ทำบุญ

สาบบุญห้ามพลาด-ไปรถไฟใกล้นิดเดียว.jpg

ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ คุณมีแพลนจะไปเที่ยวที่ไหนกันบ้าง สำหรับใครที่เป็นนักท่องเที่ยวสายธรรมะ เข้าวัดเข้าวา เคยไหมเข้าวัดทำบุญตักบาตรในกรุงเทพฯ บ่อยๆ แล้วอยากลองไปให้ไกลอีกสักหน่อย เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง…รบกวนฟังทางนี้ ลองนั่งรถไฟชิลล์ๆ ไหว้พระที่ต่างจังหวัด แบบว่า one-day-trip ไปเช้า-เย็นกลับ กันดีไหม?

สำหรับใครที่ยังไม่เคยท่องเที่ยวด้วยรถไฟมาก่อน บอกเลยว่า ควรค่ากับการลองสักครั้งหนึ่ง เพราะเราจะได้บรรยากาศแบบคลาสิค สัมผัสความสวยงามของบ้านเรือน ต้นไม้ใบหญ้า บรรยากาศธรรมชาติสองข้างทาง และที่สำคัญค่าโดยสารไม่แพง รับรองเลยว่าจะต้องติดใจจนต้องอยากเดินทางโดยรถไฟอีกครั้งแน่นอน

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ได้รวบรวมวัดวาอารามเด่นๆ ในต่างจังหวัด ที่สามารถเดินทางด้วยรถไฟแบบสบายๆ สไตล์สโลว์ไลฟ์ เที่ยวได้ใน 1 วัน ใช้เวลาไม่นานก็ถึงที่หมาย!

 

1. วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรวิหาร จ.นครปฐม

วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอกชนิดราชวรมหาวิหาร เป็นที่ประดิษฐานองค์พระปฐมเจดีย์ ถือว่าเป็นพระสถูปเจดีย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และ จ.นครปฐม ได้ใช้พระปฐมเจดีย์เป็นตราประจำจังหวัด ที่นี่จึงกลายเป็นหนึ่งแลนด์มาร์คสำคัญของ จ.นครปฐม และในเดือนพฤศจิกายนของทุกปีจะมีงานนมัสการองค์พระปฐมเจดีย์ ถือเป็นอีกหนึ่งงานใหญ่ของชาวนครปฐม

สำหรับการเดินทางโดยรถไฟ มีบริการรถไฟออกจากสถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) และสถานีรถไฟธนบุรี ไปยังจังหวัดนครปฐมทุกวัน โดยสถานีรถไฟกรุงเทพจะมีจำนวนรถวิ่งทั้งหมด 14 ขบวน/วัน ส่วนสถานีธนบุรี จะมีจำนวนรถวิ่งทั้งหมด 5 ขบวน/วัน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงเศษ ค่าโดยสารรถไฟประเภทพิเศษชานเมือง-ธรรมดา เริ่มต้นจากสถานีหัวลำโพง ราคา 14 บาท/เที่ยว (ไป-กลับด้วยรถไฟ 28 บาท) ส่วนค่าโดยสารรถไฟประเภทธรรมดา เริ่มต้นจากสถานีธนบุรี ราคา 10 บาท/เที่ยว (ไป-กลับด้วยรถไฟ 20 บาท) จากนั้นให้ลงที่สถานีรถไฟนครปฐม แล้วนั่งรถจักรยานยนต์รับจ้าง ราคาค่าโดยสาร 20 บาท หรือจะเดินไปก็ได้ ระยะไม่ไกลมาก ประมาณ 300 เมตร ก็จะถึงองค์พระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม

 

 

 

2. วัดพนัญเชิงวรวิหาร จ.พระนครศรีอยุธยา

วัดพนัญเชิงวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรวิหาร แบบมหานิกาย ถือเป็นวัดเก่าแก่และสำคัญวัดหนึ่งของอยุธยา มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ โดยเฉพาะหลวงพ่อโตหรือเจ้าพ่อซำปอกงที่พุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและชาวจีนต่างให้ความเคารพนับถือมาช้านาน นอกจากนี้ ทุกๆ ปี ที่นี่จะมีการจัดงานประจำปีใหญ่ๆ 4 งาน ได้แก่ งานสงกรานต์ , งานสรงน้ำและห่มผ้าถวาย , งานทิ้งกระจาดหรืองานงิ้วเดือน 9 และ งานตรุษจีน

สำหรับการเดินทางโดยรถไฟ มีบริการรถไฟออกจากสถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) ไปยังสถานีรถไฟอยุธยา จำนวน 32 ขบวน/วัน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง ค่าโดยสารรถไฟประเภทชานเมือง-ธรรมดา เริ่มต้นที่เที่ยวละ 15 บาท (ไป-กลับด้วยรถไฟ 30 บาท) จากนั้นให้ลงรถที่สถานีรถไฟอยุธยา แล้วต่อรถโดยสารสาธารณะไปยังวัดพนัญเชิงวรวิหาร ค่าโดยสารเริ่มต้นที่ 30 บาท (หากเป็นรถตุ๊กตุ๊กจะมีอัตราค่าโดยสารสูงขึ้น ประมาณ 50 บาทขึ้นไป)

 

 

3. วัดโสธรวรารามวรวิหาร จ.ฉะเชิงเทรา

วัดโสธรวรารามวรวิหาร เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ภายในประดิษฐาน “หลวงพ่อพุทธโสธร” พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นพระรูปปางสมาธิ ลงรักปิดทองสมัยแบบล้านช้าง นอกจากนี้ ทุกๆ ปี ที่นี่มีการจัดงานประจำปียิ่งใหญ่กับงานนมัสการหลวงพ่อโสธร จัดขึ้นปีละ 3 ครั้ง

สำหรับการเดินทางโดยรถไฟ มีบริการรถไฟออกจากสถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) ไปยังสถานีชุมทางฉะเชิงเทรา จำนวน 12 ขบวน/วัน ใช้เวลาเดินทางเกือบ 2 ชั่วโมง ค่าโดยสารรถไฟประเภทพิเศษชานเมือง-ธรรมดา เริ่มต้นที่เที่ยวละ 13 บาท (ไป-กลับด้วยรถไฟ 26 บาท) จากนั้นให้ลงรถที่สถานีชุมทางฉะเชิงเทรา แล้วต่อรถสองแถวสีเหลืองไปยังวัดโสธรวรารามวรวิหาร ราคาค่าโดยสาร 10 บาท (หากเป็นรถตุ๊กตุ๊กหรือรถแท็กซี่จะมีอัตราค่าโดยสารสูงขึ้น ประมาณ 50 บาทขึ้นไป)

 

 

4.วัดบางกุ้ง จ.สมุทรสงคราม

วัดบางกุ้ง เป็นวัดเก่าแก่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี มีจุดเด่นที่พระอุโบสถ ซึ่งเป็นโบสถ์เก่าแก่ ถูกปกคลุมทั้งอาคารด้วยรากของต้นโพธิ์ ต้นกร่าง ต้นไกร จนได้รับยกให้เป็นอันซีนแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรสงคราม ภายในโบสถ์เป็นที่สถิตของ “หลวงพ่อนิลมณี” หรือ “หลวงพ่อดำ” ตามที่ชาวบ้านเรียกกัน ซึ่งเป็นพระพุทธรูปทรงปางมารวิชัยขนาดใหญ่ สมัยอยุธยาตอนปลาย นอกจากนี้ภายในยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติ ขณะเดียวกัน จุดเด่นของที่มีรูปปั้นนักมวยไทยเป็นจำนวนมาก และยังมีสวนสัตว์ขนาดเล็กๆ ที่มีทั้งกรงอูฐ กวาง ม้า ตั้งอยู่ริมท่าน้ำวัดบางกุ้งอีกด้วย

สำหรับการเดินทางโดยรถไฟ มีบริการรถไฟออกจากสถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ ไปยังสถานีมหาชัย จำนวน 3 ขบวน/วัน จากนั้นต้องนั่งเรือข้ามฟาก และมาต่อรถไฟอีกเส้นทางที่สถานีรถไฟบ้านแหลม ไปยังสถานีรถไฟแม่กลอง จำนวน 3 ขบวน/วัน ใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 3 ชั่วโมง ค่าโดยสารรถไฟประเภทชานเมือง-ธรรมดา เริ่มต้นที่เที่ยวละ 20 บาท (ไป-กลับด้วยรถไฟ 40 บาท) จากนั้นให้ลงรถที่สถานีรถไฟแม่กลอง แล้วเดินเท้าอีกนิดไปต่อรถสองแถว เพื่อเดินทางไปยังวัดบางกุ้ง ราคาค่าโดยสาร 10 บาท (หากเป็นรถตุ๊กตุ๊กหรือรถแท็กซี่จะมีอัตราค่าโดยสารสูงขึ้น ประมาณ 50 บาทขึ้นไป)

 

 

 

 

 

 

 

 

ทั้งนี้ นอกจากขบวนรถไฟประเภทชานเมือง-พิเศษชานเมือง-ธรรมดา แล้ว หากต้องการนั่งรถไฟประเภทรถเร็ว-รถด่วน-รถด่วนพิเศษ จะมีอัตราค่าโดยสารแตกต่างกันไป สามารถตรวจสอบเส้นทาง เที่ยวรถ ประเภทรถไฟ และอัตราค่าโดยสารได้ที่เว็บไซต์ http://procurement.railway.co.th/checktime/checktime.asp

สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางในแบบสโลว์ไลฟ์ ลองปรับเปลี่ยนการเดินทางมาเป็นทางรถไฟดู รับรองเลยว่าคุณจะได้สัมผัสกับบรรยากาศและธรรมชาติทั้ง 2 ข้างทางอย่างแท้จริง บอกเลยว่าคุณจะไม่มีวันเบื่อเมื่อได้สัมผัส…แล้วคุณจะติดใจอย่างแน่นอน! นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


รู้ไหม...ทำไมวัดต้องตีระฆัง_web.jpg

สงสัยกันไหม? ทำไมวัดต้อง “ตีฆ้อง-ตีกลอง-ตีระฆัง” แล้วคนที่มาทำบุญที่ “ตีฆ้อง-ตีกลอง-ตีระฆัง” แล้ว จะเป็นอย่างไร ตีดังๆ แล้วเราจะได้บุญหนักๆ ใช่ไหม? กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะพาไปติดตามและไขข้อสงสัยเรื่องนี้

คุณเคยเข้าวัดทำบุญตักบาตรกันหรือไม่? ตอนเด็กๆ พ่อแม่ผู้ปกครองมักพาเราไปทำบุญที่วัด แล้วก็ยื่นไม้ให้เราตีฆ้อง ตีระฆัง ซึ่งก่อนตี คุณพ่อคุณแม่ก็จะย้ำกับเราว่า “ตีแรงๆ ให้ดังๆ เลยนะลูก” เราเคยสงสัยกันไหมว่า เอ๊ะ! ฆ้องกับระฆังทำไมต้องตีดังๆ ด้วย ตีแล้วจะเป็นอย่างไร ตีดังๆ แล้วเราจะได้บุญหนักๆ ใช่ไหม? ขณะเดียวกัน สงสัยกันไหมว่า ทำไมวัดแต่ละวัดจึงต้องมีการ “ตีฆ้อง-ตีกลอง-ตีระฆัง” ทุกๆ วัน ตีทำไม? ทำไมถึงต้องตี? ใช้วิธีอื่นได้หรือไม่?

ล่าสุด เพิ่งเป็นข่าวไปหมาดๆ กับกรณีที่เกิดขึ้นที่วัดไทร เมื่อมีประชาชนผู้พักอาศัยบนคอนโดซึ่งอยู่ในละแวกใกล้กับวัดไทร ร้องเรียนว่าได้รับผลกระทบอย่างหนักจากเสียงระฆังที่ดังจากในวัดไทรตอนช่วงกลางดึก ซึ่งเยงระฆังดังกล่าวเป็นเสียงระฆังที่ปลุกพระภิกษุให้ตื่นขึ้นมาทำวัตรเช้า จนกระทั่งสำนักงานเขตบางคอแหลม กรุงเทพฯ ส่งหนังสือแจ้งไปทางวัดไทร เพื่อให้ทราบว่ามีประชาชนมาร้องเรียน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากเสียงระฆัง ซึ่งทางเจ้าอาวาสเองก็รับทราบเรื่องนี้ และได้มีการกำชับพระลูกวัด ให้ลดระดับการตีระฆังให้เสียงดังน้อยลงกว่าปกติ โดยจะตีระฆังในช่วงเข้าพรรษา 3 เดือน วันละ 2 เวลา ช่วงเช้าเวลา 04:00-04:20 น. และช่วงเย็นเวลา 18:00-18.10 น. เท่านั้น

เรื่องนี้อาจจะทำให้เราสงสัยในหลายๆ อย่าง ว่าสรุปแล้วเนี่ย ทำไมยังต้อง “ตีฆ้อง-ตีระฆัง” กันอยู่ เป็นความเชื่อส่วนบุคคลหรือเปล่า? แล้วถ้าจะปลุกพระภิกษุให้ลุกขึ้นมาทำวัตร ทำไมถึงไม่ปลุกเป็นเสียงสัญญาณออดอัตโนมัติ หรืออาจจะตั้งนาฬิกาปลุกในมือถือ หรือจะโทรศัพท์ปลุกกันไปเลยก็ได้ ยิ่งยุคสมัยนี้เป็นยุคที่มีเทคโนโลยี แบบนี้พระลูกวัดสามารถทำได้หรือไม่?

พระครูสังฆรักษ์ชุมพล โชติธัมโม อายุ 41 ปี เจ้าอาวาสวัดท่าราชไชยศรี  (บ้านดอนบม) บอกว่า “กลอง ฆ้อง ระฆัง” เป็นสิ่งที่เคียงคู่พระพุทธศาสนามาอย่างยาวนาน เป็นเครื่องมือแจ้งสัญญาณให้พุทธศาสนิกชนทราบว่า ถึงวันพระแล้วให้พร้อมกันทำบุญ ทำทาน รักษาศีล ดำรงตนเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี ขณะเดียวกัน เสียงของ “กลอง ฆ้อง ระฆัง” ยังช่วยให้พุทธศาสนิกชนที่เข้ามาทำบุญในวัดรู้สึกอิ่มเอม
ใจและอิ่มบุญ

ทั้งนี้ ชาวพุทธมีความเชื่อว่า การตีกลอง ฆ้อง ระฆัง จะทำให้มีชื่อเสียงโด่งดังขจรขจายไปไกล ดั่งเช่นเสียงกลอง ฆ้อง ระฆัง ที่พุทธศาสนิกชนตีกันระหว่างทำบุญที่วัด ส่วนที่ว่าจำเป็นหรือไม่ที่ต้องตีแรงๆ หนักๆ เพื่อที่เสียงจะได้ดังกังวาล อันนี้เป็นความเชื่อที่ผิด การตีกลอง ฆ้อง ระฆัง ไม่จำเป็นต้องตีหนักๆ ขนาดนั้น เอาแค่พอดีๆ ก็เพียงพอ เพราะเดี๋ยวกลอง ฆ้อง ระฆัง หรือไม้ที่ตีนั้นจะชำรุดและพังได้

ส่วนการตีฆ้อง ระฆัง ของพระภิกษุในช่วงเช้ามืดนั้น ต้องอธิบายให้ฟังว่า ในสมัยก่อนบ้านเมืองของเรายังไม่เจริญ ยังไม่มีเทคโนโลยีเข้ามาในช่วงนั้น นาฬิกาในสมัยนั้นจึงมีเฉพาะตามวัดวารามเท่านั้น ฉะนั้น พระภิกษุท่านจะใช้การตีกลอง ฆ้อง ระฆัง เพื่อเป็นสัญญาณแจ้งให้ชาวบ้านในละแวกนั้นทราบว่า ณ ขณะนั้นเป็นเวลากี่โมง กี่ยาม เป็นระยะๆ ไป เพื่อบอกเวลาให้ชาวบ้านได้รับรู้

โดยปกติ การตีระฆังพระภิกษุจะกระทำในช่วงเช้ามืดของทุกวัน เวลาประมาณ 04:00-04:30 น. โดยจะตี 3 ลา และจะตีนานถึง 30 นาที เพื่อปลุกพระภิกษุให้ตื่นจากการจำวัด และลงไปรวมตัวทำวัตร สวดมนต์ช่วงเช้ามืด นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณให้ชาวบ้านลุกขึ้นมาเตรียมอาหารใส่บาตรอีกด้วย นอกจานี้้ การตีระฆังจะมีการตีอีก 2 ช่วงเวลา นั่นคือ เวลาประมาณ 08:00 น. เพื่อส่งสัญญาณให้พระภิกษุลงมารวมตัวทำวัตรเช้า และตีระฆังอีกครั้งหนึ่งเวลาประมาณ 16:00 น. เพื่อส่งสัญญาณให้พระลงประชุมทำวัตรเย็น โดยจะตี 3 ลา ใช้เวลาตีไม่เกิน 10-15 นาที ซึ่งสาเหตุที่ใช้เวลาตีนานต่างกัน เนื่องจากตอนเช้ามืดพระภิกษุท่านยังมีอาการง่วง อ่อนเพลีย ก็อาจจะยังนอนเพลินไป เกรงว่าจะไม่ได้ลุกขึ้นทำวัตรช่วงเช้ามืด นอกจากเสียงระฆังแล้ว จะมีเสียงกลองเพล ซึ่งจะตีในช่วงเวลาประมาณ 11:00 น. โดยใช้ไม้เดียว 3 ลา จากช้าไปเร็วสุด จบด้วยการตี 3 ครั้ง เพื่อบอกเวลาฉันเพลของพระภิกษุ

ขณะเดียวกัน การตีกลองและระฆังยังจะมีอีก 2 กรณี คือ กรณีที่ 1 จะตีเมื่อมีเหตุร้ายเกิดขึ้นในวัด เช่น ไฟไหม้ โจรปล้น พระภิกษุมรณภาพ หรือต้องอาบัติหนักถึงขั้นปาราชิก ทั้งนี้ จังหวะการตีกลอง ระฆังไม่เป็นจังหวะเหมือนย่ำค่ำ จะเป็นการตีรัวทั้งกลองและระฆัง เมื่อชาวบ้านได้ยินก็จะรีบออกไปที่วัดทันที และ กรณีที่ 2. จะตีเมื่อเกิดจันทรคราสและสุริยคราส ก็จะตีกลองระฆัง แต่ใช้การตีแบบจังหวะย่ำหรือลีลาย่ำค่ำ จนกว่าจันทรคราสและสุริยคราสจะคลาย อันนี้ต้องใช้พระเณรหลายรูป ส่วนใหญ่ก็จะตีกันจนมือพอง ส่วนชาวบ้านก็จะตีปี๊บ ตีเกราะ เคาะไม้ เพื่อให้พระราหูคลายจากการอมพระอาทิตย์ พระจันทร์ และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต