Wealth of mind

6-เรื่องสำคัญที่ควรคิดก่อนจ่าย-จะได้ไม่พลาดจนกลายเป็นหนี้ก้อนโต_web.jpg

เป็นเรื่องปกติที่เมื่อเรามีเงิน ก็ต้องการที่จะซื้อหรือนำเงินไปลงทุนใช้จ่ายในสิ่งที่เราอยากได้มากๆ ซึ่งของบางอย่างมีราคาค่อนข้างสูง “กินอยู่เป็น” จึได้รวบรวม 6 เรื่องสำคัญที่คุณจะต้องคิดไตร่ตรองให้ดีก่อนควักเงินจ่าย ถ้าไม่อยากเป็นหนี้ก้อนโตในภายหลัง

เป็นเรื่องปกติที่เมื่อเรามีเงิน ซึ่งได้มาจากการทำงาน หรือจะได้มาจากการเสี่ยงโชคก็ตาม เราย่อมต้องการที่จะซื้อหรือนำเงินไปลงทุนใช้จ่ายในสิ่งที่เราอยากได้มากๆ ซึ่งของบางอย่างมีราคาค่อนข้างสูง จนเราอาจจะไม่ได้คิดให้รอบคอบเสียก่อนว่า เมื่อซื้อมาแล้วจะส่งผลกระทบกับตัวเราหรือไม่ เราจะมีเงินเหลืออยู่หรือไม่ จะมีเงินเพียงพอในการใช้จ่ายหลังจากนี้หรือไม่ หรือถ้าโชคร้ายอาจจะกลายเป็นหนี้สินขึ้นมาก็เป็นไปได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เป็นการสะท้อนออกมาชัดเจนว่า สถานะทางการเงินของเราอยู่ในภาวะวิกฤติ จำเป็นต้องแก้ไขพฤติกรรมการเงินจริงๆ

“กินอยู่เป็น” จึงได้รวบรวม 6 เรื่องสำคัญที่คุณจะต้องคิดไตร่ตรองให้ดีก่อนควักเงินจ่าย ถ้าไม่อยากเป็นหนี้ก้อนโต ทั้งนี้ เพื่อให้คุณได้วางแผนการใช้จ่ายเงิน ระมัดระวังการเกิดหนี้สินในภายหลัง ซึ่งมีดังนี้

1. ซื้ออุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์/เครื่องใช้ไฟฟ้า
ปัจจุบัน อุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ มีความจำเป็นต่อชีวิตเราอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น โทรทัศน์ , คอมพิวเตอร์ , เครื่องซักผ้า , ตู้เย็น หรือแม้กระทั่งโทรศัพท์มือถือ ที่ต่างผลิตรุ่นใหม่พร้อมฟังก์ชั่นใหม่ๆ ออกมา แน่นอนว่าผู้บริโภคอย่างเราๆ เองก็ต้องปรับเปลี่ยนสินค้าให้เป็นรุ่นปัจจุบัน เพื่อที่จะได้ไม่ตกเทรนด์ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ไม่ได้มีความจำเป็นเลย เพราะการที่จะต้องซื้อหรือปรับเปลี่ยนอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ แต่ละครั้งนั้น ย่อมมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง ซึ่งจะกระทบต่อสภาพทางการเงินของเราอย่างแน่นอน ยิ่งซื้อของแบบเงินก็มีเปอร์เซนต์ที่จะเป็นหนี้สินได้

ฉะนั้น คุณต้องดูความจำเป็นว่า อุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ที่คุณสนใจนั้น มีความจำเป็นกับตัวเรามากน้อยขนาดไหน ถ้าที่บ้านยังมีอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าเครื่องเดิมอยู่และยังใช้งานได้ตามปกติ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเสียเงินซื้อใหม่เลย เก็บเงินเอาไว้ใช้ในยามจำเป็นดีกว่า

2. ซื้อรถยนต์-รถจักรยานยนต์
การเดินทางไปไหนมาไหนแน่นอนว่า ยานพาหนะ เป็นปัจจัยสำคัญในการเดินทาง การมียานพาหนะเป็นของตัวเองถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะว่าเราสามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้สบาย เดินทางเวลาไหนก็ได้ ไม่ต้องไปง้อรถโดยสารสาธารณะ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การมีรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์เป็นของตัวเองนั้น คุณจะต้องมีรายรับเพื่อมาใช้จ่ายกับยานพาหนะของคุณ เช่น ค่าน้ำมันรถ , ค่าซ่อมแซมรถ , ค่าตรวจสภาพรถประจำปี , ค่าประกันรถ ฯลฯ นอกจากนี้ สำหรับรถป้ายแดงที่ดาวน์รถ คุณก็จะมีค่าใช้จ่ายในการผ่อนรถต่อเดือนอีกด้วย ซึ่งมีค่าใช้จ่ายต่อปีค่อนข้างสูงพอสมควร

ฉะนั้น ก่อนที่คุณจะซื้อรถ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ คุณต้องคิดให้ดีก่อนว่ามีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหนในการต้องมีรถส่วนตัว และคุณมีรายรับมากเพียงพอที่จะจ่ายเงินค่าใช้จ่ายดังกล่าวหรือไม่ เพราะถ้าคุณวางแผนไม่ดี คุณก็อาจจะมีโอกาสเป็นหนี้ขึ้นมาทันที ทางที่ดีแล้วคุณควรมีเงินสำรองเตรียมไว้อีกสักก้อนหนึ่ง เผื่อเหตุฉุกเฉินเกี่ยวกับเรื่องรถด้วย

3. ซื้อบ้าน/คอนโด
รู้หรือไม่ การที่จะซื้อบ้านสักหรือคอนโดสักห้องหนึ่ง นั่นหมายความว่า คุณจะต้องเป็นหนี้ยาวนานอย่างน้อย 10 ปีขึ้นไปเลยทีเดียว เพราะคนที่คิดจะซื้อบ้านและคอนโดส่วนใหญ่ไม่ได้มีเงินก้อนใหญ่หลักแสนหลักล้านในการที่จะไปซื้อบ้านหรือคอนโด จะต้องไปกู้เงินจากสถาบันการเงินเพื่อมาซื้อบ้านและคอนโด และเมื่อกู้มาแล้วก็ต้องมีการชำระหนี้คืนพร้อมดอกเบี้ย โดยการจ่ายคืนจะอยู่ในลักษณะของการผ่อนจ่ายเป็นรายเดือน อย่างน้อยตกเดือนละประมาณ 10,000 บาทขึ้นไป

ดังนั้น คุณต้องคคิดและวางแผนให้ดีว่าถ้าคุณคิดที่จะซื้อบ้านและคอนโดแล้ว คุณมีกำลังแรงที่จะชำระหนี้หรือผ่อนบ้านไหวหรือไม่ เพราะคุณจะต้องเป็นหนี้นานนับ 10 ปี หากคุณมีปัญหาทางการเงินขึ้นระหว่างนั้น ความเดือดร้อนจะมาเยือนคุณแน่นอน

4. ทำบัตรเครดิต/บัตรกดเงินสด
การทำบัตรเครดิต/บัตรกดเงินสด นอกจากที่จะมีประโยชน์เยอะ หากวางแผนไม่ดี ก็จะเห็นว่าโทษก็จะมีเยอะเช่นกัน ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้เงินของคุณล้วนๆ ถ้าคุณเป็นคนที่มีพฤติกรรมการใช้จ่ายแบบฟุ่มเฟือย รูดบัตรเครดิตซื้อของทุกวัน นั่นหมายความว่าคุณจะกลายเป็นหนี้ขึ้นมาทันที และคุณก็จะต้องหาเงินมาจ่ายหนี้พร้อมดอกเบี้ยอีกด้วย

ฉะนั้น คิดให้ดีก่อนที่จะใช้จ่าย ขอแนะนำเลยว่าบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดควรใช้ในยามจำเป็นจริงๆ เช่น ไว้ใช้กรณีต้องรักษาตัวยามเจ็บป่วย หรือกรณ๊ที่ต้องใช้เงินด่วน เป็นต้น อย่าลืมว่า ควรมีสติทุกครั้งในการใช้งานบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด เพื่อที่เราจะได้ห่างไกลจากการเป็นหนี้ก้อนโตด้วย

5. ลงทุนเปิดธุรกิจ/ประกอบกิจการส่วนตัว
การมีธุรกิจเป็นของตัวเอง มีข้อดีตรงที่ว่าคุณไม่ต้องเป็นลูกน้องของใคร คุณเป็นเจ้านายตัวเอง บริหารงานได้ด้วยตนเอง แต่การที่จะลงทุนเปิดธุรกิจสักอย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมมีค่าลงทุนมากพอสมควร อาทิ ค่าอุปกรณ์ , ค่าเช่าสถานที่ , ค่าจ้างพนักงาน , ค่าสาธารณูปโภค ฯลฯ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง นอกจากนี้ อาจจะมีรายจ่ายนอกเหนือจากนี้เพิ่มเติมเข้ามาด้วย

ฉะนั้น คุณเองต้องวางแผนดีๆ ก่อนเริ่มลงทุนทำธุรกิจขึ้นมานั้น อันดับแรกต้องมีเงินทุน และควรต้องมีเงินสำรองก้อนใหญ่อีกสักก้อนสำรองไว้ เผื่อในกรณีที่เดือนไหนรายรับน้อยกว่ารายจ่าย ผลประการการธุรกิจขาดทุนในเดือนนั้น นั่นคือวิกฤตทันที คุณต้องวางแผนการใช้จ่ายเงินให้ดี พยายามลดรายจ่ายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าวางแผนและประคับประคองธุรกิจของคุณดีๆ คุณก็สามารถได้กำไรจากการขายได้อย่างไม่ยากเลย

6. ศึกษาต่อระดับปริญญาโท-เอก
“การศึกษาคือการลงทุน” คำนี้มีอยู่จริง ลงทุนด้วยค่าใช้จ่ายในการศึกษา การศึกษาต่อในระดับปริญญาโท-ปริญญาเอก คือ การศึกษาเพื่อต่อยอดองค์ความรู้จากที่เรียนในระดับปริญญาตรี เพื่อที่คุณจะได้นำความรู้ในด้านปริญญาโท-เอก ไปต่อยอดในสายงานคุณได้ หรืออาจจะนำไปใช้ประกอบอาชีพในสายงานวิชาการ งานวิจัย ซึ่งการที่จะศึกษาต่อในระดับนี้ คุณต้องคิดให้ดีๆ อย่าคิดแค่ว่าเรียนต่อปริญญาโท-ปริญญาเอก เพราะกระแสหรือแฟชั่น พยายามหาคำตอบกับตัวเองให้ได้ว่าจะเรียนต่อปริญญาโท-ปริญญาเอก ไปเพราะอะไร ถ้าคุณหาคำตอบได้ ก็ลุยได้เลย

นอกจากนี้ ต้องอย่าลืมสำรวจค่าใช้จ่ายของตัวเองด้วยว่ามีเงินค่าเทอมที่จะจ่ายเพียงพอกับการเรียนหรือไม่ ถ้าสถานะทางการเงินยังไม่พร้อมกับเรียนไปศึกษาต่อ คุณก็ไม่ควรที่จะไปเรียนในช่วงนั้น ขอแนะนำว่าคุณควรทำงานหาประสบการณ์และเก็บเงินให้ได้อย่างน้อยสัก 200,000-300,000 บาทขึ้นไป เพื่อที่ตอนเรียนต่อปริญญาโท-ปริญญาเอก จะได้ไม่วุ่นวายกับการหาเงินจ่ายค่าเทอม และสำคัญอย่างยิ่งคือช่วงการทำวิทยานินธ์ ซึ่งคคุณต้องมีเวลามากพอสมควรในการให้เวลากับสิ่งๆ นี้ เพราะถ้าคุณไม่มีเวลากับมัน คุณก็จะเรียนไม่จบแน่นอน บางคนตัดสินใจลาออกจากงานประจำหรือขอลาไม่รับเงินเดือน เพื่อให้เวลากับการทำวิทยานิพนธ์ในครั้งนี้ ฉะนั้น ควรวางแผนเก็บเงินตั้งแต่แรก จะดีที่สุด

ทั้งหมดนี้ก็คือเรื่องที่คุณควรจะต้องคิดให้ดีก่อนเสียเงิน สำคัญมากๆ เลยทีเดียว ฉะนั้นขอให้จำเอาไว้เสมอว่า เราควรมีสติ คิดให้รอบคอบทุกครั้ง ที่จะต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ เพราะคุณจะได้ไม่ต้องเดือดร้อนจากการเป็นหนี้สิ้นหรือไม่มีเงินใช้ภายหลัง


บัตรคนจน-ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทย-แต่ไม่ลดความเหลื่อมล้ำ_web.jpg

นิด้าโพลเผยผลสำรวจประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยที่รัฐบาลเพิ่มนโยบายกดเงินสดในบัตรคนจน มองช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้มาก แต่เชื่อว่าไม่สามารถแก้ปัญหาความเลื่อมล้ำตามเจตนารมย์ของรัฐบาลได้

จากนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐของรัฐบาล ที่มอบสิทธิให้ประชาชนคนไทยผู้มีรายได้น้อย เพื่อช่วยเหลือแบ่งเบาค่าครองชีพจำพวกสินค้าและบริการต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งมีการเปิดใช้งานกันไปเมื่อปี 2560 ที่ผ่านมานั้น ทำให้สามาถแบ่งเบาภาระของประชาชนที่ได้รับสิทธิ์ดังกล่าวได้ ทั้งนี้ การ

ล่าสุด นิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ สำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐกับการกระตุ้นเศรษฐกิจไทย?” เกี่ยวกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ทางรัฐบาลจะเพิ่มขึ้นรายละ 100 – 200 บาท และสามารถเบิกเงินสดไปใช้ได้เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของไทย

โดยผลสำรวจเกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการเพิ่มเงินช่วยเหลือแก่ผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยสามารถเบิกเป็นเงินสดเพื่อนำไปชำระค่าบริการอื่นๆ ได้ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 80.84 ระบุว่า เห็นด้วย เพราะประชาชนผู้มีรายได้น้อยจะได้นำเงินมาใช้จ่ายในส่วนอื่นที่ไม่สามารถใช้บัตรสวัสดิการซื้อได้ และยังมีส่วนช่วยให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ขณะที่ร้อยละ 17.80 ระบุว่า ไม่เห็นด้วย เพราะเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด สามารถแก้ได้เพียงเบื้องต้นเท่านั้น และร้อยละ 1.36 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

เมื่อถามว่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะช่วยเศรษฐกิจได้มากน้อยแค่ไหน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 12.53 เห็นว่าการเพิ่มเงินช่วยเหลือแก่ผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐดังกล่าวจะสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้มาก รองลงมา ร้อยละ 32.08 เห็นว่าจะสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้ค่อนข้างมาก , ร้อยละ 25.30 เห็นว่าสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้ค่อนข้างน้อย , ร้อยละ 14.92 เห็นว่าสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้น้อย และ ร้อยละ13.73 เห็นว่าไม่สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้เลย

ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 68.08 เชื่อว่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะไม่สามารถลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจระหว่างคนรวย/คนจน ตามเจตนารมณ์ของรัฐบาล เพราะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ ช่วยเหลือได้เพียงเฉพาะหน้า รองลงมา ร้องละ 28.89 เชื่อว่าสามารถลดปัญหาความเหลื่อมล้ำได้ เพราะเป็นแนวทางการแก้ปัญหาที่คนจนได้ประโยชน์อย่างแท้จริง และทำให้ปัญหาความยากจนลดลง

สำหรับสิ่งที่ประชาชนอยากให้เพิ่มมากที่สุด ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 47.73 ระบุว่า ค่ารักษาพยาบาล รองลงมา ร้อยละ 38.71 ระบุว่า ด้านช่วยเหลืออาชีพด้านเกษตรกรรม ตามด้วยร้อยละ 36.31 ระบุว่า เงินส่งเสริมผู้สูงอายุ/ผู้เกษียณอายุ , ร้อยละ 25.94 ระบุว่า ช่วยเหลือการสร้างอาชีพ , ร้อยละ 23.78 ระบุว่า ค่าการศึกษา/ค่าเล่าเรียน/ทุนการศึกษาบุตร , ร้อยละ 20.35 ระบุว่า ค่าสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้า ประปา ระบบขนส่งมวลชน , ร้อยละ 10.77 ระบุว่า สวัสดิการสำหรับผู้พิการ , ร้อยละ 9.02 ระบุว่า สวัสดิการสำหรับลูกจ้างรายวัน/ผู้ใช้แรงงาน , ร้อยละ 4.71 ระบุว่า จ่ายคืนหนี้ธนาคารของรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เป็นต้น และ ร้อยละ 0.64 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ จัดสรรที่ทำกินและที่อยู่อาศัยให้กับผู้ยากจน


ปัญหาเศรษฐกิจ-การเงิน-ทำคนไทยเครียด-เลือกใช้ชีวิตประหยัด-พึ่งพาตนเอง_web.jpg

ผลสำรวจเผยคนไทยส่วนใหญ่เครียดเกิดภาวะความเครียดเรื่องของเศรษฐกิจ-การเงินมากที่สุด เนื่องจากราคาสินค้าและบริการที่มีการปรับราคาสูงขึ้น ส่วนวิธีรับมือคือการใช้จ่ายอย่างประหยัด ดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

สถาบันวิจัยและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ได้ทำการสำรวจเรื่อง ดัชนีความเครียดของคนไทยในเดือนสิงหาคม : กรณีศึกษาประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ขอนแก่น และสงขลา” ซึ่งผลการสำรวจพบว่า คนส่วนใหญ่มีความเครียดในเรื่องของเศรษฐกิจ/การเงิน มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 77.08 ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนในวัยเรียน วัยทำงาน และวัยชรา รองลงมา คือ เรื่องสิ่งแวดล้อมร้อยละ 66.52 และ เรื่องครอบครัว ร้อยละ 55.06 ตามลำดับ ทั้งนี้ พบว่า ระดับความเครียดของคนไทยในการสำรวจครั้งนี้เพิ่มสูงขึ้นกว่า 2 ไตรมาสที่ผ่านมา

สำหรับปัจจัยที่ทำให้คนไทยเกิดภาวะความเครียด อันดับ 1 ได้แก่ ปัจจัยเรื่องของราคาสินค้าและบริการที่มีการปรับราคาสูงขึ้น คิดเป็นร้อยละ 67.43 รองลงมา คือ ภาวะเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน ร้อยละ 50.95 และ ปัญหาหนี้สินและรายรับไม่พอกับรายจ่าย ร้อยละ 48.46 จึงทำให้คนไทยส่วนใหญ่เกิดความเครียดและกังวลใจ

จากปัญหาความเครียดของคนไทยที่เกิดขึ้น ส่งผลทำให้คนไทยส่วนใหญ่รู้สึกเบื่อหน่าย คิดเป็นร้อยละ 78.18 รองลงมา รู้สึกไม่มีความสุข ร้อยละ 66.92 และรู้สึกหมดกำลังใจ ร้อยละ 50.37 ซึ่งจะส่งผลทำให้ความเครียดของคนไทยเพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งอาจสั่นคลอนความเชื่อมั่นของคนไทยที่มีต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลแก้ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ได้ในที่สุด

ส่วนวิธีแก้ปัญหาหรือรับมือกับสภาพเศรษฐกิจในยุคปัจจุบัน คนไทยส่วนใหญ่เลือกพึ่งพาตัวเองโดยการใช้จ่ายอย่างประหยัด ดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง คิดเป็นร้อยละ 58.97 รองลงมา หาอาชีพเสริมและพยายามทำงานให้มากขึ้น ร้อยละ 11.06 และปล่อยวางทำใจยอมรับความจริง-มีสติ ร้อยละ 6.28

นอกจากนี้จะเห็นว่าปัญหาหลักๆ ที่ทำให้คนไทยส่วนใหญ่เกิดความเครียด คือ ปัญหาสินค้าราคาแพง ปัญหาหนี้สิน/รายรับไม่พอกับรายจ่าย ปัญหาความไม่ซื่อสัตย์สุจริตของนักการเมือง และปัญหาการจราจร ซึ่งเป็นปัญหาที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรนำไปพิจารณาเพื่อปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้คนไทยเกิดความเครียดต่อปัญหาต่างเหล่านี้น้อยลง


ผลสำรวจเผยคนไทยมีแนวโน้มใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเรื่องท่องเที่ยวมากขึ้น_web.jpg

“วีซ่า” เผยคนไทยมีแนวโน้มใช้จ่ายในการท่องเที่ยวครั้งต่อไปมากขึ้น 50% จากการใช้จ่ายต่อทริปเฉลี่ย 49,135.68 บาท เป็น 73,670.80 บาท เนื่องจากมีสิทธิพิเศษที่ตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวชาวไทย

ปัจจุบัน เราจะพบเจอกับนักท่องเที่ยวมากมายหลากหลายรูปแบบ ในบ้านเราเองก็มักจะพบชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยมากพอสมควร เช่นเดียวกับนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ชื่นชอบการเดินทางไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ การเดินทางท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ แน่นอนว่าต้องมีค่าใช้จ่ายต่างๆ มากมาย ซึ่งนักท่องเที่ยวชาวไทยเป็นกลุ่มที่มีการใช้จ่ายเงินในส่วนนี้มากเป็นพิเศษ

โดยวีซ่า (Visa Global Travel Intentions Study) ได้เผยผลสำรวจเกี่ยวกับเทรนด์และพฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยว เกี่ยวกับงบค่าใช้จ่ายในการเดินทางของแผนการท่องเที่ยวครั้งต่อไป ซึ่งมีการสอบถามจากนักเดินทางจำนวน 17,500 คน จาก 27 ประเทศทั่วโลก พบว่า นักท่องเที่ยวชาวไทยมีแนวโน้มที่จะใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบค่าเฉลี่ยโดยรวมของนักท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียหรือทั่วโลก ซึ่งคาดว่า นักท่องเที่ยวชาวไทยจะใช้เงินเยอะขึ้นถึง 50% จากทริปที่ผ่านมา ซึ่งมากกว่านักท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชีย (46%) และนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก (36%) นอกจากนี้ผลสำรวจยังพบว่า นักท่องเที่ยวชาวไทยมีค่าใช้จ่ายสำหรับการท่องเที่ยวต่อทริปอยู่ที่ 49,135.68 บาท และคาดว่าการเดินทางท่องเที่ยวในอนาคตจะเพิ่มขึ้นเป็น 73,670.80 บาท

ส่วนสาเหตุที่นักท่องเที่ยวชาวไทยใช้จ่ายเงินเพิ่มขึ้นนั้น ผู้จัดการวีซ่า ประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า อาจเป็นเพราะว่าปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ในการชำระเงินที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งมีประโยชน์และสิทธิพิเศษที่ตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวชาวไทย จึงทำให้นักท่องเที่ยวชาวไทยมีความมั่นใจในการใช้จ่ายเงินมากขึ้น

นอกจากนี้ การใช้จ่ายเงินผ่านระบบ digital wallet หรือ กระเป๋าสตางค์ดิจิตอล เป็นที่ได้รับความนิยมอย่างมาก โดย 1 ใน 4 ของนักท่องเที่ยวชาวไทยเคยชำระเงินด้วยกระเป๋าสตางค์ดิจิตอลในขณะเดินทางท่องเที่ยวในต่างประเทศ ขณะเดียวกัน กลุ่มนักท่องเที่ยวที่ใช้การชำระเงินในรูปแบบกระเป๋าสตางค์ดิจิตอลมากที่สุด คือ นักท่องเที่ยวประเภทเดินทางคนเดียวและนักท่องเที่ยวประเภทเดินทางขณะออกทริปไปทำงานยังต่างประเทศ คิดเป็น 41%

จะเห็นได้ว่า เทรนด์และพฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวกำลังได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะคนไทยที่ให้ความสนใจในเรื่องของการเดินทางท่องเที่ยวไม่แพ้กับชาวต่างชาติเลยทีเดียว


สำรวจความนิยมของการ-ซื้อสินค้าออนไลน์-ของคนยุคใหม่_website_pic.jpg

สำรวจพฤติกรรมการซื้อสินค้าและใช้บริการทางออนไลน์สำหรับคนยุคใหม่ มาดูกันว่าปัจจัยใดบ้างที่มีอิทธิพลต่อการซื้อสินค้าออนไลน์

เพราะยุคนี้คือยุค Thailand 4.0 เป็นยุคที่ให้ความสำคัญในด้านการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ จะเห็นได้ว่าหลายผู้ประการธุรกิจมีการปรับตัวเพื่อให้เข้ากับสังคมยุคดิจิทัล ไม่ต้องไปตั้งร้านขายของตลาดเหมือนแต่ก่อน ขณะเดียวกัน ตัวของผู้บริโภคเองก็ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางมาซื้อสินค้าหรือรับสินค้าถึงหน้าร้าน เพราะสมัยนี้ เทคโนโลยีเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตของมนุษย์อย่างมาก ทำให้ในปัจจุบัน การซื้อขายสินค้า ผู้ซื้อและผู้ขาย ไม่จำเป็นที่จะต้องเจอกันแบบ Face to Face ขนาดนั้น

จากการสำรวจของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ทำการสำรวจเกี่ยวกับ “พฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ปี 2560” โดยในประเด็น “พฤติกรรมการซื้อสินค้าและใช้บริการทางออนไลน์ของคนไทย” พบว่า ผู้บริโภคเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ขายของออนไลน์จากโฆษณาและสื่อออนไลน์ต่างๆ มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 55.9 โดยมีข้อมูลจากการรีวิวและคอมเมนต์ของผู้เคยใช้สินค้า , ส่วนลดและของแถม และอันดับของเว็บไซต์จากการค้นหาทาง Search Engine เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลรองลงมา คิดเป็นร้อยละ 54.9% , 47.5% และ 41.9% ตามลำดับ

จากการสำรวจยังพบว่า ปัจจัยหลักที่มีอิทธิพลต่อการซื้อสินค้าและใช้บริการออนไลน์ของคนไทยมากที่สุด คือขั้นตอนการซื้อที่ง่าย (85%) โดยมีปัจจัยรอง ได้แก่ การได้รับสินค้าที่สะดวกรวดเร็ว (53.4%), โปรโมชั่นที่ถูกใจผู้ซื้อ (51.4%) และราคาที่ถูกกว่าการซื้อผ่านหน้าร้าน (49.7%)

ส่วนสินค้าและบริการที่คนไทยนิยมซื้อออนไลน์มากที่สุด ประกอบด้วยสินค้าแฟชั่นและเครื่องแต่งกาย (44%), สินค้าด้านสุขภาพและความงาม (33.7%), อุปกรณ์ไอที (26.5%), เครื่องใช้ภายในบ้าน (19.5%), บริการสั่งอาหารออนไลน์ (18.7%), บริการเกี่ยวกับการเดินทางและท่องเที่ยว (17.9%) เป็นต้น แต่หากพิจารณาในเรื่องความถี่ในการซื้อสินค้าและใช้บริการ กลับพบว่าในระยะเวลา 3 เดือน บริการด้านการเงินและการลงทุนเป็นประเภทบริการที่คนไทยเลือกใช้ซ้ำมากที่สุดที่ 4.8 ครั้ง รองลงมาคือบริการดาวน์โหลด 4 ครั้ง สินค้าบริการด้านความบันเทิงและด้านการเดินทางและท่องเที่ยวเท่ากันที่ 2.5 ครั้ง ตามด้วยสินค้ากลุ่มแฟชั่นและบริหารสั่งอาหาร เท่ากันที่ 2.4 ครั้ง

นอกจากนี้ ผลสำรวจยังระบุอีกว่าสินค้าและบริการในเกือบทุกกลุ่มที่คนไทยนิยมซื้อทางออนไลน์มากที่สุดจะอยู่ในช่วงราคาไม่เกิน 1,000 บาท ยกเว้นบริการด้านการเงินและการลงทุนที่ส่วนใหญ่จะเลือกซื้อที่มูลค่ามากกว่า 10,000 บาท โดยช่องทางการชำระเงินที่มีการใช้มากที่สุดคือบัตรเครดิต (35.1%) รองลงมาคือ การโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร (31.9%), การโอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็ม (27.1%) และการโอนเงินผ่านเว็บไซต์ธนาคาร (22.6%)

ขอบคุณข้อมูลประกอบจาก : สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน)


ออมอย่างไรให้มีเงินใช้ในยามแก่_website_pic.jpg

มนุษย์เงินเดือนทุกคนต่างมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ “ทำงาน” เพื่อแลกกับ “เงิน” งานบางประเภทเป็นงานแบกงานหามเงินอาจจะไม่มากนัก ขณะเดียวกัน งานบางประเภทเป็นสายราชการ , บริษัทเอกชน พนักงานส่วนใหญ่จะได้พบเจอกับภาวะงานหนักเอาการ แต่บางรายก็ต้องอดทน เพราะบางองค์กรถึงแม้ว่างานหนัก แต่ว่ามีเพื่อนร่วมงานดี ได้ค่าตอบแทนหรือเงินเดือนค่อนข้างสูง

แต่ปัญหาใหญ่หลวงของเหล่ามนุษย์เงินเดือนในยุคนี้ คือการใช้เงินแบบสุรุ่ยสุร่าย แบบที่ว่าเงินเดือนออกปุ๊ป ก็กดออกมาจับจ่ายใช้สอยซื้อโน่นซื้อนี่ไปซะหมด ประกอบกับข้าวของช่วงนี้ที่จำหน่ายตามท้องตลาดก็มีราคาแพงมาก จนทำให้เหล่ามนุษย์เงินเดือนเกิดปัญหา “ไม่มีเงินเก็บ-เงินออม” สำหรับสำรองไว้ใช้ในกรณีจำเป็นหรือในช่วงบั้นปลายชีวิต

วันนี้เราขอนำเสนอสูตรการเก็บออมเงิน แบบชนิดที่เรียกได้ว่า เมื่อครบ 1 ปี จะมีเงินออมแบบรวยเละแน่นอน

 

สูตรที่ 1 : ออมเงินตามวันที่ (Daily saving money challenge)

ในกระทู้ของพันทิป โดยผู้ใช้งานชื่อ “พระสนมนางใน” ได้ตั้งกระทู้แบ่งปันวิธีการเก็บออมเงินตามแบบฉบับของเขาเอง การออมเงินในวิธีก็คือ ออมเงินตามวันที่ในปฏิทิน เช่น วันนี้เป็นวันที่ 1 ก็หยอดเงินใส่กระปุก 1 บาท วันที่ 2 ก็หยอด 2 บาท วันที่ 3 หยอด 3 บาท ทำไปเรื่อยๆ พอถึงสิ้นเดือนวันที่ 30 ก็หยอด 30 บาท เมื่อขึ้นเดือนใหม่ วันที่ 1 ก็หยอด 1 บาท ทำแบบนี้วนไป จนครบ 1 ปี มาดูกันดีกว่าว่าจะมีเงินออมทั้งหมดกี่บาท

ครบ 1 ปี เก็บเงิน 5,738 บาท และหากเก็บออมเงินด้วยวิธีนี้เป็นเวลา 30 ปี จะมีเงินออมจำนวน 172,140 บาท สูตรนี้เหมาะสำหรับมนุษย์เงินเดือนมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มการเก็บออมเงิน สบายๆ ที่ไม่เครียดกับการออมเงิน ออมเงินในปริมาณที่ไม่เยอะมาก เป็นเศษเงินที่เหลือจากค่าขนมในแต่ละวัน มนุษย์เงินเดือนที่เงินเดือนอาจจะไม่เยอะมากนัก กินอยู่เป็นแนะนำให้ลองเก็บออมเงินโดยใช้วิธีนี้

 

สูตรที่ 2 : ออมเงินรายวัน แบบขั้นบันได (365 day saving money challenge)

ผู้ใช้เฟซบุ๊ก ชื่อ Artinuch Lalita ได้โพสต์วิธีการเก็บออมเงินที่ฟังดูอาจจะคล้ายคลึงกับสูตรที่ 1 แต่สูตรนี้มีการเก็บออมเงิน คือ เริ่มเก็บออมเงินตั้งแต่ต้นปี (1. ม.ค.) ไปจนถึงสิ้นปี (31 ธ.ค.) โดยเพิ่มจำนวนเงินขึ้นตามขั้นบันได อธิบายง่ายๆ คือ วันที่ 1 ของปี (1 ม.ค.) หยอดเงินใส่กระปุก 1 บาท , วันที่ 2 (2 ม.ค.) หยอด 2 บาท , วันที่ 10 (10 ม.ค.) หยอด 10 บาท , วันที่ 120 ของปี (30
เม.ย.) หยอด 120 บาท , วันที่ 320 ของปี (8 พ.ย.) หยอด 320 บาท ทำไปเรื่อยๆ จนถึงวันสุดท้ายของปี (31 ธ.ค.) หยอด 365 วัน

ครบ 1 ปี ก็จะมีเงินเก็บถึง 66,795 บาท และหากเก็บออมเงินด้วยวิธีนี้เป็นเวลา 30 ปี จะมีเงินออมเป็นจำนวนสูงถึง 2,003,850 บาท เลยทีเดียว สูตรนี้เหมาะสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่มองการณ์ไกล มีเงินเดือนสูง ใช้เงินเป็นในระดับหนึ่ง เพราะสูตรนี้ดูแล้วเหมือนจะไม่ยาก แต่พอเข้าสู่วันที่ 100 ของปี จำนวนเงินออมจะเริ่มสูงขึ้น มนุษย์เงินเดือนที่ใช้สูตรนี้อาจจะมีท้อ ปวดหัวบ้าง แต่เชื่อเถอะว่า หากสามารถเก็บเงินด้วยสูตรนี้ไปจนถึงสิ้นปีได้ คุณก็จะมีเงินเก็บมากมายมหาศาลแน่นอน

เป็นอย่างไรกันบ้างสำหรับวิธีการเก็บออมเงินของมนุษย์เงินเดือน ที่ต้องบอกเลยว่า มนุษย์เงินเดือนทุกคนควรฝึกนิสัยการเก็บออมเงินตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เมื่อผ่านไป 1 ปี ก็จะมีเงินเก็บไว้ใช้หลายพันบาท และถ้าหมั่นเก็บออมเงินเป็นประจำแล้วลองจินตนาการตามดูว่าเมื่อเราทำงานเก็บออมเงินตามสูตรข้างต้นเป็นเวลาสัก 30 ปี คุณก็จะมีเงินออมหลักแสนหลักล้านไว้ใช้ในยามเกษียณหรือแก่เฒ่าอย่างแน่นอนหรือจะพูดง่ายๆ เลยว่า “รวยตอนแก่” ก็ว่าได้

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : พระสนมนางใน  / เฟซบุ๊ก Artinuch Lalita


website_พร้อมไหมสังคมไร้เงินสด-1280x720.jpg

การที่เราอยู่ในยุคเทคโนโลยีปรับเปลี่ยน ทำให้บางครั้งก็กังวลกับเรื่อง 108 – 1009 โดยเฉพาะความมั่นคง และ ความปลอดภัยว่าเงินในกระเป๋าเมื่อย้ายไปอยู่ในรูปแบบออนไลน์จับต้องไม่ได้ควรจะป้องกัน หรือทำอย่างไรดี เอาแบบญี่ปุ่นดีไหม ที่เค้าถอนเงินสดมาเก็บไว้ที่บ้าน

นั่นอาจเป็นด้านหนึ่งของความวิตก แต่ถ้ามองอีกด้านหนึ่งคงต้องมีข้อดีแฝงอยู่ เหมือนกับที่เราปรับผ่านจากยุคเตาถ่าน สู่เตาแก๊ส  เตาไฟฟ้า และไมโครเวฟ คืออันตรายก็อาจมีหากไม่ระวัง แต่ข้อดีที่เกิดขึ้นก็มีมาก โดยเฉพาะการประหยัด ค่าธรรมเนียม ประหยัดเวลา และการเดินทาง รวมถึงสะดวก รวดเร็ว สามารถย้อนตรวจสอบย้อนหลังได้ว่าชำระหรือยัง ใช้เงินไปกับอะไร เมื่อไร อย่างไร

หากวันนี้เราจะชวนมาดูข้อดีของกระเป๋าเงินออนไลน์ หรือ Internet Banking ที่ส่งผลต่อการใช้งบภาษีประชาชนชน ของ รัฐบาลนั่นคือ  มีส่วนที่จะช่วยประหยัดงบประมาณในการผลิตธนบัตรและเหรียญกษาปน์ได้  ซึ่งข้อมูลจากธนาคาร แห่ง ประเทศไทยได้ระบุว่าจำนวนการพิมพ์ธนบัตรใหม่ของประเทศไทยค่าเฉลี่ยอยู่ท่ีปีละ 2,800 ล้านฉบับ -3,000 ล้าน ฉบับ ต่อปี ซึ่งเป็นยอมรวมธนบัตรทุกราคา ทุกประเภท คือราคา 20/ 50/ 100/ 500 และ 1000 บาทในที่นี้ อาจรวม ถึงธนบัตร ในโอกาสพิเศษ หรือถ้าคิดเป็นจำนวนเงินธนบัตรที่เราหมุนเวียนใช้กันในประเทศจะมีค่าเฉลี่ยที่ 1.5 – 1.6ล้านล้านบาท

ส่วนเหรียญกษาปน์อันนี้จะมีต้นทุนการผลิตที่ว่ากันว่าสูงกว่าราคาหน้าเหรียญโดยแต่ละปีรัฐบาลใช้งบประมาณในการผลิตเหรียญประมาณ 2,000 – 3,000 ล้านบาท และด้วยจุดเด่นที่เห็นได้ชัดนี้เอง ปีก่อนรัฐบาลญี่ปุ่นถึง ระบุว่าได้ลดการผลิต เหรียญ 1 เยนถึงครึ่งหน่ึงเพราะปัจจุบันชาวญี่ปุ่นนิยมการจับจ่ายด้วยเงินอิเล็คทรอนิคส์ในรูปแบบต่างๆมากขึ้น

ข้อดีประการต่อมาคือสบายใจเรื่องแบงค์ปลอม โดยปัญหานี้จะลดไประดับหนึ่ง ขณะเดียวกันตำรวจก็ไม่ต้อง มาวุ่นวาย กับการกวาดล้างแหล่งผลิตแบงค์ปลอมให้มุ่งไปยาเสพติด กับตรวจสอบเรื่องอื่นแทนจากข้อมูลสำนัก งานตำรวจ แห่งชาติพบว่าแบงค์ปลอมจะถูกปล่อยในกลุ่มแท็กซี่ ตลาดสด ปั้มแก๊ส คาดว่าเพราะคนไทย ส่วนใหญ่ไม่ค่อย ระแวงกับปัญหานี้ซึ่งจากสถิติพบว่าประเทศไทยจะพบแบงค์ปลอม 1 ใบต่อธนบัตร 1 ล้านใบ

ถ้างั้นระหว่างตัดสินใจว่าจะ ช่วยชาติ 2 เด้งหรือไม่ ก็เริ่มจากส่องแบงค์ที่ได้มาก่อน เป็นการกันก่อนแก้ไง !!

ประหยัด-1280x720.jpg

ภาระค่าใช้จ่ายที่เข้าแถวรอในแต่ละเดือนของคนทำงาน คงหนีไม่พ้นจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าบัตรเครดิตและอื่นๆอีกมากมายที่เป็นค่าใช้จ่ายจำเป็นและค่าธรรมเนียม ไม่รวมการใช้ชีวิตท่องเที่ยวแบบชิลๆ อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง

ในทุกการชำระค่าใช้จ่าย มีค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายให้กับธนาคาร หรือเคาน์เตอร์บริการ ด้วยราคาที่ แตก ต่างกัน เริ่มต้นตั้งแต่ 5 – 30  บาทในแต่ละรายการ แล้วแต่ว่าจะชำระที่ไหน นั่นหมายถึงแต่ละ เดือนเงิน ที่เรา ต้องควัก กระเป๋าจ่ายค่าธรรมเนียมอาจจะมีตั้งแต่ 30 – 300 ขึ้นอยู่กับรายการที่ต้องจ่าย ไม่รวมถึงการโอนเงินให้พ่อ แม่ พี่ น้องที่ต่างจังหวัดที่ต้องมีค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 30 บาทต่อรายการ ถ้าจำนวนมากก็อาจขึ้นไปถึง 100 บาทได้ ขึ้นอยู่กับจำนวนเงิน

ดังนั้นทางออกของการประหยัดคุ้มคือ การใช้ Internet หรือ Mobile Banking เพื่อลดค่าธรรมเนียม ซึ่งไม่ควรเป็นค่าใช้จ่ายออกไป เงินที่ประหยัดได้ต่อไปก็จะงอกเงยตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพันต่อปี ทั้งสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ ขณะเดียวกันยังช่วยลดเงินส่วนเกิน ที่ต้องจ่ายประเภทเศษสตางค์ที่ธนาคารหรือเคาน์เตอร์บริการ ที่มักจะปัดขึ้นเป็นถ้วน (งานนี้ไม่มีปัดลง)

FACT

ถ้าดูตัวเลขโดยรวมที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจัดเก็บไว้เฉพาะตัวเลขครึ่งปีของปี 2560 ที่ผ่านมา มีการชำระ ค่าบริการทั้งในธนาคารและเคาน์บริการ นับเฉพาะจำนวนที่ชำระเป็นเงินสด รวมทั้งสิ้น 1,809,000,000,000 บาท (หนึ่งล้านแปดแสนเก้าพันล้านบาท) 240,438,000 รายการ (สองร้อยสี่สิบล้านสี่แสนสามหมื่นแปดพันรายการ) ถ้าลองคิดกันเล่นๆ เอาฐานกลางคือเอา 10  บาท คูณจำนวน รายการ (10 x 240,438,000) เพื่อหาภาพ รวมรายได้จากการรับชำระค่าบริการคร่าวๆ จะเห็นได้ว่าเฉพาะครึ่งปีที่ผ่านมา มากกว่า 2,000 ล้านบาท นี่ยังไม่รวมรายได้จากค่าปัดเศษเป็นถ้วน…นี่แค่ครึ่งปีนะ!

นั่นคงเป็นข้อสรุปเบื้องต้นได้ว่าหากเราเปลี่ยนจากการชำระค่าบริการที่ธนาคารพาณิชย์และเคาน์เตอร์บริการ เป็นการชำระบนระบบออนไลน์หรือแอพพลิเคชั่น จะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้มากขนาดไหน แต่ยังมีข้อกังวลถึงระบบความปลอดภัยในการหักค่าใช้จ่ายผ่านระบบออนไลน์ วิธีป้องกันเบื้องต้นคือลองแยกบัญชี ชำระค่าบริการที่ทำผ่านออนไลน์ ออกมา เพื่อให้มีวงเงินจำกัดโดยที่เราสามารถคำนวณไว้เบื้องต้นได้ ว่าภาระที่ต้องชำระประจำต่อเดือนอยู่ที่ประมาณเท่าไหร่ ก็กันไว้เท่านั้นก็จะทำให้เปิดใจใช้บริการได้อย่างไม่กังวล

“เพราะไม่เพียงความเสี่ยงต่อการเสียค่าบริการจะลดลง เม็ดเงินที่เพิ่มขึ้น ระยะเวลาในการเข้าคิวจะลดลง มีเวลาเหลือมากขึ้น…ความสุขก็จะเพิ่มขึ้นตาม”