถูกกว่าและจัดส่งได้รวดเร็วจะถือเป็นความสำเร็จของตัวลูกค้าเอง นอกเสียจากว่าการจัดโปรโมชั่นกระตุ้นยอดขายที่คุ้มค่ากว่าการซื้อออนไลน์จึงจะสามารถดึงใจลูกค้าเหล่านี้ได้

 

การเติบโตของวงการเดลิเวอรี่

การมาของบริการส่งของถึงมือแบบรวดเร็วทันใจไม่ใช่ของใหม่ เพียงแต่แปลกใหม่และเติบโตมากยิ่งขึ้นจากเมื่อก่อนมาก นอกจากการสั่งซื้อของทางออนไลน์เพื่อรอรับการจัดส่งทางพัสดุแล้ว บริการสั่งซื้อของที่รวดเร็วว่องไวเพียงแค่ไม่กี่สัมผัส กลายเป็นว่าไม่ใช่แค่เพียงสินค้าอย่างเสื้อผ้าหรือของใช้เท่านั้นที่ผู้บริโภคใช้บริการสั่งซื้อ แต่รวมไปถึงอาหารการกินอีกด้วย ทั้งโปรโมชั่น ราคาที่พอรับได้ กับการบริการที่สะดวกสำหรับผู้ใช้งาน ยากที่จะปฏิเสธ

ซึ่งปัจจุบันหลายต่อหลายร้านได้ปรับตัวลงทะเบียนร่วมงานกับบริษัทที่มีบริการเดลิเวอรี่แล้วนอกจากห้างร้านแล้ว ตลาดนัดในหลายพื้นที่ จำนวนคนเดินเลือกซื้อสินค้าก็ลดลงเช่นกันเป็นผลพวงมาจากร้านค้าออนไลน์และผู้ค้าแบบการรับหิ้ว

 

เด่นหรือดับขึ้นอยู่กับลูกค้า

 การมีบทบาทของอินเทอร์เน็ตทำให้ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของสื่อได้เอง เห็นได้ชัดในสังคมออนไลน์ที่ใครก็สามารถเข้าถึงข้อมูลทุกอย่างได้เพียงปลายนิ้วจรดบนหน้าจอสมาร์ทโฟน ในประเด็นนี้ผู้ประกอบการเองต้องตระหนักถึงการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างถี่ถ้วน เพราะทุกอย่างบนโลกออนไลน์มันไปไวเสมอ ทุกคนสามารถเป็นนักรีวิวและวิเคราะห์สิ่งต่าง ๆ ได้ มีเว็บบอร์ดสำหรับตั้งกระทู้ร้องเรียนเรื่องราวต่าง ๆ มีการรีวิวและให้ข้อเสนอแนะสำหรับประกอบการตัดสินใจของลูกค้าอนอื่น ๆ ในอนาคต

เนื่องด้วยความภักดีต่อแบรนด์ของลูกค้ายุคปัจจุบันนั้นถูกลดทอนความสำคัญลงอย่างมาก ผู้รับบริการมักจะคำนึงถึงประโยชน์ที่จะได้รับทั้งด้านสินค้าและบริการมากกว่า ถึงแม้ว่าตัวแบรนด์เองจะมีชื่อเสียงสะสม แต่หากเกิดความไม่พอใจจากลูกค้า แน่นอนว่าเรื่องราวจะถูกสาวยาวจนอาจส่งผลให้เสียลูกค้าคนอื่น ๆ ไปด้วยก็เป็นได้

 

ไม่ปรับตัวก็แห้งตาย

การปรับตัวให้ทันยุค หรือ Digital Transformation เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรกไม่ใช่เพียงอันดับต้น ๆ เท่านั้น ทักษะใหม่ ๆ เกิดขึ้นเยอะมากและการมีข้อดีเพียงอย่างเดียวนั้นย่อมไม่พอ สิ่งที่ควรทำคือการเพิ่มคุณค่าให้กับการบริการ กำหนดกระบวนการใหม่ ๆ ประยุกต์ใช้วิธีเก่า ๆ ที่ล้าสมัยเพื่อปรับเปลี่ยนให้เข้ากับเทคโนโลยีและความก้าวหน้าในปัจจุบัน

 

แน่นอนว่ากับกระแสโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็วนี้ หากใครยังนิ่งชะล่าใจไม่คิดที่จะขยับหรือมั่นใจในแนวทางเดิม ๆ อยู่ คงไปต่อได้อีกไม่นาน สังคมที่คนเจนใหม่ ๆ มีบทบาทและอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ การปรับตัวให้เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญที่ทุก ๆ คนจะกระทำ สุดท้าย ลองถามตัวเองว่า คุณก้าวทันโลกใบนี้แล้วหรือยัง? และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ : เนื้อหาจาก Tonkit

 

กินอยู่เป็น, kinyupen, Now thing, โลก, ความก้าวหน้า, ปรับตัว, ล้าหลัง,


กินอยู่เป็น_เพราะยุคนี้-มนุษย์เงินเดือนให้ความสำคัญกับ-งาน-เป็นสิ่งแรก_web.jpg

ปัจจุบัน มนุษย์เงินเดือนทั่วโลกที่ไม่ยอมหยุดลาพักร้อนมีจำนวนสูงขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งมนุษย์เงินเดือนในประเทศไทยติดอันดับ 7 ที่ไม่ยอมใช้สิทธิ์ลาพักร้อน แถมยังเลือกยกเลิกวันลาพักร้อน ด้วยสาเหตุอันดับแรก ๆ คือ “ติดงาน”

