สุขภาพ

กินอยู่เป็น_เลิกซะ-พฤติกรรมเสี่ยง-ดื้อยา-รักษาไม่หายเหมือนตายทั้งเป็น_web.jpg

“อาการดื้อยา” หนึ่งในภาวะที่เกิดขึ้นกับคนทั่วไปหลาย ๆ คน ผลมาจากการรับประทานยารักษาโรคที่ซื้อตามร้านขายยาทั่วไป และรับประทานยาแบบผิดวิธี กระทั่งยาตัวดังกล่าวไม่สามารถรักษาให้หายได้

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอพาทุก ๆ ท่านไปรู้จักกับเรื่องราวของ “อาการดื้อยา” หนึ่งในภาวะที่เกิดขึ้นกับคนทั่วไปหลาย ๆ คน ผลมาจากการรับประทานยารักษาโรคนั่นเอง จริง ๆ แล้ว อาการดื้อยา หมายถึง ภาวะที่เชื้อแบคทีเรียต่อต้านยาปฏิชีวนะ ส่งผลการรักษาผู้ป่วยติดเชื้อไม่ได้ผลดีดังเดิม จากการรับประทานยาตัวเดิมแล้วอาการไม่ดีขึ้น จนต้องเปลี่ยนเป็นยาที่มีฤทธิ์แรงขึ้นเรื่อย ๆ จนสุดท้าย อาการยังคงเดิม ไม่ดีขึ้น กระทั่งไม่สามารถรักษาให้หายด้วยการรับประทานยาได้ ต้องใช้เวลารักษานานขึ้น เสียค่าใช้จ่ายในการรักษามากขึ้นกว่าเดิม หรือบางรายมีโอกาสเสี่ยงเสียชีวิตจากอาการดื้อยามากขึ้น

ข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ระบุว่า คนไทยติดเชื้อแบคทีเรียดื้อยาประมาณ 88,000 คน/ปี และเสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาประมาณ 20,000-38,000 ราย/ปี ซึ่งมีจำนวนมากกว่าผู้เสียชีวิตจากโรคหัวใจขาดเลือดและผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุการขนส่ง ทั้งนี้คาดว่าในอีก 30 ปีข้างหน้า ทั่วโลกอาจจะมีผู้เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาถึงปีละกว่า 10 ล้านคน

สาเหตุหนึ่งของการเกิดอาการดื้อยา ส่วนใหญ่มาจากการที่คนไทยหาซื้อยามารับประทานเองตามร้านขายยาทั่วไป โดยไม่ต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์ และรับประทานยาแบบผิดวิธี จะเห็นบ่อย ๆ ก็คือยาประเภทยาปฏิชีวนะ เนื่องจากหาซื้อ ได้อย่างง่ายดาย ราคาไม่แพงมาก ผู้คนส่วนใหญ่เมื่อเจ็บป่วยจึงเลือกรับประทานยาจากร้านขายยามากกว่าการไปหาหมอเพื่อรักษาตัว โดยคิดเพียงแค่ว่า ประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่ต้องจ่ายเงินแพงไปกับค่ารักษาพยาบาล

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอแนะนำ 10 พฤติกรรมเสี่ยงอาการดื้อยาที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันการลดอาการดื้อยา หากไม่หยุดพฤติกรรมเสี่ยง อาจส่งผลให้ผู้ป่วยรักษาโรคได้ลำบากขึ้น เสี่ยงดื้อยาในอนาคตและอันตรายต่อร่างกายเราได้

1. หลีกเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่แยกแยะว่าเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส

2. หลีกเลี่ยงการซื้อยามารับประทานเองทุกครั้งเมื่อมีอาการหวัด เจ็บคอ ท้องเสีย ซึ่งอาการดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ทำให้การใช้ยาปฏิชีวนะจึงไร้ประโยชน์

3. หลีกเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะที่ออกฤทธิ์กว้าง รักษาอาการได้หลาย ๆ อย่าง เป็นประจำ

4. หลีกเลี่ยงการรับการฉีดยาฆ่าเชื้อจากแพทย์เมื่อเป็นไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย เจ็บคอ ฯลฯ

5. หลีกเลี่ยงการคาดหวังว่าจะได้รับยาทุกครั้งเมื่อไปพบแพทย์ด้วยอาการป่วยหรือไม่สบาย

6. หลีกเลี่ยงการรับประทานยาเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย แต่รับประทานไม่หมดตามที่แพทย์สั่ง

7. หลีกเลี่ยงการรับประทานยาอมผสมยาปฏิชีวนะทุกครั้งเมื่อมีอาการเจ็บคอ

8. หลีกเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะทา หรือโรยใส่แผลสด

9. หลีกเลี่ยงการซื้อยาชุดแก้อักเสบรับประทานเองเมื่อมีอาการป่วย

10. หลีกเลี่ยงการซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานจากบุคคลที่ไม่ใช่เภสัชกร

 

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ คือ วิธีแนะนำเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดอาการดื้อยา เมื่อเรารู้สึกตัวว่ากำลังจะเจ็บป่วยไม่ว่าจะป่วยน้อยหรือป่วยหนัก ควรศึกษาหาความรู้ถึงอาการป่วยของเราให้ดีก่อน ก่อนจะซื้อยามารับประทานเพื่อรักษาตัวเอง หากไม่มั่นใจควรไปหาหมอ เพื่อทำการรักษาจะดีที่สุด เพราะคุณหมอจะเป็นผู้วินิจฉัยอาการและวิธีรักษาได้ดีกว่า อย่าลืมว่าการคุยกันของแพทย์และคนไข้จะทำให้การรักษาเป็นไปในทิศทางเดียวกันมากที่สุด และนี่คือวิถีแห่ง “กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิ

 

ขอขอบคุณ : ข้อมูลจาก ผศ.นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย


สะกดจิต-รักษาซึมเศร้า-ช่วยบรรเทาได้จริงหรือ_web.jpg

ช่วงนี้ “โรคซึมเศร้า” ถือเป็นโรคที่ใครหลาย ๆ คน เข้าข่ายป่วยเป็นโรคนี้จำนวนมาก บางคนมีสติรู้วิธีในการรับมือและรักษา แต่บางคนจมอยู่กับโรคดังกล่าว รับมือไม่ไหว ทรมานกับการมีชีวิตอยู่ จนสุดท้ายบานปลายไปจนถึงการฆ่าตัวตาย

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ การสะกดจิต (Hypnotherapy หรือ Hypnosis) เป็นหนึ่งในการรักษาด้วยวิธีจิตบำบัด มุ่งเน้นไปที่ระดับจิตสำนึก วิธีการรักษานี้มักใช้เพื่อช่วยบรรเทาอาการบาดเจ็บในระยะยาว หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรม อาทิ บรรเทาอาการเจ็บปวดเรื้อรัง หรือช่วยในการเลิกสูบบุหรี่ เป็นต้น

ส่วนใครที่อยู่ในภาวะความเครียดหรือวิตกกังวล การสะกดจิตถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่อาจช่วยในการรักษาได้ ดังนั้น การสะกดจิตจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ถูกนำมาใช้เพื่อช่วยบรรเทาความเครียดหรืออาการวิตกกังวลร่วมกับทำการรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ อาทิ ควบคุมอาการเจ็บปวด ในผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บปวดที่สืบเนื่องมาจากโรคที่เป็น เช่น โรคมะเร็ง โรคลำไส้แปรปรวน นอกจากนี้ ยังช่วยรักษาอาการทางจิต และฟื้นฟูสุขภาพจิต เช่น รักษาภาวะซึมเศร้า ช่วยในการปรับเปลี่ยนอารมณ์ หรือช่วยให้ผู้ป่วยมีความหวังมากขึ้น ล้วนเป็นสิ่งที่การรักษาด้วยการสะกดจิตสามารถช่วยได้

สำหรับการรักษาวิธีนี้ถือเป็นวิธีการรักษาบำบัดทางจิต เพราะระหว่างที่ผู้ป่วยอยู่ในภาวะถูกสะกดจิตนั้น จะช่วยให้แพทย์สามารถทราบได้ว่า ผู้ป่วยมีความทรงจำ ความคิด ความรู้สึกที่เจ็บปวดซึ่งถูกซ่อนเอาไว้อย่างไรบ้าง อีกทั้งการสะกดจิตยังช่วยปรับเปลี่ยนการรับรู้ของผู้ป่วย เช่น ปิดกั้นอาการเจ็บปวดที่เกิดจากโรคหรือการรักษาอื่น ๆ ได้

ปัจจุบัน การรักษาด้วยการสะกดจิตในปัจจุบันมีด้วยกัน 2 วิธี ได้แก่ การรักษาแบบให้คำแนะนำ เพื่อให้ผู้ป่วยมีการตอบสนองที่ดีขึ้นต่อคำแนะนำต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมบางอย่างได้ และการรักษาแบบวิเคราะห์ผู้ป่วย เป็นการสะกดจิตที่มุ่งเน้นไปที่การหาสาเหตุของโรค อาการ หรือพฤติกรรมต่าง ๆ เมื่อผู้เชี่ยวชาญทราบถึงสาเหตุแล้วก็จะช่วยให้การรักษาในขั้นต่อไปทำได้ตรงจุดมากขึ้น

การสะกดจิตถือเป็นวิธีการรักษาที่มีข้อดีอยู่ไม่น้อย เป็นการรักษาที่มักนำมาใช้เพื่อช่วยส่งเสริมการรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ โดยไม่ต้องพึ่งการรักษาอื่น ๆ ที่อาจส่งผลข้างเคียงรุนแรงต่อผู้ป่วย เนื่องจากการสะกดจิตเป็นการรักษาที่ปลอดภัย และมีผลข้างเคียงน้อย แต่การสะกดจิตนี้อาจไม่ได้ผลกับทุกคนเสมอไป และเป็นเพียงการรักษาแบบแพทย์ทางเลือก โดยการรักษาด้วยวิธีนี้มักนำมาใช้เพื่อการรักษาทางจิตเวช อย่างภาวะซึมเศร้าที่มักมีความแปรปรวนทางอารมณ์  และมีพฤติกรรมที่ผิดปกติ ซึ่งการสะกดจิตนั้นจะสามารถช่วยให้สภาพจิตใจ และอารมณ์ของผู้ป่วยดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยแก้ไขพฤติกรรมที่ผิดปกติได้อีกด้วย

ถึงแม้ว่าการสะกดจิตจะเป็นวิธีการรักษาแบบแพทย์ทางเลือกที่ยังไม่มีผลการศึกษายืนยันอย่างแน่ชัด เนื่องจากงานวิจัยเกี่ยวกับการสะกดจิตยังเป็นเพียงการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างเล็ก ๆ เท่านั้น แต่การสะกดจิตถือเป็นวิธีการรักษาที่น่าสนใจ หากผู้ป่วยต้องการลองเข้ารับการรักษาด้วยวิธีนี้ก็ควรจะเลือกเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลที่มาตรฐานและมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในการด้านการสะกดจิตอย่างเพียงพอ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลข้างเคียง หรือเกิดความเสียหายรุนแรงที่เกี่ยวกับสุขภาพตามมาในระยะยาว

 

และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


วิ่งมาราธอน-เทรนด์ใหม่ของคนอยากพบชีวิตใหม่_web.jpg

คุณเคยไหม เบื่อชีวิตของตัวเองที่เป็นอยู่ตอนนี้ ชีวิตต้องพบเจอสิ่งที่มันเหมือนเดิมๆ ตลอดเลย จะมีวิธีไหนบ้างที่จะช่วยให้เราค้นพบชีวิตใหม่ แล้วถ้าบอกว่า “การวิ่ง” โดยเฉพาะ “การวิ่งมาราธอน” จะช่วยเปลี่ยนชีวิตของคุณได้ คุณสนใจไหม

“If you want to run, run a mile. If you want to experience a different life, run a marathon.” / “ถ้าคุณอยากวิ่ง คุณวิ่งแค่กิโลเดียวก็พอ แต่ถ้าคุณอยากพบชีวิตใหม่ คุณค่อยไปวิ่งมาราธอน” ข้อความนี้มาจาก Emil Zatopek นักวิ่งระยะไกลเจ้าของฉายา หัวรถจักรชาวเชค เขาเป็นเจ้าของเหรียญทองการแข่งขันวิ่ง 10,000  เมตร ในการแข่งขันโอลิมปิค ปี 1948 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และชื่อของเขาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง เมื่อเขากวาด 3 เหรียญทองรายการวิ่งระยะไกลทั้งหมด (5  กิโลเมตร,  10 กิโลเมตร และมาราธอน) ในการแข่งขันโอลิมปิค ปี 1952 ที่กรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์

ข้อความดังกล่าวได้ถูกนำมาถ่ายทอดอีกครั้งในภาพยนตร์เรื่อง “รัก 7 ปี ดี 7 หน” ตอน 42.195 จากตัวละครที่รับบทโดยนิชคุณ หรเวชกุล ที่พูดไว้กับหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งอยากจะวิ่งเพื่อลืมสิ่งเก่าๆ และได้พบเจอกับชีวิตใหม่ที่ดีขึ้น แล้วการวิ่งมาราธอนจะทำให้เราได้พบกับชีวิตใหม่จริงหรือ?

หลายปีที่ผ่านมา เราจะเห็นว่าในพื้นที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัดตามเมืองใหญ่ๆ จะมีกิจกรรมงานวิ่งต่างๆ เกิดขึ้นมากมายทุกเช้ามืดของวันเสาร์และวันอาทิตย์ และเกิดขึ้นแทบทุกสัปดาห์ตั้งแต่ต้นปีไปจนถึงปลายปี จะเห็นว่ามีนักวิ่งหรือกลุ่มคนที่รักการออกกำลังกายเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก จะเห็นได้ว่าผู้คนหันมาสนใจเรื่องของสุขภาพมากขึ้น ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากรูปแบบการดำเนินชีวิตที่รวดเร็วมากขึ้น ทำให้เกิดเทรนด์ Run for new life หรือ “วิ่งสู่ชีวิตใหม่” ขึ้นมา งานมาราธอนจึงเป็นอีกหนึ่งสนามสำคัญสำหรับการวิ่งไปสู่ชีวิตใหม่

จะบอกว่า “การวิ่งมาราธอน” ไม่ใช่สนามสนามแข่งขันเพื่อต้องวิ่งเข้าเส้นชัยเป็นคนแรก ช่วงชิงการเป็นที่หนึ่ง ไม่ได้เป็นการแข่งขันกับคนอื่น แต่เป็นการแข่งขันกับจิตใจเราเอง การที่คุณตัดสินใจออกมาวิ่งมาราธอน นั่นหมายความว่าคุณได้ตั้งเป้าหมายให้กับตัวเองแล้ว ในการที่จะเอาชนะเป้าหมายของตัวเอง เมื่อกายพร้อม ใจพร้อม เราก็ทำได้ เพียงแค่เรามีเป้าหมาย

 

วิธีการตั้งเป้าหมายให้กับตัวเราเองในการลงวิ่งมาราธอน คือ SMART อธิบายได้ตั้งนี้

S = Specific : ชัดเจน เฉพาะเจาะจง ว่าเราจะต้องวิ่งด้วย 2 ขาของเราเท่านั้น

M = Measurable : วัดผลได้ ด้วยระยะทาง 42.195 กิโลเมตร

A = Achievable : เอื้อมถึงได้ เพราะมีคนเคยวิ่งมาราธอนสำเร็จมาแล้ว

R = Realistic : อยู่ในโลกแห่งความจริง

T = Time limit : มีการกำหนดเวลาที่ชัดเจน เช่น ใช้เวลาน้อยกว่า 7 ชั่วโมง

 

สำหรับใครที่เพิ่งเริ่มต้น อยากลองไปวิ่งมาราธอน แต่ไม่เคยฝึกมาก่อน เอาง่ายๆ แค่คุณคิดว่าคุณจะ “เปลี่ยน” ตัวเอง เพื่อไปสู่ชีวิตใหม่ ด้วยการตัดสินใจลุกขึ้นมาวิ่ง ไม่ว่าจะ 500 เมตร หรือ 1 กิโลเมตร ซึ่งแรกๆ อาจจะเป็นอะไรที่ฝืนใจมากๆ เพียงเท่านี้คุณก็สามารถเอาชนะใจตัวเองไปได้แล้วขั้นหนึ่ง

ระหว่างนั้นที่เราวิ่ง โดยเฉพาะมือใหม่หัดวิ่งจะต้องรู้สึกเหนื่อย “ไม่ไหวแล้ว เหนื่อยแล้ว เลิกวิ่งดีกว่า” เป็นเรื่องธรรมดาและปกติอย่างมากที่ความรู้สึกแบบนี้จะแว๊บเข้ามาในหัวของเรา แต่ถ้าคุณเลือกที่จะเอาชนะเป้าหมายด้วยการสู้ต่อ คุณก็สามารถเอาชนะใจตัวเองไปได้อีกขั้นเช่นกัน และเมื่อเราผ่านจุดนั้นมาได้จริงๆ การวิ่งมาราธอนจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป และคุณก็จะพบกับชีวิตใหม่แน่นอน

สำหรับคนที่เคยมีโอกาสได้ผ่านสนามวิ่งมาราธอนมาแล้ว ต่างรู้สึกภาคภูมิในการเอาชนะเป้าหมายของตัวเองเมื่อถึงเส้นชัย เพราะชีวิตใหม่ที่พวกเขาได้พบเจอนั้น คือ การออกมาวิ่งหรือออกกำลังกาย ช่วยลดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้ , ทำให้ร่างกายสุขภาพแข็งแรง , รูปร่างของเราจะค่อยๆ ผอมลงและสมส่วน , ทำให้เรามีวินัยในการออกกำลังกายมากขึ้น , ลดาวะความเครียด และยังเป็นเกราะป้องกันโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้อีกด้วย

ฉะนั้น จะเห็นได้เลยว่าการวิ่งสามารถเปลี่ยนชีวิตของคุณได้ ตราบใดที่ยังคิดว่าไหว ขาก็ยังไม่หยุดวิ่ง และเมื่อนั้นการวิ่งจะเปลี่ยนชีวิตคุณจริงๆ เพียงแต่ตัวคุณเท่านั้นเองที่พร้อมจะเปลี่ยนชีวิตของตัวเองไปในทางที่ดีขึ้นแล้วหรือยัง?


ธรรมะ-ชนะ-มะเร็ง_web.jpg

“มะเร็ง” ชื่อนี้ฟังดูแล้วก็รู้สึกน่ากลัว ขยะแขยง น่ากลัว ไม่อยากได้ยิน และก็ไม่มีใครอยากเป็นโรคนี้สักเท่าไหร่ เพราะเมื่อป่วยโรคนี้ขึ้นมาจริงๆ การรักษาให้หายขาดมีความน่าจะเป็นที่น้อยถึงน้อยมาก ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการรักษาค่อนข้างสูงราวเลข 5 หลักขึ้นไป โรคนี้หากเกิดขึ้นกับใคร ก็ล้วนมีแต่ความทุกข์ทั้งนั้น

จากสถิติของกระทรวงสาธารณสุข พบว่า คนไทยเสียชีวิตจากโรคมะเร็งมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ โรคมะเร็งที่พบบ่อยมากที่สุด คือ มะเร็งตับ มะเร็งของท่อน้ำดี มะเร็งปอด และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ในเพศหญิงพบผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก และมะเร็งเต้านม มากที่สุด ส่วนในเพศชายพบมะเร็งช่องปากและลำคอ และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มากที่สุด โรคมะเร็งเกือบทุกชนิดรักษาได้ผลดีหากตรวจพบในระยะแรกเริ่ม แต่หากปล่อยจนโรคลุกลามมากขึ้น การรักษาก็จะซับซ้อนยุ่งยากมากขึ้น และผลการรักษามีทั้งที่ได้ผลและไม่ได้ผล

แต่เชื่อหรือไม่ว่า “ธรรมะ” สามารถช่วยรักษาโรคมะเร็งได้ เรื่องนี้ถูกเขียนไว้ในหนังสือ “ธรรมะพิชิตมะเร็ง” เป็นหนังสือแจกฟรีภิกษุณี ซึ่งได้บอกถึงเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นกับ น.ส.วิมล บุญยง หรือ “หลวงพี่ป๊อป” เมื่อครั้งเคยเข้ารับการรักษาโรคมะเร็งปอด โดยหลวงพี่ป๊อปเล่าว่า ระหว่างที่ป่วยนั้นทำให้ตนมีความคิดดีๆ เช่น ไม่รักษาก็ตาย ถึงแม้รักษาหายหรือไม่หายก็ต้องตายอยู่ดี เราไม่ได้รักษาเพื่อจะไม่ตาย แต่เรารักษาโรคเพื่อที่จะยืดชีวิตไปอีกสักหน่อย

และตอนที่รักษาโรคมะเร็งรู้สึกว่าทรมานมาก ในครั้งนั้นรู้สึกสิ้นหวังกับแพทย์แผนปัจจุบัน จึงแสวงหาหนทางการรักษาแบบใหม่ๆ โดยการกลับเข่าไปหาวิถีโบราณที่สุด คือ เดินธุดงค์ออกกำลังกาย 15 กิโลเมตร จากห้วยขาแข้งมาที่วัดป่าเลไลยก์ จ.นครสวรรค์ และได้อธิษฐานจิตต่อหน้าพระพุทธรูปปางลีลาองค์ใหญ่ จะไม่ขอว่าให้หายภายใน 3 วัน 7 วัน แต่ขอให้หายโดยปาฏิหาริย์ ระหว่างทางจะสวดคาถาชินบัญชร 108 จบ หลังจากสิ้นสุดการเดินธุดงค์ กลับไปนอนพบว่า อาการเจ็บป่วยลดลงประมาณ 50% วันต่อมาอาการเจ็บป่วยลดลงเหลือประมาณ 1๐% วันต่อมาไม่มีอาการเจ็บเหลืออยู่เลย

หลวงพี่ป๊อบบอกว่า การป่วยหนักๆ ทำให้ได้ความคิดใหม่ๆ เกิดขึ้นว่า ถึงรักษาก็ยังต้องตายอยู่ดี ดังนั้น เมื่อรักษาก็ตาย ไม่รักษาก็ตาย แต่เลือกที่จะรักษาเพื่อยืดชีวิตออกไปอีกสักหน่อย แล้วเอาช่วงเวลาที่ยืดออกไปนั้นมาทำประโยชน์ตน ประโยชน์โลก

นอกจากนี้ อดีตนักแสดงอาวุโส “เมตตา รุ่งรัตน์” ที่เคยป่วยเป็นโรคมะเร็ง จากเหตุที่สามีของตนสูบบุหรี่กระทั่งป่วยเป็นโรคถุงลมโป่งพอง และเสียชีวิต ถึงแม้ว่าคุณเมตตาไม่ได้สูบเอง แต่เจ้าตัวต้องสูดควันบุหรี่จากคนรอบข้าง ซึ่งก่อนหน้านี้เคยป่วยมา 10 กว่าโรค และเป็นโรคหนักๆ ทั้งนั้น อาทิ โรคภูมิแพ้ หอบหืด และมะเร็ง เจ้าตัวมองว่าเป็นเรื่องของระบบร่างกายและธรรมชาติ การเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดาที่จะเกิดขึ้นกับทุกคน ถ้าจิตเราตก เราก็จะแพ้กับโรคภัยไข้เจ็บ เจ้าตัวจึงตัดสินใจนำเอาธรรมะมาช่วยรักษาจิตใจ เพื่อให้จิตใจข้มแข็ง ถ้าให้อธิบายก็คือ “ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว” จิตใจต้องเข้มแข็งเหนือร่างกาย จิตใจต้องอยู่เหนือโรค ถ้าจิตใจของเราเข้มแข็ง เราก็จะสู้กับโรคร้ายดังกล่าวได้

สุดท้าย ไม่กว่าตัวเราหรือคนรอบข้างจะป่วยหรือเกิดเป็นโรคอะไรสักอย่าง เราคงต้องทราบสาเหตุของการเกิดโรคเสียก่อน จึงจะหาทางป้องกันได้ หากเรารู้จักใส่ใจ ป้องกันตัวเองตั้งแต่แรกมิให้เกิดโรคขึ้น ก็จะเป็นการตั้งรับที่ดีที่สุด เพื่อรักษาโรคดังกล่าวให้หายได้ตั้งแต่เนิ่นๆ

 


รู้จัก-มนุษย์อินโทรเวิร์ต-หรือโรคอยากอยู่คนเดียว_WEB.jpg

เคยเป็นไหม? ไม่ชอบออกไปพบปะสังสรรค์กับผู้คนภายนอก ไม่ชอบการที่ต้องอยู่กับผู้คนมากมาย ต้องการที่จะอยู่เงียบ ๆ คนเดียว คนพื้นที่ส่วนตัว หากมีความจำเป็นต้องออกมามันจะเป็นการอึดอัดและไร้ความสุขอย่างมากที่ต้องอยู่ท่ามกลางผู้คนจำนวนมาก นั่นอาจจะบ่งบอกได้ว่า คุณเข้าข่ายเป็นคน Introvert

อย่างที่บอกไปข้างต้นว่าอาการของคนเป็น Introvert คือการมีโลกส่วนตัวเป็นของตัวเอง ซึ่งหลายคนเข้าใจผิดคิดว่า Introvert เป็นโรคชนิดหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงแล้ว เป็นเพียงบุคลิกเฉพาะรูปแบบหนึ่งของคนประเภทหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ความผิดปกติทางจิตแต่อย่างใด อาการของคนเป็น  Introvert แบ่งได้เป็น 4 ลักษณะ คือ

1. ชอบเข้าสังคมเล็กๆ : คนกลุ่มนี้เข้าได้สำหรับกลุ่มคนกลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้น อาทิ ครอบครัว เพื่อนสนิทมากๆ เพราะเขารู้สึกสบายใจ สามารถแสดงความเป็นตัวของเองได้อย่างเต็มที่

2. โลกส่วนตัวสูง : คนกลุ่มนี้ชอบคิด หมกมุ่นกับความคิดของตัวเอง มีความคิดที่เป็นโลกส่วนตัวและจินตนาการที่เป็นของตัวเอง

3. รักสันโดษ : คนกลุ่มนี้ชอบอยู่คนเดียว เพราะรู้สึกไม่สบายใจหรือรู้สึกไม่ดีที่ต้องอยู่กับผู้คนจำนวนมาก คนกลุ่มนี้มีทักษะการเข้าสังคมที่ไม่ดีนัก จึงชอบอยู่คนเดียวมากกว่า

4. คิดก่อนเสมอ : คนกลุ่มนี้จะใช้เวลาไปกับการคิดกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำ กลัวว่าสิ่งที่ทำออกไปจะเป็นสิ่งที่ไม่ดีหรือผิด กลัวคนอื่นจะไม่ชอบหรือประทับใจ

 

Introvert กับ Extrovert แตกต่างกันหรือไม่?

Introvert กับ Extrovert แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว เพราะลักษณะของคนเป็น Introvert คือคนที่ต้องออกไปใช้ชีวิตนอกบ้าน เสร็จภารกิจแล้วก็จะกลับบ้านทันที ไม่แวะไปไหนต่อเด็ดขาด เพราะการได้กลับบ้านหรือนั่งในที่เงียบ ๆ คนเดียว ทำให้เขามีพลังมากขึ้น ถ้าให้เปรียบเทียบก็จะคล้าย ๆ โทรศัพท์มือถือที่ต้องเอาไปใช้งานนอกบ้าน และเมื่อแบตเตอรี่ใกล้หมด ก็จะต้องกลับมาชาร์จที่บ้านเท่านั้น

ส่วนอาการ Extrovert  แตกต่างกับ Introvert ตรงที่ เปรียบเสมือนเครื่องโซลาเซลล์ที่ต้องออกไปพบเจอกับแสงสว่างของพระอาทิตย์ข้างนอก พบปะกับผู้คน และเมื่อกลับบ้านก็จะหมดพลัง น้องสาวจึงต้องออกไปเติมพลัง ด้วยการพบปะพูดคุยกับผู้คน แล้วเมื่อกลับบ้านอยู่คนเดียวก็จะรู้สึกเหงามาก ๆ เหมือนไม่มีพลังงาน ฉะนั้น การกลับบ้านจึงเป็นเพียงนอนพักผ่อนเป็นส่วนใหญ่

Carl Jung นักจิตวิทยาชาวสวิตเซอร์แลนด์ เล่าว่า คนเป็น Introvert จะถูกดึงดูดเข้าสู่โลกของตัวเอง มีทั้งความคิดและความรู้สึก ชอบอยู่คนเดียวโดยลำพัง ใช้เวลาครุ่นคิด สำรวจตัวเอง จะรีชาร์จแบตเตอรี่ภายในตัวเองด้วยการอยู่คนเดียว ส่วนคนที่เป็น  Extrovert จะถูกดึงดูดเข้าหาชีวิตภายนอกที่เกี่ยวพันกับผู้คนและกิจกรรมต่าง ๆ จะรีชาร์จแบตเตอรี่เมื่อเขาคิดว่ายังเข้าสังคมหรือพบปะผู้คนได้ไม่มากพอ

 

Introvert ไม่ใช่โรคซึมเศร้า

บางคนเข้าใจว่าอาการ Introvert มีลักษณะคล้ายคลึงกับโรคซึมเศร้า เพราะดูจากลักษณะการเก็บตัว ไม่เข้าสังคม ชอบอยู่คนเดียวแล้ว ช่างคล้ายคลึงกับโรงซึมเศร้าอย่างมาก สำหรับคนที่มีอาการ Introvert จะมีความเสี่ยงสูงต่อโรคซึมเศร้า หากพบว่าตนเองไม่เข้าใจอารมณ์และบุคลิกภาพ พยายามนำตนเองไปเปรียบเทียบกับผู้อื่น จนทำให้เกิดความกดดันกับตนเอง ก็ส่งผลทำให้เกิดภาวะความเครียด และเมื่อเครียดมาก ๆ ก็ส่งผลต่อภาวะของโรคซึมเศร้าได้เช่นกัน จึงทำให้คนที่เป็น Introvert จึงมีความสุขได้ไม่มากเท่ากับคนที่เป็น Extrovert มีงานวิจัยระบุว่า คนที่มีเป็น Extrovert จะมีความสุขมากกว่า มีแนวโน้มเป็นโรคซึมเศร้าน้อยกว่าคนที่มีบุคลิกแบบ Introvert

 

คน Introvert ก็มีข้อดี

คนที่เป็น Introvert ก็คือคนที่ไม่ชอบสุงสิงกับใคร มีโลกส่วนตัวสูง ชอบอยู่คนเดียว ซึ่งนั่นอาจจะไม่ได้เป็นข้อเสียไปซะทั้งหมด ข้อดีของคนประเภทนี้ก็มีเช่นกัน เพราะคน Introvert จะได้รับผลกระทบต่อพฤติกรรมอันตรายน้อย เนื่องจากชอบอยู่ในกรอบและไม่ค่อยลองทำอะไรใหม่ ๆ จึงไม่นิยมทำกิจกรรมอันตราย นอกจากนี้ ยังได้รับผลกระทบต่อโรคกลัวการตกกระแสน้อยกว่า เพราะมักไม่กังวลเรื่องการรักษาภาพลักษณ์หรือการสร้างความกลมกลืนกับบุคคลอื่น

 

ลองสำรวจพฤติกรรมตัวคุณคุณเองและคนรอบข้างดูว่ามีพฤติกรรมการเก็บตัวเงียบคนเดียวหรือไม่ หากพบว่าเขาเข้าข่ายเป็น Introvert ก็พยายามตั้งสติ เปิดใจให้กว้าง ทำความเข้าใจเขาว่าอะไรที่เขาชอบ-ไม่ชอบ พูดคุยกับเขาแบบปกติ อย่าไปแสดงความรังเกียจเขา เพราะนั่นอาจจะทำให้เขารู้สึกเครียดกับสิ่งที่เขาเป็น ขณะเดียวกัน อย่าใช้อำนาจในการบังคับหรือออกคำสั่งให้เขาทำโน่นทำนี่ เพราะคน Introvert จะไม่ชอบการอยู่ภายใต้อำนาจคำสั่งของใคร เขาจะมีเส้นทางของเขาแบบมีขั้นตอนและมีแผน หากยิ่งไปบังคับเขา เขาก็จะยิ่งหนีทันที อย่างไรก็ตาม จะเอาใจเขามาใส่ใจเรา สิ่งใดที่เขาชอบก็จงทำต่อไป สิ่งใดที่เขาไม่ชอบก็จงหลีกเลี่ยงที่จะกระทำ สิ่งใดที่เขาทำผิด ก็ค่อย ๆ พูดคุยด้วยเหตุผล ไม่ใช้อารมณ์เป็นตัวแปรหลัก ที่สำคัญท่องจำเอาไว้เสมอว่า  Introvert ไม่ใช่โรคร้ายน่ารังเกียจ แต่เป็นแค่บุคลิกเฉพาะรูปแบบหนึ่งเท่านั้น


ชกมวย-ออกกำลังกายที่ดีต่อกายและใจ_web.jpg

ต้องบอกเลยว่ายุคนี้เป็นยุคที่หนุ่มสาวคนรุ่นใหม่เริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การพักผ่อนที่เพียงพอ การออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักและรักษารูปร่าง หนึ่งในกีฬาที่คนรุ่นใหม่หันมาให้ความสนใจกันก็คือ “ชกมวย” นั่นเอง

“มวยไทย” ถือเป็นการละเล่นพื้นบ้านที่มีคุณลักษณะของการต่อสู้ป้องกันตัวด้วยการใช้อวัยวะในส่วนที่สามารถใช้ทำอันตรายคู่ต่อสู้ได้ มาใช้งานอย่างชาญฉลาดและมีศิลปะอย่างสูง เช่น หมัด ศอก แขน เท้า แข้ง และเข่า เป็นต้น มวยไทยถือได้ว่าเป็นศิลปะประจำชาติและเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นประการหนึ่งของคนไทยตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน

การชกมวยเป็นการออกกำลังกายที่ใช้ทักษะการปะทะกับคู่ต่อสู้ มวยไทยเป็นกีฬาที่ใช้กล้ามเนื้อและใช้พลังงานสูงมาก ถือเป็นการออกกำลังกายแบบเต็มรูปแบบที่ดี เพราะคุณจะได้ใช้กล้ามเนื้อในทุกส่วนและทำให้การเต้นหัวใจเพิ่มขึ้น เลือดสูบฉีดดีขึ้น แม้ว่าหลายคนจะมองว่ามวยเป็นกีฬาที่อันตราย เป็นสาเหตุให้สมองได้รับการกระทบกระเทือน แต่การชกมวยที่ไม่ต้องไปต่อยกับใครจริงๆ เช่น การเตะต่อยกระสอบทราย ก็มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย จะเห็นได้ว่าเหล่าดาราและคนดังใช้การออกกำลังกายด้วยการชกมวยเป็นการดูแลรูปร่าง อย่างเช่น ลีเดีย ศรัณรัตน์ , ยิปซี คีรติ , เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ , ปันปัน สุทัตตา , แมทธิว ดีน ฯลฯ แล้วเคยสงสัยหรือไม่ว่าการชกมวยมีประโยชน์อย่างไรบ้างต่อร่างกายและจิตใจ มาดูกันดีกว่า

 

ชกมวยช่วยลดน้ำหนัก

เคยสงสัยไหมว่าชกมวยจะช่วยลดน้ำหนักได้จริงหรือ? บอกเลยว่า จริง!!! การชกมวยเป็นการออกกำลังกายที่สนุกและเห็นผลได้อย่างรวดเร็ว เพราะการชกมวยเพียง 1 ชั่วโมง ช่วยเผาผลาญพลังงานในร่างกายได้รวดเร็ว ช่วยให้กล้ามเนื้อแต่ละส่วนกระชับ และส่งผลให้น้ำหนักลดลง

 

ชกมวยช่วยฝึกสมาธิ

การชกมวยนอกจากจะเป็นการออกกำลังกายแล้ว ยังเป็นการช่วยฝึกสมาธิของเราได้อีกด้วย เพราะขณะที่เตะ ต่อย ใช้หมัด เป็นการฝึกกล้ามเนื้อและสมอง ทำให้มีสมาธิที่ดีขึ้น และที่สำคัญเหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย

 

ชกมวยช่วยลดความเครียด ลดความวิตกกังวล

ชกมวยสามารถช่วยในเรื่องของอารมณ์ได้เป็นอย่างดี เพราะขณะที่เราออกกำลังกาย ร่างกายของเราจะหลั่งสารฮอร์โมนเอ็นโดรฟิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความสุขออกมา ทำให้เรามีความสุขมากขึ้น ฉะนั้น การชกมวยเป็นการออกกำลังกายแบบที่เข้มข้นสูงและต่ำสลับกันไป ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาไหนของการซ้อมมวยก็จะเป็นช่วงเวลาที่ใช้สมาธิสูง คุณจึงไม่มีเวลาที่จะไปคิดเรื่องอื่นให้ฟุ้งซ่าน

 

ชกมวยช่วยฝึกความแข็งแกร่งของร่างกาย

ชกมวยเป็นการฝึกร่างกายให้แข็งแกร่งทุกสัดส่วน เพราะการชกมวยจริงๆ นั้น ขาของคุณจะต้องไว มีฟุตเวิร์คที่ดีตลอดช่วงเวลาที่อยู่บนสังเวียน เพื่อที่จะสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างพลิ้วไหว ฉะนั้น การชกมวยจึงจำเป็นที่คุณจะต้องให้ความสำคัญกับความแข็งแกร่งของร่างกายทุกส่วน

 

ชกมวยช่วยให้ระบบการทำงานของหัวใจและหลอดเลือดดีขึ้น

ชกมวยช่วยกระตุ้นการทำงานของหัวใจและหลอดเลือดได้ดี เพราะเป็นการออกกำลังอีกรูปแบบหนึ่ง การชกมวยเป็นประจำจึงทำให้หัวใจและปอดของคุณทำงานได้ดีขึ้น ส่งผลต่อระบบการไหลเวียนโลหิตทั่วร่างกายเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

การชกมวยเป็นอีกหนึ่งเทรนด์การออกกำลังกายที่กำลังมาแรงในขณะนี้ และสิ่งที่คุณจะได้จากการออกกำลังกายในรูปแบบนี้ นอกจากจะได้รับประโยชน์ต่อสุขภาพของตัวเองในหลากหลายด้าน ผู้เล่นยังสามารถใช้ทักษะจากการฝึกมวยฟิตในชีวิตประจำวันได้ ทั้งในแง่ของการป้องกันตัว สร้างสมาธิในการทำงานหรือเรียนหนังสือ ช่วยป้องกันอาการบาดเจ็บจากสภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงอีกด้วย และที่สำคัญการชกมวยยังสามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้ถึง 800 แคลอรี่/ชั่วโมง ได้อีกด้วย


ผู้หญิงนั่งนานๆ-เสี่ยง-ภาวะเปราะบาง_web.jpg

“การนั่ง” เป็นอีกหนึ่งอิริยาบถของมนุษย์และถือเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต นอกจากนี้ ยังเป็นการพักผ่อนร่างกายและจิตใจเพื่อให้เกิดการผ่อนคลายจากอาการเมื่อยล้าต่างๆ แต่การนั่งเป็นเวลานานๆ ส่งผลอันตรายต่อสุขภาพ!

 ไม่ว่าจะเวลาทำงาน เวลานั่งเล่น หรือจะเวลาพักผ่อน ยิ่งนั่งนานมากเท่าไร โอกาสที่จะเสียชีวิตก็มีมากขึ้น แม้ว่าจะออกกำลังกายเป็นประจำก็ตาม มีงานวิจัยระบุไว้ว่า การนั่งเป็นเวลาติดกันนานเกินไปส่งผลให้หัวใจและหลอดเลือดแย่ลง เพิ่มความเสี่ยงของโรคเบาหวาน และสมองหดตัว และแย่กว่านั้นหากเป็นผู้สูงอายุ การนั่งนาน ๆ จะกลายเป็นสิ่งที่อันตรายอย่างยิ่ง ทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะพิการและเกิดภาวะสมองเสื่อม และอาจเกิดภาวะที่เรียกว่า “ร่างกายเปราะบาง”

ภาวะร่างกายเปราะบางคืออะไร? ภาวะเปราะบางไม่ใช่โรค แต่เป็นภาวะหนึ่งของร่างกายอยู่ตรงกลางระหว่างความสามารถในการทำงานได้และไม่ได้ อยู่ระหว่างรอยต่อของสุขภาพดีและเป็นโรค เปรียบเสมือนชีวิตอยู่บนเส้นด้าย เป็นปัญหาสุขภาพที่พบกันมากในหมู่ผู้สูงอายุ ส่งผลทางด้านร่างกายและจิตใจ ผู้ที่อยู่ในภาวะนี้ความสามารถในการทำงานของระบบต่าง ๆ จะลดลง ความรุนแรงเวลาเจ็บไข้ได้ป่วยจะมากขึ้น การทรงตัวย่ำแย่ อาจประสบอุบัติเหตุ อย่างเช่น เสียการทรงตัวและอาจล้มซึ่งเป็นสิ่งที่อันตรายมากสำหรับผู้สูงอายุ

 

“ร่างกายเปราะบาง” ส่งผลกระทบต่อผู้หญิงอย่างไรบ้าง?

นักวิจัยทั้ง 3 ท่าน ได้แก่ Maja Susanto, Ruth Hubbard และ Paul A Gardiner วิเคราะห์ข้อมูลจาก  Australian Longitudinal Study of Women’s Health โดยมีผู้หญิงที่เกิดระหว่างปี พ.ศ.2489-2494 เป็นผู้เข้าร่วมทดลอง โดยกลุ่มตัวอย่างรายงานเวลาที่ตนเองใช้นั่งในแต่ละวัน

นักวิจัยประเมินความเปราะบางของผู้หญิงโดยใช้สเกลที่เรียกว่า FRAIL ตั้งแต่ 0 (สุขภาพดี) ถึง 5 (อ่อนแอ) และแบ่งเวลาการนั่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ระดับต่ำ (3.5 ชั่วโมงต่อวัน) ระดับปานกลาง (5.5 ชั่วโมงต่อวัน) และระดับสูง (10 ชั่วโมงต่อวัน) อย่างไรก็ตาม The Centers for Disease Control and Prevention (CDC) ระบุว่า ผู้หญิงควรใช้เวลานั่งให้น้อยลง และหมั่นเคลื่อนไหวร่างกายบ่อยๆ ส่วนผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาที สัปดาห์ละ 2 วัน เพิ่มความแข็งแรงให้กับร่างกาย และลดภาวะความเปราะบาง

Paul A Gardiner หนึ่งในทีมนักวิจัย อธิบายความหมายของความอ่อนแอไว้ว่า “คนที่อยู่ในภาวะเปราะบางจะมีพลังสำรองที่ใช้สำหรับฟื้นตัวหลังจากเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บน้อยลง และยังมีความเสี่ยงสูงที่จะเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล เข้าไปอาศัยในบ้านพักคนชรา และเสียชีวิตก่อนวัยอันควร” การวิจัยครั้งนี้ทำให้เห็นว่า ถึงแม้ว่าผู้หญิงจะมีอายุยืนกว่าผู้ชาย แต่ก็มีปัจจัยอื่นที่จะเพิ่มความเสี่ยงในการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

จากงานวิจัยชิ้นนี้พบว่า ผู้หญิงที่ใช้เวลาในการนั่งนานๆ อย่างน้อย 10 ชั่วโมง/วัน หรือมากกว่านั้น มีความเสี่ยงสูงที่จะตกอยู่ในภาวะเปราะบาง ขณะที่ผู้หญิงที่ใช้เวลานั่งประมาณ 2 ชั่วโมง/วัน จะมีความเสี่ยงที่จะตกอยู่ในภาวะเปราะบางน้อยมาก

 

แล้วควรป้องกันการเกิดภาวะเปราะบางอย่างไร?

1.ออกกำลังกาย ทั้งออกกำลังกายต้านทานและการออกกำลังกายแอโรบิก โดย The Centers for Disease Control and Prevention (CDC) ระบุว่า ผู้หญิงควรใช้เวลานั่งให้น้อยลง และหมั่นเคลื่อนไหวร่างกาย ส่วนผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาที สัปดาห์ละ 2 วัน

2.ทานอาหารเสริม โดยเพิ่มระหว่างมื้ออาหาร อาหารเสริมโปรตีนช่วยในการรักษามวลกล้ามเนื้อ รวมถึงการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

3.ประเมินสิ่งแวดล้อมภายในบ้าน รวมถึงความปลอดภัย เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดการพลัดหกล้ม เช่น สร้างราวจับในห้องน้ำ ตรวจเช็ค พื้น ผนัง พื้นลาดเอียง อย่าให้ลื่น รวมถึงควรมีสภาพแสงที่เหมาะสมและระบบกดเรียกฉุกเฉิน

 

รู้แบบนี้แล้ว… ควรใช้ระยะเวลาในการนั่งให้พอดี และหมั่นออกกำลังกายให้พอเหมาะ เพื่อป้องกัน “ภาวะเปราะบาง” ภัยเงียบที่อาจเป็นฉนวนเริ่มแรกของปัญหาสุขภาพในระยะยาว


Banner_welltitude_ไก่ทอดกินทุกวันเสี่ยงตาย.jpg

ผลการวิจัยเผย “ไก่ทอด” หนึ่งในเมนูอาหารยอดฮิตที่หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด เป็นหนึ่งในเมนูที่หากรับประทานเป็นประจำ ส่งอันตรายและมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตมากถึง 13%

“ไก่ทอด” อีกเมนูหนึ่งที่ทำได้ง่ายๆ หรือหาซื้อรับประทานได้ง่ายๆ ตามท้องตลาด รับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ หรือข้าวเหนียวก็อร่อย ไก่ทอดไม่ได้เป็นแค่อาหารจานหลักเท่านั้น ไก่ทอดยังเป็นอาหารทานเล่นได้

“ไก่ทอด” ที่จำหน่ายในปัจจุบันตามท้องตลาดมีอยู่มากมาย จำหน่ายในห้างสรรพสินค้า แต่ละร้านจะมีสูตรเด็ดแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความชื่นชอบของผู้บริโภคแต่ละคน แต่การรับประทาน “ไก่ทอด” เป็นประจำ ไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ

วารสาร The BMJ ตีพิมพ์ผลวิจัยซึ่งได้ศึกษากลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนในสหรัฐฯ พบว่า ผู้หญิงที่ชื่นชอบการรับประทานของทอด โดยเฉพาะไก่ทอดหรือปลาทอดเป็นประจำ มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตมากถึง 13% และหากรับประทานปลาทอดเป็นประจำ มีความเสี่ยงเสียชีวิตมากถึง 7% เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่ไม่ได้รับประทานอาหารประเภททอด

ผลการวิจัยชิ้นนี้ถือเป็นงานวิจัยชิ้นแรกของสหรัฐฯ ที่ให้ความสำคัญในประเด็นการบริโภคของทอดและอัตราการเสียชีวิตของมนุษย์ ก่อนหน้านี้มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างการรับประทานอาหารประเภทของทอด และอัตราความเสี่ยงการเป็นโรคอ้วนและโรคหัวใจ

Wei Bao ผู้ช่วยศาสตราจารย์ฝ่ายระบาดวิทยา มหาวิทยาลัยไอโอวา เผยว่า ในสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ การรับประทานของทอดถือเป็นเรื่องปกติมาก แต่ส่วนใหญ่มองข้ามถึงผลกระทบในระยะยาวของอาหารประเภททอดที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ทั้งนี้ในปี 2560 มีผลการวิจัยว่า คนที่รับประทานมันฝรั่งทอดมากกว่า 2 ครั้ง/สัปดาห์ มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากกว่าคนที่ไม่ไรับประทานถึง 2 เท่า

ทั้งนี้ คณะผู้วิจัยของ Wei Bao ได้ศึกษาพฤติกรรมการรับประทานอาหารของกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้หญิงเกือบ 107,000 คน ในช่วงอายุระหว่าง 50-79 ปี จากคลินิก 40 แห่งทั่วสหรัฐฯ ระหว่างปี 1993-1998 และติดตามกลุ่มตัวอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 18 ปี โดยกลุ่มตัวอย่างที่เข้าร่วมงานวิจัยได้ตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมการบริโภคและปริมาณอาหาร 122 ชนิด หนึ่งในนั้นมีอาหารประเภทไก่ทอด ปลาทอด เฟรนช์ฟราย ฯลฯ

กลุ่มตัวอย่างที่รับประทานอาหารประเภทของทอดมากกว่า 1 มื้อ/วัน มีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าสาเหตุอื่นๆ ถึง 8% รวมถึงอัตราการป่วยเป็นโรคหัวใจ ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้รับประทานอาหารประเภทของทอด นอกจากนี้ การรับประทานไก่ทอดยังทำให้เสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงถึง 13% รวมถึงมีความเสี่ยงจากการเสียชีวิตจากโรคหัวใจอีก 12% ส่วนอัตราการเสียชีวิตและโรคหัวใจจากการรับประทานปลาทอดอยู่ที่ 7% และ 13%

ทั้งนี้ สาเหตุหลักๆ ของการรับประทานของทอดนั้น มาจากการซื้อของทอดตามท้องตลาดนั้นมีการใช้น้ำมันในการทอดซ้ำอยู่หลายรอบ ทำให้เกิดสารอันตรายได้ซึ่งไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพ หากทอดอาหารรับประทานเองที่บ้าน เปอร์เซ็นต์การใช้น้ำมันทอดอาหารซ้ำจะลดลง ซึ่งจะส่งผลดีต่อสุขภาพมากกว่า

 

ขอขอบคุณ ข้อมูลจากเว็บไซต์ : edition.cnn.com


Banner_welltitude_ออฟฟิศซินโดรม-ภัยร้าย.jpg

“ออฟฟิศซินโดรม” โรคสุดฮิตของมนุษย์เงินเดือน เมื่อต้องนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆ หากทำเป็นประจำบ่อยๆ จนติดเป็นนิสัย อันตรายถึงตายได้

มนุษย์เงินเดือนทั้งหลายเมื่อต้องสวมบทบาทเป็นพนักงานออฟฟิศ ซึ่งวัน ๆ ก็จะใช้ชีวิตอยู่บนโต๊ะทำงาน ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆ หลายชั่วโมง เรียกได้ว่าใช้ชีวิตผูกติดอยู่กับโต๊ะทำงานตลอดทั้งวันเลยก็ว่าได้  ส่งผลทำให้ร่างกายไม่ได้ขยับเขยื้อนร่างกายเลย แต่จะรู้หรือไม่ว่า พฤติกรรมดังกล่าวหากทำเป็นประจำบ่อยๆ จนติดเป็นนิสัย ส่งผลเสียต่อร่ายกายเราอย่างแน่นอน ทั้งร่างกายมีอาการปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัว สายตาพร่ามัว มีอากาศปวดศีรษาะ ไมเกรน มีอาการชาตามมือ เกิดอาการนิ้วล้อค กล้ามเนื้ออักเสบ หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท หรือทางการแพทย์จะเรียกว่า “โรคออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome)” นั่นเอง

โรคออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) เป็นอาการที่เกิดจากการทำงานกล้ามเนื้อไม่เหมาะสมในท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานาน ๆ ส่งผลให้เกิดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเรื้อรัง และอาจส่งผลให้ร่างกายส่วนอื่น ๆ มีความผิดปกติร่วมด้วย

เรื่องนี้ ศ.นพ.ธไนนิธย์ โชตนภูติ แพทย์หัวหน้าสถาบัน และแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ สถาบันกระดูกและข้อ ให้ข้อมูลถึงภาวะออฟฟิศซินโดรมว่า เป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรมการทำงานและการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม เมื่อรักษาแล้วต้องปรับพฤติกรรมชีวิต เพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นซ้ำหรือเป็นภาวะปวดเรื้อรัง โดยคนที่ป่วยโรคออฟฟิศซินโดรม จะมีอาการ 3 ระยะ ได้แก่

ระยะที่ 1 : เป็นระยะเริ่มต้น จะแสดงอาการเล็กน้อย ๆ เช่น อาการปวดบ่า ปวดคอ ปวดหลัง ฯลฯ จนคนมองข้ามไป

ระยะที่ 2 :1 จะมีอาการปวดจนแทบขยับร่างกายแทบไม่ได้ ถือเป็นสัญญาณเตือนของอาการกล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรัง เช่น ยกแขนไม่ขึ้น เนื่องจากมีพังผืดเกาะที่บริเวณสะบักและหัวไหล และบางรายอาจมีอาการชาไปที่บริเวณมืและนิ้วด้วย

ระยะที่ 3 : ระยะหนักหน่วง ระยะนี้หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่มีการปรับพฤติกรรมหรือรักษา อาจนำไปสู่อันตรายถึงชีวิตได้ เช่น โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเฉียบพลัน เป็นต้น

 

โรคออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) สามารถรักษาให้หายได้ ซึ่งหากใครยังไม่มีอาการเจ็บปวดมาก สามารถรักษาได้โดยการรับประทานยา ฉีดยา นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ทำกายภาพบำบัด ตลอดจนปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตและท่าทางอิริยาบถในขณะทำงาน เพื่อให้กล้ามเนื้อได้มีการเคลื่อนไหวบ้าง หากมีอาการเรื้อรังควรไปพบแพทย์เพื่อขอคำปรึกษาและรับการรักษาอย่างถูกต้อง

สำหรับอาการที่ไม่หนักมากจนต้องพบแพทย์ สามารถบำบัดได้ด้วยตนเอง โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใกล้ตัว เพียงแค่การลดพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์ก่อนเข้านอน พยายามพักผ่อนให้เพียงพอ หากอยู่ในออฟฟิศควรลุกยืดเส้นยืดสาย เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ซึ่งจะช่วยลดอาการอักเสบของกล้ามเนื้อ ระบบเลือดไหลเวียนดีขึ้น ที่สำคัญ พยายามไปหาเวลาออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที -1 ชั่วโมง เพียงเท่านี้คุณก็สามารถหายจากโรคออฟฟิศซินโดรมได้แล้ว

อย่าลืมว่า สุขภาพเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต อย่าปล่อยปละละเลยมันไป เริ่มต้นหันมาใส่ใจสุขภาพกันตั้งแต่บัดนี้ เพื่ออนาคตที่ดีในวันข้างหน้าดีกว่า


ปักหมุดตลาดออร์แกนิคน่าเที่ยว-เอาใจคนรักสุขภาพ_web-1.jpg

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปดูเรื่องราวของ “ตลาดออร์แกนิค” อีกหนึ่งธุรกิจที่ตอบโจทย์คนรักสุขภาพที่ในปัจจุบันหันมาใส่ใจเรื่องของการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพกันมากขึ้น “กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงได้รวบรวม “ตลาดออร์แกนิค” เอาใจคนรักสุขภาพ

“การไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ” เพราะปัจจุบัน คนรุ่นใหม่เริ่มหันมาใส่ใจในเรื่องของสุขภาพกันเป็นจำนวนมาก เนื่องจาก “สุขภาพ” เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งต่อมนุษย์อย่างเรา จะเจ็บไข้ได้ป่วยทั้งทีคงไม่ดีอย่างแน่นอน

“อาหารออร์แกนิค” หนึ่งในแนวทางสำหรับคนรักสุขภาพสู่การมีสุขภาพที่ดี เพราะ “อาหารออร์แกนิค” เป็นอาหารที่ผ่านกระบวนการเพาะปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ ไม่ใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี หรือวัตถุสังเคราะห์ใดๆ รวมไปถึงเมล็ดพันธุ์ที่ไม่ตัดต่อทางพันธุกรรม ไม่ใช้สารเคมีในการกำจัดศัตรูพืช ไม่เพิ่มเติมสิ่งปรุงแต่งใดๆ ลงไปในอาหาร จึงทำให้การรับประทาน “อาหารออร์แกนิค” เป็นสิ่งที่ง่ายที่สุด ที่จะนำพาชีวิตเราไปสู่การมีสุขภาพที่ดี

“กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงได้รวบรวม “ตลาดออร์แกนิค” เอาใจคนรักสุขภาพ ใกล้ที่ไหน แวะไปที่นั่นได้เลย

 

1. ร้าน SUSTAINA ORGANIC SHOP

ร้านนี้ตั้งอยู่ซอยสุขุมวิท 39 เป็นอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น โดยชั้น 2 และชั้น 3 เป็นร้านอาหารและเครื่องดื่ม ส่วนชั้น 1 เป็นร้านจำหน่ายสินค้าออร์แกนิกที่ส่งตรงมาจากฟาร์มฮาร์โมนีไลฟ์ ภายในร้านช็อปจำหน่ายสินค้าอุปโภคและสินค้าบริโภคให้เลือกสรรมากมาย ถือเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตออร์แกนิกที่จำหน่ายทั้งผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ วัตถุดิบคุณภาพ

 

SUSTAINA ORGANIC SHOP & RESTAURANT
1/40 ซอยสุขุมวิท 39 (บีทีเอสพร้อมพงษ์) แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ
โทร. 02-258-7516
www.facebook.com/SustainaOrganicRestaurant
www.harmonylife.co.th/sustaina.html

 

2. ร้าน Organic Supply

ตั้งอยู่บนถนนนาคนิวาส ย่านลาดพร้าว จำหน่ายผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกจากในประเทศและต่างประเทศให้เลือกสรร ทั้งผลิตภัณฑ์สกินแคร์ อาหาร และเครื่องดื่มมารวบรวมไว้ นอกจากการส่งต่อสุขภาพดีให้ถึงมือคนเมืองได้ง่ายๆ แล้ว ทางร้านต้องการสนับสนุนผู้ผลิตทั้งคนกลุ่มเล็กๆ รวมไปถึงเกษตรกรให้มีตลาดสำหรับการวางสินค้าเพื่อจำหน่ายอีกด้วย โดยพื้นที่ร้านแบ่งออกเป็นโซนช็อปและโซนชิล เพราะมีบาร์สำหรับการสั่งเครื่องดื่มสดและเบเกอรี่จากวัตถุดิบธรรมชาติให้เลือกมุมสบายๆ รับประทานภายในร้านที่ตกแต่งอย่างเรียบง่าย

 

ร้าน Organic Supply
148 ถนนนาคนิวาส แขวงลาดพร้าว ลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร
โทร. 02-101-6410
www.organicsupply.co.th
www.facebook.com/organicsupply.bkk

 

3. ร้านใบเมี่ยง

 

 

ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากธรรมชาติที่เปิดมายาวนานมีสินค้าให้เลือกมากมายและหลากหลาย โดยคุณศิริวัฒน์ จันทร์กวี เภสัชกรผู้เป็นเจ้าและผู้รวบรวมสินค้าจากหลากหลายแบรนด์เชื่อถือได้มาให้ดูแลสุขภาพแบบองค์รวม  ด้วยเสียงตอบรับที่ดีและมีสินค้าให้ช็อปอย่างจุใจ ปัจจุบันร้านใบเมี่ยงกระจายกระแสรักสุขภาพไปยังพื้นที่ต่างๆ 5 สาขา ได้แก่ สาขาเดอะเซอร์เคิล ราชพฤกษ์  สาขาเรนฮิลล์ สุขุมวิท 47 สาขาพอโต้ ชิโน่ มหาชัย สาขานวมินทร์ซิตี้อเวนิว และสาขาดิอัพ พระรามสาม สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกในการเดินทาง ยังมีตัวเลือกทางเว็บไซต์ในการสั่งซื้อสินค้าง่ายๆ กับทางร้าน และหากได้รับสินค้าที่ไม่ตรงตามมาตรฐานก็สามารถส่งคืนและรับเงินคืนได้ทันที

 

ร้านใบเมี่ยง
สำนักงานใหญ่ สาขาพระราม 2 กรุงเทพฯ
โทร. 02-417-6019
www.baimiang.com
www.facebook.com/BaiMiangHealthyShop

 

4. ร้าน Lemon Farm

ตลาดทางเลือกในการให้บริการ กระตุ้นการผลิตอาหาร และผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยจากสารเคมีเป็นพิษ โดยเฉพาะเกษตรธรรมชาติ เพื่อสร้างสุขภาพดีให้แก่ผู้บริโภค และเกษตรกรผู้ผลิตก็มีชีวิตที่ปลอดภัยและดีต่อสิ่งแวดล้อม  โดยเลมอนฟาร์มจำหน่ายผักและผลไม้ออร์แกนิกส่งตรงจากไร่ สดจากแปลงผักเกษตรกรเครือข่ายเลมอนฟาร์มและแบรนด์ของเลมอนฟาร์มเอง ทั้งข้าว ธัญพืช ชา ไข่ เครื่องปรุง อาหารสุขภาพ และ Healthy Care มีทั้งหมด 13 สาขาทั่วกรุงเทพฯ นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารออร์แกนิกเพื่อสุขภาพในชื่อ beOrganic By Lemon Farm ตั้งอยู่ที่สาขาชิดลมได้เปิดให้บริการแล้วเช่นกัน

 

ร้าน Lemon Farm
สำนักงานใหญ่ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ
โทร. 02-575-2222
www.lemonfarm.com
www.facebook.com/lemonfarmfan

 

5.ตลาดสุขใจ จังหวัดนครปฐม

 

ตลาดสุขใจ เป็นตลาดอินทรีย์ที่สนับสนุนให้เกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ในอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม และจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งอยู่ในโครงการสามพรานโมเดล ได้นำผลผลิตเกษตรอินทรีย์มาจำหน่ายให้กับผู้บริโภคโดยตรง มีผัก-ผลไม้สด ๆ ปลอดสารพิษให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อมากมาย อีกทั้งยังมีอาหารเพื่อสุขภาพให้เลือกชิมลิ้มลองความอร่อยหลากหลายเมนู นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมดี ๆ ให้เข้าร่วมกันตลอดอีกด้วย

 

ตลาดสุขใจ
ริมถนนเพชรเกษม สวนสามพราน อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม
เวลาเปิด-ปิด : วันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น.
เฟซบุ๊ก : ตลาดสุขใจ นครปฐม

 

6.ตลาดนัดเกษตรปลอดสารพิษ อาหารปลอดภัย จังหวัดเชียงใหม่

ตลาดนัดเกษตรปลอดสารพิษ อาหารปลอดภัย เป็นตลาดนัดเกษตรอินทรีย์แห่งแรก ๆ ที่เกิดขึ้นในเชียงใหม่ ซึ่งได้มีการเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรในจังหวัดเชียงใหม่ที่ทำการเกษตรแบบอินทรีย์มาจำหน่ายสินค้าปลอดสารพิษให้กับผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งนอกจากจะมีผัก-ผลไม้สด สะอาด และปลอดสารพิษแล้ว ก็ยังเป็นแหล่งซื้อผัก-ผลไม้เมืองหนาว และพื้นบ้านราคาย่อมเยาอีกด้วย ไม่เพียงเท่านั้นยังมีผลิตภัณฑ์อินทรีย์อื่น ๆ มาจำหน่ายให้กับผู้บริโภคอีกมากมาย

 

ตลาดนัดเกษตรปลอดสารพิษ
ไร่แม่เหียะ และคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เวลาเปิด-ปิด : ไร่แม่เหียะ เปิดให้บริการวันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 06.00-12.00 น., คณะเกษตรศาสตร์ เปิดให้บริการวันพุธ ตั้งแต่เวลา 06.00-12.00 น.
เฟซบุ๊ก : ตลาดนัดเกษตรปลอดพิษ อาหารปลอดภัย Clean, Green, & Safe Agricultural Farms

 

7. ตลาดพอใจ จังหวัดฉะเชิงเทรา

ตลาดพอใจ เป็นอีกหนึ่งตลาดเกษตรอินทรีย์ที่น่าท่องเที่ยวของจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีการสนับสนุนให้เกษตรกรที่ปลูกพืช-ผัก โดยไม่ใช้สารเคมีนำผลผลิตมาจำหน่ายให้กับผู้บริโภคโดยตรง และสิ่งที่โดดเด่นมาก ๆ ก็คือ มีการเปิดอบรมเกี่ยวกับการเกษตรให้กับผู้ที่สนใจในหัวข้อต่าง ๆ อยู่ตลอด ใครอยากเรียนรู้วิธีการทำการเกษตรในรูปแบบใหม่และมีรายได้สู่ครอบครัวอย่างยั่งยืน ก็สามารถไปเที่ยวชมกันได้เลย

ตลาดพอใจ
ลานหน้าสำนักงาน ส.ป.ก. แปดริ้ว ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา
เวลาเปิด-ปิด : วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์
เฟซบุ๊ก : ตลาดพอใจ ตลาดเกษตรปลอดภัย ส.ป.ก.แปดริ้ว

 

เรียกได้ว่าถูกใจสาวกคนรักอาหารออร์แกนิคเป็นอย่างมากเลยทีเดียว แต่สำหรับใครที่กำลังลังเลใจว่า “อาหารออร์แกนิค” ดีต่อสุขภาพจริงไหม? ก็ลองมาสัมผัสดูได้ตามตลาดอาหารออร์แกนิคที่ได้นำเสนอไป รับรองเลยว่าจะต้องติดใจอย่างแน่นอน เพราะนอกจากจะได้สินค้าคุณภาพปลอดสารพิษแล้ว อาหารออร์แกนิคยังส่งผลดีต่อร่างกายของเราด้วย ทั้งในเรื่องของระบบขับถ่าย ช่วยลดการอักเสบที่เกิดขึ้นในร่างกาย ทำให้กระแสเลือดไหลเวียนดีขึ้น การรับประทานอาหารออร์แกนิคไม่ใช่การลดน้ำหนัก มันเป็นการใช้ชีวิตที่ให้ผลลัพธ์ คือสุขภาพที่ดีที่มาจากสารอาหารที่เต็มเปี่ยม นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต