ชวนเที่ยว 3 วัดดังกลางกรุงรัตนโกสินทร์ เส้นทางเสด็จเลียบพระนครฯ

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะพาไปรู้จักกับ 3 วัดดังกลางกรุงรัตนโกสินทร์ ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราสถลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ช่วงนี้เป็นช่วงพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นช่วงเวลาที่คนไทยหลาย ๆ คนจะได้รับชมพระราชพิธีอันสำคัญยิ่งของประเทศไทยในรอบ 69 ปี หนึ่งในพิธีที่พสกนิกรจะได้มีโอกาสเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 คือ การเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราสถลมารค ระยะทาง 7 กิโลเมตร ซึ่งตลอดเส้นทางมีการปรับปรุงภูมิทัศน์ ตกแต่งดอกไม้และไฟอย่างสวยงาม พร้อมทั้งเปิดให้พสกนิกรได้มีโอกาสเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอย่างใกล้ชิด

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะพาไปรู้จักกับ 3 วัดดังกลางกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 จะเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร ตามหมายกำหนดการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2562 ประกอบด้วย วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม

 

วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร

ภาพจากเฟซบุ๊ก โรงเรียนวัดบวรนิเวศ (Wat Bowonniwet School)

1. วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร

วัดบวรราชนิเวศราชวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก เป็นวัดสำคัญอีกวัดหนึ่งในกรุงเทพฯ เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงพระผนวชได้เสด็จมาประทับที่วัดนี้ก่อน  เสด็จขึ้นครองราชย์ นอกจากนี้ ยังมีพระมหากษัตริย์อีกหลายพระองค์ทั้งรัชกาลที่ 7 และรัชกาลที่ 9 ทรงผนวชและจำพรรษาที่วัดแห่งนี้ ในปี 2521 เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระผนวช ณ วัดพระอุโบสถและทรงประทับที่พระตำหนักปั้นหยา วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร เป็นวัดที่ใช้ประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตั้งแต่รัชกาลที่ 4 จนถึงปัจจุบัน

สำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 วัดบวรนิเวศวิหาร จะเป็นสถานที่สำคัญอีกหนึ่งแห่งในการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงสักการะพระพุทธชินสีห์ และถวายราชสักการะพระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และในรัชกาลที่ 9

ภาพจากเฟซบุ๊ก : วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม Wat Rajabopit

2. วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็นพระอารามประจำรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 7 เป็นพระอารามหลวงที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเป็นวัดประจำรัชกาล เมื่อ พ.ศ. 2412 และนับเป็นพระอารามหลวงสุดท้าย ที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้างตามโบราณราชประเพณีที่มีการสร้างวัดประจำรัชกาล

วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม มีลักษณะผสมระหว่างสถาปัตยกรรมไทยกับสถาปัตยกรรมตะวันตก อำนวยการก่อสร้างโดย พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ และเจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี (หม่อมราชวงศ์ปุ้ม มาลากุล)

ครั้นเมื่อวัดสร้างเสร็จ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม หมายถึง วัดที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้าง และมีมหาสีมาอันเป็นเสาศิลาจำหลักยอดเป็นรูปเสมาธรรมจักร 8 เสา ตั้งเป็นสีมาที่กำแพง 8 ทิศ

สำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงนมัสการพระพุทธอังคีรส พระประธานในพระอุโบสถ และถวายราชสักการะพระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 และพระราชสรีรางคารสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7

 

ภาพจากเฟซบุ๊ก วัดโพธิ์ ท่าเตียน Wat Pho

3. วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร หรือ วัดโพธิ์ เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก เป็นวัดประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 แห่งราชวงศ์จักรี เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้สถาปนาวัดโพธารามวัดเก่าที่เมืองบางกอกครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นวัดหลวงข้างพระบรมมหาราชวัง และที่ใต้พระแท่นประดิษฐานพระพุทธเทวปฏิมากร พระประธานในพระอุโบสถเป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิของพระองค์ท่านไว้ด้วย

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร มีเนื้อที่ 50 ไร่ 38 ตารางวา อยู่ด้านทิศใต้ของพระบรมมหาราชวัง ทิศเหนือจดถนนท้ายวัง ทิศตะวันออกจดถนนสนามไชย ทิศใต้จดถนนเศรษฐการ ทิศตะวันตกจดถนนมหาราช มีถนนเชตุพน ขนาบด้วยกำแพงสูงสีขาวแบ่งเขตพุทธาวาสและสังฆาวาสชัดเจน

สำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงนมัสการพระพุทธเทวปฏิมากร พระประธานในพระอุโบสถ และถวายราชสักการะพระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1

 

 

วันหยุดสุดสัปดาห์ ลองหาโอกาสไปไหว้พระหรือท่องเที่ยว 3 วัดดังกล่าวได้ เพราะแต่ละสถานที่ล้วนมีประวัติศาสตร์และความเป็นมาที่น่าศึกษา และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

Facebook Comments