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวของมนุษย์เงินเดือนที่ชีวิตของเขาเกิน 50% ต้องจมอยู่กับหน้าที่การงานที่จะต้องรับผิดชอบ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีที่หลายคนไม่ละทิ้งภารกิจหน้าที่ของตนเอง กลับให้ความสำคัญกับเรื่องของงานเป็นอันดับแรกของชีวิต เพราะอะไร? ก็เพราะว่างานคือปากท้องไว้หาเลี้ยงตัวเองและครอบครัวนั่นเอง

ไม่แปลกใจเลยที่ทำไมคนไทยคนถึงความสำคัญกับเรื่องของงานมาเป็นอย่างแรก เพราะจากผลการสำรวจจากรายงานประจำปี 2561ของ Expedia ที่ได้สำรวจเรื่อง 18th Annual Vacation Deprivation? Study เกี่ยวกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่ไม่ยอมหยุดลาพักร้อน และสาเหตุที่ไม่ได้พักผ่อนอย่างแท้จริงใน 19 ประเทศทั่วโลก ผลการสำรวจพบว่า นักท่องเที่ยววัยทำงานที่ไม่ยอมหยุดลาพักร้อนกำลังมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอินเดียเป็นประเทศที่มีคนไม่ยอมหยุดลาพักร้อนมากที่สุดอันดับ 1 ของโลก มีสัดส่วนสูงถึง 75% รองลงมาอันดับ 2 คือ เกาหลีใต้ 72% และ อันดับ 3 ฮ่องกง 69% , อันดับ 4  มาเลเซีย 67% , อันดับ 5 ฝรั่งเศส  64% , อันดับ 6 สิงคโปร์ 63% และประเทศไทยติดอันดับ 7 ประเทศที่ใช้วันลาพักร้อนน้อยที่สุดในโลกด้วยอัตราส่วน 62%

สำหรับคนไทยที่ไม่ลาหยุดพักร้อนนั้น แตกต่างกันไปตามกลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งกลุ่มที่ไม่ใช้วันลาพักร้อนมากที่สุดอันดับ 1 คือ ด้านการเกษตร รองลงมา คือ ด้านการตลาดและสื่อ และด้านอาหารและเครื่องดื่ม ส่วนเหตุผล 3 อันดับแรกที่คนไทยไม่ใช้วันลาพักร้อน ได้แก่ ไม่รู้ว่าจะไปเที่ยวที่ไหนดี , อยากเก็บวันหยุดไว้ใช้ลาในช่วงวันหยุดยาว และไม่สามารถลาหยุดงานได้

อย่างไรก็ตาม พบว่ามี 42% ที่เลือกใช้วิธีเดินทางท่องเที่ยวระยะสั้น แทนการไม่ได้ลาในช่วงวันหยุดยาว เนื่องจากเป็นการเดินทางที่รวดเร็ว ใช้เวลาในการเดินทางไม่เกิน 4 ชั่วโมง และเลือกพักผ่อนใกล้กับสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ๆ ได้

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาว่าการหยุดทำงานนั้นสำคัญมาก แต่ก็ยังพบข้อมูลที่ชวนประหลาดใจว่า คนไทย 24% ยังคงเช็คอีเมลที่ทำงาน ข้อความเสียง ระหว่างที่ลาพักร้อนอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง และ 42% จะใช้วันหยุดในช่วง 3-6 เดือน ก่อนที่จะหมดเวลาพักร้อนประจำปี

จะเห็นได้ว่ามนุษย์เงินเดือนให้ความสำคัญกับเรื่องงานอย่างมาก เนื่องจากในปัจจุบัน อัตราการจ้างงานค่อย ๆ ลดลง มนุษยืเงินจึงต้องขยันทำงานเป็นพิเศษ ต้องอดทน ต้องต่อสู้ เพื่อที่ตนเองจะอยู่ในองค์กรดังกล่าวให้ได้ ในแวดวงการหางานในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่า ผู้ประกอบการบางแห่งทยอยปรับลดจำนวนพนักงานลง บางบริษัทถึงขั้นปิดบริษัท เนื่องจากแบกรับภาระค่าใช้จ่ายไม่ไหว ทำให้มีพนักงานในบริษัทจำนวนไม่น้อยต้องถูกเลิกจ้างและกลายเป็นคนว่างงานในทันที ซึ่งส่วนใหญ่ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นเลย

มนุษย์เงินเดือนถ้ามีความขยันถือเป็นเรื่องที่ดี ทั้งแก่ตนเองและองค์กรนั้น ๆ แต่ก็ควรให้เวลากับตัวเองบ้างในบางครั้ง เพราะการทำงานหนักจนเกินไป ไม่ใช่เรื่องดีต่อร่างกายและจิตใจ ฉะนั้น ควรหาเวลาพักผ่อนเพื่อรีเซ็ตตัวเองบ้าง การลาพักร้อนไม่ได้หมายความว่าตัวเราจะต้องเป็นคนขี้เกียจเสมอไป แต่หมายถึงการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เป็นผลดีต่อตัวเอง และการทำงานในระยะยาวนั่นเอง และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


กินอยู่เป็น_ร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ร้านอาหารกับ-แกร็บฟู้ด-ดียังไง_web.jpg

ร้านอาหารหลายร้านกำลังได้รับความนิยมจากลูกค้ามากหน้าหลายตาอย่างมาก ในส่วนของ “แกร็บฟู้ด” จึงเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่จะช่วยอำนวยความสะดวกแก่เจ้าของร้านอาหารได้ แล้วรู้หรือไม่ว่า เจ้าของร้านอาหารที่ร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับ“แกร็บฟู้ด” จะได้สิทธิพิเศษอะไร ยังไงบ้าง กินอยู่เป็น รวบรวมคำตอบเอาไว้ให้แล้ว

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับแวดวง “แกร็บฟู้ด” ที่ตอนนี้กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก บางร้านเป็นร้านอาหารที่ได้รับความนิยม มีลูกค้ามากมาย แต่ติดตรงที่ว่าลูกค้าบางรายอยากรับประทาน แต่ไม่สามารถเดินทางมาที่หน้าร้านได้ แล้วทางร้านเองก็ไม่มีบริการจัดส่งถึงบ้าน ทำให้เสียโอกาสที่จะได้กลุ่มลูกค้ากลุ่มนี้ไป แล้วรู้หรือไม่ว่า เจ้าของร้านอาหารที่ร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับ“แกร็บฟู้ด” จะได้สิทธิพิเศษอะไร ยังไงบ้าง กินอยู่เป็น รวบรวมคำตอบเอาไว้ให้แล้ว

 

เพิ่มยอดขายให้ร้านค้า

ช่วยให้ร้านอาหารของคุณเข้าถึงลูกค้าอีกนับล้านคน ซึ่งนั่นเป็นช่องทางในการเพิ่มยอดขาย เพราะลูกค้าของเราค้นหาร้านอาหารใหม่ ๆ อร่อย ๆ เพิ่มขึ้นทุกวัน และยังเป็นการแนะนำร้านอาหารของคุณให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น

ไม่ต้องหาคนส่ง

ด้วยจำนวนผู้ขับส่งอาหารที่เยอะที่สุดในประเทศ ท่านสามารถหายห่วงได้เลยเรื่องหาคนส่ง อาหารของท่านจะไปเสิร์ฟถึงลูกค้าของคุณได้รวดเร็วทันใจแน่นอน

 

ขั้นตอนการสมัคร

ขั้นตอนที่ 1 – ลงทะเบียนและส่งรายละเอียด

ขั้นตอนที่ 2 – รอเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับไป เพื่อเซ็นเอกสารสัญญาให้เสร็จสิ้น

ขั้นตอนที่ 3 – ส่งมอบเมนูอาหารและเอกสาร เพื่อทำการอัพโหลดขึ้นหน้าแอปพลิเคชัน

ขั้นตอนที่ 4 – เริ่มขายบนแกร็บฟู้ดได้เลย

 

ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้างเมื่อจะสมัครเป็นร้านพาร์ทเนอร์กับแกร็บฟู้ด?

ท่านต้องเตรียมเอกสารดังต่อไปนี้เพื่อเข้าร่วมการเป็นพาร์ทเนอร์กับทางแกร็บฟู้ด:

ร้านค้าประเภทนิติบุคคล

  1. สำเนาหนังสือรับรองบริษัท ที่ออกโดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (โดยวันที่ออกหนังสือรับรองจะต้องไม่เกินระยะเวลา 3 เดือน นับจาก วันที่มีผลบังคับใช้)
  2. ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20)
  3. หนังสือมอบอำนาจ ในกรณีที่ผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อในสัญญา มิได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจตามที่ปรากฏในหนังสือรับรองบริษัท
  4. สำเนาบัตรประชาชนของกรรมการผู้มีอำนาจในการลงลายมือ หรือ สำเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ

ร้านค้าประเภทบุคคลธรรมดา

  1. สำเนาบัตรประชำชนของเจ้าของร้าน
  2. ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) (หากมี)

(หากมี) ใบรับรองมาตรฐานอาหารฮาลาล

 

หากไม่มีหน้าร้าน ฉันสามารถเข้าร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ร้านอาหารกับแกร็บฟู๊ดได้หรือไม่?

ได้ คุณสามารถร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับเราได้เพียงเตรียมเอกสารต่างๆตามข้างต้น

 

สำหรับใครที่มีธุรกิจร้านอาหารหรือเปิดร้านอาหารเป็นของตัวเอง แล้วกำลังลังเลใจอยู่ บอกเลยว่า ไม่ต้องลังเลใจอีกต่อไป สมัครร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับ “แกร๊บฟู้ด” ได้เลย อย่างน้อยร้านของคุณก็จะเป็นที่รู้จักของผู้บริโภคมากขึ้น และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


กินอยู่เป็น_เด็กมหาวิทยาลัยในอนาคต-ไม่ต้องเรียนเป็นคณะแล้ว_web.jpg

  • วิกฤติห้องเรียนร้างลามทั่วโลก ไทยนักศึกษาลดฮวบกว่า6 แสน เอกชน Lay off อาจารย์ จ่อขายมหาวิทยาลัย
  • อเมริกา 3 ปี นักศึกษาหายกว่า 8 แสน คาดอิทธิพลระบบออนไลน์ ทำมหาวิทยาลัยในอเมริกาจ่อคิวปิดตัวกว่า 2,000 แห่ง
  • มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์สั่งปรับโมเดลทันที เป็น “มหาวิทยาลัยตลอดชีวิต” ดึงศิษย์เก่ากลับเข้าห้องเรียน

ข่าวฮอตในวงการการศึกษาบ้านเราช่วงนี้ คงหนีไม่พ้นข่าววิกฤติมหาวิทยาลัยที่หนักหนาสาหัสถึงขั้นต้อง Lay off อาจารย์กันแล้ว

ลามไปถึงขั้นเตรียมปิดมหาวิทยาลัย ขายมหาวิทยาลัยให้ทุนต่างชาติ เพราะแบกภาระขาดทุนไม่ไหว เนื่องจากเด็กลดลง ล่าสุดปีนี้พบว่า ที่นั่งในมหาวิทยาลัยลดฮวบกว่า 6 แสนที่นั่ง

ไม่เฉพาะแต่ประเทศไทย แม้แต่สหรัฐอเมริกาซึ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้นำการศึกษาของโลก เป็นที่รวมมหาวิทยาลัยอันดับท็อปของโลก ก็เผชิญปัญหานี้มาระยะหนึ่งแล้ว มีรายงานว่าในช่วงปี 2555 – 2557 มีนักศึกษาหายไปถึง 8 แสนคน และเมื่อต้นปี 2561 ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาปิดตัวไปกว่า 500 แห่ง และคาดว่าภายใน 10 – 15 ปีข้างหน้า ครึ่งหนึ่งของมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 4,000 แห่ง อาจล้มละลายจากการถูกทำลายล้าง (Disrupt) จากอิทธิพลของเทคโนโลยี ส่วนใหญ่เป็นมหาวิทยาลัยขนาดเล็ก หรือมหาวิทยาลัยที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียง

ส่วนที่ยังอยู่ ก็เอาตัวรอดด้วยการยุบรวมมหาวิทยาลัย ซึ่งเกิดขึ้นทั้งในยุโรปและอเมริกา เนื่องจากอิทธิพลของการศึกษาออนไลน์ที่ดึงคนเรียนไปอยู่บน MOOC หลากหลายแพลตฟอร์มที่ผู้เรียนสามารถเลือกคอร์สเรียนของมหาวิทยาลัยชั้นนำที่เปิดสอนบน MOOC ได้ทั่วโลก ทำให้มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาต้องปรับตัวเพื่อดึงคนเรียน เช่น เปิดสาขาที่เป็น นิช มาร์เก็ต มากขึ้น หรือสร้างจุดเด่นในการเป็นมหาวิทยาลัยเฉพาะทาง มีความโดดเด่นด้านการสอนที่ได้รับการยอมรับในหมู่ผู้เรียน เป็นต้น

 

ส่วนในเอเชียอย่างเช่นประเทศญี่ปุ่น ก็ได้รับผลกระทบประชากรวัยเรียนที่ลดลงเช่นกัน ขณะนี้มหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่งที่ได้ชื่อว่าสอบเข้ายากและแข่งขันสูง กำลังเข้าสู่ยุคที่ต้อง ง้อคนเรียนกันแล้ว แม้ว่าชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยจะได้เปรียบเมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยขนาดเล็ก หรือมหาวิทยาลัยที่ไม่ใช่อันดับท็อปของประเทศ แต่เมื่อตัวป้อนคือเด็กมัธยมฯ ที่จะเข้าสู่มหาวิทยาลัยลดลง ก็ต้องปรับตัว วางกลยุทธ์ หาจุดขายใหม่ๆ เพื่อดึงเด็กเข้ามาเรียน

เช่น ลดค่าเล่าเรียน เปิดหลักสูตร หรือสาขาวิชาที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ แม้แต่การปรับบรรยากาศ เสริมสิ่งอำนายความสะดวกในมหาวิทยาลัยให้น่าอยู่น่าเรียนมากขึ้น ส่วนมหาวิทยาลัยเอกชนขนาดเล็กที่ทุนน้อย รับมือไม่ไหว ก็ต้องปิดตัวไป

มีรายงานว่าปี 2559 มีมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นปิดตัวไปแล้วไม่ต่ำกว่า 15 แห่ง และปี 2561 เป็นปีที่มหาวิทยาลัยของญี่ปุ่นต้องเตรียมรับมือกับการลดลงของประชากรในวัย 18 ปีอีกครั้ง จากที่เคยลดลงต่อเนื่องเมื่อหลายปีก่อน

โดยในช่วงปี 2552 – 2560 ลดลงอยู่ที่ประมาณ 1.2 ล้านคน คาดว่าถึงปี 2574 ประชากรวัย 18 ปีของญี่ปุ่นจะลดลงเหลือไม่ถึง 1 ล้านคน ส่งผลให้มหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นเกือบ 1 ใน 3 ไม่สามารถเปิดสอนได้ครบทุกหลักสูตร และบางแห่งอาจจะต้องปิดตัวลงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

เช่นเดียวกับประเทศสิงคโปร์ ล่าสุดมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของเอเชีย และอันดับต้นๆ ของโลก ต้องปรับโมเดลของมหาวิทยาลัย จากที่เคยจัดการศึกษาในระดับปริญญาตรี 4 ปี เป็น “มหาวิทยาลัยตลอดชีวิต”

นั่นก็คือ การให้การศึกษาแก่ประชากรไม่เฉพาะแต่ในระดับปริญญาตรี 4 ปี และปริญญาโท/เอก แต่เป็นการจัดการศึกษาที่ให้คนทุกวัย สามารถเข้ามาเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยได้ตลอดชีวิต เพื่อพัฒนาทักษะความรู้ของประชากรให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา

สิ่งที่ตามมาคือทำให้มหาวิทยาลัยมีผู้เรียนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการเปิดหลักสูตรใหม่ๆ เพื่อให้คนที่เรียนจบไปแล้วสามารถกลับมาพัฒนาต่อยอดทักษะความรู้ได้ตลอดเวลา มีโปรโมชั่นสำหรับศิษย์เก่า สามารถกลับเข้าไปเรียนเพิ่มทักษะได้ฟรี 2 โมดูล ภายใน 3 ปี ทำให้ผู้เรียนซึ่งเป็นศิษย์เก่ากลับไปใช้บริการอย่างต่อเนื่อง และหากสะสมคอร์สจนครบตามมาตรฐาน ก็สามารถเปลี่ยนเป็นปริญญาได้ เช่น ปริญญาตรีใบใหม่ หรือปริญญาโท ภายใต้มาตรฐานที่สูงของสิงคโปร์

 

นายออง ยี คัง (Ong Ye Kung) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของสิงคโปร์ ประกาศชัดว่า ในยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่ หรือยุค Industry 4.0 การศึกษาแบบเดิม มหาวิทยาลัยแบบเดิม กำลังจะล้าสมัย จึงต้องรีบปรับตัวอย่างเร่งด่วน โดยเน้นการสร้างผลกระทบต่อผู้เรียนมากกว่าเกรด ผลิตคนหลากหลายตามความต้องการของผู้เรียน และเป็นมหาวิทยาลัยสำหรับทุกช่วงวัยของชีวิต

โดยเปลี่ยนการเรียนรู้ทฤษฎีในห้องเรียน มาเป็นการฝึกฝนประสบการณ์ ผสมผสานการทำงานจริง แก้ปัญหาจริง มหาวิทยาลัยในอนาคตจะเป็นลักษณะเรียนควบคู่กับการทำงาน เป็นผู้ประกอบการไปด้วย เด็กสิงคโปร์จะต้องอยู่ในโลกยุคการค้าดิจิทัลได้ มีทักษะด้าน Computational Thinking (การคิดเชิงคำนวณ หรือ กระบวนการแก้ปัญหาแบบมีลำดับ) พร้อมกับเพิ่มความหลากหลายของอุดมศึกษา ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนตามความสนใจ มีสายอาชีพหลากหลาย แนะนำเส้นทางอาชีพให้ผู้เรียนได้รู้ว่าตนชอบหรือถนัดอะไรตั้งแต่วัยเด็ก

นอกจากนี้ ยังเน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับคนที่เรียนจบไปแล้ว และต้องการกลับมาเรียนใหม่ และสุดท้ายคือการเพิ่มบทบาทของมหาวิทยาลัย ที่มากกว่าการสอนและการวิจัย เพื่อให้มหาวิทยาลัยอยู่รอดได้

มหาวิทยาลัยเบอร์หนึ่งของเอเชียและเบอร์ต้นๆ ของเอเชีย อย่างสิงคโปร์ ญี่ปุ่น ขยับปรับตัวกัน มหาวิทยาลัยไทยจะตั้งรับ ปรับตัวกับวิกฤตินี้อย่างไร ?

แม้ว่าที่ผ่านมาคอร์สออนไลน์ในประเทศไทยยังไม่ส่งผลกระทบรุนแรงเท่ากับอเมริกา เนื่องจากยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายในหมู่คนไทย แต่นักการศึกษาหลายท่านบอกว่า ระบบการศึกษาออนไลน์จะทำให้เกิด Disruption ในระบบการศึกษาของไทยแน่นอน แต่จะเกิดช้าหรือเร็วยากจะคาดเดา

แต่ที่เกิดขึ้นแล้วในเวลานี้คือ ประชากรวัยเรียนที่ลดลงต่อเนื่อง ส่งผลต่อที่นั่งในมหาวิทยาลัยที่ลดฮวบเช่นกัน โดยปีนี้พบว่า ที่นั่งในมหาวิทยาลัยว่างกว่า 6 แสนที่นั่ง และคาดว่าในอีก 5 – 6 ปีข้างหน้า จากเด็กนักเรียน 1 ล้านคน จะเหลือเพียง 5 แสนคนที่จะเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัย ทำให้มหาวิทยาลัยเอกชนรวมถึงมหาวิทยาลัยรัฐที่อยู่ในภาวะ Over Supply มานาน ต้องยุบหลักสูตร สาขาวิชา ยุบห้องเรียน และที่หนักสุดและเกิดขึ้นแล้วในเวลานี้คือ การ Lay off อาจารย์ขายมหาวิทยาลัยให้กลุ่มทุนต่างชาติ หรือ เลิกกิจการ เนื่องจากทนขาดทุนไม่ไหว

 

ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ จากคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ออกมาเปิดเผยว่า ขณะนี้มหาวิทยาลัยไทยกำลังเผชิญวิกฤติอย่างหนัก โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเอกชน บางแห่งขาดทุนนับร้อยล้าน บางรายมีการเจรจาปล่อยขายหลายพันล้าน มหาวิทยาลัยรัฐต้องแย่งเด็กกันเอง เพื่อให้ได้เด็กเต็มตามเป้า สะท้อนว่าที่นั่งในมหาวิทยาลัยมีมากกว่าคนเรียน เนื่องจากที่ผ่านมาไม่มีการวางแผนการผลิตคนที่ตรงกับความต้องการของตลาด หลายสาขาล้นตลาด ในขณะที่แพทย์ พยาบาล ยังขาดแคลนจำนวนมาก และว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นรุนแรงมากน้อยแตกต่างกันตามสภาพของมหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงจริงๆ ปรับตัวได้จะไปรอด และคาดการณ์ว่าภายใน 3 – 5 ปีข้างหน้า จะมีการ Lay off อาจารย์ เจ้าหน้าที่ที่เป็นพนักงานมหาวิทยาลัยออกไปจำนวนมาก โดยคาดการณ์ว่าอาจจะมากถึง 40% และถึงขั้นอาจจะต้องยุบ ปิดภาควิชา หรือรวมคณะ ภาควิชา สาขาวิชา หรือรวมมหาวิทยาลัย

แต่ไม่ทันข้ามปี เมื่อช่วงต้นเดือนกันยายน 2561  “ดร.อานนท์” ออกมาเปิดเผยว่า ขณะนี้การ Lay off อาจารย์เกิดขึ้นแล้ว เป็นการเลิกจ้างที่ไม่มีความผิดใดๆ ซึ่งเร็วกว่าที่พยากรณ์ไว้  ! โดยสาขาที่มีโอกาส Lay off อาจารย์สูง เช่น เศรษฐศาสตร์ สถิติ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ วิทยาการคอมพิวเตอร์ การจัดการระบบสารสนเทศ ปรัชญา ประวัติศาสตร์  เป็นต้น

เรื่องนี้ ศาสตราจารย์คลินิก นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็ยอมรับ และมองว่าวิกฤติอุดมศึกษาเป็นปัญหาที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ ไม่เฉพาะแต่ประเทศไทย มหาวิทยาลัยจะต้องปรับตัวตั้งรับให้เร็วที่สุด เช่น ปรับหลักสูตรให้เหมาะสมกับตลาดและงานในยุคที่โลกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ให้เด็กได้เกิดทักษะจากการเรียน พัฒนาผ่านงานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อพัฒนาประเทศ

ขณะที่อาจารย์ก็ต้องปรับตัว เพิ่มทักษะให้เด็กได้ปฏิบัติจริงมากกว่าเน้นวิชาการ เพราะยุคนี้เด็กสามารถเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีได้ด้วยตนเอง และต้องจัดการศึกษาที่ตอบโจทย์คนทุกวัย ตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา คนวัยทำงาน และผู้สูงอายุ

และมหาวิทยาลัยในศตวรรษที่ 21 จะต้องใช้ฐานความรู้และนวัตกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้มหาวิทยาลัย เพื่อให้สามารถอยู่ได้ เนื่องจากในอนาคตการแข่งขันจะยิ่งสูง จากภาวะ Disruption ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โลกจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ ในขณะที่ประชากรเด็กลดลงอย่างรวดเร็ว การใช้เทคโนโลยีแทนแรงงานคนทำให้ความต้องการแรงงานเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน และอีก 4 – 5 ปี ภาวะ disrupt จะรุนแรงมากกว่านี้ มหาวิทยาลัยต้องปิดตัวอีก เพราะไม่มีเด็กเข้าเรียน

เป็นคำพยากรณ์ของ รมช.ศึกษาฯ และนักวิชาการที่วิเคราะห์เกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และมองว่าทางรอดของมหาวิทยาลัยคือ การจัดการศึกษาที่เน้นคุณภาพผู้เรียนมากกว่าปริมาณ ผลิตคนที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน และจัดการศึกษาเพื่อให้คนทุกวัยได้เข้ามาเรียนรู้ตลอดชีวิต

อย่างเช่นโมเดล “เครดิตแบงก์” โดยเปิดโอกาสให้เรียนสะสมหน่วยกิต เช่น ให้นักศึกษาพักเรียนเพื่อออกไปทำงาน หาประสบการณ์ แล้วกลับมาเรียนใหม่ได้ โดยผลการเรียนยังคงอยู่ หรือการเปิดหลักสูตรระยะสั้นสำหรับคนทำงาน ซึ่งมหาวิทยาลัยรัฐและเอกชนบางแห่งเริ่มทำแล้ว เป็นกลยุทธ์การปรับตัวของมหาวิทยาลัยในภาวะวิกฤติ ก่อนที่มหาวิทยาลัยจะร้างคนเรียน

และที่น่าเป็นห่วงคือการ Lay off อาจารย์ ซึ่งเกิดขึ้นแล้ว

แม้ว่าไม่มีใครอยากให้เกิดก็ตาม

 

บทความโดย: สิริลักษณ์ เล่า

ผู้สื่อข่าวอาวุโส เชี่ยวชาญด้านการศึกษา, อดีต บก.ฉบับพิเศษ บมจ.มติชน


กินอยู่เป็น_เปิดที่มา-เถรวาท-มหายาน-แตกต่างกันอย่างไร_web.jpg

ช่วงนี้เป็นช่วงวันอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา กินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราว “เถรวาท –  มหายาน” ย้อนดูที่มาที่ไป และความแตกต่างของสองนิกายนี้กัน

ปัจจุบันแหล่งข้อมูลต่างๆ มีการตีความที่มาของนิกายในพระพุทธศาสนาไว้อย่างน่าสนใจหลายแง่มุม และเนื่องในโอกาสอันดีในช่วงเทศกาลวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษาที่จะถึงนี้ ทีมงานจึงขอนำเรื่องราวสนุกๆ อีกแง่มุมเกี่ยวกับ “เถรวาท –  มหายาน” มานำเสนอให้ทราบกัน

ย้อนกลับไป 2562 ปีก่อน หลังสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว 90 วัน สาวกผู้ได้เคยสดับฟังคำสั่งสอนจำนวน 500 รูป ก็ประชุมทำสังคายนากัน ณ ถ้ำสัตบรรณคูหา ใกล้เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ ซึ่งหลังรวบรวมคำสอนอยู่ 7 เดือนก็จัดทำประมวลคำสอนสำเร็จเป็นครั้งแรก เรียกว่า ปฐมสังคายนา อันเป็นบ่อเกิดของพระไตรปิฎก ซึ่งคำสอนที่ลงมติไว้ในครั้งนั้นและนับถือสืบมาเรียกว่า เถรวาท แปลว่า คำสอนที่วางไว้เป็นหลักการโดยพระเถระ

อย่างไรก็ตาม ด้วยก่อนหน้าที่องตถาคตจะละสังขารได้ประทานปัจฉิมโอวาทแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยตอนหนึ่งที่ตรัสกับพระอานนท์ว่า “หากมีข้อสิกขาใดก็ตามที่เป็นข้อสิกขาย่อยๆ หากมีการลดละอนุโลมได้ให้ช่วยกันอนุโลมเถิด” ทำให้เกิดปัญหาการตีความของหมู่ภิกษุสงฆ์ ว่า สิกขาบทไหนเรียกว่าเล็กน้อย เป็นเหตุให้ภิกษุบางรูปไม่เห็นด้วย และไม่ยอมรับสังคายนามาตั้งแต่ครั้งแรก เกิดการแยกตัวทำสังคายนาต่างหาก เกิดการแตกแยกทางความคิดในหมู่สงฆ์ ไม่ลงรอยกันในส่วนหลักธรรมและข้อวัตรปฏิบัติ

กาลเวลาล่วงเลยต่อมา เมื่อพระพุทธองค์ดับขันธ์ปรินิพพานได้ 100 ปี ภิกษุชาววัชชีปฏิบัติกิจย่อหย่อนทางพระวินัย และขอให้มีการปรับสิกขาบท อาทิ ควรฉันหลังเที่ยงได้ ฉันสุราอ่อนได้ รับเงินรับทองได้ เก็บรักษาอาหารได้ ดังนั้นพระยสกากัณฑบุตรจึงได้เชิญพระภิกษุชั้นผู้ใหญ่เอร่วมทำการสังคายนาขึ้น

แน่นอนว่าภิกษุชาววัชชีไม่ยอมรับและไม่เข้าร่วมการสังคายนานี้ แต่ไปรวบรวมภิกษุฝ่ายตนประชุมทำสังคายนาต่างหาก เรียกว่า มหาสังคีติ และเรียกพวกของตนว่า มหาสังฆิกะ

เวลานั้นพุทธศาสนาจึงแตกเป็น 2 ฝ่าย โดย ฝ่ายแรก นิกายเถรวาท ยืนกรานยึดคำสอนของพระเถระดั้งเดิมทั้งหมดโดยไม่มีการแก้สิกขาบท เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด คือ ฝ่ายที่สอง เป็นฝ่ายที่ขอให้มีการแก้สิกขาบท มีการตั้งเป็นก๊กเป็นค่าย แต่ละค่ายยึดตามมติพระอาจารย์ของตัวเอง ฝ่ายนี้เรียกว่า อาจาริยวาท  ซึ่งต่อมาแบ่งออกเป็นทั้งหมด 18 ค่ายอาจารย์ที่ล้วนมีทัศนะ อุดมคติ การตีความหลักธรรม และวัตรปฏิบัติที่แตกต่างกันตามหลักจริยวัตรของตน

เดิมทีในอดีตคนอินเดียจะนับถือนิกายเถรวาท โดยพระเจ้าแผ่นดินอินเดียผู้ทรงอุปถัมภ์พุทธศาสนานิกายเถรวาทเป็นอย่างมาก คือ พระเจ้าอโศกมหาราช โดยทรงเป็นเจ้าภาพในการจัดทำสังคายณาพระไตรปิฏกแบบเถรวาทในปี พ.ศ.234 จากนั้นทรงส่งพระภิกษุเถรวาทออกไปเผยแพร่คำสอนยังที่ต่างๆ 9 เส้นทาง

ส่วนนิกายมหายาน เดิมนั้นยังเรียกว่า อาจาริยวาท จนกระทั่งนิกายเถรวาทในอินเดียเริ่มถูกแทนที่ด้วยศาสนา ฮินดู ซิกส์ และอิสลาม จึงทำให้เถรวาท และ อาจาริยวาทในอินเดีย ต่างก็พยายามกลับมารวมตัวกันใหม่ เพื่อเรียกสาวกกลับคืน จึงมีการรวมตัวกันแล้วตั้งเป็นนิกายมหายานขึ้น เรียกว่ามหายานาบริสุทธิ์

นิกายมหายานโด่งดังขึ้นมาราวพุทธศตวรรษที่ 7 โดยพระเจ้านิษกะมหาราช แห่งราชวงศ์กุษาณะ พระองค์ทรงเลื่อมใสศรัทธาพระโพธิสัตว์ จึงเป็นมหาสาธารณูปถัมภกในพุทธศาสนานิกายมหายาน และได้ส่งพุทธศาสนานิกายมหายานออกไปตามสถานที่ต่างๆ

ล้อมกรอบ

  • มหายาน แปลว่า พาหนะลำใหญ่ ที่จะนำสรรพสัตว์ทั้งหลายเข้าสู่การหลุดพ้นได้ โดยมีความเชื่อว่า พระพุทธเจ้าได้สร้างพระโพธิสัตว์ขึ้นมามากมายเพื่อช่วยเหลือพระองค์ ดังนั้นหลักสำคัญของมหายาน คือ การช่วยซึ่งกันและกันให้หลุดพ้นไปพร้อมกัน ด้วยความสามัคคี
  • เถรวาท มีอีกชื่อเรียกว่า หินยาน แปลว่า พาหนะของคนใจแคบ ซึ่งเป็นการเยาะเย้ยเปรียบเปรย เพราะไม่มีการส่งต่อบุญใครทำดีได้ดีเอง ใครทำชั่วได้ชั่วเอง จึงเรียกว่าพวกใจแคบ
  • เถรวาทในประเทศไทยเราไม่เหมือนกับลังกา เพราะของลังกาจะไม่ค่อยมีเรื่องนรก สวรรค์ เน้นเรื่องอริยสัจ 4 ประการเป็นหลัก ส่วนเถรวาทของไทย จะถูกนำไปบวกกับลัทธินับถือผีดั้งเดิม จึงมีทั้งพุทธทั้งผีปะปนกัน

กินอยู่เป็น_5-วิธีจัดการกับ-ความเสี่ยง-เพื่อความสำเร็จ_web.jpg

ทุกวันนี้คุณมีความกล้าที่จะ “เสี่ยง” กับเรื่องราวต่าง ๆ บนโลกใบนี้หรือไม่? กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวม 5 เคล็ดลับสำคัญสำหรับปรับปรุงการยอมรับความเสี่ยงของคุณ

 

“รู้ว่าเสี่ยงแต่คงต้องขอลอง รู้ว่าเหนื่อยถ้าอยากได้ของที่อยู่สูง ยังไงจะขอลองดูสักที”

 

ชีวิตของคนเราต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของความเสี่ยงหลายสิ่งหลายอย่าง ทั้งเรื่องการเสี่ยงโชค เสี่ยงหรือการงาน เป็นต้น ลองถามตัวดูว่า ทุกวันนี้คุณมีความกล้าที่จะ “เสี่ยง” กับเรื่องราวต่าง ๆ บนโลกใบนี้หรือไม่ บางครั้งความเสี่ยงเปรียบเสมือนบททดสอบอย่างหนึ่งเพื่อให้เรากล้าเดินออกจากเขตของความสะดวกสบาย เป็นการเสี่ยงเพื่อผลตอบแทนที่มากขึ้น และนี่คือเหตุผลสำคัญที่คุณต้องเพิ่มความทนทานต่อความเสี่ยงของคุณ

ดังนั้นเพื่อการบรรลุเป้าหมายสูงสุด คุณต้องปรับปรุงความทนทานต่อความเสี่ยงของคุณก่อนเป็นอันดับแรก กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวม 5 เคล็ดลับสำคัญสำหรับปรับปรุงการยอมรับความเสี่ยงของคุณ จะมีอะไรบ้างนั้น ไปดูกันเลย

1. ตั้งเป้าหมายความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้ : ก่อนที่คุณจะเพิ่มความทนทานต่อความเสี่ยง คุณต้องเข้าใจความสัมพันธ์ปัจจุบันของคุณกับความเสี่ยง การเพิ่มความอดทนของคุณทีละนิดย่อมจะดีกว่า การท้าทายตัวเองมากเกินไปในคราวเดียว หากคุณไม่มีความเข้าใจที่ดีเกี่ยวกับการยอมรับความเสี่ยงในปัจจุบัน ให้ใช้เวลาสักครู่เพื่อพิจารณาหนึ่งในเป้าหมายการทำงานของคุณ และลองคิดดูว่ามันจะเริ่มรู้สึกกลัวขนาดไหน

2. ศึกษาด้วยตนเอง : หากคุณต้องการที่จะเก่งขึ้นในการรับความเสี่ยง ลอจินตนาการว่าคุณเป็นนักลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องการพัฒนาที่ดินในห้างสรรพสินค้าใจกลางเมือง ความพยายามเช่นนี้มักจะมาพร้อมกับความเสี่ยงในระดับหนึ่ง แต่ถ้าคุณใช้เวลาเรียนรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับการพัฒนาปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง จะสามารถช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดและมีข้อมูลมากขึ้น ฉะนั้น การให้ความรู้กับตนเองก่อนรับความเสี่ยง จะทำให้คุณสามารถคำนวณถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้ดีขึ้น สิ่งนี้สามารถสร้างความแตกต่างและช่วยให้คุณประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้น

3. กำหนดเป้าหมาย : การตั้งเป้าหมายจะมีประโยชน์อย่างมากในการเพิ่มความทนทานต่อความเสี่ยงของคุณ วิธีนี้จะช่วยให้คุณทำแผนที่เส้นทางที่เป็นไปได้ ซึ่งจะช่วยให้คุณเห็นความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน เป็นขั้นตอนจำเป็นในการพาคุณออกจากที่เดิม โดยการคาดการณ์ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นทำให้คุณเริ่มพัฒนาทักษะหรือความรู้ที่จำเป็นเพื่อช่วยลดความเสี่ยง

4. ก้าวออกจาก comfort zone : คุณลองพิจารณาถึงความเสี่ยงที่จำเป็นต่อการประสบความสำเร็จ หากหนึ่งในเป้าหมายของคุณคือการก้าวไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นในบริษัทของคุณ อาจเป็นเวลาที่คุณจะก้าวออกจากโซนความสะดวกสบายของคุณด้วยการเชื่อมโยงเครือข่าย และประกาศให้โลกรู้ถึงความสามารถที่ซ่อนอยู่ของตัวคุณเอง การเริ่มต้นแบบนี้จะช่วยให้คุณกล้าหาญขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป และมีแนวโน้มจะจัดการกับความเสี่ยงได้มากขึ้น ซึ่งถือเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการเพิ่มความทนทานต่อความเสี่ยงเลยก็ว่าได้

5. จดทุกอย่างลงสมุด : บางครั้งความจำของคุณอาจไม่ดีเท่าที่คุณคิด เมื่อเวลาผ่านไปมันจะกลายเป็นเรื่องยากที่จะจดจำทุกสิ่งรวมถึงวิธีการที่คุณใช้รับมือกับความเสี่ยง ฉะนั้น หมั่นจดบันทึกความคืบหน้าของคุณทุกวัน รวมถึงกระบวนการที่คุณรับมือกับความเสี่ยง เพราะเมื่อเวลาผ่านไปคุณสามารถย้อนกลับไปศึกษาและเรียนรู้อดีตที่ผ่านมาเพื่อปรับใช้ในเวลาที่เหมาะสมได้ สิ่งนี้จะช่วยคุณหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดเดิม ๆ ได้โดยรวมแล้ว สิ่งนี้สามารถปรับปรุงเพื่อให้คุณฉลาดขึ้นเกี่ยวกับการรับความเสี่ยงและความมั่นใจมากขึ้น

 

สุดท้าย ความเสี่ยงอาจจะไม่ใช่เรื่องน่ากลัวเสมอไป หากเรามองเห็นประโยชน์ระยะยาวที่จะเกิดขึ้น และสามารถเตรียมความพร้อมและตั้งรับกับความเสี่ยงได้ คุณจะเติบโตและประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้นกว่าเดิม และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก :  www.entrepreneur.com