Naga

กินอยู่เป็น_พญานาคศรัทธา.jpg

บั้งไฟพญานาค…มหัศจรรย์แห่งลุ่มน้ำโขง ที่เกิดขึ้นทุกปีในวันออกพรรษา ตามตำนาน บอกว่า วันออกพรรษาซึ่งเป็นวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พญานาคแห่งแม่น้ำโขงต่างชื่นชมยินดี จึงเฮ็ด หรือ จุดบั้งไฟถวายการเสด็จกลับของพระพุทธเจ้า กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต มีบทความเกี่ยวกับเรื่องความเชื่อ ความศรัทธา ในบั้งไฟพญานาค ของดร.ศศดิศ ชูชนม์ มาฝากกันอีกตามเคย

ลูกไฟ สีแดงอมชมพู ไม่มีเสียงไม่มีควัน ไม่มีเปลว พวยพุ่งขึ้นจากกลางแม่น้ำโขง หลายสิบลูกบ้าง นับร้อยลูกบ้าง แตกต่างกันไปในแต่ละปี เป็นสิ่งเร้นลับที่ยังหาคำตอบไม่ได้ ว่าเกิดจากพญานาคผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ หรือ เกิดจากฝีมือมนุษย์กันแน่

ความแปลกประหลาดของบั้งไฟพญานาค คือ เป็นลูกไฟที่ไม่โค้งและไม่ตกลงมา เหมือนพลุตะไลไฟพะเนียงทั่วไป แต่จะดับกลางอากาศ

ผู้คนที่อาศัยอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำโขง โดยเฉพาะในเขตอำเภอโพนพิสัย จ.หนองคาย เห็นลูกไฟแบบนี้มาตั้งแต่รุ่นปู่ ย่า ตา ยาย ตั้งแต่เกิดจนโต

จุดที่เกิดบั้งไฟพญานาคทุกปี บ่อยที่สุด คือ บริเวณค่าย ตชด. (อ่างปลาบึก), วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่, ท่าน้ำวัดหลวง ต.วัดหลวง เรื่อยลงไปจนถึง เขตบ้านน้ำเป กิ่งอ.รัตนวาปี จนกลายเป็นความเชื่อว่า ในบริเวณนั้นด้านบนเป็นเมืองมนุษย์ ส่วนด้านล่างเป็นเมืองบาดาล

เชื่อกันว่าในเขต อ.โพนพิสัย นั้น ด้านบนเป็นเมืองมนุษย์ ส่วนด้านล่างใต้พื้นดินเป็นเมืองบาดาลมีทางเชื่อมต่อระหว่าง เมืองมนุษย์กับเมืองบาดาล ถือเป็นเมืองหน้าด่านของเมืองพญานาค ส่วนเมืองหลวงนั้น อยู่บริเวณแก่งอาฮง

 

อ.บึงกาฬ

อาจเป็นเพราะ “แก่งอาฮง”…หรือ สะดือแม่น้ำโขง คือ จุดที่ลึกที่สุดของแม่น้ำโขง

บางตำนาน บอกว่า แม่น้ำโขงกับพญานาคมีสายสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก ในตำนานผาแดง นางไอ่ กล่าวถึงท้าวพังคี พญานาคผู้ครองเมืองบาดาล ซึ่งแปลงร่างเป็นกระรอกเผือก เพื่อมายลโฉมของนางไอ่คำ

ในตำนาน กล่าวถึงบรรพชนของ “ท้าวพังคี” ก่อนที่จะมาอยู่ในแม่น้ำโขง เคยอยู่เมืองหนองแส ซึ่งมีทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ ยาวกว่า 40 กิโลเมตร มาก่อน สันนิษฐานว่า หนองแส น่าจะเป็นบริเวณทะเลสาบเอ่อไห่ ในมณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ในปัจจุบัน

ในตำนานผาแดง นางไอ่ กล่าวถึง พญานาคสองสหายแบ่งกันปกครอง พญานาคราชศรีสุทโธ ปกครองครึ่งหนึ่ง และ พญานาคสุวรรณโค ปกครองอีกครึ่งหนึ่ง มีบริวารฝ่ายละ 5,000 ตนเท่ากัน

ต่อมาทั้งสองแตกคอกัน ด้วยเรื่องการแบ่งสรรปันส่วนอาหาร โดยพญานาคศรีสุทโธ สามารถล้มช้างได้หนึ่งตัว เมื่อล้มช้างได้ก็จัดแบ่งเนื้อช้างไปให้พญานาคสุวรรณนาโคครึ่งตัว พร้อมกับนำขนช้างไปให้ดูเป็นหลักฐาน พญานาคพร้อมทั้งบริวารทั้งสองฝ่ายได้กินเนื้อช้างอย่างอิ่มหมีพีมัน

ต่อมา พญานาคสุวรรณโค  ซึ่งมีนิสัยคิดละเอียดถี่ถ้วน  อ่อนโยนเยือกเย็นเมื่อได้กินเนื้อช้างที่สหายมอมให้ก็รู้สึกอิ่มเอม และคาดหวังว่าตนเองจะสามารถหาอาหารที่มีจำนวนมาก ที่มีคุณค่าเท่าเทียมกับเนื้อช้างมามอบให้สหายได้เช่นกัน

แต่ด้วยความที่พญานาคสุวรรณโค เป็นพญานาคที่ไม่เด็ดเดียว ไม่กล้าตัดสินใจจึงล่าสัตว์ได้เพียงเม่นตัวเล็กๆ แต่ก็คิดว่า สิ่งที่ตนเองล่าได้นั้น มีค่ามากแล้ว จึงแบ่งเนื้อเม่นให้พญานาคศรีสุทโธ ครึ่งหนึ่ง พร้อมทั้งนำขนเม่นมาให้ดูด้วย แต่เพราะเม่นตัวเล็กกว่าช้าง เนื้อจึงมีนิดเดียว แต่ขนกับใหญ่กว่าขนช้าง พญานาคราชศรีสุทโธไม่เคยเห็นตัวเม่นมาก่อน เมื่อเปรียบเทียบขนเม่นกับขนช้าง  จึงคิดว่า ขนช้างเส้นนิดเดียวตัวยังใหญ่ขนาดนี้ แล้วขนเม่นใหญ่ขนาดนี้ ตัวจะใหญ่ขนาดไหน เม่นน่าจะต้องใหญ่กว่าช้างแน่นอน

เมื่อคิดดังนั้น จึงกล่าวกับ พญานาคสุวรรณโค ว่า “สหายดีกับเราจริงหรือ ดูสิเราเคยแบ่งช้างให้ครึ่งตัว เนื้อมากกองเท่าภูเขาเลากา แต่ทำไม่สหายแบ่งเนื้อเม่นให้เรานิดเดียว”  จึงให้เสนาอำมาตย์นำเนื้อเม่นที่ได้รับไปคืนพญานาคสุวรรณนาโคพร้อมกับฝากบอกว่า

“เราไม่ขอรับอาหารส่วนแบ่งที่ไม่เป็นธรรม จากเพื่อนที่ไม่ซื่อสัตย์”

พญานาคสุวรรณนาโค  ได้ยินดังนั้นจึงรีบเดินทางไปพบพญานาคราชศรีสุทโธเพื่อชี้แจงให้ทราบว่า  ขนเม่นแม้นจะใหญ่โตแต่ตัวมันเล็กนิดเดียว  และเนื้อเม่นนี้เป็นเนื้อที่กินอร่อยกว่าเนื้อสัตว์ใดๆ  ขอให้เพื่อนรับเนื้อเม่นไว้เป็นอาหารเถิด  แต่พูดเท่าไร  พญานาคราชศรีสุทโธ  ซึ่งมีความโกรธตั้งแต่เห็นเนื้อเม่นเป็นทุนเดิม จึงสั่งให้บริวารไพร่พลทหารรุกรบทันที

พญานาคทั้งสองตนรบกันนานถึง 7 วัน 7 เดือน 7 ปี จนต้องมีคนกลางมาหย่าศึก…และกลายเป็นตำนานการสร้างแม่น้ำโขง มหานทีสีทันดร และ แม่น้ำน่าน….ในกาลต่อมา….!!!

 


กินอยู่เป็น_พญานาค_.jpg

หากกล่าวถึงพญานาค ล้วนมีเรื่องราวและความเชื่อที่แตกต่างกัน เล่าต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ไม่ว่าจะเป็นประเพณีบั้งไฟพญานาค หรือแม้แต่ปีนักษัตรตามราศี อย่างปีมะโรงที่สื่อถึง ความลึบลับ ทรงพลัง อำนาจของพญานาค กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต มีบทความเกี่ยวกับเรื่องพญานาคของ ดร.ศศดิศ ชูชนม์ มาฝากกัน

 

ม่ใช่แค่แม่น้ำโขงหรอก ที่มี “พญานาค”

คำบอกเล่าถึงเรื่องราวของพญานาค ถูกส่งผ่านต่อกันมาหลายชั่วอายุนับพันๆปี ถ้าลองสืบค้นเรื่องราวของพญานาค ที่เก่าแก่ที่สุด น่าจะเป็นข้อมูลที่ระบุว่า พญานาค..มีต้นกำเนิดมาจากอินเดียใต้ ซึ่งเป็นป่าและมีงูชุกชุม ความมีพิษและความดุร้ายของงู ..กลายมาเป็นการสั่งสมความเชื่อในเรื่องของอำนาจ และ ความเร้นลับ

 

ถ้าคุณเดินทางไปอินเดียตอนใต้ การกราบไหว้งู  กราบไหว้เทวรูปงู และ การเป่าปี่เรียกงู ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของผู้คนในดินแดนแถบนี้ พวกเขาเชื่อว่า “งู” เป็นสัตว์ในป่าหิมพานต์ ที่มีความศักดิ์สิทธิ์

ส่วนนาค หรือ พญานาค คือ พญาแห่งงูใหญ่ ที่มีหงอน เป็นสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ ความอุดมสมบูรณ์ ความมีวาสนา เป็นสัญลักษณ์ของบันไดสายรุ้งสู่จักรวาล และ เทพเจ้าแห่งท้องน้ำ

 

จากอินเดียใต้ ความเชื่อเรื่อง..นาค และ พญานาค แผ่ขยายไปยังภูมิภาคต่างๆทั่วทวีปเอเชีย เรื่องราวของพญานาค ปรากฏทั้งในเทพนิยาย ตำนานพื้นบ้าน วรรณกรรม หรือ แม้แต่เรื่องราวในมหากาพย์ภารตยุทธและพุทธประวัติ ในมหากาพย์มหาภารตะ พญานาค เป็นปรปักษ์ของพญาครุฑ ส่วนในตำนานพุทธประวัติ ก็เล่าถึงพญานาคไว้หลายครั้ง แต่ที่มีการกล่าวถึงมากที่สุด คือ เมื่อครั้งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมอันเป็นเครื่องดับทุกข์แล้วนั้น พระองค์ได้เสด็จไปยังเมืองต่างๆ เพื่อแสดงธรรมเทศนาโปรดเหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย

 

ครั้งหนึ่ง เมื่อพระพุทธองค์ เสด็จออกจากร่มไม้อธุปปาลนิโครธ ไปยังร่มไม้จิกชื่อ ทรงนั่งเสวยวิมุตติสุข อยู่ 7 วัน คราวเดียวกันนั้นมีฝนตกพรำๆ ประกอบไปด้วยลมหนาวตลอด 7 วัน ได้มีพญานาค “มุจลินทร์” เข้ามาวงด้วยขด 7 รอบพร้อมกับแผ่พังพานปกพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อป้องกันลมและฝนมิให้ถูกพระวรกาย หลังจากฝนหายแล้ว พญานาคมุจลินทร์ ได้คลายขนดออก และแปลงเพศเป็นมานพมายืนเฝ้าที่เบื้องพระพักตร์ ด้วยความศรัทธาอย่างแรงกล้า

 

ความเชื่อดังกล่าวทำให้ชาวพุทธสร้างพระพุทธรูปปางนาคปรก เป็นสัญลักษณ์ ว่า พญานาค คือ เทวดาแปลงกายมาเพื่อปกป้องพระบรมศาสดา 

 

ชาวฮินดูถือว่า พญานาคเป็นผู้ใกล้ชิดกับเทพองค์ต่างๆ เป็นเทพเจ้าแห่งน้ำ เช่น อนันตนาคราช ที่เป็นบัลลังก์ของพระนารายณ์ตรงกับความเชื่อของลัทธิพราหมณ์ ที่เชื่อว่า นาค เป็นเทพแห่งน้ำ จนเกิดเป็นตำนาน “นาคให้น้ำ”เช่น ถ้าปีนี้ นาค ให้น้ำ 1 ตัว แปลว่า น้ำจะมาก ท่วมพื้นที่ทำการเกษตร ไร่นา แต่ถ้าปีใด นาคให้น้ำ 7 ตัว น้ำจะน้อย เป็นที่น่าสังเกตว่า ตัวเลขนาคให้น้ำจะกลับกันกับเหตุการณ์ เนื่องจาก ถ้านาคให้น้ำ 7 ตัว น้ำจะน้อยเพราะนาคกลืนน้ำไว้ ฯลฯ

ตำนานและความเชื่อเรื่องพญานาค…ในโลกฝั่งตะวันออก นาค ..คือ ความศักดิ์สิทธิ์ ศรัทธา ความอุมสมบูรณ์ เป็นเทพเจ้า แต่ในโลกฝั่งตะวันตก  นาค..คือ สัญญะของกิเลส ความชั่วร้าย และ ตัณหา

แต่ไม่ว่าเราจะเชื่ออย่างไร สิ่งสำคัญที่สุด คือ “พญานาค” น่าจะมีอยู่จริง….!!!