ต่างประเทศ

จะดีไหม-ถ้า-โซเชียลมีเดีย-ถูกควบคุมอย่างเข้มงวด_web.jpg

“โซเชียลมีเดีย” แพลตฟอร์มสำคัญที่มีผู้ใช้งานมากมายทั่วโลก จนกลายเป็นอีกหนึ่งในปัจจัยสำคัญของชีวิตของมนุษย์เลยก็ว่าได้ สามารถใช้งานได้ง่ายๆ ทั้งในคอมพิวเตอร์ ไอแพด และโทรศัพท์มือถือประเภทสมาร์ทโฟน เพียงแค่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต ก็สามารถเข้าถึงโซเชียลมีเดียได้อย่างเสรี แต่จะดีไหม? วันนี้กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอพาไปดูว่าหากมีการเข้าถึงเพื่อควบคุมเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมออกไป คุมเข้มการใช้โซเชียลมีเดียให้อยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม 

เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม ไลน์ ยูทูป ฯลฯ เป็นแอปพลิเคชันที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในอันดับต้น ๆ จนกลายเป็นอีกแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยม เปรียบเสมือนพื้นที่ส่วนตัวหรือช่องทางในการโพสต์เรื่องราวต่าง ๆ เพื่อให้สาธารณะได้เห็น และมีส่วนร่วมในโพสต์ของเรา ทั้งการกดไลค์ กดแชร์ แสดงความคิดเห็นต่าง ๆ เปรียบเสมือนโลกอีกใบหนึ่งที่สามารถแสดงตัวตนได้อย่างอิสระ ไร้ขอบเขต แสดงความคิดเห็นสื่อสารแบบสองทางโต้ตอบอย่างเสรีในกลุ่มคนวงกว้าง จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมหลายคนหลงไหลในโซเชียลมีเดีย

สื่อ “โซเชียลมีเดีย” ก็เปรียบเสมือนดาบสองคม ที่ก่อเกิดผลดีและผลร้ายได้ หากผู้ใช้งานใช้โซเชียลมีเดียในทางที่ไม่ถูกต้อง อาจก่อให้เกิดความเสียหายได้ โดยเฉพาะการโพสต์แสดงความคิดเห็นในมุมมองอิสระ ไร้ขอบเขต จนไปพาดพิงต่อบุคคลหรือหน่วยงานอื่น ทำให้เกิดความเสียหายขึ้น และสิ่งเหล่านั้นอาจจะเป็นดาบอีกด้านที่หวนกลับมาทำร้ายตัวเองเช่นกัน นอกจากนี้ ยังมีการโพสต์ภาพหรือวีดิโอที่นำเสนอถึงการใช้ความรุนแรง ภาพที่น่ากลัว สยดสยอง รวมไปถึงการใช้คำพูดหรือภาษาที่ไม่สุภาพ และมีการส่งต่อกันเป็นไวรัล จึงทำให้น่าเป็นห่วงว่า กลุ่มเด็กและเยาวชนที่ใช้โซเชียลมีเดียอาจจะลอกเลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมจากคอนเทนท์ที่มีการส่งต่อกันในโซเชียลมีเดีย

ล่าสุด กับเหตุการณ์กราดยิงมัสยิด 2 แห่งในนครไครสต์เชิร์ชของนิวซีแลนด์ เมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ซึ่งผู้ก่อการร้ายได้ทำการเฟซบุ๊กไลฟ์เหตุการณ์ความรุนแรงดังกล่าวและมีการแชร์ลงสู่เว็บไซต์ยูทูป จนทำให้มีผู้ใช้สังคมออนไลน์เห็นคลิปดังกล่าว มีการส่งต่อเป็นไวรัลอย่างต่อเนื่อง แม้เฟซบุ๊กและยูทูปพยายามลบคลิปวิดีโอดังกล่าวแล้วก็ตาม

จากปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้แต่ละประเทศต้องตระหนักกับเรื่องดังกล่าว พยายามหาวิธีแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อไม่ให้ประชาชนใช้โซเชียลมีเดียไปในทางที่ผิด แม้จะมีการตั้ง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ รวมถึงกำหนดโทษของผู้กระทำผิดแล้ว ก็ไม่ได้ทำให้ผู้ใช้โซเชียลมีเดียเกิดความตระหนักหรือหวาดกลัวแต่อย่างใด จนบางประเทศต้องมีการควบคุมเนื้อหาของโซเชียลมีเดีย อย่างออสเตรเลียได้ยื่นเสนอร่างกฎหมายควบคุมสื่อสังคมออนไลน์ต่อรัฐสภา เพื่อป้องกันการเผยแพร่เนื้อหาที่มีความรุนแรงต่อผู้ใช้โซเชียลมีเดีย โดยร่างกฎหมายฉบับนี้ ระบุว่า ผู้บริหารสื่อสังคมออนไลน์จะถูกลงโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี และปรับเป็นเงินร้อยละ 10 ของผลประกอบการบริษัท หากไม่สามารถควบคุมการเผยแพร่เนื้อหาและภาพความรุนแรงได้ทันเวลา

เรื่องนี้ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก เห็นด้วยว่ารัฐบาลคววรมีอำนาจในการเป็นผู้มีบทบาทสำหรับควบคุมการใช้อินเทอร์เน็ตของประชาชน เพื่อปกป้องชุมชนให้มีความปลอดภัย และปกป้องภัยอันตรายที่เกิดมากขึ้นในโลกสังคมออนไลน์ อย่างบางประเทศก็มีการบล็อคการเข้าถึงสื่ออินเทอร์เน็ตเลย อาทิ สาธารณรัฐชาด ในแถบแอฟริกากลาง ตัดขาดการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต โดยเฉพาะโซเชียลมีเดียยอดนิยมอย่าง เฟซบุ๊ก ว้อทส์แอพ และทวิตเตอร์ , ประเทศจีน บล็อคการใช้แอปพลิเคชันไลน์ รวมถึงโซเชียลมีเดียประเภทอื่น ๆ เพราะที่นั่นมีความเข้มงวดเป็นอย่างมากในการบล็อคเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาต่อต้านกลุ่มรัฐบาล ค่านิยมทางสังคม และ การกำกับดูแลเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ต เพื่อความมั่นคงของชาติ

สุดท้าย ไม่ว่าจะใช้โซเชียลมีเดียด้วยวัตถุประสงค์ใดก็ตาม ก็ควรใช้อย่างระมัดระวังและใช้อย่างมีสติ โดยเฉพาะการแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์ เรื่องต่าง ๆ แม้ว่าโซเชียลมีเดียจะเป็นพื้นที่ส่วนตัวของคุณก็ตาม แต่ก็ควรระวัง เพราะเมื่อเกิดปัญหาขึ้นมา คุณเองจะต้องเดือดร้อนเอง และกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ เพราะความเสียหายเกิดขึ้นมาแล้ว ยากต่อการเรียกกลับคืนมา อย่าลืมว่าข้อความเพียงข้อความเดียว อาจจะสร้างความสะเทือนและเดือดร้อนไปถึงคนรอบข้างและคนในสังคมได้

นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


5-ประเทศที่ควรค่าแก่การท่องเที่ยวในปี-2019_web-1.jpg

นิตยสารท่องเที่ยวชื่อดัง Lonely Planet จัดอันดับ 5 ประเทศที่ควรค่ากับการเดินทางไปท่องเที่ยวมากที่สุด ในปี 2019 โดย “ประเทศศรีลังกา” ติดโผอันดับที่ 1 ประเทศที่น่าท่องเที่ยวมากที่สุด

หลายประเทศต่างมีสถานที่สวยงามน่าสนใจหลายแห่ง เป็นสิ่งดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาร่วมสัมผัส ยลโฉม ความสวยงามของสถานที่นั้น ๆ และต้องเกิดความประทับใจอย่างมากเมื่อได้เดินทางมาท่องเที่ยวต่างประเทศ ณ ประเทศนั้น ๆ อีกด้วย อย่างประเทศไทยบ้านเราเองก็มีสถานที่ท่องเที่ยวสวย ๆ เยอะแยะมากมาย อย่างเช่น ถนนข้าวสาร ที่เป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยว Walking Street ยอดฮิตที่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมายังประเทศไทย ต้องเดินทางมา ณ ที่แห่งนี้

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปดูเรื่องราวของนิตยสารท่องเที่ยวชื่อดัง Lonely Planet ได้จัดอันดับ 5 ประเทศที่ประชาชนทั่วโลกควรค่ากับการเดินทางไปท่องเที่ยวมากที่สุด ในปี 2019 โดยประเทศที่ถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศน่าท่องเที่ยวที่สุดในโลกปี 2019 อันดับที่ 1 ได้แก่ “ประเทศศรีลังกา” นั่นเอง

เหตุผลที่ประเทศศรีลังกาได้รับการเลือกให้อยู่ในอันดับที่ 1 นั้น เนื่องจากประเทศศรีลังกาให้ความสำคัญในเรื่องของวัฒนธรรมและศาสนา โดยปลูกฝังให้คนในประเทศเล็งเห็นความสำคัญของเรื่องดังกล่าว มีวัดวาอารามสสวยงามเปนจำนวนมากในศรีลังกา นอกจากนี้ ยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่เน้นเรื่องของธรรมชาติ อาทิ พื้นที่สีเขียว หรือ ทะเล ซึ่งล้วนมีความอุดมสมบูรณ์ นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวสีเขียว ท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ ไม่ควรพลาดกับการเดินทางมายังศรีลังกาแห่งนี้

 

 

 

 

ส่วนอันดับที่ 2 รองลงมา ได้แก่ “ประเทศเยอรมนี” ประเทศนี้ขึ้นชื่อในเรื่องของนวัตกรรม อุตสาหกรรมต่าง ๆ ของโลก ถือได้ว่าเยอรมนีเป็นประเทศผู้นำด้านการพิมพ์และอุตสาหกรรมรถยนต์เลยก็ว่าได้

 

 

 

 

อันดับที่ 3 ได้แก่ “ประเทศซิมบับเว” ที่นี่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีสถานที่เกี่ยวกับโบราณคดี และพื้นที่ธรรมชาติ ซึ่งล้วนมีความสวยงาม และถือเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ปลอดภัยที่สุดในทวีปแอฟริกา

 

 

 

อันดับที่ 4 ได้แก่ “ประเทศปานามา” ซึ่งมีธรรมชาติต่าง ๆ ที่สวยสดงดงาม มีชายหาดทรายขาว มีน้ำทะเลสีสวย ๆ เป็นเสน่ห์ของประเทศนี้ นอกจากนี้ วัฒนธรรมของชนพื้นเมืองก็เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญที่นักท่องเที่ยวควรเดินทางมาที่ประเทศปานามาแห่งนี้

 

 

 

 

 

 

และ อันดับที่ 5 “ประเทศคาซัคสถาน” เป็นประเทศที่เน้นความสวยงามและความบริสุทธิ์ของธรรมชาติ เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ เชิงนิเวศ เป็นต้น นอกจากนี้ ประเทศคาซัคสถานเป็นประเทศที่นักท่องเที่ยวสามารถขอวีซ่าออนไลน์ได้อย่างง่าย ๆ อีกด้วย

 

 

 

 

 

 

เอาเป็นว่า ในปี 2019 นี้ ลองหาช่วงวันหยุดยาว ๆ ว่าง ๆ วางแผนท่องเที่ยว ไปสัมผัสกับความสวยงามของสถานที่ท่องเที่ยวในต่างแดนได้ ชอบประเทศไหน ไปประเทศนั้นได้เลย รับรองเลยว่า คุณจะต้องประทับใจจนไม่อยากกลับบ้านเลยทีเดียว นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

 


สะพานข้ามทะเลยาวที่สุดในโลก-หนึ่งแลนด์มาร์คใหม่ที่ไม่ควรพลาด_web-1.jpg

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปดูเรื่องราวของสะพานข้ามทะเล เชื่อม “ฮ่องกง-จูไห่-มาเก๊า” ยาวที่สุดในโลก หนึ่งแลนด์มาร์คสำคัญของโลกที่เชื่อมต่อ 3 เมืองใหญ่ของจีนและฮ่องกง ย่นระยะเวลาการเดินทางของแต่ละเมืองได้รวดเร็วขึ้นหลายเท่า

เร็วๆ นี้ ก็จะมีอีกหนึ่งแลนด์มาร์คสำคัญของโลกที่ต้องบอกว่าเชื่อมต่อ 3 เมืองใหญ่ของจีนและฮ่องกง ที่จะช่วยย่นระยะเวลาการเดินทางของแต่ละเมืองได้รวดเร็วขึ้นหลายเท่า รวมถึงดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติสัญจนบนสะพานแห่งใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อไม่นานมานี้ กับสะพานข้ามทะเลที่ยาวที่สุดในโลก “ฮ่องกง-จูไห่-มาเก๊า”

โดยสำนักข่าวซินหัวของจีนรายงานว่า “สี จิ้นผิง” ประธานาธิบดีของจีน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากฮ่องกงและมาเก๊า ร่วมพิธีเปิดสะพานข้ามทะเลยาวที่สุดในโลก “ฮ่องกง-จูไห่-มาเก๊า” ที่มีความยาวถึง 55 กิโลเมตร ประกอบด้วย สะพานข้ามทะเล ยาว 22.9 กิโลเมตร , อุโมงค์ลอดใต้ทะเล ยาว 6.7 กิโลเมตร และเกาะเทียม สะพานแห่งนี้เป็นสะพานเชื่อมต่อกันระหว่างเมืองจูไห่ของประเทศจีน , มาเก๊า และฮ่องกง ใช้งบประมาณในการก่อสร้างสูงถึง 6 แสนล้านบาท กับระยะเวลาในการก่อสร้างนานถึง 9 ปีเต็ม ซึ่งสะพานดังกล่าวจะช่วยย่นระยะเวลาการเดินทางระหว่างจูไห่กับฮ่องกงเหลือเพียง 30 นาทีเท่านั้น จากเดิมใช้เวลานานกว่า 3 ชั่วโมง

 

 

 

 

 

 

 

 

เสน่ห์ของสะพานแห่งนี้ที่คุณไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง นอกจากเป็นสะพานที่เชื่อมต่อกับ 3 เมืองใหญ่อย่าง “ฮ่องกง-จูไห่-มาเก๊า” แล้ว ยังเป็นสะพานที่ที่ก่อสร้างข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังอีกเกาะ ซึ่งนี่ถือเป็นไฮไลท์สำคัญเลย เพราะว่าไม่มีที่ไหนสร้างสะพานบนท้องทะเลมาก่อน นอกจากนี้ สะพานแห่งนี้ยังมีการก่อสร้างเพื่อป้องกันพายุ แผ่นดินไหวสูงสุด 8 แมกนิจูด และการชนโดยเรือขนาดใหญ่ได้ด้วย

ส่วนจุดประสงค์สำคัญของการสร้างสะพานแห่งนี้นั้น ชาวฮ่องกงส่วนหนึ่งเชื่อว่า สะพานดังกล่าวถูกสร้างเพื่อให้ทางการจีนเข้ามามีอิทธิพลทางการเมืองต่อเขตปกครองพิเศษฮ่องกงมากขึ้น และช่วยส่งเสริมการค้า ความร่วมมือทางการเงิน โลจิสติกส์ และการท่องเที่ยว ระหว่าง 3 แผ่นดินใหญ่ในครั้งนี้ด้วย

 

 

 

 

 

 

 

สะพานดังกล่าวเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับท่านใดที่มีแพลนที่จะเดินทางไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน มาเก๊า หรือฮ่องกง อย่าลืมไปสัมผัสการการเดินทางข้ามแผ่นดินในระยะเวลาอันสั้นและเก็บภาพความสวยงามได้ที่สะพานข้ามทะเลที่ยาวที่สุดในโลก “ฮ่องกง-จูไห่-มาเก๊า” รับรองว่าสะพานแห่งนี้จะเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คและถูกปักหมุดเป็นอีกหนึ่งสถานที่สำคัญที่คนทั้งโลกต้องไปเยือนอย่างแน่นอน นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณเนื้อหาและภาพจาก : สำนักข่าวซินหัวของจีน