Endorphine

กินอยู่เป็น_ชวนเที่ยว-อุทยานฯ-แก่งกระจาน-สัมผัสความสดชื่นช่วงฤดูฝน_web.jpg

สุดสัปดาห์นี้ เอาใจคนรักการท่องเที่ยวแบบสัมผัสธรรมชาติ ชวนไปเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ที่แห่งนี้มีกลิ่นไอของต้นไม้ ลำธาร และความเป็นธรรมชาติที่แท้จริง และนี่สำคัญยูเนสโก้เสนอชื่อให้เป็นแหล่งมรดกโลกใหม่ ประจำปี 2562 อีกด้วย

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวของสถานที่ท่องเที่ยวเอาใจคนที่ไม่ชอบอยู่บ้านสักหน่อย วันหยุดสุดสัปดาห์แบบนี้ แถมช่วงนี้เป็นช่วงหน้าฝน ถ้ายังไม่รู้ว่าจะไปเที่ยวที่ไหนดี ลองไปเที่ยวในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานกันดีกว่า ไปสัมผัสกับอาการธรรมชาติ กลิ่นไอของฝนที่อาจจะมีตกลงมาบ้างบางเวลา แต่ได้กลิ่นไอของต้นไม้ ลำธาร และความเป็นธรรมชาติที่แท้จริง ล่าสุด พื้นที่ของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานได้ถูกเสนอชื่อโดยคณะกรรมการมรดกโลกขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ให้เป็นแหล่งมรดกโลกใหม่ ประจำปี 2562 อีกด้วย

สำหรับอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน มีพื้นที่ครอบคลุม อ.หนองหญ้าปล้อง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี และ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นอุทยานแห่งชาติที่มีพื้นที่มากที่สุดในประเทศไทย มีสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์ เป็นป่าต้นน้ำของแม่น้ำเพชรบุรีและแม่น้ำปราณบุรี และมีลักษณะเด่นทางธรรมชาติที่สำคัญหลายแห่ง เช่น ทะเลสาบ น้ำตก ถ้ำ หน้าผาที่สวยงาม มีเนื้อที่ประมาณ 1,821,687.84 ไร่ หรือ 2,914.70 ตารางกิโลเมตร โดยมีจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ประกอบด้วย

1. เขาพะเนินทุ่ง เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของอุทยานฯ ในเขตประเทศไทย อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ 50 กิโลเมตร เป็นภูเขาสูง มีบริเวณที่เป็นทุ่งหญ้ากว้าง ในระดับความสูง 960 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง บริเวณโดยรอบเป็นป่าดิบเขา มีสัตว์ป่าชุกชุม ทิวทัศน์งดงาม จากยอดเขาสามารถเห็นทะเลหมอกในช่วงฤดูฝนต่อฤดูหนาว การเดินทางต้องใช้เวลา 2 วัน พักค้างแรม 1 คืนระหว่างทาง และติดต่อขอเจ้าหน้าที่นำทาง อาหารและเต็นท์สำหรับพักค้างแรมไปเอง

2. พะเนินทุ่งแคมป์ เป็นจุดชมวิวที่สามารถชมทะเลหมอกในตอนเช้าได้สวยอีกจุดหนึ่ง และสามารถกางเต็นท์พักแรมได้ การเดินทางต้องใช้รถที่มีกำลังสูง สามารถเหมารถปิกอัพได้จากบริเวณที่ทำการอุทยานฯ เนื่องจากถนนค่อนข้างแคบ อุทยานฯ จึงได้กำหนดเวลาในการขึ้น-ลง คือ เวลาขึ้น ช่วงเช้าเวลา 05.00-09.30 น. ช่วงบ่ายเวลา 14.30-15.00 น. เวลาลง ช่วงเช้าเวลา 12.00-13.00 น. ช่วงบ่ายเวลา16.30-18.00 น. สำหรับผู้ที่ต้องการจะขึ้นเขาพะเนินทุ่งต้องติดต่อที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเพื่อขอใบอนุญาตผ่านทาง โดยเสียค่าธรรมเนียม คือ ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท รถยนต์สี่ล้อ 30 บาท รถกระบะ 40 บาท รถตู้ 50 บาท รถยนต์มากกว่าสี่ล้อ 70-80 บาท และผู้ที่ต้องการจะขึ้นเขาพะเนินทุ่ง เวลา 05.00 น. ต้องทำใบขออนุญาตล่วงหน้า 1 วัน

3. น้ำตกทอทิพย์ อยู่ห่างจากเขาพะเนินทุ่ง 15 กิโลเมตร สามารถเดินทางโดยรถยนต์ และเดินทางเท้าเข้าถึงตัวน้ำตกประมาณ 4 กิโลเมตร มีความสูง 9 ชั้น ชั้นที่ 5 เป็นชั้นที่สวยที่สุด แต่ละชั้นสวยงามแปลกตา สภาพโดยรอบเป็นป่าไม้ร่มรื่น ทั้งนี้ การเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่ลึกเข้าไปในผืนป่า ควรขอคำแนะนำและคนนำทางจากเจ้าหน้าที่ป่าไม้ก่อน นอกจากนี้ ควรใช้รถยนต์ที่มีกำลังเครื่องดีเพราะเส้นทางผ่านหุบเขาลาดชัน

 

สำหรับการเดินทางไปอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน สามารถเดินทางได้โดยรถยนต์ จากกรุงเทพฯ ไปตามทางหลวงหมายเลข 35 ถึงอำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี จากนั้นใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 4 ผ่านแยกเข้าตัวเมืองเพชรบุรี จะถึงสี่แยกท่ายาง เลี้ยวขวาเข้าอำเภอท่ายาง แล้ววิ่งไปตามถนนเลียบคลองชลประทาน ตามทางหลวงหมายเลข 3499 ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร ก็จะถึงอำเภอแก่งกระจาน จากปากทางเข้าอุทยานฯ อีก 4 กิโลเมตรจะถึงที่ทำการอุทยานฯ หรือจะเดินทางโดยรถโดยสารประจำทาง จะมีรถสายกรุงเทพฯ-ท่ายาง ลงที่ตลาดท่ายาง จากนั้นต่อรถสองแถวไปตลาดแก่งกระจาน และต่อรถรับจ้างหรือจักรยานยนต์ไปอีก 4 กิโลเมตร จะถึงที่ทำการอุทยานฯ

ทั้งนี้ อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน มีบ้านพักไว้บริการนักท่องเที่ยว และมีสถานที่กางเต็นท์บริเวณอ่างเก็บน้ำ บริเวณเขาพะเนินทุ่ง และบริเวณแค้มป์บ้านกร่าง อุทยานฯ มีเต็นท์ให้เช่า โดยนักท่องเที่ยวสามารถติดต่อจองบ้านพักในอุทยานฯ ได้ที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช โทร. 0 2562 0760 หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อศูนย์บริการนักท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน โทร. 0 3245 9293 และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ : ข้อมูลจาก : dnp.go.th , tatcontactcenter


กินอยู่เป็น_หยุดยาวแบบนี้-เที่ยวไหนดีใกล้กรุงเทพฯ-แบบไปเช้า-เย็นกลับ_web.jpg

วันหยุดสุดสัปดาห์ทั้งที ไม่รู้จะไปเที่ยวที่ไหนดี บางทีก็อยากจะท่องเที่ยว แต่ไม่อยากที่จะพักค้างแรมสักเท่าไหร่ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวม 7 สถานที่ท่องเที่ยวใกล้กรุงเทพฯ เที่ยวง่าย ๆ สบาย ๆ แบบไปเช้า-เย็นกลับ

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวเอาใจคนรักการท่องเที่ยวสักหน่อย พอใกล้ถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ทั้งที ก็ต้องเตรียมวางแผนหาสถานที่ท่องเที่ยวกันสักหน่อยแล้ว คราวนี้มาลองดูทริปการท่องเที่ยวแบบ 1 day trip กันบ้างดีกว่า  เชื่อว่าใครหลาย ๆ คนก็อยากที่จะท่องเที่ยว แต่ไม่อยากที่จะพักค้างแรมสักเท่าไหร่ อยากกลับมานอนที่บ้านดีกว่า ถ้าเลือกที่จะท่องเที่ยวในลักษณะนี้ สถานที่ที่สามารถไปได้นั้นก็คงจะต้องอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงรวบรวม 7 สถานที่ท่องเที่ยวใกล้กรุงเทพฯ ท่องเที่ยวง่าย ๆ สบาย ๆ แบบไปเช้า-เย็นกลับ เรียกได้ว่าสามารถไปเที่ยวได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งแบบคนเดียว ครอบครัว คนรัก หรือ เพื่อนฝูง สนุกสนานตลอดทั้งวันอย่างแน่นอน

 

1. บางกะเจ้า จังหวัดสมุทรปราการ : พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ ถือเป็นสถานที่ฟอกปอดที่เหมาะสำหรับการมาเที่ยวพักผ่อนแบบชิลล์ ๆ ซึ่งภายหลังจากมีการพัฒนาให้พื้นที่แห่งนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ พร้อมกับมีเส้นทางจักรยานให้ได้ไปปั่นชมธรรมชาติ ยิ่งกระตุ้นต่อมให้อยากออกไปสัมผัสบางกะเจ้ามากยิ่งขึ้น ภายในคุ้งบางกะเจ้ามีแหล่งท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวเข้าไปสัมผัสธรรมชาติที่สวยงามมากมาย นอกจากนีเช่น สวนป่าเกดน้อมเกล้า” “สวนน้ำตาลมะพร้าว” “เส้นทางจักรยานเลียบค ในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ยังมีตลาดบางน้ำผึ้ง เปิดให้นักท่องเที่ยวได้มาช็อปปิ้ง จับจ่ายใช้สอยกัน และยังมีบ้านธูปสมุนไพร สอนการทำผ้ามัดย้อม พิพิธภัณฑ์ปลากัดไทย และอื่น ๆ อีกมากมาย

 

2. เกาะแสมสาร จ.ชลบุรี : ตั้งอยู่ในอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เป็น 1 ใน 9 เกาะท่องเที่ยวยอดนิยมใกล้กรุงเทพฯ ทำให้ที่นี่กลายเป็นแหล่งเรียนรู้และท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และมีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวได้ทำมากมาย เช่น พายเรือคายัก ดำน้ำดูปะการัง และปั่นจักรยานชมธรรมชาติ เป็นต้น

 

 

3. น้ำตกสาริกา จ.นครนายก :  น้ำตกสาริกา เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่มีลักษณะโยนตัวลงมาจากหน้าผาสูงชัน และมีความสูงถึง 9 ชั้น เป็นน้ำตกที่เหมาะกับการเล่นน้ำ เพราะมีแอ่งน้ำขนาดใหญ่อยู่ด้านล่าง ยิ่งในช่วงฤดูฝนที่น้ำไหลแรง นักท่องเที่ยวจะได้ยินเสียงน้ำที่ตกกระทบหินดังสนั่น น้ำกระเซ็นเป็นละอองขาว เป็นเสน่ห์ความงดงามที่ไม่ว่าใครก็อยากเดินทางมาเห็น

 

4. ตลาด 100 ปี ระแหง จ.ปทุมธานี : ตลาดร้อยปีระแหง ตั้งอยู่ที่ริมคลองระแหง อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี เป็นตลาดโบราณริมน้ำอายุยาวนานกว่า 100 ปี ภายในเป็นห้องแถวที่สร้างด้วยไม้ติดต่อกัน เกิดจากการที่ผู้คนสมัยก่อนสัญจรทางเรือและทางรถไฟ โดยมีทางรถไฟสายแรกคือสายตลาดระแหง-บางบัวทอง มาสิ้นสุดที่โรงเรียนวรพงษ์ ต่อมาการคมนาคมเจริญขึ้น มีถนนผ่านหน้าอำเภอ ผู้คนหันมาสัญจรทางรถยนต์กันมาก กิจการรถไฟก็ล้มเลิกไป แต่ยังคงเหลือตลาดเอาไว้ให้เป็นอนุสรณ์ ชาวบ้านที่อยู่บริเวณตลาดระแหงยังมีการอนุรักษ์วิถีชีวิตริมคลอง และสถาปัตยกรรมบ้านเรือนไม้หลังคาจั่ว อีกทั้งยังมีการจำหน่ายสินค้าเกษตร ร้านยาจีนและยาแผนโบราณ ร้านอาหาร ร้านตัดผม รวมทั้งมีศาลเจ้าและโรงงิ้วภายในชุมชนอีกด้วย

 

5. วัดโสธรวรารามวรวิหาร  จ.ฉะเชิงเทรา : ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมือง ริมแม่น้ำบางปะกง เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปที่สำคัญคือ “หลวงพ่อโสธร” พระพุทธรูปปูนปั้นปางสมาธิ อันเป็นศูนย์รวมศรัทธาของชาวแปดริ้วและพุทธศาสนิกชนทั่วไป

 

6. อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา : ตั้งอยู่ภายในเกาะเมืองอยุธยา เขตเทศบาลเมืองพระนครศรีอยุธยา สถานที่ที่เคยเป็นราชธานีเก่าแก่อันยิ่งใหญ่ที่สืบเนื่องยาวนาน และมีความเจริญรุ่งเรืองที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ โดยมีศิลปวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ งดงาม และทรงคุณค่า จนได้รับการเชิดชูคุณค่าไว้ในบัญชีรายชื่อแหล่งมรดกโลกขององค์การยูเนสโก ในปี พ.ศ. 2534 จุดท่องเที่ยวหลัก ๆ ที่น่าไปเยี่ยมชม ไม่ว่าจะเป็นพระราชวังโบราณหรือพระราชวังหลวง ที่ประทับของพระมหากษัตริย์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา วัดพระศรีสรรเพชญ์ วัดราชบูรณะ วิหารพระมงคลบพิตร วัดไชยวัฒนาราม เป็นต้น

 

7. พระราชวังสนามจันทร์ จ.นครปฐม : ตั้งอยู่ที่ตำบลพระปฐมเจดีย์ อำเภอเมืองนครปฐม อยู่ห่างจากองค์พระปฐมเจดีย์เพียงแค่ 2 กิโลเมตรเท่านั้น สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2450 โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อใช้เป็นสถานที่ประทับครั้งมานมัสการพระปฐมเจดีย์ ภายในพระราชวังสนามจันทร์มีพระที่นั่งและพระตำหนักที่สวยงามมากมาย อาทิ พระที่นั่งพิมานปฐม, พระที่นั่งอภิรมย์ฤดี, พระที่นั่งวัชรีรมยา, พระที่นั่งสามัคคีมุขมาตย์, พระที่นั่งปาฏิหาริย์ทัศไนย, พระตำหนักชาลีมงคลอาสน์, พระตำหนักมารีราชรัตบัลลังก์, พระตำหนักทับแก้ว, พระตำหนักทับขวัญ เป็นต้น

 

ทั้งหมดนี้ คือ 7 สถานที่ท่องเที่ยวใกล้กรุงเทพมหานคร แบบว่าสามารถเดินทางไปเช้า-เย็นกลับได้ จริง ๆ แล้วในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง สำหรับใครที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวแบบเข้าวัดเข้าวา หรืออาจจะชิมบรรยากาศธรรมชาติ ก็สามารถเลือกได้ตามความชอบของเราเลย และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ : ข้อมูลจาก thai.tourismthailand.org


กินอยู่เป็น_ฝนตกแบบนี้-ชวนเที่ยวอุทยานแห่งชาติ-ชุ่มฉ่ำรับหน้าฝน_web.jpg

หน้าฝนแบบนี้ หากไม่รู้ว่าจะไปท่องเที่ยวที่ไหนดี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอแนะนำนักท่องเที่ยวสายเที่ยวแบบแอดเวนเจอร์ ไปสัมผัสกับ 4 อุทยานแห่งชาติ ที่ควรค่ากับการไปท่องเที่ยวช่วงนี้

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอพาทุก ๆ ท่านไปแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว โดยเฉพาะในช่วงนี้เป็นช่วงหน้าฝน เชื่อว่าหลายคนอาจจะเลือกท่องเที่ยวในห้างสรรพสินค้า หรือไม่ก็พักผ่อนอยู่ที่บ้าน เพื่อหลบฝนในช่วงนี้ แต่สำหรับใครที่เป็นสายท่องเที่ยว โดยเฉพาะท่องเที่ยวแบบแอดเวนเจอร์ ลุยแดด ลุยฝนแบบไม่ห่วงสวย ห่วงหล่อ ลองเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับชีวิต ไปท่องเที่ยวในพื้นที่ที่มีธรรมชาติสีเขียวภายในอุทยานแห่งชาติกันดีกว่า

แต่หากไม่รู้ว่าจะไปเที่ยวที่อุทยานไหนดี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงได้รวบรวมอุทยานแห่งชาติ ที่ควรค่ากับการไปท่องเที่ยวช่วงหน้าฝนแบบนี้

1. อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว : อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว มีเนื้อที่ประมาณ 212,633 ไร่ หรือ 340.21 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมอยู่ในท้องที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำปาด ท้องที่ตำบลม่วงเจ็ดต้น ตำบลนาขุม ตำบลบ้านโคก อำเภอบ้านโคก อำเภอห้วยมุ่น อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ , ตำบลบ่อภาค อำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก เป็นพื้นที่ที่มีสภาพป่าค่อนข้างสมบูรณ์ปกคลุมไปด้วยป่าธรรมชาติที่สวยงาม เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร มีจุดเด่นที่น่าสนใจและเป็นที่ดึงดูดใจของนักท่องเที่ยว ได้แก่ น้ำตกภูสอยดาว เป็นน้ำตก 5 ชั้น มีเนื้อที่กว้างประมาณ 1,000 ไร่ มีความสวยงามมาก มีถนนลาดยาง เข้าถึงพื้นที่ทำให้สะดวกสบายในการเดินทางพักผ่อนหย่อนใจ อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว

2. อุทยานแห่งชาติแม่จริม : อุทยานแห่งชาติแม่จริม มีเนื้อที่ประมาณ 270,000 ไร่ หรือ 432 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญและมีค่า เช่น พันธุ์ไม้ ของป่า สัตว์ป่านานาชนิด ตลอดจนทิวทัศน์ ป่า ภูเขา ลำธาร และหน้าผาที่สวยงามยิ่ง สมควรกำหนดให้เป็นอุทยานแห่งชาติตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 เพื่อสงวนไว้ให้คงอยู่ในสภาพเดิมมิให้ถูกทำลายหรือเปลี่ยนแปลงไป สำหรับอุทยานแห่งนี้มีกิจกรรมการท่องเที่ยวที่เด่น คือ การล่องแก่งลำน้ำว้าโดยใช้แพยาง ระยะทาง 19.2 กิโลเมตร เริ่มต้นจากบ้านน้ำปุ๊ อำเภอแม่จริม ถึงบ้านหาดไร่ อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน

3. อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ : อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ มีเนื้อที่ประมาณ 558,750 ไร่ หรือ 894 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมท้องที่อำเภอปางศิลาทอง จังหวัดกำแพงเพชร และอำเภอแม่วงก์ และกิ่งอำเภอแม่เปิน จังหวัดนครสวรรค์ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธาร ตามเทือกเขาสูงชันก่อกำเนิดเป็นน้ำตกที่สวยงาม 4-5 แห่ง ทั้งเป็นต้นกำเนิดของลำน้ำแม่วงก์ที่สำคัญของจังหวัดนครสวรรค์ นอกจากนี้ ยังมีแก่งหินทำให้เกิดน้ำตกเล็กๆ ตามแก่งหินนี้ ตลอดจนมีหน้าผาที่สวยงามตามธรรมชาติ

4. อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม : อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม มีเนื้อที่ประมาณ 62,437.50 ไร่ หรือ 99.9 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่อยู่ในท้องที่อำเภอเทพสถิต และอำเภอซับใหญ่จังหวัดชัยภูมิ มีสภาพป่าสมบูรณ์ เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารของลุ่มน้ำชีและแม่น้ำป่าสักมีจุดเด่นทางธรรมชาติที่สวยงามหลายแห่ง โดยเฉพาะทุ่งดอกกระเจียว

 

ทั้งหมดนี้เป็นอุทยานแห่งชาติที่ควรค่ากับการไปท่องเที่ยวช่วงหน้าฝน 2562 ที่เอามาแนะนำกัน ใครที่สนใจอยากไปท่องเที่ยวช่วงหน้าฝนแบบนี้ วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หรือช่วงไหนว่าง ๆ ก็สามารถแวะไปได้ ชวนครอบครัวและเพื่อนฝูงไปเที่ยวกันเยอะ ๆ แล้วออกไปเที่ยวไทยด้วยกัน และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ : ข้อมูลจาก กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

 


กินอยู่เป็น_ชวนเที่ยว-มหรสพสมโภชฯ-ยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ-ตลอด-7-คืน_web.jpg

ขอเชิญทุกท่านร่วมเที่ยวงานมหรสพสมโภช เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ร่วมชมการแสดงแสง สี เสียง สุดอลังการและตระการตา ระหว่างวันที่ 22-28 พฤษภาคมนี้

เนื่องในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ผ่านพ้นไปแล้วอย่างยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ แต่การเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสมหามงคลนี้ยังไม่จบสิ้น เพราะตามโบราณราชประเพณีระบุว่า จะต้องมีการจัดงานมหรสพสมโภชเพื่อเฉลิมฉลองด้วย

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอชวนประชาชนทุก ๆ ท่าน ไปร่วมสัมผัสกับงานมหรสพสมโภช เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ซึ่งถือเป็นงานมหรสพสมโภชครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศไทย สำหรับงานมหรสพสมโภชฯ จะมีเวทีการแสดงแบบไทยหลากหลายแขนง พร้อมด้วยกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย มีการแสดงแสง สี เสียง สุดอลังการและตระการตา รวมไปถึงเปิดตลาดวัฒนธรรมที่มีการจำหน่ายอาหารไทยและขนมไทยโบราณสุดอร่อยให้แก่ผู้มาร่วมงานได้รับประทานในราคาที่ไม่แพง

ทั้งนี้ ไฮไลท์ของการจัดงานมหรสพสมโภชฯ มีการแสดงที่น่าสนใจ อาทิ โขน ชุด “พระบารมีมิ่งฟ้ารามาวตาร” , การแสดงมหาดุริยางค์สากลรวมใจภักดิ์ ชุด “ทศมราชันขวัญหล้า” (ดนตรีสากล) , การแสดงมหาดุริยางค์ไทยแห่งรัตนโกสินทร์ (ดนตรีไทย) , การแสดงดนตรีมหกรรม “ลูกทุ่งไทยเทิดไท้องค์ราชา”, การแสดงละครเพลงในสวนฝัน “ผสานใจภักดิ์ ถวายองค์ราชัน” นำแสดงโดย สินจัย เปล่งพานิช , โป๊ป-ธนวรรธน์ วรรณธนะภูติ เบลล่า-ราณี แคมเปน และเบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ ร่วมแสดงและขับร้องเพลง การแสดงชุดนี้ควบคุมและกำกับการแสดงโดย สุประวัติ ปัทมสูต ศิลปินแห่งชาติ

และอีกไฮไลท์ของการจัดงานมหรสพสมโภชฯ ตลอด 7 วัน คือ การจัดแสดงแสง สี เสียง ม่านน้ำ ไฟประดับ ชุด “แสงแห่งพระมหากรุณาธิคุณปกหล้า” นำเสนอเรื่องราวความงดงามของเจ้าพระยา สายน้ำแห่งชีวิต และพระมหากรุณาธิคุณที่แผ่ไพศาลไปยังพสกนิกรชาวไทยทั่วประเทศให้มีความสงบสุข ร่มเย็น เป็นฉัตรแก้วของปวงประชา ผ่านเทคนิคม่านน้ำและน้ำพุความยาวกว่า 40 เมตร โดยจะจัดแสดงทั้งหมด 7 วัน ตั้งแต่เวลา 21.30-23.00 น.

 

 

สำหรับงานมหรสพสมโภชฯ จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-28 พฤษภาคมนี้ ณ ส่วนกลางจัดขึ้นที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง (ส่วนภูมิภาคเป็นไปตามพื้นที่จัดงานที่ทางจังหวัดกำหนด) ประตูจุดคัดกรองเปิดตั้งแต่เวลา 16:00 น. เป็นต้นไป โดยมีทางเข้า-ออก 2 จุด ได้แก่ ประตูฝั่งศาลฎีกา และประตูฝั่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ทั้งนี้ ขอความร่วมมือประชาชนที่เข้างานโปรดแต่งกายชุดสุภาพด้วยเสื้อหรือชุดสีเหลือง ส่วนสุภาพสตรีหากนุ่งกระโปรงต้องยาวคลุมเข่า หากใครสนใจหรือมีโอกาสอย่าลืมแวะเวียนกันไปให้ได้ ถือเป็นครั้งหนึ่งในชีวิตที่ไม่ควรพลาด และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : www.m-culture.go.th


ชวนเที่ยว-ชุมแสง-ตามรอยละครดัง-กรงกรรม_web.jpg

หากพูดถึงละครที่ได้รับความนิยมจนถึงขณะนี้ คงหนีไม่พ้นละครดังอย่าง “กรงกรรม” ที่นำเสนอเรื่องราวของตัวละครต่าง ๆ ซึ่งเกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ บรรยากาศที่ชุมแสงจากที่หลายคนได้รับชมละครกันไป จะเห็นได้ว่ามีความเป็นชุมชนริมน้ำที่เก่าแก่แต่งดงามคลาสสิก มีวิถีชีวิตของชาวตลาดที่เคยรุ่งเรืองมาก่อนในอดีต

เดิมทีชุมแสงเป็นทั้งท่าข้าวและชุมชนค้าขายที่มีผู้คนเดินทางมาจับจ่ายใช้สอยเป็นจำนวนมาก มีแม่น้ำน่านเป็นทางสัญจรหลักมาแต่อดีต อีกทั้งยังมีสถานีรถไฟสายเหนือ (สถานีชุมแสง) ที่มุ่งสู่เชียงใหม่วิ่งผ่านมาตั้งแต่ปี 2450 ที่นี่จึงเป็นชุมทางการค้าที่สำคัญในการขนถ่ายสินค้าระหว่างภาคเหนือและภาคกลาง นอกจากนี้ มีชาวจีนอพยพมาตั้งถิ่นฐานทำมาหากินค้าขายเป็นจำนวนมาก แต่ปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นอำเภอเล็ก ๆ ที่เงียบสงบ แต่ยังคงบรรยากาศแห่งความสโลวไลฟ์อยู่เช่นเดิม ขณะเดียวกัน ตึกรามบ้านช่องและวิถีชีวิตของผู้คนในชุมแสงมีลักษณะเหมือนกับในละครเลย คือ เป็นบ้านไม้ขนาดเล็ก ไม่ได้ใหญ่มาก มีลักษณะคล้ายชุมชนแห่งหนึ่ง มีผู้คนที่ส่วนใหญ่เป็นคนจังหวัดนครสวรรค์อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวจำนวนมาก

หลังจากละครดังอย่าง “กรงกรรม” ออกอากาศไปได้ไม่กี่ตอน ก็มีกระแสตอบรับจากแฟน ๆ ละครที่ดีเกินคาด จากเดิมที่พื้นที่ชุมแสงแห่งนี้เป็นเพียงแค่พื้นที่เล็ก ๆ แห่งหนึ่ง แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นที่รู้จักของใครหลาย ๆ คนอย่างมาก เริ่มมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาสัมผัสกับบรรยากาศที่ชุมแสงแห่งนี้ และสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการจะไปเที่ยวชุมแสง แต่ยังไม่รู้ว่าจะต้องไปเที่ยวที่ไหนบ้าง “กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ๆ ในพื้นที่ชุมแสง ที่ควรค่ากับการไปท่องเที่ยว ตามรอยละครดัง “กรงกรรม” จะมีที่ไหนบ้างนั้น ไปดูกันเลยดีกว่า

สถานีรถไฟชุมแสง
ขอขอบคุณ ภาพจากแฟนเพจ สถานีรถไฟชุมแสง

1. สถานีรถไฟชุมแสง

สถานีรถไฟเล็ก ๆ ในย่านชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ เป็นสถานีสุดท้ายของจังหวัดนครสวรรค์ ในเส้นทางรถไฟสายเหนือ ก่อนเข้าเขตจังหวัดพิจิตร เป็นหนึ่งในแหล่งการสัญจรทางคมนาคมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ที่คงกลิ่นไอของวิถีชีวิตในอดีต หากได้มีโอกาสรับชมละครเรื่อง “กรงกรรม” จะเห็นว่า ตัวละครหลักจะใช้รถไฟเป็นยานพาหนะสัญจรไปยังนอกเมือง

 

ตลาดเก่า 100 ปีชุมแสง
ขอขอบคุณ ภาพจากแฟนเพจ จังหวัดนครสวรรค์

2. ตลาดเก่า 100 ปีชุมแสง

หากมีโอกาสเดินทางไปยังชุมแสง อย่าลืมเดินทางไปที่ตลาดเก่า 100 ปีชุมแสงด้วย เพราะจะได้เห็นวิถีชีวิตของชาวบ้านที่ยังคงดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย แต่ยังคงแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายความเก่าแก่เอาไว้อย่างลงตัว นี่ล่ะเสน่ห์ของตลาดแห่งนี้อยู่ตรงนี้ ส่วนใครที่ชอบถ่ายรูป มาที่นี่ไม่มีผิดหวังแน่นอน เพราะเราจะได้เห็นภาพตึกรามบ้านช่องและวิถีชีวิตแสนเรียบง่ายของชาวบ้านในพื้นที่แห่งนี้

 

ศาลเจ้าพ่อ-เจ้าแม่ชุมแสง
ขอขอบคุณ ภาพจากเฟซบุ๊ก Vinai Donla

3. ศาลเจ้าพ่อ-เจ้าแม่ชุมแสง

ศาลเจ้าพ่อ-เจ้าแม่ชุมแสง ตั้งอยู่บริเวณใกล้ปากคลองจระเข้เผือกด้านใต้ ศาลเจ้าแห่งนี้สร้างขึ้นด้วยความศรัทธาของชาวจีนที่อาศัยอยู่ตลาดชุมแสง เดิมทีชาวชุมแสงเรียกศาลแห่งนี้ว่า ศาลเจ้าพ่อคลองจระเข้เผือก เนื่องจากมีเรื่องเล่าตามตำนานว่า มีขอนไม้ลอยตามลำน้ำน่าน วนเวียนทวนน้ำอยู่หน้าศาล เจ้าพ่อได้ประทับฝันให้ชาวบ้านนำขอนไม้นี้ขึ้นมาแล้วนำไปแกะสลักเป็นองค์เจ้าพ่อ และเจ้าพ่อจะประทับในไม้แกะสลักนี้ เพื่อปกป้องภัยพิบัติให้ชาวบ้านอยู่เย็นเป็นสุข ทำมาค้าขายเจริญรุ่งเรือง และปลอดภัยตลอดการเดินทาง

นอกจากนี้ เจ้าพ่อเกิดมีความรักกับเจ้าแม่เกยไชย จึงประทับทรงให้ชาวบ้านชุมแสงไปสู่ขอเจ้าแม่เกยไชยให้ได้แต่งงานกับเจ้าแม่เกยไชย โดยเจ้าพ่อได้ยกขันหมากทางเรือไปสู่ขอและแต่งงานกับเจ้าแม่เกยไชย ซึ่งหลังงานแต่ง ชาวบ้านได้อัญเชิญเจ้าแม่เกยไชยกลับมาประทับอยู่ที่ชุมแสง และได้แกะสลักไม้เป็นองค์เจ้าแม่ขึ้นมาใหม่คู่กับองค์เจ้าพ่อ ชาวบ้านจึงเปลี่ยนชื่อศาลเจ้าพ่อคลองจระเข้เผือก มาเป็น “ศาลเจ้าพ่อ-เจ้าแม่ชุมแสง” จวบจนถึงปัจจุบัน

 

สะพานหิรัญนฤมิต
ขอขอบคุณ เฟซบุ๊ก เจริญ ตันมหาพราน

4. สะพานหิรัญนฤมิต

สะพานหิรัญนฤมิต หรือสะพานแขวนแห่งอำเภอชุมแสง จ.นครสวรรค์ สร้างขึ้นในปี 2552 เพื่อให้ผู้คนจากสองฟากฝั่งแม่น้ำน่านสัญจรข้ามไป-มา ถือเป็นจุดแลนด์มาร์คสำคัญของที่นี่ ซึ่งอยู่คู่กับพื้นที่ชุมแสง สะพานแห่งนี้จะมีผู้คนสัญจรบนสะพานไป-มา รวมถึงจักรยาน และรถจักรยานยนต์ ยกเว้นรถยนต์ 4 ล้อขนาดใหญ่ไม่สามารถสัญจรบนสะพานแห่งนี้ได้ เนื่องจากสะพานดังกล่าวเป็นสะพานขนาดเล็ก

 

พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
ภาพจาก แฟนเพจ ผู้ชาย สะพายกล้อง

5. พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ตั้งอยู่บริเวณเขื่อนกั้นแม่น้ำน่านฝั่งตลาดชุมแสง ในอดีตสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชถูกยิงด้วยกระสุนปืนได้รับบาดเจ็บที่หน้าแข้ง บริเวณริมฝั่งแม่น้ำน่าน เขตอำเภอชุมแสง แห่งนี้ ชาวบ้านจึงจัดสร้างขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติในวีรกรรมอันกล้าหาญของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่ทรงกอบกู้เอกราชให้ประเทศชาติ เมื่อปี พ.ศ. 2311

 

ถนนคนเดิน ชุมแสง
ขอขอบคุณ ภาพจากเฟซบุ๊ก คุณ เหมา เสือเฒ่าชุมแสง

6. ถนนคนเดินชุมแสง

ถนนคนเดินชุมแสง ตั้งอยู่บริเวณถนนเลียบแม่น้ำน่าน ใกล้กับสะพานหิรัญนฤมิตร ทุกๆ วัน ชาวบ้านจะตั้งแผงขายของกันตั้งแต่ช่วงเวลา 16:00-20:00 น. ถนนคนเดินแห่งนี้ไม่ใหญ่โตมากนัก มีของกินของใช้ให้เดินเลือกซื้อ เลือกชิมกันได้อย่างเพลินๆ โดยเฉพาะช่วงเย็นๆ ควรค่ากับการเลือกซื้อสินค้า พร้อมๆ กับเดินชมภาพพระอาทิตย์ตกริมแม่น้ำบนสะพาน

 

วันหยุดสุดสัปดาห์แบบนี้ หากยังไม่รู้ว่าจะไปท่องเที่ยวที่ไหน “ชุมแสง” ถือเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คที่ ณ เวลานี้ใครหลาย ๆ คนก็อยากที่จะไปเที่ยว ณ ที่แห่งนี้ ยิ่งเป็นแฟน ๆ ละคร “กรงกรรม” ด้วยแล้ว ยิ่งอยากไปสัมผัสกับบรรยากาศและวิถีชีวิตของผู้คนที่นั่นมาก อยากไปดูว่าบรรยากาศที่นั่นจะสวยงามเหมือนดั่งในละครหรือไม่ หากมีโอกาสลองแวะไปเที่ยวกันได้ ไปเช้า-เย็นกลับ ก็สามารถทำได้เช่นกัน หากขับรถยนต์ไปเองหรือนั่งรถไฟจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 4-5 ชั่วโมง ก็ถึงชุมแสงแล้ว หากนั่งรถไฟ จะมีรถไฟให้บริการจากสถานีกรุงเทพฯ – ชุมแสง จำนวน 7 เที่ยว/วัน และขากลับจากสถานีชุมแสง-กรุงเทพฯ จำนวน 7 เที่ยว/วัน เช่นกัน ค่าโดยขั้นต่ำอยู่ที่เที่ยวละ 52 บาทเท่านั้นเอง (ตรวจสอบขบวนการและราคาค่าโดยสารได้ที่ : http://procurement.railway.co.th/checktime/checktime.asp ) รับรองเลยว่าคุณจะไม่ผิดหวัง เมื่อได้ไปเที่ยวตามรอยละคร “กรงกรรม” ณ ชุมแสง


กินอยู่เป็น_ชวนเที่ยว-3-วัดดังกลางกรุงรัตนโกสินทร์-เสด็จเลียบพระนครฯ_web-1.jpg

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะพาไปรู้จักกับ 3 วัดดังกลางกรุงรัตนโกสินทร์ ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราสถลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ช่วงนี้เป็นช่วงพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นช่วงเวลาที่คนไทยหลาย ๆ คนจะได้รับชมพระราชพิธีอันสำคัญยิ่งของประเทศไทยในรอบ 69 ปี หนึ่งในพิธีที่พสกนิกรจะได้มีโอกาสเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 คือ การเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราสถลมารค ระยะทาง 7 กิโลเมตร ซึ่งตลอดเส้นทางมีการปรับปรุงภูมิทัศน์ ตกแต่งดอกไม้และไฟอย่างสวยงาม พร้อมทั้งเปิดให้พสกนิกรได้มีโอกาสเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอย่างใกล้ชิด

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะพาไปรู้จักกับ 3 วัดดังกลางกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 จะเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร ตามหมายกำหนดการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2562 ประกอบด้วย วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม

 

วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร

ภาพจากเฟซบุ๊ก โรงเรียนวัดบวรนิเวศ (Wat Bowonniwet School)

1. วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร

วัดบวรราชนิเวศราชวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก เป็นวัดสำคัญอีกวัดหนึ่งในกรุงเทพฯ เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงพระผนวชได้เสด็จมาประทับที่วัดนี้ก่อน  เสด็จขึ้นครองราชย์ นอกจากนี้ ยังมีพระมหากษัตริย์อีกหลายพระองค์ทั้งรัชกาลที่ 7 และรัชกาลที่ 9 ทรงผนวชและจำพรรษาที่วัดแห่งนี้ ในปี 2521 เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระผนวช ณ วัดพระอุโบสถและทรงประทับที่พระตำหนักปั้นหยา วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร เป็นวัดที่ใช้ประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตั้งแต่รัชกาลที่ 4 จนถึงปัจจุบัน

สำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 วัดบวรนิเวศวิหาร จะเป็นสถานที่สำคัญอีกหนึ่งแห่งในการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงสักการะพระพุทธชินสีห์ และถวายราชสักการะพระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และในรัชกาลที่ 9

ภาพจากเฟซบุ๊ก : วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม Wat Rajabopit

2. วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็นพระอารามประจำรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 7 เป็นพระอารามหลวงที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเป็นวัดประจำรัชกาล เมื่อ พ.ศ. 2412 และนับเป็นพระอารามหลวงสุดท้าย ที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้างตามโบราณราชประเพณีที่มีการสร้างวัดประจำรัชกาล

วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม มีลักษณะผสมระหว่างสถาปัตยกรรมไทยกับสถาปัตยกรรมตะวันตก อำนวยการก่อสร้างโดย พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ และเจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี (หม่อมราชวงศ์ปุ้ม มาลากุล)

ครั้นเมื่อวัดสร้างเสร็จ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม หมายถึง วัดที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้าง และมีมหาสีมาอันเป็นเสาศิลาจำหลักยอดเป็นรูปเสมาธรรมจักร 8 เสา ตั้งเป็นสีมาที่กำแพง 8 ทิศ

สำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงนมัสการพระพุทธอังคีรส พระประธานในพระอุโบสถ และถวายราชสักการะพระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 และพระราชสรีรางคารสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7

 

ภาพจากเฟซบุ๊ก วัดโพธิ์ ท่าเตียน Wat Pho

3. วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร หรือ วัดโพธิ์ เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก เป็นวัดประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 แห่งราชวงศ์จักรี เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้สถาปนาวัดโพธารามวัดเก่าที่เมืองบางกอกครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นวัดหลวงข้างพระบรมมหาราชวัง และที่ใต้พระแท่นประดิษฐานพระพุทธเทวปฏิมากร พระประธานในพระอุโบสถเป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิของพระองค์ท่านไว้ด้วย

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร มีเนื้อที่ 50 ไร่ 38 ตารางวา อยู่ด้านทิศใต้ของพระบรมมหาราชวัง ทิศเหนือจดถนนท้ายวัง ทิศตะวันออกจดถนนสนามไชย ทิศใต้จดถนนเศรษฐการ ทิศตะวันตกจดถนนมหาราช มีถนนเชตุพน ขนาบด้วยกำแพงสูงสีขาวแบ่งเขตพุทธาวาสและสังฆาวาสชัดเจน

สำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงนมัสการพระพุทธเทวปฏิมากร พระประธานในพระอุโบสถ และถวายราชสักการะพระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1

 

 

วันหยุดสุดสัปดาห์ ลองหาโอกาสไปไหว้พระหรือท่องเที่ยว 3 วัดดังกล่าวได้ เพราะแต่ละสถานที่ล้วนมีประวัติศาสตร์และความเป็นมาที่น่าศึกษา และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


บางกะเจ้า.jpg

จากที่ได้ทราบความเป็นมาของ 5 วัดข้างต้นจากตอนแรกแล้ว ทีมงานได้หาข้อมูลมาแชร์ให้ทุกท่านทราบกันต่ออีก 5 วัด ซึ่งเรียกได้ว่ามีเกร็ดเชิงประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจไม่แพ้กันได้เลย

 

Credit : www.tourwatthai.com, Facebook : พระประแดงที่รัก

 

6. วัดทรงธรรมวรวิหาร พระอารามหลวงชั้นโท ชั้นวรวิหาร เป็นวัดในพุทธศาสนารามัญนิกายที่เก่าแก่คู่บ้านคู่เมือง ซึ่งถูกสร้างขึ้นเป็นวัดแรกพร้อมการสร้างเมืองนครเขื่อนขันธ์ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 โดยสมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล (กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์) โดยพระอุโบสถเป็นเครื่องไม้ฝายกกระดาน

ต่อมาในปี พ.ศ. 2360 รัชกาลที่ 2 โปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นศักดิพลเสพย์ ซึ่งเป็นแม่กองสร้างเมืองนครเขื่อนขันธ์เพิ่มเติม สร้างป้อม “ป้อมเพชรหึงษ์” ในบริเวณวัดทรงธรรม จากนั้นโปรดเกล้าให้ย้ายวัดทรงธรรมมาอยู่ในกำแพงป้อม มีกุฏิเป็น 3 คณะ

ครั้นในสมัยรัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้ พระยาดำรงราชพลขันธ์ (จุ้ย คชเสนี) ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์ จึงได้มีการรื้อกุฏิทั้ง 3 คณะ แล้วสร้างรวมเป็นหมู่เดียว พร้อมรื้อโบสถ์ สร้างใหม่ให้เป็นแบบก่ออิฐถือปูน หลังคาประดับช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ ก่อนที่รัชกาลที่ 4 จะทรงเปลี่ยนชื่อวัดทรงธรรม เป็น “วัดดำรงค์ราชธรรม” แต่ต่อมาเปลี่ยนชื่อกลับเป็น “วัดทรงธรรม” หากไม่ปรากฏว่าเมื่อใด

ภายในพระอุโบสถ ประดิษฐานพระประธาน เป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยปางมารวิชัยที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงเลือกอัญเชิญมาถวาย เมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในการถวายผ้าพระกฐิน พระอุโบสถหลังนี้ยังเคยได้ใช้เป็นสถานที่ที่ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาของข้าราชการในสมัยที่ยังเป็นจังหวัดพระประแดงด้วย

ปัจจุบันวัดทรงธรรมวรวิหาร ถือเป็นเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวมอญในพระประแดง ภายในวัดมีพระมหาธาตุรามัญเจดีย์ในรูปแบบมอญ เสาหงส์ ธงตะขาบ สัญลักษณ์แสดงตัวตนของชาวมอญ ที่ได้รับการสืบทอดทางวัฒนธรรมประเพณีมาจนถึงปัจจุบัน และเป็นศูนย์กลางการจัดงานประเพณีแห่หงส์ ธงตะขาบ ในช่วงสงกรานต์ประจำทุกปี

 

Credit : Facebook : พระประแดงที่รัก, Pantip : slow and steady

 

7. วัดไพชยนต์พลเสพย์ราชวรวิหาร พระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร แต่เดิมชาวบ้านเรียกว่า วัดปากลัด เพราะตั้งอยู่บริเวณปากคลองลัดหลวง บ้างก็เรียกว่า วัดวังหน้า หรือ วัดกรมศักดิ์ ถูกสร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ในปี พ.ศ.2362 ซึ่งทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นศักดิพลเสพ เป็นแม่กอง มาดำเนินการสร้างเมืองนครเขื่อนขันธ์ ป้อมปราการ และขุดคลองลัด ให้เสร็จลุล่วงจากที่ค้างไว้

เมื่อกรมหมื่นศักดิพลเสพ สร้างเมืองเสร็จท่านจึงได้สร้างวัดขึ้นด้วย และเรียกวัดนี้ว่า วัดกรมศักดิ์ แต่ชาวบ้านมักจะเรียกว่า วัดวังหน้า (ตามตำแหน่งของพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นศักดิพลเสพ) ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงพระราชทานนามให้วัดใหม่ว่า วัดไพชยนต์พลเสพย์ โดยคำว่า “ไพชยนต์” มีความหมายถึงบุษบกยอดปรางค์ที่อยู่ภายในพระอุโบสถ ส่วนคำว่า “พลเสพ” นำมาจากคำท้ายชื่อของกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ

ภายในวัดมีสถาปัตยกรรม ศิลปกรรมและจิตรกรรมโบราณที่ทรงคุณค่า สิ่งที่เด่นที่สุดคือบุษบกยอดปรางค์ภายในพระอุโบสถ ซึ่งบุษบกดังกล่าวเคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ (สมัยรัชกาลที่ 1)  อันเป็นงานช่างสกุลวังหน้าที่หาชมได้ยาก ก่อนที่ในสมัยรัชกาลที่ 3 กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ ได้นำบุษบกนี้มาประดิษฐานพระประธาน ณ วัดไพชยนต์พลเสพย์แทน

 

Credit : Pantip : slow and steady และ gratisod

 

8. วัดโปรดเกศเชษฐาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 แล้วเสร็จในสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ถือวัดไทย-พุทธเพียงวัดเดียวในย่านพระประแดงที่มีมาตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์

ทั้งถือเป็นวัดเดียวในพระประแดง ที่ได้มีโอกาสรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8  และ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ขณะยังทรงเป็นพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช

การก่อสร้างวัดนี้เกิดขึ้นโดย พระยาเพชรพิไชย (เกตุ) ต้นสกุล “เกตุทัต” ซึ่งเป็นบุตรของพระยาเพชรพิไชย (หง) ต้นสกุล “หงสกุล” ได้ขอสร้างวัดในฝั่งตรงข้ามกับวัดไพชยนต์พลเสพย์ ตามที่รัชกาลที่ 2 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นศักดิพลเสพ เป็นแม่กองในการสร้างเมืองนครเขื่อนขันธ์ และป้อมปราการต่างๆ โดยนำวัสดุที่เหลือจากการสร้างวัดไพชยนต์พลเสพย์ ที่กรมหมื่นศักดิพลเสพ สร้างขึ้น มาตกแต่งที่วัดโปรดเกศฯ นี้ วัดทั้งสองจึงเสมือนเป็นวัดพี่วัดน้องที่สร้างเสร็จในปีเดียวกัน

ช่วงแรกชาวบ้านยังคงเรียกว่า วัดปากคลอง จนกระทั่งภายหลังได้รับพระราชทานนามว่า “วัดโปรดเกศเชษฐาราม” และได้รับวิสุงคามสีมา (เขตที่พระเจ้าแผ่นดินพระราชทานแก่พระสงฆ์เป็นการเฉพาะเพื่อใช้สร้างอุโบสถ) ในปี พ.ศ.2368

ภายในวิหาร เป็นที่ประดิษฐานของ พระพุทธไสยาสน์ พระพุทธรูปปูนปั้นลงรักปิดทอง ความยาว 6 วา 2 ศอก ที่เก่าแก่ที่สุดในจังหวัดสมุทรปราการ ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2365 ในสมัยรัชกาลที่ 2 นับเป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะที่งดงาม ทั้งยังเป็นต้นแบบของการหล่อพระนอนวัดโพธิ์อีกด้วย

 

Credit : Pantip : slow and steady

 

9. วัดคันลัด ก่อสร้างขึ้นราว พ.ศ. 2349 สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โดยเป็นวัดที่มีความเชื่อว่าพื้นที่ตรงนี้เคยเป็นสุสานของช้างมาก่อน โดยย้อนกลับไปในช่วงที่ชาวรามัญอพยพมาจาก ปทุมธานี และนนทบุรี ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 พ.ศ.2358  ผู้นำชาวรามัญมาตั้งถิ่นฐานที่เมืองนครเขื่อนขันธ์ นามว่า “พระยานครเขื่อนขันธ์รามัญราชชาติเสนาบดีศรีสิทธิสงคราม” ( ทอมาคชเสนี )โดยเมื่อชาวรามัญแยกย้ายกันมาอยู่  ก็อยู่กันเป็นกลุ่มๆ โดยกลุ่มที่มาอยู่ที่ตำบลทรงคนอง ก็เลือกเอาวัดคันลัดที่มีอยู่เดิมแล้วเป็นวัดประจำหมู่บ้าน แล้วก็นิมนต์เอาพระชาวรามัญมาปกครองวัด เพื่อที่จะได้เอาบุตรหลานของตนบวชและศึกษาธรรมวินัยเป็นที่เลื่อมใสและเคารพสืบต่อกันมา

พระพุทธรูปประจำวัด คือหลวงพ่อหินอ่อน (มัณฑะเล) เป็นพระพุทธรูปศิลปะมอญที่มีความสวยงาม เดิมอยู่ประดิษฐานอยู่ในตู้ลายไม้สักตั้งอยู่ที่หอสวดมนต์ แต่ภายหลังมีโจรขโมยพระปรากฏขึ้นบ่อย จึงต้องยกเก็บไว้ในกุฏิเจ้าอาวาส เมื่อถึงงานปี หรือ เทศกาลสำคัญจึงจะยกมาให้ประชาชนสักการะ

 

Credit : Facebook : เที่ยววัด, Pantip : slow and steady

 

10. วัดป่าเกด เดิมชื่อ “วัดถนนเกด” ตามชื่อของตาเกด ชาวบ้านที่เป็นคนขุดถนนเข้าวัดเป็นคนแรก แต่เนื่องจากบริเวณวัดมีต้นเกดขึ้นมากมาย สมัยต่อมาจึงหันมาเรียกว่า “วัดป่าเกด” แทน โดยถูกสร้างขึ้นเมื่อครั้งฟื้นฟูพระพุทธศาสนาทั่วราชอาณาจักรในรัชกาลที่ 2 เมื่อประมาณ พ.ศ. 2360 ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ 3  สมเด็จพระสังฆราช (ด่อน) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ เสด็จฯ มาเป็นประธานสร้างอุโบสถ โดยหน้าบันเป็นรูปครุฑลวดลายวิจิตรตระการตา สันนิษฐานว่าหลังจากที่สร้างพระสมุทรเจดีย์กลางน้ำแล้วจึงได้มาสร้างอุโบสถนี้ขึ้น

ภายในอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนังอัน จากฝีมือ ” ช่างสิบหมู่ “ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นที่หาชมได้ยาก ขณะที่หน้าบันมีเครื่องไม้สักแกะสลักเป็นภาพนารายณ์ทรงครุฑ เป็นเครื่องแกะสลักลอยตัว นำมาประกอบติดประดับที่หน้าบันจึงสวยงามกว่าภาพแกะสลักบนพื้นผนังธรรมดาเป็นอย่างมาก หากน่าเสียดายที่ไม้สักแกะสลักนารายณ์ทรงครุฑของเดิมถูกขโมยไปเมื่อครั้งกรมศิลป์เข้ามาบูรณปฏิสังขรณ์อุโบสถหลายปีก่อน

สำหรับ วัดป่าเกด ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา (เขตที่พระเจ้าแผ่นดินพระราชทานแก่พระสงฆ์เป็นการเฉพาะเพื่อใช้สร้างอุโบสถ) ครั้งหลังเมื่อวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ.2509 ขณะที่กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนพระอุโบสถและพระเจดีย์ไว้เป็นโบราณสถานแห่งชาติเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ.2510  ต่อมาใน พ.ศ.2513 ได้มีการสร้างอุโบสถหลังใหม่ขึ้นแทนหลังเก่าที่ทรุดโทรม อุโบสถหลังเก่าจึงกลายเป็นวิหารไป 


ชวน-แต่งชุดไทยย้อนยุค...ท่องเที่ยวหัวหิน-ตลอดเดือนเมษายนนี้_web.jpg

ช่วงหน้าร้อนแบบนี้ ชวนนักท่องเที่ยวร่วมแต่งชุดไทยย้อนยุคและดื่มด่ำไปกับสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามของหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ในกิจกรรม “รถรางนำเที่ยวชมเมืองหัวหิน เส้นทางหัวหินรำลึก” ตลอดเดือนเมษายนนี้

หลังจากกระแสละครโทรทัศน์ชื่อดังอย่าง “บุพเพสันนิวาส” ดังทั่วบ้านทั่วเมือง จนทำให้เทรนด์สวมชุดไทย ถ่ายรูปสวย ๆ กับสถานที่ท่องเที่ยว กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก ทั้งรุ่นเด็กไปจนถึงผู้สูงอายุ ลองคิดดูว่าหากได้ถ่ายรูปแบบย้อนยุค นุ่งโจงกระเบน ห่มสไบ นุ่งผ้าถุงสวย ๆ ถ่ายรูปกับสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย ตามรอยตัวละครจากละครย้อนยุคชื่อดัง น่าจะสนุกและตื่นเต้นไม่น้อยเลย

และในช่วงหน้าร้อนแบบนี้ ใครที่สนใจแต่งชุดไทยไปท่องเที่ยว ถ่ายรูปสวย ๆ ลองไปเที่ยวที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพราะในช่วงนี้ที่หัวหินกำลังจัดกิจกรรมชวนนักท่องเที่ยวร่วมแต่งชุดไทยย้อนยุคและดื่มด่ำไปกับสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามของหัวหิน ในกิจกรรม “รถรางนำเที่ยวชมเมืองหัวหิน เส้นทางหัวหินรำลึก” ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมของการจัดงาน “สถานีรถไฟหัวหิน ความทรงจำแห่งรัก” ของทาง ททท. ประจวบคีรีขันธ์ ร่วมกับ สถานีรถไฟหัวหิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันจัดงานครั้งนี้

 

บรรยากาศภายในงาน ได้จัดสถานที่จุดถ่ายรูปและตกแต่งภายในบริเวณสถานีรถไฟหัวหินให้สวยงาม เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาหัวหินในเดือนเมษายนนี้ และมีบริการรถรางนั่งชมเมืองหัวหิน เพื่อให้นักท่องเที่ยวที่ต้องการรำลึกความหลังกับสถานีรถไฟหัวหินได้บันทึกความทรงจำ เก็บภาพบรรยากาศความสวยงาม ความประทับใจกับสถานีรถไฟหัวหิน ที่คลาสสิกที่สุดในประเทศ ก่อนจะปิดปรับปรุงและเข้าสู่ยุคของสถานีรถไฟรางคู่ที่ทันสมัย

สำหรับเส้นทางการเดินรถรางจะออกจากสถานีรถไฟหัวหิน ผ่านสวนสาธารณะโผน กิ่งเพชร วัดหัวหิน โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์บีชแอนด์วิลล่าหัวหิน ชายหาดหัวหิน ศาลเจ้าแม่ทับทิม สะพานปลา ตลาดฉัตร์ไชย ศูนย์การค้าบลูพอร์ต หัวหิน รีสอร์ท มอลล์ และวนกลับมาจุดเริ่มต้น ใช้เวลาราวประมาณ 45 นาที – 1 ชั่วโมง/รอบ

ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานและนั่งรถรางได้ฟรี ที่บริเวณด้านหน้าสถานีรถไฟหัวหิน ทุกวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ เวลา 10.00 น. 14.00 น. และ 17.00 น. ตลอดเดือนเมษายนนี้ และนักท่องเที่ยวท่านใดที่แต่งกายย้อนยุคในธีม “ปริศนา-ชายพจน์” และร่วมนั่งรถราง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจะมอบของที่ระลึกให้อีกด้วย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ททท.สำนักงานประจวบคีรีขันธ์ หมายเลขโทรศัพท์ 032-513-885, 032-513871 www.facebook.com หรือแฟนเพจ : TAT PRACHUAP

 

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : aec-tv-online2.com

 


หน้าร้อนแบบนี้…เที่ยวไหนดี.jpg

เข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเต็มรูปแบบแล้ว ใครหลายคนก็ไม่กล้าที่จะออกจากบ้านไปไหน ขอเปิดแอร์อยู่ที่บ้านน่าจะดีกว่า แต่ถ้าอยู่บ้านก็จะเกิดอาการเบื่อหน่าย ควรมองหาสถานที่ท่องเที่ยวที่สามารถคลายความร้อนได้  เพราะการได้ออกจากบ้านไปท่องเที่ยวถือได้ว่าเป็นวิธีคลายร้อนที่ดีอย่างหนึ่ง

หน้าร้อนไม่ได้มีแต่ข้อเสียเสมอไป ข้อดีก็มีเหมือนกัน เพราะหน้าร้อนท้องฟ้าจะสดใส ไร้ฝนตก สามารถไปถ่ายรูปตามสถานที่ต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ เพราะสถานที่ในเมืองไทยของเรามีสถานที่เที่ยวสวนๆ ในช่วงหน้าร้อนให้ได้ไปชลโฉมความสวยงามเยอะแยะเช่นกัน แต่ก็คงมีคำถามตามมาอีกว่า แล้วหน้าร้อนแบบนี้จะไปเที่ยวที่ไหนดี

เพื่อให้คุณสามารถใช้ชีวิตในช่วงหน้าร้อนได้อย่างมีความสุข ปราศจากความทุกข์จากความร้อนที่ละลายแผดเผาร่างกายตัวเราเอง วันนี้ “กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงได้รวบรวมสถานที่ท่องเที่ยวที่ควรค่ากับการไปเที่ยวคลายร้อน

 

1. ทะเล

“โอ้ทะเลแสนงาม ฟ้าสีครามสดใส” นี่ก็เป็นอีกหนึ่งมนต์เสน่ห์ของท้องทะเล ที่เมื่อถึงหน้าร้อนแล้ว ใครหลายๆ ก็จะต้องนึกถึงทะเลเป็นอันดับแรก เพราะเมื่อไหร่ที่ร่างกายเราได้ลงไปสัมผัสกับน้ำทะเล ก็สามารถช่วยคลายร้อนได้มาก ร่างกายสดชื่น นอกจากนี้ การได้นั่งหรือนอนอยู่ริมชายหาด ฟังเสียงลมเสียงคลื่นทะเล ทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย มีสมาธิมากขึ้น

ซึ่งในปัจจุบัน มีชายหาดให้ท่องเที่ยวหลายจุด และมีเกาะกลางทะเลที่ต้องนั่งเรือออกไป บอกได้เลยว่าสงบ สบายมากเลยทีเดียว

 

 

2. น้ำตก

น้ำตกถือได้ว่าเป็นสถานที่ที่มีธรรมชาติที่สวยงามและอุดมสมบูรณ์มากมาย รายล้อมไปด้วยต้นไม้ พืชพรรณ สีเขียวขจี ส่วนใหญ่น้ำตกจะอยู่ภายในอุทยานแห่งชาติ บรรยากาศภายในมีอากาศเย็น สดชื่น มีกลิ่นไอของต้นไม้และธรรมชาติ คุณเองก็สามารถลงเล่นน้ำในลำธารจากธรรมชาติได้ หากต้องการหนีร้อน น้ำตกก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่สามารถช่วยคลายร้อนได้ดีเลยทีเดียว

 

 

3. สวนน้ำ

จะว่าไปสวนน้ำก็ไม่ได้ถูกจำกัดเพียงแค่วัยเด็กแล้วเท่านั้น ผู้ใหญ่ก็สามารถลงเล่นน้ำในสวนน้ำได้เช่นกัน เพราะปัจจุบันมีสวนน้ำหลายแห่งที่สร้างขึ้นมาให้คนทุกเพศทุกวัยได้มาใช้บริการ นอกจากนี้ยังมีสไลด์เดอร์ที่ออกแบบขึ้นด้วยดีไซน์แปลกใหม่ เอาใจวัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ ที่ชื่นชอบอะไรที่ท้าทาย สนุกสนาน

 

 

4. ห้างสรรพสินค้า

หากไม่อยากเดินทางไปไกลถึงทะเลหรือเข้าอุทยานฯ เพื่อไปเที่ยวน้ำตก ห้างสรรพสินค้า น่าจะเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่เหมาะสำหรับสาวกขาช็อป เดินตากแอร์ในห้างสบายๆ ก็สามารถคลายร้อนได้ ขณะเดียวกัน ภายในห้างยังมีกิจกรรมให้ทำหลายอย่าง ทั้งเดินจับจ่ายซื้อของ รับประทานอาหาร ฯลฯ บอกเลยว่าไม่ต้องเดินทางไปไกล แถมยังไม่ร้อนอีกด้วย

 

 

5. ไหว้พระ/ปฏิบัติธรรม

อีกหนึ่งทางเลือกสำหรับใครชื่นชอบการท่องเที่ยวสายธรรมะ ชอบเข้าวัดเข้าวา ถ้าหากอยากหนีร้อน แต่ไม่อยากลงเล่นน้ำหรือเดินตากแอร์ในห้าง ก็สามารถเข้าวัดเข้าวาไปทำบุญตักบาตร ปฏิบัติธรรม เพื่อสร้างสมาธิ สติ และทำให้จิตใจผ่องใสได้ แต่ถ้าหากไม่อยากออกไปนอกบ้าน ก็ไหว้พระสวดมนต์อยู่ที่บ้านก็ได้ สามารถช่วยลดความเครียดจากการเผชิญสภาพอากาศที่ร้อนจัดได้ เพราะการพึ่งพาธรรมะช่วยทำให้เรามีสติ สามารถติดกิเลสรอบตัวเราได้

 

ฤดูร้อนปีนี้ พยายามไปท่องเที่ยวหรือหากิจกรรมอะไรสนุกๆ ทำน่าจะดีที่สุด จะได้ช่วยดับอารมณ์เร่าร้อนและหงุดหงิดจากสภาพอากาศที่อบอ้าวได้ แหล่งท่องเที่ยวในเมืองไทยมีมากมายต่างๆ นาๆ นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ยังไงซะ ขอให้สนุกและใช้ชีวิตในช่วงหน้าร้อนอย่างมีความสุข


kdtg0hk.jpg

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปดูเรื่องราวของบางกะเจ้า อำเภอพระประแดง ปัจจุบันเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม ในฐานะ “แหล่งฟอกปอดขนาดใหญ่ใกล้เมืองกรุง” ซึ่งมีพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่อันน่ารื่นรมย์ มีจุดเช็คอิน กิน ดื่ม ชม ช็อป พร้อมกิจกรรมสนุกมากมาย ทั้งการที่เดินทางไปมาสะดวก จึงเหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจในวันหยุดเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ บางกะเจ้า รวมถึงบริเวณพื้นที่รอบตัวอำเภอพระประแดง ยังมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ถูกสั่งสมและถ่ายทอดมาเกือบ 200 ปี โดยเฉพาะศิลปวัฒนธรรมของวัดวาอารามที่มีอยู่มากมาย แต่ละวัดสามารถถ่ายทอดร้อยเรียงความเป็นมาของประวัติศาสตร์ไทยได้เป็นอย่างดี ซึ่งเมื่อลงลึกลงไปจะเห็นได้ว่ามีความเป็นมาที่ผูกพันธ์กับแผ่นดินรัตนโกสินทร์เป็นอย่างมาก

วันนี้ทีมงานกินอยู่เป็น จึงขอรวบรวมข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์น่าสนใจของ 10 วัด รอบพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า และบริเวณรอบๆ อำเภอพระประแดง มาให้ทุกท่านได้ทราบ เผื่อเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่นิยมการเดินทางทำบุญไหว้พระทำบุญ รับรองว่าการมาไหว้พระที่นี่ นอกจากท่านจะได้ทำบุญแล้ว ยังเป็นโอกาสให้ท่านได้ศึกษาความเป็นมาน่าสนใจของประวัติศาสตร์ไทยอีกทางหนึ่งด้วย

แต่ต้องขอบอกก่อนว่า นอกจาก 10 วัดนี้แล้ว อำเภอพระประแดง และ บางกะเจ้า ก็ยังมีวัดเก่าแก่ที่สำคัญอีกมาก ซึ่งทุกท่านสามารถร่วมแชร์ หรือ ถ่ายทอดเรื่องราว มาบอกกล่าวทีมงานกันได้ แต่ตอนนี้ถ้าพร้อมแล้วไปชมกันเลย…

 

Credit : http://bangnamphueng.go.th

1. วัดบางน้ำผึ้งนอก ถูกสร้างขึ้นตามแบบสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยาตอนปลาย อายุราว 350 ปี การมาวัดแห่งนี้ นอกจากนมัสการเพื่อขอพรจากหลวงพ่อใหญ่ พระประธานศักดิ์สิทธิ์แล้ว ยังสามารถแวะชมภาพจิตรกรรมของช่างศิลป์ในยุคต้นรัตนโกสินทร์ในพระอุโบสถหลังเก่า เช่น ภาพหนุ่มสาวไทย ภาพการตั้งเครื่องบูชาแบบจีน ภาพเทวดาทวารบาล และภาพสาวมอญนุ่งผ้าแหวก ซึ่ง น. ณ ปากน้ำ หรือ อาจารย์ประยูร อุลุชาฎะ ศิลปินแห่งชาติ บรรยายไว้ในหนังสือเล่มหนึ่งของท่านว่า นี่คือภาพสาวมอญที่สวยที่สุดในสยามประเทศ

 

2. วัดบางน้ำผึ้งใน เดิมชื่อ “วัดดุสิฎาราม” ถูกสร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.2450 ก่อนได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา (เขตที่พระเจ้าแผ่นดินพระราชทานแก่พระสงฆ์เป็นการเฉพาะเพื่อใช้สร้างอุโบสถ) ใน พ.ศ.2453 ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “วัดบางน้ำผึ้งใน” ปี พ.ศ.2560

วัดแห่งนี้เป็นเสมือนศูนย์รวมจิตใจที่ชาวบางน้ำผึ้งให้ความเคารพนับถือมายาวนาน โดยผู้ที่ไปเที่ยวตลาดบางน้ำผึ้ง ซึ่งอยู่บริเวณด้านข้างวัด สามารถเข้ามาแวะไหว้ พระบรมสารีริกธาตุ เพื่อเสริมสิริมงคลได้

 

Credit : http://bangkorbuae.go.th

3. วัดบางกอบัว สันนิษฐานว่าสร้างตั้งแต่ยุคค้นแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ราวปี พ.ศ. 2247 โดยสองสามีภรรยาชาวมอญชื่อ “มะทอ” และ “ประทุม” โดยขนานนามว่า “วัดบางกะบัว” ต่อมาเพี้ยนเป็น “วัดบางกอบัว” โดยวัดแห่งนี้ สมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 11 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เคยเสด็จมาประทับแรมด้วย นอกจากนี้ยังเปิดสอนพระปริยัติธรรม มาตั้งแต่ พ.ศ.2480

 

4. วัดบางกระเจ้านอก ถูกสร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2453 ไม่ปรากฏนามผู้สร้าง เนื่องจากตั้งอยู่ที่ปากคลองบางกระเจ้า ชาวบ้านจึงนิยมเรียกว่า วัดปากคลองบางกระเจ้า อีกชื่อหนึ่งด้วย โดยวัดแห่งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยาที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของคุ้งบางกะเจ้า และภายในวัดยังมีอนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ซึ่งสร้างขึ้นโดยความร่วมแรงร่วมใจของผู้มีจิตศรัทธาให้เคารพสักการะด้วย

 

Credit : Facebook : พระประแดงที่รัก

5. วัดอาษาสงคราม เป็นพระอารามหลวงอีกหนึ่งแห่งในพระประแดง ชื่อเดิมว่า “เภี่ยงเกริงสละ” เป็นภาษารามัญ แปลว่า “วัดคลองจาก” ก่อสร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2363 โดย สมิงอาษาสงคราม แม่ทัพชาวรามัญ ของกรุงรัตนโกสินทร์ ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 2 ก่อนที่ต่อมาวัดแห่งนี้จะถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “วัดอาษาสงคราม” ตามพระราชทินนาม

 

นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต