Slice of life

เศรษฐกิจพอเพียง-แนวคิดของพ่อ-ที่สอนคนไทยใช้ชีวิตอย่างประหยัด_web2.jpg

หลักปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เป็นแนวคิดที่สอนให้พสกนิกรไทยมีความเป็นอยู่ที่ดี ใช้ชีวิตเป็น และรู้จักถึงความประหยัดมากขึ้น

เชื่อว่าพสกนิกรไทยหลายๆ คน คงจะไม่รู้จักคำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” บางคนยังไม่เข้าใจความหมายของคำนี้ดีมากพอ ซึ่งเข้าใจกันไปผิดเพี้ยนว่าเป็นการประหยัด ต้องอด เพื่อไม่ให้สิ้นเปลือง ซึ่งนั่นไม่ใช่ความหมายของคำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” ที่แท้จริง

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำริเกี่ยวกับปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ.2517 โดยทรงมีพระราชดำริว่าด้วยเศรษฐกิจพอเพียงตอนหนึ่งว่า

“…การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐานคือ ความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัดแต่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เมื่อได้พื้นฐานความมั่นคงพร้อมพอสมควร และปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญ และฐานะทางเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป…”

“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญาเกี่ยวกับแนวทางการดำรงชีวิตและปฏิบัติตนของประชาชนทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน สังคม รัฐ ตลอดจนประเทศชาติ ทั้งการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกในปัจจุบัน ทั้งนี้ ในช่วงวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 คนไทยได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้อย่างมาก บริษัทหลายแห่งต้องปิดกิจการลง พนักงานบริษัทต้องกลายเป็นผู้ว่างงานกันหลายคน ด้วยเหตุนี้ หลักปรัชญาความพอเพียงสำหรับการดำเนินชีวิต จึงพิสูจน์ให้เห็นได้ว่าหลักปรัชญาดังกล่าวสามารถนำไปปฏิบัติใช้ได้จริง ทำให้คนไทยสามารถพึ่งพาตนเองและสามารถดำเนินชีวิตได้ รวมถึงสามารถจัดการปัญหาต่างๆ ได้ ซึ่งถือเป็นศักยภาพพื้นฐานที่คนไทยควรพึงกระทำ

หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสามารถอธิบายถึงคุณสมบัติได้ 3 ประการ ประกอบด้วย พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกันที่ดี ต่อผลกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในภายนอก

“พอประมาณ” หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น

“มีเหตุผล” หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียง จะต้องมีเหตุผล โดยพิจารณาจากปัจจัยที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำอย่างรอบคอบ

“มีภูมิคุ้มกันที่ดี” หมายถึง เตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น

ขณะเดียวกัน หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีเงื่อนไขสมทบอยู่ 2 เงื่อนไข ประกอบด้วย เงื่อนไขความรู้ และ เงื่อนไขคุณธรรม

“เงื่อนไขความรู้” หมายถึง การเป็นผู้มีความรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องรอบด้าน ขณะเดียวกันจะต้องมีความรอบคอบในการนำความรู้มาพิจารณาเชื่อมโยงกัน เพื่อใช้ในการวางแผนและระมัดระวังตัว

“เงื่อนไขคุณธรรม” หมายถึง ความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต อดทน อดกลั้น ความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต และดำเนินชีวิตอย่างมีสติอยู่เสมอ

“… พอเพียงนี้ก็หมายความว่า มีกิน มีอยู่ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่หรูหราก็ได้ แต่ว่าพอ แม้ว่าบางอย่างอาจจะดูฟุ่มเฟือย แต่ถ้าทำให้มีความสุข ถ้าทำได้ก็สมควรที่จะทำ สมควรที่จะปฏิบัติ อันนี้ก็ความหมายอีกอย่างของเศรษฐกิจพอเพียง หรือระบบพอเพียง …” (พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 4 ธันวาคม 2540)

หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ถ้านำมาประยุกต์ใช้กับเรื่องของการใช้ชีวิตของประชาชนชาวไทยอย่างหยัดนั้น จะอธิบายได้ว่า

“พอประมาณ” หมายถึง การใช้จ่ายเงินอย่างประหยัด ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยกับเรื่องที่ไม่จำเป็น ขณะเดียวกัน ไม่ควรอดอออมเกินความจำเป็น หากมีความจำเป็นที่จะต้องใช้จ่ายเงิน ก็ขอให้ใช้จ่ายอย่างสมเหตุสมผล

“มีเหตุผล” หมายถึง การใช้จ่ายเงินจะต้องมีเหตุผลรองรับกับรายจ่ายนั้นๆ อาทิ จะซื้อนาฬิกาสัก 1 เรือน ก็ต้องมีเหตุผลว่า จะซื้อเพื่ออะไร มีความจำเป็นหรือไม่ และถ้าต้องซื้อจริงๆ ควรซื้อในราคาที่แพงหรือหรูหราหรือไม่

“มีภูมิคุ้มกันที่ดี” หมายถึง ไม่ประมาทกับการใช้จ่ายเงิน มีสติทุกครั้งในการใช้จ่าย หากเป็นไปด้วยเราควรมีแผนในการใช้จ่ายเงินหรือรู้จักอดออม เผื่อมีเหตุฉุกเฉินที่ต้องใช้เงินในยามจำเป็น

ส่วน 2 เงื่อนไข หมายถึง การมีความรู้และมีคุณธรรม ถ้าอธิบายในด้านของการประหยัดออดออมก็คือการมีความรู้ในเรื่องที่ลงทุนอย่างดีพอ มีความรู้ในการหารายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งต้องมีพร้อมด้วยคุณธรรม ไม่ทุจริต และไม่เอาเปรียบผู้อื่น

อย่างไรก็ตาม หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ถือได้ว่าเป็นพื้นฐานที่สำคัญของประชาชนทุกๆ สาขาอาชีพเลยก็ว่าได้ ซึ่งเชื่อว่าหากทุกคนทำได้ จะทำให้สถานะทางการเงินและเศรษฐกิจของประเทศไทยมีความแข็งแรงอย่างยั่งยืนอย่างแน่นอน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : มูลนิธิชัยพัฒนา


หนุ่มชาวจีน-ดีกรี-ว่าที่-ดร.-เลือกทำงาน-ส่งพัสดุ-ไม่สนคนวิจารณ์อาชีพต่ำต้อย_web.jpg

หนุ่มชาวจีน ดีกรีว่าที่ ดร. เลือกประกอบอาชีพเป็นพนักงานส่งพัสดุ พร้อมกับการศึกษาต่อระดับปริญญาเอก ท่ามกลางการวิพากษ์วิจารณ์ของคนรอบข้างว่า มาทำอาชีพนี้ทำไม เสียดายองค์ความรู้ที่เรียนมาสูง

“คนเราไม่ว่าจะประกอบอาชีพใดๆ ก็ตาม ขอให้อาชีพนั้นเป็นอาชีพที่มีความซื่อสัตย์สุจริต” ทุกคนเกิดมาล้วนต้องมีอาชีพเป็นของตนเอง ตอนเด็กมีความใฝ่ฝันอยากจะเป็นอะไร ตอนโตขึ้นมาก็จะต้องแสวงหาและทำตามฝันให้ได้ บางคนก็สามารถทำตามความฝันของตนเองในการประกอบอาชีพที่ตนเองใฝ่ฝันได้สำเร็จ บางคนอาจจะยังไปไม่ถึงฝัน อาจจะได้อาชีพที่ต้องอดทนทำเพื่อหาเลี้ยงชีพตัวเอง ดังเช่นหนุ่มชาวจีนคนนี้ ที่เขามีการศึกษาดีมาก ดีกรีว่าที่ด็อกเตอร์ แต่เขาเลือกที่จะทำอาชีพเป็นพนักงานส่งพัสดุ ซึ่งดูแล้วมันก็ขัดกับคุณวุฒิของเขา หลายคนเลยวิพากาษ์วิจารณ์กันว่า วุฒิ ป.เอก แต่กับทำอาชีพพนักงานส่งพัสดุ แบบนี้ก็ได้เหรอ?

โดยสำนักข่าว China Xinhua News รายงานว่า “ถานเชา” นักศึกษาปริญญาเอกสาขาประวัติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเหยียนเปียน ตัดสินใจเลือกประกอบอาชีพเป็นพนักงานส่งพัสดุ พร้อมกับการศึกษาต่อระดับปริญญาเอก ท่ามกลางการวิพากษ์วิจารณ์ของคนรอบข้างว่า มีวุฒิการศึกษาที่ค่อนข้างสูง แต่ทำไมมาเลือกประกอบอาชีพแบบนี้ ดูแล้วรู้เสียดายองค์ความรู้ที่เรียนมาสูง

ถานเชา เปิดเผยว่า ตนเองเลือกทำอาชีพเป็นพนักงานส่งพัสดุ เพราะต้องการหารายได้มาเลี้ยงตนเองและครอบครัว ส่วนตัวมองว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่ตัวเราไม่มีเงิน เราจะต้องหาทุกวิถีทางในการหาเงินเลี้ยงครอบครัว ไม่ว่าเป็นอาชีพใดๆ ก็ตาม ขอเพียงแค่เรามีแรงทำสิ่งนั้น เพราะสุดท้ายไม่มีใครมาสนใจเราหรอกว่า เราจะเรียนมาสูงแค่ไหน ซึ่งถานเชา ทำมาเกือบทุกอาชีพแล้ว พวกงานที่ใช้แรงงาน ทั้งการเช็ดกระจก เก็บขวดขาย เป็นนายหน้าขายบ้าน เก็บหนังสือพิมพ์ เนื่องจากตนต้องหาเงินเลี้ยงครอบครัวและส่งตัวเองเรียนหนังสือ

ถานเชา เล่าต่อว่า สาเหตุที่ตนเลือกทำอาชีพนี้เพราะตนมองว่าอาชีพพนักงานส่งพัสดุเป็นอาชีพที่สามารถทำเป็นช่วงๆ ได้ มีความเป็นอิสระ ทำให้ตนสามารถแบ่งเวลาเรียนกับเวลาทำงานได้ และเมื่อตนถูกถามถึงความรู้สึกหลังจากที่มีคนวิพากษ์วิจารณ์ว่า การที่ตนมีวุฒิที่การศึกษาสูง แต่มาประกอบอาชีพนี้นั้น จะเป็นการไปแย่งอาชีพคนที่มีการศึกษาต่ำกว่า ส่วนตัวของถานเชามองว่า คนเราไม่ควรแบ่งแยกชนชั้นกันขนาดนี้ เนื่องจากตนมีความรู้สึกว่า ไม่ว่าจะประกอบอาชีพการงานใดๆ ก็ตาม หากตนเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริม พัฒนาศักยภาพการผลิต ก็ถือว่ามีคุณค่าแล้ว อย่างไรก็ตาม ถานเชายืนยันว่า หลังจากที่ตนเรียนจบ ป. เอก แล้ว ตนอาจจะผันตัวเองไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลลัย เพื่อถ่ายทอดวิชาความรู้ให้นักศึกษาต่อไป

ขอขอบคุณเนื้อหาจาก : China Xinhua News


ผู้หญิแบบไหน-ผู้ชายเจอเป็นต้องเดือด_Web.jpg

ส่องพฤติกรรมสุดน่าเบื่อของผู้หญิง ที่ทำเอาผู้ชายอย่างเราๆ เป็นต้องเดือด! เห็นแล้วต้องส่ายหัว เกิดอาการไม่ปลื้มอย่างแรง จนสุดท้ายต้องโบกมือลาจากชีวิตผู้หญิงงี่เง่าในที่สุด

ผู้หญิงในฝันของคุณเป็นแบบไหน? ขาว สวย หมวย เอ็กซ์ รึเปล่า? หรือว่าจะต้องเป็นกุลสตรีไทยถอดแบบมาจากตัวละครในวรรณคดีไทยเลยแบบนี้ คำถามนี้คุณผู้ชายก็จะมีคำตอบที่หลากหลายกันไป บางคนก็ชอบผู้หญิงที่งามทั้งภายนอกและภายใน บางคนก็ชอบคนที่จิตใจงดงาม ภาพลักษณ์ภายนอกไม่สำคัญ ผู้ชายมักชอบความเป็นอิสระ ไม่ชอบให้ใครมาตีกรอบความเป็นส่วนตัวของเขา เพราะผู้ชายต้องการผู้หญิงที่จะมาเป็นแม่ของลูก ไม่ใช่ต้องการแม่คนที่ 2 ที่คอยจี้โน่นจี้นี่สารพัด

ฉะนั้น การที่ผู้ชายจะยอมตัดสินเลือกผู้หญิงมาเป็นคู่ชีวิตสักคน ต้องใช้ความกล้าหาญและพยายามอย่างมากในการบอกความในใจให้อีกฝ่ายรับรู้ แต่พอฝ่ายหญิงตอบเซย์เยสตกลงปลงใจยอมเป็นคู่ชีวิตกับคุณ ผู้หญิงบางคนอาจจะมีพฤติกรรมบางอย่างที่คุณในฐานะสุภาพบุรุษอาจจะไม่ค่อยปลื้มใจสักเท่าไร จนทำให้คุณเกิดความอึดอัดใจ ไม่มีความสุขในการใช้ชีวิต เริ่มมีปัญหาเรื่องความรัก จนสุดท้ายก็ต้องสวมคอนเวิรส์เลิกรากันไปในที่สุด

“กินอยู่เป็น” จึงรวบรวม 5 พฤติกรรมสุดน่าเบื่อของผู้หญิง ที่ทำเอาผู้ชายอย่างเราๆ เป็นต้องเดือด! ต้องส่ายหัว เกิดอาการไม่ปลื้มอย่างแรง จนสุดท้ายต้องกดปุ่มดับไฟ และหนีหายไปจากชีวิตคุณในที่สุด

1. จู้จี้จุกจิก ขี้บ่น
ในช่วงชีวิตของเราเอง เราก็เคยฟังพ่อแม่บ่น ดุด่า โน่นนี่นั่นสารพัด จนทำให้เราเกิดความเบื่อ รำคาญ ฉะนั้น พฤติกรรมแบบนี้ถือเป็นพฤติกรรมแรกๆ ที่ฝ่ายหญิงไม่ควรแสดงพฤติกรรมนี้ออกไป เพราะฝ่ายชายเองจะเกิดความรำคาญคุณได้

2. ขี้หึง
คนรักของเรา ใครก็หวงและห่วงเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าคุณชายที่มีเพื่อนสนิทเป็นผู้หญิง หรืออาจจะพูดคุยกับอีกฝ่ายที่เป็นผู้หญิง ซึ่งไม่ใช่เรื่องเชิงชู้สาว แล้วบังเอิญแฟนของคุณเกิดอาหารหึงคุณขึ้นมาแบบไม่มีเหตุผล แสดงกิริยาหึงหวงแบบไร้เหตุผล หักหน้าคุณกลางวงสนทนา พฤติกรรมแบบนี้คุณผู้ชายอย่างเราๆ ก็คงจะไม่ปลื้มผู้หญิงแบบนี้สักเท่าไร

3. ตีกรอบชีวิต เสมือนแม่คนที่ 2
ผู้ชายเป็นเพศที่ชอบความเป็นอิสระ อยากจะทำอะไรก็สามารถทำได้ พฤติกรรมที่ฝ่ายชายรับไม่ได้อีกหนึ่งพฤติกรรมนั่นคือการที่ฝ่ายหญิงเจ้ากี้เจ้าการ ขีดเส้นชีวิตของคุณว่าต้องทำแบบนี้ อย่างนี้ เท่านั้น กลับบ้านตรงเวลา ห้ามไปเที่ยวโน่นเที่ยวนี่ ทานข้าวต้องไม่เล่นโทรศัพท์หรือคุยกันระหว่างทานข้าว ฯลฯ พฤติกรรมแบบนี้อาจจะทำให้เราในฐานะผู้ชายต้องส่ายหัวกันเลยทีเดียว ว่าสรุปคือผู้หญิงคนนั้นเขาคือแฟนหรือแม่เรากันแน่

4. ไม่มีเหตุผล เอาแต่ใจ
ผู้หญิงที่มีพฤติกรรมงี่เง่า ไร้เหตุผล เอาแต่ใจตัวเอง อยากได้อันโน้น อยากได้อันนี้ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งพฤติกรรมที่ฝ่ายชายไม่ปลื้มเอาเลยจริงๆ เพราะฝ่ายชายอย่างเราเองก็ไม่ค่อยปลื้มนักกับการที่ต้องมาตามใจแฟนเราอยู่บ่อยๆ บางครั้งตัวเราเองติดภารกิจ ติดปัญหาต่างๆ แต่แฟนเรากลับไม่เข้าใจ โวยวายจะเอาเอาให้ได้ พฤติกรรมแบบนี้ฝ่ายชายอย่างเราจะไม่ทนอีกต่อไป

5. ไม่ไว้ใจ ขี้ระแวง
พฤติกรรมนี้ถือว่าสำคัญอย่างยิ่ง ถ้าแฟนเราเกิดอาหารขี้ระแรงคุณ ไม่ไว้ใจในตัวคุณ คอยตรวจสอบ คอยตามเช็คว่าคุณมีความลับอะไรซ่อนอยู่ แบบนี้ฝ่ายชายอย่างเราคงจะไม่ประทับใจพฤติกรรมนี้อย่างมาก เพราะถ้าหากไม่มีความไว้วางใจซึ่งกับและกัน บอกเลยว่า คุณใช้ชีวิตคู่ลำบากแล้วล่ะ แล้วสุดท้ายก็ต้องเลิกรากันในที่สุด

ยังไงซะ ถ้าอยากให้ชีวิตคู่ของคุณอยู่ยาวนานตราบนิรันดร์ ลองกระซิบหรือบอกกับฝ่ายหญิงให้ลด ละ เลิกพฤติกรรมข้างต้นซะ (หรือส่งลิงก์นี้ให้ฝ่ายหญิงอ่านเลย) เชื่อเลยว่าผู้หญิงจะเข้าใจความรู้สึกของเรา และลดพฤติกรรมไม่น่ารักของเขาลง เพื่อที่จะไม่เสียคุณไปในที่สุด


13-เคล็ดลับ-แก่อย่างมีคุณค่า-ชราอย่างมีสุข-ของ-ดร.สุเมธ-ตันติเวชกุล_web.jpg

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เปิดเผย 13 เคล็ดลับดีๆ ในการใช้ชีวิตให้ “แก่อย่างมีคุณภาพ ชราอย่างมีสุข” เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตในช่วงบั้นปลายชีวิตได้อย่างมีความสุข

เมื่อชีวิตเดินทางมาถึงช่วงของบั้นปลายชีวิต ก็มักจะมีเรื่องราวต่างๆ มาให้เราคิดมากต่างๆ นาๆ ช่องว่างระหว่างวัยก็จะเป็นปัญหาสำคัญสำหรับคนที่มีอายุมากอย่างตัวคุณเอง เพราะจะต้องนั่งกัลวลว่าจะใช้ชีวิตร่วมกันคนรุ่นใหม่อย่างไรบ้าง , จะทำอย่างไรเพื่อหลีกเลี่ยงโรคภัยไข้เจ็บ และโรคอันตราย

โดย ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เปิดเผย 13 เคล็ดลับดีๆ ในการใช้ชีวิตให้ “แก่อย่างมีคุณภาพ ชราอย่างมีสุข” ระหว่างการปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “สูงวัยอย่างมีคุณค่า น้อมพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง” ในงานประชุมวิชาการประจำปีที่ประชุมผู้บริหารองค์กรของรัฐที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติเฉพาะ (ทอพ.) “ประชารัฐร่วมใจ สู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ” โดยระบุว่า จะมีสักกี่คนที่อายุมากขึ้นแล้ว แล้วจะมีสุขภาพจิตดี เบิกบานทั้งกายใจ อย่างตนเองก็มีอายุมากขึ้นแล้ว แต่ก็ยังคงอุทิศตัวเองในการทำงานมาโดยตลอด จะหยิบจะจับจะขยับไปไหนก็ยังกระฉับกระเฉง คล่องแคล่วว่องไวตามปกติ ซึ่งเคล็ดลับการใช้ชีวิตของตนไม่ได้มีอะไรที่ดูยากมาก 13 เคล็ดลับการใช้ชีวิต ประกอบด้วย

1. อย่าลืมเอาจิตไปพักผ่อนบ้าง
ส่วนตัวของ ดร.สุเมธ ทุกครั้งที่มีจังหวะได้พักผ่อนเว้นวรรคชีวิตนานๆ จึงมักถือโอกาสเอาจิตไปพักด้วยการบวช ครั้งล่าสุด บวชตอนอายุ 65 ปี เป็นพระสายวัดป่าอยู่ที่สกลนคร ซึ่งจริงๆ แล้วหลายคนเมื่อถึงวัยเกษียณอายุ มักใช้เวลาหาแต่ความสุขทางกายพากายไปเที่ยว ไปพักผ่อน ไปสูดอากาศ ไปรับประทานอาหารดีๆ แต่กลับละเลยไม่คิดที่จะเอาจิตไปพักผ่อน ทั้งที่กายกับจิตนั้นสัมพันธ์และมีอิทธิพลต่อกัน

2. ใช้ชีวิตอย่างมี “สติ”
ไม่ว่าจะเป็นการมีสติในการรับประทานอาหาร แทนที่จะทานตามใจปาก สนองความอยากของตัวเอง แล้วต้องให้หมอจ่ายยาลดไขมัน ลดน้ำตาล ทำไมเราไม่ลองหันมาลดที่ปากของตัวเอง ด้วยการใช้สติในการพิจารณาอย่างมีเหตุมีผลทุกครั้งในการรับประทาน

3. น้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต โดยมี “เหตุผล” เป็นเครื่องนำทาง
เหตุผลเป็นผลผลิตของปัญญา ดังนั้น จึงต้องรักษาศีล และมีสติ สมาธิ ผลสุดท้ายจะทำให้เกิดการพิจารณาโดยใช้ปัญญาเป็นที่ตั้ง เมื่อดำเนินทุกอย่างด้วยเหตุด้วยผล ก็จะเกิดความพอเพียงขึ้น

4. ฝึกการให้โดยไม่หวังผลตอบแทน ด้วยหลัก “ทาน” ของทศพิธราชธรรม
เมื่อถึงช่วงเกษียณอายุแล้ว อย่ามัวแต่อยู่บ้านเฉยๆ ควรพยายามหาเรื่องช่วยคนอื่นเท่าที่ร่างกายของเราจะทำได้ รักษาร่างกายให้แข็งแรง เพื่อทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น

5. ฝึกระลึกถึง “มรณานุสติ”
ใครๆ ก็ตายได้ ไม่ว่าใครก็ต้องเจอความตายเท่าเทียมกันหมดทุกคน เมื่อมองเห็นความตายเป็นเรื่องธรรมดา จะทำให้เรานิ่งกับความตาย

6. อยู่อย่างสง่า ตายอย่างสงบ
ตอนมีชีวิตอยู่จะต้องมีความสง่างามในตัวเอง ทุกอย่างต้องช่วยเหลือตัวเองได้ ใครเห็นก็ให้ความเคารพนับถือ และเมื่อถึงเวลาตายก็ตายอย่างสงบ อย่าไปกลัวความตาย จะยิ่งใหญ่แค่ไหน เมื่อตายแล้ว เกียรติยศเงินทองสะสมไว้แค่ไหนก็ต้องส่งคืนหมด สิ่งเดียวที่เหลือไว้ คือ ความเป็นตัวตนของเรา ถ้าประกอบคุณงามความดีไว้คนก็ยังนึกถึง แต่ถ้าประกอบความชั่วไว้มาก คนก็ยังด่าทอไปจนถึงลูกหลาน

7. มีความร่าเริง รื่นเริง คึกคัก ครึกครื้น
“ร่าเริง รื่นเริง คึกคัก ครึกครื้น” ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงรับสั่งเสมอ เพราะจิตเป็นเรื่องสำคัญ ต้องมีอารมณ์ขันอยู่ตลอดเวลา มองเห็นทุกอย่างเป็นเรื่องสนุก จึงจะสามารถทำงานได้สำเร็จรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เมื่อตัวเราร่าเริง ยิ้มแย้มแจ่มใส บรรยากาศรอบตัว คนรอบข้างที่อยู่กับเราก็รื่นเริงไปด้วย

8. อักโกธะ หรือ ความไม่โกรธ
เป็นอีกหลักข้อหนึ่งในทศพิธราชธรรม เพราะเมื่อโกรธแล้ว มักจะเสียหายหากคุมอารมณ์ไม่อยู่ในเรื่องไร้สาระ เมื่อไหร่ก็ตามที่มีเรื่องมากระทบใจ แค่ลองพลิกอารมณ์มองให้เห็นเป็นเรื่องสนุกๆ เท่านี้ทุกอย่างก็จบ

9. อวิโรธนะ คือ การดำรงอยู่ในความถูกต้องเสมอ
เป็นหลักทศพิธราชธรรมที่ต้องรักษาให้มั่น หากอย่างปฏิบัติตามในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยยึดหลักธรรมะที่ต้องมีทั้งสองอย่าง คือ ทั้งความดีและความถูกต้อง เพราะบางอย่างดีแต่ไม่ถูกต้อง บางอย่างถูกต้องแต่ไม่ดี การกระทำของเราต้องตรวจสอบอยู่ตลอดเวลา เป็นธรรมหรือเปล่า นั่นคือ ดีและถูกต้องหรือเปล่า

10. รักษากายและจิต
ผู้สูงอายุต้องรักษากายให้ดี เพราะเงินทองไม่มีประโยชน์ เอาแค่พอเพียงต่อชีวิตความเป็นอยู่ ที่เหลือเป็นส่วนเกินที่เราไม่ได้ใช้ เรื่องจิตก็สำคัญเช่นกัน ต้องโปร่งใส อย่าไปขุ่นมัวโดยที่ไร้ประโยชน์ คำนึงไว้ว่า เวลาอยู่ในโลกนี้สั้นแล้ว ดังนั้น อย่าเสียเวลาเป็นทุกข์ แต่ให้ Enjoy last minute

11. อย่าหยุดทำงาน
เมื่อถึงช่วงเกษียณอายุแล้ว อย่าเอาแต่นั่งๆ นอนๆ เพราะเมื่อไหร่ที่เราหยุดทำงาน ร่างกายของเราก็จะหยุดตามลงไปด้วย เหมือนรถที่จอดเฉยๆ สตาร์ตไม่ติด ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีรับสั่งว่า อย่าหยุดด้วยจิต และกายก็อย่าหยุดด้วย

12. ใช้ชีวิตโดยรักษาความเป็นธรรมดาเอาไว้
อย่ายึดติดยศถาบรรดาศักดิ์ แต่ให้ทำชีวิตอยู่อย่างธรรมดา เรียบๆ ง่ายๆ เพราะจะยิ่งใหญ่มาจากไหน เมื่อถึงช่วงเกษียณอายุแล้ว ทุกอย่างสูงสุดคืนสู่สามัญ ไม่ต้องเป็นวีไอพีหรอก เพราะจะเป็นวีไอผีอยู่แล้ว

13. ยึดถือคำว่า “ประโยชน์สุข” เป็นเป้าหมายของชีวิต
อะไรไม่มีประโยชน์อย่าทำ อย่าคิดทำ ให้ทำแต่สิ่งที่มีประโยชน์ ผลสุดท้ายสิ่งที่เราจะได้รับคือความสุข

เคล็ดลับทั้ง 13 ข้อจาก ดร.สุเมธ นี้ สะท้อนให้เห็นว่า คุณค่าและความสุขในชีวิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลขอายุ แต่อยู่ที่รูปแบบการดำเนินชีวิตและหัวใจที่ไม่มีคำว่าเกษียณอายุราชการ

ขอบคุณข้อมูลจาก : posttoday.com


สุภาพสตรีไทย-ในยุคนี้-ควรใช้ชีวิตอย่างไร-ให้สมกับความเป็น-เมีย-2018_web.jpg

เปิดพฤติกรรมที่ “สุภาพสตรี” ยุคนี้ควรกระทำ เพื่อในอนาคตหากใช้ชีวิตคู่ร่วมกับคนที่เรารัก จะได้อยู่ด้วยกันได้อย่างมีความสุข ให้สมกับความเป็น “เมีย 2018”

ช่วงนี้ต้องบอกว่ากระแสละครโทรทัศน์อย่าง “เมีย 2018” กำลังฟีเวอร์อย่างหนัก ไม่ว่าจะไปไหนมาไหนก็มีแต่คนพูดถึงละครเรื่องนี้กันอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นในวงสนทนาหรือในโลกออนไลน์ ซึ่งจะว่าไปแล้ว ละครเรื่อง “เมีย 2018” เป็นละครที่แฝงแง่คิดในเรื่องของการใช้ชีวิตคู่ว่าต้องปฏิบัติตนอย่างไร เพื่อให้ชีวิตคู่ราบรื่น ซึ่งบางฉากสำคัญของละครเรื่องนี้สะท้อนถึงชีวิตจริงในสังคม อาทิ ปัญหาพฤติกรรมการใช้ชีวิตของสามีภรรยาที่ไม่ลงตัว , ปัญหารักสามเศร้า และปัญหาอื่นๆ ซึ่งหากไม่ได้รับการแก้ไข ก็จะพอกพูนจนนำไปสู่การหย่าร้างในที่สุด

 เมีย 2018
ภาพจากละคร เมีย 2018 โดยเว็บไซต์ www.onehd.net


.
ขณะเดียวกัน ตัวละครฝ่ายหญิงสำคัญอย่าง “อรุณา” และ “กันยา” ก็สะท้อนถึงพฤติกรรมของฝ่ายหญิง เพื่อให้ผู้ชมรับชมและรู้ว่าพฤติกรรมใดควรกระทำ และพฤติกรรมใดไม่ควรกระทำ สำหรับการใช้ชีวิตคู่ ใช้ชีวิตอย่างไรไม่ให้ผิดศีลธรรม ซึ่ง “กินอยู่เป็น” ได้รวบรวมพฤติกรรมหลักๆ ที่ “สุภาพสตรี” ในยุคนี้ควรกระทำ เพื่อในอนาคตหากใช้ชีวิตคู่ร่วมกับคนที่เรารักแล้ว จะได้อยู่ด้วยกันได้อย่างมีความสุข

.
.
1. มีคุณสมบัติของความเป็นสุภาพสตรีไม่ขาดตกบกพร่อง วางตัวอย่างสง่างาม

ข้อแรกนี้เป็นคุณสมบัติเริ่มต้นเลยของคุณผู้หญิงที่จะต้องทำตัวเองให้มีคุณสมบัติเป็น “สุภาพสตรี” เริ่มจากการพูดจาอ่อนหวาน มีหางเสียง กิริยามารยาทเรียบร้อย บุคลิกภาพภายนอกต้องดูดี ทำงานบ้านเป็น ถ้าคุณสามารถทำตามข้อนี้ บอกเลยว่าท่านสุภาพบุรุษทั้งหลายจะต้องประทับใจคุณอย่างแน่นอน
.
.
2. ควรมีเหตุผลในการพูดคุย ไม่ใช้อารมณ์และความรุนแรง

ทุกครั้งที่มีการพูดคุยกับฝ่ายชาย ซึ่งเป็นคนรักของเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ควรคุยด้วยกิริยาที่เหมาะสมและสุภาพ หากว่าเป็นเรื่องที่ต้องปรับความเข้าใจกัน โดยเฉพาะเรื่องของคนสองคน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัญหาการใช้ชีวิต เรื่องความรัก ฯลฯ เดิมทีฝ่ายหญิงมักจะเป็นฝ่ายที่มีพฤติกรรมงอแงและโวยวายกับคนรักของเรา หากไม่ได้ดั่งใจ นั่นก็อาจเป็นสาเหตุทำให้อีกฝ่ายเริ่มเบื่อหน่ายในตัวคุณ

ฉะนั้นจงจำไว้ว่า ไม่ว่าจะเกิดปัญหาใดๆ ก็ตามของชีวิตคู่รัก อันดับแรกขอให้คุณจงมีสติ ค่อยๆ คิดหาวิธีแก้ปัญหา อย่าวู่วามใช้อารมณ์เด็ดขาด จากนั้นนัดคุยหรือพบหน้ากับฝ่ายชายในช่วงเวลาที่เหมาะสม (อธิบายง่ายๆ คือ ช่วงที่ฝ่ายชายอารมณ์ดี พร้อมที่จะพูดคุยกับคุณ) จากนั้นจึงค่อยๆ เล่าถึงปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยเหตุผล ย้ำว่าอย่าใช้อารมณ์หรือลงไม้ลงมือเหมือนในละครโดยเด็ดขาด จากนั้นรอดูฝ่ายชายว่ามีปฏิกิริยาอย่างไร แล้วค่อยๆ ร่วมกันคิดหาวิธีแก้ไข โดยใช้เหตุผลและมีสติ เชื่อว่าหากทำได้ดังนี้ การใช้ชีวิตคู่จะผ่านไปได้ด้วยดีอย่างแน่นอน
.
.
3. ละเว้นพฤติกรรมการจับผิดแฟนของเรา

การใช้ชีวิตคู่ของคู่รัก ไม่ว่าจะเป็นแฟน หรือแต่งงานเป็นสามีภรรยาแล้ว นั่นหมายความว่า คุณทั้งสองคนต้องมีความซื่อสัตย์ ไว้ใจซึ่งกันและกัน ข้อนี้สำคัญมากในการใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน เพราะถ้าหากขาดข้อนี้ไปนั่นคือคุณทั้งคู่คงไม่เหมาะกับการใช้ชีวิตเป็นคู่รัก

ปัญหาที่พบเจอจากคุณผู้หญิงที่มีแฟนแล้วมากที่สุด คือ ไม่ไว้ใจ เพราะกลัวคนรักจะโกหกเพื่อบางสิ่งบางอย่างหรือโกหกเพื่อไปมีคนอื่น จึงพยายามหวาดระแวงหรือคอยจับผิดฝ่ายชายอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นคอยสังเกตรอยลิปสติกที่บริเวณคอหรือบนเสื้อ , สังเกตว่าทำไมฝ่ายชายกลับบ้านดึก ฯลฯ ทั้งนี้ จำไว้เลยว่า ถ้าคุณตอบตกลงเซย์เยสที่จะใช้ชีวิตคู่กับฝ่ายชายแล้ว ก็จงต้องลดละเลิกพฤติกรรมการจับผิดคนรักเสียเถิด เมื่อรักกันแล้วก็จงไว้ใจซึ่งกันและกันน่าจะดีกว่า
.
.
4. ให้ความเป็นอิสระซึ่งกันและกัน

การใช้ชีวิตคู่ร่วมกันของคนรักนั้น นอกจากที่จะต้องไว้ใจซึ่งกันและกันแล้ว คุณควรที่จะไม่ตีกรอบหรือไปบงการชีวิตของอีกฝ่ายจนเกินไป จนทำให้ฝ่ายชายรู้สึกว่าทำอะไรก็ผิดไปหมด รู้สึกอึดอัด และไม่มีความสุขกับการใช้ชีวิตคู่ อาทิ การบังคับให้ฝ่ายชายต้องเข้านอนหรือตื่นนอนตามเวลาที่กำหนด , ต้องกลับบ้านตรงเวลา ฯลฯ บางครั้งจุกจิกมากเกินไปก็อาจจะทำให้ฝ่ายชายเบื่อจนถึงขั้นเลิกราและหนีไปจากชีวิตคุณในทันที

ฉะนั้น คุณเองก็อย่าไปตีกรอบการใช้ชีวิตของเขา ควรให้อิสระในการใช้ชีวิตของฝ่ายชาย เพื่อให้เขารู้สึกว่าการมาใช้ชีวิตร่วมกันกับคุณนั้นมีความสุข ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นการติดคุกหรือกำลังตกนรกอยู่แต่อย่างใด
.
.
5. เป็นพื้นที่ความสุขสำหรับอีกฝ่าย

คอยให้กำลังใจฝ่ายชายซึ่งเป็นคนรักของเราในการลงมือทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือการงานใดๆ ก็ตาม และคอยให้คำปรึกษากับอีกฝ่ายหากเขามีปัญหาชีวิตหรือมีเรื่องราวต่างๆ ที่ไม่สบายใจ เพื่อให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าเขาอยู่กับคุณแล้วมีความสุข พูดคุยได้ทุกเรื่อง มีกำลังใจในการทำงานหรือประกอบภารกิจต่างๆ
.
.
ทั้งนี้ทั้งนั้น ท่านสุภาพสตรีทั้งหลายก็อย่าลืมนำคุณสมบัติเหล่านี้ไปปรับใช้ เพื่อให้สมกับความเป็น “เมีย 2018” ในยุคนี้ ซึ่งถ้าคุณสามารถปฏิบัติหรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ได้ดังที่บอกไปแล้วนั้น ก็จะสามารถครองรักและใช้ชีวิตคู่กันไปได้ยาวนานจนถึงยามแก่เฌ่ากันเลยทีเดียว


website_ป้าแอ๊ด-2-1280x720.jpg

ผู้หญิงคนนี้ชื่อ “ป้าแอ๊ด” ป้าแอ๊ดไม่ได้เป็นคนที่มีชื่อเสียง ไม่ได้โด่งดังมากมายจนใครๆ ต้องรู้จัก ป้าเป็นเพียงอดีตครูที่คอยแนะนำ แนะแนวให้เด็กๆ ในโรงเรียนต่างจังหวัดที่ป้าสังกัดให้ใช้ชีวิตได้อย่างถูกที่ถูกทาง

 

ป้าตกลงกับลุงคู่ชีวิต ไปหาที่ดินพอดีตัวเป็นที่ปักหลักในบั้นปลายชีวิต ที่ที่ป้าและลุงเลือกเป็นไร่อ้อยเสื่อมสภาพ ดินแห้งแข็งราวกับซีเมนต์ ใน ต.หนองขาว อ.ท่าม่วง แหล่งผลิตผ้าขาวม้าร้อยสี ที่ตอนนั้นยังไม่ได้ขึ้นชั้นเป็นของดีเมืองกาญจน์

 

สองลุงป้า เพียรฟื้นชีวิตดินทีละน้อย และค่อยๆหมั่นลงมือปลูกต้นไม้ทีละต้นๆ หลายปีผ่านไปมหัศจรรย์จากความเพียรมีจริง ผืนดินแห้งแล้งพลิกฟื้น กลายเป็นความชุ่มชื่น ต้นไม้ใหญ่น้อยเติบโตอย่างมีความสุข
ป้าและลุงแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งปลูกบ้านหลังย่อมใต้ไม้ใหญ่ โดยมีลุงทำหน้าที่เป็นสถาปนึก ขณะที่อีกส่วนทำเป็นสวนผักปลูกมือเอาไว้กินเอง แบบที่คนปัจจุบันเรียกว่า ออร์แกนิก
ชีวิตเรียบๆง่ายๆ แต่ทรงเสน่ห์จนมีผู้คนสนใจแวะเวียนไปเสพความสงบ เงียบ เรียบง่ายอยู่เสมอ กลายเป็นที่รู้จักในชื่อของ “บ้านกลางทุ่ง” ออร์แกนิก โฮมสเตย์

 

เย็นทั้งกาย เย็นทั้งใจ ทำให้คนแวะเวียนไปมากเข้า จนต้องขยับขยายเพิ่มเป็นบ้านหลังน้อยชั้นเดียว 3 ห้อง กับเรือนสองขั้นใต้ถุนโปร่ง ที่เกิดขึ้นด้วยฝีมือสถาปนึกคนเดิม ตกแต่งภายในด้วยฝีมืออินทีเรียที่ชื่อ ป้าแอ๊ด และขยายไปอีก 3 ห้องสวยๆ บรรยากาศดีกลางสวนผักปลูกเองในเวลาต่อมา ชื่อชั้น บ้านกลางทุ่ง ได้ติดอันดับต้นๆ ของโฮมสเตย์ที่ต้องไปเยือน

 

วันนี้แม้ป้าแอ๊ดจะไม่มีลุงอยู่เป็นเพื่อนชีวิตอีกต่อไป แต่ป้าก็มีผู้คนแวะเวียนไปหาอยู่เสมอ จนผูกพันกลายเป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นป้า เป็นญาติที่รักกันแบบไม่มีข้อแม้

 

ป้ายังอ่านหนังสือ เขียนกวีไฮกุ และดำรงความซน ออกไป ตีเทนนิส สำรวจพื้นที่ หาของอร่อยกิน รดน้ำต้นไม้ ปลูกผัก ปลูกป่า กอดต้นไม้ ทำโรงเห็ด รวมไปถึงปลูกมะเขือเทศ ปลูกองุ่นออร์แกนิกส์ฝีมือตัวเองจนได้ผลิตผลที่น่าตื่นเต้น เหลือก็เอาไปแปรรูปทำแยม ทำแห้ง หรือฟรีซแข็งเพิ่มมูลค่า

“ป้าไม่อยากได้อะไร มีเพียงอย่างเดียวที่ขอคือ ขอให้ปลูกต้นไม้กันเถอะ เพราะต้นไม้คือ สิ่งมหัศจรรย์ เป็นมหัศจรรย์ของโลกที่ใครๆ ก็สร้างได้ เรื่องนี้ผ่านการพิสูจน์แล้ว บ้านกลางทุ่งคือ หลักฐาน ป้าแอ๊ดเป็นพยาน”