ชีวิต

กินอยู่เป็น_5-วิธีจัดการกับ-ความเสี่ยง-เพื่อความสำเร็จ_web.jpg

ทุกวันนี้คุณมีความกล้าที่จะ “เสี่ยง” กับเรื่องราวต่าง ๆ บนโลกใบนี้หรือไม่? กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวม 5 เคล็ดลับสำคัญสำหรับปรับปรุงการยอมรับความเสี่ยงของคุณ

 

“รู้ว่าเสี่ยงแต่คงต้องขอลอง รู้ว่าเหนื่อยถ้าอยากได้ของที่อยู่สูง ยังไงจะขอลองดูสักที”

 

ชีวิตของคนเราต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของความเสี่ยงหลายสิ่งหลายอย่าง ทั้งเรื่องการเสี่ยงโชค เสี่ยงหรือการงาน เป็นต้น ลองถามตัวดูว่า ทุกวันนี้คุณมีความกล้าที่จะ “เสี่ยง” กับเรื่องราวต่าง ๆ บนโลกใบนี้หรือไม่ บางครั้งความเสี่ยงเปรียบเสมือนบททดสอบอย่างหนึ่งเพื่อให้เรากล้าเดินออกจากเขตของความสะดวกสบาย เป็นการเสี่ยงเพื่อผลตอบแทนที่มากขึ้น และนี่คือเหตุผลสำคัญที่คุณต้องเพิ่มความทนทานต่อความเสี่ยงของคุณ

ดังนั้นเพื่อการบรรลุเป้าหมายสูงสุด คุณต้องปรับปรุงความทนทานต่อความเสี่ยงของคุณก่อนเป็นอันดับแรก กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวม 5 เคล็ดลับสำคัญสำหรับปรับปรุงการยอมรับความเสี่ยงของคุณ จะมีอะไรบ้างนั้น ไปดูกันเลย

1. ตั้งเป้าหมายความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้ : ก่อนที่คุณจะเพิ่มความทนทานต่อความเสี่ยง คุณต้องเข้าใจความสัมพันธ์ปัจจุบันของคุณกับความเสี่ยง การเพิ่มความอดทนของคุณทีละนิดย่อมจะดีกว่า การท้าทายตัวเองมากเกินไปในคราวเดียว หากคุณไม่มีความเข้าใจที่ดีเกี่ยวกับการยอมรับความเสี่ยงในปัจจุบัน ให้ใช้เวลาสักครู่เพื่อพิจารณาหนึ่งในเป้าหมายการทำงานของคุณ และลองคิดดูว่ามันจะเริ่มรู้สึกกลัวขนาดไหน

2. ศึกษาด้วยตนเอง : หากคุณต้องการที่จะเก่งขึ้นในการรับความเสี่ยง ลอจินตนาการว่าคุณเป็นนักลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องการพัฒนาที่ดินในห้างสรรพสินค้าใจกลางเมือง ความพยายามเช่นนี้มักจะมาพร้อมกับความเสี่ยงในระดับหนึ่ง แต่ถ้าคุณใช้เวลาเรียนรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับการพัฒนาปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง จะสามารถช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดและมีข้อมูลมากขึ้น ฉะนั้น การให้ความรู้กับตนเองก่อนรับความเสี่ยง จะทำให้คุณสามารถคำนวณถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้ดีขึ้น สิ่งนี้สามารถสร้างความแตกต่างและช่วยให้คุณประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้น

3. กำหนดเป้าหมาย : การตั้งเป้าหมายจะมีประโยชน์อย่างมากในการเพิ่มความทนทานต่อความเสี่ยงของคุณ วิธีนี้จะช่วยให้คุณทำแผนที่เส้นทางที่เป็นไปได้ ซึ่งจะช่วยให้คุณเห็นความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน เป็นขั้นตอนจำเป็นในการพาคุณออกจากที่เดิม โดยการคาดการณ์ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นทำให้คุณเริ่มพัฒนาทักษะหรือความรู้ที่จำเป็นเพื่อช่วยลดความเสี่ยง

4. ก้าวออกจาก comfort zone : คุณลองพิจารณาถึงความเสี่ยงที่จำเป็นต่อการประสบความสำเร็จ หากหนึ่งในเป้าหมายของคุณคือการก้าวไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นในบริษัทของคุณ อาจเป็นเวลาที่คุณจะก้าวออกจากโซนความสะดวกสบายของคุณด้วยการเชื่อมโยงเครือข่าย และประกาศให้โลกรู้ถึงความสามารถที่ซ่อนอยู่ของตัวคุณเอง การเริ่มต้นแบบนี้จะช่วยให้คุณกล้าหาญขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป และมีแนวโน้มจะจัดการกับความเสี่ยงได้มากขึ้น ซึ่งถือเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการเพิ่มความทนทานต่อความเสี่ยงเลยก็ว่าได้

5. จดทุกอย่างลงสมุด : บางครั้งความจำของคุณอาจไม่ดีเท่าที่คุณคิด เมื่อเวลาผ่านไปมันจะกลายเป็นเรื่องยากที่จะจดจำทุกสิ่งรวมถึงวิธีการที่คุณใช้รับมือกับความเสี่ยง ฉะนั้น หมั่นจดบันทึกความคืบหน้าของคุณทุกวัน รวมถึงกระบวนการที่คุณรับมือกับความเสี่ยง เพราะเมื่อเวลาผ่านไปคุณสามารถย้อนกลับไปศึกษาและเรียนรู้อดีตที่ผ่านมาเพื่อปรับใช้ในเวลาที่เหมาะสมได้ สิ่งนี้จะช่วยคุณหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดเดิม ๆ ได้โดยรวมแล้ว สิ่งนี้สามารถปรับปรุงเพื่อให้คุณฉลาดขึ้นเกี่ยวกับการรับความเสี่ยงและความมั่นใจมากขึ้น

 

สุดท้าย ความเสี่ยงอาจจะไม่ใช่เรื่องน่ากลัวเสมอไป หากเรามองเห็นประโยชน์ระยะยาวที่จะเกิดขึ้น และสามารถเตรียมความพร้อมและตั้งรับกับความเสี่ยงได้ คุณจะเติบโตและประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้นกว่าเดิม และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก :  www.entrepreneur.com


กินอยู่เป็น_ท้อแท้อยู่ใช่ไหม-มาเพิ่มพลังชีวิตให้ตัวเองดีกว่า_web.jpg

เคยไหม? เรื่องบางเรื่องทำให้เราเกิดความท้อแท้ในชีวิต จากปัญหาที่กำลังเผชิญในเรื่องต่าง ๆ ทำให้เราหมดกำลังใจในการใช้ชีวิต กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะพาไปรู้จักกับเทคนิคการเพิ่มพลังชีวิตให้กับตัวเอง ในวันที่จิตใจอ่อนแอ

เคยไหม? ในชีวิตของเรามีเรื่องบางเรื่องที่ทำให้เราเกิดความท้อแท้ในชีวิต จากปัญหาที่กำลังเผชิญในเรื่องต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรัก การงาน การเงิน ครอบครัว การใช้ชีวิต ฯลฯ ซึ่งส่งผลทำให้เราหมดกำลังใจในการใช้ชีวิตต่อไป ไม่เป็นอันกิน ไม่เป็นอันทำงาน ทำการ อยู่ในภาวะเครียด ไม่มีความสุข แหม! ก็คนมันท้อแท้นี่นา เชื่อว่าใครหลาย ๆ คนเคยมีความรู้สึกแบบนี้กันมาบ้าง

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะพาทุก ๆ คน โดยเฉพาะคนที่กำลังท้อแท้ในชีวิต ไปรู้จักกับเทคนิคการเพิ่มพลังชีวิตให้กับตัวเอง ในวันที่จิตใจอ่อนแอ แม้ว่าในบางครั้งที่เราประสบกับปัญหา เราไม่เห็นใครเข้ามาให้ความช่วยเหลือหรือปลอนโยนจิตใจของเรา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า คุณจะต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดายแล้วทำอะไรต่อไม่ได้ เพราะไม่มีใครมาให้กำลังตัวเราเลย จริง ๆ แล้วเราเองก็สามารถเติมพลังชีวิตให้กับตัวเองได้ ลองมาดูกันดีกว่าว่าเทคนิคการให้กำลังใจตัวเองในวันที่เราอ่อนแอนั้นสามารถทำได้อย่างไรบ้าง

1.ระบายมันออกมา : มีเรื่องทุกข์ใจหรือไม่สบายใจ อย่าเก็บเอาไว้ให้ทุกข์ใจเพียงคนเดียว จงระบายความอัดอั้นตันใจนั้นออกมา ลองหาคนที่เราไว้ใจสักคน แล้วเล่าเรื่องดังกล่าวให้เขาฟัง เพราะการระบายให้ใครสักคนได้ฟัง ถือเป็นการช่วยให้เราไม่รู้สึกอึดอัดจนเกินไป

2. ลืมๆ ไปบ้าง : เรื่องบางเรื่องคิดไปก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น ฉะนั้น ลองปล่อยวางดูบ้าง ทำเป็นลืม ๆ ไป เดี๋ยวเรื่องทุกอย่างก็จะผ่านไปได้เอง

3. ยอมรับ : ในวันที่ใจเราอ่อนแอ วิธีที่สามารถทำได้ง่ายๆ เลยก็คือ “การยอมรับ” ยอมรับว่าจิตใจคนเราย่อมมีการอ่อนแอเป็นเรื่องธรรมดา หากเราทำใจยอมรับมันให้ได้ เราก็จะสามารถกลับมาเข้มแข็งได้อีกครั้ง

4. หาสิ่งที่ชอบทำ : หากเกิดความท้อแท้ขึ้นในชีวิต แล้วทำอะไรต่อไม่ได้ ลองหาสิ่งที่ตนเองชอบทำ อาทิ งานอดิเรกต่าง ๆ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากสิ่งที่ทำให้เราเกิดความท้อแท้ แรกๆ อาจจะช่วยได้ไม่มาก แต่ถ้าคุณลองหากิจกรรมที่คุณชอบจริงๆ ลองทำดู สักพักหนึ่งคุณก็อาจจะลืมเรื่องที่ทำให้เราอ่อนแอไปได้

ฉะนั้น เวลาที่เกิดภาวะจิตใจอ่อนแอ สิ่งแรกที่เราทำได้ คือ การยอมรับความจริงที่ว่า ไม่มีอะไรเป็นไปอย่างที่ใจเราคิดเสมอไป หากตัวเราคิดได้เช่นนี้ ปัญหาที่หนักอยู่ก็อาจจะเบาบางลงได้นั่นเอง และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


กินอยู่เป็น_กลัวการล้มเหลวในชีวิต-คุณเป็นหนึ่งในนั้นหรือไม่_web.jpg

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ “ความล้มเหลว” คำนี้เป็นคำที่ใครหลาย ๆ คนไม่อยากพบ ไม่อยากเจอในชีวิตสักเท่าไหร่ ฟังได้ยินคำนี้ก็รู้สึกขยะแขยงเป็นอย่างมากแล้ว แต่ก็ไม่มีใครไม่เคยผ่านความล้มเหลวมาก่อน ทุกคนต้องเคยพบเจอมาในชีวิต บางคนกลัวมากจึงเลือกที่จะไม่ทำอะไรเลย เพื่อที่จะได้ไม่เกิดความล้มเหลวขึ้นมาในชีวิต

เมื่อเรามองในมุมของเศรษฐกิจ ความล้มเหลวมักเกิดขึ้นได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น การขาดทุนจากการประกอบธุรกิจ , เงินไม่พอใช้ , มีหนี้สิน , โดนยึดทรัพย์ , ล้มละลาย ฯลฯ ทั้งหมดที่กล่าวมาล้วนเป็นความล้มเหลวที่ทุก ๆ คนต้องเผชิญ พบเจอทั้งสิ้น เชื่อว่าหลายคนกลัว กลัวกับการที่จะต้องเผชิญกับสิ่ง ๆ นี้ มันค่อนข้างโหดร้ายมากหากชีวิตต้องมาพบเจอกับเรื่องราวแห่งความล้มเหลว

จริง ๆ แล้ว “ความล้มเหลว” มักเป็นขั้นแรกที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ คนที่ประสบความสำเร็จอย่าง J.K. Rowling นักเขียน Harry Potter หรือแม้กระทั่ง Richard Branson นักธุรกิจหมื่นล้าน ก็เคยผ่านจุดเลวร้ายดังกล่าวมาแล้ว พวกเขาล้มเหลวมามากพอสมควร และความล้มเหลวนั้นเป็นสิ่งที่ช่วยหล่อหลอมให้พวกเขาประสบความสำเร็จมาจนถึงทุกวันนี้ ฉะนั้น คุณอาจจะต้องมองเรื่องกลัวการล้มเหลวให้ลึกลงไปอีกและพยายามจัดการกับมันให้ได้เพื่อให้ความสำเร็จในอนาคตของคุณเป็นรูปเป็นร่าง

หากคุณยังหวั่นกลัวกับเรื่องการล้มเหลว ลองศึกษา 3 กลวิธี รับมือกับความกลัวการล้มเหลว และลองนำไปปรับใช้ดูสักครั้ง เพื่อที่คุณจะได้รับมือและกล้าเผชิญกับความล้มเหลวได้อย่างแข็งแกร่ง

1. ฝึกคิดกับตัวเองอยู่เสมอว่า ไม่มีสิ่งใดที่เรียกว่า ความล้มเหลว มีแต่สิ่งที่เป็นผลตอบรับจากการกระทำของเราเท่านั้น และเมื่อคุณเรียนรู้จากผลนั้น คุณก็สามารถทำสิ่งที่ต่างไป และไม่ล้มเหลวอีกเลย

2. ฝึกฝน “ล้มเหลว” ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และต้องไม่ลืมว่า คนที่ประสบความสำเร็จนั้น เคยล้มเหลวมากกว่าสำเร็จ ฉะนั้นความล้มเหลวเป็นสิ่งจำเป็น ถ้าคุณต้องการจะประสบความสำเร็จ

3. หากว่าคุณไม่ได้ผลลัพธ์อย่างที่คุณต้องการ แทนที่คุณจะมานั่งถามตัวเองว่า “ทำไม” ให้ลองถามตัวเองว่า “เราจะต้องทำใหม่อย่างไรเพื่อให้คราวหน้าประสบความสำเร็จ”

 

จริง ๆ แล้วการกลัวความล้มเหลวนั้น เกิดจากการที่เรายึดติดกับอัตตาตัวตนมากเกินไป ไม่ยอมให้ตัวเองได้เรียนรู้และสัมผัสกับความผิดพลาดบ้าง เพื่อจะได้เรียนรู้ รับรู้ถึงความเจ็บปวด ความเครียด เพื่อเป็นการเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากมัน จะได้มีภูมิคุ้มกันที่ดีในการวางแผนและตั้งรับเพื่อไม่ให้ตัวเองต้องเผชิญกับความล้มเหลวอีกต่อไป

ขณะเดียวกัน การกลัวความล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้น เป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก เพราะถ้าตัวคุณไม่กล้าแม้แต่จะลองดู คุณก็จะไม่รู้เลยว่ามีโอกาสก้าวสู่ความสำเร็จรออยู่ข้างหน้า ลองเพิ่มความกล้าให้มากขึ้นสักนิดแล้วมุ่งสู่จุดหมายกันเลย อย่าไปกลัวกับความล้มเหลว เพราะถ้ามันเข้ามา แต่เรามีสติในการแก้ปัญหา ความล้มเหลวก็จะผ่านไป ลองถามตัวเองดูว่า เรากลัวความล้มเหลว? หรือเรากลัวผลกระทบที่ตามมาจากความล้มเหลว?


ถอดรหัส.jpg

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของนักวิจัยของเนเธอร์แลนด์ค้นพบว่า ยีน (gene) มีส่วนที่ทำให้มนุษย์มีอายุยืนยาวได้ โดยคนที่มีญาติอายุยืนยาวมาก จะมีโอกาสอายุยืนยาวตามไปด้วย

เชื่อว่าหลายคนอยากมีอายุยืนยาวอยู่บนโลกใบนี้ไปตลอดกาล จริงๆ แล้วการที่คนเราจะมีอายุยืนได้นั้นมีปัจจัยหลายอย่าง อาทิ การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกาย การดูแลสุขภาพ การสร้างการใช้ชีวิตให้มีความสุข ฯลฯ

ล่าสุด มีงานวิจัยของนักวิจัยด้านระบาดวิทยาเชิงโมเลกุล หาวิทยาลัยไลเดน เนเธอร์แลนด์ ออกมาระบุว่า ยีน (gene) ที่ถ่ายทอดกันจากรุ่นสู่รุ่น มีส่วนทำให้ชีวิตของมนุษย์มีอายุยืนยาวได้ ซึ่งนักวิจัยได้ใช้ฐานข้อมูลจากมหาวิทยาลัยยูทาห์ของสหรัฐฯ และในจังหวัดเซลันด์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเนเธอร์แลนด์ วิเคราะห์การลำดับวงศ์ตระกูลของประชากรเกือบ 315,000 ราย จากกว่า 20,000 ครอบครัว โดยสืบย้อนหลังไปถึงปี พ.ศ.2283 ซึ่งพบว่า คนที่มีญาติอายุยืนยาวมาก จะมีโอกาสอายุยืนยาวตามไปด้วย เนื่องจากการที่มีสมาชิกในครอบครัวที่มีอายุยืนยาว สามารถถ่ายทอดยีนอายุยืนให้กับลูกหลานได้ แม้ว่าจะมีปัจจัยภายนอกเข้ามาขัดขวางการมีชีวิตอยู่รอด

ทั้งนี้ นักวิจัยระบุว่า การค้นพบยีนอายุยืนดังกล่าวเป็นสิ่งยากจะระบุได้ ทำให้การวิจัยครั้งนี้ต้องเข้มงวดในการเฟ้นหาบุคคลที่มียีนอายุยืน เพราะถึงแม้จะตรวจสอบกลุ่มคนที่มีอายุมากกว่า 100 ปี แต่ก็มีความเป็นไปได้สูงที่หนึ่งในจำนวนคนในกลุ่มนี้ไม่ได้อยู่ในครอบครัวมียีนอายุยืนเป็นมรดกตกทอด แต่การที่กลุ่มนี้สามารถอยู่มานานเกินกว่า 100 ปีได้นั้น ส่วนหนึ่งคือการดูแลใส่ใจสุขภาพ รวมถึงการมีวิถีชีวิตที่ดี จึงทำให้มีอายุยืนได้โดยไม่ต้องพึ่งยีนอายุยืนเลย

ขณะเดียวกัน งานวิจัยที่ถูกตีพิมพ์บนนิตยสารไทม์ว่าด้วยเรื่องการขยายอายุขัยของมนุษย์ในอนาคต ทดลองในหนูของมหาวิทยาลัยแห่งเทกซัส, ซาน อันโตนิโอ สหรัฐฯ ซึ่งนักวิจัยพบว่า จากการให้ยาปฏิชีวนะที่ชื่อ แรพพามัยซิน ให้กับหนูทดลองแล้ว พบว่า หนูมีอายุยืนยาวขึ้นเป็น 48 เดือน เพิ่มขึ้น 1.77 เท่าตัว จากปกติหนูจะมีอายุขัยประมาณ 27 เดือน ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยอายุขัยของมนุษย์อยู่ที่ 80 ปี ดังนั้น หากมนุษย์มีอายุยืนได้ยาวถึง 1.77 เท่าตัว มนุษย์จะมีอายุยืนถึง 142 ปี แต่ยา แรพพามัยซิน ยังไม่สามารถนำมาใช้เพื่อการยืดอายุขัยของมนุษย์ได้

หลักการของผู้รู้และผู้เชี่ยวชาญด้านการชะลอวัย และการขยายอายุขัย ต่างเห็นไปในทิศทางเดียวกันก็คือ การบริโภคอาหารที่มาจากพืชเป็นหลัก รับประทานในปริมาณพอดีไม่มากเกินไป ออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ถึงขั้นต้องหักโหม มีจิตใจเบิกบาน ไม่เครียด มีทัศนคติเชิงบวก ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในเคล็ดลับที่ทำให้อายุขัยของมนุษย์ยืนยาวขึ้นได้ ทั้งนี้ เชื่อว่าอนาคตการขยายอายุขัยอาจไม่ใช่เพียงแค่พัฒนาการของยาแต่เพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการพัฒนาองค์ความรู้ของมนุษย์ว่า ควรบริโภคอะไร อะไรควรหรือไม่ควรทำ

สุดท้ายแล้ว ความหมายในการมีชีวิต อาจจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่มนุษย์ต้องหาคำตอบให้ได้ว่า ต้องมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร เป้าหมายของการมีชีวิตเพื่อทำสิ่งใด เพราะไม่ว่าจะอายุยืนยาวสักเท่าไร วันหนึ่งเราเองอาจจะเสียชีวิตด้วยโรคภัยไข้เจ็บโรคใดโรคหนึ่งอยู่ดี ความหมายในการมีชีวิตอยู่ จึงสำคัญยิ่งกว่าการมีชีวิตยืนยาวอยู่บนโลกใบนี้เสียอีก และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


เมื่อ-Ai-เข้าใกล้กว่าที่เราคิด_web.jpg

ปัจจุบันนวัตกรรมต่าง ๆ เกิดขึ้นบนโลกนี้อย่างมากมาย หลายคนคงจะเคยได้ยินหรือคุ้นชินกับคำว่า “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ AI ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่จะช่วยอำนวยความสะดวกมนุษย์ จนทำให้บางคนกังกวลว่า AI จะเข้ามาแทนที่หรือแย่งงานของมนุษย์ไปหรือไม่?

ต้องบอกเลยว่าโลกของเรามีการคิดค้นเทคโนโยีและนวัตกรรมต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และอำนวยความสะดวกการดำเนินชีวิตของมนุษย์ให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสบายมากขึ้นกว่าเดิม เมื่อยุคของเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในสังคมมากยิ่งขึ้น ช่วงที่ผ่านมา หลายคนคงจะเคยได้ยินหรือคุ้นชินกับคำว่า AI (Artificial Intelligence) หรือ ปัญญาประดิษฐ์ ตามสื่อต่าง ๆ กันมาบ้างแล้ว แต่บางคนอาจจะยังไม่รู้จักกับความหมายของคำดังกล่าว

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ AI (Artificial Intelligence) หรือ ปัญญาประดิษฐ์ คือ นวัตกรรมการสร้างความฉลาดให้กับสิ่งไม่มีชีวิต ถือเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งของวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่มีแนวคิดในรูปแบบที่เน้นเหตุผลเป็นหลัก มีความสามารถคล้ายมนุษย์หรือเลียนแบบพฤติกรรมมนุษย์ โดยเฉพาะความสามารถในการคิดและเป็นผู้ช่วยในด้านต่าง ๆ เปรียบเสมือนการสร้างหุ่นยนต์ที่ทำงานได้เหมือคน โดยใช้วิทยาการด้านคอมพิวเตอร์และวิศวกรรมเป็นหลัก อาทิเช่น ระบบนำทางรถยนต์ไร้คนขับ, ช่วยผู้อัจฉริยะในสมาร์ทโฟน เป็นต้น

นิยามของ “ปัญญาประดิษฐ์” ได้ถูกกำหนดขึ้นในปี ค.ศ.1956 โดย John McCarthy ได้มีการศึกษาและพัฒนางานด้านปัญญาประดิษฐ์ และได้มีการตั้งเกณฑ์ทดสอบเพื่อที่จะระบุว่า เครื่องจักรกลหรือระบบคอมพิวเตอร์สามารถคิดได้เหมือนมนุษย์ออกมาโดย Alan Turing นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ แต่จนบัดนี้เครื่องจักรกลหรือระบบคอมพิวเตอร์ก็ยังไม่สามารถผ่านเกณฑ์ของ Alan Turing ได้เลย ณ ปัจจุบันระบบปัญญาประดิษฐ์ยังไม่สามารถสร้างคำตอบที่แปลกใหม่หรือคำตอบที่มาจากการคิดค้นขึ้นมาใหม่ของระบบเองได้ เพียงแต่เป็นการลอกเลียนความสามารถของมนุษย์ได้เท่านั้น

ในช่วงที่ผ่านมา มีนวัตกรรมต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ในด้านระบบรักษาความปลอดภัย มีการคิดค้นกล้องวงจรปิดที่สามารถตรวจจับใบหน้าด้วยปัญญาประดิษฐ์ คือสามารถตรวจจับใบหน้าของคนร้ายที่เคยมีประวัติได้โดยอัตโนมัติ เมื่อคนร้ายเดินเข้ามาในสถานที่แห่งนั้น หรือแม้แต่ ด้านการแพทย์ มีการใช้หุ่นยนต์ในการผ่าตัดอวัยวะในส่วนที่มือคนไม่สามารถเข้าถึงได้ อย่างเช่น การพัฒนาระบบ IBM Watson ระบบที่สามารถอ่านบทความวิจัยวิทยาศาสตร์ได้มากถึง 1 ล้านฉบับต่อปี แล้วนำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้แม่นยำมากขึ้น ส่วนในด้านการขนส่งสาธารณะ ระบบ AI ได้ถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการเดินทาง เปรียบเสมือนเป็นผู้ช่วยในเดินทางให้กับมนุษย์ โดยสามารถวิเคราะห์เส้นทางและหลบหลีกสิ่งกีดขวาง รวมไปถึงสามารถพัฒนาไปถึงรถอัจฉริยะที่ไร้คนขับได้อีกด้วย

ในปี 2019 ที่กำลังจะก้าวมาถึงนี้ ไดเมนชั่น ดาต้า ผู้ให้บริการเทคโนโลยีระดับโลก รายงานแนวโน้มเทคโนโลยีปี 2019 โดยระบุว่า ปี 2019 จะมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านดิจิทัลอย่างแน่นอน ในรายงานได้ชี้ถึงพื้นฐานของแนวโน้มอุตสาหกรรมที่จะมากำหนดขอบเขตธุรกิจด้านเทคโนโลยีในปีหน้า โดยเชื่อว่าในปี 2019 จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายในแวดวงเทคโนโลยี ประกอบด้วย AI จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงประสบการณ์ของลูกค้า , องค์กรจะให้ความสำคัญกับความปลอดภัยระบบออนไลน์ , แอปพลิเคชั่นต่าง ๆ จะฉลาดมากขึ้นและปรับแต่งได้ , โครงสร้างพื้นฐานจะเป็นสิ่งที่ผู้ใช้สามารถจัดการได้ในปลายทาง , ข้อมูลจะกลายเป็นศูนย์กลางของทุก ๆ อย่าง รวมไปถึงการบริการต่าง ๆ อีกด้วย ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าจะมีการขยายตัวของบริษัทด้านเทคโนโลยีอย่างล้นหลามในอนาคต

และเมื่อ AI หรือ “ปัญญาประดิษฐ์” ได้รับความนิยมมากขึ้น ทั้งการเป็นตัวช่วยอำนวยความสะดวกแก่มนุษย์ในด้านต่าง ๆ จนทำให้มนุษย์หลายคนเริ่มกังวลกันว่า ในอนาคต AI จะเข้ามามีบทบาทและเข้ามาแทนที่มนุษย์ จะเป็นการแย่งงานของมนุษย์ไปหรือไม่ ซึ่ง McKinsey & Company บริษัทรับให้คำปรึกษาด้านการจัดการภายในองค์กรชื่อดัง ระบุว่า จะเข้ามาทำงานแทนที่มนุษย์มากถึง 800 ล้านตำแหน่งทั่วโลกภายในปี 2030 ซึ่งบางสาขาอาชีพมนุษย์ต้องปรับตัวและพัฒนา เพื่อไม่ให้ถูกหุ่นยนต์ AI เข้ามาแย่งงานและแทนที่ในที่สุด แต่บางอาชีพหุ่นยนต์ AI ก็ไม่ได้เข้ามาแย่งงานของมนุษย์ อาจเข้ามาช่วยให้เราทำงานง่ายขึ้นและสะดวกสบายขึ้นส่วนหนึ่ง แต่มนุษย์เองยังคงต้องทำงานตามปกติ

อย่างเช่น หุ่นยนต์ส่งของอัตโนมัติ ที่ออกแบบมาให้ทำงานร่วมกับมนุษย์ ในการช่วยส่งของจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งภายในพื้นที่ปิด โดยมีการออกแบบและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นกล้อง อุปกรณ์เซ็นเซอร์ต่าง ๆ เพื่อทำให้หุ่นยนต์ดังกล่าว สามารถเดินทางในพื้นที่ที่แตกต่างกัน ทั้งยังสามารถหลบหลีกผู้คนและสิ่งของในพื้นที่ต่าง ๆ ได้อย่างอัตโนมัติและปลอดภัย เหมาะสำหรับการใช้งานอย่างเช่น การเสิร์ฟอาหารภายในร้านอาหาร ที่ช่วยอำนวยความสะดวกพนักงานในร้าน เพื่อให้พนักงานของร้านมีเวลาไปทำอย่างอื่นเยอะขึ้น หุ่นยนต์ดังกล่าวสามารถแบ่งเบาภาระงานมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังตอบโจทย์ในการประหยัดเวลาและความปลอดภัยขั้นสูง ทดแทนภาระงานบุคลากรได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกวัน ทุกเวลา นอกจากนี้ หุ่นยนต์ดังกล่าวยังสามารถนำไปใช้กับธุรกิจโลจิสติกส์และโรงงานผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งแบบ Just-In-Time ได้อีกด้วย

นอกจากนี้ ในส่วนของกีฬาเองก็มีการนำเอา AI มาปรับใช้ อย่าง แอปพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในรูปแบบ Computer Vision คือ Zepp ที่ทำหน้าที่วิเคราะห์การเคลื่อนไหวของร่างกาย จากการบันทึกภาพนิ่งและวีดีโอ ไม่ว่าจะเป็นการกระโดด การเหวี่ยงแขน การวิ่ง มี 5 ชนิดกีฬาให้เลือกพัฒนาทักษะได้แก่ บาสเก็ตบอล, ฟุตบอล, กอล์ฟ, เบสบอล และเทนนิส ทั้งหมดนี้จะถูกประมวลผลด้วยปัญญาประดิษฐ์ เพื่อให้ผู้ใช้งานทราบว่ามีจุดอ่อนและควรพัฒนาเพิ่มเติมในด้านใด เปรียบเสมือนมีโค้ชส่วนตัวที่คอยให้คำแนะนำยังไงก็ยังอย่างนั้น


AT&T | Shot by. admonitoring.group

ขณะเดียวกัน ก่อนหน้านี้หลายคนคงเคยได้ยินข่าว เรื่อง Artificial Intelligence ของ Google ที่ชื่อว่า AlphaGo ซึ่งเป็น AI ทางด้านการเล่นโกะ สามารถเอาชนะ Ke Jie (เค จี) มือวางโกะอันดับหนึ่งของโลกไปได้ โดย Ke Jie เปิดเผยว่า การวางหมากแต่ละตาของ AlphaGo ค่อนข้างแหวกไปจากรูปแบบที่ผู้คนชอบเล่นกัน และเหนือมากจนตนไม่อาจรู้ได้เลยว่า AlphaGo กำลังวางเกมยังไง

สำหรับอาชีพที่มีเปอร์เซนต์จะถูก AI เข้ามาแทนที่มนุษย์ที่สุด ได้แก่ คอลเซ็นเตอร์ ที่มีโอกาสสูงถึง 99% เพราะอาชีพคอลเซ็นเตอร์เป็นอาชีพที่ทำงานผ่านทางโทรศัพท์ ไม่ต้องมีประสบการณ์ด้านสังคมหรืออารมณ์ จึงมีโอกาสสูงที่จะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์ , พนักงานบัญชี เนื่องจากในอนาคตการเก็บรายรับ รายจ่าย การลงบัญชี อาจถูกแทนที่ด้วยระบบ AI ที่ตอนนี้ก็มีโปรแกรมบัญชีสำเร็จรูปในประเทศไทย เช่น Trclound.org , Flowaccount.com สามารถทำให้เจ้าของกิจการหรือเจ้าหน้าที่บัญชีสามารถลงบัญชีได้ด้วยตัวเอง , พนักงานพิสูจน์อักษร ที่ปัจจุบันมีโปรแกรมพิสูจน์อักษรที่มีการใช้งานอย่างแพร่หลาย จากฟังก์ชั่นเดิมอย่าง Microsoft word ไปจนถึงโปรแกรมตรวจพิสูจน์อักษรอย่าง Grammarly และ Hemingway App นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ช่วยให้นักเขียนสามารถตรวจพิสูจน์อักษรได้ด้วยตัวเอง

AI ไม่ได้เข้ามาแทนที่อาขีพมนุษย์ไปเสียหมด เพราะก็ยังมีอยู่บางอาชีพที่มนุษย์จำเป็นต้องทำอยู่ หุ่นยนต์ทำแทนไม่ได้ ประกอบด้วย นักจิตวิทยาและนักบำบัด เป็นอาชีพที่จำเป็นมาก เนื่องจากโลกและภาคธุรกิจมีการแข่งขันสูง ทำให้บางคนเกิดความเครียดได้ง่าย การเข้ารับการบำบัดจากนักจิตวิทยาที่เป็นมนุษย์ ซึ่งมีทั้งน้ำเสียง พลัง และกริยาท่าทางการแสดงออก จะสามารถกระตุ้นให้เกิดความเชื่อมั่นได้ ซึ่งหุ่นยนต์ไม่สามารถทำได้ , ตำแหน่งผู้นำ-หัวหน้า ไม่ว่าจะเป็นผู้นำองค์กรหรือผู้นำประเทศ การเป็นผู้นำต้องปฏิสัมพันธ์กับผู้ใต้บังคับบัญชา หรือหากเป็นผู้นำประเทศก็ต้องปฏิสัมพันธ์กับประชาชน หน้าที่นี้หุ่นยนต์จึงไม่สามารถเข้ามาแทนได้ , เจ้าหน้าที่ทรัพยากรบุคคล เป็นตำแหน่งที่ต้องรับฟังปัญหาต่าง ๆ ของพนักงานในองค์กร ไม่เพียงแค่คัดเลือกผู้สมัครที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้าทำงาน ซึ่งตำแหน่งดังกล่าวเป็นสิ่งที่หุ่นยนต์ไม่สามารถทำได้

สุดท้าย เมื่อนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่าง ๆ มีบทบาทต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ และเป็นตัวแปรสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจมากขึ้น ดังนั้น มนุษย์ทุกคนจึงควรปรับตัว เรียนรู้ พัฒนาศักยภาพของตนเอง และทำความเข้าใจนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อก้าวให้ทันกับเทคโนโลยีที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้ หากมนุษย์สามารถปรับตัวได้ ก็จะสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ได้อย่างแน่นอน และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป-เพื่อนคู่ทุกข์คู่ยากช่วงใกล้สิ้นเดือน_web.jpg

ในช่วงใกล้สิ้นเดือน หลาย ๆ คนคงจะปวดหัวกับวิธีการบริหารจัดการเงินในกระเป๋าของเราให้ประหยัดที่สุด “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป” หนึ่งในอาหารประทังชีวิตของมนุษย์เงินเดือน เพื่อนคู่ทุกข์คู่ยากช่วงใกล้สิ้นเดือน ที่ราคาไม่แพง แค่เติมน้ำร้อนก็สามารถรับประทานได้เลย

“ใกล้สิ้นเดือน เหมือนสิ้นใจ” มนุษย์เงินเดือนทุก ๆ คนคงจะชินกับสิ่ง ๆ นี้ไปแล้ว ซึ่งมันทรมานมาก ๆ เพราะกว่าจะถึงวันเงินเดือนออก เราก็ต้องบริหารจัดการเงินในกระเป๋าของเราให้ประหยัดที่สุด ให้มีเงินประทังชีวิตให้ได้จนถึงวันเงินเดือนออก หลายคนเงินเดือนมีมากก็ยังไม่เพียงพอกับการดำรงชีวิตในแต่ละเดือนเลย เดินทางออกมาทำงานแต่ละครั้ง แน่นอนว่าต้องมีค่าใช้จ่ายอย่างแน่นอน ทั้งค่าเดินทาง , ค่าอาหารกลางวัน , ค่าใช้จ่ายจิปาถะ ไหนจะภาระค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภค ทั้งค่าน้ำ , ค่าไฟ , ค่าโทรศัพท์ ฯลฯ รวมถึงหนี้สิน ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอีก ก็คงไม่แปลกใจที่ว่าทำไมเงินเดือนออกปุ๊ป ถึงหมดปั๊บ

การดำรงชีวิตของมนุษย์ ปัจจัยสำคัญที่สุดคือ “อาหาร” เพราะอาหารคือเครื่องประทังชีวิตของมนุษย์ มนุษย์เราต้องรับประทานอาหารให้ได้ 3 มื้อต่อวัน ในชีวิตจริงการซื้ออาหารรับประทานตามร้านอาหารตามสั่ง ต้องเตรียมเงินขั้นต่ำไปอย่างน้อย 50 บาท ยิ่งถ้าไปร้านอาหารหรู ๆ แพง ๆ หน่อย ราคาก็จะสูงขึ้นอีกเท่าตัวเลยก็ว่าได้ ถามว่าอาหารราคาที่ถูกที่สุดมีหรือไม่ บอกเลยว่ามี เมื่อพูดถึงอาหารที่ราคาไม่แพง มนุษย์เงินเดือนทุกคนคงจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป” นั่นเอง ราคาไม่แพง ตกเฉลี่ยห่อละ 6 บาท เท่านั้นเอง

จะว่าไปแล้ว บาท 6 บาท กับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ก็ถือเป็นการลงทุนไม่มาก ไม่แพงด้วย แค่มีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 1 ซอง กับน้ำร้อน ก็สามารถอิ่มได้ ลองเปรียบดูว่า อาหาร 1 มื้อ มูลค่า 50 บาท 3 มื้อมูลค่า 150 บาท ถ้าหากเอา 150 บาท ไปซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรับประทาน จะได้ประมาณ 30 ห่อ สามารถรับประทานได้ 10 วันเลยทีเดียว แต่ในทางกลับกัน การรับประทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปบ่อย ๆ เป็นประจำ ไม่ใช่ข้อดีสักเท่าไหร่ หนำซ้ำเป็นอันตรายต่อร่างกายเราด้วย เพราะในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มีโซเดียมที่มีอยู่ในซองเครื่องปรุงรส นอกจากนี้ยังมีคาร์บอน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง เนื่องจากบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมีการใส่สี ใส่สารที่ทำให้กรอบ และผงชูรสในปริมาณมาก รวมทั้งถูกนำไปทอดในน้ำมันซ้ำๆ หลายครั้ง อีกทั้งยังมีแคลเลอรี่สูง ซึ่งหากรับประทานบ่อย ๆ ก็อาจทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ ,ความดันโลหิตสูงด้วย

และทราบไหมว่า ต้นกำเนิดของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เกิดขึ้นจากประเทศญี่ปุ่น โดย “โมโมฟุกุ อันโด” ผู้ก่อตั้งและประธานบริษัทนิชชิน ที่มีไอเดียริเริ่มการทำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ภายหลังจากธุรกิจการเงินของเขาเกิดภาวะล้มละลายในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นเกิดภาวะขาดแคลนอาหารอย่างหนัก และได้รับบริจาคแป้งสาลีจากสหรัฐอเมริกาเป็นจำนวนมาก “โมโมฟุกุ อันโด” จึงนำแป้งสาลีที่ได้รับบริจาคมาแปรรูปทำเป็นเส้นบะหมี่แห้ง ๆ ซึ่งผ่านการแช่ในน้ำซุปและทอดด้วยน้ำมันร้อน ๆ จัด ก่อนนำไปตากให้แห้งเพื่อที่จะได้เก็บไว้นาน ๆ โดยเมื่อเติมน้ำร้อนเข้าไปในบะหมี่ก็สามารถนำมารับประทานได้ทันที

ทฤษฏีลำดับขั้นความความต้องการ โดยนักวิชาการ มาส์โลว์ ระบุว่า มนุษย์ทุกคนเกิดมาโดยธรรมชาติแล้วมีความพร้อมที่จะทำสิ่งที่ดี หากได้รับความต้องการตามลำดับ ซึ่งแสดงไว้ในรูปของฐานพีระมิด โดยความต้องการลำดับแรกจะมีมากที่สุดเป็นความต้องการพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนขาดไม่ได้ ไปจนถึงความต้องการสูงสุดในบันไดขั้นที่ 5 โดยความต้องการของมนุษย์ที่สำคัญมากที่สุด ที่ใกล้เคียงกับการดำรงชีวิตของมนุษย์ คือ ความต้องการด้านร่างกายหรือด้านกายภาพ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการดำรงชีวิตของมนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย ได้แก่ ความต้องการอาหาร น้ำ อากาศ เสื้อผ้า ฯลฯ ความต้องการดังกล่าวเกิดขึ้นทุกเพศทุกวัย มนุษย์ทุกคนมีความต้องการทางสรีระอยู่เสมอจะขาดไม่ได้ ถ้าอยู่ในสภาพที่ขาดร่างกายจะกระตุ้นให้บุคคลทำกิจกรรมขวนขวาย เพื่อตอบสนองความต้องการเหล่านี้

ดังนั้น “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป” ถือเป็นอีกหนึ่งเมนูอาหารที่ช่วยเยียวยาและประทังชีวิตของมนุษย์ในช่วงที่กำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤต 7 วันอันตราย เพื่อให้มีชีวิตผ่านพ้นไปจนถึงวันสิ้นเดือน วันเงินเดือนออกจนได้ในที่สุด บะหมี่กึ่งสําเร็จรูปถือเป็นอาหารที่นับว่าสามารถรับประทานได้ ไม่ได้เลยร้ายมากมาย แต่ต้องรู้วิธีที่จะกินอยู่เป็น ด้วยการรู้จักปรุงให้ถูกวิธี และไม่ควรรับประทานบะหมี่กึ่งสําเร็จรูปติดต่อกันเป็นประจํานาน ๆ ซึ่งถือว่าเป็นการรับประทานอาหารที่ซ้ำซาก ดังนั้น ควรรับประทานสลับกับอาหารประเภทอื่น ๆ โดยเฉพาะข้าวเป็นอาหารหลัก เพราะการรับประทานอาหารที่ผ่านขบวนการผลิตซ้ำซาก จะทําให้เกิดความเสี่ยงต่อการสะสมสารพิษบางชนิดในร่างกาย และทําให้ร่างกายได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน หรือได้รับอย่างใดอย่างหนึ่งมากจนเกินไป บะหมี่กึ่งสําเร็จรูปรับประทานได้ แต่ต้องใส่ใจ รับประทานให้ถูก ปรุงให้สุก เติมเนื้อสัตว์และผักทุกครั้ง เพื่อโภชนาการของร่างกาย และเราเองก็สามารถประทังชีวิตได้ไปถึงวันสิ้นเดือนอย่างมีคุณภาพต่อไป

ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต


Banner_welltitude_ฆ่าตัวตาย-ทางออกหรือเรียกร้อง.jpg

ปัญหาการ “ฆ่าตัวตาย” เกิดขึ้นทั่วโลก ไม่เว้นแม้กระทั่งประเทศไทยบ้านเราที่มักเลือกแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยการจบชีวิตของตัวเอง แต่แท้จริงแล้ว “ฆ่าตัวตาย” เป็นการหาทางออกของชีวิต หรือ เป็นแค่เรียกร้องความสนใจกันแน่?

ปัญหาชีวิตของแต่ละคนล้วนมีอยู่มากมาย บางคนมีปัญหาก็เลือกที่จะสู้กับปัญหานั้น แต่คนส่วนหนึ่งมีปัญหาก็เกิดอาการเครียด ไม่คิดแก้ปัญหา จมอยู่กับความเครียด และท้ายที่สุด ก็เลือกหนีปัญหาดังกล่าวด้วยการ “จบชีวิต” ของตัวเอง โดยไม่ได้คำนึงเลยว่า การฆ่าตัวตายไม่ได้เป็นการยุติปัญหา แต่เป็นการสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะคนรอบข้างที่จะต้องมารับภาระแทนทั้งหมด

ปัญหาการฆ่าตัวตายเกิดขึ้นทั่วโลก ไม่เว้นแม้กระทั่งประเทศไทยบ้านเรา ที่มักจบปัญหาชีวิตด้วยการฆ่าตัวตาย เพียงเพราะปัญหาที่ในความเป็นจริงแล้วสามารถแก้ไขได้อย่างง่ายๆ ด้วยซ้ำ จากสถติการฆ่าตัวตาย โดย World Population Review ได้มีการสำรวจและจัดอันดับประเทศที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงที่สุดในโลกประจำปี 2018 ใน 177 ประเทศทั่วโลก พบว่า ประเทศที่มีการฆ่าตัวตายมากที่สุด ได้แก่ ประเทศศรีลังกา รองลงมาคือ ลิทัวเนีย , กายอานา ตามลำดับ ส่วนประเทศไทยอยู่อันดับที่ 28 มีอัตราการฆ่าตัวตายอยู่ที่ 16 คน/ประชากร 1 แสนคน ถือได้ว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการฆ่าตัวตายมากที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน

ส่วนสาเหตุของการฆ่าตัวตายเกิดจากปัญหาดังนี้ (1.) ความรัก-ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล , (2.) สุรา-ยาเสพติด , (3.) สังคม-เศรษฐกิจ , (4.) โรคประจำตัว-อาการทางจิต และ (5.) ความเครียดส่วนตัว จากปัญหาของชีวิต ที่นำมาสู่การจบชีวิต ที่ก่อนฆ่าตัวตายจะเขียนจนหมายระบายความในใจในสมัยก่อน แต่ปัจจุบันมีโซเชียลมีเดียเข้ามา หลายคนก็ใช้วิธีการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กหรือเฟซบุ๊กไลฟ์ระบายความในใจก่อนจะตัดสินใจจบชีวิตลง ซึ่งนั่นนำมาซึ่งข้อสงสัยที่ว่า “การฆ่าตัวตาย” จริงๆ แล้วคือต้องการหาทางออกของชีวิต หรือ เพียงต้องการเรียกร้องความสนใจจากคนรอบข้างให้เขามาสนใจเรา

เรื่องนี้ รศ.นพ.ชวนันท์ ชาญศิลป์ นายกสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า วิธีการป้องกันการฆ่าตัวตาย จะต้องคำนึงถึง 3 ปัจจัย ได้แก่ (1.) ปัจจัยเสี่ยง เช่น มีประวัติการฆ่าตัวตายมาก่อน ครอบครัวเคยมีการฆ่าตัวตาย มีการใช้สารเสพติด หรือมีโรคทางจิตเวช จะต้องใช้วิธีในการเฝ้าระวัง ,(2.) ปัจจัยกระตุ้น เป็นเรื่องเปลี่ยนแปลงไม่ได้เช่นกัน แต่ฝึกเรื่องวิธีการจัดการปัญหาได้ และ (3.) ปัจจัยปกป้อง คือ ดูแลสุขภาพกายและจิตได้ดี การเชื่อมโยงกับคนรอบๆ มีทักษะชีวิตดี ยอมรับนับถือตัวเอง จะช่วยลดความเสี่ยงในการทำร้ายตัวเองและฆ่าตัวตายลงได้

ถึงแม้ว่าการฆ่าตัวตายจะเป็นปัญหาสำคัญที่หลายฝ่ายพยายามที่จะแก้ไขปัญหานี้แล้ว แต่ก็ไม่สามารถช่วยลดจำนวนผู้คนที่ตัดสินใจจบชีวิตลง แต่เบื้องต้นสามารถป้องกันได้ หากดำเนินการอย่างทันท่วงที แต่จริง ๆ แล้ว “กำลังใจจากคนรอบข้าง” สำคัญมากที่จะช่วยบรรเทาและลดปัญหาการฆ่าตัวตายได้ ครอบครัวจะต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน คนรอบข้างอาจจะไม่ใช่คนที่แก้ปัญหาให้ได้ แต่ช่วยรับฟังปัญหาของเขา ซึ่งวิธีนี้เคยมีผลวิจัยว่า หากมีเพื่อนที่ไว้ใจได้ 3-4 คน จะมีอัตราลดการฆ่าตัวตายลง 75% ขณะเดียวกันหากมี 5-6 คน จะช่วยลดได้ 89%

โดยวิธีการสร้างความสัมพันธ์นั้น หากเป็นคนในครอบครัว ควรเริ่มจากการใช้เวลาทำอะไรร่วมกันและไม่ใช่เรื่องที่เครียดจนเกินไป อาทิ ดูทีวีร่วมกัน ออกไปรับบประทานอาหารนอกบ้าน ท่องเที่ยว ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่จะสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว ส่วนเพื่อนนั้นควรเริ่มจากการเปิดใจคบอย่างผิวเผินก่อน แล้วดูว่าคนไหนเข้ากับเราได้ สุดท้ายก็จะเปิดใจกันมากขึ้นและยอมรับกันมากขึ้นจนเป็นคนที่เราไว้ใจได้


ข้าวกล่อง-ปัจจัยสำคัญกับความเร่งรีบในการใช้ชีวิตของมนุษย์_web.jpg

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ “ข้าวกล่อง” ปัจจัยสำคัญอีกหนึ่งอย่างในการใช้ชีวิตในช่วงเร่งรีบของมนุษย์ที่ต่างมีภารกิจต่างๆ ให้ได้ทำในแต่ละวัน เพราะข้าวกล่องมีความสะดวกสบายในการพกพา หิวเมื่อไหร่เปิดกล่องกินเมื่อนั้นเลย

มนุษย์ทุกคนมีภารกิจและมีหน้าที่ให้ทำในแต่ละวัน ทั้งการไปเรียนหนังสือ ไปทำงาน ไปท่องเที่ยว ฯลฯ ซึ่งล้วนต้องใช้ความเร่งรีบในการใช้ชีวิต แต่ถึงจะเร่งรีบขนาดไหนก็ตาม อาหาร ก็เป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่มนุษย์ขาดไม่ได้ โดยเฉพาะมื้อเช้า ซึ่งเป็นมื้อสำคัญอย่างยิ่งที่ต้องรับประทาน เพราะเราต้องใช้พลังงานในการทำกิจกรรมต่างๆ ตลอดทั้งวัน ดังนั้น การรับประทานอาหารมื้อเช้า จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะทำให้ร่างกายของเรามีพละกำลังและมีเรี่ยวแรงที่จะทำกิจกรรมในชีวิตเรา

เมื่อมนุษย์มีความเร่งรีบในชีวิต การรับประทานอาหารที่โต๊ะอาหารที่บ้านหรือร้านอาหาร รวมไปถึงการประกอบอาหารเองที่บ้านอาจจะไม่สะดวกมากนักในช่วงเวลาที่มนุษย์เกิดความเร่งรีบ ดังนั้น “ข้าวกล่อง” จึงเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญความเร่งรีบของมนุษย์ในทุกวันนี้ เพราะข้าวกล่องมีความสะดวกสบายในการพกพา หิวเมื่อไหร่เปิดกล่องกินเมื่อนั้น ไม่ต้องเสียเวลาเอาไปใส่จานหรือนำไปประกอบอาหาร เพราะข้าวกล่องมีให้ครบตามความต้องการของมนุษย์

จะว่าไป วันนี้เราอยากกินอะไร ก็แค่เดินไปสั่งที่ร้านอาหารตามสั่งหรือเดินเข้าร้านสะดวกซื้อ ก็มีข้าวกล่องสำเร็จรูปแบบแช่แข็งจำหน่าย หรือบ้านไหนอยู่กันเป็นครอบครัว คุณแม่ก็อาจจะทำข้าวใส่กล่องหรือปิ่นโตไว้ให้เราด้วย นี่ล่ะรูปแบบของ “ข้าวกล่อง” ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่กล่องโฟมเท่านั้น ลักษณะของข้าวกล่องเป็นได้ทั้งข้าวกล่องแช่แข็งที่เมื่อหิวแล้วก็ต้องเอาไปอุ่นในเตาไมโครเวฟ หรืออาจจะเป็นกล่องใส่ข้าวพลาสติก ที่มีวิวัฒนาการมาจากปิ่นโตใส่ข้าว หรือบางคนยังเลือกใช้ปิ่นโตใส่ข้าวด้วยซ้ำ เพราะสามารถบรรจุอาหารได้หลากหลายอย่าง เผื่อว่าเอาไปแบ่งให้เพื่อนๆ รับประทานด้วย

ข้อดีของ “ข้าวกล่อง” เราเห็นกันอยู่แล้วว่า สะดวกสบายในการใช้ชีวิต สามารถรับประทานได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เร่งรีบสุดๆ เป็นต้น แต่หารู้ไม่ว่าจริงๆ แล้ว “ข้าวกล่อง” ที่บรรจุใส่ในกล่องโฟมหรือใส่ในถุงพลาสติก เป็นอันตรายต่อร่างกายเราได้ เพราะพลาสติกจะทำให้เราเป็นมะเร็งได้ ถ้าจะให้ดีวันหลังก็ควรให้ร้านใส่กล่องข้าวให้เราน่าจะดีกว่า แถมยังช่วยลดภาวะโลกร้อนได้อีกด้วย

โดย นพ.วีรฉัตร กิตติ รัตนไพบูลย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านบรรจุภัณฑ์ บริษัทบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม บอกว่า กล่องโฟมที่ใช้ตามท้องตลาดทั่วไป (Styrofoam) เป็นของเสียเหลือทิ้งสีดำๆ จากกระบวนการผลิตน้ำมันปิโตรเลียม ประกอบด้วยสารสไตรีน (Styrene) มีโครงสร้างโมเลกุลคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ในเพศหญิง ซึ่งข้าวกล่องที่บรรจุกล่องโฟมเป็นแหล่งสะสมสารสไตรีน ออกฤทธิ์ให้สมองมึนงง สมองเสื่อมง่าย หงุดหงิดง่าย มีผลทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติและเป็นสารก่อมะเร็งอีก 3 ชนิด หากผู้ชายทานเข้าไปมากๆ มีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ขณะที่ผู้หญิงมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านม และทั้งเพศชายและหญิงมีโอกาสสูงต่อการเป็นมะเร็งตับ ถึงแม้จะไม่ได้ดื่มแอลกอฮอร์เป็นประจำก็ตาม

สุดท้าย แนวโน้มพฤติกรรมการบริโภค “ข้าวกล่อง” ของคนไทยในอนาคต ขึ้นอยู่กับความรู้ความเข้าใจของผู้บริโภคในเรื่องอาหารและโภชนาการ แต่ก็อย่ามัวหลงความสะดวกสบายจนลืมใส่ใจสุขภาพของตนเอง หากไม่จำเป็นพยายามหาเวลาไปรับประทานอาหารที่ร้านหรือที่บ้านกับครอบครัวน่าจะอบอุ่นใจกว่า ดีกว่าต้องเป็นมนุษย์ข้าวกล่องไปตลอดชีวิต และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


หัวโบราณ-vs-หัวสมัยใหม่-แล้วคน-2-คนจะใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างไร_web.jpg

การใช้ชีวิตของคน “หัวโบราณ” และ “หัวสมัยใหม่” ที่ต่างฝ่ายต่างมีแนวคิดและพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง ภายใต้เหตุผลต่างๆ ของตน ที่มั่นใจว่าของฉันถูกแน่นอน สุดท้าย เราจะปรับจูนให้คนทั้ง 2 ประเภทสามารถเข้ากันได้อย่างไร?

“เพราะผู้ใหญ่อาบน้ำร้อนมาก่อน” นี่เป็นคำพูดหรือประโยคที่คุ้นหูของพ่อแม่ปู่ย่าตายาย ซึ่งอยู่ในยุค Gen B หรือ Baby Boomer ที่ยึดติดกับความเชื่อในสมัยก่อน แสดงออกถึงความหัวโบราณอย่างมาก จนทำให้คนรุ่นเราๆ ที่อยู่ในยุค Gen X , Gen Z , Gen Y ถึงกับต้องส่ายหัวและบ่นเลยว่า “วัยรุ่นเซ็ง!” จนบางครั้งก็อยากจะถามกลับไปเหมือนกันว่า “น้ำร้อนที่อาบเนี่ย แน่ใจเหรอว่ามันสะอาด?” ซึ่งนั่นก็ทำให้การใช้ชีวิตของคนหัวโบราณและคนหัวสมัยใหม่เริ่มปรับจูนกันลำบากเสียแล้ว เหมือนเข็มทิศที่กำลังหลงทางกันทั้งคู่ ฟากนึงไปทิศเหนือ อีกฟากไปทิศใต้ คำถามคือ “แล้วเราจะปรับจูนให้เข้ากันได้อย่างไร?” วันนี้ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอนำเรื่องราวดีๆ มาแชร์กัน


โฆษณาไทยประกันชีวิต ชุด แม่รู้อะไรบ้าง?

ล่าสุด โฆษณาของ “ไทยประกันชีวิต” ซึ่งเราพอจะรู้จักกันดี เมื่อพูดถึงโฆษณาของแบรนด์ดังกล่าวที่เรียกได้ว่าเป็นไวรัลแทบทุกคลิปที่มีการเผยแพร่คอนเทนท์ผ่านทางสื่อโทรทัศน์รวมไปถึงสื่อออนไลน์ เป็นคอนเทนท์ที่สร้างแรงจูงใจและแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิตของมนุษย์อย่างมาก อย่างโฆษณาตัวล่าสุดที่บ่งบอกถึงเรื่องราวการใช้ชีวิตของคน 2 คน ซึ่งเป็นแม่และลูก ที่มีลักษณะความคิดและการใช้ชีวิตที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คนหนึ่งซึ่งเป็นแม่มีหัวคิดเป็นแบบผู้ใหญ่ ออกแนวหัวโบราณ ยึดติดกับสิ่งดั้งเดิม ซ้ำซากมาโดยตลอด ส่วนอีกคนเป็นลูก มีลักษณะการใช้ชีวิตที่ต่างจากผู้เป็นแม่โดยสิ้นเชิง เป็นคนหัวสมัยใหม่ มีความรู้และชำนาญด้านเทคโนโลยีอย่างมาก

โฆษณาชิ้นนี้สะท้อนถึงแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตของคน 2 ประเภทอย่างมาก ได้เรียนรู้ถึงการใช้ชีวิตของคนในยุคหัวโบราณว่าเขามีแนวความคิดอย่างไร มีเหตุผลอย่างไรในการใช้ชีวิตแบบนั้น ขณะเดียวกันคนหัวสมัยใหม่เขาก็มีเหตุผลและความคิดของเชาเช่นกันว่า มีแนวคิดและเหตุผลอย่างไรในการใช้ชีวิต จริงๆ แล้วคนทั้ง 2 ประเภท ต้องมีการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เปิดรับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี และปรับตัวให้เข้ากับสภาพการณ์ปัจจุบันด้วยหรือไม่ เพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตได้อย่างง่ายดายขึ้น

โทรศัพท์มือถือ ของกลุ่มคนยุคหัวโบราณ (Baby Boomer)
โทรศัพท์มือถือ ประเภท Smartphone สำหรับกลุ่มคนหัวสมัยใหม่ (Gen X , Gen Z ,Gen Y)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

การใช้ชีวิตของคนหัวโบราณและคนหัวสมัยใหม่ ขอยกตัวอย่างเช่น โทรศัพท์มือถือ คนหัวโบราณอย่างรุ่นพ่อรุ่นแม่เราเนี่ยก็จะยังยึดติดกับโทรศัพท์มือถือแบบที่มีปุ่มกด สามารถโทรออกรับสายได้เพียงอย่าง (คนหัวโบราณบางบ้านนี่ไม่ใช้โทรศัพท์มือถือ แต่ใช้เพียงแค่โทรศัพท์บ้านอย่างเดียวก็มีนะ) ขณะที่คนหัวสมัยใหม่ การเลือกใช้โทรศัพท์มือถือของเขาจะไม่ใช่แค่โทรศัพท์มือถืออย่างเดียวเท่านั้น แต่จะเป็นสมาร์ทโฟน ที่มีคุณสมบัติมากกว่าการโทรออกและรับสายเท่านั้น แต่ยังมีฟังก์ชั่นที่สามารถถ่ายรูป ถ่ายวีดิโอ เล่นอินเทอร์เน็ต ใช้แอปพลิเคชัน โทรหาเพื่อนโดยใช้วีดิโอคอลซึ่งไม่มีค่าใช้จ่าย เพียงแค่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตเท่านั้น ฯลฯ เรียกได้ว่ามีคุณสมบัติเหนือชั้นยิ่งกว่าโทรศัพท์มือถือดั้งเดิมเสียอีก สาเหตุนี้ ผู้ใหญ่บางท่านก็เลือกที่จะปรับตัวและเปิดรับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพราะเชื่อว่าสามารถช่วยอำนวยความสะดวกของเขาได้อย่างมาก

สำหรับคนสมัยใหม่โดยเฉพาะวัยลูกๆ หลานๆ ที่ไม่ค่อยปลื้มพฤติกรรม “หัวโบราณ” ของคนสมัยเก่าอย่างพ่อแม่ปู่ย่าตายายเราเองเนี่ย ลองเปิดใจดูท่านเป็นตัวอย่าง แล้วจินตนาการตามว่า หากวันหนึ่งฉันต้องแก่เหมือนท่าน ฉันต้องแก่แบบไหนดี แก่แบบที่วัยรุ่นเซ็งหรือจะแก่แบบเก๋า ทันสมัย ขวัญใจเด็กๆ คนรุ่นใหม่

การเปิดใจเรียนรู้ซึ่งกันและกันระหว่างคนทั้ง 2 ประเภท ทั้งคนหัวโบราณและคนหัวสมัยใหม่ น่าจะเป็นเรื่องที่ดีที่คนทั้ง 2 ประเภทจะสามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างมีความสุข คนรุ่นใหม่ก็จะได้เรียนรู้ว่าคนสมัยก่อนนั้นเขาใช้ชีวิตกันอย่างยากลำบากยากเข็ญอย่างไรในยุคที่ไร้เทคโนโลยี มีตรงไหนเป็นข้อดีที่สามารถนำมาใช้ในยุคปัจจุบันนี้ได้ ในทางกลับกัน คนรุ่นเราก็จะได้เรียนรู้ว่าคนสมัยใหม่เขามีการใช้ชีวิตอย่างไรให้น่าสนใจ แล้วเราจะสามารถเข้าไปใช้ชีวิตในยุคสมัยใหม่ได้อย่างไรบ้าง ลองมองเป็นเรื่องที่น่าสนุก น่าค้นหา น่าติดตาม แล้วคุณจะใช้ชีวิตบนโลกใบนี้ได้อย่างมีความสุข

ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต


13-เคล็ดลับ-แก่อย่างมีคุณค่า-ชราอย่างมีสุข-ของ-ดร.สุเมธ-ตันติเวชกุล_web.jpg

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เปิดเผย 13 เคล็ดลับดีๆ ในการใช้ชีวิตให้ “แก่อย่างมีคุณภาพ ชราอย่างมีสุข” เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตในช่วงบั้นปลายชีวิตได้อย่างมีความสุข

เมื่อชีวิตเดินทางมาถึงช่วงของบั้นปลายชีวิต ก็มักจะมีเรื่องราวต่างๆ มาให้เราคิดมากต่างๆ นาๆ ช่องว่างระหว่างวัยก็จะเป็นปัญหาสำคัญสำหรับคนที่มีอายุมากอย่างตัวคุณเอง เพราะจะต้องนั่งกัลวลว่าจะใช้ชีวิตร่วมกันคนรุ่นใหม่อย่างไรบ้าง , จะทำอย่างไรเพื่อหลีกเลี่ยงโรคภัยไข้เจ็บ และโรคอันตราย

โดย ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เปิดเผย 13 เคล็ดลับดีๆ ในการใช้ชีวิตให้ “แก่อย่างมีคุณภาพ ชราอย่างมีสุข” ระหว่างการปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “สูงวัยอย่างมีคุณค่า น้อมพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง” ในงานประชุมวิชาการประจำปีที่ประชุมผู้บริหารองค์กรของรัฐที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติเฉพาะ (ทอพ.) “ประชารัฐร่วมใจ สู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ” โดยระบุว่า จะมีสักกี่คนที่อายุมากขึ้นแล้ว แล้วจะมีสุขภาพจิตดี เบิกบานทั้งกายใจ อย่างตนเองก็มีอายุมากขึ้นแล้ว แต่ก็ยังคงอุทิศตัวเองในการทำงานมาโดยตลอด จะหยิบจะจับจะขยับไปไหนก็ยังกระฉับกระเฉง คล่องแคล่วว่องไวตามปกติ ซึ่งเคล็ดลับการใช้ชีวิตของตนไม่ได้มีอะไรที่ดูยากมาก 13 เคล็ดลับการใช้ชีวิต ประกอบด้วย

1. อย่าลืมเอาจิตไปพักผ่อนบ้าง
ส่วนตัวของ ดร.สุเมธ ทุกครั้งที่มีจังหวะได้พักผ่อนเว้นวรรคชีวิตนานๆ จึงมักถือโอกาสเอาจิตไปพักด้วยการบวช ครั้งล่าสุด บวชตอนอายุ 65 ปี เป็นพระสายวัดป่าอยู่ที่สกลนคร ซึ่งจริงๆ แล้วหลายคนเมื่อถึงวัยเกษียณอายุ มักใช้เวลาหาแต่ความสุขทางกายพากายไปเที่ยว ไปพักผ่อน ไปสูดอากาศ ไปรับประทานอาหารดีๆ แต่กลับละเลยไม่คิดที่จะเอาจิตไปพักผ่อน ทั้งที่กายกับจิตนั้นสัมพันธ์และมีอิทธิพลต่อกัน

2. ใช้ชีวิตอย่างมี “สติ”
ไม่ว่าจะเป็นการมีสติในการรับประทานอาหาร แทนที่จะทานตามใจปาก สนองความอยากของตัวเอง แล้วต้องให้หมอจ่ายยาลดไขมัน ลดน้ำตาล ทำไมเราไม่ลองหันมาลดที่ปากของตัวเอง ด้วยการใช้สติในการพิจารณาอย่างมีเหตุมีผลทุกครั้งในการรับประทาน

3. น้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต โดยมี “เหตุผล” เป็นเครื่องนำทาง
เหตุผลเป็นผลผลิตของปัญญา ดังนั้น จึงต้องรักษาศีล และมีสติ สมาธิ ผลสุดท้ายจะทำให้เกิดการพิจารณาโดยใช้ปัญญาเป็นที่ตั้ง เมื่อดำเนินทุกอย่างด้วยเหตุด้วยผล ก็จะเกิดความพอเพียงขึ้น

4. ฝึกการให้โดยไม่หวังผลตอบแทน ด้วยหลัก “ทาน” ของทศพิธราชธรรม
เมื่อถึงช่วงเกษียณอายุแล้ว อย่ามัวแต่อยู่บ้านเฉยๆ ควรพยายามหาเรื่องช่วยคนอื่นเท่าที่ร่างกายของเราจะทำได้ รักษาร่างกายให้แข็งแรง เพื่อทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น

5. ฝึกระลึกถึง “มรณานุสติ”
ใครๆ ก็ตายได้ ไม่ว่าใครก็ต้องเจอความตายเท่าเทียมกันหมดทุกคน เมื่อมองเห็นความตายเป็นเรื่องธรรมดา จะทำให้เรานิ่งกับความตาย

6. อยู่อย่างสง่า ตายอย่างสงบ
ตอนมีชีวิตอยู่จะต้องมีความสง่างามในตัวเอง ทุกอย่างต้องช่วยเหลือตัวเองได้ ใครเห็นก็ให้ความเคารพนับถือ และเมื่อถึงเวลาตายก็ตายอย่างสงบ อย่าไปกลัวความตาย จะยิ่งใหญ่แค่ไหน เมื่อตายแล้ว เกียรติยศเงินทองสะสมไว้แค่ไหนก็ต้องส่งคืนหมด สิ่งเดียวที่เหลือไว้ คือ ความเป็นตัวตนของเรา ถ้าประกอบคุณงามความดีไว้คนก็ยังนึกถึง แต่ถ้าประกอบความชั่วไว้มาก คนก็ยังด่าทอไปจนถึงลูกหลาน

7. มีความร่าเริง รื่นเริง คึกคัก ครึกครื้น
“ร่าเริง รื่นเริง คึกคัก ครึกครื้น” ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงรับสั่งเสมอ เพราะจิตเป็นเรื่องสำคัญ ต้องมีอารมณ์ขันอยู่ตลอดเวลา มองเห็นทุกอย่างเป็นเรื่องสนุก จึงจะสามารถทำงานได้สำเร็จรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เมื่อตัวเราร่าเริง ยิ้มแย้มแจ่มใส บรรยากาศรอบตัว คนรอบข้างที่อยู่กับเราก็รื่นเริงไปด้วย

8. อักโกธะ หรือ ความไม่โกรธ
เป็นอีกหลักข้อหนึ่งในทศพิธราชธรรม เพราะเมื่อโกรธแล้ว มักจะเสียหายหากคุมอารมณ์ไม่อยู่ในเรื่องไร้สาระ เมื่อไหร่ก็ตามที่มีเรื่องมากระทบใจ แค่ลองพลิกอารมณ์มองให้เห็นเป็นเรื่องสนุกๆ เท่านี้ทุกอย่างก็จบ

9. อวิโรธนะ คือ การดำรงอยู่ในความถูกต้องเสมอ
เป็นหลักทศพิธราชธรรมที่ต้องรักษาให้มั่น หากอย่างปฏิบัติตามในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยยึดหลักธรรมะที่ต้องมีทั้งสองอย่าง คือ ทั้งความดีและความถูกต้อง เพราะบางอย่างดีแต่ไม่ถูกต้อง บางอย่างถูกต้องแต่ไม่ดี การกระทำของเราต้องตรวจสอบอยู่ตลอดเวลา เป็นธรรมหรือเปล่า นั่นคือ ดีและถูกต้องหรือเปล่า

10. รักษากายและจิต
ผู้สูงอายุต้องรักษากายให้ดี เพราะเงินทองไม่มีประโยชน์ เอาแค่พอเพียงต่อชีวิตความเป็นอยู่ ที่เหลือเป็นส่วนเกินที่เราไม่ได้ใช้ เรื่องจิตก็สำคัญเช่นกัน ต้องโปร่งใส อย่าไปขุ่นมัวโดยที่ไร้ประโยชน์ คำนึงไว้ว่า เวลาอยู่ในโลกนี้สั้นแล้ว ดังนั้น อย่าเสียเวลาเป็นทุกข์ แต่ให้ Enjoy last minute

11. อย่าหยุดทำงาน
เมื่อถึงช่วงเกษียณอายุแล้ว อย่าเอาแต่นั่งๆ นอนๆ เพราะเมื่อไหร่ที่เราหยุดทำงาน ร่างกายของเราก็จะหยุดตามลงไปด้วย เหมือนรถที่จอดเฉยๆ สตาร์ตไม่ติด ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีรับสั่งว่า อย่าหยุดด้วยจิต และกายก็อย่าหยุดด้วย

12. ใช้ชีวิตโดยรักษาความเป็นธรรมดาเอาไว้
อย่ายึดติดยศถาบรรดาศักดิ์ แต่ให้ทำชีวิตอยู่อย่างธรรมดา เรียบๆ ง่ายๆ เพราะจะยิ่งใหญ่มาจากไหน เมื่อถึงช่วงเกษียณอายุแล้ว ทุกอย่างสูงสุดคืนสู่สามัญ ไม่ต้องเป็นวีไอพีหรอก เพราะจะเป็นวีไอผีอยู่แล้ว

13. ยึดถือคำว่า “ประโยชน์สุข” เป็นเป้าหมายของชีวิต
อะไรไม่มีประโยชน์อย่าทำ อย่าคิดทำ ให้ทำแต่สิ่งที่มีประโยชน์ ผลสุดท้ายสิ่งที่เราจะได้รับคือความสุข

เคล็ดลับทั้ง 13 ข้อจาก ดร.สุเมธ นี้ สะท้อนให้เห็นว่า คุณค่าและความสุขในชีวิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลขอายุ แต่อยู่ที่รูปแบบการดำเนินชีวิตและหัวใจที่ไม่มีคำว่าเกษียณอายุราชการ

ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอขอบคุณข้อมูลจาก : posttoday.com