VDO and Podcast

EverestMarathon_Kinyupen.jpg

“วิ่งบนเขาเอเวอเรสต์เป็นอะไรที่ยาก พื้นเป็นหินปนหิมะทั้งแข็ง ทั้งลื่น ทั้งชัน ขาพลิกขาหักกันเป็นแถว แล้วก็เราเองก็พลาดเรื่องรองเท้าซึ่งปกติวิ่งที่ราบไม่เป็นอะไร แต่วิ่งบนนั้นไปสัก 10 กิโลเมตร ปรากฏว่าเล็บไปชนอะไรบางอย่างจนห้อเลือด เจ็บมาก ต้องเอาเข็มทิ่มเอาเลือดออก แล้วกัดฟันวิ่งประคองจนจบถึงเส้นชัย”

 

คำบอกเล่าของ พิพัฒน์ ละเอียดอ่อน นักวิ่งชาวไทยเพียงไม่กี่คนที่สามารถพิชิต Everest Marathon 2019 รายการวิ่งสุดโหดสูงเสียดฟ้าที่คร่าชีวิตผู้คนมาแล้วนักต่อนัก โดยคุณพิพัฒน์เข้าเส้นชัยลำดับที่ 45 ประเภทนักวิ่งอินเตอร์เนชั่นแนล ระยะทาง  42.195 กิโลเมตร

สำหรับการจะเป็นผู้พิชิตเส้นทางนี้ได้นั้น ทุกคนต้องผ่านเส้นทางทรหดประมาณ 20 วัน โดย 10 วันแรกจะเป็นการเดินขึ้นสู่ Everest Base Camp ความสูง 5.364 กิโลเมตร เพื่อพักปรับสภาพร่างกาย 1 วัน ก่อนออกวิ่งมาราธอนจาก Everest Base Camp สู่เส้นชัย Namche Bazaar ให้จบภายใน 1 วันและพักผ่อนอีก 1 คืน ก่อนเดินทางลงจากยอดเขา

คุณพิพัฒน์ เล่าเพิ่มเติมว่า “ช่วงขึ้นไป 10 วัน ต้องเตรียมตัวดีๆ เรื่องการกิน การนอน การรักษาสภาพร่างกาย เพราะไปถึงแล้วไม่ได้กลับเฉยๆ เนื่องจากเมื่อถึงเส้นชัยต้องเดินลงเขาต่ออีก ดังนั้นจึงเตรียมตัวล่วงหน้ากว่า 3 เดือน ทั้งสภาพร่างกาย ความอดทน ทำ altitude training ซ้อมวิ่งสวมหน้ากาก Training Mark แบบลดอ็อกซิเยน และฝึกใน “ห้องแชมเบอร์” เช่นเดียวกับนักบิน เพื่อให้ร่างกายชินกับการใช้ชีวิตในอากาศเบาบาง”

โอกาสนี้ ทีมงานกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอบันทึกความสวยงามปนทรหด ตลอดเส้นทาง Everest Marathon ที่ผสานการบรรยายอารมณ์ ความรู้สึกของคุณพิพัฒน์ ละเอียดอ่อน ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า “นี่คือหนึ่งเส้นทางในฝันที่สามารถทำตามฝันจนสำเร็จ” โดยสามารถติดตามได้ที่ https://www.facebook.com/kinyupen.co/posts/440168119894489



 

หลายท่านอาจรู้จักแล้วว่า Naplab คือ Co- Working Space แนวใหม่ที่กำลังมาแรง ด้วยจุดเด่นตามคำนิยามของผู้ก่อตั้งว่าเป็น “สถานที่ทำงานสุดผ่อนคลายเหมือนอยู่บ้าน” แต่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันเหมาะกับทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะอ่านหนังสือ ทำงาน งีบหลับพักผ่อน วันนี้ ทีมงานกินอยู่เป็น 360องศาแห่งการใช้ชีวิต อาสาพามาทำความรู้จัก Naplab ในอีกแง่มุมให้มากขึ้น ผ่านการบอกเล่าของคุณปิยวัฒน์ ปาณีนิจ หรือ คุณณัฐ ผู้จัดการ Naplab สาขาวังหลัง ซึ่งเป็นอีกคนที่คลุกคลีกับ Naplab มาตั้งแต่สาขาแรกที่จุฬา………

“เชื่อไหมว่า เคยมีน้องๆ นักเรียนมาใช้บริการพักอยู่ที่นี่เป็นเดือนเลย ในช่วงสอบ GAT PAT โดยเรามี Facilities ให้หมด ยกเว้นเรื่องเสื้อผ้าที่น้องเค้าเอาไปซักข้างนอก เรามีห้องอาบน้ำ น้องสามารถซื้อของเข้ามาทานได้ มีกล้องวงจรปิดเพื่อความปลอดภัย มีพื้นที่ทำงาน อ่านหนังสือ นั่งเล่น นั่งคุย นั่งถาม มี wifi ให้ตลอด”  คุณณัฐ เปิดบทสนทนาพร้อมรอยยิ้ม ก่อนขยายความถึงตัวตน Naplab

 

เน้นขาย “ความสบาย อิสระ แต่ต้องเคารพสิทธิผู้อื่น”

จุดเริ่มต้น Naplab เกิดจากแนวคิดของคุณอาทิตย์ เสมอกาย เจ้าของและผู้ออกแบบ Naplab ที่อยากให้มีสถานที่ทำงานเสมือน “ทำงานบ้านเพื่อน” ที่สามารถอยู่ได้แบบ 24 ชั่วโมง หิวข้าว หิวน้ำก็นำมาทานได้ทุกเมื่อ นำมาสู่ Co Working Space แนวใหม่ที่ได้รับความนิยมแพร่หลายในกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และวัยทำงาน

นอกจากจุดเด่นด้านดีไซน์ที่รีแล็กซ์ และเติมฟังค์ชั่นต่างๆ ให้ใช้งาน พักผ่อน เล่น หรือ จับกลุ่มทำงานครบครันแล้ว อีกจุดขายสำคัญ คือ “ความสบาย อิสระ แต่ต้องเคารพสิทธิผู้อื่น” เพราะทีมบริหารมองว่าถ้ามีกฎ หรือ ข้อห้ามมากเกินไปอาจกระทบต่อความสะดวกสบายและความรู้สึกของผู้ใช้งาน อาจทำให้คิดงานไม่ออก เข้ามาแล้วเครียด

ดังนั้นจึงผสานระหว่างความคล้ายห้องสมุด แต่ฉีกกฎเพื่อแก้ปัญหาจากข้อจำกัดของสถานที่โดยปรับใส่คุณค่าความเป็นมนุษย์เข้าไปมากขึ้น เพราะทีมบริการเข้าใจดีพฤติกรรมมนุษย์ว่าการทำงาน ต้องมีการพักผ่อน ทานอาหาร หรือ ผ่อนคลายรวมอยู่บ้าง แต่กิจกรรมนั้นต้องไม่รบกวน ละเมิดสิทธิผู้อื่นด้วย

“ที่นี่เราอยากให้สบายๆ เป็นกันเอง อย่างคนไหนที่มาประจำเราก็จะคุยเล่น บางคนกลายเป็นเพื่อนกันไปเลย จุดแข็งของเราคือ เรามีฐานคนที่รู้จักเรา ที่รู้จักตัว Naplab”

 

2 สาขา 1 คอนเซ็ปต์ แต่ต่างกลุ่มลูกค้า

ปัจจุบัน Naplab มีทั้งสิ้น 2 สาขา โดยสาขาแรก ตั้งอยู่ที่จุฬาซอย 6 มีการตอบรับค่อนข้างดี ทำให้เห็นว่ายังมีผู้คนที่คิดเหมือน Naplab ว่าควรมีพื้นที่ลักษณะนี้สำหรับการทำงาน จึงเป็นที่มาของการขยายสู่สาขาล่าสุดคือ สาขาวังหลัง ตั้งอยู่ชั้น 4 อาคารท่าวังหลัง โดย 2 สาขาจะมีคอนเซ็ปต์เดียวกัน คือ เน้นขายความสบายเป็นกันเองและมีอิสระ แต่สิ่งที่ต่างกัน คือ กลุ่มลูกค้า

“การทำธุรกิจของ Naplab เราเน้นที่ User experience เขาเสียค่าใช้จ่ายมาแล้ว เขาไม่ได้ซื้อแค่พื้นที่อย่างเดียว เขาซื้อความรู้สึกด้วย ความรู้สึกในการมานั่งทำงาน ความรู้สึกในการมาเจอเพื่อน มันมี experience บางอย่างที่มันไม่สามารถสร้างได้ ทุกอย่าง บรรยากาศ มันเป็นการเริ่มต้นบนจุดที่เหมือนกัน คือ คอนเซ็ปต์สบายๆ เป็นกันเอง” คุณณัฐ ขยายความพร้อมเล่าต่อว่า

ในส่วนสาขาจุฬา ช่วงเริ่มแรกคาดว่าผู้เข้ามาใช้หลักน่าจะเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยและคนวัยทำงาน แต่ปรากฏว่า Naplab กลับถูกใจของน้องๆ มัธยมด้วยเพราะว่าเปิด 24 ชั่วโมงและมีระบบความปลอดภัยที่ดี ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากผู้ปกครองของเด็กกลุ่มนี้ว่าเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยและวางใจ

ขณะที่สาขาวังหลัง แม้ออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์เดียวกัน แต่ก่อนลงมือทำก็ได้เข้าไปพูดคุยกับเป้าหมายหลัก ได้แก่ แพทย์ นักศึกษาแพทย์ นักศึกษาธรรมศาสตร์ เจาะถึงสิ่งที่อยากได้ หรือ อยากให้เป็น เพื่อตอบโจทย์ตรงความต้องการคนกลุ่มนี้ ทำให้พบว่ากลุ่มนี้จะค่อนข้างจริงจังกับการอ่านหนังสือ สาขานี้จึงมีความแตกต่างของบรรยากาศที่ดูเคร่งขรึมและเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นกว่าสาขาแรก แต่ยังอยู่ในคอนเซ็ปต์เดียวกัน

 

ใส่ใจทุกความคิดเห็นลูกค้า

การที่ Naplab เติบโตมาถึงปัจจุบัน คุณณัฐบอกว่าส่วนหนึ่งต้องขอบคุณลูกค้าทุกท่าน ทั้งที่เข้ามาใช้บริการและร่วมแสดงความคิดเห็น โดยทีมบริหารจะให้ความสำคัญมากกับทุกความเห็น เพราะทั้งหมดนี้คือ Customer experience ที่ต้องนำมาใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาบริการให้ตอบโจทย์สูงสุด และสร้างความประทับใจสูงสุดแก่ลูกค้า

“เมมเบอร์ของเราบางคน มานั่งมาคุยกับเราบ่อย จนลูกค้าเข้าไปสอบถามเพราะคิดว่า เมมเบอร์คนนั้นเป็น สตาฟของเราก็มี ซึ่งมีอะไรตลกๆ แบบนั้นอยู่ จนรู้สึกว่านี่คือความน่ารัก ที่เราจะรักษา Strength ตรงนี้ของเราไว้ โดยไม่อยากคิดว่าใครเป็นคู่แข่ง เราจะเน้นการมองตัวเราเอง และ คนที่รักเรา ลูกค้าเราเป็นหลัก” ผู้จัดการหนุ่มกล่าวทิ้งท้าย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สำหรับผู้สนใจเข้าใช้บริการ สามารถไปใช้บริการได้ที่ NapLap สาขาจุฬาฯ ซอย 6 และสาขาวังหลัง ใกล้ที่ไหน สะดวกที่ไหน แวะเข้าไปใช้บริการกันได้ ส่วนอัตราค่าบริการจะมีราคาแตกต่างกันไป มีทั้งราคาสำหรับบุคคลทั่วไปและราคาสำหรับนักเรียน-นักศึกษา เมื่อถึงที่ Naplab ให้ติดต่อชำระเงินที่บริเวณเคาวเตอร์ จากนั้นจะได้สลิปผ่านประตู เพียงแค่นี้ คุณก็จะได้เข้าไปสัมผัสกับบรรยากาศสถานที่ทำงาน Co-working space สุดแนวที่คุณจะต้องมีความสุขและประทับใจอย่างแน่นอน และนี่คือวิถีแห่ง “กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

อัตราค่าบริการ

Naplab สาขาจุฬาฯ ซอย 6

ในภาพอาจจะมี ข้อความ

ในภาพอาจจะมี ข้อความ

 

Naplab สาขาวังหลัง 

ในภาพอาจจะมี ข้อความ

ในภาพอาจจะมี ผู้คนกำลังนั่ง และข้อความ


ตุ๊กตุ๊ก..สุขใจ..ที่ได้ทำ.jpg

 

 

ปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่ต่างดิ้นรนทำงานเพื่อแสวงหาเงินทองทรัพย์สิน บ้างเพื่อปากท้อง บ้างเพื่อแต่งเติมซื้อหาความสุข ซึ่งอาจต้องแลกมากับความเหนื่อยล้าในสิ่งที่ทำอยู่เพราะไม่ใช่สิ่งที่รัก ดังนั้นจะดีแค่ไหนหากได้ทำสิ่งที่รักและสามารถเลี้ยงปากท้องดูแลครอบครัวไปได้พร้อมกัน

ทีมงานกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำท่านไปพบกับ “คุณลุงจันทร์ นานุ” โชเฟอร์สามล้อเครื่อง (รถตุ๊กตุ๊ก) เมืองแม่ฮ่องสอน ผู้มองเห็นช่องทางและโอกาสจากอาชีพบริการที่ตนเองรัก จนนำมาสู่การพัฒนาบริการเสริมซึ่งช่วยสร้างรายได้และความสุขใจไปพร้อมกัน   

ตุ๊กตุ๊กท่องเที่ยวคันแรกแห่งเมืองสามหมอก

ลุงจันทร์ โชเฟอร์หนุ่มใหญ่ใจดี พื้นเพดั้งเดิมเป็นชาวลำพูน ได้ย้ายมาประกอบอาชีพที่แม่ฮ่องสอน ตั้งแต่ปี 2533 เริ่มจากขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ก่อนหันมาขับรถตุ๊กตุ๊กตั้งแต่ปี 2554 โดยบริการรับส่งในตัวเมืองเหมือนรถตุ๊กตุ๊กรับจ้างทั่วไป

แต่ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา แม่ฮ่องสอนได้รับการโปรโมทและเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับอุปนิสัยส่วนตัวที่รักงานบริการ ชอบพบปะพูดคุยและเดินทางไปในที่ต่างๆ ลุงจันทร์เริ่มเห็นช่องทางที่จะต่อยอดและคว้าโอกาสเพิ่มรายได้จากตรงนี้ จึงลงทุนติดตั้งเครื่องยนต์ใหม่ให้รถตุ๊กตุ๊กคันนี้สามารถวิ่งขึ้นเขา ขึ้นดอย หรือ ไปในที่ไกลๆ มากขึ้น เพื่อเพิ่มบริการทางเลือกใหม่แก่นักท่องเที่ยว เรียกได้ว่าเป็น “ผู้ให้บริการรถตุ๊กตุ๊กท่องเที่ยวรายแรกของแม่ฮ่องสอน”

รูปแบบบริการ จะมีทั้งแบบเหมาท่องเที่ยวเฉพาะจุด หรือ จัดทริปท่องเที่ยวแบบ 1 วัน  2 วัน หรือ ตามแต่นักท่องเที่ยวต้องการ ไม่ว่าจะเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สโลว์ไลฟ์เก๋ไก๋ ไหว้พระ รับลมชมธรรมชาติ ท่องภูเขา เที่ยวน้ำตก แช่น้ำพุร้อน ลุงจันทร์การันตีว่ารถตุ๊กตุ๊กคันนี้พร้อมพาไปได้หมดทุกที่ที่มีทาง

“ผมรักอาชีพนี้ รักอาชีพบริการ ถ้าใครอยากไปไหนก็ตามใจทุกอย่าง ไม่จำกัดเวลา” ลุงจันทร์กล่าว พร้อมเล่าต่อว่า แต่ละทริปลุงจันทร์จะนำสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อและได้รับความนิยม อาทิ พระธาตุดอยกองมู สะพานซูตองเป้ หมู่บ้านกระเหรี่ยงคอยาว น้ำตกผาเสื่อ ภูโคลน ถ้ำปลา ปางตอง ปางอุ๋ง ฯลฯ  มาปรับใช้ในเส้นทางให้เหมาะกับโจทย์ลูกค้าแต่ละรายตามที่ตกลงกัน พร้อมบริการให้คำแนะนำ เกร็ดน่ารู้ ภาษาถิ่น เสมือนไกด์ประจำตัวตลอดการเดินทาง และ “ความปลอดภัย” คืออีกสิ่งหนึ่งที่ให้ความสำคัญ ดังนั้นจึงเตรียมพร้อมทั้งคนและรถ ด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ และเช็คสภาพรถก่อนออกเดินทางทุกครั้ง

ถ้าตั้งใจและใส่ใจ ก็ไม่มีอะไรเป็นข้อจำกัด

นับจากที่เริ่มให้บริการนักท่องเที่ยวทริปแรกจนถึงปัจจุบันซึ่งเข้าสู่ปีที่ 4 ลุงจันทร์บอกว่า ไม่คิดจะมีคนสนใจใช้บริการ หรือ มีคนรู้จักมากเหมือนทุกวันนี้ โดยลูกค้าช่วงแรกส่วนใหญ่มาจากการบอกต่อปากต่อปาก ต่อมาเมื่อมีลูกค้านำบริการของลุงจันทร์ไปโพสต์ในเว็บไซต์ pantip ก็ทำให้เริ่มเป็นที่รู้จัก มีลูกค้าสนใจสอบถามและติดต่อจองคิวต่อเนื่องเป็นระยะ แม้แต่นักท่องเที่ยวที่ไม่ได้ใช้บริการแต่ได้เคยอ่านเรื่องราวเคยเห็นรูปลุง เมื่อมาเที่ยวแม่ฮ่องสอนแล้วเจอกันระหว่างทางก็แวะเข้ามาทักทาย เกิดมิตรภาพใหม่ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ลุงจันทร์ดีใจและบอกว่าเป็นเสมือนน้ำหล่อเลี้ยง หรือกำลังใจที่ดีสำหรับคนในอาชีพบริการ

ส่วนกรณีลูกค้าต่างชาติ แม้ลุงจันทร์จะอ่านอังกฤษไม่ออก ก็ไม่ใช่ข้อจำกัดหรือปัญหา เพราะอาศัยความตั้งใจ และใส่ใจด้วยวิธีครูพักลักจำ โดยจะฟังและจดใส่สมุดเป็นภาษาไทย ว่าคำไหนแปลว่าอะไร ออกเสียงอย่างไร สำคัญอย่างไร แล้วนำมาท่องให้ขึ้นใจเพื่อใช้พูดคุยกับลูกค้า

ทั้งหมดนี้ทำให้แต่ละปี ลุงจันทร์มีลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างชาติ เข้ามาจองคิวใช้บริการท่องเที่ยว เฉลี่ย 50-60 ทริปต่อปี ซึ่งช่วยทำให้ลุงมีรายได้ที่ดีขึ้นตามมา ส่วนวันที่ไม่มีคิวจองก็วิ่งรับจ้างทั่วไปในตัวเมืองแม่ฮ่องสอนตามปกติ และในปี 2561 นี้จากยอดจองก็มีแนวโน้มว่าจะมีลูกค้ามากกว่าทุกปี ซึ่งลุงจันทร์ขอฝากคำขอบคุณลูกค้าทุกท่านมา ณ ที่นี้ด้วย

“ผมรักอาชีพนี้ รักมันก็เลยทำมาถึงทุกวันนี้ และ อยากฝากถึงทุกคนว่า คนเราถ้าชอบอะไร ตั้งใจทำ มันจะทำเป็นไปเองและมีผลสำเร็จ” ลุงจันทร์ กล่าวทิ้งท้าย

 

  • “ผู้สนใจท่องเที่ยวรับลมชมวิวแม่ฮ่องสอนไปกับรถตุ๊กตุ๊ก ติดต่อสอบถามได้ที่ 084-370-0554 ลุงจันทร์ นานุ พร้อมคำปรึกษาและแนะนำด้วยมิตรภาพและไมตรี….”