เศรษฐกิจ

กินอยู่เป็น_รวยจอมปลอม-ใช้ชีวิตติดหรู-แต่หนี้ท่วมหัว_web.jpg

มีใครเป็นแบบนี้กันไหม? จะใช้ชีวิตแต่ละอย่างทั้งที ต้องทำตัวให้ดูดีราวกับไฮโซอยู่เสมอ ภาพลักษณ์ภายนอกย่อมสำคัญเป็นอันดับหนึ่งอยู่แล้ว ต่อให้ต้องลงทุนจ่ายมากหรือจ่ายหนักสักเท่าไหร่ก็ยินดีจ่าย เพื่อแลกมากับภาพลักษณ์ที่ตนเองสร้างขึ้นมาเพื่อให้ใครหลาย ๆ คนมองว่า คุณคือผู้ดี ผู้ดีที่มีดีทั้งฐานะ ชื่อเสียงในสังคม ฯลฯ จนเข้าใจไปกว่า คุณคือไฮโซโก้เก๋ดี ๆ นี่เอง

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะพาไปรู้จักกับบุคคลกลุ่มหนึ่ง ที่สวมบทบาทเป็นคนลักษณะ “รวยจอมปลอม” กล่าวคือ คนกลุ่มนี้จะสร้างภาพลักษณ์ให้ตัวเองดูดีราวกับเป็นไฮโซ ร่ำรวย มีฐานะ มีชาติตระกูลที่สูงส่ง แต่ในชีวิตจริงแล้ว ฐานะของตัวเองไม่ได้เป็นคนร่ำรวย มีคฤหาสถ์หลังใหญ่ ๆ มีหนี้สินรัดตัวมากมาย มีรายรับที่ไม่เพียงพอกับรายจ่าย ทำให้ต้องใช้ชีวิตส่วนตัวแบบขัดสน แต่การจะออกงานสังคมทั้งที คนกลุ่มนี้จะพยายามปกปิดสถานะที่แท้จริงของตัวเอง เพื่อไม่ให้รู้สึกว่าตัวเองนั้นเป็น “กาในฝูงหงษ์”

เรื่องราวแบบนี้ไม่ได้มีแค่ในละครน้ำเน่าที่ออนแอร์ทางโทรทัศน์แต่อย่างเดียว ในชีวิตจริงคนแบบนี้มีอยู่จำนวนมาก ส่วนใหญ่เลียนแบบพฤติกรรมจากละครโทรทัศน์ทั้งนั้น เห็นตัวละครนี้ทำก็ทำตามเขาบ้าง จนลืมนึกไปว่าโลกแห่งความจริงไม่ได้สวยหรูเหมือนในพล็อตเรื่องละคร

แน่นอนว่า การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีอาจจะเป็นเรื่องปกติที่ใครหลาย ๆ คนเขาก็ทำกัน เพราะเวลาออกงานสังคม หัวจรดเท้าก็ต้องดูเป๊ะเวอร์อยู่แล้ว เพราะถ้าไม่เป๊ะเว่อร์ คนในงานอาจจะมองคุณด้วยสายตาแบบเหยียดหยามหรือมองด้วยความประหลาด นี่ล่ะภาพลักษณ์สำคัญอยู่เสมอ แต่บางคนก็ลืมไปว่าภาพลักษณ์ที่ดีไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องแสดงตัวเองเป็นคนรวย มีฐานะให้คนอื่นเขารับทราบหรือชื่นชมเสมอไป เพราะความจริงก็คือความจริง หากจับได้ภายหลังว่าคุณนั้น “รวยจอมปลอม” น่าอับอายยิ่งกว่า

มีกรณีศึกษาของ Lissette Calveiro หญิงสาวชาวอเมริกันวัย 26 ปี ที่ย้ายมาใช้ชีวิตอยู่ในนิวยอร์คเมื่อปี ค.ศ.2013 (พ.ศ.2556) เธอเปรียบชีวิตของตัวราวกับใช้ชีวิตอยู่ในซีรีย์ Sex and the city พยายามสร้างโลกใบใหม่ขึ้นมาบนโลกออนไลน์ โชว์ว่าตัวเองร่ำรวย มีฐานะและชาติตระกูลที่ดี ใช้เสื้อผ้ามีแบรนด์ดังและหรูหรา โพสต์ภาพตัวเองกับเสื้อผ้าที่ซื้อมาจากแบรนด์ดังลงอินสตาแกรมส่วนตัว เพื่อให้คนที่ได้เห็นต้องรู้สึกอิจฉาตาร้อน จนมีผู้ติดตามบนไอจีของเธอนับหมื่นราย ณ ตอนนั้นเธอคิดเพียงแค่ว่า ขอให้ตัวเองดูดี เพอร์เฟค ราวกับเซเลบ ให้ทุก ๆ คนที่เห็นได้รู้จักเสียก่อน ส่วนอนาคตจะเป็นอย่างไรนั้นค่อยว่ากันอีกที ด้วยความคิดเช่นนี้ Lissette Calveiro ก็ใช้เงินไปกับการช็อปปิ้งและท่องเที่ยวอย่างสนุกสนาน จนกระทั่งชีวิตถึงจุดพลิกผันขึ้นมาทัน เนื่องจากเธอกลายเป็นหนี้ก้อนโตประมาณ 10,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 313,000 บาทไทย)

เมื่อเธอต้องเผชิญกับปัญหาใหญ่หลวงนี้ เธอจึงตัดสินใจเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นคนใหม่ เริ่มใช้จ่ายเงินอย่างประหยัดมากขึ้น จากเดิมที่เคยใช้ชีวิตแบเซเลบ ใช้จ่ายเงินอย่างสุรุ่ยสุร่าย เพื่อให้ได้มาซึ่งภาพลักษณ์และการมีหน้ามีตาในสังคม โดยเริ่มจากย้ายไปใช้ชีวิตในห้องพัก หารค่าห้องร่วมกับรูมเมทจากราคา 700 ดอลลาร์/เดือน (ประมาณ 21,000 บาทไทย) และก็เริ่มทำอาหารรับประทานเอง หลีกเลี่ยงการซื้ออาหารแพงหรือร้านภัตตาคารหรู ใช้งบค่าอาหารเพียงอาทิตย์ละ 35 ดอลลาร์ (ประมาณ 1,000 บาทไทย)

ส่วนเสื้อผ้านั้นเธอใช้บริการจากร้านเช่าชุด ที่ให้เช่าชุดหรู กระเป๋า และเครื่องประดับแบรนด์เนม โดยเสียค่าสมาชิกเดือนละ 130 ดอลลาร์ (ประมาณ 4,000 บาทไทย) จนทำให้เธอกลับมาใช้ชีวิตหรูหราได้บนโลกโซเชียลฯ อีกครั้ง จากความตั้งใจประหยัด มธยัสถ์นั้นเอง เธอสามารถเคลียร์หนี้ก้อนโตจนหมด โดยใช้เวลาภายในเพียง 14 เดือนเท่านั้น

ฉะนั้น คุณลองถามตัวเองดูว่า คุณเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่เลือกสร้างภาพลักษณ์แบบเซเลบ “รวยจอมปลอม” แบบนั้นหรือไม่? จงทำความเข้าใจเสียใหม่ว่า การสร้างภาพลักษณ์ของตัวเองให้ดูดี มีความเป็นเซเลบ และมีจุดยืนในสังคมแบบสง่า ไม่ได้อยู่ที่ว่าตัวคุณมีฐานะร่ำรวย มีชาติตระกูลดี แต่อยู่ที่จิตใจที่ดี และพฤติกรรมที่ดีของเรามากกว่า อย่าไปยึดติดกับภาพของเหล่าไฮโซหรือเหล่าคุณนายใส่ตุ้มหูเพชร 7 กะรัตราคาแพง ๆ เสียทั้งหมด จงอยู่ในสถานะระดับปานกลาง ไม่อวดร่ำอวดรวย ไม่สร้างภาพให้ตัวเองเป็นไฮโซมีเงินมากมาย มีรถสปอร์ทหรู ๆ ขับเข้ามาในงาน รู้สถานะของตัวเองว่าเราเป็นใคร มาจากไหน ไม่ลืมตัวเอง แค่นี้ชีวิตของคุณเองก็จะหรูหราขึ้นมาทั้งภายในจิตใจและภายนอกขึ้นมาทันที อย่าลืมว่า ยุคสมัยเปลี่ยนไป ผู้คนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ยึดติดอยู่กับการเลือกคบคนมีฐานะเงินทองร่ำรวย มีชาติตระกูลที่ดีกันแล้ว สมัยนี้เขาวัดกันที่พฤติกรรม ทัศนคติ จิตใจของเรามากกว่า และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


ขนหน้าแข้งไม่ร่วง-จ่ายเท่าไหร่ก็ไม่เกลี้ยง.jpg

เชื่อว่าใครหลายๆ คนมีความใฝ่ฝันว่าอยากจะมีเงินมากมายมหาศาล ไว้สำหรับซื้อในสิ่งที่ปรารถนา เพื่อบรรดาลความสุขให้ตนเอง แต่ในชีวิตจริง บางคนไม่ได้ร่ำรวย มีฐานะ มีเงินมากมายขนาดนั้น ขณะที่บางคนค่อนข้างมีฐานะ มีรายรับมากกว่ารายจ่าย คงจะไม่ต้องเครียดกับเรื่องของการใช้จ่ายมากนัก แต่ก็ไม่ควรชะล่าใจ เพราะสุดท้ายคุณก็อาจจะหมดตัวและล้มละลายจากการใช้เงินฟุ่มเฟือยในที่สุด วันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตนำวิธีการใช้จ่ายแบบมหาเศรษฐีมาแนะนำ เพื่อให้ทุกคนได้นำไปปรับใช้กัน

การใช้เงินเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นคนรวยหรือจนก็ตาม เราลองมาดูแนวคิดของมหาเศรษฐีชื่อดัง Mark Cuban ที่ผ่านประสบการณ์ต่างๆ มาอย่างมากมาย จนกลายเป็นมหาเศรษฐีที่คนในแวดวงรู้จักกันเป็นอย่างดี

Mark Cuban ในวัย 60 ปี เป็นมหาเศรษฐีชื่อดัง ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากจากการการสวมบทบาทเป็นเจ้าของทีมบาสเก็ตบอลชื่อดัง ชีวิตของ Mark Cuban กว่าจะประสบความสำเร็จจนถึงทุกวันนี้ ต้องพบเจอกับอะไรมามาก ต้องผ่านร้อนผ่านหนาวมาจากยุคฟองสบู่ไอทีแตก

ก่อนหน้านี้ Mark Cuban เคยเปิดบริษัทจำหน่ายซอฟต์แวร์เป็นของตัวเอง มีลูกค้าต่างๆ มากมาย หนึ่งในนั้นคือลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของบริษัท ได้แก่ Perot Systems ก่อนจะตัดสินใจขายบริษัทดังกล่าวเมื่อปี พ.ศ.2533

ชีวิตของ Mark Cuban มาถึงจุดเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อปี พ.ศ.2543 Mark Cuban ตัดสินใจทุ่มเงินจำนวน 285 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 8.55 พันล้านบาท) เข้าถือหุ้นใหญ่ทีมบาสเก็ตบอล ดัลลัส แมฟเวอริคส์ กระทั่งทีมบาสเก็ตบอลฯ ผงาดเป็นแชมป์ NBA สมัยแรก นับตั้งแต่ก่อตั้งทีมมา 31 ปี ในที่สุด เขาก็ประสบความสำเร็จ ชื่อเสียงของทีมบาสเก็ตบอลฯ เป็นที่พูดถึงและรู้จักอย่างมากในแวดวงธุรกิจและกีฬา

นิตยสารฟอร์บส เคยจัดอันดับให้ Mark Cuban เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก อันดับที่ 459 มีทรัพย์สินมูลค่า 2.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือคิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 7.5 หมื่นล้านบาท) ด้วยประสบการณ์การทำงานมากมาย Mark Cuban จึงมักมีคำแนะนำดีๆ ให้แก่คนรุ่นหลังมากมาย ไม่เว้นแม้กระทั่งเรื่องของการจับจ่ายใช้สอยเงิน ที่เจ้าตัวมีวิธีการใช้เงินที่ถูกต้อง จนเป็นบิลเลียนแนร์อย่างทุกวันนี้

วันนี้ได้รวบรวมแนวคิดและวิธีการใช้เงินแบบเศรษฐี ตามแบบฉบับของ Mark Cuban ที่มีการวางแผนใช้เงินเป็นอย่างดี คิดหน้า คิดหลังอยู่เสมอ จนกลายเป็นเศรษฐีจนถึงทุกวันนี้ มาฝากกัน

 

เลิกใช้ “บัตรเครดิต-บัตรกดเงินสด”

Mark Cuban บอกว่า “เมื่อไหร่ที่ใช้บัตรเหล่านี้ คุณจะไม่มีทางรวย” ทั้งนี้ เพราะ Mark Cuban เคยได้รับบทเรียนอันแสนโหดจากการใช้บัตรเครดิตมาแล้ว ซึ่งการใช้บัตรเครดิตจะไม่มีปัญหา ถ้าคุณจ่ายตรงเวลา นอกจากนี้ การเป็นหนี้ มันมากกว่าเงินที่คุณจะหาได้ด้วยซ้ำ เพราะดอกเบี้ยบัตรเครดิตคือเงินกู้ที่มีอัตราแพงที่สุดเท่าที่คุณเคยเจอในชีวิต

 

ฉลาดใช้เงิน

Mark Cuban บอกว่า “เวลาจะใช้เงินซื้ออะไร คุณต้องคิดให้มากเข้าไว้ แล้วคุณจะพบว่าผลตอบแทนที่มีอัตราสูงสุดที่คุณจะได้ มาจากการใช้จ่ายส่วนตัวของคุณเอง” ฉะนั้น การใช้เงินอย่างประหยัด เก็บออมให้มากที่สุดน่าจะเป็นเรื่องที่ดีที่คนส่วนใหญ่ควรจะทำ อย่างเช่น หากเจอสินค้าลดราคา 50% หรือ 1 แถม 1 ก็พร้อมจะซื้อมาให้พอใช้ล่วงหน้า หรือเลือกซื้อน้ำเปล่ารับประทานแทนเครื่องดื่มราคาแพงๆ เท่านี้คุณก็ได้ผลตอบแทนจากเงินที่ใช้ไปกลับมาแล้ว

 

ใช้เงินทำงาน

Mark Cuban บอกว่า “เมื่อไหร่ที่คุณมีเงินก้อนเท่ากับเงินเดือนหกเดือนแล้ว สิ่งที่คุณควรทำคือเริ่มต้นลงทุนผ่านกองทุนทุกเดือน” หากคุณพบว่าตัวเองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมฟุ่มเฟือย และสามารถเก็บเงินได้จำนวนหนึ่งพอสมควรแล้ว สิ่งต่อไปที่ต้องทำก็คือ “ใช้เงินก้อนดังกล่าวในการลงทุน” สำหรับการใช้เงินในการทำธุรกิจนั้น Mark Cuban แนะนำว่า ควรหาคำตอบให้ได้ว่าบริษัทของคุณทำเงินอย่างไร และจะทำอย่างไรถึงจะขายสินค้าและบริการได้ จากนั้นหาคุณสมบัติหลักขององค์กรให้เจอ และยอมจ่ายแพงให้กับพนักงานที่คุณสมบัติตรงกัน นอกจากนี้ ในส่วนการบริหารให้องค์กรมีโครงสร้างซับซ้อนน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะเมื่อไหร่ที่มีพนักงานระดับผู้จัดการมากเกินไป ก็มักจะนำมาสู่การเมืองภายในบริษัทและเกิดปัญหาขึ้นในภายหลัง

 

สำหรับใครที่ยังใช้จ่ายแบบสุรุ่ยสุร่าย ใช้จ่ายแบบไม่ทันคิดก่อนจ่าย หรือยังไม่มีเป้าหมายในการใช้จ่ายเงิน ลองใช้ 3 วิธีข้างต้นของ Mark Cuban ดูสักครั้ง ค่อยๆ ฝึก ค่อยๆ เรียนรู้ และเมื่อเราใช้จ่ายเงินได้เป็นแล้ว เราจะรู้เลยว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ต้องจับจ่ายใช้สอยนั้นมีค่าเสมอ และคุณจะเป็นผู้ที่ได้ชื่อว่า “เป็นเศรษฐีที่ใช้เงินเป็น”

นี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


ซื้อ-“ทอง”-อย่างไรให้รวย.jpg

คนส่วนใหญ่นิยมซื้อทองคำสำหรับการลงทุน เพื่อหวังผลตอบแทนกลับคืนมา วันนี้ กินอยู่เป็น พามาดูเทคนิคการซื้อทองคำว่าซื้ออย่างไรให้ได้กำไรกลับคืนมา

“ทองคำ” หนึ่งในสินทรัพย์ที่มีคุณค่า มีราคา แสดงออกถึงความมั่งคั่ง มั่นคง มีความแวววาวอยู่เสมอ ทองคำได้รับความนิยมอย่างมากในวงการเครื่องประดับทองคำ เพราะเป็นโลหะมีค่าชนิดเดียวที่มีคุณสมบัติพื้นฐานที่ทำให้ทองคำโดดเด่น อันดันได้ ความงดงามมันวาว ความคงทน  หายาก และ นำกลับไปใช้ได้

จะว่าไป ทองคำไม่ใช่เป็นเพียงแค่เครื่องประดับเท่านั้น แต่คนส่วนใหญ่ยังเลือกซื้อทองคำเพื่อการลงทุนอีกด้วย ถึงแม้ว่าในรอบ 12 ปีที่ผ่านมา กางลงทุนด้วยการซื้อทองคำจะให้ผลตอบแทนเป็นบวกมาตลอด แต่ในความเป็นจริงก็มีความเสี่ยงสูงอยู่เหมือนกัน เพราะหากลงทุนผิดวิธีก็อาจทำให้เราขาดทุนได้

ข้อมูจาก K-expert ได้รวบรวม 3 เทคนิคการซื้อทองคำให้รวย ให้ได้กำไรกลับคืนมาฝากกัน

1. เลือกลงทุนทองคำให้เหมาะกับตัวเอง

การลงทุนทองคำมีหลายรูปแบบให้เลือกลงทุน ไม่ว่าจะเป็น ทองรูปพรรณ ทองแท่ง กองทุนทองคำ และ Gold Futures เป็นต้น

ทองรูปพรรณ : เหมาะกับการถือครองเป็นเครื่องประดับมากกว่าเพื่อการลงทุน เพราะเวลาขายมีการคิดค่ากำเหน็จ ซึ่งทำให้เราขาดทุนกำไร

ทองแท่ง : เหมาะกับการลงทุนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

กองทุนทองคำ : เหมาะกับการลงทุนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ซื้อง่ายขายสะดวกผ่านอินเตอร์เนทหรือตัวแทนบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน มีความปลอดภัยในการเก็บรักษา และมีโอกาสรับเงินปันผล

Gold Futures : เหมาะกับการลงทุนระยะสั้น สามารถทำกำไรได้ทั้งในช่วงราคาทองคำขึ้นและลง มีความเสี่ยงสูง เพราะเป็นการลงทุนในอนุพันธ์ที่ราคาจะเปลี่ยนแปลงตามราคาทองคำ แต่จะเปลี่ยนแปลงในสัดส่วนที่มากกว่า

 

2. ตั้งเป้าหมายการลงทุน

หากมีเป้าหมายการลงทุนในระยะสั้น สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการติดตามราคาทองคำในแต่ละวัน หมั่นส่องแนวโน้มในแต่ละวันว่าวันนี้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นหรือลง

แนวโน้มราคาขึ้น : ถือครองต่อเพื่อหาจังหวะทำกำไรเพิ่ม

แนวโน้มราคาลง : หากราคาลงจนหลุดแนวรับสำคัญทางเทคนิค ควรตัดใจขายทองคำ ตัวเราอาจต้องยอมขาดทุนไปก่อน เพราะหากฝืนถือต่ออาจจะขาดทุนมากกว่าเดิม แล้วค่อยรอจังหวะซื้อลงทุนรอบใหม่

สำหรับผู้ที่ตั้งเป้าลงทุนระยะยาว การซื้อทองคำอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกเดือน ถือเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยเฉลี่ยต้นทุนเพื่อลดความเสี่ยงได้ และควรติดตามข่าวสารทางเศรษฐกิจเป็นระยะ

 

3. กำหนดสัดส่วนลงทุนในทองคำ

เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ราคาผันผวนสูง ดังนั้นจึงควรแบ่งเงินมาลงทุนในสัดส่วนที่ไม่เกิน 15% ของเงินลงทุน เพื่อให้พอร์ตการลงทุนไม่เสี่ยงสูงจนเกินไป ที่สำคัญควรติดตามข่าวสารแวดวงเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด มีสติ และตั้งมั่นอยู่ในเป้าหมายของตนเองอยู่เสมอ

 

4. หาจังหวะทำกำไรให้ได้

เมื่อซื้อทองคำเก็วไว้ได้ระยะหนึ่งแล้ว การหาจังหวะขายทองคำออกเพื่อทำกำไร จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการดูแนวโน้มตลาดและราคาทองคำที่เพิ่มขึ้น โดยยึดหลักที่ว่า ให้ขายทำกำไรเมื่อทองคำมีราคาพุ่งสูงเกินกว่าปกติในตลาดราวๆ 2-5% จากนั้น รอจังหวะซื้อทองคำกลับมาเมื่อราคาถึงจุดต่ำสุดในรอบนั้นๆ

 

การลงทุนโดยการซื้อทองคำ สามารถทำได้ไม่ยากอย่างที่คิด ขอเพียงแค่ต้องมีการศึกษาข้อมูลและธรรมชาติของทองคำอย่างละเอียด ที่สำคัญอย่าลืมสำรวจเงินในกระเป๋าของคุณด้วย อย่าลืมว่า “การลงทุนทุกชนิดย่อมมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน”

นี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


อยู่อย่างไรให้เป็นสุข-ในยุค-“ค่าครองชีพพุ่ง-แต่…รายได้นิ่ง”.jpg

“ค่าครองชีพพุ่ง รายได้นิ่ง” อีกหนึ่งปัญหาที่คนไทยกำลังเผชิญอยู่ เนื่องจากเป็นช่วงของข้าวยากหมากแพง ส่งผลทำให้หลายคนถึงกับเครียด เพราะค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต ไม่เพียงพอกับรายรับที่ได้มา วันนี้ กินอยู่เป็น พามารู้จักกับการใช้ชีวิตแบบ 360 องศา เพื่อให้ดำเนินชีวิตในสังคมปัจจุปันได้อยากมีความสุข

เคยมีผลสำรวจของสวนดุสิตโพล สำรวจความคิดเห็นของคนไทยว่า มีความวิตกกังวลเรื่องอะไรมากที่สุด คำตอบก็อย่างที่รู้กัน “กังวลเรื่องปากท้องและเศรษฐกิจ” มากที่สุด มากถึงร้อยละ 78.32 นอกจากนี้ จากผลสำรวจฐานข้อมูลเกี่ยวกับสภาพการอยู่อาศัยในประเทศต่างๆ ทั่วโลกล่าสุด ระบุว่า ไทยอยู่อันดับ 3 ในอาเซียนที่มีค่าครองชีพสูง เป็นรองประเทศสิงคโปร์และกัมพูชา แต่เมื่อเทียบกับรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนแล้ว กลับสวนทางกับราคาสินค้า ค่าเดินทาง หรือค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ…หรือนี่อาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า คุณภาพชีวิตของคนไทยกำลังลดลง

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนไทยส่วนใหญ่อยู่ใน “ภาวะเครียด” ถึงแม้ว่าจะมีนโยบายค่าแรงขั้นต่ำและนักศึกษาจบใหม่เงินเดือนเริ่มต้น 15,000 บาท แต่รายรับที่ได้ก็ยังไม่เพียงพอ ยิ่งถ้าอยู่ในเมืองกรุง บอกเลยว่า ถ้าบริหารจัดการเงินไม่ดี ยังไงก็ไม่พอ หากในอนาคตภาครัฐมีการประกาศปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอีก ปัญหาจะตกไปที่นายจ้างที่ต้องแบกรับภาระต้นทุนรายจ่ายเพิ่มขึ้นอีก อาจส่งผลให้สัดส่วนการจ้างงานของธุรกิจขนาดกลางและเล็ก และจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม เสี่ยงเกิดภาวะเงินเฟ้อ และทำให้ราคาสินค้าของไทยปรับสูงขึ้นไปอีกก็เป็นไปได้

 

 

คนไทยจะรับมือกับวิกฤตนี้อย่างไร? วันนี้ “กินอยู่เป็น” จะมาช่วยแนะนำวิธีดีๆ ให้ ไปดูกัน…

– หางานพาร์ทไทม์ : อย่างเช่นรับจ้างถ่ายรูปรับปริญญา งานแต่งงาน งานบวช ฯลฯ , ขายของออนไลน์ เพื่อหารายได้พิเศษมาสมทบ

– ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น : พยายามตัดหรือลดรายจ่ายที่คิดว่าฟุ่มเฟือยออกไป อาทิ เงินสำหรับช็อปปิ้ง , ท่องเที่ยว เป็นต้น

– หิ้วกล่องข้าวไปกินที่ทำงาน : อาหารตามสั่งที่จำหน่ายอยู่ทั่วไปราคาก็สตาร์ทอยู่ที่ 30 บาทขึ้นไป บางร้านก็ 50 บาทขึ้น ฉะนั้น หากใครมีบ้าน มีคนทำกับข้าวให้อยู่แล้ว ลองห่อข้าวและอาหารจากบ้านไปรับประทานที่ทำงาน ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้เยอะเลยทีเดียว

– บ้านใกล้ ใช้จักรยานหรือเดิน : บางคนที่ทำงานอยู่ใกล้บ้าน แต่ยังนั่งรถเมล์ รถแท็กซี่ รถจักรยานยนต์รับจ้าง ในการเดินทางไป-กลับ อยู่เสมอ ลองเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ สำรวจดูว่าที่ทำงานกับบ้านพักมีระยะห่างมากน้อยแค่ไหน ถ้าห่างกันไม่มาก แบบว่าเดินทางไปถึงภายใน 15-30 นาที ก็ลองเปลี่ยนมาเป็นขี่จักรยานหรือเดิน นอกจากจะประหยัดแล้ว ยังเป็นการออกกำลังกายไปในตัว

ต้องบอกเลยว่าไม่ใช่เป็นเพียงแค่ประเทศไทยเท่านั้นที่ใช้วิธีดังกล่าว ในการช่วยลดค่าใช้จ่าย ต่างประเทศอย่างเช่นประเทศญี่ปุ่นก็นิยมการหิ้วปิ่นโตหรือกล่องข้าวไปรับประทานอาหารมื้อกลางวัน โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อข้าวให้สิ้นเปลือง นอกจากนี้ ยังมีที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ที่มีการส่งเสริมการขี่จักรยาน เพื่อเป็นการประหยัดพลังงาน และถือเป็นการออกกำลังกาย

สุดท้ายแล้ว แม้ว่าประเทศไทยจะมีค่าครองชีพที่สูง แต่ในสายตาของนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมองว่าค่าครองชีพของไทยถูกและน่าอยู่มาก จึงไม่แปลกที่เศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวของไทยจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ  ฉะนั้น การแก้ปัญหารายได้สวนทางกับค่าครองชีพคงต้องกลับมาพิจารณากันใหม่ว่า หากไม่สามารถลดภาระที่มีมากเกินไปได้ อาจต้องหาหนทางเพิ่มรายได้ หรือพยายามปรับให้ค่าแรงสมดุลกับค่าครองชีพมากที่สุด เพื่อที่เราจะได้สามารถใช้ชีวิตต่อไปอย่างมีความสุข…นี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


ส่อง-6-ปัจจัยท้าทายเศรษฐกิจไทยในปีหมู-“รอด”-หรือ-“ร่วง”.jpg

ต้องบอกว่าเศรษฐกิจไทยช่วงนี้อยู่ในภาวะที่ต้องเฝ้าระวังอย่างน่าเป็นห่วง โดยทางธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมิน 6 ปัจจัยเสี่ยงกระทบเศรษฐกิจไทยในปี 2562 ช่วงปลายวัฏจักรขาขึ้น ปรับลดคาดการณ์ GDP 2562 เหลือ 3.8% เชื่อดอกเบี้ยขึ้นอีก 1 ครั้งปีนี้ วันนี้ กินอยู่เป็น พามาส่องเศรษฐกิจกันว่าปีหมูนี้ จะหมู่หรือจ่า!

เข้าสู่ปี 2562 ต้องบอกว่าเศรษฐกิจไทยยังคงเป็นที่ต้องจับตาเฝ้าระวังอย่างน่าเป็นห่วง ด้วยปัจจัยต่าง ๆ นา ๆ ที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมานั้น ทำให้ประเทศไทยอยู่ในช่วงภาวะวิกฤต และในปี 2562 ปีหมูปีนี้ เศรษฐกิจไทยจะขับเคลื่อนไปในทิศทางไหน เรื่องนี้ ดร.ยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ประเมินอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยปี 2562 ลดลงเหลือ 3.8% จากก่อนหน้านี้ที่ประเมินไว้ที่ 4% และเป็นการเติบโตที่ชะลอลงจากปี 2561 ที่ประมาณ 4.2% เนื่องจากการค้าโลกที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าชัดเจนขึ้น และการท่องเที่ยวไทยชะลอตัว

โดย ดร. ยรรยง กล่าวว่า “เศรษฐกิจไทยผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และตอนนี้ถือว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ช่วงปลายของวัฏจักรเศรษฐกิจขาขึ้น (late expansion cycle) แต่ยังถือว่าเติบโตดีกว่า 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเติบโตเฉลี่ย 2.8% ขณะที่วัฏจักรการเงิน (financial cycle) ของไทยผ่านจุดสูงสุดไปแล้วเช่นกัน ทำให้ภาวะการเงินจะทยอยตึงตัวขึ้น”

 

ทั้งนี้ EIC ประเมินว่า การส่งออกไทยปี 2562 จะเติบโตเพียง 3.4% จากที่เติบโต 7% เมื่อปี 2561 ซึ่งนอกจากจะเป็นผลจากสงคราม

การค้าแล้ว ส่วนหนึ่งยังเป็นผลจากราคาน้ำมันที่ปรับลดลงจากปี 2561 ทำให้สินค้าบางประเภทที่อิงกับราคาน้ำมัน เช่น สินค้ากลุ่มเคมีภัณฑ์ ปรับลดลงด้วย

สำหรับการท่องเที่ยว ดร.ยรรยง เปิดเผยว่า แม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะกลับมาเติบโต 4.5% ในเดือน พ.ย.2561 แต่นักท่องเที่ยวจีน ซึ่งมีสัดส่วน 28% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดยังติดลบ 14.16% แต่เชื่อว่า นักท่องเที่ยวจีนจะทยอยเพิ่มขึ้นและกลับมาเป็นบวกในช่วงไตรมาสที่ 2 ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวรวมในปี 2561 อยู่ที่ 40.2 ล้านคน เติบโตขึ้น 5.7% จากปี 2561 ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนยังคงเติบโต แต่ยังกระจุกตัว โดยรายได้ภาคเกษตรคาดว่าจะทรงตัว แต่มีความเสี่ยงปรากฏการณ์ EI Nino ที่อาจทำให้เกิดภัยแล้ง และปริมาณผลผลิตลดลง รวมทั้งหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง

ดร.ยรรยง กล่าวว่า “การลงทุนในประเทศ จะเป็นพระเอกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตต่อไปได้ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการใช้กำลังการผลิตในหลายอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มดีขึ้น การลงทุนต่อเนื่องในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ และการย้ายฐานการผลิตมายังไทยของธุรกิจต่างชาติที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า”

 

พร้อมกันนี้ ดร.ยรรยง ระบุว่า ในปี 2562 เศรษฐกิจไทยจะมีความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากปัจจัยภายนอกและในประเทศ โดยเป็น 3 ปัจจัยท้าทายจากปัจจัยภายนอก และ 3 ปัจจัยท้าทายภายในประเทศ ได้แก่

3 ปัจจัยท้าทายจากปัจจัยภายนอก

1. สงครามการค้า : ที่อาจทวีความรุนแรงขึ้นได้อีก โดยเฉพาะการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่อาจยืดเยื้อและมีความไม่แน่นอนสูง และอาจส่งผลลบต่อการขยายตัวเศรษฐกิจโลกได้มากกว่าที่คาด

2. ภาวะการเงินที่ตึงตัวขึ้น : ซึ่งจะทำให้ต้นทุนทางการเงินของประเทศต่าง ๆ ทยอยสูงขึ้น ขณะที่เงินทุนเคลื่อนย้ายสุทธิที่เข้ามาในตลาดเกิดใหม่มีแนวโน้มลดลงและผันผวนมากขึ้น

3. ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนทางการเมืองในภูมิภาคสำคัญ : เช่น Brexit สถานการณ์ในอิตาลี และการคว่ำบาตรอิหร่านของสหรัฐฯ

3 ปัจจัยท้าทายภายในประเทศ

1. แนวโน้มการใช้จ่ายที่กระจุกตัว : จากภาระหนี้สินครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงและรายได้ของครัวเรือนส่วนใหญ่ที่ฟื้นตัวช้า ซึ่งส่วนหนึ่งสะท้อนปัญหาในการปรับตัวของแรงงานและธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น

2. ภาวะการเงินในประเทศที่มีแนวโน้มตึงตัวขึ้น : ทั้งจากต้นทุนการเงินที่สูงขึ้น และจากมาตรการ macroprudential ที่เข้ามากำกับดูแลการก่อหนี้ของภาคครัวเรือนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

3. ความไม่แน่นอนของกระบวนการและผลของการเลือกตั้ง : ที่จะมีนัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นของทั้งผู้บริโภคและนักลงทุน ตลอดจนการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจของประเทศในระยะข้างหน้า

ทั้งนี้ ดร.ยรรยง คาดการณ์ว่า “ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นอีก 1 ครั้งในปีนี้แบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะฉะนั้นอย่างเร็วที่สุด คือ ไตรมาส 2 แต่จะมีความเป็นไปได้ที่จะปรับขึ้นในครึ่งปีหลังมากกว่าครึ่งปีแรก เพราะยังไม่มีเงื่อนไขที่จะทำให้ปรับขึ้นดอกเบี้ยได้เร็ว นอกจากนี้ ยังประเมินว่า ธปท. อาจออกมาตรการ Macroprudential เพิ่มเติมเพื่อดูแลการก่อหนี้ใหม่ในจุดที่มีความเปราะบาง ควบคู่ไปกับการนโยบายดอกเบี้ย”

อย่างไรก็ตาม ดร.ยรรยง ในตอนท้ายว่า “ในระยะสั้นหนี้ครัวเรือน ซึ่งรวมถึงหนี้ SME น่าเป็นห่วงมากที่สุด เพราะยังมี NPL เพิ่มขึ้น และหนี้เร่งตัวมากกว่ารายได้ ดังนั้น หาก ธปท. ยังเป็นกังวลเรื่องหนี้ครัวเรือน ก็อาจจะมีมาตรการ Macroprudential ออกมาอีก”

 

ขอขอบคุณ : ข้อมูลจากเว็บไซต์  www.hoonsmart.com


5-วิธีเก็บเงินใส่กระปุกให้อยู่หมัด-มีเงินเก็บไว้ใช้ยามจำเป็น-1.jpg

“หนี้สิน” ของคู่กายของเหล่ามนุษย์เงินเดือน กินอยู่เป็น แนะนำให้ลองเปลี่ยนมุมมองของ “หนี้สิน” ให้เป็นกำลังใจที่ดีในการทำงาน เราก็จะสามารถใช้ชีวิตในการทำงานได้อย่างมีความสุข เพื่อหาเงินมาใช้หนี้และสามารถ “ปลดหนี้” ที่มีอยู่ให้หมดไปในที่สุด

“การไม่มีหนี้ เป็นลาภอันประเสริญ” ใช่แล้ว! คงไม่มีใครที่อยากจะเป็นหนี้เป็นสินกันสักเท่าไหร่ แต่ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกมากนักที่มนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่จะมีภาระหนี้สินติดตัวกัน เพราะลำพังเงินเดือนแต่ละคนที่ได้รับนั้นก็ไม่เพียงพอกับรายจ่ายที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือน แต่ก็ต้องอดทนทำงานต่อไป เพราะถ้าไม่ทำงานก็ไม่มีเงินมาใช้จ่ายแน่นอน นั่นจึงเป็นต้นเหตุที่ทำให้มนุษย์เงินเดือนที่แบกภาระหนี้สินต้องเริ่มมีการหยิบยืมหรือกู้เงินมาเพื่อหมุนเวียนกับรายจ่ายในแต่ละเดือน ส่งผลให้เกิดภาวะความเครียดในการใช้ชีวิต แต่ชีวิตก็ยังคงต้องเดินหน้าต่อไป

จากผลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ในปี 2560 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ครัวเรือนทั่วประเทศมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 26,946 บาท มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเดือนละ 21,437 บาท ส่วนหนี้สินของครัวเรือนจากครัวเรือนทั่วประเทศประมาณ 21 ล้านครัวเรือน พบว่า เป็นครัวเรือนที่มีหนี้สินประมาณ 10.8 ล้านครัวเรือน โดยมีจำนวนหนี้สินเฉลี่ย 178,994 บาท/ครัวเรือน ส่วนใหญ่ร้อยละ 76.9 เป็นการก่อหนี้เพื่อใช้ในครัวเรือน คือ ใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค ร้อยละ 39.0 , ใช้ในการซื้อบ้าน/ที่ดิน ร้อยละ 36.3 และใช้ในการศึกษา ร้อยละ 1.6

ผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน พ.ศ.2560 ของ สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

 

“เป็นหนี้” ไม่ได้หมายความว่า “คุณเป็นคนล้มเหลวในชีวิต” มนุษย์เงินเดือนหลายคนที่อาจจะมีบ้างที่เกิดความเครียด ท้อแท้กับชีวิต เหนื่อยล้ากับการแบกภาระหนี้สิน ทั้งค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ผ่อนบัตรเครดิต ฯลฯ บางคนเคียดจนต้องโทษตัวเองว่าเพราะความไม่เอาไหนของตัวเองจึงทำให้เกิดภาวะหนี้สินขึ้น ซึ่งอาจจะไม่จริงเสมอไป เพราะในความเป็นจริงแล้ว คนทุกคนย่อมมีความจำเป็นของตัวเอง แต่อย่าลืมว่า ไม่ใช่มีเพียงแค่คุณเท่านั้นที่ต้องเผชิญปัญหานี้ แต่ยังมีคนอีกหลากหลายที่ต้องพบกับปัญหาดังกล่าว แต่สุดท้ายก็สามารถผ่านพ้นวิกฤตนี้มาได้

“กำลังใจ” สำคัญที่สุดในการเผชิญกับอุปสรรคหนี้สิน เพียงแค่คุณลอง “เปลี่ยน” มุมมองการใช้ชีวิตมาในเชิงบวกมากยิ่งขึ้น มองทุกอย่างให้เป็นเรื่องดี ๆ มีทัศนคติเชิงบวก หนี้สินก็เช่นกัน ถ้าเราลองมองในเชิงบวก จะทำให้เรามีกำลังใจในการเผชิญปัญหาดังกล่าวได้ เราจะเกิดแรงที่จะตั้งใจทำงาน เพื่อเก็บเงินในแต่ละเดือนมาใช้จ่าย จ่ายหนี้สิน หากเราวางแผนและบริหารการใช้จ่ายเงินดี ๆ ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น หารายได้เสริม และเจรจากับเจ้าหนี้เพื่อหาข้อตกลงที่ลงตัวกับทั้งสองฝ่าย เชื่อเลยว่า หนี้สินจะหมดไปอย่างแน่นอน

ฉะนั้น ถ้าเรามี “หนี้สิน” ก็จงเปลี่ยนมุมมองหนี้สินให้เป็นกำลังใจที่ดีในการทำงานของเรา วางแผนการเงินอย่างชาญฉลาด ลงมือจัดการกับหนี้สินอย่างจริงจัง และเมื่อเราคิดแบบนี้ เราก็จะสามารถใช้ชีวิตในการทำงานอย่างมีความสุข และอยู่กับภาระหนี้สินได้อย่างมีความสุขด้วยเช่นกัน และเมื่อเราสามารถ “ปลดหนี้” ได้หมดแล้ว เราจะเห็นว่าหนี้สินที่เราเคยมีนั้นเป็นเพียงแค่ปัญหาเล็ก ๆ เสี้ยวหนึ่งของชีวิตเท่านั้น

อย่าลืมว่า การเป็นหนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ของชีวิต แต่ถ้าสามารถปลดหนี้ได้ก็จะเป็นเรื่องดีของคุณ อย่าลืม สติและกำลังใจ สำคัญที่สุดที่คุณจะต้องสู้ ท่องไว้ว่า ตราบใดที่เรายังมีชีวิต เราต้องมีกำลังใจที่ดี แล้วเราจะได้พบว่า ฟ้าหลังฝนย่อมสดใสเสมอ…นี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


ปลดหนี้-“บัตรเครดิต-บัตรกดเงินสด”-ด้วย-3-วิธีง่ายๆ-ไม่ยากอย่างที่คิด.jpg

การใช้ “บัตรเครดิต-บัตรกดเงินสด” อย่างไม่ถูกวิธี ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย คุณอาจจะเป็นหนี้ก้อนโตโดยไม่รู้ตัว “กินอยู่เป็น” จึงมี 3 วิธีง่ายๆ ที่ช่วยให้คุณสามารถปลดหนี้ “บัตรเครดิต-บัตรกดเงินสด” ได้ บอกเลยว่าแต่ละวิธีไม่ยากอย่างที่คิด

สมัยนี้คนรุ่นใหม่นิยมใช้ “บัตรเครดิต-บัตรกดเงินสด” กันเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะเหล่ามนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย ที่พยายามหาทุกวิถีทางในการทำ “บัตรเครดิต-บัตรกดเงินสด” ถ้าเป็นบัตรเครดิตนั้นก็ไว้สำหรับรูดซื้อสินค้าที่ต้องการ สะดวก ไม่ต้องพกเงินสดจำนวนมากๆ ส่วนบัตรกดเงินสดนั้นสำหรับกรณีร้อนเงิน ฉุกเฉินเรื่องเงิน ก็กดขอเงินมาใช้ได้เลย แต่หารู้หรือไม่ว่า บัตรพวกนี้ถ้าใช้งานไม่เป็นหรือไม่ถูกวิธี คุณก็อาจจะเป็นหนี้ก้อนโตโดยไม่รู้ตัวขึ้นมาทันทีก็ได้ เพราะนอกจากที่คุณจะต้องหาเงินมาใช้หนี้คืนแล้ว อย่าลืมว่าบัตรพวกนี้เมื่อใช้งานแล้ว ต้องเสียค่าดอกเบี้ยอีกด้วย ยืมมากก็ดอกเบี้ยสูงเช่นกัน ก็ทำเอาเหล่ามนุษย์เงินเดือนหลายคนกลุ้มอกกลุ้มใจกันเลยทีเดียว “กินอยู่เป็น” จึงมี 3 วิธีง่ายๆ ที่ช่วยให้คุณสามารถปลดหนี้ “บัตรเครดิต-บัตรกดเงินสด” ได้ บอกเลยว่าแต่ละวิธีไม่ยากอย่างที่คิด

1. หยุดพฤติกรรมใช้จ่ายฟุ่มเฟือย
ก่อนอื่นคุณต้องระมัดระวังการใช้จ่ายเงิน ขอให้มีความรอบคอบในการใช้จ่าย ควรเสียเงินในสิ่งที่จำเป็น เช่น ค่าสาธารณูปโภคต่างๆ ที่บ้าน ค่ากิน-ค่าเดินทางไปทำงาน มีเท่าไหร่ ใช้เพียงเท่านั้น ถ้าไม่มีเงินก็ไม่ควรกดขอเงินจากบัตรกดเงินสดเด็ดขาด ไม่ควรสุรุ่ยสุร่ายในเรื่องที่ไม่จำเป็นโดยเด็ดขาด ท่องเอาไว้ว่า คุณกำลังเป็นหนี้ เพราะฉะนั้นอย่าสร้างหนี้โดยเด็ดขาด

2. หมั่นเก็บหอมรอมริบให้เป็นนิสัย
เมื่อถึงสิ้นเดือน นั่นคือวันเงินเดือนออก คุณต้องบริหารจัดการค่าใช้จ่ายให้ดีๆ นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนที่ต้องจ่ายแล้ว คุณก็อย่าลืมเก็บหอมรอบริบสักเดือนละ 1,000 บาท (หรือมากกว่านั้น) ก็ยังดี หมั่นทำเป็นประจำทุกๆ เดือน รับรองเลยว่า คุณมีเงินเก็บแน่นอน อยากได้ของสิ่งใดหรือว่าฉุกเฉินเรื่องเงิน คุณก็หยิบเงินก้อนนี้มาใช้จ่ายได้ โดยที่ไม่ต้องง้อ “บัตรเครดิต-บัตรกดเงินสด” เลย

3. ตั้งใจและขยันทำงาน-หารายได้พิเศษ
ตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ เพราะงานคือเงิน ถ้าวันหนึ่งคุณไม่มีงานทำ คุณจะเอาเงินที่ไหนมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ถ้ามีโอกาสก็ทำงานล่วงเวลา (OT) เก็บเงินเสียเลย และถ้ามีเวลาเหลือก็หารายได้เสริมทำช่วงวันหยุดหรือนอกเวลางานก็ได้ เช่น รับจ้างถ่ายรูปรับปริญญา เป็นต้น ก็ถือเป็นรายได้อีกช่องทางหนึ่งที่ช่วยให้คุณสามารถปลดหนี้ “บัตรเครดิต-บัตรกดเงินสด” ได้

 

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ขอให้เหล่ามนุษยเงินเดือนทั้งหลายจงนำไปปรับใช้เสีย จะได้ไม่เป็นหนี้ติดตัวไปตลอดชีวิต พยายามฝึกไว้เป็นนิสัย ถ้าคุณทำได้ รับรองเลยว่าคุณก็สามารถปลดหนี้จากบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดได้อย่างสบายๆ และช่วยป้องกันการเกิดหนี้ก้อนใหม่อีกด้วย จำเอาไว้เลยว่า “การไม่มีหนี้ เป็นลาภันประเสริฐ” นี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


web_ซีอีโอแบงก์ดีบีเอส-แนะธนาคารกลางดูแลเข้มงวด-ฟินเทค-1.jpg

ซีอีโอของธนาคารดีบีเอส ธนาคารใหญ่อันดับ 1 ของสิงคโปร์ แนะธนาคารกลางและหน่วยงานกำกับดูแลสถาบันการเงินต่างๆ ให้เข้มงวดกับ “ฟินเทค” มากขึ้น

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ที่ได้รายงานว่า “Piyush Gupta” ซีอีโอของธนาคารดีบีเอส ธนาคารใหญ่อันดับ 1 ของสิงคโปร์ ให้สัมภาษณ์ว่า ธนาคารกลางและหน่วยงานกำกับดูแลสถาบันการเงินต่างๆ ควรที่จะมีการเข้มงวดกับ “ฟินเทค” มากขึ้น โดยเฉพาะฟินเทคที่มาจากผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน ที่กำลังรุกคืบเข้ามาไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจ่ายเงิน หรือการโอนเงิน ฯลฯ

โดยซีอีโอของธนาคารดีบีเอสยกตัวอย่างถึง Ant Financial ของอาลีบาบาว่า ให้บริการเหมือนกับธนาคาร โดยมีการระดมฝากเงินและนำเงินเหล่านั้นไปให้กู้เหมือนกับธนาคาร ถ้าอย่างงั้นแล้วก็ควรจะมีการกำกับดูแลเหมือนกับธนาคาร พร้อมกับตั้งคำถามถึงเรื่องเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินว่า การที่มีผู้เล่นที่อยู่นอกการกำกับดูแลรุกเข้ามายังอุตสาหกรรมที่มีการกำกับดูแลจะมีผลดีต่ออุตสาหกรรมโดยรวมหรือไม่

ทั้งนี้ในอดีตความเสี่ยงของ DBS คือคู่แข่งธนาคารจากยุโรปและสหรัฐอเมริกาที่เตรียมมาตั้งสาขาในอาเซียน แต่ปัจจุบันคู่แข่งกลับมาจากบริษัทไอทีจีน ไม่ว่าจะเป็น Ant Financial รวมไปถึง Tencent ซึ่งกลายเป็นคู่แข่งสำคัญที่กำลังลงมาในอุตสาหกรรมการเงิน ทำให้ DBS ก็ต้องปรับเปลี่ยนมาเป็นดิจิทัลแบงกิ้งเต็มตัว เพื่อรับมือกับคู่แข่งเหล่านี้ และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


6-เรื่องสำคัญที่ควรคิดก่อนจ่าย-จะได้ไม่พลาดจนกลายเป็นหนี้ก้อนโต.jpg

เป็นเรื่องปกติที่เมื่อเรามีเงิน ก็ต้องการที่จะซื้อหรือนำเงินไปลงทุนใช้จ่ายในสิ่งที่เราอยากได้มากๆ ซึ่งของบางอย่างมีราคาค่อนข้างสูง “กินอยู่เป็น” จึงได้รวบรวม 6 เรื่องสำคัญที่คุณจะต้องคิดไตร่ตรองให้ดีก่อนควักเงินจ่าย ถ้าไม่อยากเป็นหนี้ก้อนโตในภายหลัง

เป็นเรื่องปกติที่เมื่อเรามีเงิน ซึ่งได้มาจากการทำงาน หรือจะได้มาจากการเสี่ยงโชคก็ตาม เราย่อมต้องการที่จะซื้อหรือนำเงินไปลงทุนใช้จ่ายในสิ่งที่เราอยากได้มากๆ ซึ่งของบางอย่างมีราคาค่อนข้างสูง จนเราอาจจะไม่ได้คิดให้รอบคอบเสียก่อนว่า เมื่อซื้อมาแล้วจะส่งผลกระทบกับตัวเราหรือไม่ เราจะมีเงินเหลืออยู่หรือไม่ จะมีเงินเพียงพอในการใช้จ่ายหลังจากนี้หรือไม่ หรือถ้าโชคร้ายอาจจะกลายเป็นหนี้สินขึ้นมาก็เป็นไปได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เป็นการสะท้อนออกมาชัดเจนว่า สถานะทางการเงินของเราอยู่ในภาวะวิกฤติ จำเป็นต้องแก้ไขพฤติกรรมการเงินจริงๆ

“กินอยู่เป็น” จึงได้รวบรวม 6 เรื่องสำคัญที่คุณจะต้องคิดไตร่ตรองให้ดีก่อนควักเงินจ่าย ถ้าไม่อยากเป็นหนี้ก้อนโต ทั้งนี้ เพื่อให้คุณได้วางแผนการใช้จ่ายเงิน ระมัดระวังการเกิดหนี้สินในภายหลัง ซึ่งมีดังนี้

1. ซื้ออุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์/เครื่องใช้ไฟฟ้า
ปัจจุบัน อุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ มีความจำเป็นต่อชีวิตเราอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น โทรทัศน์ , คอมพิวเตอร์ , เครื่องซักผ้า , ตู้เย็น หรือแม้กระทั่งโทรศัพท์มือถือ ที่ต่างผลิตรุ่นใหม่พร้อมฟังก์ชั่นใหม่ๆ ออกมา แน่นอนว่าผู้บริโภคอย่างเราๆ เองก็ต้องปรับเปลี่ยนสินค้าให้เป็นรุ่นปัจจุบัน เพื่อที่จะได้ไม่ตกเทรนด์ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ไม่ได้มีความจำเป็นเลย เพราะการที่จะต้องซื้อหรือปรับเปลี่ยนอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ แต่ละครั้งนั้น ย่อมมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง ซึ่งจะกระทบต่อสภาพทางการเงินของเราอย่างแน่นอน ยิ่งซื้อของแบบเงินก็มีเปอร์เซนต์ที่จะเป็นหนี้สินได้

ฉะนั้น คุณต้องดูความจำเป็นว่า อุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ที่คุณสนใจนั้น มีความจำเป็นกับตัวเรามากน้อยขนาดไหน ถ้าที่บ้านยังมีอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าเครื่องเดิมอยู่และยังใช้งานได้ตามปกติ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเสียเงินซื้อใหม่เลย เก็บเงินเอาไว้ใช้ในยามจำเป็นดีกว่า

2. ซื้อรถยนต์-รถจักรยานยนต์
การเดินทางไปไหนมาไหนแน่นอนว่า ยานพาหนะ เป็นปัจจัยสำคัญในการเดินทาง การมียานพาหนะเป็นของตัวเองถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะว่าเราสามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้สบาย เดินทางเวลาไหนก็ได้ ไม่ต้องไปง้อรถโดยสารสาธารณะ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การมีรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์เป็นของตัวเองนั้น คุณจะต้องมีรายรับเพื่อมาใช้จ่ายกับยานพาหนะของคุณ เช่น ค่าน้ำมันรถ , ค่าซ่อมแซมรถ , ค่าตรวจสภาพรถประจำปี , ค่าประกันรถ ฯลฯ นอกจากนี้ สำหรับรถป้ายแดงที่ดาวน์รถ คุณก็จะมีค่าใช้จ่ายในการผ่อนรถต่อเดือนอีกด้วย ซึ่งมีค่าใช้จ่ายต่อปีค่อนข้างสูงพอสมควร

ฉะนั้น ก่อนที่คุณจะซื้อรถ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ คุณต้องคิดให้ดีก่อนว่ามีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหนในการต้องมีรถส่วนตัว และคุณมีรายรับมากเพียงพอที่จะจ่ายเงินค่าใช้จ่ายดังกล่าวหรือไม่ เพราะถ้าคุณวางแผนไม่ดี คุณก็อาจจะมีโอกาสเป็นหนี้ขึ้นมาทันที ทางที่ดีแล้วคุณควรมีเงินสำรองเตรียมไว้อีกสักก้อนหนึ่ง เผื่อเหตุฉุกเฉินเกี่ยวกับเรื่องรถด้วย

3. ซื้อบ้าน/คอนโด
รู้หรือไม่ การที่จะซื้อบ้านสักหรือคอนโดสักห้องหนึ่ง นั่นหมายความว่า คุณจะต้องเป็นหนี้ยาวนานอย่างน้อย 10 ปีขึ้นไปเลยทีเดียว เพราะคนที่คิดจะซื้อบ้านและคอนโดส่วนใหญ่ไม่ได้มีเงินก้อนใหญ่หลักแสนหลักล้านในการที่จะไปซื้อบ้านหรือคอนโด จะต้องไปกู้เงินจากสถาบันการเงินเพื่อมาซื้อบ้านและคอนโด และเมื่อกู้มาแล้วก็ต้องมีการชำระหนี้คืนพร้อมดอกเบี้ย โดยการจ่ายคืนจะอยู่ในลักษณะของการผ่อนจ่ายเป็นรายเดือน อย่างน้อยตกเดือนละประมาณ 10,000 บาทขึ้นไป

ดังนั้น คุณต้องคคิดและวางแผนให้ดีว่าถ้าคุณคิดที่จะซื้อบ้านและคอนโดแล้ว คุณมีกำลังแรงที่จะชำระหนี้หรือผ่อนบ้านไหวหรือไม่ เพราะคุณจะต้องเป็นหนี้นานนับ 10 ปี หากคุณมีปัญหาทางการเงินขึ้นระหว่างนั้น ความเดือดร้อนจะมาเยือนคุณแน่นอน

4. ทำบัตรเครดิต/บัตรกดเงินสด
การทำบัตรเครดิต/บัตรกดเงินสด นอกจากที่จะมีประโยชน์เยอะ หากวางแผนไม่ดี ก็จะเห็นว่าโทษก็จะมีเยอะเช่นกัน ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้เงินของคุณล้วนๆ ถ้าคุณเป็นคนที่มีพฤติกรรมการใช้จ่ายแบบฟุ่มเฟือย รูดบัตรเครดิตซื้อของทุกวัน นั่นหมายความว่าคุณจะกลายเป็นหนี้ขึ้นมาทันที และคุณก็จะต้องหาเงินมาจ่ายหนี้พร้อมดอกเบี้ยอีกด้วย

ฉะนั้น คิดให้ดีก่อนที่จะใช้จ่าย ขอแนะนำเลยว่าบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดควรใช้ในยามจำเป็นจริงๆ เช่น ไว้ใช้กรณีต้องรักษาตัวยามเจ็บป่วย หรือกรณ๊ที่ต้องใช้เงินด่วน เป็นต้น อย่าลืมว่า ควรมีสติทุกครั้งในการใช้งานบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด เพื่อที่เราจะได้ห่างไกลจากการเป็นหนี้ก้อนโตด้วย

5. ลงทุนเปิดธุรกิจ/ประกอบกิจการส่วนตัว
การมีธุรกิจเป็นของตัวเอง มีข้อดีตรงที่ว่าคุณไม่ต้องเป็นลูกน้องของใคร คุณเป็นเจ้านายตัวเอง บริหารงานได้ด้วยตนเอง แต่การที่จะลงทุนเปิดธุรกิจสักอย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมมีค่าลงทุนมากพอสมควร อาทิ ค่าอุปกรณ์ , ค่าเช่าสถานที่ , ค่าจ้างพนักงาน , ค่าสาธารณูปโภค ฯลฯ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง นอกจากนี้ อาจจะมีรายจ่ายนอกเหนือจากนี้เพิ่มเติมเข้ามาด้วย

ฉะนั้น คุณเองต้องวางแผนดีๆ ก่อนเริ่มลงทุนทำธุรกิจขึ้นมานั้น อันดับแรกต้องมีเงินทุน และควรต้องมีเงินสำรองก้อนใหญ่อีกสักก้อนสำรองไว้ เผื่อในกรณีที่เดือนไหนรายรับน้อยกว่ารายจ่าย ผลประการการธุรกิจขาดทุนในเดือนนั้น นั่นคือวิกฤตทันที คุณต้องวางแผนการใช้จ่ายเงินให้ดี พยายามลดรายจ่ายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าวางแผนและประคับประคองธุรกิจของคุณดีๆ คุณก็สามารถได้กำไรจากการขายได้อย่างไม่ยากเลย

6. ศึกษาต่อระดับปริญญาโท-เอก
“การศึกษาคือการลงทุน” คำนี้มีอยู่จริง ลงทุนด้วยค่าใช้จ่ายในการศึกษา การศึกษาต่อในระดับปริญญาโท-ปริญญาเอก คือ การศึกษาเพื่อต่อยอดองค์ความรู้จากที่เรียนในระดับปริญญาตรี เพื่อที่คุณจะได้นำความรู้ในด้านปริญญาโท-เอก ไปต่อยอดในสายงานคุณได้ หรืออาจจะนำไปใช้ประกอบอาชีพในสายงานวิชาการ งานวิจัย ซึ่งการที่จะศึกษาต่อในระดับนี้ คุณต้องคิดให้ดีๆ อย่าคิดแค่ว่าเรียนต่อปริญญาโท-ปริญญาเอก เพราะกระแสหรือแฟชั่น พยายามหาคำตอบกับตัวเองให้ได้ว่าจะเรียนต่อปริญญาโท-ปริญญาเอก ไปเพราะอะไร ถ้าคุณหาคำตอบได้ ก็ลุยได้เลย

นอกจากนี้ ต้องอย่าลืมสำรวจค่าใช้จ่ายของตัวเองด้วยว่ามีเงินค่าเทอมที่จะจ่ายเพียงพอกับการเรียนหรือไม่ ถ้าสถานะทางการเงินยังไม่พร้อมกับเรียนไปศึกษาต่อ คุณก็ไม่ควรที่จะไปเรียนในช่วงนั้น ขอแนะนำว่าคุณควรทำงานหาประสบการณ์และเก็บเงินให้ได้อย่างน้อยสัก 200,000-300,000 บาทขึ้นไป เพื่อที่ตอนเรียนต่อปริญญาโท-ปริญญาเอก จะได้ไม่วุ่นวายกับการหาเงินจ่ายค่าเทอม และสำคัญอย่างยิ่งคือช่วงการทำวิทยานินธ์ ซึ่งคคุณต้องมีเวลามากพอสมควรในการให้เวลากับสิ่งๆ นี้ เพราะถ้าคุณไม่มีเวลากับมัน คุณก็จะเรียนไม่จบแน่นอน บางคนตัดสินใจลาออกจากงานประจำหรือขอลาไม่รับเงินเดือน เพื่อให้เวลากับการทำวิทยานิพนธ์ในครั้งนี้ ฉะนั้น ควรวางแผนเก็บเงินตั้งแต่แรก จะดีที่สุด

ทั้งหมดนี้ก็คือเรื่องที่คุณควรจะต้องคิดให้ดีก่อนเสียเงิน สำคัญมากๆ เลยทีเดียว ฉะนั้นขอให้จำเอาไว้เสมอว่า เราควรมีสติ คิดให้รอบคอบทุกครั้ง ที่จะต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ เพราะคุณจะได้ไม่ต้องเดือดร้อนจากการเป็นหนี้สิ้นหรือไม่มีเงินใช้ภายหลัง นี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


“บัตรคนจน”-ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทย-แต่ไม่ลดความเหลื่อมล้ำ-2.jpg

นิด้าโพลเผยผลสำรวจประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยที่รัฐบาลเพิ่มนโยบายกดเงินสดในบัตรคนจน มองช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้มาก แต่เชื่อว่าไม่สามารถแก้ปัญหาความเลื่อมล้ำตามเจตนารมย์ของรัฐบาลได้ วันนี้ กินอยู่เป็น มาเล่าเรื่องเกี่ยวกับนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฦให้ฟังกัน

จากนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐของรัฐบาล ที่มอบสิทธิให้ประชาชนคนไทยผู้มีรายได้น้อย เพื่อช่วยเหลือแบ่งเบาค่าครองชีพจำพวกสินค้าและบริการต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งมีการเปิดใช้งานกันไปเมื่อปี 2560 ที่ผ่านมานั้น ทำให้สามาถแบ่งเบาภาระของประชาชนที่ได้รับสิทธิ์ดังกล่าวได้ ทั้งนี้ การ

ล่าสุด นิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ สำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐกับการกระตุ้นเศรษฐกิจไทย?” เกี่ยวกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ทางรัฐบาลจะเพิ่มขึ้นรายละ 100 – 200 บาท และสามารถเบิกเงินสดไปใช้ได้เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของไทย

โดยผลสำรวจเกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการเพิ่มเงินช่วยเหลือแก่ผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยสามารถเบิกเป็นเงินสดเพื่อนำไปชำระค่าบริการอื่นๆ ได้ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 80.84 ระบุว่า เห็นด้วย เพราะประชาชนผู้มีรายได้น้อยจะได้นำเงินมาใช้จ่ายในส่วนอื่นที่ไม่สามารถใช้บัตรสวัสดิการซื้อได้ และยังมีส่วนช่วยให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ขณะที่ร้อยละ 17.80 ระบุว่า ไม่เห็นด้วย เพราะเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด สามารถแก้ได้เพียงเบื้องต้นเท่านั้น และร้อยละ 1.36 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

เมื่อถามว่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะช่วยเศรษฐกิจได้มากน้อยแค่ไหน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 12.53 เห็นว่าการเพิ่มเงินช่วยเหลือแก่ผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐดังกล่าวจะสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้มาก รองลงมา ร้อยละ 32.08 เห็นว่าจะสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้ค่อนข้างมาก , ร้อยละ 25.30 เห็นว่าสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้ค่อนข้างน้อย , ร้อยละ 14.92 เห็นว่าสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้น้อย และ ร้อยละ13.73 เห็นว่าไม่สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้เลย

ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 68.08 เชื่อว่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะไม่สามารถลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจระหว่างคนรวย/คนจน ตามเจตนารมณ์ของรัฐบาล เพราะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ ช่วยเหลือได้เพียงเฉพาะหน้า รองลงมา ร้องละ 28.89 เชื่อว่าสามารถลดปัญหาความเหลื่อมล้ำได้ เพราะเป็นแนวทางการแก้ปัญหาที่คนจนได้ประโยชน์อย่างแท้จริง และทำให้ปัญหาความยากจนลดลง

สำหรับสิ่งที่ประชาชนอยากให้เพิ่มมากที่สุด ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 47.73 ระบุว่า ค่ารักษาพยาบาล รองลงมา ร้อยละ 38.71 ระบุว่า ด้านช่วยเหลืออาชีพด้านเกษตรกรรม ตามด้วยร้อยละ 36.31 ระบุว่า เงินส่งเสริมผู้สูงอายุ/ผู้เกษียณอายุ , ร้อยละ 25.94 ระบุว่า ช่วยเหลือการสร้างอาชีพ , ร้อยละ 23.78 ระบุว่า ค่าการศึกษา/ค่าเล่าเรียน/ทุนการศึกษาบุตร , ร้อยละ 20.35 ระบุว่า ค่าสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้า ประปา ระบบขนส่งมวลชน , ร้อยละ 10.77 ระบุว่า สวัสดิการสำหรับผู้พิการ , ร้อยละ 9.02 ระบุว่า สวัสดิการสำหรับลูกจ้างรายวัน/ผู้ใช้แรงงาน , ร้อยละ 4.71 ระบุว่า จ่ายคืนหนี้ธนาคารของรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เป็นต้น และ ร้อยละ 0.64 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ จัดสรรที่ทำกินและที่อยู่อาศัยให้กับผู้ยากจน