สุขภาพ

กินอยู่เป็น_สุขภาพรัก-ของคุณยังแข็งแรงอยู่-_web.jpg

สำหรับคู่รักทุกเพศ ทุกวัย เชื่อว่าคู่รักทุกคนเมื่อต้องมาอยู่ด้วยกันแล้ว ต่างฝ่ายก็ต้องปรับตัวซึ่งกันและกัน เพื่อให้อีกยอมรับตัวเราให้ได้ เชื่อว่าคู่รักทุก ๆ คู่ก็อยากมีชีวิตคู่ที่ราบรื่น ความรักได้เดินต่อไปด้วยดี มาลองสำรวจกันดีกว่าว่าสถานะความรักของคุณในตอนนี้ยังคงรักกันดีอยู่เหมือนเดิมหรือไม่ ด้วย 5 สัญญาณการันตีสถานภาพความรัก

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวการใช้ชีวิตโดยเฉพาะของคู่รักทุกเพศ ทุกวัย เชื่อว่าคู่รักทุกคนเมื่อต้องมาอยู่ด้วยกันแล้ว ต่างฝ่ายก็ต้องปรับตัวซึ่งกันและกัน เพื่อให้อีกยอมรับตัวเราให้ได้ คู่รักบางคู่ปรับจูนพฤติกรรมและทัศนคติได้ ชีวิตคู่ก็ไปได้ราบรื่น ส่วนคู่รักบางคู่ที่ถึงแม้ว่าจะพยายามปรับตัวก็แล้ว ปรับความเข้าใจก็แล้ว ทำทุกวิถีทางต่าง ๆ นา ๆ สุดท้ายก็ไปไม่รอด จบความสัมพันธ์ลงด้วยการสวมคอนเวิรส์เลิกราต่อกัน

เพราะเชื่อว่าคู่รักทุก ๆ คู่ก็อยากมีชีวิตคู่ที่ราบรื่น ความรักได้เดินต่อไปด้วยดี มาลองสำรวจกันดีกว่าว่าสถานะความรักของคุณในตอนนี้ยังคงรักกันดีอยู่เหมือนเดิมหรือไม่ ด้วย 5 สัญญาณการันตีสถานภาพความรัก กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมเอาไว้ให้แล้ว

1. เติบโตขึ้นพร้อมกัน : คนใดคนหนึ่งเติบโตขึ้นในด้านของความคิด ถ้าคู่รักที่ถึงจุดนี้ และเรียนรู้ว่าอีกฝ่ายโตขึ้น พวกเขาก็พยายามพัฒนาตัวเองเพื่อก้าวตามกัน และทำให้โตไปด้วยกัน ทั้งทางอารมณ์ จิตใจ และการมองโลก สุขภาพของความรักนั้นยังคงดีอยู่ แต่ถ้าหากคนใดคนหนึ่งเติบโตขึ้นในด้านของความคิด ในขณะที่อีกคนยังคงย่ำเท้าอยู่ที่เดิม สถานการณ์ดังกล่าว คู่รักส่วนใหญ่จะถึงทางตัน และจบความสัมพันธ์ในทันที

2. ให้พื้นที่ส่วนตัวให้กันและกัน : คาลิล ยิบราน ให้คำนิยามไว้ว่า “จงปล่อยพื้นทีว่างระหว่างคนสองคนไว้บ้าง เพื่อให้สายลมได้พัดผ่าน และเต้นรำไประหว่างเขาและเธอ” ข้อความนี้ต้องการสื่อความหมายว่า การเป็นคู่รักไม่จำเป็นต้องจับมือกันตลอด 24 ชั่วโมง ลองปล่อยมือให้เกิดพื้นทีว่างของกันและกันบ้างก็ได้ เพื่อให้แต่ละคนได้มีโอกาสไปตามหาตัวตนของตนเอง

3. ให้กำลังใจซึ่งกันและกันในวันที่โลกวุ่นวาย : ชีวิตในปัจจุบันนั้น ผู้คนต่างเต็มไปด้วยความคิดต่าง การเผชิญหน้ากับโลกภายนอกนั้นเต็มไปด้วยความกดดัน ตึงเครียด และวุ่นวาย ความหมายของคู่รักจึงไม่ได้หมายถึงความรักแต่เพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการเป็นที่พักใจให้กันและกัน เมื่ออีกคนมีปัญหาอีกคนก็คอยช่วยให้กำลังใจและสนับสนุนกัน ผลัดกันเป็นพลังให้กันและกัน แบบนี้จะได้เห็นว่า สุขภาพรักของคุณดีเพียงใด

4. ส่งเสริมซึ่งกันและกัน : ความที่เป็นคู่รักกัน จะเห็นว่าคู่ของตัวเองนั้นดีเกินกว่าความเป็นจริง หรือ มีความสามารถที่มากกว่าใคร ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว คู่ของคุณอาจไม่ได้มีอะไรพิเศษไปกว่าคนอื่นเลย ดังนั้น การรักษาสัมพันธ์รักให้มีสุขภาพที่ดีและเดินเป็นเพื่อนกันไปได้ตลอดชีวิตคือการสนับสนุน ส่งเสริมเขาหรือเธอบนพื้นฐานของความเป็นจริง ไม่ใช่อวยกันจนเกินจริง

5. มีความรู้สึกดีที่ได้อยู่ข้างกัน : ถือเป็นสัญญานทีบ่งบอกว่าความรักของคุณมีสุขภาพดี เพราะความรู้สึกของคนรักก็ต่างมีความสุขที่ได้อยู่เคียงข้างกัน ไปทำกิจกรรมร่วมกัน หรือได้ใช้ชีวิตร่วมกัน โดยไม่ได้รู้สึกเบื่อหน่ายอีกฝ่าย เว้นพื้นทีว่างให้กันและกันตามสมควร เท่านี้ก็รู้ได้แล้วว่า สุขภาพรักของคุณนั้นดีเพียงใด

 

ทั้งหมดนี้ คือ 5 สัญญาณการันตีสถานภาพความรักว่าความรักของคุณกำลังไปได้ดี ไปได้สวย ไปได้อย่างราบรื่น และมีความเป็นไปได้สูงที่จะรักกันยืนยาวไปจนแก่เฒ่า คู่รักแต่ละคู่ลองเช็คสถานภาพตัวเองดูว่ามี 5 ข้อนี้อยู่ในรูปแบบการใช้ชีวิตของเราหรือไม่ หากขาดข้อใดข้อหนึ่งไป ก็จงปรับปรุงและปรับตัวให้ได้ รับรองเลยว่า ชีวิตคู่ยืนยาวแน่นอน และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


กินอยู่เป็น_ร้องเพลงตอนอาบน้ำ-ดียังไง_web.jpg

เคยไหม? เบื่อหรือเครียดอยู่คนเดียวก็ร้องเพลงขึ้นมา ไม่ว่าจะนอกบ้าน ขณะทำกิจวัตร หรือแม้กระทั่งในห้องน้ำ แต่รู้หรือไม่ว่า การร้องเพลงตอนอาบน้ำ แท้จริงแล้วมีข้อดีและประโยชน์แอบแฝงอยู่ด้วย

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวดี ๆ เกี่ยวกับการใช้ชีวิต เชื่อว่าทุก ๆ ต้องมีดนตรีอยู่ในหัวใจกันอยู่แล้ว เพราะ “ดนตรีนั้นคือชีวิต จังหวะคอยลิขิตให้ชีวิตก้าวไป” จริงอย่างที่เนื้อเพลงท่อนหนึ่งได้กล่าวเอาไว้ หากชีวิตไม่มีดนตรีหรือเสียงเพลงอยู่ในหัวใจ ชีวิตเราก็จะเหมือนขาดสีสัน ขาดรสชาติของชีวิตไปในทันที

เราจะเห็นคนประเภทนี้บ่อย ๆ คือ อยู่คนเดียวแล้วร้องเพลง อยู่ ๆ ก็ร้องเพลงขึ้นมา เสียงร้องเพราะหรือไม่เพราะอีกเรื่องหนึ่ง แต่ขอได้เปล่งเสียงร้องเพลงสักท่อนหนึ่งก็ยังดี เราจะพบเห็นบ่อย ๆ ก็ตามสถานที่สาธารณะ หรือบางคนไม่กล้า ก็ขอให้ถึงบ้าน แล้วค่อยร้องเพลงไปพร้อมกับทำกิจวัตรประจำวัน

อีกหนึ่งกิจวัตรที่จะเห็นหลายคนต้องเคย นั่นคือ การร้องเพลงไปด้วย อาบน้ำไปด้วย เพราะอะไรคนส่วนใหญ่ถึงชอบร้องเพลงขณะกำลังอาบน้ำ ก็เพราะว่าตอนอาบน้ำถือเป็นช่วงที่ผ่อนคลาย ร่างกายอยู่ในช่วงที่กำลังมีความสุขกับการได้ชำระล้างสิ่งสกปรก ทำให้ตัวเรามีความรู้สึกผ่อนคลายจนถึงขั้นต้องร้องเพลงหรือฮัมเพลงขึ้นมาในขณะที่ร่างกายกำลังชำระล้างสิ่งสกปรกนั่นเอง

แต่จะรู้หรือไม่ว่า การร้องเพลงขณะอาบน้ำ แท้จริงแล้วมีข้อดีและประโยชน์แอบแฝงอยู่ด้วย กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมมาฝากทุก ๆ ท่านแล้ว

1. การร้องเพลงคือรางวัล : การร้องเพลงไม่ได้ทำให้คุณมีความสุขเท่านั้น แต่มันยังให้รางวัลคุณด้วยเสียงที่ดีขึ้น นอกจากนี้ การร้องเพลงสามารถเพิ่มความมั่นใจและความภาคภูมิใจในตัวเอง ( self esteem )ได้ สองสิ่งนี้จะช่วยให้คุณสามารถต่อสู้กับความวิตกกังวล ความรู้สึกเศร้าและความเหงาได้เป็นอย่างดี

2. เสียงของคุณจะดีขึ้นตอนอาบน้ำ : การร้องเพลงตอนอาบน้ำไม่ใช่แค่สนุกเท่านั้น แต่มันจะช่วยทำให้เสียงของคุณดีขึ้น เพราะห้องอาบน้ำจะทำให้เกิดเสียงที่แตกต่างออกไป ห้องอาบน้ำก็เป็นเหมือนห้องสร้างเสียง เพราะมันทำด้วยกระเบื้องเซรามิกหรือวัสดุอื่น ๆ ที่ไม่เก็บเสียง เมื่อคุณร้องเพลงออกมาเสียงของคุณก็จะไม่ถูกเก็บไป แต่มันจะสะท้อนไปมาอยู่ที่ผนังห้องน้ำ ทำให้เสียงของคุณชัดเจนขึ้นและมีความดังเป็นพิเศษ เวลาที่คุณร้องเพลงตอนอาบน้ำ คุณจะมีความมั่นใจมากขึ้น แม้จะต้องร้องเพลงในคีย์ที่คุณไม่คุ้นเคย จะตะโกนร้องเพลง หรือร้องเพลงด้วยเสียงตลก ๆ ก็ตาม

3. ช่วยเพิ่มความจำ : เมื่อคุณร้องเพลง ส่วนมากคุณจะรู้เนื้อเพลงอยู่แล้วหรืออย่างน้อยก็ต้องพยายามเพื่อจดจำมัน ซึ่งจะทำให้สมองได้ออกกำลังกายจากการจดจำนั้น ฉะนั้น การร้องเพลงตอนอาบน้ำจึงเป็นวิธีที่ดีที่จะออกกำลังสมอง และช่วยให้สมองของคุณทำงานได้ดีขึ้น

4. ช่วยลดความเครียด : เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณมีโอกาสที่จะออกกำลังกายปอดของคุณด้วยการร้องเพลง คุณก็จะได้เพิ่มออกซิเจนให้กับปอด และออกซิเจนก็จะช่วยทำให้การไหลเวียนเลือดของคุณดีขึ้นและช่วยลดความเครียดได้

5. ช่วยลดความดันเลือด : การร้องเพลงตอนอาบน้ำช่วยลดฮอร์โมนแห่งความเครียด ซึ่งเป็นสาเหตุของความดันเลือดสูง

6. ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น : การร้องเพลงตอนอาบน้ำช่วยเพิ่มออกซิเจนให้กับเลือดของคุณ ลดความเครียดและลดความดันเลือด สิ่งเหล่านี้มีผลโดยตรงกับระบบภูมิคุ้มกันของคุณ เพราะจะช่วยให้ระบบทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ การร้องเพลงยังมีประโยชน์อีกนับไม่ถ้วน ยิ่งถ้าคุณเต้นช้า ๆ ไปด้วยระหว่างการร้องเพลง ยิ่งช่วยให้สุขภาพของคุณดีขึ้นกว่าเดิม

เห็นไหมว่าการร้องเพลงขณะอาบน้ำส่งผลดีต่อตัวเรามากแค่ไหน ฉะนั้นแล้ว ใครก็ตามที่มีภาวะเครียดอยู่ไม่ว่าจะจากการทำงานหรือการเรียนหนังสือ ตอนอาบน้ำก็ลองขับร้องเพลงที่เราชื่นชอบไปด้วย จะช่วยให้เราดีขึ้น ร้องบ่อย ๆ ไม่เครียดแน่นอน แต่ว่าใครที่อาบน้ำตอนดึก ๆ หรือตอนเช้าตรู่ ก็อย่าร้องเพลงจนเสียงดังเกินไป เพราะจะไปรบกวนบ้านหรือห้องข้างเคียง เดี๋ยวจะเดือดร้อนเอา และทั้งหมดนี้คือ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


กินอยู่เป็น_วิ่งแล้วจุก-จุกแล้ว-วิ่งยังไงให้จบ_web.jpg

เคยไหม? วิ่งออกกำลังกายแต่ละครั้ง แล้ววิ่งทีไรก็รู้สึกจุกที่ท้องและเหนื่อยง่าย สุดท้ายก็ล้มเลิกแผนการออกกำลังกายด้วยการวิ่งไปเสียดื้อ ๆ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมเทคนิควิ่งอย่างไรไม่ให้จุกท้องมาฝากกัน

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวเอาใจคนที่ชื่นชอบการออกกำลังกายด้วยการวิ่ง คุณเป็นหนึ่งในนี้หรือไม่ เริ่มวิ่งออกกำลังกายใหม่ ๆ แล้วมีอาการหมดกำลังใจที่จะวิ่งต่อ เพียงเพราะเกิดอาการจุกท้อง จุกลิ้นปี่ในขณะวิ่ง ทำให้หลายคนล้มเลิกความตั้งใจในการออกกำลังกายด้วยการวิ่งไปในทันที เพราะไม่อยากจุกหรือแน่นท้องอีกแล้ว

 

วิ่งแล้วจุก เกิดได้จากหลายสาเหตุ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมเทคนิควิ่งอย่างไรไม่ให้จุกท้องมาฝากกัน

1. งดทานอาหารมื้อหลัก : ในที่นี้รวมไปถึงอาหารย่อยยาก รวมถึงอาหารที่ระคายเคืองกระเพาะอาหาร เช่น อาหารเผ็ด อาหารที่มีกากใยมาก ก่อนวิ่งอย่างน้อย 2 ชั่วโมง และไม่ดื่มน้ำเยอะจนเกินไปก่อนวิ่ง หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำหวาน หรือน้ำผลไม้ปริมาณมากก่อนเริ่มวิ่ง หากกระหายน้ำ ควรดื่มน้ำอย่างมากแค่ครึ่งแก้วเท่านั้นก่อนเริ่มต้นวิ่ง

2. วอร์มอัพให้เพียงพอก่อนการวิ่ง : เตรียมความพร้อมให้กล้ามเนื้อและระบบหายใจ สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการจุกเสียดคือการที่กล้ามเนื้อกระบังลมเกร็งตัว และเกิดตะคริวเมื่อเริ่มวิ่งโดยไม่ได้เตรียมความพร้อมของกล้ามเนื้อมากพอ

3. ปรับการหายใจให้สัมพันธ์กับการก้าวเท้า : เพื่อให้ปอดและกล้ามเนื้อกระบังลมทำงานสัมพันธ์กัน การหายใจด้วยท้องจะช่วยทำให้อากาศผ่านเข้าสู่ปอดได้มากขึ้น และสามารถควบคุมจังหวะการหายใจระหว่างวิ่งได้ หายใจออกท้องยุบ หายใจเข้าท้องป่อง พยายามนับ 1-3 ระหว่างหายใจเข้า และ 1-2 ตอนหายยใจออก ควบคุมจังหวะนี้ไว้ขณะวิ่ง

4. วิ่งเร็วช่วงแรก ทำให้จุกง่าย : การเริ่มวิ่งที่เร็วเกินไปในช่วงออกสตาร์ทเป็นอีกหนึ่งในสาเหตุของการจุกเสียดที่พบบ่อยมากที่สุด ให้เริ่มต้นวิ่งช้าๆ หลังยืดตรง จะช่วยป้องกันการจุกเสียดหรืออาการบาดเจ็บต่างๆ

5. ออกกำลังเสริมแกนกลาง (Core Abs)ให้มีความแข็งแรงมากขึ้น : ปรับท่าวิ่งให้แกนลำตัวตรง ไม่ห่อตัว ไม่งอหลัง จะช่วยปรับให้ท่าทางการวิ่งสง่างาม และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการวิ่ง

 

แต่เมื่อเกิดอาการจุกเสียดแน่นอนท้องขึ้นมาในขณะวิ่งอยู่ วิธีแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า มีดังนี้

1. ระหว่างวิ่ง ยกมือข้างเดียวกับฝั่งที่จุกแล้ววางไว้ที่ท้ายทอยจะช่วยให้กล้ามเนื้อกระบังลมคลายตัว หากยังไม่หายจุก ให้ค่อย ๆ ผ่อนความเร็วลงแล้วหยุดวิ่ง ก้มตัวค้างไว้ 30 – 60 วินาที ค่อย ๆ ทำอย่างระมัดระวัง เพราะการหยุดวิ่งกะทันหันแล้วก้มตัวทันทีจะทำให้หน้ามืดได้

2. หายใจเข้าออกช้า ๆ กดปลายนิ้วมือเข้าไปบริเวณจุดที่จุกเสียด นับ 1-3 ระหว่างหายใจเข้า และปล่อยมือที่กดพร้อมหายใจออกนับ 1-2 ลองหายใจออกตอนที่เท้าฝั่งที่ไม่จุกแตะพื้น และเป่าลมออกคล้ายกับตอนเป่าเทียน

3. หยุดวิ่งและยืดคลายกล้ามเนื้อจนกว่าจะหายจุก

 

สุดท้าย เมื่อรู้วิธีแก้ปัญหาและรับมือ รวมถึงฝึกวิ่งอย่างสม่ำเสมอด้วยท่าทางและการหายใจที่ถูกต้องแล้ว ก็จะทำให้อาการจุกเสียดหายไปตามสภาพความฟิตของร่างกาย ฉะนั้น คุณสามารถนำวิธีเหล่านี้ไปทดลองปฏิบัติดู แล้วการวิ่งของคุณจะมีความสุขและสดชื่นอย่างแน่นอน และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


กินอยู่เป็น_เท้าเหม็น-ทำไงดี_web.jpg

“เท้าเหม็น” อีกหนึ่งปัญหาใหญ่สำหรับใครหลาย ๆ คน ที่อาจทำให้คุณสูญเสียความมั่นใจและสูญเสียโอกาสดี ๆ ในชีวิตได้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงรวบรวม 5 วิธีแก้ “เท้าเหม็น” ดับกลิ่นเท้าของคุณหลากหลายวิธี มาให้คุณเลือกใช้ได้ตามสะดวก

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอปัญหาเกี่ยวกับ “เท้าเหม็น” ซึ่งถือได้ว่าเป็นกลิ่นที่ไม่ค่อยพึงประสงค์เท่าไรนัก และยังคงเป็นปัญหาใหญ่สำหรับใครหลาย ๆ คน เชื่อว่าทุกคนต้องเคยประสบกับปัญหา “เท้าเหม็น” กันมาบ้าง

ปัญหา “เท้าเหม็น” ไม่ได้เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อคุณเพียงคนเดียว แต่ยังส่งผลกระทบถึงคนรอบข้างคุณอีกด้วย เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เพราะปัญหา “เท้าเหม็น” อาจทำให้คุณสูญเสียความมั่นใจและสูญเสียโอกาสดี ๆ ในชีวิตได้

หากเท้าของคุณเป็นต้นเหตุของกลิ่นไม่พึงประสงค์ทุกวันติดต่อกัน ไม่ต้องเครียดอีกต่อไป กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมวิธีช่วยดับกลิ่นเท้าของคุณหลากหลายวิธี มาให้คุณเลือกใช้ได้ตามสะดวก

1. หมั่นทำความสะอาดเท้าอยู่เสมอ : ข้อมูลของ ผศ.พญ.สุวิรากร โอภาสวงศ์ จากสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัญหา “เท้าเหม็น” เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะผู้ที่ชอบใส่ถุงเท้าอับนาน ๆ มีเหงื่อออกมาก ทำให้ผิวหนังยุ่ยและติดเชื้อแบคทีเรียง่าย วิธีแก้ไข ต้องหมั่นทำความสะอาด ล้างเท้าด้วยน้ำสะอาด เช็ดให้แห้ง หรือโรยแป้งฝุ่นลดความอับชื้น และ ไม่ควรใส่ถุงเท้าตอนเท้ายังเปียกหรือยังไม่แห้งดี

2. โรยผงแป้งแก้กลิ่นเท้า : ปัจจุบันมี “ผงแป้ง” สำหรับลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่เท้าโดยเฉพาะ ผงแป้งชนิดนี้สามารถช่วยระงับเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการเกิดกลิ่นเท้าได้ โดยให้นำมาทาให้ทั่วเท้าก่อนใส่ถุงเท้าหรือรองเท้า หรือนำไปโรยในรองเท้าให้ทั่วก่อนสวมใส่ด้วยก็ได้ เช่น แป้งเด็กต่าง ๆ เพราะคุณสมบัติของแป้งเหล่านี้จะช่วยดูดซึมความชื้นจากเหงื่อได้ดี เมื่อเราต้องสวมถุงเท้าเป็นเวลานาน ๆ

3. แก้กลิ่นเท้าด้วย “สบู่ฆ่าเชื้อ” : ข้อมูลจากภาควิชาจิตวิทยา ร่วมกับ รอ.นพ.ปุณยวีร์ อ่องศรี สังกัดโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ กองทัพเรือ ให้ข้อมูเกี่ยวกับวิธีลดกลิ่นเท้าเหม็นเอาไว้ว่า การใช้สบู่ฆ่าเชื้อ ซึ่งเป็นสบู่ชนิดเดียวกับที่แพทย์ใช้ฟอกมือเวลาเข้าห้องผ่าตัด ก็สามารถช่วยระงับกลิ่นได้ เพียงแค่ใช้สบู่ชนิดนี้ฟอกไว้ที่เท้า ทิ้งไว้ 1-2 นาที ทำแบบนี้ทุกวัน อย่างน้อยเป็นเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ปัญหากลิ่นเท้าก็จะลดลงได้

4. ใช้ “สารส้ม” ลดกลิ่นเท้า : อีกหนึ่งวิธีที่ทำได้เองง่ายๆ คือ ทำ “สารส้ม” ละลายน้ำที่ขายเป็นก้อน เอามากวน ๆ ในน้ำเปล่าให้ละลาย ประมาณ 5-10 นาที จากนั้นนำน้ำสารส้มที่ได้มาใส่ขวดสเปรย์ นำมาฉีดลงบนบริเวณเท้า รอให้แห้ง จากนั้นทาด้วยแป้งฝุ่นทับอีกทีหนึ่งก็เป็นอันเสร็จ ทำทุก ๆ ครั้งในวันที่คุณจะต้องใส่ถุงเท้าและรองเท้านาน ๆ แค่นี้ก็จะช่วยลดกลิ่นเท้าเหม็นได้

5. ดับกลิ่นง่าย ๆ ด้วย “ตะไคร้หอม-ถ่าน” : ถุงดับกลิ่นเท้าอีกสูตรที่น่าสนใจ คือ สูตรตะไคร้หอม ผิวมะกรูด ถ่านป่น และสารส้ม วิธีทำง่าย ๆ เพียงแค่นำส่วนผสมทั้งหมดมาอย่างละ 1 ส่วน ใส่ในถุงที่ทำจากผ้าขาวบางหรือผ้าที่มีช่องระบายอากาศ แล้วทำเป็นลูกกลม ๆ เหมือนลูกประคบ ใช้เชือกมัดให้แน่น แล้วนำไปใส่ไว้ในรองเท้าหรือตู้รองเท้า จะช่วยดูดกลิ่นเหม็นออกไปได้ดี

ทั้งหมดนี้คือวิธีช่วยลดกลิ่น “เท้าเหม็น” และวิธีดูแลสุขอนามัยของเท้า ถือเป็นการลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ของเท้าที่ดีอีกวิธีหนึ่ง ลองเอาไปใช้ในชีวิตประจำวันกันได้ แต่ที่สำคัญไปกว่านี้เลย คุณต้องรักษาความสะอาดเท้า กำจัดกลิ่นรองเท้าและตู้วางรองเท้าไปพร้อม ๆ กันเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด และนี่คือวิถีแห่ง “กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


โรคนอนเกิน-นอนมากไป...ใช่ว่าจะดีต่อร่างกาย.jpg

การนอนพักผ่อนมากกว่า 8 ชั่วโมงขึ้นไป อันตรายต่อร่างกายมาก เพราะจากเดิมหลายคนเข้าใจมาโดยตลอดว่า นอนหลับนาน ๆ ถือเป็นการพักผ่อนอย่างสมบูรณ์แบบ หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่นอนหลับเกิน 8 ชั่วโมง คุณกำลังเข้าข่ายเป็น “โรคนอนเกิน”

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวดี ๆ เกี่ยวกับการนอนหลับพักผ่อน โดยปกติแล้ว เมื่อเราต้องไปทำงานหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ในช่วงกลางวัน ตกกลางคืนร่างกายรู้สึกอ่อนล้า และต้องได้รับการพักผ่อนอย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมงต่อวัน หากนอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมง ไม่ดีต่อร่างกายเราอย่างแน่นอน ทำให้ร่างกายพักผ่อนไม่เต็มที่ แล้วจะมีอาการอ่อนเพลีย ทำงานหรือทำกิจกรรมได้ไม่เต็มแรง หักโหมจนเกินไป ส่งผลให้เราเกิดอาการวูบหรือเป็นลมได้

ขณะเดียวกัน การนอนพักผ่อนมากกว่า 8 ชั่วโมงขึ้นไป หลายคนเข้าใจมาโดยตลอดว่า เป็นเรื่องที่ดีที่ร่างกายจะได้พักผ่อนอย่างสมบูรณ์แบบ แต่ในความเป็นจริงนั้น การนอนมากกว่า 8 ชั่วโมงถือเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างมาก เราเรียกอาการแบบนี้ว่า “โรคนอนเกิน” (Hypersomnia) หรือ “ง่วงมากผิดปกติ” (Excessive Sleepiness)

สำหรับ “โรคนอนเกิน” (Hypersomnia) หรือ ง่วงมากผิดปกติ (Excessive Sleepiness) เป็นโรคที่เกิดในคนขี้เซา ยิ่งนอนพักเท่าไหร่ก็ไม่รู้สึกพอ อาการจะดูเฉื่อย ซึม ไร้ชีวิตชีวา ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นวัยเด็ก วัยรุ่น หรือวัยผู้ใหญ่ สำหรับคนที่มีอาการแบบนี้ หากนอนหลับแล้วจะตื่นขึ้นมายากมาก เมื่อตื่นแล้วร่างกายจะรู้สึกว่าต้องการนอนต่อไปอีก และระหว่างวันก็ต้องการงีบหลับหลาย ๆ ครั้ง และการงีบก็อาจเกิดขึ้นในเวลาที่ไม่เหมาะสม เช่น ช่วงกลางวัน เป็นต้น

ซึ่งคนที่มีอาการเหล่านี้จะสามารถหลับได้ในขณะที่กำลังคุยสนทนาอยู่ หรือแม้กำลังรับประทานอาหาร บางรายง่วงมากขณะนอนหลับ ถ้าถูกปลุกขึ้นมาก็อาจมีอาการพูดจาสับสน นอกเหนือจากอาการง่วงแล้ว ยังหงุดหงิดง่าย วิตกกังวล ความคิดอ่านไม่แล่น ความจำไม่ดี และมีอาการซึมเศร้าอีกด้วย

สุดท้าย หากคุณพบว่าตัวคุณเองหรือมีคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ญาติพี่น้อง ลูกหลาน มีอาการง่วงมากเกินไปหรือง่วงมากผิดปกติ ขอให้คิดไว้เสมอว่าร่างกายอาจจะผิดปกติแน่นอน ไม่ใช่เกิดจากพฤติกรรมหรือนิสัยเกียจคร้าน แต่เกิดจากโรคทางกายหรือทางใจ ต้องรีบไปพบแพทย์เพื่ทำการรักษา อย่าปล่อยทิ้งเด็ดขาด อันตรายต่อสุขภาพอย่างแน่นอน และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ : เนื้อหาจาก รายการ Health me please โดย พญ.ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี


กินอยู่เป็น_แอร์สกปรก-ไม่ยอมล้าง-ระวังปอดอักเสบ_web.jpg

รู้หรือไม่? เครื่องปรับอากาศที่เราใช้งานกันอยู่ทุกวัน จริง ๆ แล้วเป็นแหล่งสะสมความชื้น เป็นสาเหตุทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโต อันตรายจนถึงขั้นปอดอักเสบรุนแรง

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอแนะนำเรื่องราวดี ๆ เกี่ยวกับสุขภาพ เชื่อว่าหลาย ๆ บ้านจะมีเครื่องปรับอากาศไว้คลายความร้อน เพิ่มความเย็น อย่างน้อยบ้านละ 1 เครื่อง โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา ถือได้ว่าเป็นช่วงที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับความร้อนแบบร้อนสุด ๆ จนถึงขั้นยอดจัดจำหน่ายเครื่องปรับอากาศขายดีเทน้ำเทท่า ได้รับความนิยมในขณะนั้น

แต่ถึงแม้ช่วงนี้จะเป็นฤดูฝน และอีกไม่นานก็จะเข้าสู่ช่วงของฤดูหนาว เชื่อว่า เครื่องปรับอากาศ ยังคงเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่หลาย ๆ บ้านยังต้องเปิดใช้งานกันอยู่ อย่างน้อยเปิดในช่วงกลางคืนตอนนอนหลับพักผ่อน แต่รู้หรือไม่ว่า เครื่องปรับอากาศที่เราเปิดใช้งานบ่อย ๆ เป็นประจำทุกวัน ภายในตัวเครื่องนั้นมีความชื้นจำนวนมากสะสมอยู่ ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโต โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรียลิจิโอเนลลานิวโมฟิวลา

เรื่องนี้ นพ.ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย บอกว่า จากเรื่องของความชื้นภายในเครื่องปรับอากาศ หากใครก็ตามที่หายใจหรือสูดละอองน้ำที่มีเชื้อแบคทีเรียลิจิโอเนลลานิวโมฟิวลาปนเปื้อนเข้าไป จะส่งผลกระทบและเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ โดยลักษณะอาการมี 2 แบบ ได้แก่ แบบปอดอักเสบรุนแรง จะมีอาการไข้ขึ้นสูง ไอ หนาวสั่น เรียกว่า “โรคลิเจียนแนร์” และแบบที่ลักษณะคล้ายไข้หวัดใหญ่ หรือเรียกว่า “ไข้ปอน ตีแอก” หรือ “ปอนเตียก”

ฉะนั้น สิ่งที่ควรกระทำอย่างยิ่งคือ ควรล้างแอร์เป็นประจำ โดยเครื่องปรับอากาศในห้องพัก หมั่นทำความสะอาดถาดรอง อย่างน้อยทุก ๆ 1-2 สัปดาห์ เพื่อไม่ให้มีตะไคร่เกาะ และเมื่อเปิดใช้งานเครื่องปรับอากาศควรสังเกตว่าอากาศที่ออกมาจากแอร์มีกลิ่นเหม็นหรือมีกลิ่นอับหรือไม่ หากพบว่ามีกลิ่น ควรล้างทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศที่อยู่ในแอร์ด้วยน้ำสบู่หรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรค

แต่หากล้างทำความสะอาดแล้วกลิ่นยังไม่หาย ขอแนะนำให้เรียกช่างมาช่วยซ่อมแซม ทั้งนี้ การล้างเครื่องปรับอากาศเต็มระบบ ควรล้างอย่างน้อยปีละครั้ง แต่หากใช้เป็นประจำควรล้างอย่างน้อย 6 เดือน/ครั้ง เนื่องจากจะช่วยลดเชื้อโรคแล้ว ยังช่วยประหยัดไฟฟ้าได้อีกด้วย


กินอยู่เป็น_พึ่งพา-เทคโนโลยี-มากไป-เสี่ยง-สมองเสื่อม_web.jpg

รู้หรือไม่? การใช้เทคโนโลยีเป็นประจำหรือบ่อยมากจนเกินไปอาจเป็นผลเสียที่จะสะท้อนมาสู่ตัวเราเอง โดยเฉพาะส่งผลต่อระบบร่างกายและสมอง เกิดสภาวะที่เรียกว่า “สมองเป็นสนิม” และเสี่ยงเกิดภาวะ “สมองเสื่อม”

 กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับ “เทคโนโลยี” ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นสิ่งที่คอยอำนวยความสะดวกแก่ผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะการหันมาใช้สมาร์ทโฟนในรูปแบบต่าง ๆ ที่มีฟังก์ชั่นมากมาย ตอบโจทย์ผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน แต่ในทางกลับกัน การใช้เทคโนโลยีเป็นประจำหรือบ่อยมากจนเกินไปก็อาจเป็นผลเสียที่จะสะท้อนมาสู่ตัวเราเอง โดยเฉพาะส่งผลต่อระบบร่างกายและสมอง

ข้อมูลจากโรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ เปิดเผยว่า การใช้เทคโนโลยีเหล่านี้บ่อย ๆ อาจส่งผลให้การใช้สมองเพื่อคิด จดจำ ตัดสินใจน้อยลงเรื่อย ๆ และเกิดสภาวะที่เรียกว่า สมองเป็นสนิมอย่างไม่รู้ตัวได้ ซึ่งจะมีความเสี่ยงเกิดภาวะสมองเสื่อมเร็วขึ้น

เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงว่า การใช้ชีวิตในยุคที่เทคโนโลยีด้านการสื่อสารเจริญก้าวหน้าและใช้ประโยชน์หลายสิ่งในชิ้นเดียว โดยเฉพาะยุค 5G ที่กระแสกำลังมาแรง ซึ่งจะมีความก้าวหน้าใหม่ ๆ เกิดขึ้น เช่น เมืองอัจฉริยะ รถยนต์ไร้คนขับ การใช้ระบบจีพีเอส (GPS) ช่วยนำทาง รวมทั้งการใช้เครื่องคิดเลข การบันทึกเบอร์โทรศัพท์ในมือถือ เป็นต้น ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้ผู้คนหันมาพึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว

ปัญหา “โรคสมองเสื่อม” ถือเป็นภัยเงียบทางกายที่มาพร้อมกับการเป็นสังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย ย้อนกลับไปดูผลสำรวจของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข หรือ สวรส. เมื่อปี 2557 พบว่า ผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป จะมีภาวะสมองเสื่อม กล่าวคือ สมองสูญเสียความสามารถในการจำ การคิด สติปัญญา อารมณ์ มีพฤติกรรมและบุคลิกภาพเปลี่ยนไป จนไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวัน ทำงานหรือเข้าสังคมได้

สาเหตุเกิดจากหลายประการ แต่ที่พบบ่อยและไม่มียารักษาให้หายขาด มีเพียงยาชะลอไม่ให้เสื่อมเพิ่ม อันดับ 1 คือ เกิดจากโรคอัลไซเมอร์ รองลงมาเกิดจากโรคหลอดเลือดในสมอง ทำให้เนื้อสมองตาย ส่วนใหญ่จะเสียชีวิตหลังป่วยประมาณ 8 ปี

ฉะนั้น หากใครที่ไม่อยากตกอยู่ในกลุ่มเสี่ยงของการเกิดภาวะสมองเสื่อม ต้องเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตใหม่ โดยมีข้อแนะนำ 4 ประการ ดังนี้

1. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ : ควรออกกำลังกายแบบมีการเคลื่อนไหวต่อเนื่องกันตั้งแต่ 15 นาทีขึ้นไป/ครั้ง อย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน เดินเร็ว ส่งผลให้การไหลเวียนเลือดดี กระตุ้นการสร้างเซลล์สมอง และปรับสมดุลของสารเคมีในสมอง ช่วยสลายความเครียดไปในตัว ทำให้อารมณ์แจ่มใส

2. ฝึกลับคมสมอง : หมั่นฝึกกิจกรรมที่ต้องใช้ความคิด เพื่อเพิ่มความสามารถการทำงานให้สมอง เช่น การคิดเลข ฝึกการจำเพลงโดยการฟัง ฝึกการสวดมนต์ เป็นต้น รวมทั้งการฝึกสมองโดยการใช้เกมต่าง ๆ ซึ่งช่วยฝึกกระตุ้นสมองได้ดี และมีการสร้างเซลล์ขึ้นมาใหม่อย่างต่อเนื่องด้วย

3. หากิจกรรมใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำ : ยกตัวอย่าง ใช้มือข้างไม่ถนัดจับช้อนทานข้าว จับปากกาหรือดินสอเขียนหนังสือ หรือจับแปรงสีฟันแปรงฟัน ขับรถเปลี่ยนเส้นทางการเดินทาง เป็นต้น

4. เข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม : กรณีที่เป็นผู้สูงอายุ ควรเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม ไม่ควรอยู่จับเจ่าที่บ้านคนเดียว เพื่อให้มีการเคลื่อนไหวร่างกาย และมีการพบปะพูดคุยกัน การได้สังสรรค์กับผู้อื่น จะช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองได้ดีขึ้น

สุดท้าย เทคโนโลยีล้วนมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ขึ้นอยู่กับตัวเราว่าจะนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างถูกต้องหรือชาญฉลาดหรือไม่ หากเราใช้ในทางที่ถูกต้อง เทคโนโลยีก็จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับเรา แต่ถ้าเรานำมาใช้ในทางที่ผิด เทคโนโลยีก็จะกลายเป็นโทษทำร้ายร่างกายของเรา เรียกได้ว่า เทคโนโลยี เปรียบเสมือน “ดาบสองคม” เลยทีเดียว และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 


กินอยู่เป็น_5-ประโยชน์ของการวิ่งตอนเช้า...ดีต่อกายและใจ_web.jpg

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวม 5 ประโยชน์ของการวิ่งตอนเช้า ที่นอกจากจะช่วยให้สุขภาพแข็งแรงแล้ว ยังส่งผลดีต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกายเราอีกด้วย บอกเลยว่า ช่างดีต่อกายและใจจริง ๆ

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับแวดวงสุขภาพ เอาใจคนที่ชื่นชอบการออกกำลังกายอย่างการวิ่ง เชื่อว่าหลาย ๆ คนที่รักสุขภาพ เมื่อคิดจะออกกำลังกาย การวิ่งถือเป็นอีกหนึ่งกีฬาที่หลาย ๆ คนให้ความสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรมาก เพียงแค่ใช้ร่างกายในการเคลื่อนไหวเท่านั้น บวกกับจิตใจที่เข้มแข็งและพร้อมที่จะวิ่ง แต่ส่วนใหญ่จะเห็นหลายคนเลือกที่จะออกมาวิ่งกันในช่วงเย็นมากกว่าช่วงเช้า เนื่องจากจะได้ไม่ต้องตื่นนอนตอนเช้า

แต่ในความเป็นจริงแล้ว การวิ่งในตอนเช้าเป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่งที่ดีมาก เนื่องจากการวิ่งตอนเช้าจะช่วยกระตุ้นให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น ช่วยให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟิน ซึ่งเป็นสารที่ทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นออกมา แถมเรายังได้สัมผัสบรรยากาศเย็นสบายในยามเช้า ทำให้สุขภาพแข็งแรงทั้งกายและใจ แต่จะรู้หรือไม่ว่า การวิ่งตอนเช้าดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพของเราอย่างไร กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ไปหาคำตอบมาให้ทุกท่านแล้ว

1. ลดระดับความดันโลหิต : ผลการศึกษาของ Dr.Scott Collier Appalachian State University พบว่า การวิ่งในตอนเช้าช่วยลดความดันโลหิตได้ เนื่องจากผลการทดลองพบว่า กลุ่มอาสาสมัครที่วิ่งตอนเช้าจะมีระดับความดันโลหิตตลอดทั้งวันลดลงโดยเฉลี่ย 10% และลดลงราว 25% ในช่วงก่อนนอน ดังนั้น หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่มีปัญหาความดันโลหิตสูง การวิ่งตอนเช้าน่าจะเป็นเรื่องที่ดีต่อสุขภาพ

2. ช่วยลดน้ำหนัก : การออกกำลังกายด้วยการวิ่งในตอนเช้า ไม่เพียงแต่ทำให้ร่างกายตื่นตัวและกระปรี้กระเปร่าเท่านั้น แต่ยังช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบเผาผลาญในร่างกายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ร่างกายเผาผลาญแคลอรีได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องไปได้ทั้งวัน ส่งเสริมให้การลดน้ำหนักเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นไปในตัว

3. ปลุกความสดชื่นให้ร่างกาย : การวิ่งตอนเช้าทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าและตื่นตัว พร้อมสำหรับการเริ่มต้นวันใหม่ เนื่องจากการออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้นให้ระบบต่าง ๆ ทำงานได้ดีขึ้น และยังช่วยให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟิน ซึ่งเป็นสารที่ทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นออกมาด้วย

4. ลดความเครียด : หากใครกำลังมีเรื่องให้เครียด การวิ่งในตอนเช้าช่วยลดความเครียดได้จริง ๆ แถมยังช่วยสร้างอารมณ์ดีให้ตัวเราได้ หรืออย่างน้อย ๆ ก็ช่วยให้ลืมความเครียดไปได้สักระยะหนึ่ง

5. เปลี่ยนนิสัยให้เป็นคนตื่นเช้า : Dr.James Mojica นักจิตวิทยาบอกไว้ว่า หากสามารถตื่นเช้ามาวิ่งออกกำลังกายเป็นสิ่งแรกของวันได้อย่างน้อย 4 วัน/สัปดาห์ จะช่วยให้ระบบร่างกายปรับตัวกับการตื่นเช้าไปได้ จนในที่สุดตัวเราจะเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมการตื่นนอนจากคนนอนขี้เซาให้เป็นคนนอนตื่นเช้าได้ โดยไม่ต้องอาศัยนาฬิกาปลุกเลยแม้แต่นิดเดียว

 

อย่างที่บอกไปข้างต้นว่า การตื่นมาออกกำลังกายด้วยการวิ่งตอนเช้า ล้วนส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตในหลายด้าน เพราะนอกจากจะช่วยทำให้ร่างกายตื่นตัว สดชื่น มีสมาธิ และลดน้ำหนักแล้ว การตื่นมาวิ่งตอนเช้ายังช่วยแก้อาการเมาค้างให้หายเป็นปลิดทิ้งได้อีกด้วย ใครที่อยากมีสุขภาพดีทั้งกายและใจก็ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาลองวิ่งตอนเช้าดู รับรองเลยว่า สุขภาพกายและใจของคุณต้องแข็งแรงและ Strong! อย่างแน่นอน และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


กินอยู่เป็น_รู้หรือไม่-เครื่องเป่ามือในห้องน้ำ-ตัวกระจายเชื้อโรคใส่มือคุณ_web.jpg

 งานวิจัยระบุว่า “เครื่องเป่ามือ” ที่อยู่ในห้องน้ำของห้างสรรพสินค้านั้น เป็นตัวพ่นและกระจายเอาเชื้อโรคที่วนในห้องน้ำลงบนมือของเราแทน

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวสุขภาพใกล้ตัวทุก ๆ ท่าน เชื่อว่าหลาย ๆ คนที่เข้าห้องน้ำในห้างสรรพสินค้าจะสังเกตเห็นอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์เครื่องหนึ่งติดอยู่บริเวณข้างอ่างล้างมือหรือประตูทางออก นั่นคือ “เครื่องเป่ามือ” สำหรับทำให้มือของเราแห้งสนิท หลังจากที่ล้างมือชำระล้างสิ่งสกปรก หลังจากปฏิบัติภารกิจในห้องน้ำ

ด้วยความร้อนที่พ่นออกมาอาจทำให้ใครหลาย ๆ คนมั่นใจว่า “เครื่องเป่ามือ” จะทำให้มือของเราสะอาด ปราศจากเชื้อโรค แต่ในความจริงแล้วนั้น รู้หรือไม่ว่า เครื่องเป่ามือดังกล่าวนั้นพ่นเอาเชื้อโรคที่วนในห้องน้ำลงบนมือของเราแทน

จากผลงานวิจัยได้ทำการทดลองโดยการน้ำถาดเพาะเชื้อ ไปวางเปรียบเทียบในห้องน้ำของมหาวิทยาลัย Connecticut โดยถาดแรกจะวางทิ้งไว้โดยไม่มีการเปิดเครื่องเป่ามือเป็นเวลา 2 นาที ส่วนถาดที่ 2 จะวางไว้ในห้องน้ำที่มีการใช้เครื่องเป่ามือ 30 วินาที ถาดทั้งสองจะถูกวางในระยะห่างจากตัวพ่น 12 นิ้ว เท่า ๆ กัน

ผลการวิจัย พบว่า มีจุดเชื้อเกิดขึ้นบนถาดเพาะเพียงแค่ 0-1 จุดในห้องน้ำที่ไม่มีการใช้เครื่องเป่ามือ ในขณะที่มีจุดเชื้อเกิดขึ้น 18-60 ชนิดบนถาดเพาะของห้องน้ำที่ใช้เครื่องเป่ามือ และในขั้นสุดท้ายของการทดลองนักวิจัยได้ลองใส่แผ่นกรอง HEPA ในเครื่องเป่ามือและทำการทดลองเช่นเดียวกัน พบว่าจำนวนเชื้อที่ขึ้นบนถาดเพาะลดลง

แต่ไม่ว่าจะมีแผ่นกรองหรือไม่ เชื้อที่ตรวจพบได้ก็ยังคงมีจำนวนมากอยู่ดี และหนึ่งในเชื้อที่ตรวจพบคือ Staphylococcus aureus แบคทีเรียซึ่งที่สามารถทำให้เกิดโรคได้หลายโรค นักวิจัยคาดว่าเป็นเพราะเครื่องเป่ามือจะดูดอากาศที่อยู่ภายในห้องน้ำเข้าไปผ่านการทำความร้อน และพ่นออกมาใหม่ นั่นทำให้มีเชื้อจำนวนมากถูกพ่นออกมาพร้อมกับอากาศด้วย นอกจากนี้นักวิจัยยังได้ทดลองทำการทดสอบเช่นเดียวกันกับห้องน้ำที่อยู่ใกล้ ๆ ห้องวิจัยเชื้อ PS533 และพบว่าภายในห้องน้ำมีการแพร่เชื้อ PS533 เกือบทั่วห้องน้ำนั้นด้วย

 

สุดท้าย งานวิจัยชิ้นนี้อาจทำให้หลาย ๆ คน ตระหนักถึงความสำคัญในการเฝ้าระวัง และป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อมากขึ้น และที่สำคัญจะช่วยทำให้เรารู้ด้วยว่าเครื่องเป่ามือไม่ได้สะอาดอย่างที่เราคิดกันตั้งแต่แรก ก็ฝากทุก ๆ คนให้ระมัดระวังในเรื่องของการใช้เครื่องมือใกล้ตัวเพื่อทำความสะอาด ขจัดสิ่งสกปรกให้มาก ร่างกายของเราจะได้ไม่ต้องรับเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ : ข้อมูลจาก : wonderfulengineering.com


กินอยู่เป็น_เลิกซะ-พฤติกรรมเสี่ยง-ดื้อยา-รักษาไม่หายเหมือนตายทั้งเป็น_web.jpg

“อาการดื้อยา” หนึ่งในภาวะที่เกิดขึ้นกับคนทั่วไปหลาย ๆ คน ผลมาจากการรับประทานยารักษาโรคที่ซื้อตามร้านขายยาทั่วไป และรับประทานยาแบบผิดวิธี กระทั่งยาตัวดังกล่าวไม่สามารถรักษาให้หายได้

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอพาทุก ๆ ท่านไปรู้จักกับเรื่องราวของ “อาการดื้อยา” หนึ่งในภาวะที่เกิดขึ้นกับคนทั่วไปหลาย ๆ คน ผลมาจากการรับประทานยารักษาโรคนั่นเอง จริง ๆ แล้ว อาการดื้อยา หมายถึง ภาวะที่เชื้อแบคทีเรียต่อต้านยาปฏิชีวนะ ส่งผลการรักษาผู้ป่วยติดเชื้อไม่ได้ผลดีดังเดิม จากการรับประทานยาตัวเดิมแล้วอาการไม่ดีขึ้น จนต้องเปลี่ยนเป็นยาที่มีฤทธิ์แรงขึ้นเรื่อย ๆ จนสุดท้าย อาการยังคงเดิม ไม่ดีขึ้น กระทั่งไม่สามารถรักษาให้หายด้วยการรับประทานยาได้ ต้องใช้เวลารักษานานขึ้น เสียค่าใช้จ่ายในการรักษามากขึ้นกว่าเดิม หรือบางรายมีโอกาสเสี่ยงเสียชีวิตจากอาการดื้อยามากขึ้น

ข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ระบุว่า คนไทยติดเชื้อแบคทีเรียดื้อยาประมาณ 88,000 คน/ปี และเสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาประมาณ 20,000-38,000 ราย/ปี ซึ่งมีจำนวนมากกว่าผู้เสียชีวิตจากโรคหัวใจขาดเลือดและผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุการขนส่ง ทั้งนี้คาดว่าในอีก 30 ปีข้างหน้า ทั่วโลกอาจจะมีผู้เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาถึงปีละกว่า 10 ล้านคน

สาเหตุหนึ่งของการเกิดอาการดื้อยา ส่วนใหญ่มาจากการที่คนไทยหาซื้อยามารับประทานเองตามร้านขายยาทั่วไป โดยไม่ต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์ และรับประทานยาแบบผิดวิธี จะเห็นบ่อย ๆ ก็คือยาประเภทยาปฏิชีวนะ เนื่องจากหาซื้อ ได้อย่างง่ายดาย ราคาไม่แพงมาก ผู้คนส่วนใหญ่เมื่อเจ็บป่วยจึงเลือกรับประทานยาจากร้านขายยามากกว่าการไปหาหมอเพื่อรักษาตัว โดยคิดเพียงแค่ว่า ประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่ต้องจ่ายเงินแพงไปกับค่ารักษาพยาบาล

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอแนะนำ 10 พฤติกรรมเสี่ยงอาการดื้อยาที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันการลดอาการดื้อยา หากไม่หยุดพฤติกรรมเสี่ยง อาจส่งผลให้ผู้ป่วยรักษาโรคได้ลำบากขึ้น เสี่ยงดื้อยาในอนาคตและอันตรายต่อร่างกายเราได้

1. หลีกเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่แยกแยะว่าเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส

2. หลีกเลี่ยงการซื้อยามารับประทานเองทุกครั้งเมื่อมีอาการหวัด เจ็บคอ ท้องเสีย ซึ่งอาการดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ทำให้การใช้ยาปฏิชีวนะจึงไร้ประโยชน์

3. หลีกเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะที่ออกฤทธิ์กว้าง รักษาอาการได้หลาย ๆ อย่าง เป็นประจำ

4. หลีกเลี่ยงการรับการฉีดยาฆ่าเชื้อจากแพทย์เมื่อเป็นไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย เจ็บคอ ฯลฯ

5. หลีกเลี่ยงการคาดหวังว่าจะได้รับยาทุกครั้งเมื่อไปพบแพทย์ด้วยอาการป่วยหรือไม่สบาย

6. หลีกเลี่ยงการรับประทานยาเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย แต่รับประทานไม่หมดตามที่แพทย์สั่ง

7. หลีกเลี่ยงการรับประทานยาอมผสมยาปฏิชีวนะทุกครั้งเมื่อมีอาการเจ็บคอ

8. หลีกเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะทา หรือโรยใส่แผลสด

9. หลีกเลี่ยงการซื้อยาชุดแก้อักเสบรับประทานเองเมื่อมีอาการป่วย

10. หลีกเลี่ยงการซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานจากบุคคลที่ไม่ใช่เภสัชกร

 

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ คือ วิธีแนะนำเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดอาการดื้อยา เมื่อเรารู้สึกตัวว่ากำลังจะเจ็บป่วยไม่ว่าจะป่วยน้อยหรือป่วยหนัก ควรศึกษาหาความรู้ถึงอาการป่วยของเราให้ดีก่อน ก่อนจะซื้อยามารับประทานเพื่อรักษาตัวเอง หากไม่มั่นใจควรไปหาหมอ เพื่อทำการรักษาจะดีที่สุด เพราะคุณหมอจะเป็นผู้วินิจฉัยอาการและวิธีรักษาได้ดีกว่า อย่าลืมว่าการคุยกันของแพทย์และคนไข้จะทำให้การรักษาเป็นไปในทิศทางเดียวกันมากที่สุด และนี่คือวิถีแห่ง “กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ : ข้อมูลจาก ผศ.นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย