เงิน

กินอยู่เป็น_รับปริญญาทั้งที-วางแผนดี-ๆ-ประหยัดเงินได้อีกเยอะ_web.jpg

เรียนจบแล้ว จะเป็นบัณฑิตใหม่ทั้งที การใช้จ่ายเงินสำหรับพิธีสำคัญของชีวิตถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องวางแผนการใช้จ่ายดี ๆ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอแนะนำเคล็ดลับวิธีวางแผนค่าใช้จ่ายในงานรับปริญญา ถ้าวางแผนการใช้เงินดี ๆ การรับปริญญาครั้งนี้จะประหยัดเงินในกระเป๋าไปได้อีกเยอะเลยทีเดียว

เมื่อเรียนจบจากมหาวิทยาลัยแล้ว อีกหนึ่งกิจกรรมของผู้สำเร็จการศึกษาทุกระดับชั้นที่ตั้งหน้าตั้งตารอคอย ก็คือกิจกรรมวันสำเร็จการศึกษา หรือ วันรับปริญญา ที่มหาวิทยาลัยจะได้จัดพิธีประสาทปริญญาบัตรขึ้นให้แก่บัณฑิตผู้สำเร็จการศึกษา กิจกรรมนี้จะมีขึ้นทุก ๆ มหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นของต่างประเทศหรือในประเทศไทย

แต่ในประเทศไทย วันสำเร็จการศึกษา หากเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ จะเรียกว่า พิธีพระราชทานปริญญาบัตร ถือได้ว่าเป็นประเทศเดียวที่พระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จมาเป็นองค์ประธานในพิธีฯ ส่วนมหาวิทยาลัยเอกชน จะเรียกกิจกรรมนี้ว่า พิธีประสาทปริญญาบัตร ซึ่งมีนายกสภาฯ เป็นประธานในพิธีฯ (บางมหาวิทยาลัยเอกชน มีการกราบบังคมทูลเชิญพระบรมวงศานุวงศ์ ทรงพระกรุณาเสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีฯ)

ดังนั้น เมื่อถึงวันสำคัญ ว่าที่บัณฑิตใหม่ควรมีการเตรียมตัว โดยเฉพาะเรื่องของค่าใช้จ่ายในวันรับปริญญา ซึ่งมีอยู่มากมายหลายสิ่งอย่าง ทั้งค่าชุด จองรูปถ่าย ช่างภาพ แต่งหน้า ทำผม ฯลฯ เพราะวันรับปริญญาก็ถือว่าเป็นสำคัญที่สุดวันหนึ่งของชีวิต อาจจะต้องมีค่าใช้จ่ายมากกว่าปกติ บางคนหมดเงินไปเป็นหมื่นเลยก็มี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอแนะนำเคล็ดลับวิธีวางแผนค่าใช้จ่ายในงานรับปริญญา มาดูกันว่า เราจะสามารถทำวันพิเศษนี้ให้ประหยัดขึ้นได้อย่างไร บอกเลยว่า ถ้าวางแผนการใช้เงินดี ๆ การรับปริญญาครั้งนี้จะประหยัดเงินในกระเป๋าไปได้อีกเยอะเลยทีเดียว

1. วางแผนล่วงหน้า : เตรียมการไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เลยว่า รับปริญญาทั้งทีจะต้องมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง อาทิ ชุดครุย ค่าที่พัก ค่ารถ ค่าช่างภาพ ค่าแต่งหน้า จดไว้ให้ดีและครบถ้วน เพราะเราจะได้ทราบค่าใช้จ่ายล่วงหน้าว่าต้องจ่ายกี่บาท ประหยัดล่วงหน้า เสียเวลาน้อยที่สุด ไม่ต้องซื้อของกระทันหัน

2. เช่าชุดครุยแทนการซื้อ : หากบ้านใครมีกำลังทรัพย์ก็สามารถสั่งตัดชุดครุยใหม่ได้ตามอัธยาศัย แต่สำหรับบางคนคิดว่าการเช่าน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพราะเราใช้ชุดครุยสำหรับการเข้าร่วมพิธีฯ เพียงเพียงไม่กี่วัน แถมยังไม่ต้องซักคืนอีกด้วย เพราะทางร้านมีบริหารซักให้ด้วยหลังใช้ บอกเลยว่าหากเช่าชุดครุย ค่าใช้จ่ายจะประหยัดขึ้นอีกหนึ่งเท่าตัวเลยทีเดียว

3. รองเท้ารับปริญญา : หารองเท้าที่สุภาพเรียบร้อย ใส่สบาย และสามารถใช้ได้อีกหลายโอกาส เช่น สมัครงาน สัมภาษณ์งาน แบบชนิดที่เรียกได้ว่า ซื้อทีเดียวใช้ได้หลายโอกาส ประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้อีกเยอะ

4. จองที่พักตั้งแต่เนิ่นๆ : สำหรับบัณฑิตที่ต้องไปรับปริญญาในต่างจังหวัด การจองห้องพักถือว่าสำคัญมาก ๆ ทันทีที่เราได้กำหนดการวันพิธีฯ ควรรีบติดต่อจองที่พักโดยเร็วที่สุด พยายามเลือกพื้นที่ใกล้ ๆ มหาวิทยาลัยหรือสถานที่จัดพิธีฯ เราก็จะได้ที่พักที่ใกล้และราคาถูกตามกำลังทรัพย์ของเรา แถมยังช่วยประหยัดค่ารถ ค่าเดินทางได้อีกด้วย แต่หากครอบครัวไหนมีญาติอยู่ใกล้สถานที่จัดพิธีฯ ก็ถือโอกาสขอไปค้างคืนสัก 1-2 คืน จะประหยัดค่าที่พักได้อีกทาง

5. ช่างภาพ : พยายามเลือกหาช่างภาพที่ถ่ายรูปแล้วถูกใจตนเอง อย่าพยายามให้เพื่อนช่วยเลือกให้ ให้ภาพถ่ายออกมาเป็นสไตล์ที่เราชอบ และดูผลงานการรีวิวเยอะๆ บางทีช่างภาพอาจจะถ่ายได้สวยถูกใจเพื่อน แต่อาจจะไม่ใช่สไตล์ที่เราชอบ จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจภายหลัง ที่สำคัญควรนัดเวลาให้เหมาะสม จะครึ่งเช้า ครึ่งบ่าย หรือเต็มวัน ก็ตามกำลังทรัพย์ของเรา พูดคุยหรือตกลงกับช่างภาพว่าชอบแบบไหน ก็จะได้ผลงานออกมาเป็นที่น่าพอใจกับจำนวนเงินที่เราจ่ายไป

แต่หากใครทุนน้อย ลองหาเพื่อนสนิท ถามไถ่ดูว่า พอจะมีเวลาว่างมาถ่ายรูปให้ไหม สะดวกไหม หากเพื่อนตบปากรับคำมาถ่ายให้ก็ตอบแทนน้ำใจเพื่อนสักเล็กน้อย เช่น พาไปเลี้ยงข้าว เลี้ยงน้ำ ให้หายเหนื่อย เป็นต้น

6. ช่างแต่งหน้าช่างผม : หากบัณฑิตเป็นผู้ชายก็สบาย ๆ ไม่ต้องพิถีพิถันมาก ใบหน้าเกลี้ยงเกลา เซตผมเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอ แต่หากเป็นบัณฑิตผู้หญิง แน่นอนว่าหน้าผมต้องเป๊ะเว่อร์ไว้ก่อน ขอแนะนำว่า สำหรับบัณฑิตทุกเพศ ทุกวัย ลองประเมินฝีมือการแต่งหน้าของตัวเองดูก่อน ว่าเรามั่นใจพอไหมที่จะแต่งหน้าทำผมเอง หากมั่นใจก็ทำเลย ประหยัดเงินได้หลายบาท แต่หากไม่มั่นใจในฝีมือ ก็จ้างช่างแต่งหน้าทำผมดีที่สุด เพราะวันสำคัญมีเพียงไม่กี่วัน ลองดูตามกำลังทรัพย์ของเรา

 

สุดท้าย หากเราวางแผนดี ๆ เอาตั้งแต่เนิ่น ๆ แบบว่าเรียนใกล้จบปี 4 ก็วางแผนรอได้เลย ก็จะทำให้ช่วยลดค่าใช้จ่ายในวันสำคัญแห่งชีวิตได้ และสามารถนำเงินที่เหลือนี้ไปใช้ในส่วนอื่นได้อีกด้วย บอกเลยว่ารับปริญญาทั้งที รวยอย่างเดียวคงจะไม่ได้ ต้องใช้เงินอย่างชาญฉลาด ใช้เงินให้เป็นถือเป็นเรื่องที่ดีที่สุด และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


สังคมยุคนี้-เสียเงินไม่ว่า-เสียหน้าไม่ได้_web.jpg

เพราะสังคมสมัยนี้มองว่าภาพลักษณ์มีความสำคัญอย่างมาก การใช้ชีวิตประจำวันมีพิธีรีตองมากขึ้น สังคมอยู่ยากขึ้น คนหลายๆ คนจึงมีพฤติกรรมบางอย่างที่ต้องทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้ตัวเองมีชื่อเสียงในด้านที่ดี เดือดร้อนมากแค่ไหนก็ยอม แต่จะไม่ยอมขายขี้หน้าต่อหน้าสาธารณชนโดยเด็ดขาด แบบชนิดที่เรียกได้ว่า “เสียเงินไม่ว่า เสียหน้าไม่ได้” จนกลายเป็นว่าชักหน้าไม่ถึงหลัง วันนี้ กินอยู่เป็น ขอนำเสนอบทความดี ๆ เพื่อให้หลายคนฉุกคิด ก่อนจะจ่าย…

เมื่อการเข้าสังคมเป็นสิ่งสำคัญที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราจึงต้องสร้างภาพลักษณ์ที่คล้ายคลึงกับคนในสังคม เพื่อไม่ให้เกิดความแปลกแยก นี่ล่ะ คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยที่คนกลุ่มหนึ่งยอมทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองดูดี โดดเด่นในทุกกิจกรรม ทำอย่างไรก็ให้คนรอบข้างรู้สึกประทับใจ มองเราในทางบวกมากกว่าแง่ลบ บางคนยอมถึงขั้นใช้ “เงิน” ในการแก้ปัญหา ยอมเสียเงินจำนวนมากเพราะไม่อยากเสียหน้า ทำอะไรต้องทำให้สุดๆ และดีที่สุด เพื่อให้ตนเองเกิดความสบายใจในการมีหน้ามีตาในสังคมให้ดูดีมากที่สุด จนสุดท้าย “เงิน” กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดที่คนจะนำมาใช้สำหรับการมีหน้ามีตาในสังคม

บางคนมีฐานะทางการเงินที่ดี การเสียเงินจำนวนหนึ่งอาจจะไม่ได้ทำให้เขาได้รับความเดือดร้อนเลย แต่สำหรับคนที่ฐานะพอประมาณหรือยากจน การเสียเงินจำนวนหนึ่งเพื่อแลกมาซึ่งการมีหน้ามีตาในสังคม ถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างลำบากมาก เพราะคนเหล่านี้ถึงขั้นที่ยอมกู้เงิน หยิบยืมเงินจากคนรอบข้าง มาใช้ในทางที่ฟุ่มเฟือย ไม่เป็นประโยชน์ สุดท้ายกลายเป็นหนี้สินก้อนโต พร้อมดอกเบี้ยมูลค่ามหาศาลอีกด้วย ลองคิดดูว่าภาพลักษณ์ที่เราได้มา แต่ต้องแลกกับหนี้สินนั้น คุ้มไหมกับการลงทุน

จากผลการสำรวจของหอการค้าไทย พบว่า สถานภาพหนี้ครัวเรือนไทยปี 2561 พบจำนวนหนี้เฉลี่ยครัวเรือนในปี 2561 มีมูลค่าสูงถึง 3.16 แสนบาท/ครัวเรือน ซึ่งเป็นมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หรือนับตั้งแต่ทำการสำรวจมาเมี่อปี 2552 ขยายตัวเพิ่มขึ้น 5.8% เทียบกับการสำรวจหนี้ครัวเรือนปี 2560 ที่มีหนี้ฉลี่ย 2.99 แสนบาท/ครัวเรือน แบ่งเป็นหนี้ในระบบ 64.7% โดยหนี้ในระบบลดลงจากการสำรวจปี 2560 มีสัดส่วน 74.6% และหนี้นอกระบบ 35.3% เพิ่มขึ้นจากการสำรวจปี 2560 มีสัดส่วน 26.4%

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ก่อหนี้เพื่อใช้ในการซื้อสินทรัพย์ อาทิ รถยนต์ บ้าน และการลงทุนประกอบกิจการ เช่น ลงทุนเครื่องจักร ซื้อวัตถุดิบ เป็นต้น อีกส่วนมาจากการก่อหนี้เพื่อจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรบางส่วนที่ได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ และกลุ่มที่มีรายได้ไม่เกิน 3 หมื่นบาท/ครัวเรือน มีการก่อหนี้มาใช้จ่ายในครัวเรือนมากขึ้นเนื่องจากค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น

การมีหน้ามีตาในสังคมในคนในฐานะปานกลางหรือยากจนในปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องยากของพวกเขา เพราะการจะออกงานสังคมทั้งทีอาจจะไม่ต้องลงทุนซื้อชุดที่ราคาแพงๆ ซื้อรถยนต์ เพราะสมัยนี้มีธุรกิจจำพวกให้เช่าชุดราตรี ชุดออกงานต่างๆ เช่ารถยนต์ แม้กระทั่งงานบวชก็ต้องจัดใหญ่ จัดเต็ม มีโต๊ะจีนกินเลี้ยง มีวงดนตรี รวมไปถึงยังมีธุรกิจแปลกใหม่อย่างเช่าสินสอดสำหรับเป็นของประกอบในงานแต่งงาน เพื่อให้ฝ่ายเจ้าภาพต้องเสียหน้าหรือขายขี้หน้าผู้ที่มาร่วมงาน หรือแม้กระทั่งการใช้เงินลงทุนเพื่อพยายามศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นไปอีก เพื่อยกระดับตัวเองให้สูงขึ้นไปอีก

สุดท้าย ใครที่กำลังคิดว่า “เงินซื้อได้ทุกอย่าง” ขอให้ลองปรับเปลี่ยนความคิดใหม่  เพราะการมีหน้ามีตาในสังคมที่แท้จริง “เงิน” อาจะไม่ใช่ปัจจัยสำคัญทั้งหมด หากคุณใช้เงินในการสร้างภาพลักษณ์และคุณงามความดี สักวันเงินคุณก็จะต้องหมดไป แต่หากสิ่งที่คุณกระทำนั้นมาจากจิตใจที่บริสุทธิ์ คิดดี พูดดี ทำดี สิ่งที่เราได้จะได้รับคือความสุขใจ ต่อให้เราจะไม่มีเงินมากมายที่จะนำเอามาจ่าย ก็ยังคงมีคนรู้จัก และยกย่องคุณอย่างแน่นอน

นี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


ลด-ละ-เลิก-พฤติกรรมใช้จ่ายฟุ่มเฟือย-ที่ทำให้ไม่เหลือเงินในกระปุกสักบาท_web.jpg

เคยไหม? อยากได้นั่น ได้นี่ไปเสียทั้งหมด ต่อให้แพงแค่ไหน ราคามากมายมหาศาลเท่าไหร่ ตนก็ยินดีที่จะจ่าย เพื่อให้ได้มาซึ่งของสิ่งนั้น จนลืมคำนึงถึงความจำเป็นในการใช้งาน นี่ล่ะคือบ่อเกิดแห่ง “ความฟุ่มเฟือย” ที่จะทำให้คุณหมดตัว “กินอยู่เป็น” จึงอยากนำเสนอเรื่องราว พร้อมกับ 5 วิธีรับมือแก้ไขพฤติกรรมใช้เงินมือเติบ

เมื่อพูดถึงเรื่องของ “ความฟุ่มเฟือย” ถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะกลุ่มมนุษย์เงินเดือนคนทำงาน ที่เมื่อถึงวันเงินเดือนออกก็จะช่วงเวลาแห่งความสุขสำหรับใครหลายๆ คน ที่จะได้เดินทางเข้าห้างไปจับจ่ายใช้สอย ซื้อของที่อยากได้ จนทำให้เงินในกระเป๋าค่อยๆ ลดลง ลดลง จนไม่เหลือ ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อเงินไม่พอใช้ ก็ต้องแคะกระปุกมาใช้หรือหยิบยืมเพื่อนฝูงมาใช้ก่อน ก่อให้เกิดหนี้สินตามมาในที่สุด

จะเห็นได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นที่ว่าเงินไม่เพียงพอ แต่เกิดขึ้นจากตัวเราเองล้วนๆ ที่ไม่มีความพอดี ใช้จ่ายอย่างกระหาย ต่อให้ออมเงินทุกๆ เดือนก็ไม่เป็นผล มาลองดูกันว่าพฤติกรรมอะไรบ้างที่คุณต้อง ลด-ละ-เลิก และปรับเปลี่ยนตัวเอง เพื่อไม่ให้คุณหมดตัวจนถึงขั้นไม่มีเงินเก็บในกระปุกสักบาท

 

1. ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย

ค่านิยมที่ว่าต้องหรูหรา มีแบรนด์ดีๆ คนอื่นมี เราก็ต้องมีบ้าง ซึ่งล้วนเกินความจำเป็นต่อชีวิตเรามาก ล้วนเป็นบ่อเกิดแห่งความ “ฟุ่มเฟือย” ที่ส่งผลต่อเงินในกระเป๋าของเราลดลงไปด้วย ดังนั้น การจะจับจ่ายใช้สอยอะไรก็ตาม คุณอย่าลืมคำนึงว่า สิ่งที่คุณอยากได้นั้นมีความสำคัญกับคุณมากน้อยแค่ไหน เรื่องแบบนี้ต้องคิดให้ได้ว่า สิ่งใดควรซื้อ สิ่งใดไม่ควรซื้อ เพราะสิ่งของบางอย่างอาจจะยังไม่จำเป็นในขณะนั้น ฉะนั้น หากใช้เงินอย่างประมาทก็อาจะทำให้คุณเสียเงินโดยใช่เหตุก็ว่าได้

 

2. ไม่วางแผนการใช้เงิน

การจะใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องมีการวางแผนการใช้เงินในแต่ละวันว่า วันนี้จะใช้เงินจำนวนกี่บาท ใช้สำหรับอะไรบ้าง เพื่อที่เราจะได้บริหารจัดการการใช้เงินของตัวเองได้ ซึ่งหากเราไม่วางแผนการใช้เงินเลย คุณก็อาจจะใช้เงินโดยประมาท เจออันนู้นถูกใจก็ซื้อ ก็จ่าย โดยเฉพาะของที่ไม่จำเป็นหรือฟุ่มเฟือย ทำให้คุณไม่มีเงินเก็บและเงินในกระเป๋าก็จะไม่เหลือสักบาทในที่สุด

 

3. ไม่ทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย

หลายคนไม่มีเงินเก็บในกระปุกเลยสักบาท ส่วนหนึ่งก็มาจากการไม่กำหนดรายรับ-รายจ่ายในแต่ละเดือนให้ชัดเจน จะบอกว่าการทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นตัวช่วยให้คุณคำนวณค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนได้ดี คุณจะสามารถคำนวณได้ว่าในแต่ะเดือนคุณจะมีเงินใช้ส่วนตัวกี่บาท และต้องจ่ายเงินกับค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายทุกเดือนอย่างค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ฯลฯ กี่บาท คุณจะได้ไม่ประมาทในการจับจ่ายใช้เงิน

 

4. ไม่มีความคิด “ออมเงิน” เลยสักนิด

ข้อนี้ถือได้ว่าสำคัญมากๆ ที่จะต้องฝึกให้คนที่ยังไม่เคยมีความคิดในเรื่องนี้ ต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติ คิดใหม่ ทำใหม่ ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ให้มากๆ หากเราและฝึกการออมเงินตั้งแต่วันนี้ ค่อยๆ เก็บเล็กผสมน้อย ทุกๆ วัน ครบ 1 ปีคุณก็มีเงินเก็บแล้ว แม้ว่าจะไม่มาก แต่ก็เป็นเงินที่จะนำไปทำอะไรได้มากมาย หรือในทางกลับกัน หากมีเหตุฉุกดฉินที่ต้องใช้เงิน เราก็สามารถหยิบเงินจากการออมมาใช้ได้ในยามฉุกเฉิน ไม่ต้องไปหยิบยืมหรือกู้หนี้ยืมสินมาให้หนักใจ

 

สุดท้าย จากทั้งหมดที่กล่าวมานั้น หากเรารู้จักการบริหารจัดการเงิน วางแผนการใช้จ่ายดีๆ คุณก็จะมีเงินก้อนใหญ่ที่ทำให้คุณรู้สึกภาคภูมิใจที่อย่างน้อยได้เก็บหอมรอมริบขึ้นมาด้วยมือของตัวคุณเอง ที่สำคัญพยายามจัดลำดับความสำคัญในการจับจ่ายซื้อของให้ดีๆ สิ่งไหนที่ไม่จำเป็นก็อย่าไปเสียเงินโดยเด็ดขาด เพียงเท่านี้คุณก็จะสามารถใช้จ่ายในแต่ละเดือนได้อย่างคล่องตัว ไม่มีหนี้สิน แถมมีเงินเก็บไว้ใช้อีกด้วย

นี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


มุมมองของคนรุ่นเก่าเกี่ยวกับ-“เงินๆ-ทองๆ”-ที่อยากส่งต่อให้คนรุ่นหลัง.jpg

เมื่อครั้งเรายังเด็ก ผู้ใหญ่มักจะสอนและปลูกฝังในเรื่องของการประหยัด อดออม ให้ความสำคัญในเรื่องการใช้เงิน โดยฝึกให้เรียนรู้และประพฤติกันตั้งแต่เด็กๆ เพื่อที่จะได้นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ วันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตมีวิธีรับมือง่าย ๆ 5 ข้อ ที่จะนำมาแนะนำให้กับคนรุ่นหลัง

เรื่องนี้ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่มีการถ่ายทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ปัจจุบันแต่ละคนมีวิธีการประหยัดที่แตกต่างกันแต่ก็ยังคงมีสิ่งที่เหมือนกันก็คือ “ไม่ใช้จ่ายเงินเกินความจำเป็น” บางคนเลือกวิธีการประหยัดง่ายๆ ด้วยการหิ้วปิ่นโตมาจากบ้าน เดินและขับจักรยานมาทำงานแทนการเสียเงินค่าโดยสารรถสาธารณะ เป็นต้น

เพราะช่วงนี้เงินๆ ทองๆ เป็นอะไรที่หายาก กว่าจะได้มาแต่ละบาท ก็ต้องแลกมาด้วยน้ำพักน้ำแรง หยาดเหงื่อของแรงงาน และเงินก็จะต้องหมดไปรายจ่ายประจำ ไม่ว่าจะเป็น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่าที่พัก ค่าอาหาร ฯลฯ ล้วนแต่มีความจำเป็นทั้งสิ้นในการดำรงชีวิตเพื่อความอยู่รอด

มาดูกันดีกว่าว่าแนวคิดการประหยัดของคนรุ่นปู่ย่าหรือพ่อแม่เรา ที่ดูแล้วไม่ตกยุค สามารถนำมาใช้ในยุคปัจจุบันได้

 

1. “อาหาร” อย่ากินทิ้งขว้าง

เคยเป็นไหม อาหารต่างๆ นาๆ ทั้งอาหารคาวหรืออาหารหวาน เมื่อรับประทานไม่หมดหรือรับประทานเหลือ ก็มักจะนำไปเก็บในตู้กับข้าวหรือตู้เย็น แต่สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ คืออาหารอาจจะเน่าเสีย ซึ่งเป็นสิ่งที่บางคนอาจจะละลืมไปโดยมิได้ตั้งใจที่จะให้อาหารเหล่านั้นเน่าเสียไป เพราะอาหารบางอย่างมีโอกาสเน่าเสียได้ ถึงแม้จะใส่ไว้ในตู้เย็นหรือตู้กับข้าวก็ตาม ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดการสิ้นเปลืองและเพิ่มค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็นขึ้น ผู้หลักผู้ใหญ่จึงมักย้ำอยู่เสมอว่า “อาหารอย่ากินทิ้งกินขว้าง”

 

2. “การศึกษา” เป็นสิ่งสำคัญจำเป็น อย่าได้ละทิ้งเป็นอันขาด

สังเกตไหมว่าคนในยุคสมัยก่อนอยากจะให้ลูกหลานของตนเองได้มีโอกาสเรียนสูงๆ ก็เพราะคนสมัยก่อนไม่มีโอกาสได้ศึกษาเล่าเรียนสูงๆ เต็มที่ก็คือจบ ประถมศึกษาชั้นปีที่่ 4 หรือ 6 ระดับมัธยมศึกษา เนื่องจากอายุถึงเกณฑ์แล้วก็ต้องออกมาช่วยที่บ้านทำมาหากินกันแล้ว แต่คนรุ่นใหม่ในปัจจุบันมีโอกาสที่จะได้เรียนต่อจนถึงระดับมหาวิทยาลัยกันมากขึ้น เพราะในตลาดแรงงานบ้านเราต้องการคนมีประสบการณ์การทำงานและวุฒิการศึกษามาประกอบในการสมัครงานแต่ละแห่ง จึงไม่แปลกที่คนสมัยก่อนถึงมักย้ำว่า “อย่าละทิ้งการศึกษา” เพราะในยุคนี้คนที่มีความรู้และความสามารถย่อมได้เปรียบกว่าคนอื่นๆ ยิ่งมีวุฒิการศึกษาสูง ก็ยิ่งมีโอกาสได้เงินค่าแรงสูงเช่นกัน

 

3. “บัตรเครดิต-บัตรกดเงินสด” ไม่จำเป็นอย่าใช้!

คนสมัยก่อนจะย้ำเตือนเสมอว่า ใช้จ่ายอย่างประหยัด ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่ก่อหนี้ใหม่ขึ้นมา โดยเฉพาะการใช้ “บัตรเครดิต-บัตรกดเงินสด” เพราะบัตรดังกล่าวจะก่อหนี้สินขึ้นมาทันที ไม่ได้มีเพียงแค่เงินต้นเท่านั้น แต่มีเงินดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอีกด้วย หากเราใช้งานไม่เป็นหรือไม่มีวินัยในการชำระเงิน ทางที่ดีนั้นควรหลีกเลี่ยงการเป็นหนี้จากบัตรเครดิตหรือบัตรกดเงินสดจะดีที่สุด

 

4. การไม่มีหนี้ เป็นลาภอันประเสริฐ

การเป็นหนี้จากการหยิบยืมหรือกู้ยืมจากคนรอบข้าง นอกจากจะสร้างภาระให้ตัวเองแล้ว ยังเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้กับคนให้ยืมอีกด้วย นอกจากที่จะไม่ได้เงินคืนแล้ว ยังอาจทำให้ผิดใจกันจนสุดท้ายก็มีเรื่องให้ลาดหมางใจจนมองหน้ากันไม่ติดเหมือนเช่นเดิมอีกต่อไป เพียงเพราะเรื่องหนี้สินจากการหยิบยืมเงินนี่เอง คนสมัยก่อนจึงย้ำอยู่เสมอว่า อย่าสร้างหนี้หรือก่อหนี้ด้วยมือของตัวเอง และอย่าหยิบยืมเงินจากคนรอบข้าง ถ้าไม่อยากมีปัญหาบาดหมางกันในภายหลัง ฉะนั้น หากต้องการสร้างมิตรภาพที่ดีและยืนยาวจะต้องไม่มีเรื่องการหยิบยืมเงินๆ ทองๆ จะดีที่สุด

 

สุดท้าย ชีวิตของคนเราหากรู้จักประหยัดอดออมอย่างที่คนรุ่นเก่าสมัยปู่ย่าตายายหรือพ่อแม่เราย้ำอยู่เสมอ ก็จะทำให้เราสามารถหลีกเลี่ยงการเป็นหนี้สินและการเดือดร้อนจากการไม่มีเงินพอใช้เอาได้ เป็นไปได้อยู่อย่างพอดี พอเพียง ไม่โลภมากจนเกินไปดีที่สุดแน่นอน

นี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


ขนหน้าแข้งไม่ร่วง-จ่ายเท่าไหร่ก็ไม่เกลี้ยง.jpg

เชื่อว่าใครหลายๆ คนมีความใฝ่ฝันว่าอยากจะมีเงินมากมายมหาศาล ไว้สำหรับซื้อในสิ่งที่ปรารถนา เพื่อบรรดาลความสุขให้ตนเอง แต่ในชีวิตจริง บางคนไม่ได้ร่ำรวย มีฐานะ มีเงินมากมายขนาดนั้น ขณะที่บางคนค่อนข้างมีฐานะ มีรายรับมากกว่ารายจ่าย คงจะไม่ต้องเครียดกับเรื่องของการใช้จ่ายมากนัก แต่ก็ไม่ควรชะล่าใจ เพราะสุดท้ายคุณก็อาจจะหมดตัวและล้มละลายจากการใช้เงินฟุ่มเฟือยในที่สุด วันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตนำวิธีการใช้จ่ายแบบมหาเศรษฐีมาแนะนำ เพื่อให้ทุกคนได้นำไปปรับใช้กัน

การใช้เงินเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นคนรวยหรือจนก็ตาม เราลองมาดูแนวคิดของมหาเศรษฐีชื่อดัง Mark Cuban ที่ผ่านประสบการณ์ต่างๆ มาอย่างมากมาย จนกลายเป็นมหาเศรษฐีที่คนในแวดวงรู้จักกันเป็นอย่างดี

Mark Cuban ในวัย 60 ปี เป็นมหาเศรษฐีชื่อดัง ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากจากการการสวมบทบาทเป็นเจ้าของทีมบาสเก็ตบอลชื่อดัง ชีวิตของ Mark Cuban กว่าจะประสบความสำเร็จจนถึงทุกวันนี้ ต้องพบเจอกับอะไรมามาก ต้องผ่านร้อนผ่านหนาวมาจากยุคฟองสบู่ไอทีแตก

ก่อนหน้านี้ Mark Cuban เคยเปิดบริษัทจำหน่ายซอฟต์แวร์เป็นของตัวเอง มีลูกค้าต่างๆ มากมาย หนึ่งในนั้นคือลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของบริษัท ได้แก่ Perot Systems ก่อนจะตัดสินใจขายบริษัทดังกล่าวเมื่อปี พ.ศ.2533

ชีวิตของ Mark Cuban มาถึงจุดเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อปี พ.ศ.2543 Mark Cuban ตัดสินใจทุ่มเงินจำนวน 285 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 8.55 พันล้านบาท) เข้าถือหุ้นใหญ่ทีมบาสเก็ตบอล ดัลลัส แมฟเวอริคส์ กระทั่งทีมบาสเก็ตบอลฯ ผงาดเป็นแชมป์ NBA สมัยแรก นับตั้งแต่ก่อตั้งทีมมา 31 ปี ในที่สุด เขาก็ประสบความสำเร็จ ชื่อเสียงของทีมบาสเก็ตบอลฯ เป็นที่พูดถึงและรู้จักอย่างมากในแวดวงธุรกิจและกีฬา

นิตยสารฟอร์บส เคยจัดอันดับให้ Mark Cuban เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก อันดับที่ 459 มีทรัพย์สินมูลค่า 2.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือคิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 7.5 หมื่นล้านบาท) ด้วยประสบการณ์การทำงานมากมาย Mark Cuban จึงมักมีคำแนะนำดีๆ ให้แก่คนรุ่นหลังมากมาย ไม่เว้นแม้กระทั่งเรื่องของการจับจ่ายใช้สอยเงิน ที่เจ้าตัวมีวิธีการใช้เงินที่ถูกต้อง จนเป็นบิลเลียนแนร์อย่างทุกวันนี้

วันนี้ได้รวบรวมแนวคิดและวิธีการใช้เงินแบบเศรษฐี ตามแบบฉบับของ Mark Cuban ที่มีการวางแผนใช้เงินเป็นอย่างดี คิดหน้า คิดหลังอยู่เสมอ จนกลายเป็นเศรษฐีจนถึงทุกวันนี้ มาฝากกัน

 

เลิกใช้ “บัตรเครดิต-บัตรกดเงินสด”

Mark Cuban บอกว่า “เมื่อไหร่ที่ใช้บัตรเหล่านี้ คุณจะไม่มีทางรวย” ทั้งนี้ เพราะ Mark Cuban เคยได้รับบทเรียนอันแสนโหดจากการใช้บัตรเครดิตมาแล้ว ซึ่งการใช้บัตรเครดิตจะไม่มีปัญหา ถ้าคุณจ่ายตรงเวลา นอกจากนี้ การเป็นหนี้ มันมากกว่าเงินที่คุณจะหาได้ด้วยซ้ำ เพราะดอกเบี้ยบัตรเครดิตคือเงินกู้ที่มีอัตราแพงที่สุดเท่าที่คุณเคยเจอในชีวิต

 

ฉลาดใช้เงิน

Mark Cuban บอกว่า “เวลาจะใช้เงินซื้ออะไร คุณต้องคิดให้มากเข้าไว้ แล้วคุณจะพบว่าผลตอบแทนที่มีอัตราสูงสุดที่คุณจะได้ มาจากการใช้จ่ายส่วนตัวของคุณเอง” ฉะนั้น การใช้เงินอย่างประหยัด เก็บออมให้มากที่สุดน่าจะเป็นเรื่องที่ดีที่คนส่วนใหญ่ควรจะทำ อย่างเช่น หากเจอสินค้าลดราคา 50% หรือ 1 แถม 1 ก็พร้อมจะซื้อมาให้พอใช้ล่วงหน้า หรือเลือกซื้อน้ำเปล่ารับประทานแทนเครื่องดื่มราคาแพงๆ เท่านี้คุณก็ได้ผลตอบแทนจากเงินที่ใช้ไปกลับมาแล้ว

 

ใช้เงินทำงาน

Mark Cuban บอกว่า “เมื่อไหร่ที่คุณมีเงินก้อนเท่ากับเงินเดือนหกเดือนแล้ว สิ่งที่คุณควรทำคือเริ่มต้นลงทุนผ่านกองทุนทุกเดือน” หากคุณพบว่าตัวเองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมฟุ่มเฟือย และสามารถเก็บเงินได้จำนวนหนึ่งพอสมควรแล้ว สิ่งต่อไปที่ต้องทำก็คือ “ใช้เงินก้อนดังกล่าวในการลงทุน” สำหรับการใช้เงินในการทำธุรกิจนั้น Mark Cuban แนะนำว่า ควรหาคำตอบให้ได้ว่าบริษัทของคุณทำเงินอย่างไร และจะทำอย่างไรถึงจะขายสินค้าและบริการได้ จากนั้นหาคุณสมบัติหลักขององค์กรให้เจอ และยอมจ่ายแพงให้กับพนักงานที่คุณสมบัติตรงกัน นอกจากนี้ ในส่วนการบริหารให้องค์กรมีโครงสร้างซับซ้อนน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะเมื่อไหร่ที่มีพนักงานระดับผู้จัดการมากเกินไป ก็มักจะนำมาสู่การเมืองภายในบริษัทและเกิดปัญหาขึ้นในภายหลัง

 

สำหรับใครที่ยังใช้จ่ายแบบสุรุ่ยสุร่าย ใช้จ่ายแบบไม่ทันคิดก่อนจ่าย หรือยังไม่มีเป้าหมายในการใช้จ่ายเงิน ลองใช้ 3 วิธีข้างต้นของ Mark Cuban ดูสักครั้ง ค่อยๆ ฝึก ค่อยๆ เรียนรู้ และเมื่อเราใช้จ่ายเงินได้เป็นแล้ว เราจะรู้เลยว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ต้องจับจ่ายใช้สอยนั้นมีค่าเสมอ และคุณจะเป็นผู้ที่ได้ชื่อว่า “เป็นเศรษฐีที่ใช้เงินเป็น”

นี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


อยู่อย่างไรให้เป็นสุข-ในยุค-“ค่าครองชีพพุ่ง-แต่…รายได้นิ่ง”.jpg

“ค่าครองชีพพุ่ง รายได้นิ่ง” อีกหนึ่งปัญหาที่คนไทยกำลังเผชิญอยู่ เนื่องจากเป็นช่วงของข้าวยากหมากแพง ส่งผลทำให้หลายคนถึงกับเครียด เพราะค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต ไม่เพียงพอกับรายรับที่ได้มา วันนี้ กินอยู่เป็น พามารู้จักกับการใช้ชีวิตแบบ 360 องศา เพื่อให้ดำเนินชีวิตในสังคมปัจจุปันได้อยากมีความสุข

เคยมีผลสำรวจของสวนดุสิตโพล สำรวจความคิดเห็นของคนไทยว่า มีความวิตกกังวลเรื่องอะไรมากที่สุด คำตอบก็อย่างที่รู้กัน “กังวลเรื่องปากท้องและเศรษฐกิจ” มากที่สุด มากถึงร้อยละ 78.32 นอกจากนี้ จากผลสำรวจฐานข้อมูลเกี่ยวกับสภาพการอยู่อาศัยในประเทศต่างๆ ทั่วโลกล่าสุด ระบุว่า ไทยอยู่อันดับ 3 ในอาเซียนที่มีค่าครองชีพสูง เป็นรองประเทศสิงคโปร์และกัมพูชา แต่เมื่อเทียบกับรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนแล้ว กลับสวนทางกับราคาสินค้า ค่าเดินทาง หรือค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ…หรือนี่อาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า คุณภาพชีวิตของคนไทยกำลังลดลง

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนไทยส่วนใหญ่อยู่ใน “ภาวะเครียด” ถึงแม้ว่าจะมีนโยบายค่าแรงขั้นต่ำและนักศึกษาจบใหม่เงินเดือนเริ่มต้น 15,000 บาท แต่รายรับที่ได้ก็ยังไม่เพียงพอ ยิ่งถ้าอยู่ในเมืองกรุง บอกเลยว่า ถ้าบริหารจัดการเงินไม่ดี ยังไงก็ไม่พอ หากในอนาคตภาครัฐมีการประกาศปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอีก ปัญหาจะตกไปที่นายจ้างที่ต้องแบกรับภาระต้นทุนรายจ่ายเพิ่มขึ้นอีก อาจส่งผลให้สัดส่วนการจ้างงานของธุรกิจขนาดกลางและเล็ก และจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม เสี่ยงเกิดภาวะเงินเฟ้อ และทำให้ราคาสินค้าของไทยปรับสูงขึ้นไปอีกก็เป็นไปได้

 

 

คนไทยจะรับมือกับวิกฤตนี้อย่างไร? วันนี้ “กินอยู่เป็น” จะมาช่วยแนะนำวิธีดีๆ ให้ ไปดูกัน…

– หางานพาร์ทไทม์ : อย่างเช่นรับจ้างถ่ายรูปรับปริญญา งานแต่งงาน งานบวช ฯลฯ , ขายของออนไลน์ เพื่อหารายได้พิเศษมาสมทบ

– ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น : พยายามตัดหรือลดรายจ่ายที่คิดว่าฟุ่มเฟือยออกไป อาทิ เงินสำหรับช็อปปิ้ง , ท่องเที่ยว เป็นต้น

– หิ้วกล่องข้าวไปกินที่ทำงาน : อาหารตามสั่งที่จำหน่ายอยู่ทั่วไปราคาก็สตาร์ทอยู่ที่ 30 บาทขึ้นไป บางร้านก็ 50 บาทขึ้น ฉะนั้น หากใครมีบ้าน มีคนทำกับข้าวให้อยู่แล้ว ลองห่อข้าวและอาหารจากบ้านไปรับประทานที่ทำงาน ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้เยอะเลยทีเดียว

– บ้านใกล้ ใช้จักรยานหรือเดิน : บางคนที่ทำงานอยู่ใกล้บ้าน แต่ยังนั่งรถเมล์ รถแท็กซี่ รถจักรยานยนต์รับจ้าง ในการเดินทางไป-กลับ อยู่เสมอ ลองเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ สำรวจดูว่าที่ทำงานกับบ้านพักมีระยะห่างมากน้อยแค่ไหน ถ้าห่างกันไม่มาก แบบว่าเดินทางไปถึงภายใน 15-30 นาที ก็ลองเปลี่ยนมาเป็นขี่จักรยานหรือเดิน นอกจากจะประหยัดแล้ว ยังเป็นการออกกำลังกายไปในตัว

ต้องบอกเลยว่าไม่ใช่เป็นเพียงแค่ประเทศไทยเท่านั้นที่ใช้วิธีดังกล่าว ในการช่วยลดค่าใช้จ่าย ต่างประเทศอย่างเช่นประเทศญี่ปุ่นก็นิยมการหิ้วปิ่นโตหรือกล่องข้าวไปรับประทานอาหารมื้อกลางวัน โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อข้าวให้สิ้นเปลือง นอกจากนี้ ยังมีที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ที่มีการส่งเสริมการขี่จักรยาน เพื่อเป็นการประหยัดพลังงาน และถือเป็นการออกกำลังกาย

สุดท้ายแล้ว แม้ว่าประเทศไทยจะมีค่าครองชีพที่สูง แต่ในสายตาของนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมองว่าค่าครองชีพของไทยถูกและน่าอยู่มาก จึงไม่แปลกที่เศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวของไทยจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ  ฉะนั้น การแก้ปัญหารายได้สวนทางกับค่าครองชีพคงต้องกลับมาพิจารณากันใหม่ว่า หากไม่สามารถลดภาระที่มีมากเกินไปได้ อาจต้องหาหนทางเพิ่มรายได้ หรือพยายามปรับให้ค่าแรงสมดุลกับค่าครองชีพมากที่สุด เพื่อที่เราจะได้สามารถใช้ชีวิตต่อไปอย่างมีความสุข…นี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


5-วิธีเก็บเงินใส่กระปุกให้อยู่หมัด-มีเงินเก็บไว้ใช้ยามจำเป็น.jpg

ใกล้เข้าสู่ปี 2562 กันแล้ว สำหรับใครที่ยังไม่เคยออมเงิน แล้วคิดหรือตั้งใจที่จะลองเริ่มเก็บเงินใส่กระปุกสักครั้ง วันนี้ กินอยู่เป็น พามาลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและฝึกโดยใช้ 5 วิธีเก็บเงินใส่กระปุกให้อยู่หมัด เพื่อที่จะได้มีเงินเก็บเงินออมสำหรับเอาไว้ใช้ในยามจำเป็นจริง ๆ 

ใกล้เข้าสู่ปี 2562 กันแล้ว ลองถามตัวเองดูว่ามีเงินเก็บเหลืออยู่ตอนนี้กี่บาท บางคนมีเงินเก็บ บางคนไม่มีเงินเก็บเลย เพราะไม่เคยคิดเรื่องของการออมเงินเลย ปีหน้าฟ้าใหม่ลองเปลี่ยนพฤติกรรมโดยเริ่มฝึกกการออมเงิน ค่อย ๆ เก็บเล็กผสมน้อย อย่างน้อยสักเดือนละ 500-1,000 บาท ก็ยังดี เพราะในยามจำเป็นหรือมีเรื่องฉุกเฉินที่จะต้อใช้เงิน เราก็จะได้หยิบเงินจากส่วนนี้ไปใช้งานได้

สำหรับใครที่ยังไม่เคยออมเงิน ไม่คิดว่าไม่รู้จะออมไปทำไม ออมไปเพื่ออะไร แล้วถ้าจะออมเงินจริง ๆ จะใช้วิธีไหนบ้างในการออมเงิน ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและฝึกการออมเงินตั้งแต่วันนี้

1. เปิดบัญชีสำหรับเงินออม เงินฉุกเฉิน เงินใช้จ่ายประจำเดือน : วิธีนี้เป็นวิธีที่ดีมาก ๆ สำหรับคนที่ต้องการจะออมเงิน โดยเปิดบัญชีฝากเงินแบบฝากประจำ จะช่วยฝึกวินัยการออมเงินของคุณได้อย่างดีเลยทีเดียว เพราะบัญชีฝากประจำถอนเงินไม่ได้

2. เก็บธนบัตร 20 หรือ 50 บาท เอาไว้ อย่านำมาใช้ : ในทุก ๆ วันลองตรวจสอบเงินในกระเป๋าดูว่า มีธนบัตร 20 หรือ 50 ติดกระเป๋าอยู่บ้างไหม ถ้ามีลองเก็บออมสักวันละ 1 ใบ ฝึกจนเป็นวินัย ครบ 1 ปี คุณจะมีเงินประมาณ 7,300 บาท (หากเก็บเป็นธนบัตรใบละ 100 บาท ทุก ๆ วัน ครบ 1 ปี จะมีเงินอยู่ประมาณ 36,500 บาท)

3. เก็บเศษเหรียญที่เหลือหยอดใส่กระปุก : ต่อจากธนบัตร ถ้าสมมุติว่าธนบัตรมันดูหนักไป ลองเปลี่ยนเป็นเหรียญบาท เหรียญ 5 บาท เหรียญ 10 บาท หรือเหรียญสลึง วันไหนที่มีเหรียญหลงมาในกระเป๋าสตางค์ ก็หยอดใส่กระปุกออมสินซะเลย ทำแบบนี้้ทุก ๆ วัน จนครบ 1 ปี ก็มีเงินเก็บแล้ว

4. พกเงินให้น้อยลง บังคับตัวเองให้ทำได้ ใช้เงินภายในงบจำกัด : ในต่ละวัน ไม่ว่าจะไปทำงาน ไปเรียนหนังสือ หรืออาจจะออกไปทำภารกิจนอกสถานที่ต่าง ๆ ต้องกำหนดวงเงินที่จะใช้ให้ชัดเจนว่าวันนี้จะใช้เงินกี่บาท พยายามพกเงินไปให้น้อย และใช้อย่างคุ้มค่าและประหยัดที่สุด ส่วนเงินที่เหลือก็นำไปหยอดกระปุก

5. สร้างแรงบันดาลใจ : ตั้งเป้าหมายให้กับตัวเองด้วยการเก็บออมเงินใส่กระปุก โดยตั้งเป้าหมายเอาไว้เลยว่าจะนำเงินไปทำอะไร เช่น ซื้อบ้าน ซื้อรถ ฯลฯ เพื่อที่คุณจะได้มีแรงบันดาลใจและแรงจูงใจในการเก็บเงินใส่กระปุก มีเงินออมเป็นของตัวเองบ้าง

ยังไงซะ เข้าสู่ปี 2562 ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและลองใช้ 5 วิธีนี้ฝึกการออมเงินตั้งแต่วันนี้ เชื่อว่าถ้าคุณมีความตั้งใจ คุณทำได้อย่างแน่นอน แล้วปลายปี 2562 มานับเงินดูว่าออมไปได้กี่บาท หากคุณสามารถทำได้ นั่นล่ะคือความภาคภูมิใจของคุณเลย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ความซื่อสัตย์คือสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง คุณเองต้องซื่อสัตย์กับตัวเองว่าจะไม่แคะกระปุกหรือแอบถอนเงินออกมาใช้แบบสุรุ่ยสุร่ายโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้คุณขาดวินัยในการออมเงิน และสุดท้ายคุณก็จะไม่มีเงินออมเป็นของตัวเองในที่สุด…นี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


“จัดระเบียบการเงิน”-ตามสไตล์คนรุ่นใหม่.jpg

พฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยเงินของคนรุ่นใหม่ ที่ใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือยจนถึงขั้นเป็นหนี้สินกัน ควรต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ กินอยู่เป็น แนะนำให้ฝึกการ “จัดระเบียบการเงิน” ตามสไตล์คนรุ่นใหม่ เพื่อให้รู้จักการใช้เงินอย่างประหยัด

การจับจ่ายใช้สอยเงินของคนรุ่นใหม่ในสมัยนี้ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักเรียน-นักศึกษา หรือว่าเหล่ามนุษย์เงินเดือน ซึ่งอยู่ในยุคที่มีเทคโนโลยีเข้ามาอำนวยความสะดวกในชีวิต ทำให้การซื้อสินค้าไม่จำเป็นต้องไปที่ร้านค้าเสมอไป เพราะปัจจุบันร้านค้าส่วนใหญ่ก็มีการเปิดให้สั่งสินค้าทางออนไลน์แล้ว เพื่ออำนวยความสะดวก และขยายช่องทางการจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้พฤติกรรมการใช้จ่ายเงินของคนรุ่นใหม่ในสมัยนี้ลดลงแต่อย่างใด บางรายถึงขั้นต้องกู้หนี้ยืมสินเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งของนั้นๆ บางรายก็รายรับไม่เพียงพอต่อรายจ่ายก็มี

จากปัญหาการเกิดขึ้นของหนี้สิน ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า สถานการณ์หนี้สินครัวเรือนของประเทศไทยยังอยู่ในขั้นน่าเป็นห่วง โดยมีหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) สูงถึง 77.6% และมียอดคงค้างหนี้ครัวเรือนสูงกว่า 12 ล้านล้านบาท ส่วนใหญ่เกิดจากการใช้จ่ายที่เกินตัวและไม่ระวัง และกลุ่มคนที่มีอายุระหว่าง 25-35 ปี เป็นกลุ่มที่ไม่สามารถจัดสรรราย
จ่ายให้เหมาะสมกับรายรับได้

จากปัญหาการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยของคนรุ่นใหม่ ทำให้กลุ่มคนดังกล่าวควรต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินใหม่ เพื่อให้รู้จักการใช้เงินอย่างประหยัด ไม่สุรุยสุร่าย และที่สำคัญสามารถเก็บเงินออมส่วนหนึ่งได้ และลดภาระหนี้สินที่เกิดขึ้นได้อีกด้วย โดยมีวิธีทั้งหมด 4 หลัก ประกอบด้วย

1. วางเป้าหมาย : กำหนดเป้าหมายทางการเงินให้ชัดเจน ว่าต้องการเก็บเงินกี่บาท ภายในระยะเวลากี่ปี และเงินก้อนดังกล่าวจะนำไปทำอะไรในอนาคต เพื่อวางเป้าหมายนี้จะช่วยทำให้เกิดการจัดสรรเงินที่เหมาะสมและบรรลุเป้าหมายได้

2. วางแผนการใช้จ่ายในแต่ละเดือน : พยายามจดบัญชีรายรับ-รายจ่าย ในแต่ละเดือนว่า เดือนนั้นๆ คุณจะต้องมีภาระค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง ขณะเดียวกันคุณจะได้รายได้จำนวนกี่บาท เพื่อที่จะได้วางแผนการใช้เงินในแต่ละเดือนได้อย่างถูกต้อง

3. ออมเงิน : ควรฝึกการเก็บออมเงินอย่างสม่ำเสมอ โดยจะออมเป็นรายวันหรือรายเดือนนั้นขึ้นอยู่กับความสะดวกของตัวคุณเอง การที่ฝึกการออมเงินนั้นจะช่วยให้เรามีเงินเก็บในอนาคตได้

4. จัดการหนี้สินที่มีอยู่ : หนี้สินต่างๆ ที่คุณมี ไม่ว่าจะเป็นบัตรเคตดิต บัตรกดเงินสด หนี้จากการยืมคนโน้นคนนี้ คุณต้องหมั่นชำระให้ตรงเวลา ไม่ควรเบี้ยวหรือผลัดการจ่าย เพราะหนี้สินถือเป็นหมวดที่มีความสำคัญมาก หากเรามีการบริหารจัดการ วางแผนทางการเงินอย่างเหมาะสม ก็จะทำให้หนี้สินของเราลดลงเรื่อยๆ และหมดหนี้ในที่สุด

สำหรับ 4 หลักที่กล่าวไปนั้น ต้องบอกเลยว่าไม่ยากเกินความสามารถเลย ถ้าเรามีความตั้งใจที่จะเริ่มตั้งเป้าวางแผนทางการเงิน ฝึกการสร้างวินัยทางการเงินของเราเอาไว้ เพื่อที่ว่าในอนาคตเราจะได้สามารถจัดสรรระเบียบทางการเงินได้ และมีเงินเก็บเงินออมไว้ใช้ในยามแก่อย่างแน่นอน…นี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


เงิน-10000-บาท-อยู่อย่างไรให้ได้ทั้งเดือน.jpg

เงิน 10,000 บาท คุณคิดว่าจะดำรงชีวิตใน 1 เดือน ได้หรือไม่? แล้วจะใช้ชีวิตอย่างไรดีให้กินอยู่ให้ได้ภายใน 1 เดือน วันนี้ กินอยู่เป็น พามาดูวิธีใช้จ่ายเงิน 10,000บาท อย่างไรให้เหลือเก็บ

“เงินทองนั้นหายาก” กว่าจะได้เงินมาในแต่ละเดือนนั้น บอกเลยว่าเลือดตาแทบกระเด็น ต้องอดต้องทนสารพัด แต่ถ้าพูดถึงมนุษย์เงินเดือนแล้ว จบปริญญาตรีมาส่วนใหญ่ก็จะสตาร์ทอยู่ 15,000 บาท/เดือน อันนี้ยังพอประทังชีวิตได้อยู่ (ถ้าไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย) แต่ถ้าสมมุติว่าเป็นคนวัยนิสิต นักศึกษา หรือมนุษย์เงินเดือนที่มีวุฒิ ม.6 ล่ะ กรณีที่ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยหรือขอเงินจากพ่อแม่ ตกเดือนละประมาณ 10,000 บาท หลายคนคงบอกว่าหมื่นเดียวใช้ชีวิต 1 เดือน จะพอเหรอ? แล้วถ้าบอกว่าจริงๆ แล้ว มันพอล่ะ จะเชื่อไหม? ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ มาดูกันเลยดีกว่าว่า 10,000 บาท จะใช้ชีวิตอย่างไรให้ได้ 1 เดือน เริ่มต้นจากการลิสล์รายจ่ายประจำเดือนออกมาว่า เดือนนี้มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง แบ่งสัดส่วนให้ชัดเจน ตามนี้เลย

1. ค่าเช่าห้องพัก : กรณีที่เดินทางมาทำงานหรือศึกษาต่อนอกภูมิลำเนา ค่าใช้สำคัญอันดับต้นๆ เลยคือ ค่าที่พัก เช่าห้องพักในแต่ละเดือนมีค่าเช่าตกเฉลี่ย 3,000-5,000 บาท นี่แค่ค่าเช่าเฉยๆ นะ ฉะนั้นหาที่พักดีๆ บางทีไม่จำเป็นต้องเอาหรูหรา หรือถึงขั้นอัพเกรทเป็นคอนโด เพราะค่าใช้จ่ายจะบานปลายขึ้น หรือหากบางคนโชคดี มีที่พักอาศัยคือบ้านของครอบครัวหรืออาศัยบ้านญาติอยู่นั้น ก็ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้เยอะเลย

2. ค่าน้ำ-ไฟ สาธารณูปโภค : สำหรับคนที่เช่าห้องพักรายเดือน ค่าน้ำ-ค่าไฟ-ค่าโทรศัพท์ เป็นปัจจัยสำคัญรองลงมาจากค่าเช่าห้องพัก ถ้าใช้ไฟเยอะ ใช้น้ำเยอะ ก็ต้องจ่ายเยอะเหมือนกัน ตกเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1,500-3,000 บาท หากคนที่ไม่ค่อยได้ใช้ไฟฟ้าหรือน้ำ ราคาก็จะถูกลงมา ขณะเดียวกัน บางคนที่พักอาศัยที่บ้านพักครอบครัวหรือบ้านญาตินั้น ก็ตกลงกันเอาเอง ถ้าไม่ต้องจ่ายค่าน้ำค่าไฟก็ช่วยประหยัดไปได้พอสมควร

3. ค่าอาหาร : 1 เดือนมี 30-31 วัน เรื่องกินก็เป็นเรื่องสำคัญ สำหรับคนที่เช่าห้องพักแล้วนั้น ลองคำนวนดูว่าสำหรับค่าอาหารแล้วนั้นจะใช้จ่ายวันละกี่บาท ปกติแล้วจะอยู่ที่ 100 บาท/วันสำหรับเมนูอาหารปกติ ถ้า 1 เดือนก็จะอยู่ที่ประมาณ 3,000 บาท แต่ถ้าเลือกกินอาหารหรูจากในห้างแล้วล่ะก็ตกวันละประมาณ 200-500 บาท แต่ก็อาจจะไม่ได้รับประทานหรูหราบ่อยทุกวัน ยังไงซะก็บริหารเงินในส่วนนี้ดีๆ ขณะเดียวกัน คนที่อาศัยอยู่กับครอบครัวหรือญาติ ก็ตกลงกันเอาเอง บางบ้านพ่อแม่หรือญาติก็จะทำอาหารอยู่แล้วในทุกๆ วัน เราก็อาจจะไม่ต้องใช้จ่ายเงินส่วนนี้มากนัก

4. ค่าเดินทาง : การเดินทางไปเรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัยหรือไปทำงานนั้น ไม่ว่าจะเดินทางด้วยวิธีการใด ก็มีค่าใช้จ่ายให้ลำบากใจ ทั้งรถสาธารณะหรือรถส่วนบุคคล กรณีรถสาธารณะ หากเราเลือกนั่งเป็นรถเมล์ ก็มีค่าใช้ตกวันละประมาณ 30-50 บาท/วัน 1 เดือนก็อยู่ที่ประมาณ 1,000-1,200 บาท ขณะเดียวกัน บางคนอาศัยอยู่กับครอบครัวหรือญาติ ถ้าหากติดรถของพ่อแม่หรือญาติไปรับหรือส่ง ก็ช่วยประหยัดค่าเดินทาไปได้เยอะเลย

5. เงินออม : คนเราต้องรู้จักการออมเงิน เพื่อให้มีเงินใช้ในยามจำเป็น กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน เป็นต้น ฉะนั้นใน 1 เดือน คุณจะออมเงินสักกี่บาท อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับคุณแล้ว ถ้ารายจ่ายเยอะก็วันละ 10 บาท หยอดกระปุกทุกวัน ครบ 1 เดือน ได้ 300 บาท ครบ 1 ปี 3,600 บาท แต่ถ้ารายจ่ายอยู่ในระดับพอดี ก็ออมสัก 20-50 บาท/วัน 1 เดือนก็จะได้เงินอยู่ที่ 600-1,500 บาท ครบ 1 ปี 6,000-18,000 บาท หรือถ้าอยากลองสูตรการออมเงินด้วยวิธีอื่นๆ ก็ลองใช้สูตรนี้ได้ เปิดสูตรการออมเงินของมนุษย์เงินเดือน “ออมอย่างไร ให้มีเงินใช้ในยามแก่”
ขณะเดียวกัน คนที่พักอาศัยกับครอบครัวหรือบ้านญาติ ถือว่าค่อนข้างได้้ปรียบเพราะไม่ต้องจ่ายค่าที่พัก ค่าน้ำค่าไฟ รายจ่ายสำคัญๆ อาจจะมีรายจ่ายแค่ค่าอาหารนอกสถานที่ ปาร์ตี้สังสรรค์ เป็นต้น ฉะนั้น ก็ควรเก็บเงินออมเอาไว้ ถ้าเก็บได้เดือนละ 2,000-3,000 บาท ก็จะดีเลย ครบ 1 ปี มีเงินมากถึง 24,000-36,000 บาทเลยทีเดียว

6. ค่าใช้จ่ายอื่นๆ : ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ก็คือค่าใช้จ่ายที่คิดว่าจะฟุ่มเฟือย อยากได้ของอันนั้น อันนี้ สำหรับรายจ่ายอย่างเราก็ถ้าพอมีเงินเหลืออยู่นิดนึงก็แบ่งมาสัก 500-1,000 บาท ซื้อของที่อยากได้ เช่น เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย รองเท้า เป็นต้น หรืออาจะไปท่องเที่ยวต่างจังหวัด ก็มีค่าใช้จ่ายอยู่ประมาณ 500-1,000 บาท แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องบริหารจัดการเงินของคุณให้ดี เพราะไม่ฉะนั้นคุณก็จะไม่มีเงินพอใช้ทั้งเดือนแน่นอน ถ้าอยากได้ของใหญ่ๆ เช่น สมาร์ทโฟนสักเครื่อง ก็ต้องเก็บหอมรอมริบ หรือหางานพิเศษทำ เพื่อหารายได้เสริม

ทั้งนี้ จะบอกว่า 10,000 บาท กับการใช้ชีวิต 1 เดือนนั้น ถ้ารู้จักบริหารจัดการเงินเป็น ยังไงก็ตามก็สามารถใช้จ่ายได้เพียงพอตลอด 1 เดือนแน่นอน และถ้าวางแผนดีๆ หน่อย คุณอาจจะมีเงินเหลืออีกด้วย ทั้งหมดทั้งมวลนี้ขึ้นอยู่กับตัวคุณเองว่าจะบริหารจัดการเงินได้ดีมากน้อยแค่ไหน ถ้ารายได้ไม่พอรายจ่ายก็หางานพาร์ทไทม์ทำเพิ่มเพื่อหารายได้พิเศษ รับรองว่า 1 เดือนคุณจะใช้ชีวิตอยู่รอดอย่างแน่นอน เพียงแค่คุณ “ไม่ฟุ่มเฟือย” หรือ “สิ้นเปลือง” แค่นั้นเอง…นี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


ปลดหนี้-“บัตรเครดิต-บัตรกดเงินสด”-ด้วย-3-วิธีง่ายๆ-ไม่ยากอย่างที่คิด.jpg

การใช้ “บัตรเครดิต-บัตรกดเงินสด” อย่างไม่ถูกวิธี ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย คุณอาจจะเป็นหนี้ก้อนโตโดยไม่รู้ตัว “กินอยู่เป็น” จึงมี 3 วิธีง่ายๆ ที่ช่วยให้คุณสามารถปลดหนี้ “บัตรเครดิต-บัตรกดเงินสด” ได้ บอกเลยว่าแต่ละวิธีไม่ยากอย่างที่คิด

สมัยนี้คนรุ่นใหม่นิยมใช้ “บัตรเครดิต-บัตรกดเงินสด” กันเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะเหล่ามนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย ที่พยายามหาทุกวิถีทางในการทำ “บัตรเครดิต-บัตรกดเงินสด” ถ้าเป็นบัตรเครดิตนั้นก็ไว้สำหรับรูดซื้อสินค้าที่ต้องการ สะดวก ไม่ต้องพกเงินสดจำนวนมากๆ ส่วนบัตรกดเงินสดนั้นสำหรับกรณีร้อนเงิน ฉุกเฉินเรื่องเงิน ก็กดขอเงินมาใช้ได้เลย แต่หารู้หรือไม่ว่า บัตรพวกนี้ถ้าใช้งานไม่เป็นหรือไม่ถูกวิธี คุณก็อาจจะเป็นหนี้ก้อนโตโดยไม่รู้ตัวขึ้นมาทันทีก็ได้ เพราะนอกจากที่คุณจะต้องหาเงินมาใช้หนี้คืนแล้ว อย่าลืมว่าบัตรพวกนี้เมื่อใช้งานแล้ว ต้องเสียค่าดอกเบี้ยอีกด้วย ยืมมากก็ดอกเบี้ยสูงเช่นกัน ก็ทำเอาเหล่ามนุษย์เงินเดือนหลายคนกลุ้มอกกลุ้มใจกันเลยทีเดียว “กินอยู่เป็น” จึงมี 3 วิธีง่ายๆ ที่ช่วยให้คุณสามารถปลดหนี้ “บัตรเครดิต-บัตรกดเงินสด” ได้ บอกเลยว่าแต่ละวิธีไม่ยากอย่างที่คิด

1. หยุดพฤติกรรมใช้จ่ายฟุ่มเฟือย
ก่อนอื่นคุณต้องระมัดระวังการใช้จ่ายเงิน ขอให้มีความรอบคอบในการใช้จ่าย ควรเสียเงินในสิ่งที่จำเป็น เช่น ค่าสาธารณูปโภคต่างๆ ที่บ้าน ค่ากิน-ค่าเดินทางไปทำงาน มีเท่าไหร่ ใช้เพียงเท่านั้น ถ้าไม่มีเงินก็ไม่ควรกดขอเงินจากบัตรกดเงินสดเด็ดขาด ไม่ควรสุรุ่ยสุร่ายในเรื่องที่ไม่จำเป็นโดยเด็ดขาด ท่องเอาไว้ว่า คุณกำลังเป็นหนี้ เพราะฉะนั้นอย่าสร้างหนี้โดยเด็ดขาด

2. หมั่นเก็บหอมรอมริบให้เป็นนิสัย
เมื่อถึงสิ้นเดือน นั่นคือวันเงินเดือนออก คุณต้องบริหารจัดการค่าใช้จ่ายให้ดีๆ นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนที่ต้องจ่ายแล้ว คุณก็อย่าลืมเก็บหอมรอบริบสักเดือนละ 1,000 บาท (หรือมากกว่านั้น) ก็ยังดี หมั่นทำเป็นประจำทุกๆ เดือน รับรองเลยว่า คุณมีเงินเก็บแน่นอน อยากได้ของสิ่งใดหรือว่าฉุกเฉินเรื่องเงิน คุณก็หยิบเงินก้อนนี้มาใช้จ่ายได้ โดยที่ไม่ต้องง้อ “บัตรเครดิต-บัตรกดเงินสด” เลย

3. ตั้งใจและขยันทำงาน-หารายได้พิเศษ
ตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ เพราะงานคือเงิน ถ้าวันหนึ่งคุณไม่มีงานทำ คุณจะเอาเงินที่ไหนมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ถ้ามีโอกาสก็ทำงานล่วงเวลา (OT) เก็บเงินเสียเลย และถ้ามีเวลาเหลือก็หารายได้เสริมทำช่วงวันหยุดหรือนอกเวลางานก็ได้ เช่น รับจ้างถ่ายรูปรับปริญญา เป็นต้น ก็ถือเป็นรายได้อีกช่องทางหนึ่งที่ช่วยให้คุณสามารถปลดหนี้ “บัตรเครดิต-บัตรกดเงินสด” ได้

 

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ขอให้เหล่ามนุษยเงินเดือนทั้งหลายจงนำไปปรับใช้เสีย จะได้ไม่เป็นหนี้ติดตัวไปตลอดชีวิต พยายามฝึกไว้เป็นนิสัย ถ้าคุณทำได้ รับรองเลยว่าคุณก็สามารถปลดหนี้จากบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดได้อย่างสบายๆ และช่วยป้องกันการเกิดหนี้ก้อนใหม่อีกด้วย จำเอาไว้เลยว่า “การไม่มีหนี้ เป็นลาภันประเสริฐ” นี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต