ร่างกาย

โรคนอนเกิน-นอนมากไป...ใช่ว่าจะดีต่อร่างกาย.jpg

การนอนพักผ่อนมากกว่า 8 ชั่วโมงขึ้นไป อันตรายต่อร่างกายมาก เพราะจากเดิมหลายคนเข้าใจมาโดยตลอดว่า นอนหลับนาน ๆ ถือเป็นการพักผ่อนอย่างสมบูรณ์แบบ หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่นอนหลับเกิน 8 ชั่วโมง คุณกำลังเข้าข่ายเป็น “โรคนอนเกิน”

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวดี ๆ เกี่ยวกับการนอนหลับพักผ่อน โดยปกติแล้ว เมื่อเราต้องไปทำงานหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ในช่วงกลางวัน ตกกลางคืนร่างกายรู้สึกอ่อนล้า และต้องได้รับการพักผ่อนอย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมงต่อวัน หากนอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมง ไม่ดีต่อร่างกายเราอย่างแน่นอน ทำให้ร่างกายพักผ่อนไม่เต็มที่ แล้วจะมีอาการอ่อนเพลีย ทำงานหรือทำกิจกรรมได้ไม่เต็มแรง หักโหมจนเกินไป ส่งผลให้เราเกิดอาการวูบหรือเป็นลมได้

ขณะเดียวกัน การนอนพักผ่อนมากกว่า 8 ชั่วโมงขึ้นไป หลายคนเข้าใจมาโดยตลอดว่า เป็นเรื่องที่ดีที่ร่างกายจะได้พักผ่อนอย่างสมบูรณ์แบบ แต่ในความเป็นจริงนั้น การนอนมากกว่า 8 ชั่วโมงถือเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างมาก เราเรียกอาการแบบนี้ว่า “โรคนอนเกิน” (Hypersomnia) หรือ “ง่วงมากผิดปกติ” (Excessive Sleepiness)

สำหรับ “โรคนอนเกิน” (Hypersomnia) หรือ ง่วงมากผิดปกติ (Excessive Sleepiness) เป็นโรคที่เกิดในคนขี้เซา ยิ่งนอนพักเท่าไหร่ก็ไม่รู้สึกพอ อาการจะดูเฉื่อย ซึม ไร้ชีวิตชีวา ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นวัยเด็ก วัยรุ่น หรือวัยผู้ใหญ่ สำหรับคนที่มีอาการแบบนี้ หากนอนหลับแล้วจะตื่นขึ้นมายากมาก เมื่อตื่นแล้วร่างกายจะรู้สึกว่าต้องการนอนต่อไปอีก และระหว่างวันก็ต้องการงีบหลับหลาย ๆ ครั้ง และการงีบก็อาจเกิดขึ้นในเวลาที่ไม่เหมาะสม เช่น ช่วงกลางวัน เป็นต้น

ซึ่งคนที่มีอาการเหล่านี้จะสามารถหลับได้ในขณะที่กำลังคุยสนทนาอยู่ หรือแม้กำลังรับประทานอาหาร บางรายง่วงมากขณะนอนหลับ ถ้าถูกปลุกขึ้นมาก็อาจมีอาการพูดจาสับสน นอกเหนือจากอาการง่วงแล้ว ยังหงุดหงิดง่าย วิตกกังวล ความคิดอ่านไม่แล่น ความจำไม่ดี และมีอาการซึมเศร้าอีกด้วย

สุดท้าย หากคุณพบว่าตัวคุณเองหรือมีคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ญาติพี่น้อง ลูกหลาน มีอาการง่วงมากเกินไปหรือง่วงมากผิดปกติ ขอให้คิดไว้เสมอว่าร่างกายอาจจะผิดปกติแน่นอน ไม่ใช่เกิดจากพฤติกรรมหรือนิสัยเกียจคร้าน แต่เกิดจากโรคทางกายหรือทางใจ ต้องรีบไปพบแพทย์เพื่ทำการรักษา อย่าปล่อยทิ้งเด็ดขาด อันตรายต่อสุขภาพอย่างแน่นอน และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ : เนื้อหาจาก รายการ Health me please โดย พญ.ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี


กินอยู่เป็น_เลิกซะ-พฤติกรรมเสี่ยง-ดื้อยา-รักษาไม่หายเหมือนตายทั้งเป็น_web.jpg

“อาการดื้อยา” หนึ่งในภาวะที่เกิดขึ้นกับคนทั่วไปหลาย ๆ คน ผลมาจากการรับประทานยารักษาโรคที่ซื้อตามร้านขายยาทั่วไป และรับประทานยาแบบผิดวิธี กระทั่งยาตัวดังกล่าวไม่สามารถรักษาให้หายได้

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอพาทุก ๆ ท่านไปรู้จักกับเรื่องราวของ “อาการดื้อยา” หนึ่งในภาวะที่เกิดขึ้นกับคนทั่วไปหลาย ๆ คน ผลมาจากการรับประทานยารักษาโรคนั่นเอง จริง ๆ แล้ว อาการดื้อยา หมายถึง ภาวะที่เชื้อแบคทีเรียต่อต้านยาปฏิชีวนะ ส่งผลการรักษาผู้ป่วยติดเชื้อไม่ได้ผลดีดังเดิม จากการรับประทานยาตัวเดิมแล้วอาการไม่ดีขึ้น จนต้องเปลี่ยนเป็นยาที่มีฤทธิ์แรงขึ้นเรื่อย ๆ จนสุดท้าย อาการยังคงเดิม ไม่ดีขึ้น กระทั่งไม่สามารถรักษาให้หายด้วยการรับประทานยาได้ ต้องใช้เวลารักษานานขึ้น เสียค่าใช้จ่ายในการรักษามากขึ้นกว่าเดิม หรือบางรายมีโอกาสเสี่ยงเสียชีวิตจากอาการดื้อยามากขึ้น

ข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ระบุว่า คนไทยติดเชื้อแบคทีเรียดื้อยาประมาณ 88,000 คน/ปี และเสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาประมาณ 20,000-38,000 ราย/ปี ซึ่งมีจำนวนมากกว่าผู้เสียชีวิตจากโรคหัวใจขาดเลือดและผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุการขนส่ง ทั้งนี้คาดว่าในอีก 30 ปีข้างหน้า ทั่วโลกอาจจะมีผู้เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาถึงปีละกว่า 10 ล้านคน

สาเหตุหนึ่งของการเกิดอาการดื้อยา ส่วนใหญ่มาจากการที่คนไทยหาซื้อยามารับประทานเองตามร้านขายยาทั่วไป โดยไม่ต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์ และรับประทานยาแบบผิดวิธี จะเห็นบ่อย ๆ ก็คือยาประเภทยาปฏิชีวนะ เนื่องจากหาซื้อ ได้อย่างง่ายดาย ราคาไม่แพงมาก ผู้คนส่วนใหญ่เมื่อเจ็บป่วยจึงเลือกรับประทานยาจากร้านขายยามากกว่าการไปหาหมอเพื่อรักษาตัว โดยคิดเพียงแค่ว่า ประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่ต้องจ่ายเงินแพงไปกับค่ารักษาพยาบาล

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอแนะนำ 10 พฤติกรรมเสี่ยงอาการดื้อยาที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันการลดอาการดื้อยา หากไม่หยุดพฤติกรรมเสี่ยง อาจส่งผลให้ผู้ป่วยรักษาโรคได้ลำบากขึ้น เสี่ยงดื้อยาในอนาคตและอันตรายต่อร่างกายเราได้

1. หลีกเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่แยกแยะว่าเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส

2. หลีกเลี่ยงการซื้อยามารับประทานเองทุกครั้งเมื่อมีอาการหวัด เจ็บคอ ท้องเสีย ซึ่งอาการดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ทำให้การใช้ยาปฏิชีวนะจึงไร้ประโยชน์

3. หลีกเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะที่ออกฤทธิ์กว้าง รักษาอาการได้หลาย ๆ อย่าง เป็นประจำ

4. หลีกเลี่ยงการรับการฉีดยาฆ่าเชื้อจากแพทย์เมื่อเป็นไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย เจ็บคอ ฯลฯ

5. หลีกเลี่ยงการคาดหวังว่าจะได้รับยาทุกครั้งเมื่อไปพบแพทย์ด้วยอาการป่วยหรือไม่สบาย

6. หลีกเลี่ยงการรับประทานยาเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย แต่รับประทานไม่หมดตามที่แพทย์สั่ง

7. หลีกเลี่ยงการรับประทานยาอมผสมยาปฏิชีวนะทุกครั้งเมื่อมีอาการเจ็บคอ

8. หลีกเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะทา หรือโรยใส่แผลสด

9. หลีกเลี่ยงการซื้อยาชุดแก้อักเสบรับประทานเองเมื่อมีอาการป่วย

10. หลีกเลี่ยงการซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานจากบุคคลที่ไม่ใช่เภสัชกร

 

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ คือ วิธีแนะนำเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดอาการดื้อยา เมื่อเรารู้สึกตัวว่ากำลังจะเจ็บป่วยไม่ว่าจะป่วยน้อยหรือป่วยหนัก ควรศึกษาหาความรู้ถึงอาการป่วยของเราให้ดีก่อน ก่อนจะซื้อยามารับประทานเพื่อรักษาตัวเอง หากไม่มั่นใจควรไปหาหมอ เพื่อทำการรักษาจะดีที่สุด เพราะคุณหมอจะเป็นผู้วินิจฉัยอาการและวิธีรักษาได้ดีกว่า อย่าลืมว่าการคุยกันของแพทย์และคนไข้จะทำให้การรักษาเป็นไปในทิศทางเดียวกันมากที่สุด และนี่คือวิถีแห่ง “กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ : ข้อมูลจาก ผศ.นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย


ผู้หญิงนั่งนานๆ-เสี่ยง-ภาวะเปราะบาง_web.jpg

“การนั่ง” เป็นอีกหนึ่งอิริยาบถของมนุษย์และถือเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต นอกจากนี้ ยังเป็นการพักผ่อนร่างกายและจิตใจเพื่อให้เกิดการผ่อนคลายจากอาการเมื่อยล้าต่างๆ แต่การนั่งเป็นเวลานานๆ ส่งผลอันตรายต่อสุขภาพ!

 ไม่ว่าจะเวลาทำงาน เวลานั่งเล่น หรือจะเวลาพักผ่อน ยิ่งนั่งนานมากเท่าไร โอกาสที่จะเสียชีวิตก็มีมากขึ้น แม้ว่าจะออกกำลังกายเป็นประจำก็ตาม มีงานวิจัยระบุไว้ว่า การนั่งเป็นเวลาติดกันนานเกินไปส่งผลให้หัวใจและหลอดเลือดแย่ลง เพิ่มความเสี่ยงของโรคเบาหวาน และสมองหดตัว และแย่กว่านั้นหากเป็นผู้สูงอายุ การนั่งนาน ๆ จะกลายเป็นสิ่งที่อันตรายอย่างยิ่ง ทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะพิการและเกิดภาวะสมองเสื่อม และอาจเกิดภาวะที่เรียกว่า “ร่างกายเปราะบาง”

ภาวะร่างกายเปราะบางคืออะไร? ภาวะเปราะบางไม่ใช่โรค แต่เป็นภาวะหนึ่งของร่างกายอยู่ตรงกลางระหว่างความสามารถในการทำงานได้และไม่ได้ อยู่ระหว่างรอยต่อของสุขภาพดีและเป็นโรค เปรียบเสมือนชีวิตอยู่บนเส้นด้าย เป็นปัญหาสุขภาพที่พบกันมากในหมู่ผู้สูงอายุ ส่งผลทางด้านร่างกายและจิตใจ ผู้ที่อยู่ในภาวะนี้ความสามารถในการทำงานของระบบต่าง ๆ จะลดลง ความรุนแรงเวลาเจ็บไข้ได้ป่วยจะมากขึ้น การทรงตัวย่ำแย่ อาจประสบอุบัติเหตุ อย่างเช่น เสียการทรงตัวและอาจล้มซึ่งเป็นสิ่งที่อันตรายมากสำหรับผู้สูงอายุ

 

“ร่างกายเปราะบาง” ส่งผลกระทบต่อผู้หญิงอย่างไรบ้าง?

นักวิจัยทั้ง 3 ท่าน ได้แก่ Maja Susanto, Ruth Hubbard และ Paul A Gardiner วิเคราะห์ข้อมูลจาก  Australian Longitudinal Study of Women’s Health โดยมีผู้หญิงที่เกิดระหว่างปี พ.ศ.2489-2494 เป็นผู้เข้าร่วมทดลอง โดยกลุ่มตัวอย่างรายงานเวลาที่ตนเองใช้นั่งในแต่ละวัน

นักวิจัยประเมินความเปราะบางของผู้หญิงโดยใช้สเกลที่เรียกว่า FRAIL ตั้งแต่ 0 (สุขภาพดี) ถึง 5 (อ่อนแอ) และแบ่งเวลาการนั่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ระดับต่ำ (3.5 ชั่วโมงต่อวัน) ระดับปานกลาง (5.5 ชั่วโมงต่อวัน) และระดับสูง (10 ชั่วโมงต่อวัน) อย่างไรก็ตาม The Centers for Disease Control and Prevention (CDC) ระบุว่า ผู้หญิงควรใช้เวลานั่งให้น้อยลง และหมั่นเคลื่อนไหวร่างกายบ่อยๆ ส่วนผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาที สัปดาห์ละ 2 วัน เพิ่มความแข็งแรงให้กับร่างกาย และลดภาวะความเปราะบาง

Paul A Gardiner หนึ่งในทีมนักวิจัย อธิบายความหมายของความอ่อนแอไว้ว่า “คนที่อยู่ในภาวะเปราะบางจะมีพลังสำรองที่ใช้สำหรับฟื้นตัวหลังจากเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บน้อยลง และยังมีความเสี่ยงสูงที่จะเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล เข้าไปอาศัยในบ้านพักคนชรา และเสียชีวิตก่อนวัยอันควร” การวิจัยครั้งนี้ทำให้เห็นว่า ถึงแม้ว่าผู้หญิงจะมีอายุยืนกว่าผู้ชาย แต่ก็มีปัจจัยอื่นที่จะเพิ่มความเสี่ยงในการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

จากงานวิจัยชิ้นนี้พบว่า ผู้หญิงที่ใช้เวลาในการนั่งนานๆ อย่างน้อย 10 ชั่วโมง/วัน หรือมากกว่านั้น มีความเสี่ยงสูงที่จะตกอยู่ในภาวะเปราะบาง ขณะที่ผู้หญิงที่ใช้เวลานั่งประมาณ 2 ชั่วโมง/วัน จะมีความเสี่ยงที่จะตกอยู่ในภาวะเปราะบางน้อยมาก

 

แล้วควรป้องกันการเกิดภาวะเปราะบางอย่างไร?

1.ออกกำลังกาย ทั้งออกกำลังกายต้านทานและการออกกำลังกายแอโรบิก โดย The Centers for Disease Control and Prevention (CDC) ระบุว่า ผู้หญิงควรใช้เวลานั่งให้น้อยลง และหมั่นเคลื่อนไหวร่างกาย ส่วนผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาที สัปดาห์ละ 2 วัน

2.ทานอาหารเสริม โดยเพิ่มระหว่างมื้ออาหาร อาหารเสริมโปรตีนช่วยในการรักษามวลกล้ามเนื้อ รวมถึงการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

3.ประเมินสิ่งแวดล้อมภายในบ้าน รวมถึงความปลอดภัย เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดการพลัดหกล้ม เช่น สร้างราวจับในห้องน้ำ ตรวจเช็ค พื้น ผนัง พื้นลาดเอียง อย่าให้ลื่น รวมถึงควรมีสภาพแสงที่เหมาะสมและระบบกดเรียกฉุกเฉิน

 

รู้แบบนี้แล้ว… ควรใช้ระยะเวลาในการนั่งให้พอดี และหมั่นออกกำลังกายให้พอเหมาะ เพื่อป้องกัน “ภาวะเปราะบาง” ภัยเงียบที่อาจเป็นฉนวนเริ่มแรกของปัญหาสุขภาพในระยะยาว


Banner_welltitude_7-สัญญาณหัวใจาย.jpg

“หัวใจวาย” ภัยเงียบที่คร่าชีวิตมนุษย์อย่างเฉียบพลัน เพราะเป็นสาเหตุอันดับต้นของการเสียชีวิต ดังนั้น อย่าลืมตรวจสอบ 7 สัญญาณเตือน “หัวใจวาย” ในร่างกายเรา หากพบว่ามีอาการดังกล่าว ควรรีบพบแพทย์ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

“หัวใจวาย” อีกหนึ่งอาการที่คร่าชีวิตใครหลาย ๆ คน เพราะเป็นสาเหตุอันดับต้นของการเสียชีวิต ซึ่งเกิดจากการที่หลอดเลือดหัวใจอุดตันอย่างเฉียบพลัน และขัดขวางการไหลของเลือดจนทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงหัวใจได้ เมื่อหัวใจขาดเลือด ผลที่ตามมาก็คือกล้ามเนื้อหัวใจถูกทำลาย เมื่อกล้ามเนื้อหัวใจเริ่มตายไป อาการอาจเป็นอยู่นานกว่า 15 นาที และไม่ทุเลาลงโดยการพัก หรือได้รับยา ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษา เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจที่ขาดเลือดอาจจะตายลงได้ภายในไม่กี่นาที และอาจส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้

ล่าสุด “หัวใจวาย” เกิดขึ้นกับนักแสดงและผู้กำกับรุ่นใหญ่ “อาเปี๊ยก-พิศาล อัครเศรณี” ที่จากไปอย่างกระทันหัน ด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลัน ถือได้ว่าเป็นภัยเงียบที่ร้ายแรง ไม่แสดงอาการให้เห็นในระยะเริ่มแรก หรืออาจจะเป็นแค่เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่บ่งบอกถึงสัญญาณของโรคหัวใจ

เว็บไซต์ Reader’s Digest ได้สรุป 7 สัญญาณเตือนเกี่ยวกับอาการ “หัวใจวาย” หากพบว่ามีอาการดังกล่าว ควรรีบทำการรักษาหรือพบแพทย์ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

7 สัญญาณเตือน “หัวใจวาย” มีอะไรบ้าง?

1. มีอาการอ่อนเพลียมาก : ผู้ที่มีอาการหัวใจวายจะมีอาการเหนื่อยจนไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันของตัวเองได้ เพราะเมื่ออาการหัวใจวาย ระบบไหลเวียนเลือดจะลดลง ส่งผลให้เกิดภาวะตึงเครียดในกล้ามเนื้อ ซึ่งจะทำให้เกิดอาการอ่อนเพลียได้ ฉะนั้น หากเกิดอาการอ่อยเพลียให้รีบไปพบแพทย์โดยทันที

2. มีอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรง บริเวณหลัง แขน หน้าอก : อาการเจ็บปวดเป็นสัญญาณเงียบของหัวใจวาย เมื่อเซลล์กล้ามเนื้อเริ่มขาดออกซิเจนจะส่งผลให้เกิดอาการเจ็บปวด ซึ่งเมื่อเกิดอาการหัวใจวาย หลอดเลือดหัวใจจะถูกปิดกั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ออกซิเจนในเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อ อาการนี้จะส่งสัญญาณไปยังสมอง
สมองจะเกิดอาการสับสน ทำให้เกิดอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรงที่บริเวณอื่น ๆ

3. หายใจถี่ : หากมีอาการหายใจถี่ อาจจะเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า คุณกำลังเผชิญกับโรคหัวใจ เพราะหัวใจนั้นมีส่วนสำคัญในการลำเลียงออกซิเจนไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และช่วยขจัดคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งถ้าหากหัวใจเกิดทำงานผิดปกติก็อาจจะทำให้คุณหายใจถี่ได้

4. แสบร้อนกลางอก : อาการแสบร้อนกลางอกไม่ได้เป็นแค่เพียงอาการของโรคกรดไหลย้อนเท่านั้น เพราะอาการดังกล่าวส่งผลทำให้คุณไม่สามารถทำอะไรได้ อาจจะเป็นเพราะสาเหตุของโรคหัวใจ เพราะโรคหลอดเลือดหัวใจตีบสามารถทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอกได้ ดังนั้น ควรรีบพบแพทย์ทันที

5. คลื่นไส้ อาเจียน ลำไส้ปั่นป่วน : อาการคลื่นไส้ อาเจียน หรืออาการลำไส้ปั่นป่วน เป็นสัญญาณเตือนภาวะหัวใจล้มเหลว ดังนั้นหากพบว่าร่างกายไปต่อไม่ไหว อย่าฝืน! รีบไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาโดยด่วน

6. อึดอัดบริเวณคอ และขากรรไกร : อาการอึดอัดเหล่านี้มักจะพบกับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหัวใจอย่างหนึ่ง โดยสาเหตุนั้นเกิดจากการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกาย เช่น โรคหัวใจ ซึ่งจะส่งผลต่อประสาทความรู้สึก แต่อาการเหล่านี้เกิดขึ้นได้น้อยกว่าอาการเจ็บหน้าอก หากมีอาการดังกล่าว ควรรีบไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุด

7. มีอาการบางอย่างผิดปกติ : ผู้ป่วยที่มีอาการบางอย่างผิดปกติไปจากเดิม ถือเป็นสัญญาณเงียบที่ไม่ควรละเลย แม้ว่าผลที่ออกมาอาจไม่ใช่อย่างที่คิด แต่การเชื่อสัญชาตญาณของตัวเอง อาจทำให้คุณปลอดภัยจากอาการหัวใจวายรุนแรงได้

บุคคลเสี่ยงต่อการเกิด “หัวใจวาย”

บุคคลเสี่ยงต่อการเกิด “หัวใจวาย” ไม่เพียงแต่ผู้ที่เป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว เพราะทุก ๆ คนสามารถเกิดอาการหัวใจวายได้

1. ผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง ชอบกินอาหารมันๆ
2. ผู้ที่สูบบุหรี่จัด
3. ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง
4. ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน
5. คนอ้วน ไม่มีเวลาออกกำลังกาย
6. เครียดง่าย เครียดบ่อย
7. คนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคหัวใจ

ดังนั้น “หัวใจวาย” ถือเป็นภัยเงียบที่อันตรายต่อร่างกายและชีวิตของเราอย่างมาก จึงไม่ใช่เรื่องที่ควรจะละเลย หากเรารู้ตัวและรีบทำการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยทำให้อาการดังกล่าวทุเลาลงได้ ฉะนั้น สุขภาพของทุกคนสำคัญที่สุด อย่าลืมใส่สุขภาพของตัวเองเสมอ ดูแลและรักษาสุขภาพให้แข็งแรงไปเรื่อย ๆ น่าจะดีที่สุด ดังคำกล่าวที่ว่า “การไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริญ”

ขอขอบคุณ : ข้อมูลจาก เว็บไซต์ Reader’s Digest


Banner_welltitude_ไม่ออกกำลังกายอันตรายยิ่งกว่าสูบบุหรี่.jpg

ผลการวิจัยระบุว่า คนที่ไม่ออกกำลังกายจะมีอัตราความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงถึง 500% และการที่คนเราไม่ออกกำลังกาย มีอัตราความเสี่ยงต่อสุขภาพมากกว่าคนที่สูบบุหรี่ถึง 3 เท่า ส่งผลต่อการเจ็บป่วยเป็นโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ได้ง่าย

“การออกกำลังกาย ทำให้ร่ายกายแข็งแรง” คำพูดที่ใครหลาย ๆ คน มักพูดกรอกหูอยู่เสมอ เพื่อให้แต่ละคนหันมาสนใจการออกกำลังกาย บางคนพอจะสละเวลาสัก 30 นาที – 1 ชั่วโมง เพื่อมาเดิน วิ่ง จ็อคกิ้ง แอโรบิค ไทเก็ก ฯลฯ ได้บ้าง แต่บางคนไม่มีเวลาจริง ๆ ทำให้ไม่ได้ออกกำลังกาย ขณะที่บางคนก็ขอบายกับการออกกำลังกายไปเลย เพียงเพราะคำว่า “เหนื่อย” แต่รู้ไหมว่าการไม่ออกกำลังกายเลย อันตรายต่อร่างกายอย่างมากที่สุด

สำนักข่าว CNN รายงานว่า Dr.Wael Jaber ผู้ชำนาญการด้านหัวใจ ศูนย์การแพทย์คลีฟแลนด์ เปิดเผยผลการวิจัยชิ้นหนึ่งที่ระบุว่า การออกกำลังประเภทคาร์ดิโอส่งผลดีต่อร่างกาย ส่งผลดีต่อระบบความดันโลหิต ยิ่งออกกำลังมากเท่าไหร่ คุณก็จะมีชีวิตที่ดีและยืนยาวขึ้น ในทางกลับกันการดำเนินชีวิตในรูปแบบของการไม่ออกกำลังกายเลย ส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว แค่คุณนั่งทำงานเป็นเวลานาน ๆ นั่งเฉยอยู่หน้าคอม นั่นเป็นบ่อเกิดของโรคร้ายทีจะเข้ามาในชีวิตคุณ สุดท้าย วิธีแก้ปัญหาหรือรักษาสุขภาพให้ดี ก็คือ “การออกกำลังกาย”

ถ้าให้เปรียบเทียบระหว่างคนที่ไม่ออกกำลังกายกับคนที่ออกกำลังกาย ซึ่งคนที่ไม่ออกกำลังกายจะมีอัตราความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงถึง 500% และหากเปรียบเทียบกิจกรรม 2 อย่าง ระหว่าง “การนั่งเฉย ๆ” และ “การสูบบุหรี่” ผลการวิจัยระบุว่า “การนั่งเฉย” มีความเสี่ยงสูงกว่า “การสูบบุหรี่” ถึง 3 เท่า

ส่วนคนที่ออกกำลังกายน้อยกับคนที่ออกกำลังกายบ่อย ผลการวิจัยพบว่า คนที่ออกกำลังกายน้อยจะมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากกว่าคนออกกำลังกายเป็นประจำถึง 390% เลยทีเดียว และอีกหนึ่งประเด็นคือ การที่คนเรามีอายุมากก็ไม่จำเป็นที่จะต้องออกกำลังกาย ความคิดนี้เป็นความคิดที่ผิด เพราะความจริงแล้วไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ การออกกำลังกายส่งผลดีต่อร่างกายเสมอ

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นนี้สอดคล้องกับมนุษย์เงินเดือนได้อย่างชัดเจน เพราะรูปแบบการดำเนินชีวิตของมนุษย์เงินเดือนทั้งหลายจะหนีไม่พ้นกับการนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เสร็จงานแล้วก็กลับบ้าน ทานข้าว แล้วก็นอน สุดท้ายแล้ว ขอย้ำเลยว่า การที่คุณไม่ออกกำลังกาย ต่อให้คุณไม่ดื่มสุราหรือสูบบุหรี่ คุณก็มีความเสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคร้ายมากไปคนที่สุบบุหรี่ด้วยซ้ำ

ขอขอบคุณ : เนื้อหาจาก สำนักข่าว CNN


Banner_welltitude_5พฤติกรรมเสี่ยงโรคเบาหวาน.jpg

14 พฤศจิกายน ของทุกปี “วันเบาหวานโลก” เพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักถึงการเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจของโรคเบาหวานทั่วโลก และเพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคเบาหวาน ลองสำรวจ 5 พฤติกรรมเสี่ยงที่ควรลด ละ เลิก ป้องกัน “โรคเบาหวาน” ที่อันตรายถึงขั้นตายได้

วันที่ 14 พฤศจิกายน ของทุกปี สหพันธ์เบาหวานนานาชาติ และองค์การอนามัยโลก กำหนดให้เป็น “วันเบาหวานโลก” เพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักถึงการเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจของโรคเบาหวานทั่วโลก ซึ่งในความเป็นจริงแล้วโรคเบาหวานอันตรายอย่างมาก เพราะเป็นจุดเริ่มต้นแห่งโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ อาทิ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคตา โรคไต เป็นต้น เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ทุก ๆ คน ป่วยเป็นโรคเบาหวาน เรามี 5 พฤติกรรมที่มีความเสี่ยง “โรคเบาหวาน” อันตรายถึงขั้นเสียชีวิต ซึ่งต้องลด ละ เลิก พฤติกรรมดังกล่าว

1. รับประทานอาหารรสจัดเป็นประจำ : หวานจัด มันจัด หรือเค็มจัด อาหารรสชาติที่กล่าวมาข้างต้นล้วนไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพ เพราะไม่ใช่แค่โรคเบาหวานที่จะเข้ามา แต่โรคเส้นเลือดหัวใจตีบตันก็อาจจะเข้ามาด้วย แล้วยิ่งถ้าชอบอาหารรสหวานๆ ถึงขั้นหวานจัด ส่งผลให้เกิดการสะสมปริมาณระดับน้ำตาลในเลือดได้เช่นกัน

2. ความอ้วน น้ำหนักเกินกำหนด ไขมันสูง : สำหรับใครที่ชอบรับประทานอาหารประเภทของทอด ของมัน หรืออาหารที่มีรสหวาหรือมีคอเลสเตอรอลสูง พฤติกรรมเหล่านี้เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานทั้งนั้น เพราะเมื่อน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้น มีไขมันสะสมเยอะ จะทำให้ตับอ่อนต้องทำงานหนัก เมื่อทำงานหนักก็จะยิ่งเสื่อมเร็วขึ้น ส่งผลให้ร่างกายผลิตอินซูลินได้น้อยลง ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเช่นกัน ซึ่งอันตรายมากและเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมา

3. ภาวะความเครียด : ความเครียดของบุคคลนั้นเป็นปัจจัยที่ส่งผลเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ มากมาย หนึ่งในนั้นคือเบาหวาน เนื่องจากเวลาที่เราเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมา และฮอร์โมนนี้เองที่จะไปกระตุ้นให้ร่างกายปล่อยพลังงานออกมาในรูปแบบของน้ำตาล ยิ่งเครียดมาก ๆ ระดับน้ำตาลในเลือดก็ยิ่งสูงมากขึ้นเช่นกัน

4. กินเหล้า-สูบบุหรี่จัด : ข้อมูลจาก อ.นพ.เกบ เมียคิน เรื่อง Why Excess Alcohol Increases Diabetes Risk ระบุว่า จากการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างของชาวสวีเดนที่อายุระหว่าง 35-61 ปี มากกว่า 5,100 คน พบว่าการดื่มแอลกอฮอล์เกิน 2 ดริ๊งค์ (แอลกอฮอล์ 48 กรัม) ในคนที่น้ำหนักตัวประมาณ 70 กก. เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวาน เพราะตับที่เป็นอวัยวะหลักในการทำลายแอลกอฮอล์ในกระแสเลือด จะต้องใช้เวลาถึง 1 ชั่วโมงในการทำลายแอลกอฮอล์ 1 ดริ๊ง ฉะนั้น ถ้าดื่มเกิน 2 ดริ๊งค์ ตับจะเริ่มทำงานหนักเกินกำลัง เกิดการสะสมไขมันไตรกลีเซอไรด์ในตับ จนกลายเป็นภาวะไขมันเกาะตับ ซึ่งส่งผลให้ร่างกายดื้อต่ออินซูลิน นอกจากนี้การสูบบุหรี่ก็จะยิ่งทำให้การทำงานของอินซูลินแย่ลง ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นนั่นเอง

5. ไม่ออกกำลังกาย : การออกกำลังกายที่พอเหมาะจะช่วยให้ร่างกายตอบสนองกับอินซูลิน ซึ่งเป็นตัวควบคุมน้ำตาลไม่ให้สูงเกินปกติได้ดีขึ้น สามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดโดยเผาผลาญให้กลายเป็นพลังงาน เนื่องจากโรคเบาหวานเกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลให้เป็นพลังงานได้อย่างเต็มที่ ทำให้มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง จนเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ทั้งนี้ การหักโหมออกกำลังกายมากเกินไปก็ไม่เป็นผลดีเช่นกัน เพราะเวลาที่ร่างกายหลั่งสารอะดรีนาลีนออกมามากเกินไป ก็จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงได้เช่นกัน

ทั้งหมดนี้คือ 5 พฤติกรรมเสี่ยงต่อ “โรคเบาหวาน” ซึ่งหากไม่ดูแลตนเอง ก็อาจะส่งผลอันตรายต่อร่างกายได้ ฉะนั้น พฤติกรรมการใช้ชีวิตของตัวเราเองสำคัญมากที่จะลดการเกิดโรคเบาหวานได้ ลองสำรวจตัวเราเองว่าคุณยังมีพฤติกรรมเสี่ยง 5 อย่างหรือไม่ ถ้ามีควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสียตั้งแต่วันนี้ ดีกว่าต้องมาทรมาณรักษาโรคเบาหวานในช่วงบั้นปลายชีวิต หรือถ้าโคร้ายอาจจะเสียชีวิตก่อนวัยอันควรก็ได้

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลพญาไท


Banner_welltitude_กาวตราช้างใช้ลอกสิวเสี้ยนได้-จริงเหรอ.jpg

กรมการแพทย์ย้ำการลอกสิวเสี้ยนด้วยวิธีดังกล่าวเป็นวิธีที่ผิด เสี่ยงผิวหนังอักเสบ เกิดการระคายเคือง หลังมีการแชร์คลิปวิธีการลอกสิวเสี้ยนด้วยการใช้กาวตราช้างกับกระดาษทิชชู 

“ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง” ผู้หญิงรักสวยรักงาม ผู้ชายเองก็ต้องดูดีมีแฮนด์ซัมอยู่ตลอดเวลา เรียกได้ว่าหัวจรดเท้าต้องดูดี สวย หล่อ เฟอร์เฟกซ์ จะว่าไป “ใบหน้า” ของเรา ก็เป็นส่วนสำคัญที่จะบ่งบอกถึงความสวยหล่อสะอาดดูดีของตัวเรา ใบหน้าของเราที่ต้องดูดี จะต้องปราศจากสิว กระ สิวเสี้ยน หน้ามัน ฯลฯ แต่หากมีขึ้นมา ก็ต้องทำการรักษาให้หาย อย่างเช่น หน้ามัน ก็ต้องล้างหน้าด้วยโฟมล้างหน้า , เป็นสิวก็ต้องใช้เจลแต้มสิว , มีสิวเสี้ยนที่จมูก ก็ต้องใช้แผ่นลอกสิวเสี้ยน

เมื่อพูดถึงเรื่องของสิวเสี้ยนนั้น ล่าสุด มีการแชร์คลิปวิธีการลอกสิวเสี้ยนด้วยการใช้กาวตราช้างกับกระดาษทิชชู โดยนำกาวตราช้างมาทาที่จมูก แล้วนำกระดาษทิชชู่มากดปิดไว้ จากนั้นดึงออก แล้วสิวเสี้ยนจะลอกออกมาด้วย หลังจากมีการเผยแพร่คลิปสาธิตดังกล่าวออกไป ก็มีผู้เข้าชมเป็นจำนวนมาก ซึ่งวิธีดังกล่าวนั้นเป็นวิธีที่ผิดและอันตรายต่อผิวอย่างมาก

เรื่องนี้ พญ.มิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์บอกว่า วิธีดังกล่าวเป็นวิธีที่ผิดและทำให้เกิดอันตราย เพราะอาจส่งผลทำให้เกิดอาการผิวหนังอักเสบได้ และหากใช้ปริมาณกาวมากจนเกินไป อาจทำให้มีผลข้างเคียงมากขึ้น และหากกาวไปสัมผัสบริเวณผิวหนัง-อวัยวะส่วนอื่นของร่างกาย อาทิ ดวงตา ริมฝีปาก ผิวหนัง ซึ่งอาจทำให้เกิดการระคายเคือง ทำให้ผิวหนังไหม้และเป็นแผลอย่างถาวรได้

ทั้งนี้ กาวตราช้างเป็นสารเคมีในกลุ่มไซยาโนอะคริเลต(cyanoacrylate) มีคุณสมบัติเป็นสารยึดติดที่แห้งเร็ว ทำให้วัสดุติดทนนาน โดยปกติการใช้กาวดังกล่าวต้องระวังไม่ให้สัมผัสโดยตรงที่ผิวหนัง นอกจากนี้ การสลายตัวของสารจะมีการปล่อยสารฟอร์มัลดีไฮด์ และอัลคิลไซยาโนอะคริเลต อาจเกิดพิษต่อเนื้อเยื่อและระบบทางเดินหายใจได้อีกด้วย

ฉะนั้น สำหรับใครที่รักสวยรักงาม ต้องการกำจัดสิวเสี้ยน ควรเลือกวิธีที่มีความปลอดภัยกับร่างกาย อาทิ การใช้ไข่ขาวหรือการใช้แผ่นลอกสิวเสี้ยน แม้ว่าจะมีราคาแพงกว่ากาวตราช้าง แต่ถือว่ามีความปลอดภัย ไม่เป็นพิษ และออกแบบผลิตภัณฑ์มาเพื่อให้ใช้งานได้ง่ายและปลอดภัยกว่านั่นเอง


Banner_welltitude_การลดน้ำหนักกับทฤษฎีแรงจูงใจ.jpg

คนส่วนใหญ่ย่อมปราถนาที่จะมีหุ่นดี ผอม ไม่อ้วน ซึ่งคนมีอ้วนหรือมีน้ำหนักตัวมากจึงพยายามหาทุกวิถีทางในการ “ลดน้ำหนัก” ซึ่งมีแรงจูงใจหลากหลายอย่างให้เขาได้ลงมือทำ นั่นคือ การที่มีหุ่นที่ดี สุขภาพที่ดี นั่นเอง

ผอม สวย หล่อ หุ่นดี เฟอร์เฟกซ์ เซ็กซี่ เชฟบ๊ะ สเลนเดอร์ คำเหล่านี้ใครหลายๆ คนก็ปราถนาที่จะมีรูปร่างที่เป๊ะ คือไม่อ้วน และไม่ผอมจนแห้งจนเกินไป หลายคนเกิดมาได้รับการเลี้ยงดูปูเสื่อไม่เหมือนกัน จนทำให้รู้จักกับว่า “ผอม สมส่วน อ้วน” หลายคนคงไม่อยากที่จะอ้วน เพราะความอ้วนนั้นไม่ใช่เรื่องดีต่อสุขภาพร่างกายเราเลย มีแต่ผลเสียล้วนๆ ร่างกายเรามีแต่ไขมันตามส่วนของร่างกาย หากไม่ออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก หรือทำให้ร่างกายอ้วนยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม โรคภัยไข้เจ็บจะมาเยือนได้อย่างง่ายดาย

คนเราเมื่อรู้ว่าตัวเองมีความอ้วนหรือรู้ตัวว่าเราน้ำหนักขึ้น เข้าข่ายอ้วนขึ้นกว่าเดิม ปัจจัยหลักสำคัญก็คือการรับประทานอาหาร โดยเฉพาะอาหารประเภทไขมัน นั่นล่ะตัวที่ทำให้คุณอ้วนขึ้นได้อย่างง่ายดาย หากเราไม่หาวิธีเบิรน์มันออกไป น้ำหนักคุณก็ขึ้น รูปร่างของคุณก็จะค่อยๆ ขยายพองขึ้น ใหญ่ขึ้น แล้วคนที่เขาผอม หุ่นดีล่ะ เขาทำอย่างไรถึงหุ่นดีได้ตลอด ก็เพราะว่าเขารู้จักเลือกรับประทานอาหาร และ ออกกำลังกายอยู่เสมอนั่นเอง

“คนอ้วนอยากผอม” แนวคิดนี้สามารถปฏิบัติได้จริงหรือไม่? บอกเลยว่า สามารถทำได้แน่นอน ถ้าคุณมี “แรงจูงใจ” ที่จะลงมือทำ อย่างที่เราเห็นในโลกโซเชียลมีเดียหรือในกระทู้พันทิปที่มีการแชร์เรื่องราวการลดน้ำหนักจากอ้วนกลายเป็นผอม ในระยะเวลาสั้น และด้วยวิธีการต่างๆ คุณในฐานะผู้รับสารเมื่ออ่านคอนเทนท์นี้แล้ว ก็มีแรงจูงใจที่จะอยากทำบ้างใช่ไหมล่ะ? นั่นล่ะ คุณกำลังมี “แรงจูงใจ” ที่จะลงมือลดน้ำหนักแล้ว

การเกิด “แรงจูงใจ” กับบุคคลนั้น อับราฮัม มาสโลว์ อธิบายความหมายของคำนี้ว่า เป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมต่างๆ ดังนั้น ก่อนที่บุคคลจะมีพฤติกรรมใดๆ ขึ้นมา ต้องเริ่มด้วยกระบวนการของความคิดแล้วเกิดการตัดสินใจที่จะกระทำหรือมีพฤติกรรมขึ้น ส่วน Petri อธิบายความหมายของคำว่า “แรงจูงใจ” ว่าเป็นแนวคิดที่ใช้เมื่อต้องการอธิบายถึงพลังหรือแรง (Force) ที่เกิดขึ้นหรือมีอยู่ในสิ่งมีชีวิตที่ส่งผลต่อพฤติกรรม ขณะเดียวกันแนวคิดเกี่ยวกับแรงจูงใจสามารถอธิบายความแตกต่างในเรื่องของความรุนแรงของพฤติกรรมได้ด้วย กล่าวคือ ยิ่งมีระดับแรงจูงใจมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้เกิดพฤติกรรมที่รุนแรงมากขึ้นเท่านั้น

กล่าวโดยสรุป “แรงจูงใจ” (Motivation) หมายถึง ปัจจัยต่างๆ ที่เป็นแรงกระตุ้นหรือผลักดันให้บุคคลมีพฤติกรรมแสดงออกมาอย่างมีทิศทาง เครื่องบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ ทั้งนี้ แรงจูงใจประกอบด้วย ความต้องการ (Needs) , แรงขับเคลื่อน (Drive) , การกระตุ้นเร่งเร้า (Urges) และ แรงปรารถนา (Wishes) ซึ่งตัวแปรทั้งหมดก่อให้เกิดเหตุการณ์ที่นำไปสู่การแสดงออกทางพฤติกรรมนั่นเอง

ฉะนั้น คนส่วนใหญ่ที่หันมาออกกำลังกายด้วยวิธีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย เล่นกีฬา ควบคุมอาหาร หรือแม้กระทั่งเข้าคลินิกดูดไขมัน ทุกคนล้วนมีแรงจูงใจสำคัญนั่นคือการ “ลดน้ำหนัก” เป้าหมายของแรงจูงใจนี้ คือ การที่ตนเองจะได้ผอม หุ่นดี ไม่อ้วน และเมื่อเราผอมแล้ว คนรอบข้างเขาก็จะไม่มองเราหรือทักกับเราว่า “ไอ้อ้วน อีอ้วน อ้วนจัง” เพราะได้ยินคำนี้บ่อยๆ ก็ทำให้เราเสียสุขภาพจิตได้เช่นกัน


หัวใจล้มเหลว-ภัยเงียบที่คร่าชีวิต-เฉลี่ยชั่วโมงละ-6-คน_web.jpg

“โรคหัวใจล้มเหลว” คร่าชีวิตประชากรบนโลกใบนี้ไปจำนวนมาก เฉลี่ย 17 ล้านคนจากประชากรทั่วโลก ขณะที่ในประเทศไทยมีจำนวนผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลวเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2556 หรือเฉลี่ย 6 คน/ชั่วโมง

รู้หรือไม่ว่า “โรคหัวใจล้มเหลว” คร่าชีวิตประชากรบนโลกใบนี้ไปจำนวนมาก ซึ่งข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก รายงานว่า พบผู้ป่วยประมาณ 17 ล้านคนทั่วโลกเสียชีวิตจากโรคภาวะหัวใจล้มเหลว ซึ่งหากไม่เร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าว คาดว่าจะมีผู้เสียชีวิตภาวะนี้เพิ่มขึ้นเป็น 23 ล้านคนในปี 2573 ขณะเดียวกัน ในประเทศไทยมีจำนวนผู้ป่วยจากโรคหัวใจล้มเหลวที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2556 และมีผู้เสียชีวิตจากประชากรทั้งโลก 54,530 คน เฉลี่ย 150 คน/วัน หรือเฉลี่ย 6 คน/ชั่วโมง ซึ่งนับว่ามีจำนวนอัตราการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นมากทุกปี

นพ.นรศักดิ์ สุวจิตตานนท์ แพทย์ด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลพระรามเก้า เปิดเผยว่า หัวใจนับว่าเป็นอวัยวะที่ทำงานตลอดเวลา 24 ชั่วโมง และทำหน้าที่ส่งเลือดผ่านไปยังหลอดเลือดผ่านไปยังหลอดเลือดอวัยวะทุกส่วนในร่างกาย รวมไปถึงการเลี้ยงหัวใจ หากหลอดเลือดใดหลอดเลือดหนึ่งของหัวใจมีความผิดปกติไป หัวใจก็จะทำงานหนักมากขึ้น จนก่อให้เกิดปัญหาหัวใจวาย หรือที่เรียกกันว่า “หัวใจล้มเหลว” และเสียชีวิตในที่สุด

ซึ่งภาวะหัวใจล้มเหลวถือเป็นอีกหนึ่งสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยในปัจจุบันที่เกิดจากความผิดปกติของโครงสร้างและการทำงานของหัวใจ ส่งผลให้หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ หรือแม้กระทั่งรับเลือดกลับเข้าสู่หัวใจได้ตามปกติ ซึ่งจะส่งผลให้หัวใจหยุดทำงาน

สำหรับโรคหัวใจล้มเหลวอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งต้องอาศัยการตรวจวินิจฉัยเพื่อที่จะรักษาได้ตรงจุด มิฉะนั้นการรักษาจะเป็นเพียงการบรรเทาอาการเบื้องต้นเท่านั้น ซึ่งสาเหตุแบ่งออกเป็น (1.) สาเหตุจากตัวหัวใจเอง อาทิ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หัวใจเต้นผิดจังหวะ ลิ้นหัวใจรั่ว ลิ้นหัวใจตีบ หรือมีน้ำในเยื่อหุ้มหัวใจ , (2.) สาเหตุอื่นๆ เช่น โลหิตจาง ไทรอยด์เป็นพิษ หลอดเลือดไปปอดอุดตัน และความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ และ (3.) ไม่รับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง ไม่ควบคุมอาหาร การซื้อยาแก้ปวดทานเอง การใช้สารเสพติด และดื่มแอลกอฮอล์

โดยอาการของโรคหัวใจมักส่งสัญญาณอันตรายด้วยอาการเหนื่อยง่าย แน่นและเจ็บหน้าอก ซึ่งเป็นอาการที่พบได้มากที่สุด และหากมีการนั่งพักแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น และเป็นมากขึ้น ถือว่าเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ ขณะที่บางรายมีอาการคลื่นไส้อาเจียนเหงื่อออกมากร่วมด้วยก็นับว่าเป็นความเสี่ยงที่สามารถส่งผลให้เกิดเป็นโรคหัวใจได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

แพทย์ด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวเพิ่มเติมว่า วิธีการรักษาจะแบ่งเป็นการรักษาด้วยยา เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาเพิ่มการบีบตัวของหัวใจ ยาขยายหลอดเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด ยาต้านหัวใจเต้นผิดปกติ ยาลดความดันโลหิตสูงที่มีฤทธิ์ชะลอการเสื่อมลงของกล้ามเนื้อหัวใจ ยาลดความดันที่ควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ หรืออาจจำเป็นต้องใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจในกรณีที่มีข้อบ่งชี้ เพื่อทำให้หัวใจห้องล่างซ้ายและขวาบีบตัวพร้อมกัน หรือในรายที่มีอาการมากๆ อาจจะจำเป็นต้องทำการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ ซึ่งการรักษาทั้งหมดนี้ก็ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ดูแลรักษาสุขภาพหัวใจให้แข็งแรงอย่าให้หัวใจล้มเหลวกลายเป็นภัยเงียบที่ทำอันตรายชีวิตคุณได้

“โรคหัวใจล้มเหลว” เกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย หากคุณไม่ดูแลและใส่ใจเรื่องสุขภาพ โรคภัยไข้เจ็บก็จะมาเยือนคุณอย่างแน่นอน และคุณก็อาจจะเป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากโรคอันตรายที่มาแบบเฉียบพลันได้อีกด้วย ฉะนั้น ใส่ใจสุขภาพกันตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในการใช้ชีวิตวันข้างหน้าอย่างสง่างามต่อไป

ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลพระรามเก้า


Banner_welltitude_เลือดข้น-มฤตยูเงียบ-อันตรายถึงตายได้.jpg

รู้หรือไม่? ภาวะเลือดข้น ส่งผลส่งต่อร่างกายมากแค่ไหน หากคุณให้ความสำคัญกับเรื่องของสุขภาพ คุณก็จะรู้ว่า ภาวะเลือดข้น ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องธรรมดาทั่วๆ ไป

สำหรับ “ภาวะเลือดข้น” เกิดจากการที่ภาวะไขกระดูกผลิตเซลล์เม็ดเลือดในจำนวนที่มากผิดปกติ ส่งผลให้เกิดภาวะ “เลือดข้น” มีผลต่อระบบไหลเวียนโลหิต ทำให้การไหลเวียนในร่างกายช้ากว่าปกติ ซึ่งอาจเกินขึ้นจากสาเหตุโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ปัญหาที่เกี่ยวกับไต เช่น เนื้องอกในไตเป็นต้น ไม่เพียงแค่นั้น ภาวะเลือดข้นมักมีสาเหตุมาจากการที่คุณมีน้ำหนักตัวเกิน การสูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือจากภาวะขาดน้ำในร่างกาย ซึ่งอาการของผู้ป่วยโรคภาวะเลือดข้น จะมีอาการมึนงง ปวดศีรษะ เวียนหัว ผิวหนังเป็นสีแดง มีอาการเหนื่อยง่าย ไม่มีเรี่ยวแรงบริเวณขา แขน มือ และ เท้า นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดข้นแบบ Polycythaemia Vera อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ อาทิ โรคหลอดเลือดในสมอง หัวใจล้มเหลว ลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด หลอดเลือดดำอุดตัน ฯลฯ ซึ่งเป็นภาวะที่ไขกระดูกทำงานลดลง ไม่สามารถผลิตเซลล์เม็ดเลือด มะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือลูคีเมีย (Leukemia) ได้ตามปกติ และภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้อันตรายจนอาจทำให้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้

เมื่อพบว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในภาวะ “เลือดข้น” ควรพบแพทย์ทันที เพราะเบื้องต้นแพทย์จะทำการวินิจฉัยโดยการ ตรวจเลือด ตรวจไขกระดูก และตรวจหาสารพันธุกรรม JAK2 ซึ่งวิธีการรักษาอันดับแรกๆ แพทย์มักจะเปลี่ยนถ่ายเลือดโดยการนำเอาเลือดของคุณออกจากร่างกาย ซึ่งเป็นวิธีการรักษาขั้นพื้นฐานที่นิยมกันมากที่สุด ช่วยลดปริมาณของเซลล์เม็ดเอกให้น้อยลง นอกจากนี้ แพทย์อาจจะให้ยารับประทาน เพื่อชะลอการทำงานของไขกระดูก

สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการภาวะเลือดข้นและอยู่ในระหว่างการรักษา ก็สามารถดูแลรักษาตัวเองได้ด้วยการ หาเวลาออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้เลือดไหลเวียนในร่างกายได้ดี , หลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่นหรือน้ำร้อน เพื่อป้องกันการระคายเคืองและอาการคันตามผิวหนัง และพยายามหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีอากาศหนาวหรือร้อนจนเกินไป เพราะจะส่งผลต่อการไหลเวียนของเลือด และควรพยายามดื่มน้ำมากๆ เพื่อป้องกันอาการเลือดข้นที่อาจจะเกิดขึ้นได้

ทางที่ดี ทุกๆ คนควรหาเวลาเข้าไปตรวจสุขภาพประจำปีอย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อที่เราจะได้ทราบว่า เราเจ็บป่วยหรือเป็นโรคอะไรหรือไม่ หากตรวจพบจะได้หาวิธีรักษาได้ทันเวลา อย่าลืมว่า “สุขภาพ เป็นเรื่องสำคัญ อย่าให้ความสำคัญในวันที่สายเกินไป”