Wealth of mind

5-วิธีเก็บเงินใส่กระปุกให้อยู่หมัด-มีเงินเก็บไว้ใช้ยามจำเป็น-1.jpg

“หนี้สิน” ของคู่กายของเหล่ามนุษย์เงินเดือน เมื่อลองเปลี่ยนมุมมองของ “หนี้สิน” ให้เป็นกำลังใจที่ดีในการทำงาน เราก็จะสามารถใช้ชีวิตในการทำงานได้อย่างมีความสุข เพื่อหาเงินมาใช้หนี้และสามารถ “ปลดหนี้” ที่มีอยู่ให้หมดไปในที่สุด

“การไม่มีหนี้ เป็นลาภอันประเสริญ” ใช่แล้ว! คงไม่มีใครที่อยากจะเป็นหนี้เป็นสินกันสักเท่าไหร่ แต่ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกมากนักที่มนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่จะมีภาระหนี้สินติดตัวกัน เพราะลำพังเงินเดือนแต่ละคนที่ได้รับนั้นก็ไม่เพียงพอกับรายจ่ายที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือน แต่ก็ต้องอดทนทำงานต่อไป เพราะถ้าไม่ทำงานก็ไม่มีเงินมาใช้จ่ายแน่นอน นั่นจึงเป็นต้นเหตุที่ทำให้มนุษย์เงินเดือนที่แบกภาระหนี้สินต้องเริ่มมีการหยิบยืมหรือกู้เงินมาเพื่อหมุนเวียนกับรายจ่ายในแต่ละเดือน ส่งผลให้เกิดภาวะความเครียดในการใช้ชีวิต แต่ชีวิตก็ยังคงต้องเดินหน้าต่อไป

จากผลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ในปี 2560 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ครัวเรือนทั่วประเทศมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 26,946 บาท มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเดือนละ 21,437 บาท ส่วนหนี้สินของครัวเรือนจากครัวเรือนทั่วประเทศประมาณ 21 ล้านครัวเรือน พบว่า เป็นครัวเรือนที่มีหนี้สินประมาณ 10.8 ล้านครัวเรือน โดยมีจำนวนหนี้สินเฉลี่ย 178,994 บาท/ครัวเรือน ส่วนใหญ่ร้อยละ 76.9 เป็นการก่อหนี้เพื่อใช้ในครัวเรือน คือ ใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค ร้อยละ 39.0 , ใช้ในการซื้อบ้าน/ที่ดิน ร้อยละ 36.3 และใช้ในการศึกษา ร้อยละ 1.6

ผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน พ.ศ.2560 ของ สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

 

“เป็นหนี้” ไม่ได้หมายความว่า “คุณเป็นคนล้มเหลวในชีวิต” มนุษย์เงินเดือนหลายคนที่อาจจะมีบ้างที่เกิดความเครียด ท้อแท้กับชีวิต เหนื่อยล้ากับการแบกภาระหนี้สิน ทั้งค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ผ่อนบัตรเครดิต ฯลฯ บางคนเคียดจนต้องโทษตัวเองว่าเพราะความไม่เอาไหนของตัวเองจึงทำให้เกิดภาวะหนี้สินขึ้น ซึ่งอาจจะไม่จริงเสมอไป เพราะในความเป็นจริงแล้ว คนทุกคนย่อมมีความจำเป็นของตัวเอง แต่อย่าลืมว่า ไม่ใช่มีเพียงแค่คุณเท่านั้นที่ต้องเผชิญปัญหานี้ แต่ยังมีคนอีกหลากหลายที่ต้องพบกับปัญหาดังกล่าว แต่สุดท้ายก็สามารถผ่านพ้นวิกฤตนี้มาได้

“กำลังใจ” สำคัญที่สุดในการเผชิญกับอุปสรรคหนี้สิน เพียงแค่คุณลอง “เปลี่ยน” มุมมองการใช้ชีวิตมาในเชิงบวกมากยิ่งขึ้น มองทุกอย่างให้เป็นเรื่องดี ๆ มีทัศนคติเชิงบวก หนี้สินก็เช่นกัน ถ้าเราลองมองในเชิงบวก จะทำให้เรามีกำลังใจในการเผชิญปัญหาดังกล่าวได้ เราจะเกิดแรงที่จะตั้งใจทำงาน เพื่อเก็บเงินในแต่ละเดือนมาใช้จ่าย จ่ายหนี้สิน หากเราวางแผนและบริหารการใช้จ่ายเงินดี ๆ ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น หารายได้เสริม และเจรจากับเจ้าหนี้เพื่อหาข้อตกลงที่ลงตัวกับทั้งสองฝ่าย เชื่อเลยว่า หนี้สินจะหมดไปอย่างแน่นอน

ฉะนั้น ถ้าเรามี “หนี้สิน” ก็จงเปลี่ยนมุมมองหนี้สินให้เป็นกำลังใจที่ดีในการทำงานของเรา วางแผนการเงินอย่างชาญฉลาด ลงมือจัดการกับหนี้สินอย่างจริงจัง และเมื่อเราคิดแบบนี้ เราก็จะสามารถใช้ชีวิตในการทำงานอย่างมีความสุข และอยู่กับภาระหนี้สินได้อย่างมีความสุขด้วยเช่นกัน และเมื่อเราสามารถ “ปลดหนี้” ได้หมดแล้ว เราจะเห็นว่าหนี้สินที่เราเคยมีนั้นเป็นเพียงแค่ปัญหาเล็ก ๆ เสี้ยวหนึ่งของชีวิตเท่านั้น

อย่าลืมว่า การเป็นหนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ของชีวิต แต่ถ้าสามารถปลดหนี้ได้ก็จะเป็นเรื่องดีของคุณ อย่าลืม สติและกำลังใจ สำคัญที่สุดที่คุณจะต้องสู้ ท่องไว้ว่า ตราบใดที่เรายังมีชีวิต เราต้องมีกำลังใจที่ดี แล้วเราจะได้พบว่า ฟ้าหลังฝนย่อมสดใสเสมอ


“จัดระเบียบการเงิน”-ตามสไตล์คนรุ่นใหม่.jpg

พฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยเงินของคนรุ่นใหม่ ที่ใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือยจนถึงขั้นเป็นหนี้สินกัน ควรต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ โดยฝึกการ “จัดระเบียบการเงิน” ตามสไตล์คนรุ่นใหม่ เพื่อให้รู้จักการใช้เงินอย่างประหยัด

การจับจ่ายใช้สอยเงินของคนรุ่นใหม่ในสมัยนี้ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักเรียน-นักศึกษา หรือว่าเหล่ามนุษย์เงินเดือน ซึ่งอยู่ในยุคที่มีเทคโนโลยีเข้ามาอำนวยความสะดวกในชีวิต ทำให้การซื้อสินค้าไม่จำเป็นต้องไปที่ร้านค้าเสมอไป เพราะปัจจุบันร้านค้าส่วนใหญ่ก็มีการเปิดให้สั่งสินค้าทางออนไลน์แล้ว เพื่ออำนวยความสะดวก และขยายช่องทางการจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้พฤติกรรมการใช้จ่ายเงินของคนรุ่นใหม่ในสมัยนี้ลดลงแต่อย่างใด บางรายถึงขั้นต้องกู้หนี้ยืมสินเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งของนั้นๆ บางรายก็รายรับไม่เพียงพอต่อรายจ่ายก็มี

จากปัญหาการเกิดขึ้นของหนี้สิน ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า สถานการณ์หนี้สินครัวเรือนของประเทศไทยยังอยู่ในขั้นน่าเป็นห่วง โดยมีหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) สูงถึง 77.6% และมียอดคงค้างหนี้ครัวเรือนสูงกว่า 12 ล้านล้านบาท ส่วนใหญ่เกิดจากการใช้จ่ายที่เกินตัวและไม่ระวัง และกลุ่มคนที่มีอายุระหว่าง 25-35 ปี เป็นกลุ่มที่ไม่สามารถจัดสรรราย
จ่ายให้เหมาะสมกับรายรับได้

จากปัญหาการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยของคนรุ่นใหม่ ทำให้กลุ่มคนดังกล่าวควรต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินใหม่ เพื่อให้รู้จักการใช้เงินอย่างประหยัด ไม่สุรุยสุร่าย และที่สำคัญสามารถเก็บเงินออมส่วนหนึ่งได้ และลดภาระหนี้สินที่เกิดขึ้นได้อีกด้วย โดยมีวิธีทั้งหมด 4 หลัก ประกอบด้วย

1. วางเป้าหมาย : กำหนดเป้าหมายทางการเงินให้ชัดเจน ว่าต้องการเก็บเงินกี่บาท ภายในระยะเวลากี่ปี และเงินก้อนดังกล่าวจะนำไปทำอะไรในอนาคต เพื่อวางเป้าหมายนี้จะช่วยทำให้เกิดการจัดสรรเงินที่เหมาะสมและบรรลุเป้าหมายได้

2. วางแผนการใช้จ่ายในแต่ละเดือน : พยายามจดบัญชีรายรับ-รายจ่าย ในแต่ละเดือนว่า เดือนนั้นๆ คุณจะต้องมีภาระค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง ขณะเดียวกันคุณจะได้รายได้จำนวนกี่บาท เพื่อที่จะได้วางแผนการใช้เงินในแต่ละเดือนได้อย่างถูกต้อง

3. ออมเงิน : ควรฝึกการเก็บออมเงินอย่างสม่ำเสมอ โดยจะออมเป็นรายวันหรือรายเดือนนั้นขึ้นอยู่กับความสะดวกของตัวคุณเอง การที่ฝึกการออมเงินนั้นจะช่วยให้เรามีเงินเก็บในอนาคตได้

4. จัดการหนี้สินที่มีอยู่ : หนี้สินต่างๆ ที่คุณมี ไม่ว่าจะเป็นบัตรเคตดิต บัตรกดเงินสด หนี้จากการยืมคนโน้นคนนี้ คุณต้องหมั่นชำระให้ตรงเวลา ไม่ควรเบี้ยวหรือผลัดการจ่าย เพราะหนี้สินถือเป็นหมวดที่มีความสำคัญมาก หากเรามีการบริหารจัดการ วางแผนทางการเงินอย่างเหมาะสม ก็จะทำให้หนี้สินของเราลดลงเรื่อยๆ และหมดหนี้ในที่สุด

สำหรับ 4 หลักที่กล่าวไปนั้น ต้องบอกเลยว่าไม่ยากเกินความสามารถเลย ถ้าเรามีความตั้งใจที่จะเริ่มตั้งเป้าวางแผนทางการเงิน ฝึกการสร้างวินัยทางการเงินของเราเอาไว้ เพื่อที่ว่าในอนาคตเราจะได้สามารถจัดสรรระเบียบทางการเงินได้ และมีเงินเก็บเงินออมไว้ใช้ในยามแก่อย่างแน่นอน


เงิน-10000-บาท-อยู่อย่างไรให้ได้ทั้งเดือน.jpg

เงิน 10,000 บาท คุณคิดว่าจะดำรงชีวิตใน 1 เดือน ได้หรือไม่? แล้วจะใช้ชีวิตอย่างไรดีให้กินอยู่ให้ได้ภายใน 1 เดือน

“เงินทองนั้นหายาก” กว่าจะได้เงินมาในแต่ละเดือนนั้น บอกเลยว่าเลือดตาแทบกระเด็น ต้องอดต้องทนสารพัด แต่ถ้าพูดถึงมนุษย์เงินเดือนแล้ว จบปริญญาตรีมาส่วนใหญ่ก็จะสตาร์ทอยู่ 15,000 บาท/เดือน อันนี้ยังพอประทังชีวิตได้อยู่ (ถ้าไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย) แต่ถ้าสมมุติว่าเป็นคนวัยนิสิต นักศึกษา หรือมนุษย์เงินเดือนที่มีวุฒิ ม.6 ล่ะ กรณีที่ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยหรือขอเงินจากพ่อแม่ ตกเดือนละประมาณ 10,000 บาท หลายคนคงบอกว่าหมื่นเดียวใช้ชีวิต 1 เดือน จะพอเหรอ? แล้วถ้าบอกว่าจริงๆ แล้ว มันพอล่ะ จะเชื่อไหม? ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ มาดูกันเลยดีกว่าว่า 10,000 บาท จะใช้ชีวิตอย่างไรให้ได้ 1 เดือน เริ่มต้นจากการลิสล์รายจ่ายประจำเดือนออกมาว่า เดือนนี้มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง แบ่งสัดส่วนให้ชัดเจน ตามนี้เลย

1. ค่าเช่าห้องพัก : กรณีที่เดินทางมาทำงานหรือศึกษาต่อนอกภูมิลำเนา ค่าใช้สำคัญอันดับต้นๆ เลยคือ ค่าที่พัก เช่าห้องพักในแต่ละเดือนมีค่าเช่าตกเฉลี่ย 3,000-5,000 บาท นี่แค่ค่าเช่าเฉยๆ นะ ฉะนั้นหาที่พักดีๆ บางทีไม่จำเป็นต้องเอาหรูหรา หรือถึงขั้นอัพเกรทเป็นคอนโด เพราะค่าใช้จ่ายจะบานปลายขึ้น หรือหากบางคนโชคดี มีที่พักอาศัยคือบ้านของครอบครัวหรืออาศัยบ้านญาติอยู่นั้น ก็ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้เยอะเลย

2. ค่าน้ำ-ไฟ สาธารณูปโภค : สำหรับคนที่เช่าห้องพักรายเดือน ค่าน้ำ-ค่าไฟ-ค่าโทรศัพท์ เป็นปัจจัยสำคัญรองลงมาจากค่าเช่าห้องพัก ถ้าใช้ไฟเยอะ ใช้น้ำเยอะ ก็ต้องจ่ายเยอะเหมือนกัน ตกเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1,500-3,000 บาท หากคนที่ไม่ค่อยได้ใช้ไฟฟ้าหรือน้ำ ราคาก็จะถูกลงมา ขณะเดียวกัน บางคนที่พักอาศัยที่บ้านพักครอบครัวหรือบ้านญาตินั้น ก็ตกลงกันเอาเอง ถ้าไม่ต้องจ่ายค่าน้ำค่าไฟก็ช่วยประหยัดไปได้พอสมควร

3. ค่าอาหาร : 1 เดือนมี 30-31 วัน เรื่องกินก็เป็นเรื่องสำคัญ สำหรับคนที่เช่าห้องพักแล้วนั้น ลองคำนวนดูว่าสำหรับค่าอาหารแล้วนั้นจะใช้จ่ายวันละกี่บาท ปกติแล้วจะอยู่ที่ 100 บาท/วันสำหรับเมนูอาหารปกติ ถ้า 1 เดือนก็จะอยู่ที่ประมาณ 3,000 บาท แต่ถ้าเลือกกินอาหารหรูจากในห้างแล้วล่ะก็ตกวันละประมาณ 200-500 บาท แต่ก็อาจจะไม่ได้รับประทานหรูหราบ่อยทุกวัน ยังไงซะก็บริหารเงินในส่วนนี้ดีๆ ขณะเดียวกัน คนที่อาศัยอยู่กับครอบครัวหรือญาติ ก็ตกลงกันเอาเอง บางบ้านพ่อแม่หรือญาติก็จะทำอาหารอยู่แล้วในทุกๆ วัน เราก็อาจจะไม่ต้องใช้จ่ายเงินส่วนนี้มากนัก

4. ค่าเดินทาง : การเดินทางไปเรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัยหรือไปทำงานนั้น ไม่ว่าจะเดินทางด้วยวิธีการใด ก็มีค่าใช้จ่ายให้ลำบากใจ ทั้งรถสาธารณะหรือรถส่วนบุคคล กรณีรถสาธารณะ หากเราเลือกนั่งเป็นรถเมล์ ก็มีค่าใช้ตกวันละประมาณ 30-50 บาท/วัน 1 เดือนก็อยู่ที่ประมาณ 1,000-1,200 บาท ขณะเดียวกัน บางคนอาศัยอยู่กับครอบครัวหรือญาติ ถ้าหากติดรถของพ่อแม่หรือญาติไปรับหรือส่ง ก็ช่วยประหยัดค่าเดินทาไปได้เยอะเลย

5. เงินออม : คนเราต้องรู้จักการออมเงิน เพื่อให้มีเงินใช้ในยามจำเป็น กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน เป็นต้น ฉะนั้นใน 1 เดือน คุณจะออมเงินสักกี่บาท อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับคุณแล้ว ถ้ารายจ่ายเยอะก็วันละ 10 บาท หยอดกระปุกทุกวัน ครบ 1 เดือน ได้ 300 บาท ครบ 1 ปี 3,600 บาท แต่ถ้ารายจ่ายอยู่ในระดับพอดี ก็ออมสัก 20-50 บาท/วัน 1 เดือนก็จะได้เงินอยู่ที่ 600-1,500 บาท ครบ 1 ปี 6,000-18,000 บาท หรือถ้าอยากลองสูตรการออมเงินด้วยวิธีอื่นๆ ก็ลองใช้สูตรนี้ได้ เปิดสูตรการออมเงินของมนุษย์เงินเดือน “ออมอย่างไร ให้มีเงินใช้ในยามแก่”
ขณะเดียวกัน คนที่พักอาศัยกับครอบครัวหรือบ้านญาติ ถือว่าค่อนข้างได้้ปรียบเพราะไม่ต้องจ่ายค่าที่พัก ค่าน้ำค่าไฟ รายจ่ายสำคัญๆ อาจจะมีรายจ่ายแค่ค่าอาหารนอกสถานที่ ปาร์ตี้สังสรรค์ เป็นต้น ฉะนั้น ก็ควรเก็บเงินออมเอาไว้ ถ้าเก็บได้เดือนละ 2,000-3,000 บาท ก็จะดีเลย ครบ 1 ปี มีเงินมากถึง 24,000-36,000 บาทเลยทีเดียว

6. ค่าใช้จ่ายอื่นๆ : ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ก็คือค่าใช้จ่ายที่คิดว่าจะฟุ่มเฟือย อยากได้ของอันนั้น อันนี้ สำหรับรายจ่ายอย่างเราก็ถ้าพอมีเงินเหลืออยู่นิดนึงก็แบ่งมาสัก 500-1,000 บาท ซื้อของที่อยากได้ เช่น เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย รองเท้า เป็นต้น หรืออาจะไปท่องเที่ยวต่างจังหวัด ก็มีค่าใช้จ่ายอยู่ประมาณ 500-1,000 บาท แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องบริหารจัดการเงินของคุณให้ดี เพราะไม่ฉะนั้นคุณก็จะไม่มีเงินพอใช้ทั้งเดือนแน่นอน ถ้าอยากได้ของใหญ่ๆ เช่น สมาร์ทโฟนสักเครื่อง ก็ต้องเก็บหอมรอมริบ หรือหางานพิเศษทำ เพื่อหารายได้เสริม

ทั้งนี้ จะบอกว่า 10,000 บาท กับการใช้ชีวิต 1 เดือนนั้น ถ้ารู้จักบริหารจัดการเงินเป็น ยังไงก็ตามก็สามารถใช้จ่ายได้เพียงพอตลอด 1 เดือนแน่นอน และถ้าวางแผนดีๆ หน่อย คุณอาจจะมีเงินเหลืออีกด้วย ทั้งหมดทั้งมวลนี้ขึ้นอยู่กับตัวคุณเองว่าจะบริหารจัดการเงินได้ดีมากน้อยแค่ไหน ถ้ารายได้ไม่พอรายจ่ายก็หางานพาร์ทไทม์ทำเพิ่มเพื่อหารายได้พิเศษ รับรองว่า 1 เดือนคุณจะใช้ชีวิตอยู่รอดอย่างแน่นอน เพียงแค่คุณ “ไม่ฟุ่มเฟือย” หรือ “สิ้นเปลือง” แค่นั้นเอง


5-อาชีพมาแรง-ปี-2561-ที่ตลาดแรงงานต้องการมากที่สุด.jpg

“จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย)” เปิดเผย 5 อาชีพยอดฮิตในปี 2561 ที่ตลาดแรงงานและสถานประกอบการต้องการมากที่สุด

ในสมัยเด็กๆ คุณเคยตอบคำถามนี้หรือไม่ “โตขึ้นอยากเป็นอะไร?” คำถามนี้มีความหมายเพื่อปลูกฝังให้เด็กๆ มีความคิดตั้งใจในการที่จะประกอบอาชีพที่ใฝ่ฝัน เพราะมนุษย์ทุกคนเกิดมาล้วนต้องมีอาชีพเป็นของตัวเอง เพราะเป็นการใช้องค์ความรู้และความสามารถของเราในการปฏิบัติภารกิจต่างๆ ขององค์กรให้บรรลุเป้าหมาย เพื่อแลกกับค่าตอบแทนในการนำมาดำรงชีวิต อาชีพบางชีพเป็นอาชีพที่กำลังได้รับความนิยมกับโลกในปัจจุบัน หลายๆ คนก็มีความใฝ่ฝันที่อยากจะประกอบอาชีพนั้นๆ

ล่าสุด บริษัทจัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด เผยผลสำรวจเกี่ยวกับการจ้างงานของประเทศไทย ในปี 2561 พบว่า ภาพรวมตลาดแรงงานในปีนี้จะดีกว่าปีที่แล้ว โดยผู้ประกอบการจำนวน 50% มีแนวโน้มขยายธุรกิจ และจ้างงานมากขึ้น 3% จากปีก่อน แต่ก็มีผู้ประกอบการ 25% ที่จ้างงานทดแทนเฉพาะตำแหน่งงานที่จำเป็นเท่านั้น

สำหรับตำแหน่งงานที่มีความต้องการสูงสุด 5 อันดับแรก ในปี 2561 มีดังนี้ ได้แก่ (1.) พนักงานขายและพัฒนาธุรกิจ , (2.) วิศวกร , (3.) ธุรการและงานบุคคล , (4.) เจ้าหน้าที่ไอที และ (5.) พนักงานการตลาดและประชาสัมพันธ์

อย่างไรก็ตาม หากท่านใดที่ต้องการเพิ่มโอกาสในการหางานและได้งานทำมากขึ้น ควรต้องแสวงหาทักษะความรู้ความสามารถให้หลากหลาย อาทิ ทักษะด้านภาษา ไอที เทคโนโลยี ฯลฯ ซึ่งแม้ว่าการจ้างงานของสถานประกอบการต่าง ๆ มีแนวโน้มขยายตัวขึ้น แต่กลับพบว่า 53% ของท่านที่กำลังหางานมองว่า การหางานทำในปีนี้จะหายากขึ้นกว่าปีก่อนๆ เพราะมีการแข่งขันในสายงานที่ดุเดือดและเข้มข้นมากขึ้นกว่าเดิม


ปลดหนี้-“บัตรเครดิต-บัตรกดเงินสด”-ด้วย-3-วิธีง่ายๆ-ไม่ยากอย่างที่คิด.jpg

การใช้ “บัตรเครดิต-บัตรกดเงินสด” อย่างไม่ถูกวิธี ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย คุณอาจจะเป็นหนี้ก้อนโตโดยไม่รู้ตัว “กินอยู่เป็น” จึงมี 3 วิธีง่ายๆ ที่ช่วยให้คุณสามารถปลดหนี้ “บัตรเครดิต-บัตรกดเงินสด” ได้ บอกเลยว่าแต่ละวิธีไม่ยากอย่างที่คิด

สมัยนี้คนรุ่นใหม่นิยมใช้ “บัตรเครดิต-บัตรกดเงินสด” กันเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะเหล่ามนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย ที่พยายามหาทุกวิถีทางในการทำ “บัตรเครดิต-บัตรกดเงินสด” ถ้าเป็นบัตรเครดิตนั้นก็ไว้สำหรับรูดซื้อสินค้าที่ต้องการ สะดวก ไม่ต้องพกเงินสดจำนวนมากๆ ส่วนบัตรกดเงินสดนั้นสำหรับกรณีร้อนเงิน ฉุกเฉินเรื่องเงิน ก็กดขอเงินมาใช้ได้เลย แต่หารู้หรือไม่ว่า บัตรพวกนี้ถ้าใช้งานไม่เป็นหรือไม่ถูกวิธี คุณก็อาจจะเป็นหนี้ก้อนโตโดยไม่รู้ตัวขึ้นมาทันทีก็ได้ เพราะนอกจากที่คุณจะต้องหาเงินมาใช้หนี้คืนแล้ว อย่าลืมว่าบัตรพวกนี้เมื่อใช้งานแล้ว ต้องเสียค่าดอกเบี้ยอีกด้วย ยืมมากก็ดอกเบี้ยสูงเช่นกัน ก็ทำเอาเหล่ามนุษย์เงินเดือนหลายคนกลุ้มอกกลุ้มใจกันเลยทีเดียว “กินอยู่เป็น” จึงมี 3 วิธีง่ายๆ ที่ช่วยให้คุณสามารถปลดหนี้ “บัตรเครดิต-บัตรกดเงินสด” ได้ บอกเลยว่าแต่ละวิธีไม่ยากอย่างที่คิด

1. หยุดพฤติกรรมใช้จ่ายฟุ่มเฟือย
ก่อนอื่นคุณต้องระมัดระวังการใช้จ่ายเงิน ขอให้มีความรอบคอบในการใช้จ่าย ควรเสียเงินในสิ่งที่จำเป็น เช่น ค่าสาธารณูปโภคต่างๆ ที่บ้าน ค่ากิน-ค่าเดินทางไปทำงาน มีเท่าไหร่ ใช้เพียงเท่านั้น ถ้าไม่มีเงินก็ไม่ควรกดขอเงินจากบัตรกดเงินสดเด็ดขาด ไม่ควรสุรุ่ยสุร่ายในเรื่องที่ไม่จำเป็นโดยเด็ดขาด ท่องเอาไว้ว่า คุณกำลังเป็นหนี้ เพราะฉะนั้นอย่าสร้างหนี้โดยเด็ดขาด

2. หมั่นเก็บหอมรอมริบให้เป็นนิสัย
เมื่อถึงสิ้นเดือน นั่นคือวันเงินเดือนออก คุณต้องบริหารจัดการค่าใช้จ่ายให้ดีๆ นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนที่ต้องจ่ายแล้ว คุณก็อย่าลืมเก็บหอมรอบริบสักเดือนละ 1,000 บาท (หรือมากกว่านั้น) ก็ยังดี หมั่นทำเป็นประจำทุกๆ เดือน รับรองเลยว่า คุณมีเงินเก็บแน่นอน อยากได้ของสิ่งใดหรือว่าฉุกเฉินเรื่องเงิน คุณก็หยิบเงินก้อนนี้มาใช้จ่ายได้ โดยที่ไม่ต้องง้อ “บัตรเครดิต-บัตรกดเงินสด” เลย

3. ตั้งใจและขยันทำงาน-หารายได้พิเศษ
ตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ เพราะงานคือเงิน ถ้าวันหนึ่งคุณไม่มีงานทำ คุณจะเอาเงินที่ไหนมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ถ้ามีโอกาสก็ทำงานล่วงเวลา (OT) เก็บเงินเสียเลย และถ้ามีเวลาเหลือก็หารายได้เสริมทำช่วงวันหยุดหรือนอกเวลางานก็ได้ เช่น รับจ้างถ่ายรูปรับปริญญา เป็นต้น ก็ถือเป็นรายได้อีกช่องทางหนึ่งที่ช่วยให้คุณสามารถปลดหนี้ “บัตรเครดิต-บัตรกดเงินสด” ได้

 

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ขอให้เหล่ามนุษยเงินเดือนทั้งหลายจงนำไปปรับใช้เสีย จะได้ไม่เป็นหนี้ติดตัวไปตลอดชีวิต พยายามฝึกไว้เป็นนิสัย ถ้าคุณทำได้ รับรองเลยว่าคุณก็สามารถปลดหนี้จากบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดได้อย่างสบายๆ และช่วยป้องกันการเกิดหนี้ก้อนใหม่อีกด้วย จำเอาไว้เลยว่า “การไม่มีหนี้ เป็นลาภันประเสริฐ”


6-เรื่องสำคัญที่ควรคิดก่อนจ่าย-จะได้ไม่พลาดจนกลายเป็นหนี้ก้อนโต.jpg

เป็นเรื่องปกติที่เมื่อเรามีเงิน ก็ต้องการที่จะซื้อหรือนำเงินไปลงทุนใช้จ่ายในสิ่งที่เราอยากได้มากๆ ซึ่งของบางอย่างมีราคาค่อนข้างสูง “กินอยู่เป็น” จึได้รวบรวม 6 เรื่องสำคัญที่คุณจะต้องคิดไตร่ตรองให้ดีก่อนควักเงินจ่าย ถ้าไม่อยากเป็นหนี้ก้อนโตในภายหลัง

เป็นเรื่องปกติที่เมื่อเรามีเงิน ซึ่งได้มาจากการทำงาน หรือจะได้มาจากการเสี่ยงโชคก็ตาม เราย่อมต้องการที่จะซื้อหรือนำเงินไปลงทุนใช้จ่ายในสิ่งที่เราอยากได้มากๆ ซึ่งของบางอย่างมีราคาค่อนข้างสูง จนเราอาจจะไม่ได้คิดให้รอบคอบเสียก่อนว่า เมื่อซื้อมาแล้วจะส่งผลกระทบกับตัวเราหรือไม่ เราจะมีเงินเหลืออยู่หรือไม่ จะมีเงินเพียงพอในการใช้จ่ายหลังจากนี้หรือไม่ หรือถ้าโชคร้ายอาจจะกลายเป็นหนี้สินขึ้นมาก็เป็นไปได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เป็นการสะท้อนออกมาชัดเจนว่า สถานะทางการเงินของเราอยู่ในภาวะวิกฤติ จำเป็นต้องแก้ไขพฤติกรรมการเงินจริงๆ

“กินอยู่เป็น” จึงได้รวบรวม 6 เรื่องสำคัญที่คุณจะต้องคิดไตร่ตรองให้ดีก่อนควักเงินจ่าย ถ้าไม่อยากเป็นหนี้ก้อนโต ทั้งนี้ เพื่อให้คุณได้วางแผนการใช้จ่ายเงิน ระมัดระวังการเกิดหนี้สินในภายหลัง ซึ่งมีดังนี้

1. ซื้ออุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์/เครื่องใช้ไฟฟ้า
ปัจจุบัน อุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ มีความจำเป็นต่อชีวิตเราอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น โทรทัศน์ , คอมพิวเตอร์ , เครื่องซักผ้า , ตู้เย็น หรือแม้กระทั่งโทรศัพท์มือถือ ที่ต่างผลิตรุ่นใหม่พร้อมฟังก์ชั่นใหม่ๆ ออกมา แน่นอนว่าผู้บริโภคอย่างเราๆ เองก็ต้องปรับเปลี่ยนสินค้าให้เป็นรุ่นปัจจุบัน เพื่อที่จะได้ไม่ตกเทรนด์ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ไม่ได้มีความจำเป็นเลย เพราะการที่จะต้องซื้อหรือปรับเปลี่ยนอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ แต่ละครั้งนั้น ย่อมมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง ซึ่งจะกระทบต่อสภาพทางการเงินของเราอย่างแน่นอน ยิ่งซื้อของแบบเงินก็มีเปอร์เซนต์ที่จะเป็นหนี้สินได้

ฉะนั้น คุณต้องดูความจำเป็นว่า อุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ที่คุณสนใจนั้น มีความจำเป็นกับตัวเรามากน้อยขนาดไหน ถ้าที่บ้านยังมีอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าเครื่องเดิมอยู่และยังใช้งานได้ตามปกติ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเสียเงินซื้อใหม่เลย เก็บเงินเอาไว้ใช้ในยามจำเป็นดีกว่า

2. ซื้อรถยนต์-รถจักรยานยนต์
การเดินทางไปไหนมาไหนแน่นอนว่า ยานพาหนะ เป็นปัจจัยสำคัญในการเดินทาง การมียานพาหนะเป็นของตัวเองถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะว่าเราสามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้สบาย เดินทางเวลาไหนก็ได้ ไม่ต้องไปง้อรถโดยสารสาธารณะ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การมีรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์เป็นของตัวเองนั้น คุณจะต้องมีรายรับเพื่อมาใช้จ่ายกับยานพาหนะของคุณ เช่น ค่าน้ำมันรถ , ค่าซ่อมแซมรถ , ค่าตรวจสภาพรถประจำปี , ค่าประกันรถ ฯลฯ นอกจากนี้ สำหรับรถป้ายแดงที่ดาวน์รถ คุณก็จะมีค่าใช้จ่ายในการผ่อนรถต่อเดือนอีกด้วย ซึ่งมีค่าใช้จ่ายต่อปีค่อนข้างสูงพอสมควร

ฉะนั้น ก่อนที่คุณจะซื้อรถ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ คุณต้องคิดให้ดีก่อนว่ามีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหนในการต้องมีรถส่วนตัว และคุณมีรายรับมากเพียงพอที่จะจ่ายเงินค่าใช้จ่ายดังกล่าวหรือไม่ เพราะถ้าคุณวางแผนไม่ดี คุณก็อาจจะมีโอกาสเป็นหนี้ขึ้นมาทันที ทางที่ดีแล้วคุณควรมีเงินสำรองเตรียมไว้อีกสักก้อนหนึ่ง เผื่อเหตุฉุกเฉินเกี่ยวกับเรื่องรถด้วย

3. ซื้อบ้าน/คอนโด
รู้หรือไม่ การที่จะซื้อบ้านสักหรือคอนโดสักห้องหนึ่ง นั่นหมายความว่า คุณจะต้องเป็นหนี้ยาวนานอย่างน้อย 10 ปีขึ้นไปเลยทีเดียว เพราะคนที่คิดจะซื้อบ้านและคอนโดส่วนใหญ่ไม่ได้มีเงินก้อนใหญ่หลักแสนหลักล้านในการที่จะไปซื้อบ้านหรือคอนโด จะต้องไปกู้เงินจากสถาบันการเงินเพื่อมาซื้อบ้านและคอนโด และเมื่อกู้มาแล้วก็ต้องมีการชำระหนี้คืนพร้อมดอกเบี้ย โดยการจ่ายคืนจะอยู่ในลักษณะของการผ่อนจ่ายเป็นรายเดือน อย่างน้อยตกเดือนละประมาณ 10,000 บาทขึ้นไป

ดังนั้น คุณต้องคคิดและวางแผนให้ดีว่าถ้าคุณคิดที่จะซื้อบ้านและคอนโดแล้ว คุณมีกำลังแรงที่จะชำระหนี้หรือผ่อนบ้านไหวหรือไม่ เพราะคุณจะต้องเป็นหนี้นานนับ 10 ปี หากคุณมีปัญหาทางการเงินขึ้นระหว่างนั้น ความเดือดร้อนจะมาเยือนคุณแน่นอน

4. ทำบัตรเครดิต/บัตรกดเงินสด
การทำบัตรเครดิต/บัตรกดเงินสด นอกจากที่จะมีประโยชน์เยอะ หากวางแผนไม่ดี ก็จะเห็นว่าโทษก็จะมีเยอะเช่นกัน ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้เงินของคุณล้วนๆ ถ้าคุณเป็นคนที่มีพฤติกรรมการใช้จ่ายแบบฟุ่มเฟือย รูดบัตรเครดิตซื้อของทุกวัน นั่นหมายความว่าคุณจะกลายเป็นหนี้ขึ้นมาทันที และคุณก็จะต้องหาเงินมาจ่ายหนี้พร้อมดอกเบี้ยอีกด้วย

ฉะนั้น คิดให้ดีก่อนที่จะใช้จ่าย ขอแนะนำเลยว่าบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดควรใช้ในยามจำเป็นจริงๆ เช่น ไว้ใช้กรณีต้องรักษาตัวยามเจ็บป่วย หรือกรณ๊ที่ต้องใช้เงินด่วน เป็นต้น อย่าลืมว่า ควรมีสติทุกครั้งในการใช้งานบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด เพื่อที่เราจะได้ห่างไกลจากการเป็นหนี้ก้อนโตด้วย

5. ลงทุนเปิดธุรกิจ/ประกอบกิจการส่วนตัว
การมีธุรกิจเป็นของตัวเอง มีข้อดีตรงที่ว่าคุณไม่ต้องเป็นลูกน้องของใคร คุณเป็นเจ้านายตัวเอง บริหารงานได้ด้วยตนเอง แต่การที่จะลงทุนเปิดธุรกิจสักอย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมมีค่าลงทุนมากพอสมควร อาทิ ค่าอุปกรณ์ , ค่าเช่าสถานที่ , ค่าจ้างพนักงาน , ค่าสาธารณูปโภค ฯลฯ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง นอกจากนี้ อาจจะมีรายจ่ายนอกเหนือจากนี้เพิ่มเติมเข้ามาด้วย

ฉะนั้น คุณเองต้องวางแผนดีๆ ก่อนเริ่มลงทุนทำธุรกิจขึ้นมานั้น อันดับแรกต้องมีเงินทุน และควรต้องมีเงินสำรองก้อนใหญ่อีกสักก้อนสำรองไว้ เผื่อในกรณีที่เดือนไหนรายรับน้อยกว่ารายจ่าย ผลประการการธุรกิจขาดทุนในเดือนนั้น นั่นคือวิกฤตทันที คุณต้องวางแผนการใช้จ่ายเงินให้ดี พยายามลดรายจ่ายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าวางแผนและประคับประคองธุรกิจของคุณดีๆ คุณก็สามารถได้กำไรจากการขายได้อย่างไม่ยากเลย

6. ศึกษาต่อระดับปริญญาโท-เอก
“การศึกษาคือการลงทุน” คำนี้มีอยู่จริง ลงทุนด้วยค่าใช้จ่ายในการศึกษา การศึกษาต่อในระดับปริญญาโท-ปริญญาเอก คือ การศึกษาเพื่อต่อยอดองค์ความรู้จากที่เรียนในระดับปริญญาตรี เพื่อที่คุณจะได้นำความรู้ในด้านปริญญาโท-เอก ไปต่อยอดในสายงานคุณได้ หรืออาจจะนำไปใช้ประกอบอาชีพในสายงานวิชาการ งานวิจัย ซึ่งการที่จะศึกษาต่อในระดับนี้ คุณต้องคิดให้ดีๆ อย่าคิดแค่ว่าเรียนต่อปริญญาโท-ปริญญาเอก เพราะกระแสหรือแฟชั่น พยายามหาคำตอบกับตัวเองให้ได้ว่าจะเรียนต่อปริญญาโท-ปริญญาเอก ไปเพราะอะไร ถ้าคุณหาคำตอบได้ ก็ลุยได้เลย

นอกจากนี้ ต้องอย่าลืมสำรวจค่าใช้จ่ายของตัวเองด้วยว่ามีเงินค่าเทอมที่จะจ่ายเพียงพอกับการเรียนหรือไม่ ถ้าสถานะทางการเงินยังไม่พร้อมกับเรียนไปศึกษาต่อ คุณก็ไม่ควรที่จะไปเรียนในช่วงนั้น ขอแนะนำว่าคุณควรทำงานหาประสบการณ์และเก็บเงินให้ได้อย่างน้อยสัก 200,000-300,000 บาทขึ้นไป เพื่อที่ตอนเรียนต่อปริญญาโท-ปริญญาเอก จะได้ไม่วุ่นวายกับการหาเงินจ่ายค่าเทอม และสำคัญอย่างยิ่งคือช่วงการทำวิทยานินธ์ ซึ่งคคุณต้องมีเวลามากพอสมควรในการให้เวลากับสิ่งๆ นี้ เพราะถ้าคุณไม่มีเวลากับมัน คุณก็จะเรียนไม่จบแน่นอน บางคนตัดสินใจลาออกจากงานประจำหรือขอลาไม่รับเงินเดือน เพื่อให้เวลากับการทำวิทยานิพนธ์ในครั้งนี้ ฉะนั้น ควรวางแผนเก็บเงินตั้งแต่แรก จะดีที่สุด

ทั้งหมดนี้ก็คือเรื่องที่คุณควรจะต้องคิดให้ดีก่อนเสียเงิน สำคัญมากๆ เลยทีเดียว ฉะนั้นขอให้จำเอาไว้เสมอว่า เราควรมีสติ คิดให้รอบคอบทุกครั้ง ที่จะต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ เพราะคุณจะได้ไม่ต้องเดือดร้อนจากการเป็นหนี้สิ้นหรือไม่มีเงินใช้ภายหลัง


“บัตรคนจน”-ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทย-แต่ไม่ลดความเหลื่อมล้ำ-2.jpg

นิด้าโพลเผยผลสำรวจประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยที่รัฐบาลเพิ่มนโยบายกดเงินสดในบัตรคนจน มองช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้มาก แต่เชื่อว่าไม่สามารถแก้ปัญหาความเลื่อมล้ำตามเจตนารมย์ของรัฐบาลได้

จากนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐของรัฐบาล ที่มอบสิทธิให้ประชาชนคนไทยผู้มีรายได้น้อย เพื่อช่วยเหลือแบ่งเบาค่าครองชีพจำพวกสินค้าและบริการต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งมีการเปิดใช้งานกันไปเมื่อปี 2560 ที่ผ่านมานั้น ทำให้สามาถแบ่งเบาภาระของประชาชนที่ได้รับสิทธิ์ดังกล่าวได้ ทั้งนี้ การ

ล่าสุด นิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ สำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐกับการกระตุ้นเศรษฐกิจไทย?” เกี่ยวกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ทางรัฐบาลจะเพิ่มขึ้นรายละ 100 – 200 บาท และสามารถเบิกเงินสดไปใช้ได้เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของไทย

โดยผลสำรวจเกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการเพิ่มเงินช่วยเหลือแก่ผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยสามารถเบิกเป็นเงินสดเพื่อนำไปชำระค่าบริการอื่นๆ ได้ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 80.84 ระบุว่า เห็นด้วย เพราะประชาชนผู้มีรายได้น้อยจะได้นำเงินมาใช้จ่ายในส่วนอื่นที่ไม่สามารถใช้บัตรสวัสดิการซื้อได้ และยังมีส่วนช่วยให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ขณะที่ร้อยละ 17.80 ระบุว่า ไม่เห็นด้วย เพราะเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด สามารถแก้ได้เพียงเบื้องต้นเท่านั้น และร้อยละ 1.36 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

เมื่อถามว่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะช่วยเศรษฐกิจได้มากน้อยแค่ไหน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 12.53 เห็นว่าการเพิ่มเงินช่วยเหลือแก่ผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐดังกล่าวจะสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้มาก รองลงมา ร้อยละ 32.08 เห็นว่าจะสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้ค่อนข้างมาก , ร้อยละ 25.30 เห็นว่าสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้ค่อนข้างน้อย , ร้อยละ 14.92 เห็นว่าสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้น้อย และ ร้อยละ13.73 เห็นว่าไม่สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้เลย

ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 68.08 เชื่อว่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะไม่สามารถลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจระหว่างคนรวย/คนจน ตามเจตนารมณ์ของรัฐบาล เพราะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ ช่วยเหลือได้เพียงเฉพาะหน้า รองลงมา ร้องละ 28.89 เชื่อว่าสามารถลดปัญหาความเหลื่อมล้ำได้ เพราะเป็นแนวทางการแก้ปัญหาที่คนจนได้ประโยชน์อย่างแท้จริง และทำให้ปัญหาความยากจนลดลง

สำหรับสิ่งที่ประชาชนอยากให้เพิ่มมากที่สุด ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 47.73 ระบุว่า ค่ารักษาพยาบาล รองลงมา ร้อยละ 38.71 ระบุว่า ด้านช่วยเหลืออาชีพด้านเกษตรกรรม ตามด้วยร้อยละ 36.31 ระบุว่า เงินส่งเสริมผู้สูงอายุ/ผู้เกษียณอายุ , ร้อยละ 25.94 ระบุว่า ช่วยเหลือการสร้างอาชีพ , ร้อยละ 23.78 ระบุว่า ค่าการศึกษา/ค่าเล่าเรียน/ทุนการศึกษาบุตร , ร้อยละ 20.35 ระบุว่า ค่าสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้า ประปา ระบบขนส่งมวลชน , ร้อยละ 10.77 ระบุว่า สวัสดิการสำหรับผู้พิการ , ร้อยละ 9.02 ระบุว่า สวัสดิการสำหรับลูกจ้างรายวัน/ผู้ใช้แรงงาน , ร้อยละ 4.71 ระบุว่า จ่ายคืนหนี้ธนาคารของรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เป็นต้น และ ร้อยละ 0.64 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ จัดสรรที่ทำกินและที่อยู่อาศัยให้กับผู้ยากจน


“บัตรคนจน”-ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทย-แต่ไม่ลดความเหลื่อมล้ำ.jpg

ผลสำรวจเผยคนไทยส่วนใหญ่เครียดเกิดภาวะความเครียดเรื่องของเศรษฐกิจ-การเงินมากที่สุด เนื่องจากราคาสินค้าและบริการที่มีการปรับราคาสูงขึ้น ส่วนวิธีรับมือคือการใช้จ่ายอย่างประหยัด ดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

สถาบันวิจัยและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ได้ทำการสำรวจเรื่อง ดัชนีความเครียดของคนไทยในเดือนสิงหาคม : กรณีศึกษาประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ขอนแก่น และสงขลา” ซึ่งผลการสำรวจพบว่า คนส่วนใหญ่มีความเครียดในเรื่องของเศรษฐกิจ/การเงิน มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 77.08 ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนในวัยเรียน วัยทำงาน และวัยชรา รองลงมา คือ เรื่องสิ่งแวดล้อมร้อยละ 66.52 และ เรื่องครอบครัว ร้อยละ 55.06 ตามลำดับ ทั้งนี้ พบว่า ระดับความเครียดของคนไทยในการสำรวจครั้งนี้เพิ่มสูงขึ้นกว่า 2 ไตรมาสที่ผ่านมา

สำหรับปัจจัยที่ทำให้คนไทยเกิดภาวะความเครียด อันดับ 1 ได้แก่ ปัจจัยเรื่องของราคาสินค้าและบริการที่มีการปรับราคาสูงขึ้น คิดเป็นร้อยละ 67.43 รองลงมา คือ ภาวะเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน ร้อยละ 50.95 และ ปัญหาหนี้สินและรายรับไม่พอกับรายจ่าย ร้อยละ 48.46 จึงทำให้คนไทยส่วนใหญ่เกิดความเครียดและกังวลใจ

จากปัญหาความเครียดของคนไทยที่เกิดขึ้น ส่งผลทำให้คนไทยส่วนใหญ่รู้สึกเบื่อหน่าย คิดเป็นร้อยละ 78.18 รองลงมา รู้สึกไม่มีความสุข ร้อยละ 66.92 และรู้สึกหมดกำลังใจ ร้อยละ 50.37 ซึ่งจะส่งผลทำให้ความเครียดของคนไทยเพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งอาจสั่นคลอนความเชื่อมั่นของคนไทยที่มีต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลแก้ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ได้ในที่สุด

ส่วนวิธีแก้ปัญหาหรือรับมือกับสภาพเศรษฐกิจในยุคปัจจุบัน คนไทยส่วนใหญ่เลือกพึ่งพาตัวเองโดยการใช้จ่ายอย่างประหยัด ดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง คิดเป็นร้อยละ 58.97 รองลงมา หาอาชีพเสริมและพยายามทำงานให้มากขึ้น ร้อยละ 11.06 และปล่อยวางทำใจยอมรับความจริง-มีสติ ร้อยละ 6.28

นอกจากนี้จะเห็นว่าปัญหาหลักๆ ที่ทำให้คนไทยส่วนใหญ่เกิดความเครียด คือ ปัญหาสินค้าราคาแพง ปัญหาหนี้สิน/รายรับไม่พอกับรายจ่าย ปัญหาความไม่ซื่อสัตย์สุจริตของนักการเมือง และปัญหาการจราจร ซึ่งเป็นปัญหาที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรนำไปพิจารณาเพื่อปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้คนไทยเกิดความเครียดต่อปัญหาต่างเหล่านี้น้อยลง


ผลสำรวจเผยคนไทยมีแนวโน้มใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเรื่องท่องเที่ยวมากขึ้น_web.jpg

“วีซ่า” เผยคนไทยมีแนวโน้มใช้จ่ายในการท่องเที่ยวครั้งต่อไปมากขึ้น 50% จากการใช้จ่ายต่อทริปเฉลี่ย 49,135.68 บาท เป็น 73,670.80 บาท เนื่องจากมีสิทธิพิเศษที่ตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวชาวไทย

ปัจจุบัน เราจะพบเจอกับนักท่องเที่ยวมากมายหลากหลายรูปแบบ ในบ้านเราเองก็มักจะพบชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยมากพอสมควร เช่นเดียวกับนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ชื่นชอบการเดินทางไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ การเดินทางท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ แน่นอนว่าต้องมีค่าใช้จ่ายต่างๆ มากมาย ซึ่งนักท่องเที่ยวชาวไทยเป็นกลุ่มที่มีการใช้จ่ายเงินในส่วนนี้มากเป็นพิเศษ

โดยวีซ่า (Visa Global Travel Intentions Study) ได้เผยผลสำรวจเกี่ยวกับเทรนด์และพฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยว เกี่ยวกับงบค่าใช้จ่ายในการเดินทางของแผนการท่องเที่ยวครั้งต่อไป ซึ่งมีการสอบถามจากนักเดินทางจำนวน 17,500 คน จาก 27 ประเทศทั่วโลก พบว่า นักท่องเที่ยวชาวไทยมีแนวโน้มที่จะใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบค่าเฉลี่ยโดยรวมของนักท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียหรือทั่วโลก ซึ่งคาดว่า นักท่องเที่ยวชาวไทยจะใช้เงินเยอะขึ้นถึง 50% จากทริปที่ผ่านมา ซึ่งมากกว่านักท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชีย (46%) และนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก (36%) นอกจากนี้ผลสำรวจยังพบว่า นักท่องเที่ยวชาวไทยมีค่าใช้จ่ายสำหรับการท่องเที่ยวต่อทริปอยู่ที่ 49,135.68 บาท และคาดว่าการเดินทางท่องเที่ยวในอนาคตจะเพิ่มขึ้นเป็น 73,670.80 บาท

ส่วนสาเหตุที่นักท่องเที่ยวชาวไทยใช้จ่ายเงินเพิ่มขึ้นนั้น ผู้จัดการวีซ่า ประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า อาจเป็นเพราะว่าปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ในการชำระเงินที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งมีประโยชน์และสิทธิพิเศษที่ตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวชาวไทย จึงทำให้นักท่องเที่ยวชาวไทยมีความมั่นใจในการใช้จ่ายเงินมากขึ้น

นอกจากนี้ การใช้จ่ายเงินผ่านระบบ digital wallet หรือ กระเป๋าสตางค์ดิจิตอล เป็นที่ได้รับความนิยมอย่างมาก โดย 1 ใน 4 ของนักท่องเที่ยวชาวไทยเคยชำระเงินด้วยกระเป๋าสตางค์ดิจิตอลในขณะเดินทางท่องเที่ยวในต่างประเทศ ขณะเดียวกัน กลุ่มนักท่องเที่ยวที่ใช้การชำระเงินในรูปแบบกระเป๋าสตางค์ดิจิตอลมากที่สุด คือ นักท่องเที่ยวประเภทเดินทางคนเดียวและนักท่องเที่ยวประเภทเดินทางขณะออกทริปไปทำงานยังต่างประเทศ คิดเป็น 41%

จะเห็นได้ว่า เทรนด์และพฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวกำลังได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะคนไทยที่ให้ความสนใจในเรื่องของการเดินทางท่องเที่ยวไม่แพ้กับชาวต่างชาติเลยทีเดียว


สำรวจความนิยมของการ-ซื้อสินค้าออนไลน์-ของคนยุคใหม่_web.jpg

สำรวจพฤติกรรมการซื้อสินค้าและใช้บริการทางออนไลน์สำหรับคนยุคใหม่ มาดูกันว่าปัจจัยใดบ้างที่มีอิทธิพลต่อการซื้อสินค้าออนไลน์

เพราะยุคนี้คือยุค Thailand 4.0 เป็นยุคที่ให้ความสำคัญในด้านการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ จะเห็นได้ว่าหลายผู้ประการธุรกิจมีการปรับตัวเพื่อให้เข้ากับสังคมยุคดิจิทัล ไม่ต้องไปตั้งร้านขายของตลาดเหมือนแต่ก่อน ขณะเดียวกัน ตัวของผู้บริโภคเองก็ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางมาซื้อสินค้าหรือรับสินค้าถึงหน้าร้าน เพราะสมัยนี้ เทคโนโลยีเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตของมนุษย์อย่างมาก ทำให้ในปัจจุบัน การซื้อขายสินค้า ผู้ซื้อและผู้ขาย ไม่จำเป็นที่จะต้องเจอกันแบบ Face to Face ขนาดนั้น

จากการสำรวจของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ทำการสำรวจเกี่ยวกับ “พฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ปี 2560” โดยในประเด็น “พฤติกรรมการซื้อสินค้าและใช้บริการทางออนไลน์ของคนไทย” พบว่า ผู้บริโภคเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ขายของออนไลน์จากโฆษณาและสื่อออนไลน์ต่างๆ มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 55.9 โดยมีข้อมูลจากการรีวิวและคอมเมนต์ของผู้เคยใช้สินค้า , ส่วนลดและของแถม และอันดับของเว็บไซต์จากการค้นหาทาง Search Engine เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลรองลงมา คิดเป็นร้อยละ 54.9% , 47.5% และ 41.9% ตามลำดับ

จากการสำรวจยังพบว่า ปัจจัยหลักที่มีอิทธิพลต่อการซื้อสินค้าและใช้บริการออนไลน์ของคนไทยมากที่สุด คือขั้นตอนการซื้อที่ง่าย (85%) โดยมีปัจจัยรอง ได้แก่ การได้รับสินค้าที่สะดวกรวดเร็ว (53.4%), โปรโมชั่นที่ถูกใจผู้ซื้อ (51.4%) และราคาที่ถูกกว่าการซื้อผ่านหน้าร้าน (49.7%)

ส่วนสินค้าและบริการที่คนไทยนิยมซื้อออนไลน์มากที่สุด ประกอบด้วยสินค้าแฟชั่นและเครื่องแต่งกาย (44%), สินค้าด้านสุขภาพและความงาม (33.7%), อุปกรณ์ไอที (26.5%), เครื่องใช้ภายในบ้าน (19.5%), บริการสั่งอาหารออนไลน์ (18.7%), บริการเกี่ยวกับการเดินทางและท่องเที่ยว (17.9%) เป็นต้น แต่หากพิจารณาในเรื่องความถี่ในการซื้อสินค้าและใช้บริการ กลับพบว่าในระยะเวลา 3 เดือน บริการด้านการเงินและการลงทุนเป็นประเภทบริการที่คนไทยเลือกใช้ซ้ำมากที่สุดที่ 4.8 ครั้ง รองลงมาคือบริการดาวน์โหลด 4 ครั้ง สินค้าบริการด้านความบันเทิงและด้านการเดินทางและท่องเที่ยวเท่ากันที่ 2.5 ครั้ง ตามด้วยสินค้ากลุ่มแฟชั่นและบริหารสั่งอาหาร เท่ากันที่ 2.4 ครั้ง

นอกจากนี้ ผลสำรวจยังระบุอีกว่าสินค้าและบริการในเกือบทุกกลุ่มที่คนไทยนิยมซื้อทางออนไลน์มากที่สุดจะอยู่ในช่วงราคาไม่เกิน 1,000 บาท ยกเว้นบริการด้านการเงินและการลงทุนที่ส่วนใหญ่จะเลือกซื้อที่มูลค่ามากกว่า 10,000 บาท โดยช่องทางการชำระเงินที่มีการใช้มากที่สุดคือบัตรเครดิต (35.1%) รองลงมาคือ การโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร (31.9%), การโอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็ม (27.1%) และการโอนเงินผ่านเว็บไซต์ธนาคาร (22.6%)

ขอบคุณข้อมูลประกอบจาก : สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน)