โซเชียลมีเดีย

จะดีไหม-ถ้า-โซเชียลมีเดีย-ถูกควบคุมอย่างเข้มงวด_web.jpg

“โซเชียลมีเดีย” แพลตฟอร์มสำคัญที่มีผู้ใช้งานมากมายทั่วโลก จนกลายเป็นอีกหนึ่งในปัจจัยสำคัญของชีวิตของมนุษย์เลยก็ว่าได้ สามารถใช้งานได้ง่ายๆ ทั้งในคอมพิวเตอร์ ไอแพด และโทรศัพท์มือถือประเภทสมาร์ทโฟน เพียงแค่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต ก็สามารถเข้าถึงโซเชียลมีเดียได้อย่างเสรี แต่จะดีไหม? วันนี้กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอพาไปดูว่าหากมีการเข้าถึงเพื่อควบคุมเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมออกไป คุมเข้มการใช้โซเชียลมีเดียให้อยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม 

เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม ไลน์ ยูทูป ฯลฯ เป็นแอปพลิเคชันที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในอันดับต้น ๆ จนกลายเป็นอีกแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยม เปรียบเสมือนพื้นที่ส่วนตัวหรือช่องทางในการโพสต์เรื่องราวต่าง ๆ เพื่อให้สาธารณะได้เห็น และมีส่วนร่วมในโพสต์ของเรา ทั้งการกดไลค์ กดแชร์ แสดงความคิดเห็นต่าง ๆ เปรียบเสมือนโลกอีกใบหนึ่งที่สามารถแสดงตัวตนได้อย่างอิสระ ไร้ขอบเขต แสดงความคิดเห็นสื่อสารแบบสองทางโต้ตอบอย่างเสรีในกลุ่มคนวงกว้าง จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมหลายคนหลงไหลในโซเชียลมีเดีย

สื่อ “โซเชียลมีเดีย” ก็เปรียบเสมือนดาบสองคม ที่ก่อเกิดผลดีและผลร้ายได้ หากผู้ใช้งานใช้โซเชียลมีเดียในทางที่ไม่ถูกต้อง อาจก่อให้เกิดความเสียหายได้ โดยเฉพาะการโพสต์แสดงความคิดเห็นในมุมมองอิสระ ไร้ขอบเขต จนไปพาดพิงต่อบุคคลหรือหน่วยงานอื่น ทำให้เกิดความเสียหายขึ้น และสิ่งเหล่านั้นอาจจะเป็นดาบอีกด้านที่หวนกลับมาทำร้ายตัวเองเช่นกัน นอกจากนี้ ยังมีการโพสต์ภาพหรือวีดิโอที่นำเสนอถึงการใช้ความรุนแรง ภาพที่น่ากลัว สยดสยอง รวมไปถึงการใช้คำพูดหรือภาษาที่ไม่สุภาพ และมีการส่งต่อกันเป็นไวรัล จึงทำให้น่าเป็นห่วงว่า กลุ่มเด็กและเยาวชนที่ใช้โซเชียลมีเดียอาจจะลอกเลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมจากคอนเทนท์ที่มีการส่งต่อกันในโซเชียลมีเดีย

ล่าสุด กับเหตุการณ์กราดยิงมัสยิด 2 แห่งในนครไครสต์เชิร์ชของนิวซีแลนด์ เมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ซึ่งผู้ก่อการร้ายได้ทำการเฟซบุ๊กไลฟ์เหตุการณ์ความรุนแรงดังกล่าวและมีการแชร์ลงสู่เว็บไซต์ยูทูป จนทำให้มีผู้ใช้สังคมออนไลน์เห็นคลิปดังกล่าว มีการส่งต่อเป็นไวรัลอย่างต่อเนื่อง แม้เฟซบุ๊กและยูทูปพยายามลบคลิปวิดีโอดังกล่าวแล้วก็ตาม

จากปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้แต่ละประเทศต้องตระหนักกับเรื่องดังกล่าว พยายามหาวิธีแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อไม่ให้ประชาชนใช้โซเชียลมีเดียไปในทางที่ผิด แม้จะมีการตั้ง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ รวมถึงกำหนดโทษของผู้กระทำผิดแล้ว ก็ไม่ได้ทำให้ผู้ใช้โซเชียลมีเดียเกิดความตระหนักหรือหวาดกลัวแต่อย่างใด จนบางประเทศต้องมีการควบคุมเนื้อหาของโซเชียลมีเดีย อย่างออสเตรเลียได้ยื่นเสนอร่างกฎหมายควบคุมสื่อสังคมออนไลน์ต่อรัฐสภา เพื่อป้องกันการเผยแพร่เนื้อหาที่มีความรุนแรงต่อผู้ใช้โซเชียลมีเดีย โดยร่างกฎหมายฉบับนี้ ระบุว่า ผู้บริหารสื่อสังคมออนไลน์จะถูกลงโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี และปรับเป็นเงินร้อยละ 10 ของผลประกอบการบริษัท หากไม่สามารถควบคุมการเผยแพร่เนื้อหาและภาพความรุนแรงได้ทันเวลา

เรื่องนี้ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก เห็นด้วยว่ารัฐบาลคววรมีอำนาจในการเป็นผู้มีบทบาทสำหรับควบคุมการใช้อินเทอร์เน็ตของประชาชน เพื่อปกป้องชุมชนให้มีความปลอดภัย และปกป้องภัยอันตรายที่เกิดมากขึ้นในโลกสังคมออนไลน์ อย่างบางประเทศก็มีการบล็อคการเข้าถึงสื่ออินเทอร์เน็ตเลย อาทิ สาธารณรัฐชาด ในแถบแอฟริกากลาง ตัดขาดการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต โดยเฉพาะโซเชียลมีเดียยอดนิยมอย่าง เฟซบุ๊ก ว้อทส์แอพ และทวิตเตอร์ , ประเทศจีน บล็อคการใช้แอปพลิเคชันไลน์ รวมถึงโซเชียลมีเดียประเภทอื่น ๆ เพราะที่นั่นมีความเข้มงวดเป็นอย่างมากในการบล็อคเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาต่อต้านกลุ่มรัฐบาล ค่านิยมทางสังคม และ การกำกับดูแลเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ต เพื่อความมั่นคงของชาติ

สุดท้าย ไม่ว่าจะใช้โซเชียลมีเดียด้วยวัตถุประสงค์ใดก็ตาม ก็ควรใช้อย่างระมัดระวังและใช้อย่างมีสติ โดยเฉพาะการแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์ เรื่องต่าง ๆ แม้ว่าโซเชียลมีเดียจะเป็นพื้นที่ส่วนตัวของคุณก็ตาม แต่ก็ควรระวัง เพราะเมื่อเกิดปัญหาขึ้นมา คุณเองจะต้องเดือดร้อนเอง และกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ เพราะความเสียหายเกิดขึ้นมาแล้ว ยากต่อการเรียกกลับคืนมา อย่าลืมว่าข้อความเพียงข้อความเดียว อาจจะสร้างความสะเทือนและเดือดร้อนไปถึงคนรอบข้างและคนในสังคมได้

นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


ยาเสพติดชนิดใหม่-_Socail-media_.jpg

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวงานวิจัยที่ระบุว่า ผู้คนที่ใช้โซเชียลมีเดียมากๆ มีค่าไม่ต่างจากการติดยาเสพติด เนื่องจากมีแนวโน้มตัดสินใจทำอะไรที่เสี่ยงอันตราย ไม่สามารถเรียนรู้ความผิดพลาดของตัวเองได้ และยังคงทำสิ่งที่ผิดๆ อยู่ต่อไป

ทุกวันนี้คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามนุษย์ติดโซเชียลมีเดียมากประหนึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว จนตอนนี้โซเชียลมีเดียเข้ามามีอิทธิพลในชีวิตตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้า จนถึงก่อนนอนตอนดึก จากสถิติการใช้งานโซเชียลมีเดีย พบว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการใช้งานโซเชียลมีเดียสูงติดอันดับต้นๆ ของโลก โดยเฟซบุ๊กเป็นแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมมากที่สุด มีผู้ใช้งานกว่า 47 ล้านราย ติดอันดับ 9 ของโลก รองลงมาคืออินสตาแกรมมีผู้ใช้งาน 11 ล้านราย และทวิตเตอร์มีผู้ใช้งาน 9 ล้านราย ตามลำดับ

ปัจจัยที่ทำให้โซเชียลมีเดียได้รับความนิยมในประเทศไทยอย่างมาก มีด้วยกันหลายปัจจัย อย่างเช่น ประเทศไทยมีการสื่อสารผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และสามารถตอบโจทย์รูปแบบการใช้ชีวิตของคนไทย จนทำให้โซเชียลมีเดียกลายเป็นช่องทางการติดต่อสื่อสารที่ให้คนที่อยู่ห่างไกลกันสามารถติดต่อกันได้ทุกที่ ทุกเวลา จนทำให้ภาคธุรกิจเข้าร่วมสงครามโซเชียลมีเดียอย่างระบบ E-Commerce อีกทั้งยังปรับตัวให้สื่อโซเชียลมีเดียเป็นแพลตฟอร์มการสื่อสารการตลาดและการขาย เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นคนรุ่นใหม่มากขึ้น เนื่องจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ติดโซเชียลมีเดียเป็นอย่างมาก

เมื่อผู้คนมีโซเชียลมีเดียเป็นปัจจัยหนึ่งของการดำเนินชีวิต ในแต่ละวันต้องเลื่อนดูไทม์ไลน์เพื่อติดตามข่าวสาร ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ความบันเทิง อัพเดทชีวิตประจำวัน รวมไปถึงความเคลื่อนไหวของเพื่อนสนิทที่ใช้โซเชียลมีเดีย จนกลายเป็นว่าผู้คนใช้โซเชียลมีเดียมากจนเกินไป และสื่อช่องทางนี้ก็กลายเป็นแหล่งรวมของมิจฉาชีพอีกช่องทางหนึ่ง เนื่องจากผู้คนที่ใช้สื่อชนิดนี้ มักไม่ระมัดระวังตัวเท่าที่ควร เปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณด้วยควมรู้เท่าไม่ถึงการ

มีผลงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยรัฐมิชิแกนและมหาวิทยาลัยโมนาชในประเทศออสเตรเลีย ระบุว่า ผู้คนที่ใช้โซเชียลมีเดียมากๆ จะมีแนวโน้มที่จะตัดสินใจทำอะไรที่เสี่ยงอันตรายแบบที่พบเห็นกันในผู้ที่ติดยาเสพติด เนื่องจากผู้ที่ติดยาเสพติดมักจะมีปัญหาในเรื่องของการตัดสินใจที่ผิดพลาด บางครั้งไม่สามารถเรียนรู้ความผิดพลาดของตัวเองได้ และยังคงทำสิ่งที่ผิดๆ อยู่ต่อไป

 

ติดโซเชียลฯ มาก เสี่ยงโรคร้าย

การติดโซเชียลมีเดียมากๆ นอกจากจะส่งผลกระทบต่อปัญหาการตัดสินใจที่สุ่มเสี่ยงแล้ว ยังส่งผลทำให้เสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้อีกด้วย อาทิ

1. โรคซึมเศร้าจากเฟซบุ๊ก : การใช้เฟซบุ๊กมากเกินไปอาจจะเป็นการบั่นทอนความพึงพอใจในการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะอาการซึมเศร้าได้เมื่อเห็นโพสต์ของคนอื่นที่โพสต์สเตตัสหรืออวดรูปภาพการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เช่น ไปเที่ยว หรือการ Cyberbully เป็นต้น

2. โรคละเมอแชท : เป็นอาการติดการส่ง Message เป็นประจำ เมื่อมีสัญญาณเตือน Message เข้ามาในเวลานอน ทำให้เกิดการตอบสนองโดยอัตโนมัติ ลุกขึ้นมาทั้งๆ ที่กึ่งหลับกึ่งตื่นไปตอบ Message นั้น ซึ่งบางครั้งก็ไม่รู้ตัวว่าตัวเองเขียนอะไรไปบ้าง ทำให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ พักผ่อนไม่เพียงพอ ส่งผลต่อโรคซึมเศร้าในที่สุด

3. โรควุ้นในตาเสื่อม : การใช้เฟซบุ๊กผ่านช่องทางคอมพิวเตอร์นหรือสมาร์ทโฟนเป็นเวลานานๆ ทำให้ดวงตาของเราไม่ได้พัก ส่งผลเสียทำให้วุ้นในตาเสื่อมได้ มีอาการเห็นภาพเป็นคราบดำๆ คล้ายกับหยากไย่ มีอาการปวดตา

4. โรคสมาร์ทโฟนเฟซ : เกิดจากการใช้สายตามองหน้าจอเป็นเวลานานๆ ทำให้เกิดการเกร็งบริเวณคอเเละเพิ่มเเรงกดดันบริเวณเเก้ม อาการนี้จะเห็นได้ชัดเมื่อถ่ายภาพตัวเอง จะเห็นการหย่อยคล้อยบนใบหน้าของตัวเอง

5. โรคโนโมโฟเบีย หรือ โรคกลัวไม่มีมือถือใช้ : โรคนี้เป็นโรคจิตเวชประเภชหนึ่ง เกิดกับคนที่ติดมือถือมากๆ ว่างเมื่อไหร่ต้องหยิบสมาร์ทโฟนมาเช็คว่ามีคนเข้ามากดไลท์หรือคอมเมนท์หรือไม่ หมั่นโพสต์ข้อความ/ภาพอยู่บ่อยๆ ถือเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเรามีเปอร์เซ็นจะเป็นโรคโนโมโฟเบียได้

 

เปลี่ยนพฤติกรรมติดโซเชียลฯ

หากรู้ตัวว่าอยู่ในเกณฑ์เข้าข่ายติดโซเชียลมีเดียมากจนเกินไป แล้วอยากจะลด ละ เลิก พฤติกรรมการเสพติดโวเชียลมีเดียแบบบ้าคลั่ง ลองใช้วิธีนี้ดู

1. จำกัดเวลาใช้งานว่า ใน 1 วันจะใช้งานโซเชียลมีเดียวันละกี่ชั่วโมง ค่อยๆ ลดลงมาตามความเหมาะสม

2. หากิจกรรมหรืองานอดิเรกใหม่ๆ ทำ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของตัวเอง เช่น ไปออกกำลังกาย อ่านหนังสือ ฯลฯ อาจช่วยให้คุณเพลิดเพลินจนลืมท่องโซเชียลฯ ไปเลยก็ได้

3. อย่าจดจ่อกับโซเชียลมีเดียมากนัก ประมาณว่า หลังโพสต์ข้อความหรือรูปไปแล้ว ก็ต้องเฝ้าตลอดว่าจะมีใครมากดไลท์หรือคอมเมนท์ ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีผลอะไรกับชีวิตตัวเราเอง

 

สุดท้าย โซเชียลมีเดียเปรียบเสมือนดาบสองคมที่มีประโยชน์และมีโทษควบคู่กันไป หากรู้จักใช้อย่างถูกต้องและถูกวิธีก็จะเป็นประโยชน์ แต่หากนำไปใช้ในทางที่ผิดมันก็จะกลายเป็นโทษที่จะเดือดร้อนทั้งตัวเราเองและคนรอบข้าง จำไว้เสมอว่าโซเชียลมีเดียควรใช้งานอย่างมีสติ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของโลกไซเบอร์

 

และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


โซเชียลมีเดีย-ทำให้คนซึมเศร้า_web.jpg

งานวิจัยเผยการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต ทำให้คนเกิดภาวะความซึมเศร้า

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวจากวารสาร Journal of Social and Clinical Psychology ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2561 ได้เผยแพร่งานวิจัยของทีมนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย เกี่ยวกับการใช้สื่อสังคมออนไลน์ อย่างเฟซบุ๊ก , อินสตาแกรม และ สแนปแชต โดยศึกษาเกี่ยวกับการใช้โซเชียลมีเดียดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของมนุษย์หรือไม่ อย่างไร

การวิจัยในครั้งนี้ มีกลุ่มตัวอย่างจำนวน 143 คน ผ่านการตอบเเบบสำรวจทางอารมณ์เเละส่งภาพถ่ายหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่แสดงระยะเวลาของการใช้งานโทรศัพท์มือถือเพื่อเปิดใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ โดยการวิจัยได้แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกสามารถใช้สื่อสังคมออนไลน์ได้ตามปกติโดยไม่ต้องปรับพฤติกรรม ส่วนอีกหนึ่งกลุ่มควบคุมใช้สื่อสังคมออนไลน์ได้เพียงวันละ 10 นาทีต่อสื่อเเต่ละอย่าง การควบคุมระยะเวลาในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์นี้นานเป็นเวลา 3 สัปดาห์ติดต่อกัน และผู้เข้าร่วมการศึกษากลุ่มควบคุมได้รับการทดสอบผลการวิจัย โดยวัดดูความรู้สึกต่าง ๆ อาทิ ความกลัวว่าจะพลาดอะไรไป หรือ FOMO ความวิตกกังวล ความซึมเศร้า และความเหงา ซึ่งผลการวิจัยนี้ชี้ถึงความเกี่ยวข้องอย่างชัดเจนระหว่างการใช้สื่อสังคมออนไลน์เเละการเพิ่มขึ้นของระดับความซึมเศร้า และความเหงา

จากผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่มีการใช้สื่อโซเชียลมีเดียน้อยกว่าปกติที่เคยใช้ ทำให้ความซึมเศร้าเเละความเหงาลดลงอย่างชัดเจน ส่งผลดีต่อจิตใจจากการใช้สื่อโซเชียลมีเดียน้อยลง เห็นได้ชัดเจนมากในคนที่ซึมเศร้ามากกว่าคนอื่นตอนที่เริ่มต้นการวิจัย ทำให้เกิดคำถามว่า อะไรทำให้สื่อโซเชียลมีเดียส่งผลให้ผู้ใช้เกิดภาวะความซึมเศร้าขึ้น

ทั้งนี้ ปัจจัยหลัก 2 อย่างด้วยกัน คือ (1.) สื่อสังคมออนไลน์สร้างความรู้สึกเปรียบเทียบกับตนเองในทางลบ เช่น คนรู้สึกว่าเมื่อดูรูปภาพเเละอ่านโพสต์ของคนอื่นเเล้ว คนอื่นน่าสนใจกว่าตนเอง ทำให้ตนรู้สึกว่าไม่มีโอกาสเเบบนั้น ทำให้เกิดความน้อยใจในชีวิต และ (2.) การใช้เวลาไปโดยเสียเปล่า เพราะทุกนาทีที่ใช้ไปกับสื่อโซเชียลมีเดีย ทำให้ผู้ใช้ไม่ได้ทำงานอย่างที่ควรทำ หรือพลาดโอกาสในการไปทำกิจกรรมสังสรรค์ต่าง ๆ ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นความรู้สึกดีต่อตนเองและรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า

อย่างไรก็ตาม ในอนาคตทีมงานเตรียมเริ่มต้นการศึกษาวิจัย ที่วัดดูผลกระทบทางจิตใจจากการใช้แอพลิเคชั่นต่าง ๆ ที่ใช้ในการหาคู่อีกด้วย และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 


5-สิ่งสำคัญที่ห้ามโพสต์ลงโซเชียลฯ-เพื่อความปลอดภัย-ไม่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ_web.jpg

การใช้สื่อโซเชียลมีเดียให้ระมัดระวัง 5 สิ่งสำคัญที่ห้ามโพสต์เด็ดขาด! เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ เพราะหากพลาดเมื่อไหร่ อาจเกิดความเสียหายต่อตนเองได้โดยไม่รู้ตัว วันนี้ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอนำเคล็ดลับดีๆ มาฝาก

ในยุคที่สังคมมีเทคโนโลยีเป็นปัจจัยหนึ่งในการดำเนินชีวิต เพื่ออำนวยความสะดวกในหลาย ๆ ด้าน อินเทอร์เน็ตจึงเป็นสื่อที่นับได้ว่าตอนนี้แทบจะสำคัญกับทุก ๆ คนเลยก็ว่าได้ เมื่อมีอินเทอร์เน็ตเข้ามาบนโลกนี้ก่อให้เกิดโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินตาแกรม ฯลฯ งานนี้สาวกโซเชียลมีเดียก็ไม่พลาดที่จะใช้งานอย่างสนุกสนาน ทั้งโพสต์ ข้อความ โพสต์ภาพ วีดิโอ กดไลท์ กดแชร์ ฯลฯ เรียกได้ว่าโซเชียลมีเดียเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญของชีวิตเลยก็ว่าได้

การโพสต์ข้อความหรือรูปของแต่ละคน ในความเป็นจริงแล้วมีอันตรายแอบแฝงอยู่ เพราะเมื่อพูดถึงโทษของโซเชียลมีเดียแล้ว คือ ช่องทางการก่อเหตุอาชญากรรมของเหล่ามิจฉาชีพบนโลกออนไลน์ สุดท้ายคุณอาจจะกลายเป็นหนึ่งใน “เหยื่อ” อาชญากรรมบนโลกออนไลน์ก็เป็นไปได้

ผู้เชี่ยวชาญด้านโซเชียลมีเดีย แนะนำทุก ๆ คนถึงการใช้งานโซเชียลมีเดีย ให้ระมัดระวังการใช้งาน โดยเฉพาะการโพสต์ข้อความหรือภาพผ่านสื่ออินเทอร์เน็ต เพราะหากพลาดไป อาจะเกิดความเสียหายต่อตนเองได้โดยไม่รู้ตัว

1. บัตรประจำตัวประชาชน บัตรนักเรียน-นศ. หรือบัตรที่ทางราชการออกให้

การโพสต์ภาพบัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรที่ทางราชการออกให้ ถือเป็นเรื่องอันตรายมาก เพราะข้อมูลในบัตรประชาชน ที่มีทั้งเลขประจำตัวทั้ง 13 หลัก , ชื่อ-นามสกุล , ที่อยู่ รวมถึงรูปถ่ายบนบัตร หากโพสต์ลงไปบนสื่อออนไลน์ แล้วมิจฉาชีพมาเจอเข้า งานนี้เสร็จโจรทันที เพราะมิจฉาชีพเหล่านี้จะนำข้อมูลจากบัตรหรือภาพบัตรประชาชนไปใช้ในการทำธุรกรรมทางการเงิน และที่หนักที่สุดคือการปลอมแปลงเอกสารรูปภาพบนบัตรประชาชน ซึ่งคนที่จะเดือดร้อนก็คือตัวเจ้าองบัตรนั่นเองที่ต้องแบกรับภาระทั้งหมดแทนมิจฉาชีพ

2. ข้อมูลส่วนตัว

ข้อมูลส่วนตัว ทั้งเบอร์โทรศัพท์ ที่อยู่ วันเกิด ชื่อของสมาชิกครอบครัว และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับตนนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ควรโพสต์ในสื่อสังคมออนไลน์เด็ดขาด เพราะข้อมูลส่วนตัวดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อเหตุของเหล่ามิจฉาชีพ ในการขโมยอัตลักษณ์บุคคลไปใช้ในทางเสียหาย หรือแอบอ้างแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ

3. ตั๋วเครื่องบิน

จะว่าไปหลายคนอาจจะคิดว่าการโพสต์ภาพตั๋วเครื่องบินไม่น่าจะมีอะไรเสียหาย เพราะมันก็แค่ตั๋วเครื่องบินเท่านั้นเอง แต่จริงๆ แล้ว ตั๋วเครื่องบินหรือบอร์ดดิ้งพาสถ้าโพสต์ลงไปในโซเชียลมีเดียเมื่อไหร่ มิจฉาชีพมียิ้มแน่ๆ เพราะตั๋วเครื่องบินหรือบอร์ดดิ้งพาสมีข้อมูลที่ประกอบด้วย ชื่อ-นามสกุล , จุดออกเดินทาง-จุดหมายปลายทาง , บาร์โค้ด มิจฉาชีพสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของเรา สั่งยกเลิกเที่ยวบิน หรือที่หนักสุดคือการตัวเลขบัตรเครดิตบนตั๋วเครื่องบินสามารถนำไปสวมรอยใช้บัตรเครดิตได้ วิธีป้องกันคือ โพสต์ภาพตั๋วเครื่องบินได้ แต่ในภาพห้ามมีข้อมูลส่วนตัวของเราหลุดออกไปเด็ดขาด หรือหากเดินทางเสร็จแล้วควรทำลายตั๋วทิ้ง

4. ภาพวาบหวิว-อนาจาร

เพราะหุ่นเราดี เฟอร์เฟค เป็นใคร ๆ ก็อยากอวดให้คนอื่นได้เห็นบ้าง แต่ในทางกลับกัน ภาพวาบหวิวของของเรา ไม่ว่าจะเป็นภาพชุดว่ายน้ำ ถือเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพนำภาพของเราไปใช้ในทางที่เสียหาย เช่น ภาพโฆษณาภาพยนตร์สื่อลามก-อนาจาร เป็นต้น อาจะส่งผลเสียต่อตัวคุณ เพราะคุณอาจจะถูกโรคจิตตามมารังควาญในโซเชียลมีเดีย จนกระทั่งไปสู่การคุกคามทางเพศในที่สุด ฉะนั้น การโพสต์ภาพวาบหวิวขอให้ระมัดระวัง คำนึงถึงความเหมาะสมสักเล็กน้อย

5. บัตรเอทีเอ็ม / บัตรเครดิต / บัตรเดบิต

บัตรที่เกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางการเงินทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น บัตรเอทีเอ็ม / บัตรเครดิต / บัตรเดบิต หลายคนอาจจะโพสต์อวดเพราะคิดว่าลายบนบัตรที่มีรูปการ์ตูนสวยดี เลยอาบยากอวดให้เพื่อนๆ ในโลกออนไลน์เห็น แต่ในความเป็นจริงแล้ว การโพสต์รูปบัตรดังกล่าว หากเราไม่ได้เซ็นเซอร์หมายเลขบนบัตร ก็ทำให้มิจฉาชีพเข้าถึงข้อมูลในบัตรเหล่านั้นได้ แล้วยิ่งปัจจุบันการซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์กำลังเป็นที่นิยม สะดวก สบาย ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปที่ร้าน ฉะนั้น เหล่ามิจฉาชีพสามารถเจาะเข้าข้อมูลของบัตรเครดิต บัตรเอทีเอ็ม ในการนำไปใช้แอบซื้อสินค้าต่าง ๆ ด้วย

การโพสต์อะไรต่าง ๆ นา ๆ ในโซเชียลมีเดีย เราอย่าคำนึงถึงความสนุกสนานหรือความบันเทิงเท่านั้น ดังนั้น จะโพสต์อะไรก็ตามขอให้ใช้ความระมัดระวังมากขึ้น มิฉะนั้น คุณเองอาจจะตกเป็นเหยื่อของเหล่ามิจฉาชีพโดยไม่รู้ตัว

ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต