เทคโนโลยี

กินอยู่เป็น_พึ่งพา-เทคโนโลยี-มากไป-เสี่ยง-สมองเสื่อม_web.jpg

รู้หรือไม่? การใช้เทคโนโลยีเป็นประจำหรือบ่อยมากจนเกินไปอาจเป็นผลเสียที่จะสะท้อนมาสู่ตัวเราเอง โดยเฉพาะส่งผลต่อระบบร่างกายและสมอง เกิดสภาวะที่เรียกว่า “สมองเป็นสนิม” และเสี่ยงเกิดภาวะ “สมองเสื่อม”

 กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับ “เทคโนโลยี” ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นสิ่งที่คอยอำนวยความสะดวกแก่ผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะการหันมาใช้สมาร์ทโฟนในรูปแบบต่าง ๆ ที่มีฟังก์ชั่นมากมาย ตอบโจทย์ผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน แต่ในทางกลับกัน การใช้เทคโนโลยีเป็นประจำหรือบ่อยมากจนเกินไปก็อาจเป็นผลเสียที่จะสะท้อนมาสู่ตัวเราเอง โดยเฉพาะส่งผลต่อระบบร่างกายและสมอง

ข้อมูลจากโรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ เปิดเผยว่า การใช้เทคโนโลยีเหล่านี้บ่อย ๆ อาจส่งผลให้การใช้สมองเพื่อคิด จดจำ ตัดสินใจน้อยลงเรื่อย ๆ และเกิดสภาวะที่เรียกว่า สมองเป็นสนิมอย่างไม่รู้ตัวได้ ซึ่งจะมีความเสี่ยงเกิดภาวะสมองเสื่อมเร็วขึ้น

เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงว่า การใช้ชีวิตในยุคที่เทคโนโลยีด้านการสื่อสารเจริญก้าวหน้าและใช้ประโยชน์หลายสิ่งในชิ้นเดียว โดยเฉพาะยุค 5G ที่กระแสกำลังมาแรง ซึ่งจะมีความก้าวหน้าใหม่ ๆ เกิดขึ้น เช่น เมืองอัจฉริยะ รถยนต์ไร้คนขับ การใช้ระบบจีพีเอส (GPS) ช่วยนำทาง รวมทั้งการใช้เครื่องคิดเลข การบันทึกเบอร์โทรศัพท์ในมือถือ เป็นต้น ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้ผู้คนหันมาพึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว

ปัญหา “โรคสมองเสื่อม” ถือเป็นภัยเงียบทางกายที่มาพร้อมกับการเป็นสังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย ย้อนกลับไปดูผลสำรวจของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข หรือ สวรส. เมื่อปี 2557 พบว่า ผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป จะมีภาวะสมองเสื่อม กล่าวคือ สมองสูญเสียความสามารถในการจำ การคิด สติปัญญา อารมณ์ มีพฤติกรรมและบุคลิกภาพเปลี่ยนไป จนไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวัน ทำงานหรือเข้าสังคมได้

สาเหตุเกิดจากหลายประการ แต่ที่พบบ่อยและไม่มียารักษาให้หายขาด มีเพียงยาชะลอไม่ให้เสื่อมเพิ่ม อันดับ 1 คือ เกิดจากโรคอัลไซเมอร์ รองลงมาเกิดจากโรคหลอดเลือดในสมอง ทำให้เนื้อสมองตาย ส่วนใหญ่จะเสียชีวิตหลังป่วยประมาณ 8 ปี

ฉะนั้น หากใครที่ไม่อยากตกอยู่ในกลุ่มเสี่ยงของการเกิดภาวะสมองเสื่อม ต้องเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตใหม่ โดยมีข้อแนะนำ 4 ประการ ดังนี้

1. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ : ควรออกกำลังกายแบบมีการเคลื่อนไหวต่อเนื่องกันตั้งแต่ 15 นาทีขึ้นไป/ครั้ง อย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน เดินเร็ว ส่งผลให้การไหลเวียนเลือดดี กระตุ้นการสร้างเซลล์สมอง และปรับสมดุลของสารเคมีในสมอง ช่วยสลายความเครียดไปในตัว ทำให้อารมณ์แจ่มใส

2. ฝึกลับคมสมอง : หมั่นฝึกกิจกรรมที่ต้องใช้ความคิด เพื่อเพิ่มความสามารถการทำงานให้สมอง เช่น การคิดเลข ฝึกการจำเพลงโดยการฟัง ฝึกการสวดมนต์ เป็นต้น รวมทั้งการฝึกสมองโดยการใช้เกมต่าง ๆ ซึ่งช่วยฝึกกระตุ้นสมองได้ดี และมีการสร้างเซลล์ขึ้นมาใหม่อย่างต่อเนื่องด้วย

3. หากิจกรรมใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำ : ยกตัวอย่าง ใช้มือข้างไม่ถนัดจับช้อนทานข้าว จับปากกาหรือดินสอเขียนหนังสือ หรือจับแปรงสีฟันแปรงฟัน ขับรถเปลี่ยนเส้นทางการเดินทาง เป็นต้น

4. เข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม : กรณีที่เป็นผู้สูงอายุ ควรเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม ไม่ควรอยู่จับเจ่าที่บ้านคนเดียว เพื่อให้มีการเคลื่อนไหวร่างกาย และมีการพบปะพูดคุยกัน การได้สังสรรค์กับผู้อื่น จะช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองได้ดีขึ้น

สุดท้าย เทคโนโลยีล้วนมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ขึ้นอยู่กับตัวเราว่าจะนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างถูกต้องหรือชาญฉลาดหรือไม่ หากเราใช้ในทางที่ถูกต้อง เทคโนโลยีก็จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับเรา แต่ถ้าเรานำมาใช้ในทางที่ผิด เทคโนโลยีก็จะกลายเป็นโทษทำร้ายร่างกายของเรา เรียกได้ว่า เทคโนโลยี เปรียบเสมือน “ดาบสองคม” เลยทีเดียว และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 


กินอยู่เป็น_สมาร์ทโฟน-ภัยเงียบ-ทำลายครอบครัว_กินอยู่เป็น.jpg

 ผลการวิจัยพบว่าผู้คนจำนวนมากเริ่มมีปัญหาขาดการปฎิสัมพันธ์หรือการสื่อสารที่ดีในครอบครัว หนึ่งในปัจจัยที่เกิดให้เกิดการขาดปฎิสัมพันธ์นั้น ก็คือ “สมาร์ทโฟน” ที่ปัจจุบันสังคมไทยกลายเป็น สังคมก้มหน้า กันแล้ว

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอแนะนำเรื่องราวใกล้ตัวกับทุก ๆ ท่าน เกี่ยวกับการใช้ “สมาร์ทโฟน” ซึ่งมีฟังก์ชั่นและคุณสมบัติมากมายต่าง ๆ นา ๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่าในปัจจุบัน โลกของเรากลายเป็นโลกแห่งสังคมก้มหน้ากันไปแล้ว ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย มีสมาร์ทโฟนเป็นของตัวเอง โดยเฉพาะประชาชนที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ และปริมณฑล

มีงานวิจัยโครงการวิจัยครอบครัวในเขตเมืองปี 2557 พบว่า 1 ใน 3 ครอบครัวคนเมืองมีสัมพันธภาพที่น่าเป็นห่วงกว่า 1.6 ล้านครัวเรือน จากทั้งหมด 4.7 ล้านครัวเรือนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เนื่องจากขาดการปฎิสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว โดยหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เกิดการขาดปฎิสัมพันธ์นั้น ก็คือ “สมาร์ทโฟน” เราจะเห็นได้บ่อยครั้งก็คือบนโต๊ะรับประทานอาหาร ที่สมัยก่อนทุกคนในครอบครัวจะทานอาหารพร้อมพูดคุยกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา แต่ในปัจจุบัน คนในครอบครัวพูดคุยขณะทานอาหารกันน้อยลง แต่กลับหันไปสนใจ “สมาร์ทโฟน” กันมากขึ้น บางคนแชทสนทนาผ่านแอปพลิเคชัน บางคนเล่นเกมส์ บางคนเล่นอินเทอร์เน็ต ฯลฯ

จากปัญหาสังคมก้มหน้าสะท้อนถึงปัญหาระดับครอบครัวที่ต้องเร่งแก้ไข โดยเฉพาะวัยรุ่นที่เริ่มมีโลกส่วนตัวสูง การดูแลเอาใจใส่ การสื่อสารด้วยความเข้าใจจึงเป็นเรื่องจำเป็น นำมาสู่การหาทางออกที่ว่าทำอย่างไรให้การสื่อสารของคนในครอบครัวกลับคืนมาเช่นเดิม หรืออย่างน้อยเปิดพื้นที่การปฏิสัมพันธ์ของคนในครอบครัวให้มากขึ้นอฉะนั้น บทบาทของการเป็นพ่อแม่จึงมีความสำคัญมาก จะต้องกล้าแสดงออกถึงความรู้สึกรักและห่วงใย เพื่อทำให้สัมพันธ์ภาพทางครอบครัวดีขึ้น

ครอบครัวคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ลองหาเวลาอย่างน้อยสัก 1-2 ชั่วโมง/วัน หรือ 1-2 วัน/สัปดาห์ ในการทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว ทั้งการออกไปท่องเที่ยว รับประทานอาหารในบ้านหรืออาจจะนอกสถานที่ เพื่อลดปัญหาการใช้เวลาไปกับสมาร์ทโฟนลง แต่ในทางกลับกัน หากเราใช้สมาร์ทโฟนในทางที่เหมาะสม เช่น ใช้สำหรับถ่ายรูปคนในครอบครัวบ้าง ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีที่จะได้บันทึกภาพความประทับใจ การใช้ชีวิตและทำกิจกรรมร่วมกันของคนในครอบครัว

สุดท้าย “สมาร์ทโฟน” หากเราใช้อย่างถูกต้อง ถูกที่ ถูกเวลา ก็จะทำให้เราสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างมีความสุข ไม่หมกมุ่นมากเกินไป จนกลายเป็นสังคมก้มหน้าในที่สุด และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศางแห่งการใช้ชีวิต


กินอยู่เป็น_ทำความรู้จัก-Snap-Chat-แอปฯ-ยอดฮิตเปลี่ยนหน้าเด็ก_web.jpg

Snapchat แอปพลิเคชั่นที่ช่วยแปลงโฉมใบหน้าของตัวเองให้แลดูเด็กลงราวกับวัยรุ่น เอ๊าะ เอ๊าะ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแอปพลิเคชันที่ตอนนี้กำลังได้รับความนิยมจากคนทั้งโลกอย่างมาก

ช่วงนี้ในโลกสังมออนไลน์มีเทรนด์ใหม่ซึ่งเป็นกระแสที่กำลังมาแรงบนตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วจนถึงขณะนี้ หากใครได้มีโอกาสเล่นโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook หรือ Instagram คงจะเห็นใครหลาย ๆ คนมีใบหน้าเปลี่ยนไปราวกับเด็กวัยรุ่น เอ๊าะ เอ๊าะ คงจะสงสัยกันใช่ไหมว่าพวกเขาใช้แอปพลิเคชันอะไรกัน

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะพาไปทำความรู้จักกับแอปฯ ที่มีชื่อว่า Snapchat แอปฯ นี้นี่ล่ะที่ใครหลาย ๆ กำลังโหลดมาเล่นกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งแอปฯ Snapchat เป็นแอปฯ ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในต่างประเทศ ภายในแอปฯ จะมีลูกเล่นต่าง ๆ มากมาย หนึ่งในนั้นคือฟิลเตอร์สำหรับแปลงโฉมใบหน้าของตัวเองให้เป็นเด็กนั่นเอง

สำหรับวิธีการใช้งานไม่ยากอย่างที่คิด เพียงแค่ทุกคนมีไอโฟนหรือสมาร์ทโฟน ก็สามารถใช้งานได้ เริ่มต้นจาก

1. เข้าไปที่เมนู App Store สำหรับ iOS หรือ Play Store สำหรับ Android

2. สมัครสมาชิก โดยกรอก ชื่อ-นามสกุล วันเกิด เบอร์โทรศัพท์ จากนั้นกรอกรหัส OTP เพื่อเข้าสู่การใช้งาน

3. เข้าไปสนุกสนานกับการใช้งานฟิลเตอร์ต่าง ๆ ใน Snapchat ได้ทันที โดยวิธีทำใช้ฟิลเตอร์หน้าเด็กก็ไม่ยาก เพียงแค่เปิดกล้องหน้าหรือกล้องหลังก็ได้ จากนั้นเลือกฟิลเตอร์ที่ต้องการ โดยเลื่อนไปที่สัญลักษณ์สีเหลือง ๆ ฟิลเตอร์ทำหน้าเด็กแบบในภาพ จากนั้นกดถ่ายภาพหรือกดค้างเพื่อถ่ายวีดีโอ ทั้งนี้ ภาพและวีดีโอดังกล่าวหากจะเอาไปใช้ในแอปฯ อื่น จะต้อง Export หรือ Save ออกมาไว้บนเครื่องก่อน จึงจะนำไปใช้ในแอปฯ อื่นได้

นอกจากฟิลเตอร์สำหรับทำใบหน้าให้ดูเด็กลงแล้ว แอปฯ Snapchat ยังมีฟิลเตอร์อื่น ๆ ไว้ให้เล่นอีกมากมาย ฉะนั้น หากใครไม่อยากตกเทรนด์หน้าเด็ก สามารถไปดาวโหลดใช้งานกันได้ ซึ่งแอปฯ Snapchat ไม่มีค่าใช้จ่าย สมัครใช้งานได้แบบฟรี! ไปลองใช้งานกันดู รับรองเลยว่าคุณเองจะติดใจกับแอปพลิเคชันนี้อย่างแน่นอน และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 


กินอยู่เป็น_เด็กติดเกม-ไม่ใช่คนก้าวร้าว-เกรี้ยวกราด_web.jpg

ผลการวิจัยที่ศึกษาเรื่องการเล่นเกมของเด็กส่งผลต่อพฤติกรรมก้าวร้าวหรือไม่ พบว่า “เกม” เด็กยิ่งติดมากเท่าไหร่ ก็ไม่ได้ทำให้พวกเขามีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวขึ้นแต่อย่างใด

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะพาไปติดตามเรื่องราวของการติดเกมของเด็กวัยรุ่น เรื่องนี้ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งในปัญหาที่ผู้ปกครองหลายคนมักจะมองว่าเกมเป็นเรื่องที่ไร้สาระ เด็ก เยาวชน วัยรุ่น ไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวหรือไปเล่น เพราะถือเป็นเรื่องไร้สาระอย่างมาก ส่งผลต่อพัฒนาการและพฤติกรรมของเด็กได้ ปัญหาเบื้องต้นที่พบเจอคือพฤติกรรมการก้าวร้าวของเด็กที่ลอกเลียนแบบจากการวีดิโอเกม โดยเฉพาะเกมต่อสู้ ที่มีการใช้ความรุนแรง

ข้อมูลของ Andrew Przybylski และ Netta Weinstein สองนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดและมหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์ ประเทศอังกฤษ ที่ได้ตีพิมพ์ผลงานในวารสาร Royal Society Open Science ศึกษาประเด็นการเล่นเกมของเด็กส่งผลต่อพฤติกรรมก้าวร้าวหรือไม่ โดยผลการวิจัยระบุว่า จากการทำแบบสำรวจกลุ่มตัวอย่าง เป็นวัยรุ่นอายุ 14-15 ปี จำนวนราว 1,000 คน รวมถึงผู้ปกครองของพวกเขา เกี่ยวกับพฤติกรรมการเล่นเกม ประเภทของเกมที่เล่น และพฤติกรรมของกลุ่มตัวอย่างหลังเล่นเกมนั้น

ผลการวิจัยพบเด็กชายจำนวน 2 ใน 3 ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด และมากกว่าครึ่งของเด็กผู้หญิง ไม่พบพฤติกรรมที่ก้าวร้าว และพฤติกรรมต่อต้านสังคม ไม่พบหลักฐานที่เชื่อมโยงความก้าวร้าวที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มตัวอย่างที่เล่นเกมประเภทที่ใช้ความรุนแรง พวกเขาทราบว่าบางครั้งการเล่นเกมทำให้เด็กเหล่านี้มีอารมณ์โกรธ ขุ่นเคืองบ้างในบางครั้ง แต่นั่นเป็นเพียงพฤติกรรมปกติที่เกิดขึ้นในระหว่างการเล่มเกมเท่านั้น

ปัญหาการติดเกมไม่ได้มีแค่ประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้น ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่พบปัญหาเด็กติดเกมจนเสียการเรียนอยู่บ่อยครั้ง เด็กบางคนลอกเลียนแบบพฤติกรรมความรุนแรงมาจากตัวละครในเกมก็มี  ปัญหาดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แสดงความเป็นห่วงปัญหาเด็กไทยติดโทรศัพท์มือถือ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นโซเชียลฯ อินเทอร์เน็ต หรือแม้กระทั่งเล่นเกมเป็นเวลานาน ๆ ส่งผลให้เกิดอาการสมาธิสั้น การใช้สมองในส่วนความทรงจำลดลง และอารมณ์มีแนวโน้มรุนแรงฉุนเฉียวง่ายขึ้น

 

ปัญหาที่เกิดขึ้น ผู้ปกครองต้องหาวิธีแก้ปัญหาเด็กติดเกม ว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไรดี เพื่อให้เด็กลดพฤติกรรมการติดเกมได้

(1.) ผู้ปกครองควรทำความเข้าใจเกมที่เด็กเล่นก่อน ว่าเกมนี้เป็นเกมเกี่ยวกับอะไร ศึกษาว่าทำไมเด็กถึงชอบเล่นเกมประเภท ในเกมมีอะไรเป็นแรงดึงดูดทำให้เด็กเล่นได้โดยไม่เบื่อ

(2.) ผู้ปกครองต้องพูดคุยกับเด็กโดยห้ามมีอคติกับเกม ค่อย ๆ พูดคุย สอบถามปัญหา และความสนใจอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากการเล่นเกมว่า สนใจอะไรเพิ่มเติมไหม เช่น ไปเยวสวนสนุก เป็นต้น

(3.) ให้เด็กได้ทดลองทำกิจกรรมใหม่ ๆ ที่มีประโยชน์ สร้างสรรค์ ที่สำคัญต้องสนับสนุนให้เขาทำได้อย่างอิสระ เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ว่ายังมีสิ่งอื่น ๆ ที่เขาสามารถทำได้ดี

(4.) ปลูกฝังให้เด็กรู้จักการเล่นเกมอย่างชาญฉลาดและสร้างสรรค์ ใช้เวลาในการเล่นเกมอย่างเหมาะสม จัดสรรเวลาในการทำกิจกรรมอื่น ๆ ให้สมดุล และมีเวลาพักผ่อนที่เพียงพอ

(5.) ผู้ปกครองไม่ควรไปบังคับให้เด็กเลิกเล่นเกม เพราะเกมคือความบันเทิงอีกทางเลือกหนึ่ง แต่ลองเปลี่ยนเป็นให้เด็กเลือกเกมดี ๆ ที่ฝึกความคิดของเด็กไปด้วยในตัว เช่น เกมครอสเวิร์ด เป็นต้น

 

สุดท้าย การเล่นเกมของเด็กไม่ใช่เรื่องร้ายแรงเสมอไป ข้อดีของเกมคือให้ความบันเทิง ช่วยให้เด็กผ่อนคลายความเครียดจากการเรียนหนังสือได้ แต่บทบาทของผู้ปกครองนั้นควรควบคุมประเภของเกมที่เด็กเล่น รวมถึงจำกัดระยะเวลาที่เด็กควรจะเล่น อาทิ ให้เล่นได้ 2-3 ชั่วโมงต่อวัน หลังจากทำการบ้านเสร็จแล้วเท่านั้น เมื่อถึงเวลานอนก็ให้เด็กเข้านอนทันที หรือตัวของผู้ปกคครองเองก็อาจจะร่วมเล่นเกมกับเด็กด้วย เพราะจะได้เข้าใจในรายละเอียดของเกมที่เด็กเล่น และยังเป็นการสร้างสัมพันธ์อันดีของครอบครัวอีกด้วย อย่าลืมว่า เกมไม่ใช่เรื่องไร้สาระเสมอไป แต่ต้องเล่นอย่างมีสติและชาญฉลาด ก็จะทำให้เด็กได้อะไรจากการเล่นเกมด้วย และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


อีสปอร์ต-โอกาสใหม่ทางธุรกิจ-ที่มาพร้อมความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี_web.jpg

เมื่อช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา “อีสปอร์ต” เป็นที่พูดถึงอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น แรกๆ พอเราได้ยินชื่อก็จะนึกถึงเป็นเพียงเกมออนไลน์ คล้ายๆ กับ Raknarok ประมาณนั้น กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวที่ไม่น่าเชื่อว่า ด้วยปัจจัยของเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้า จะทำให้ “อีสปอร์ต” รับความนิยมอย่างมาก จนกระทั่งได้รับการบรรจุเป็นหนึ่งในกีฬาการแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2561

สำหรับ อีสปอร์ต (e-Sports) เป็นกีฬาชนิดหนึ่งที่มีการแข่งขันผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของผู้เล่นมากกว่า 2 คนขึ้นไป ทั้งในประเภทบุคคลและประเภททีม เป็นการพัฒนาต่อยอดจากการเล่นเกมออนไลน์แบบเดิมๆ มาเป็นการเล่นเกมเพื่อแข่งขันหาผู้ชนะ รูปแบบการแข่งขันจะแบ่งตามประเภทของเกม อาทิ เกมต่อสู้ เกมวางแผนการรบ ฯลฯ ซึ่งล้วนต้องต้องใช้ทั้งทักษะ การฝึกซ้อม การวางแผนการกำหนดกลยุทธ์ ความสามัคคีของคนในทีม นอกจากนี้ อีสปอร์ต มีข้อจำกัดที่น้อยกว่ากีฬาทั่วไป เพราะไม่จำกัดเพศ อายุ นั่นหมายความว่าเด็กหรืผู้ใใหญ่ก็สามารถเป็นนักกีฬาอีสปอร์ตได้ หากมีความสามารถและความชำนาญ

เมื่ออินเทอร์เน็ตเข้าถึงผู้คนมากขึ้น ทำให้วงการเกมออนไลน์ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเช่นกัน ทำให้อุตสาหกรรมอีสปอร์ตเติบโต เป็นกีฬายอดนิยมในยุคปัจจุบันสำหรับไลฟ์สไตล์คนยุคดิจิทัล ในปี 2560 มูลค่าตลาดของวงการอีสปอร์ตอยู่ที่ 6.96 ร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และจากการประมาณการของ Newzoo1 คาดการณ์ว่า อัตราการเติบโตของรายได้วงการอีสปอร์ตในปี 2560-2563 เพิ่มขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ราว 29% ซึ่งจะทำให้ตลาดของวงการอีสปอร์ตมีมูลค่าสูงถึง 1.48 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2565

ปัจจัยที่ทำให้อีสปอ์ตได้รับความนิยมคือ ผู้ชม เพราะกีฬาอีสปอร์ตไม่ต่างจากการแข่งกีฬาแบบดั้งเดิมที่ต้องมีผู้ชมมาเป็นกองเชียร์ จากการประมาณการของ Newzoo คาดการณ์ว่า อัตราการเติบโตของผู้ชมอีสปอร์ตจะเพิ่มขึ้นราว 15% ในช่วงปี 2560-2563 เป็นสิ่งที่สะท้อนว่าอีสปอร์ตจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปัจจัยของรายได้และจำนวนผู้ชมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วของวงการอีสปอร์ตทำให้เกิดสายอาชีพใหม่มากมาย อาทิ นักกีฬาอีสปอร์ต นักแคสเกม ผู้จัดการทีม นักพากย์เกม กรรมการ ผู้จัดการแข่งขัน นักพัฒนาเกม นักออกแบบเกม นักสร้างคอนเทนต์ นักเขียนโปรแกรม ฯลฯ ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า อีไอซีคาดการณ์ว่าจะมีธุรกิจไทยได้รับผลประโยชน์จากการเติบโตของอีสปอร์ต อาทิ

(1.) ธุรกิจที่เปิดโอกาสให้บริษัทต่างๆ เข้ามาเป็นผู้สนับสนุน เพื่อสร้างแบรนด์และเข้าถึงผู้บริโภค ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีอีกช่องทางหนึ่งสำหรับบริษัทต่างๆ ที่ต้องการจะโฆษณาแบรนด์ของตัวเองด้วยการเป็นผู้สนับสนุนในวงการอีสปอร์ต เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้

(2.) ธุรกิจร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ ซึ่งจะได้รับผลประโยชน์และเป็นหนึ่งในทางรอดหลักของธุรกิจพีซี ที่ร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่จะไม่เป็นเพียงแค่ร้านเกมแบบเดิมอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นสถานที่ฝึกซ้อมสำหรับนักกีฬาอีสปอร์ต

(3.) ธุรกิจท่องเที่ยว เพราะประเทศไทยติดอันดับหนึ่งในประเทศที่น่าท่องเที่ยวที่สุดในโลก การมีอุตสาหกรรมอีสปอร์ตจึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะดึงดูดให้ชาวต่างชาติ ตัดสินใจเดินทางมาท่องเที่ยวและเยี่ยมชมประเทศไทยมากยิ่งขึ้น ผ่านการจัดกิจกรรมอีเวนท์เกี่ยวกับอีสปอร์ตขนาดใหญ่ ทำให้สามารถดึงดูดชาวต่างชาติเข้ามามีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมและธุรกิจการท่องเที่ยวไทยได้ในทางอ้อม

(4.) ธุรกิจแวดวงการศึกษา อย่างล่าสุดที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา  เพิ่งเปิดตัวหลักสูตรใหม่ การจัดการธุรกิจเกมและอีสปอร์ต เพื่อ​ผลิต​บุคลากร​ระดับ​นัก​บริหาร​ที่​มี​ความ​รอบรู้ มี​ความ​สามารถ​ใน​การ​จัดการ​ธุรกิจเกมและอีสปอร์ต​ได้​อย่าง​มี​ประสิทธิภาพ สามารถ​ใช้​เทคโนโลยี​ใหม่ๆ และแนวคิดของเกมให้บังเกิด​ผล​อย่าง​เต็มที่ ตลอดจนสอดคล้องกับไทยแลนด์ 4.0

จากปัจจัยหลายๆ อย่าง ทั้งเทคโนโลยี ผู้ชม ทำให้อีสปอร์ตได้รับความนิยมและเติบโตมากขึ้น โยเฉพาะในประเทศไทย ที่ล่าสุดกลายเป็นกีฬาการแข่งขันที่ได้การยอมรับจากการกีฬาแห่งประเทศไทย ถือเป็นการพลิกวงการเกม สร้างภาพลักษณ์ที่ดีในแวดวงดังกล่าว ก่อให้เกิดโอกาสสำหรับแวดวงธุรกิจในอนาคต เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของทุกภาคส่วนในแวดวงอีสปอร์ตในยุคดิจิทัลต่อไป

นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


เฟซบุ๊ค-งัด-5-มาตรการ-ปราบ-Fake-News-ช่วง-เลือกตั้ง-62_web.jpg

เมื่อเทคโนโลยีก่อให้เกิดสังคมออนไลน์ขึ้น การสื่อสารจึงกว้างขวางกว่าที่เคยเป็น สื่อออนไลน์เปรียบเสมือนดาบสองคม เนื่องจาก “วิกฤต Fake News” หรือข่าวปลอม ที่คอยสร้างความสับสนให้ผู้คนจากกลุ่มไม่หวังดี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอมาตราการที่ Facebook ใช้เพื่อป้องกัน Fake News…

จะว่าไป วิกฤต Fake News เกิดขึ้นมานานแล้ว แต่แพร่กระจายช้า เพราะในสมัยก่อนเป็นเพียงรูปแบบของ “ใบปลิว” ซึ่งไม่ค่อยมีผลต่ออารมณ์ความรู้สึกมากนัก แต่ปัจจุบัน Fake News เปลี่ยนมาอยู่ในรูปแบบของสื่อออนไลน์ ทำให้มีข้อมูลข่าวสารถูกแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อผู้รับสารมากขึ้น

และยิ่งช่วงนี้ประเทศไทยกำลังจะมีการเลือกตั้งขึ้น จึงค่อนข้างน่าเป็นห่วงว่า Fake News จะเข้ามาทำลายความน่าเชื่อถือของนักการเมืองรวมถึงผู้รับสาร จากกลุ่มผู้ไม่หวังดีที่ต้องการสร้างสถานการณ์ ไม่เพียงแค่ประเด็นการเมืองเท่านั้น ข่าวสารประเภทต่างๆ ก็ยังมีกลุ่มผู้ไม่หวังดีปล่อยข่าวลวงผ่านสื่อออนไลน์อีกด้วย อาทิ ศิลปิน/ ดาราชื่อดังเสียชีวิต เป็นต้น

จากวิกฤติดังกล่าว ทำให้ “เฟซบุ๊ก” หนึ่งในแอปพลิเคชันที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดถึง 52 ล้านคน ออกประกาศมาตรการรับมือ Fake News ในช่วงของการเลือกตั้งที่เกิดขึ้น โดยไม่อนุญาตให้โฆษณาที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเลือกตั้งจากต่างประเทศมาเผยแพร่ในประเทศไทย ตั้งแต่ช่วงก่อนเลือกตั้งไปจนถึงวันเลือกตั้ง นอกจากนี้ ยังคุมเข้มเรื่องการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งของผู้คน ทั้งนี้เพื่อสร้างความโปร่งใสในการนำเสนอข่าวสารและข้อมูลในช่วงเลือกตั้ง

 

สำหรับมาตรการที่ Facebook จะบังคับใช้ เพื่อรับมือ Fake News ได้แก่

1. Cracking Down on Fake Accounts – ปราบปรามบัญชีปลอม

เฟซบุ๊กจะใช้ระบบอัตโนมัติตรวจจับข้อมูลเพื่อค้นหาบัญชีปลอม จากนั้นจึงนำนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยระบุตัวตน สามารถตรวจจับบัญชีปลอมก่อนจะมีการรายงานเข้ามาได้มากถึง 99.6% และส่งข้อมูลที่ตรวจพบให้กับทีมงานที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยตรวจจับและสแกนในขั้นตอนสุดท้าย เนื่องจากรูปแบบและวิธีการของผู้ที่ไม่ประสงค์ดีในการสร้างบัญชีปลอมมีการพัฒนาและก้าวหน้าอยู่ตลอดเวลา

 

2. Reducing The Distribution of False News – ลดการกระจายข่าวปลอม

เฟซบุ๊กจะเพิ่มมาตรการจัดการ การแพร่กระจายข่าวปลอม โดยนำหลัก “ลบ-ลด-แจ้ง” มาใช้สำหรับจัดการกับข่าวปลอมหรือคอนเทนต์ที่ไม่เหมาะสม

 

3. Making Advertising More Transparent – ทำให้การโฆษณามีความโปร่งใสมากขึ้น

เฟซบุ๊กเปิดให้ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถเข้าไปดูรายละเอียดข้อมูลของเพจได้แล้วผ่านแถบ “Info and Ads” ในหน้าเพจนั้นๆ ซึ่งจะแสดงรายละเอียดตั้งแต่จำนวนครั้งที่เปลี่ยนชื่อเพจ เริ่มสร้างเพจวันไหน มีต้นทางการใช้งานมาจากประเทศใด เพื่อตรวจสอบว่าเพจนั้นๆ นำเสนอประเด็นไหน อาศัยอยู่ในประเทศใด เพื่อเชื่อมโยงกับเจตนาในการทำคอนเทนต์ และยังสามารถเลือกดูได้ด้วยว่าคอนเทนต์ที่ถูกซื้อโฆษณาถูกสนับสนุนโดยใครอีกด้วย

 

4. Disrupting Bad Actors – กำจัดการเผยแพร่พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม

เฟซบุ๊กมีมาตรการยับยั้งการแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมบนแพลตฟอร์ม เพื่อป้องกันการส่งต่อข้อมูลดังกล่าว

 

5. Supporting an Informed Electorate – สนับสนุนการเลือกตั้งด้วยข้อมูลข่าวสาร

เฟซบุ๊กจะสนับสนุนการให้ข้อมูลช่วงเลือกตั้ง โดยทำงานร่วมกันกับองค์กรอื่นๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจจับข่าวปลอม เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถรับข้อมูลข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณมากขึ้น ก่อนจะกดแชร์หรือส่งต่อ รวมถึงแสดงความคิดเห็น

 

เฟซบุ๊กจะดำเนินการตามนโยบายที่สอดคล้องกับทาง กกต. ของประเทศนั้นๆ รวมถึงประเทศไทย โดยตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าจะเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้ใช้งานในการเสพข่าวสารที่ถูกต้อง โปร่งใส รวมถึงแสดงความคิดเห็น เปิดพื้นที่ให้แสดงความคิดเห็นของตัวเองได้ เพื่อลดปัญหาการเกิดวิกฤต Fake News ต่อไป

 

นี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


ภัยไซเบอร์-ปี-2562-เรื่องที่มนุษย์ต้องเรียนรู้และรับมือ_web.jpg

เมื่อพูดถึงโทษของโลกไซเบอร์ หากเราไม่รู้จักระมัดระวัง เราอาจจะตกเป็นเหยื่อของภัยไซเบอร์ก็ได้ ฉะนั้นกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตมาดูกันว่า “ภัยไซเบอร์” ปี 2562 จะมีแนวโน้มและทิศทางอย่างไรบ้าง เพื่อที่จะได้ตั้งรับและรับมือได้ทัน

เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในโลกมนุษย์มากขึ้น ทำให้การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ได้รับความสะดวกสบายมากขึ้นด้วยเทคโนโลยี การใช้ชีวิตประจำวันของมนุษย์ในแต่ละวันล้วนต้องใช้และพึ่งพาเทคโนโลยีตลอดเวลา ไม่ว่าจะดำเนินกิจกรรมใดๆ ก็ตาม มักจะมีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง

และเร็วๆ นี้ 5G กำลังเข้ามาเยือนโลกมนุษย์ และกำลังจะเป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่ทรงอิทธิพลที่สุด ก็ยิ่งทำให้หลายฝ่ายตื่นตัวมากขึ้น เพราะมีความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาประเทศ ช่วยยกระดับอุตสาหกรรม ไม่เพียงแต่ทำให้มนุษย์สามารถดาวน์โหลดข้อมูลขนาดมหาศาลได้ด้วยความเร็วสูงอย่างก้าวกระโดดเท่านั้น แต่ยังทำให้อุปกรณ์และสิ่งของรอบตัวสามารถเชื่อมโยงกันเองและเชื่อมโยงกับมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โลกไซเบอร์เป็นหนึ่งในสิ่งที่ผู้คนใช้งานบ่อยที่สุด โดยเฉพาะในส่วนของ ข้อมูล (Data) เนื่องจากผู้ใดบริหารจัดการข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้นั้นย่อมได้เปรียบ แต่การนำ ข้อมูล (Data) มาใช้ประโยชน์นั้น ต้องระมัดระวังอย่างมาก โดยเฉพาะภัยของโลกไซเบอร์ ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และในปี 2562 นี้ “ภัยไซเบอร์” จะมีแนวโน้มและทิศทางอย่างไรบ้าง

 

1. ข้อมูลรั่วไหลจากการจัดเก็บข้อมูลใน Cloud

ปัจจุบัน องค์กรต่างๆ นิยมจัดเก็บข้อมูลผ่านคอพิวเตอร์หรือระบบสารสนเทศภายในองค์กร และนำเข้าสู่การจัดเก็บข้อมูลบนระบบ  Cloud เพื่อลดต้นทุน กระจายความเสี่ยงการโจมตีทางไซเบอร์ แต่อีกมุมหนึ่งที่ผู้บริหารองค์กรควรพิจารณา คือ ใครจะรับผิดชอบความเสียหาย หากมีข้อมูลขององค์กรที่อยู่ในระบบ Cloud รั่วไหล  รวมถึงหาก พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมีผลบังคับใช้ ฝ่ายใดต้องรับผิดชอบ ระหว่างผู้บริหารองค์กร ผู้ให้บริการคลาวด์ หรือ บริษัทที่ให้บริการประกันภัยทางไซเบอร์

วิธีการแก้ปัญหาข้อมูลรั่วไหลผ่านการใช้ระบบ Cloud ที่ดี คือองค์กรควรทำ Data Classification หรือ การจำแนกข้อมูลเสียก่อน เพราะข้อมูลในระบบ Cloud มีโอกาสถูกแฮ็กได้ทุกเมื่อ ฉะนั้น เราควรบริหารจัดการการจัดเก็บข้อมูลให้ปลอดภัย เช่น การพิสูจน์ตัวตนแบบสองชั้น เป็นต้น

 

2. กฎระเบียบและกฎหมายทางด้านไซเบอร์จะเข้มงวดขึ้น

เร็วๆ นี้ ประเทศไทยจะมีกฎหมายใหม่ที่เตรียมนำมาบังคับใช้ถึง 2 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ. ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งจะมีผลต่อหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนต่อประชาชนทั่วไป ทำให้ผู้บริหารระบบสารสนเทศ ตลอดจนผู้ตรวจสอบระบบสารสนเทศต้องมีการเตรียมตัวและวางแผนให้รอบคอบมากขึ้น เนื่องจากเป็นข้อกำหนดในตัวบทกฎหมายทั้ง 2 ฉบับดังกล่าว ทำให้ในปีนี้หลายองค์กรคงต้องจัดเตรียมงบประมาณและลงทุนด้านระบบสารสนเทศเพิ่มเติม เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนด ซึ่งจะมีเวลาเตรียมการไม่น้อยกว่า 180 วัน

สำหรับประชาชนทั่วไป ในฐานะผู้ใช้บริการต้องตรวจสอบ Privacy Notice และ Privacy Policy ให้รอบคอบก่อนการใช้งานบริการออนไลน์และโมบายแอปต่างๆ ว่าไม่มีการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลของเรา รวมทั้งบริษัท Tech Giant ต้องมีการปรับตัวให้สอดคล้องกับ EU’s GDPR โดยสังเกตได้จากทั้ง Facebook, Apple และ Google ล้วนเพิ่มเมนูพิเศษให้ผู้บริการสามารถบริหารจัดการข้อมูลของตนได้

 

3. เกิดการโจมตีในรูปแบบการไม่เปิดเผยตัวตน

เป็นการโจมตีข้อมูลส่วนบุคคลจนสามารถระบุตัวตนของบุคคลนั้นได้ โดยการเข้าถึง Personally Identifiable Information (PII) ของบุคคลนั้นจากข้อมูลเพียงบางส่วนที่ไม่สมบูรณ์พอที่จะระบุตัวตนของบุคคลนั้นได้ แต่เมื่อใช้เทคนิค Intelligence Information Gathering แล้วแฮกเกอร์สามารถปะติดปะต่อข้อมูลการค้นหาข้อมูลในโซเชียลมีเดีย โดยใช้เครื่องมือประเภท OSINT (Open Source Intelligence)

ดังนั้น ผู้ใช้บริการบริการโซเชียลมีเดียควรระมัดระวังการป้อนข้อมูลเข้าไปในระบบ ไม่ว่าจะเป็นการโพสต์หรือการอัพโหลดข้อมูลส่วนบุคคลเข้าไปใน Cloud เนื่องจากแฮ็กเกอร์สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมที่สามารถเชื่อมโยงกับข้อมูลหลักของเรา จนระบุตัวตนของเป้าหมายได้ในที่สุด เช่น เมื่อทราบเบอร์โทรศัพท์ ก็สามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นเบอร์ของใคร ชื่อ-นามสกุลอะไร โดยไม่จำเป็นต้องทราบชื่อ-นามสกุล หรือไม่จำเป็นต้องรู้จักเป้าหมายมาก่อน ฉะนั้น ควรมีสติทุกครั้งในการป้อนข้อมูล อย่าลืมว่า คิดก่อนโพสต์ และ  คุณเป็นคนอย่างไรคุณก็โพสต์อย่างนั้น

 

4. การกลั่นแกล้งทางโซเชียลมีเดีย

Cyberbullying ผ่านทางสื่อโซเชียลมีเดีย เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่เกิดบ่อยครั้ง ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ ชื่อเสียง อย่างมากต่อผู้ถูกกระทำ โดยที่ผู้ถูกกระทำไม่มีโอกาสได้ตอบโต้ผู้กระทำผิด ซึ่งจริงๆ แล้วมีกฎหมายหมิ่นประมาทที่สามารถนำมาใช้ในกรณี Cyberbullying ได้ หากแต่ชื่อเสียงของบุคคลนั้นก็มีผลกระทบในด้านลบไปเสียก่อนแล้ว เพราะธรรมชาติของสื่อโซเชียลจะมีความเร็วสูงมาก และสามารถแพร่กระจายข่าวสารเชิงลบได้ในระยะเวลาอันสั้น ดังนั้นทั้งบุคคลและองค์กรจึงจำเป็นต้องวางแผนและมีการเฝ้าระวังสื่อสังคมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน องค์กรต้องมีศักยภาพหรือขีดความสามารถในการโต้ตอบ ให้ข้อมูลเชิงบวกกับสาธารณะชนด้วยความรวดเร็ว ก่อนที่ข่าวสารเชิงลบจะทำให้ชื่อเสียงของบุคคลและองค์กรมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ และความเชื่อมั่น

 

5. ความไม่เข้าใจของผู้บริหารระดับสูง ในเรื่อง Digital Transformation และ Cybersecurity Transformation

การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในรูปแบบที่หลายองค์กรกำลังนิยมในปัจจุบัน คือ การปรับองค์กรตามแนวทาง Digital Transformation ซึ่งไม่ใช่เพียงการนำเอาเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เท่านั้น แต่ต้องปรับเปลี่ยนองค์กร ตั้งแต่เรื่อง ผู้นำ ไปจนถึงประสบการณ์ของลูกค้า แะยังต้องปรับเปลี่ยนเรื่องความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัวขององค์กรอีกด้วย เนื่องจากเป็นฐานในการสร้างความเชื่อมั่นสินค้าและบริการขององค์กร

การเปลี่ยนแปลงในรูปแบบดิจิทัลโดยลืมคำนึงถึงเรื่องความมั่นคงทางไซเบอร์ จะไม่สามารถสำเร็จลุล่วงในระยะยาวได้ เนื่องจากมีปัญหาด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และปัญหาด้านการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ยังไม่ได้รับการปรับแก้ไขให้ถูกต้อง ดังนั้นการการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบดิจิทัลให้สำเร็จ จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวในองค์กรด้วย ขณะเดียวกันองค์กรยังสามารถรักษาระดับการให้บริการกับลูกค้าไว้ได้โดยไม่มีผลกระทบต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ขององค์กร ซึ่งผู้บริหารระดับสูงจำเป็นต้องทำความเข้าใจในหลักการความยืดหยุ่นทางไซเบอร์ และการเปลี่ยนแปลงความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์

สุดท้าย ในการใช้เทคโนโลยีนั้นเราก็ควรใช้เทคโนโลยีในทางที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตัวเรามากที่สุด ไม่ควรใช้เทคโนโลยีในทางที่ผิด และในบางครั้งมนุษย์เราก็ควรหันมาทำอะไรด้วยตนเองโดยไม่พึ่งพิงเทคโนโลยีบ้างเพื่อให้เราได้รู้จักใช้สมองและร่างกายของเราฝึกทำอะไรด้วยตนเอง ก่อนที่มนุษย์เราจะต้องตกเป็นทาสของเทคโนโลยี

 

นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


ส่องเทรนด์-สมาร์ทโฟน-ปี-2562-เราจะได้เห็นอะไรบ้าง_web.jpg

“สมาร์ทโฟน” สิ่งสำคัญอีกหนึ่งอย่างของมนุษย์ ที่มีฟังก์ชั่นต่างๆ ตอบโจทย์การใช้งานมากมาย และกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะพาไปดูกันว่าปี 2562 จะมีเทรนด์ใหม่ๆ ของ “สมาร์ทโฟน” ซึ่งอาจจะทำให้มนุษย์เริ่มให้ความสนใจมากขึ้น

ต้องบอกเลยว่า “สมาร์ทโฟน” กลายเป็นปัจจัย 5 ของมนุษย์เลยก็ว่าได้ เพราะสมาร์ทโฟนไม่ใช่แค่โทรศัพท์มือถือที่สำหรับโทรออก-รับสาย เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่มีคุณสมบัติที่คอยอำนวยความสะดวกมนุษย์แบบเหนือชั้น จนกลายเป็นสิ่งของสำคัญอีกหนึ่งอย่างที่สำคัญกับมนุษย์อย่างเราเลยก็ว่าได้

และด้วยคุณสมบัติที่มากมายของสมาร์ทโฟนแบรนด์ต่างๆ และรุ่นต่างๆ จะเห็นได้ว่าแต่ละแบรนด์ต่างคิดค้นฟังก์ชั่นใหม่ๆ ให้กับสมาร์ทโฟน เพื่อดึงดูดลูกค้าให้เกิดความสนใจและควักกระเป๋าสตางค์ซื้อในที่สุด

ในปี 2562 นี้ เชื่อว่าหลายคนก็จับตามองกันว่า ปีนี้จะมีเทคโนโลยี ฟังก์ชั่น หรือนวัตกรรมอะไรใหม่ๆ เกี่ยวกับแวดวง “สมาร์ทโฟน” ที่น่าสนใจและจะได้เห็นกันในปีนี้บ้าง

 

1. รอยแหว่งบนหน้าจอจะหายไป

สำหรับเทรนด์สมาร์ทโฟนในปีที่ผ่านมา จะเห็นกันบ่อยก็คือเรื่องของดีไซน์หน้าจอของสมาร์ทโฟนที่มาพร้อมกับ Notch แบบเป็นแถบ แต่ในปี 2019 เราอาจจะไม่ได้เห็นดีไซน์หน้าจอดังกล่าวแล้ว และในอนาคตคาดว่าจะมีสมาร์ทโฟนอีกหลายรุ่นหันมาใช้หน้าจอแบบเจาะรูแทน เห็นได้จากข่าวของภาพเรนเดอร์มือถือรุ่นใหม่ หรือการจดสิทธิบัตรในระยะหลังมานี้ มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้ง Samsung, Huawei, Honor, Lenovo รวมถึง Apple ที่จดสิทธิบัตรจอมีรูเอาไว้แล้วด้วยเหมือนกัน

 

2. หน้าจอพับได้

หลายคนอาจจะคิดว่าสมาร์ทโฟนแบบหน้าจอพับได้อาจจะเป็นเพียงแค่เรื่องเพ้อฝัน เพราะไม่มีทางเกิดขึ้นได้จริง แต่ล่าสุด สมาร์ทโฟนแบบหน้าจอพับได้ก็ถือกำเนิดขึ้นในวงการจริงๆ ด้วยเทคโนโลยีจอพับได้เริ่มแพร่หลายในอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนแล้ว ดังนั้นในปีนี้ เราจะได้เห็นสมาร์ทโฟนพับได้จากหลายๆ แบรนด์ชื่อดังเปิดตัวออกมาจำหน่ายแข่งขันกันอย่างแน่นอน

 

3. มีระบบสแกนนิ้วใต้จอ

ระบบสแกนนิ้วนี้เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่จะมาพร้อมกับการเปิดตัวสมาร์ทโฟนจอพับได้ในอนาคต โดยเทคโนโลยีการสแกนลายนิ้วมือบริเวณใต้หน้าจอจะมีราคาถูกลงและแพร่หลายยิ่งขึ้น จนอาจกลายเป็นฟีเจอร์ที่พบเห็นได้ทั่วไปในตลาดสมาร์ทโฟนปีหน้า

 

4. มีกล้องอย่างน้อย 4 ตัว

ในที่สุดเราก็ได้เห็นกล้อง 4 ตัว (Quad-Camera) บนสมาร์ทโฟนจนได้ใน Samsung Galaxy A9 แน่นอนว่าแบรนด์อื่นๆ ก็ไม่ยอมน้อยหน้า เตรียมพัฒนาสมาร์ทโฟนกล้อง 4 ตัวออกมาเช่นกัน ดูเหมือนว่ากล้องบนสมาร์ทโฟนจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ยังไม่รู้ว่าจะไปสิ้นสุดลงที่ตรงไหน ดังนั้นก็คงจะไม่แปลก หากเราจะได้เห็นสมาร์ทโฟน 4 กล้องทยอยกันเปิดตัวออกมาในปีหน้า

 

5. รองรับ 5G

แบรนด์สมาร์ทโฟนชื่อดังอย่าง OnePlus LG และ Samsung เตรียมเปิดตัวสมาร์ทโฟนที่รองรับเครือข่าย 5G ในปี 2562 ถึงแม้ว่าเครือข่าย 5G จะยังไม่แพร่หลายครอบคลุมทุกพื้นที่ แต่เชื่อว่าในอนาคต จะมีการพัฒนาสมาร์ทโฟนที่รองรับเทคโนโลยี 5G อย่างแน่นอน

 

6. ระบบชาร์จไฟไวกว่าเดิม

ปีนี้เราจะได้เห็นเทคโนโลยีชาร์จไฟแบบใหม่ที่ใช้เวลาชาร์จเร็วขึ้น อย่างล่าสุด Samsung เร่งพัฒนาระบบชาร์จไวแบบใหม่เพื่อใช้กับ Galaxy S10 ที่กำลังจะเปิดตัวช่วงต้นปี ซึ่งระบบชาร์จไวดังกล่าวไม่ได้อยู่ที่ตัวหม้อแปลงอย่างเดียวเท่านั้น แต่แบตเตอรี่ที่ใช้ก็ต้องถูกออกแบบมาเพื่อให้รองรับแรงดันไฟสูงๆ ได้โดยไม่เกิดความร้อนจนระเบิดหรือลุกไหม้อีกด้วย ซึ่งในอนาคตระบบดังกล่าวจะเริ่มเข้ามาอยู่ในสมาร์ทโฟนราคาถูกแน่นอน

 

ทั้งหมดนี้เป็นเทรนด์สมาร์ทโฟนของปี 2562 ที่คาดว่าทุกๆ คนจะได้เห็นกันและใช้ได้จริงในสมาร์ทโฟนหลายๆ รุ่น อย่างแน่นอน และในอนาคตเราอาจจะได้เห็นเทคโนโลยีใหม่ๆ อีกหลายอย่าง คงต้องจับตาดูกันต่อไป

 

นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


เผยโฉม-แอปพลิเคชั่น-สุดล้ำ-ตอบโจทย์คนสูงวัยโดยเฉพาะ_web.jpg

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปส่อง “แอปพลิเคชั่น” ที่ตอบโจทย์ผู้สูงอายุ ช่วยอำนวยความสะดวก ดูแลสุขภาพ และฝึกสมาธิ เพื่อให้พวกเขาใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายและมีความสุข

เมื่อเทคโนโลยีมีการพัฒนาอย่างล้ำหน้า ทำให้ไลฟ์สไตล์การดำเนินชีวิตของมนุษย์ล้วนต้องมีเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการอำนวยความสะดวก ไม่เพียงกลุ่มคนรุ่นใหม่เพียงแค่นั้นที่สนใจการใช้เทคโนโลยีต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ผู้สูงอายุเองในฐานะคนที่อยู่ในยุคสมัยเกิดก่อนเทคโนโลยี ก็ต้องมีการปรับตัวและเรียนรู้การใช้เทคโนโลยี เพื่อก้าวให้ทันกับโลกของเทคโนโลยี ไม่ให้ตกยุค หรือ Digital Disruption การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากเทคโนโลยีดิจิทัล ทำให้เกิดรูปแบบนวัตกรรมขึ้นมาใหม่

เพราะอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะกลายเป็นสังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์แล้ว เมื่อสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป สูงถึงร้อยละ 20 จำนวนประชากรสูงอายุที่จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในอนาคตเห็นได้ชัดเจนจากการที่ประชากรรุ่นที่เกิดเกินกว่าล้านคนต่อปี ระหว่างปี 2506-2526 (ขณะนี้มีอายุ 33-53 ปี) และในอีก 20 ปีข้างหน้า จะกลายเป็นผู้สูงอายุ (ขณะนี้มีอายุ 53-73 ปี) ทำให้ในอนาคตสัดส่วนของประชากรในประเทศไทยอายุ 60 ปีขึ้นไป จะสูงถึงร้อยละ 30 ของประชากรทั้งหมด

ปัจจุบัน จะเห็นได้ชัดเจนเลยว่ามีเทคโนโลยีต่างๆ ผุดขึ้นมามากมาย เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของผู้คนหลากหลายวัย ทั้งเด็กไปจนถึงผู้สูงอายุ เมื่อพูดถึงกลุ่มของผู้สูงอายุแล้ว ปัจจุบันก็มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ ที่ตอบโจทย์ผู้สูงอายุ ซึ่งมีอยู่มากมาย หนึ่งในนั้นก็คือแอปพลิเคชันสำหรับผู้สูงอายุนั่นเอง

“กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงได้รวบรวมแอปพลิเคชันสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวก ดูแลสุขภาพ และฝึกสมาธิของผู้สูงอายุ เพื่อให้พวกเขาใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายและมีความสุข

 

Life 360

 

Life 360 เป็นแอปพลิเคชั่นติดตามตำแหน่งของครอบครัวและเพื่อนแบบเรียลไทม์ในแผนที่ส่วนตัว สามารถติดตามได้ว่าคนในครอบครัวของเราอยู่ในตำแหน่งไหน เพื่อป้กันการพลัดหลงเกิดขึ้น นอกจากนี้ แอปพลิเคชันดังกล่าวยังมีระบบแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์เมื่อเพื่อนหรือคนในครอบครัวเดินทางไปหรือกลับถึงบ้าน

 

See Doctor Now

 

See Doctor Now เป็นแอปพลิเคชันระบบบริการทางการแพทย์ยุคใหม่ ที่ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถพูดคุยปรึกษากับแพทย์และพยาบาลแบบเห็นหน้าผ่าน Live Video Call โดยใช้แอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน แท็บเลต โดยผู้ใช้งานจะได้พูดคุยกับพยาบาลวิชาชีพ เพื่อประเมินปัญหาของผู้ป่วยอย่างรวดเร็ว หากผู้ป่วยจำเป็นต้องพบแพทย์เฉพาะทาง ทางพยาบาลก็จะส่งต่อหรือทำนัดกับแพทย์เฉพาะทางในขั้นตอนการประเมินและให้คำปรึกษา โดยแอปพลิเคชันนี้เป็นการให้บริการโดยไม่มีค่าใช้จ่าย หรือค่าบริการ แต่จะมีเพียงค่าแพทย์เท่านั้น ซึ่งจะไม่มีการเรียกเก็บเงินจนกว่าจะได้พูดคุยกับแพทย์เฉพาะทางแล้วเสร็จ จึงจะเรียกเก็บเงิน

 

Pill Reminder Pro

  

Pill Reminder Pro เป็นแอปพลิเคชั่นเตือนเวลาทานยาสำหรับผู้สูงอายุ แอปพลิเคชันนี้ถือได้ว่าตอบโจทย์ตารางเวลาของชีวิตของผู้สูงอายุเลยก็ว่าได้ เนื่องจากผู้สูงอายุส่วนใหญ่อาจจะมีอาการหลงลืมเวลาทานยาของตัวเอง วิธีใช้งานแอปพลิชันนี้ไม่ยาก เพียงกรอกชื่อ จำนวนครั้งที่รับประทานยา และเวลาที่ต้องรับประทานยา จากนั้น รอเสียแจ้งเตือนรับประทานยาตามเวลาเท่านั้น

 

ThaiEMS 1669

ThaiEMS 1669 เป็นแอพพลิเคชันฉุกเฉินที่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อเรียกรถพยาบาลในพื้นที่ซึ่งใกล้ที่พักอาศัยให้มารับที่บ้าน วิธีการใช้งานเพียงแค่กรอกข้อมูลส่วนตัว ที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ติดต่อกลับ  นอกจากนี้ แอปพลิเคชันดังกล่าวยังมีคู่มือปฐมพยาบาลเบื้องต้นไว้ใช้ยามฉุกเฉินอีกด้วย ซึ่งหากต้องการแจ้งเหตุก็สามารถกดไปที่วงกลมสีแดง ที่มีข้อความว่า “กดเพื่อเรียกรถพยาบาล” และรอการติดต่อกลับจากเจ้าหน้าที่ เพียงเท่านี้ รถพยายาลก็จะเดินทางมารับผู้ป่วยในทันที

 

Alzheimer Disease

Alzheimer Disease เป็นแอปพลิเคชันที่ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคอัลไซเมอร์ในรูปแบบของเกม โดยแอปพลิเคชันดังกล่าวจะมีเกมส์ตอบคำถามแบบมีตัวเลือก มีหลายด่าน โดยแต่ละด่านจะมีด่านภารกิจให้ผู้ใช้งานได้ทดสอบ นอกจากให้ความรู้แล้ว ยังได้กระตุ้นการทำงานของสมอง ช่วยในระบบความจำ และแต่ละด่านจะสอดแทรกเกมเสริมทักษะอีกด้วย

 

ชราเฮโย

ชราเฮโย เป็นแอปพลิเคชันช่วยประเมินแนวโน้มสุขภาพในอนาคตที่เป็นผลมาจากการใช้ชีวิตประจำวัน ใช้งานง่ายๆ เพียงตอบคำถามจากพฤติกรรมของตัวเองแล้วมาดูแนวโน้มกันว่า เมื่อตนเองเริ่มเข้าสู่วัยสูงอายุแล้วจะมีสุขภาพที่แข็งแรง สดใส ห่างไกลโรคภัย หรืออาจจะมีโรคภัยไข้เจ็บเข้ามากวนใจในบั้นปลายชีวิต นอกจากนี้ ชราเฮโยยังมีคำแนะนำเบื้องต้นสำหรับการดูแลสุขภาพอีกด้วย

 

การมีแอปพลิเคชันสำหรับผู้สูงอายุ ถือเป็นเรื่องที่ดีที่จะช่วยประเมินสุขภาพและรับมือกับการรักษาของผู้สูงอายุในอนาคตต่อไปได้ นอกจากนี้ บางแอปพลิเคชันยังช่วยเสริมสร้าง บริหารสมอง ป้องกันการเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้อีกด้วย ฉะนั้น การมีแอปพลิเคชันดีๆ เข้ามาช่วยเติมเต็มชีวิตของผู้สูงอายุ เป็นการช่วยอำนวยความสะดวกให้พวกเขาใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบาย มีความสุข ทั้งสุขภาพกาย และสุขภาพใจ

 

นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


เมื่อ-Ai-เข้าใกล้กว่าที่เราคิด_web.jpg

ปัจจุบันนวัตกรรมต่าง ๆ เกิดขึ้นบนโลกนี้อย่างมากมาย หลายคนคงจะเคยได้ยินหรือคุ้นชินกับคำว่า “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ AI ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่จะช่วยอำนวยความสะดวกมนุษย์ จนทำให้บางคนกังกวลว่า AI จะเข้ามาแทนที่หรือแย่งงานของมนุษย์ไปหรือไม่?

ต้องบอกเลยว่าโลกของเรามีการคิดค้นเทคโนโยีและนวัตกรรมต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และอำนวยความสะดวกการดำเนินชีวิตของมนุษย์ให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสบายมากขึ้นกว่าเดิม เมื่อยุคของเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในสังคมมากยิ่งขึ้น ช่วงที่ผ่านมา หลายคนคงจะเคยได้ยินหรือคุ้นชินกับคำว่า AI (Artificial Intelligence) หรือ ปัญญาประดิษฐ์ ตามสื่อต่าง ๆ กันมาบ้างแล้ว แต่บางคนอาจจะยังไม่รู้จักกับความหมายของคำดังกล่าว

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ AI (Artificial Intelligence) หรือ ปัญญาประดิษฐ์ คือ นวัตกรรมการสร้างความฉลาดให้กับสิ่งไม่มีชีวิต ถือเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งของวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่มีแนวคิดในรูปแบบที่เน้นเหตุผลเป็นหลัก มีความสามารถคล้ายมนุษย์หรือเลียนแบบพฤติกรรมมนุษย์ โดยเฉพาะความสามารถในการคิดและเป็นผู้ช่วยในด้านต่าง ๆ เปรียบเสมือนการสร้างหุ่นยนต์ที่ทำงานได้เหมือคน โดยใช้วิทยาการด้านคอมพิวเตอร์และวิศวกรรมเป็นหลัก อาทิเช่น ระบบนำทางรถยนต์ไร้คนขับ, ช่วยผู้อัจฉริยะในสมาร์ทโฟน เป็นต้น

นิยามของ “ปัญญาประดิษฐ์” ได้ถูกกำหนดขึ้นในปี ค.ศ.1956 โดย John McCarthy ได้มีการศึกษาและพัฒนางานด้านปัญญาประดิษฐ์ และได้มีการตั้งเกณฑ์ทดสอบเพื่อที่จะระบุว่า เครื่องจักรกลหรือระบบคอมพิวเตอร์สามารถคิดได้เหมือนมนุษย์ออกมาโดย Alan Turing นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ แต่จนบัดนี้เครื่องจักรกลหรือระบบคอมพิวเตอร์ก็ยังไม่สามารถผ่านเกณฑ์ของ Alan Turing ได้เลย ณ ปัจจุบันระบบปัญญาประดิษฐ์ยังไม่สามารถสร้างคำตอบที่แปลกใหม่หรือคำตอบที่มาจากการคิดค้นขึ้นมาใหม่ของระบบเองได้ เพียงแต่เป็นการลอกเลียนความสามารถของมนุษย์ได้เท่านั้น

ในช่วงที่ผ่านมา มีนวัตกรรมต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ในด้านระบบรักษาความปลอดภัย มีการคิดค้นกล้องวงจรปิดที่สามารถตรวจจับใบหน้าด้วยปัญญาประดิษฐ์ คือสามารถตรวจจับใบหน้าของคนร้ายที่เคยมีประวัติได้โดยอัตโนมัติ เมื่อคนร้ายเดินเข้ามาในสถานที่แห่งนั้น หรือแม้แต่ ด้านการแพทย์ มีการใช้หุ่นยนต์ในการผ่าตัดอวัยวะในส่วนที่มือคนไม่สามารถเข้าถึงได้ อย่างเช่น การพัฒนาระบบ IBM Watson ระบบที่สามารถอ่านบทความวิจัยวิทยาศาสตร์ได้มากถึง 1 ล้านฉบับต่อปี แล้วนำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้แม่นยำมากขึ้น ส่วนในด้านการขนส่งสาธารณะ ระบบ AI ได้ถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการเดินทาง เปรียบเสมือนเป็นผู้ช่วยในเดินทางให้กับมนุษย์ โดยสามารถวิเคราะห์เส้นทางและหลบหลีกสิ่งกีดขวาง รวมไปถึงสามารถพัฒนาไปถึงรถอัจฉริยะที่ไร้คนขับได้อีกด้วย

ในปี 2019 ที่กำลังจะก้าวมาถึงนี้ ไดเมนชั่น ดาต้า ผู้ให้บริการเทคโนโลยีระดับโลก รายงานแนวโน้มเทคโนโลยีปี 2019 โดยระบุว่า ปี 2019 จะมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านดิจิทัลอย่างแน่นอน ในรายงานได้ชี้ถึงพื้นฐานของแนวโน้มอุตสาหกรรมที่จะมากำหนดขอบเขตธุรกิจด้านเทคโนโลยีในปีหน้า โดยเชื่อว่าในปี 2019 จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายในแวดวงเทคโนโลยี ประกอบด้วย AI จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงประสบการณ์ของลูกค้า , องค์กรจะให้ความสำคัญกับความปลอดภัยระบบออนไลน์ , แอปพลิเคชั่นต่าง ๆ จะฉลาดมากขึ้นและปรับแต่งได้ , โครงสร้างพื้นฐานจะเป็นสิ่งที่ผู้ใช้สามารถจัดการได้ในปลายทาง , ข้อมูลจะกลายเป็นศูนย์กลางของทุก ๆ อย่าง รวมไปถึงการบริการต่าง ๆ อีกด้วย ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าจะมีการขยายตัวของบริษัทด้านเทคโนโลยีอย่างล้นหลามในอนาคต

และเมื่อ AI หรือ “ปัญญาประดิษฐ์” ได้รับความนิยมมากขึ้น ทั้งการเป็นตัวช่วยอำนวยความสะดวกแก่มนุษย์ในด้านต่าง ๆ จนทำให้มนุษย์หลายคนเริ่มกังวลกันว่า ในอนาคต AI จะเข้ามามีบทบาทและเข้ามาแทนที่มนุษย์ จะเป็นการแย่งงานของมนุษย์ไปหรือไม่ ซึ่ง McKinsey & Company บริษัทรับให้คำปรึกษาด้านการจัดการภายในองค์กรชื่อดัง ระบุว่า จะเข้ามาทำงานแทนที่มนุษย์มากถึง 800 ล้านตำแหน่งทั่วโลกภายในปี 2030 ซึ่งบางสาขาอาชีพมนุษย์ต้องปรับตัวและพัฒนา เพื่อไม่ให้ถูกหุ่นยนต์ AI เข้ามาแย่งงานและแทนที่ในที่สุด แต่บางอาชีพหุ่นยนต์ AI ก็ไม่ได้เข้ามาแย่งงานของมนุษย์ อาจเข้ามาช่วยให้เราทำงานง่ายขึ้นและสะดวกสบายขึ้นส่วนหนึ่ง แต่มนุษย์เองยังคงต้องทำงานตามปกติ

อย่างเช่น หุ่นยนต์ส่งของอัตโนมัติ ที่ออกแบบมาให้ทำงานร่วมกับมนุษย์ ในการช่วยส่งของจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งภายในพื้นที่ปิด โดยมีการออกแบบและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นกล้อง อุปกรณ์เซ็นเซอร์ต่าง ๆ เพื่อทำให้หุ่นยนต์ดังกล่าว สามารถเดินทางในพื้นที่ที่แตกต่างกัน ทั้งยังสามารถหลบหลีกผู้คนและสิ่งของในพื้นที่ต่าง ๆ ได้อย่างอัตโนมัติและปลอดภัย เหมาะสำหรับการใช้งานอย่างเช่น การเสิร์ฟอาหารภายในร้านอาหาร ที่ช่วยอำนวยความสะดวกพนักงานในร้าน เพื่อให้พนักงานของร้านมีเวลาไปทำอย่างอื่นเยอะขึ้น หุ่นยนต์ดังกล่าวสามารถแบ่งเบาภาระงานมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังตอบโจทย์ในการประหยัดเวลาและความปลอดภัยขั้นสูง ทดแทนภาระงานบุคลากรได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกวัน ทุกเวลา นอกจากนี้ หุ่นยนต์ดังกล่าวยังสามารถนำไปใช้กับธุรกิจโลจิสติกส์และโรงงานผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งแบบ Just-In-Time ได้อีกด้วย

นอกจากนี้ ในส่วนของกีฬาเองก็มีการนำเอา AI มาปรับใช้ อย่าง แอปพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในรูปแบบ Computer Vision คือ Zepp ที่ทำหน้าที่วิเคราะห์การเคลื่อนไหวของร่างกาย จากการบันทึกภาพนิ่งและวีดีโอ ไม่ว่าจะเป็นการกระโดด การเหวี่ยงแขน การวิ่ง มี 5 ชนิดกีฬาให้เลือกพัฒนาทักษะได้แก่ บาสเก็ตบอล, ฟุตบอล, กอล์ฟ, เบสบอล และเทนนิส ทั้งหมดนี้จะถูกประมวลผลด้วยปัญญาประดิษฐ์ เพื่อให้ผู้ใช้งานทราบว่ามีจุดอ่อนและควรพัฒนาเพิ่มเติมในด้านใด เปรียบเสมือนมีโค้ชส่วนตัวที่คอยให้คำแนะนำยังไงก็ยังอย่างนั้น


AT&T | Shot by. admonitoring.group

ขณะเดียวกัน ก่อนหน้านี้หลายคนคงเคยได้ยินข่าว เรื่อง Artificial Intelligence ของ Google ที่ชื่อว่า AlphaGo ซึ่งเป็น AI ทางด้านการเล่นโกะ สามารถเอาชนะ Ke Jie (เค จี) มือวางโกะอันดับหนึ่งของโลกไปได้ โดย Ke Jie เปิดเผยว่า การวางหมากแต่ละตาของ AlphaGo ค่อนข้างแหวกไปจากรูปแบบที่ผู้คนชอบเล่นกัน และเหนือมากจนตนไม่อาจรู้ได้เลยว่า AlphaGo กำลังวางเกมยังไง

สำหรับอาชีพที่มีเปอร์เซนต์จะถูก AI เข้ามาแทนที่มนุษย์ที่สุด ได้แก่ คอลเซ็นเตอร์ ที่มีโอกาสสูงถึง 99% เพราะอาชีพคอลเซ็นเตอร์เป็นอาชีพที่ทำงานผ่านทางโทรศัพท์ ไม่ต้องมีประสบการณ์ด้านสังคมหรืออารมณ์ จึงมีโอกาสสูงที่จะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์ , พนักงานบัญชี เนื่องจากในอนาคตการเก็บรายรับ รายจ่าย การลงบัญชี อาจถูกแทนที่ด้วยระบบ AI ที่ตอนนี้ก็มีโปรแกรมบัญชีสำเร็จรูปในประเทศไทย เช่น Trclound.org , Flowaccount.com สามารถทำให้เจ้าของกิจการหรือเจ้าหน้าที่บัญชีสามารถลงบัญชีได้ด้วยตัวเอง , พนักงานพิสูจน์อักษร ที่ปัจจุบันมีโปรแกรมพิสูจน์อักษรที่มีการใช้งานอย่างแพร่หลาย จากฟังก์ชั่นเดิมอย่าง Microsoft word ไปจนถึงโปรแกรมตรวจพิสูจน์อักษรอย่าง Grammarly และ Hemingway App นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ช่วยให้นักเขียนสามารถตรวจพิสูจน์อักษรได้ด้วยตัวเอง

AI ไม่ได้เข้ามาแทนที่อาขีพมนุษย์ไปเสียหมด เพราะก็ยังมีอยู่บางอาชีพที่มนุษย์จำเป็นต้องทำอยู่ หุ่นยนต์ทำแทนไม่ได้ ประกอบด้วย นักจิตวิทยาและนักบำบัด เป็นอาชีพที่จำเป็นมาก เนื่องจากโลกและภาคธุรกิจมีการแข่งขันสูง ทำให้บางคนเกิดความเครียดได้ง่าย การเข้ารับการบำบัดจากนักจิตวิทยาที่เป็นมนุษย์ ซึ่งมีทั้งน้ำเสียง พลัง และกริยาท่าทางการแสดงออก จะสามารถกระตุ้นให้เกิดความเชื่อมั่นได้ ซึ่งหุ่นยนต์ไม่สามารถทำได้ , ตำแหน่งผู้นำ-หัวหน้า ไม่ว่าจะเป็นผู้นำองค์กรหรือผู้นำประเทศ การเป็นผู้นำต้องปฏิสัมพันธ์กับผู้ใต้บังคับบัญชา หรือหากเป็นผู้นำประเทศก็ต้องปฏิสัมพันธ์กับประชาชน หน้าที่นี้หุ่นยนต์จึงไม่สามารถเข้ามาแทนได้ , เจ้าหน้าที่ทรัพยากรบุคคล เป็นตำแหน่งที่ต้องรับฟังปัญหาต่าง ๆ ของพนักงานในองค์กร ไม่เพียงแค่คัดเลือกผู้สมัครที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้าทำงาน ซึ่งตำแหน่งดังกล่าวเป็นสิ่งที่หุ่นยนต์ไม่สามารถทำได้

สุดท้าย เมื่อนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่าง ๆ มีบทบาทต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ และเป็นตัวแปรสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจมากขึ้น ดังนั้น มนุษย์ทุกคนจึงควรปรับตัว เรียนรู้ พัฒนาศักยภาพของตนเอง และทำความเข้าใจนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อก้าวให้ทันกับเทคโนโลยีที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้ หากมนุษย์สามารถปรับตัวได้ ก็จะสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ได้อย่างแน่นอน และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต