Gensetter

เฟซบุ๊ค-งัด-5-มาตรการ-ปราบ-Fake-News-ช่วง-เลือกตั้ง-62_web.jpg

เมื่อเทคโนโลยีก่อให้เกิดสังคมออนไลน์ขึ้น การสื่อสารจึงกว้างขวางกว่าที่เคยเป็น สื่อออนไลน์เปรียบเสมือนดาบสองคม เนื่องจาก “วิกฤต Fake News” หรือข่าวปลอม ที่คอยสร้างความสับสนให้ผู้คนจากกลุ่มไม่หวังดี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอมาตราการที่ Facebook ใช้เพื่อป้องกัน Fake News…

จะว่าไป วิกฤต Fake News เกิดขึ้นมานานแล้ว แต่แพร่กระจายช้า เพราะในสมัยก่อนเป็นเพียงรูปแบบของ “ใบปลิว” ซึ่งไม่ค่อยมีผลต่ออารมณ์ความรู้สึกมากนัก แต่ปัจจุบัน Fake News เปลี่ยนมาอยู่ในรูปแบบของสื่อออนไลน์ ทำให้มีข้อมูลข่าวสารถูกแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อผู้รับสารมากขึ้น

และยิ่งช่วงนี้ประเทศไทยกำลังจะมีการเลือกตั้งขึ้น จึงค่อนข้างน่าเป็นห่วงว่า Fake News จะเข้ามาทำลายความน่าเชื่อถือของนักการเมืองรวมถึงผู้รับสาร จากกลุ่มผู้ไม่หวังดีที่ต้องการสร้างสถานการณ์ ไม่เพียงแค่ประเด็นการเมืองเท่านั้น ข่าวสารประเภทต่างๆ ก็ยังมีกลุ่มผู้ไม่หวังดีปล่อยข่าวลวงผ่านสื่อออนไลน์อีกด้วย อาทิ ศิลปิน/ ดาราชื่อดังเสียชีวิต เป็นต้น

จากวิกฤติดังกล่าว ทำให้ “เฟซบุ๊ก” หนึ่งในแอปพลิเคชันที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดถึง 52 ล้านคน ออกประกาศมาตรการรับมือ Fake News ในช่วงของการเลือกตั้งที่เกิดขึ้น โดยไม่อนุญาตให้โฆษณาที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเลือกตั้งจากต่างประเทศมาเผยแพร่ในประเทศไทย ตั้งแต่ช่วงก่อนเลือกตั้งไปจนถึงวันเลือกตั้ง นอกจากนี้ ยังคุมเข้มเรื่องการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งของผู้คน ทั้งนี้เพื่อสร้างความโปร่งใสในการนำเสนอข่าวสารและข้อมูลในช่วงเลือกตั้ง

 

สำหรับมาตรการที่ Facebook จะบังคับใช้ เพื่อรับมือ Fake News ได้แก่

1. Cracking Down on Fake Accounts – ปราบปรามบัญชีปลอม

เฟซบุ๊กจะใช้ระบบอัตโนมัติตรวจจับข้อมูลเพื่อค้นหาบัญชีปลอม จากนั้นจึงนำนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยระบุตัวตน สามารถตรวจจับบัญชีปลอมก่อนจะมีการรายงานเข้ามาได้มากถึง 99.6% และส่งข้อมูลที่ตรวจพบให้กับทีมงานที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยตรวจจับและสแกนในขั้นตอนสุดท้าย เนื่องจากรูปแบบและวิธีการของผู้ที่ไม่ประสงค์ดีในการสร้างบัญชีปลอมมีการพัฒนาและก้าวหน้าอยู่ตลอดเวลา

 

2. Reducing The Distribution of False News – ลดการกระจายข่าวปลอม

เฟซบุ๊กจะเพิ่มมาตรการจัดการ การแพร่กระจายข่าวปลอม โดยนำหลัก “ลบ-ลด-แจ้ง” มาใช้สำหรับจัดการกับข่าวปลอมหรือคอนเทนต์ที่ไม่เหมาะสม

 

3. Making Advertising More Transparent – ทำให้การโฆษณามีความโปร่งใสมากขึ้น

เฟซบุ๊กเปิดให้ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถเข้าไปดูรายละเอียดข้อมูลของเพจได้แล้วผ่านแถบ “Info and Ads” ในหน้าเพจนั้นๆ ซึ่งจะแสดงรายละเอียดตั้งแต่จำนวนครั้งที่เปลี่ยนชื่อเพจ เริ่มสร้างเพจวันไหน มีต้นทางการใช้งานมาจากประเทศใด เพื่อตรวจสอบว่าเพจนั้นๆ นำเสนอประเด็นไหน อาศัยอยู่ในประเทศใด เพื่อเชื่อมโยงกับเจตนาในการทำคอนเทนต์ และยังสามารถเลือกดูได้ด้วยว่าคอนเทนต์ที่ถูกซื้อโฆษณาถูกสนับสนุนโดยใครอีกด้วย

 

4. Disrupting Bad Actors – กำจัดการเผยแพร่พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม

เฟซบุ๊กมีมาตรการยับยั้งการแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมบนแพลตฟอร์ม เพื่อป้องกันการส่งต่อข้อมูลดังกล่าว

 

5. Supporting an Informed Electorate – สนับสนุนการเลือกตั้งด้วยข้อมูลข่าวสาร

เฟซบุ๊กจะสนับสนุนการให้ข้อมูลช่วงเลือกตั้ง โดยทำงานร่วมกันกับองค์กรอื่นๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจจับข่าวปลอม เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถรับข้อมูลข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณมากขึ้น ก่อนจะกดแชร์หรือส่งต่อ รวมถึงแสดงความคิดเห็น

 

เฟซบุ๊กจะดำเนินการตามนโยบายที่สอดคล้องกับทาง กกต. ของประเทศนั้นๆ รวมถึงประเทศไทย โดยตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าจะเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้ใช้งานในการเสพข่าวสารที่ถูกต้อง โปร่งใส รวมถึงแสดงความคิดเห็น เปิดพื้นที่ให้แสดงความคิดเห็นของตัวเองได้ เพื่อลดปัญหาการเกิดวิกฤต Fake News ต่อไป

 

นี่คือวิถี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


ภัยไซเบอร์-ปี-2562-เรื่องที่มนุษย์ต้องเรียนรู้และรับมือ_web.jpg

เมื่อพูดถึงโทษของโลกไซเบอร์ หากเราไม่รู้จักระมัดระวัง เราอาจจะตกเป็นเหยื่อของภัยไซเบอร์ก็ได้ ฉะนั้นกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตมาดูกันว่า “ภัยไซเบอร์” ปี 2562 จะมีแนวโน้มและทิศทางอย่างไรบ้าง เพื่อที่จะได้ตั้งรับและรับมือได้ทัน

เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในโลกมนุษย์มากขึ้น ทำให้การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ได้รับความสะดวกสบายมากขึ้นด้วยเทคโนโลยี การใช้ชีวิตประจำวันของมนุษย์ในแต่ละวันล้วนต้องใช้และพึ่งพาเทคโนโลยีตลอดเวลา ไม่ว่าจะดำเนินกิจกรรมใดๆ ก็ตาม มักจะมีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง

และเร็วๆ นี้ 5G กำลังเข้ามาเยือนโลกมนุษย์ และกำลังจะเป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่ทรงอิทธิพลที่สุด ก็ยิ่งทำให้หลายฝ่ายตื่นตัวมากขึ้น เพราะมีความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาประเทศ ช่วยยกระดับอุตสาหกรรม ไม่เพียงแต่ทำให้มนุษย์สามารถดาวน์โหลดข้อมูลขนาดมหาศาลได้ด้วยความเร็วสูงอย่างก้าวกระโดดเท่านั้น แต่ยังทำให้อุปกรณ์และสิ่งของรอบตัวสามารถเชื่อมโยงกันเองและเชื่อมโยงกับมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โลกไซเบอร์เป็นหนึ่งในสิ่งที่ผู้คนใช้งานบ่อยที่สุด โดยเฉพาะในส่วนของ ข้อมูล (Data) เนื่องจากผู้ใดบริหารจัดการข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้นั้นย่อมได้เปรียบ แต่การนำ ข้อมูล (Data) มาใช้ประโยชน์นั้น ต้องระมัดระวังอย่างมาก โดยเฉพาะภัยของโลกไซเบอร์ ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และในปี 2562 นี้ “ภัยไซเบอร์” จะมีแนวโน้มและทิศทางอย่างไรบ้าง

 

1. ข้อมูลรั่วไหลจากการจัดเก็บข้อมูลใน Cloud

ปัจจุบัน องค์กรต่างๆ นิยมจัดเก็บข้อมูลผ่านคอพิวเตอร์หรือระบบสารสนเทศภายในองค์กร และนำเข้าสู่การจัดเก็บข้อมูลบนระบบ  Cloud เพื่อลดต้นทุน กระจายความเสี่ยงการโจมตีทางไซเบอร์ แต่อีกมุมหนึ่งที่ผู้บริหารองค์กรควรพิจารณา คือ ใครจะรับผิดชอบความเสียหาย หากมีข้อมูลขององค์กรที่อยู่ในระบบ Cloud รั่วไหล  รวมถึงหาก พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมีผลบังคับใช้ ฝ่ายใดต้องรับผิดชอบ ระหว่างผู้บริหารองค์กร ผู้ให้บริการคลาวด์ หรือ บริษัทที่ให้บริการประกันภัยทางไซเบอร์

วิธีการแก้ปัญหาข้อมูลรั่วไหลผ่านการใช้ระบบ Cloud ที่ดี คือองค์กรควรทำ Data Classification หรือ การจำแนกข้อมูลเสียก่อน เพราะข้อมูลในระบบ Cloud มีโอกาสถูกแฮ็กได้ทุกเมื่อ ฉะนั้น เราควรบริหารจัดการการจัดเก็บข้อมูลให้ปลอดภัย เช่น การพิสูจน์ตัวตนแบบสองชั้น เป็นต้น

 

2. กฎระเบียบและกฎหมายทางด้านไซเบอร์จะเข้มงวดขึ้น

เร็วๆ นี้ ประเทศไทยจะมีกฎหมายใหม่ที่เตรียมนำมาบังคับใช้ถึง 2 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ. ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งจะมีผลต่อหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนต่อประชาชนทั่วไป ทำให้ผู้บริหารระบบสารสนเทศ ตลอดจนผู้ตรวจสอบระบบสารสนเทศต้องมีการเตรียมตัวและวางแผนให้รอบคอบมากขึ้น เนื่องจากเป็นข้อกำหนดในตัวบทกฎหมายทั้ง 2 ฉบับดังกล่าว ทำให้ในปีนี้หลายองค์กรคงต้องจัดเตรียมงบประมาณและลงทุนด้านระบบสารสนเทศเพิ่มเติม เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนด ซึ่งจะมีเวลาเตรียมการไม่น้อยกว่า 180 วัน

สำหรับประชาชนทั่วไป ในฐานะผู้ใช้บริการต้องตรวจสอบ Privacy Notice และ Privacy Policy ให้รอบคอบก่อนการใช้งานบริการออนไลน์และโมบายแอปต่างๆ ว่าไม่มีการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลของเรา รวมทั้งบริษัท Tech Giant ต้องมีการปรับตัวให้สอดคล้องกับ EU’s GDPR โดยสังเกตได้จากทั้ง Facebook, Apple และ Google ล้วนเพิ่มเมนูพิเศษให้ผู้บริการสามารถบริหารจัดการข้อมูลของตนได้

 

3. เกิดการโจมตีในรูปแบบการไม่เปิดเผยตัวตน

เป็นการโจมตีข้อมูลส่วนบุคคลจนสามารถระบุตัวตนของบุคคลนั้นได้ โดยการเข้าถึง Personally Identifiable Information (PII) ของบุคคลนั้นจากข้อมูลเพียงบางส่วนที่ไม่สมบูรณ์พอที่จะระบุตัวตนของบุคคลนั้นได้ แต่เมื่อใช้เทคนิค Intelligence Information Gathering แล้วแฮกเกอร์สามารถปะติดปะต่อข้อมูลการค้นหาข้อมูลในโซเชียลมีเดีย โดยใช้เครื่องมือประเภท OSINT (Open Source Intelligence)

ดังนั้น ผู้ใช้บริการบริการโซเชียลมีเดียควรระมัดระวังการป้อนข้อมูลเข้าไปในระบบ ไม่ว่าจะเป็นการโพสต์หรือการอัพโหลดข้อมูลส่วนบุคคลเข้าไปใน Cloud เนื่องจากแฮ็กเกอร์สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมที่สามารถเชื่อมโยงกับข้อมูลหลักของเรา จนระบุตัวตนของเป้าหมายได้ในที่สุด เช่น เมื่อทราบเบอร์โทรศัพท์ ก็สามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นเบอร์ของใคร ชื่อ-นามสกุลอะไร โดยไม่จำเป็นต้องทราบชื่อ-นามสกุล หรือไม่จำเป็นต้องรู้จักเป้าหมายมาก่อน ฉะนั้น ควรมีสติทุกครั้งในการป้อนข้อมูล อย่าลืมว่า คิดก่อนโพสต์ และ  คุณเป็นคนอย่างไรคุณก็โพสต์อย่างนั้น

 

4. การกลั่นแกล้งทางโซเชียลมีเดีย

Cyberbullying ผ่านทางสื่อโซเชียลมีเดีย เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่เกิดบ่อยครั้ง ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ ชื่อเสียง อย่างมากต่อผู้ถูกกระทำ โดยที่ผู้ถูกกระทำไม่มีโอกาสได้ตอบโต้ผู้กระทำผิด ซึ่งจริงๆ แล้วมีกฎหมายหมิ่นประมาทที่สามารถนำมาใช้ในกรณี Cyberbullying ได้ หากแต่ชื่อเสียงของบุคคลนั้นก็มีผลกระทบในด้านลบไปเสียก่อนแล้ว เพราะธรรมชาติของสื่อโซเชียลจะมีความเร็วสูงมาก และสามารถแพร่กระจายข่าวสารเชิงลบได้ในระยะเวลาอันสั้น ดังนั้นทั้งบุคคลและองค์กรจึงจำเป็นต้องวางแผนและมีการเฝ้าระวังสื่อสังคมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน องค์กรต้องมีศักยภาพหรือขีดความสามารถในการโต้ตอบ ให้ข้อมูลเชิงบวกกับสาธารณะชนด้วยความรวดเร็ว ก่อนที่ข่าวสารเชิงลบจะทำให้ชื่อเสียงของบุคคลและองค์กรมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ และความเชื่อมั่น

 

5. ความไม่เข้าใจของผู้บริหารระดับสูง ในเรื่อง Digital Transformation และ Cybersecurity Transformation

การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในรูปแบบที่หลายองค์กรกำลังนิยมในปัจจุบัน คือ การปรับองค์กรตามแนวทาง Digital Transformation ซึ่งไม่ใช่เพียงการนำเอาเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เท่านั้น แต่ต้องปรับเปลี่ยนองค์กร ตั้งแต่เรื่อง ผู้นำ ไปจนถึงประสบการณ์ของลูกค้า แะยังต้องปรับเปลี่ยนเรื่องความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัวขององค์กรอีกด้วย เนื่องจากเป็นฐานในการสร้างความเชื่อมั่นสินค้าและบริการขององค์กร

การเปลี่ยนแปลงในรูปแบบดิจิทัลโดยลืมคำนึงถึงเรื่องความมั่นคงทางไซเบอร์ จะไม่สามารถสำเร็จลุล่วงในระยะยาวได้ เนื่องจากมีปัญหาด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และปัญหาด้านการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ยังไม่ได้รับการปรับแก้ไขให้ถูกต้อง ดังนั้นการการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบดิจิทัลให้สำเร็จ จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวในองค์กรด้วย ขณะเดียวกันองค์กรยังสามารถรักษาระดับการให้บริการกับลูกค้าไว้ได้โดยไม่มีผลกระทบต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ขององค์กร ซึ่งผู้บริหารระดับสูงจำเป็นต้องทำความเข้าใจในหลักการความยืดหยุ่นทางไซเบอร์ และการเปลี่ยนแปลงความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์

สุดท้าย ในการใช้เทคโนโลยีนั้นเราก็ควรใช้เทคโนโลยีในทางที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตัวเรามากที่สุด ไม่ควรใช้เทคโนโลยีในทางที่ผิด และในบางครั้งมนุษย์เราก็ควรหันมาทำอะไรด้วยตนเองโดยไม่พึ่งพิงเทคโนโลยีบ้างเพื่อให้เราได้รู้จักใช้สมองและร่างกายของเราฝึกทำอะไรด้วยตนเอง ก่อนที่มนุษย์เราจะต้องตกเป็นทาสของเทคโนโลยี

 

นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


ส่องเทรนด์-สมาร์ทโฟน-ปี-2562-เราจะได้เห็นอะไรบ้าง_web.jpg

“สมาร์ทโฟน” สิ่งสำคัญอีกหนึ่งอย่างของมนุษย์ ที่มีฟังก์ชั่นต่างๆ ตอบโจทย์การใช้งานมากมาย และกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จะพาไปดูกันว่าปี 2562 จะมีเทรนด์ใหม่ๆ ของ “สมาร์ทโฟน” ซึ่งอาจจะทำให้มนุษย์เริ่มให้ความสนใจมากขึ้น

ต้องบอกเลยว่า “สมาร์ทโฟน” กลายเป็นปัจจัย 5 ของมนุษย์เลยก็ว่าได้ เพราะสมาร์ทโฟนไม่ใช่แค่โทรศัพท์มือถือที่สำหรับโทรออก-รับสาย เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่มีคุณสมบัติที่คอยอำนวยความสะดวกมนุษย์แบบเหนือชั้น จนกลายเป็นสิ่งของสำคัญอีกหนึ่งอย่างที่สำคัญกับมนุษย์อย่างเราเลยก็ว่าได้

และด้วยคุณสมบัติที่มากมายของสมาร์ทโฟนแบรนด์ต่างๆ และรุ่นต่างๆ จะเห็นได้ว่าแต่ละแบรนด์ต่างคิดค้นฟังก์ชั่นใหม่ๆ ให้กับสมาร์ทโฟน เพื่อดึงดูดลูกค้าให้เกิดความสนใจและควักกระเป๋าสตางค์ซื้อในที่สุด

ในปี 2562 นี้ เชื่อว่าหลายคนก็จับตามองกันว่า ปีนี้จะมีเทคโนโลยี ฟังก์ชั่น หรือนวัตกรรมอะไรใหม่ๆ เกี่ยวกับแวดวง “สมาร์ทโฟน” ที่น่าสนใจและจะได้เห็นกันในปีนี้บ้าง

 

1. รอยแหว่งบนหน้าจอจะหายไป

สำหรับเทรนด์สมาร์ทโฟนในปีที่ผ่านมา จะเห็นกันบ่อยก็คือเรื่องของดีไซน์หน้าจอของสมาร์ทโฟนที่มาพร้อมกับ Notch แบบเป็นแถบ แต่ในปี 2019 เราอาจจะไม่ได้เห็นดีไซน์หน้าจอดังกล่าวแล้ว และในอนาคตคาดว่าจะมีสมาร์ทโฟนอีกหลายรุ่นหันมาใช้หน้าจอแบบเจาะรูแทน เห็นได้จากข่าวของภาพเรนเดอร์มือถือรุ่นใหม่ หรือการจดสิทธิบัตรในระยะหลังมานี้ มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้ง Samsung, Huawei, Honor, Lenovo รวมถึง Apple ที่จดสิทธิบัตรจอมีรูเอาไว้แล้วด้วยเหมือนกัน

 

2. หน้าจอพับได้

หลายคนอาจจะคิดว่าสมาร์ทโฟนแบบหน้าจอพับได้อาจจะเป็นเพียงแค่เรื่องเพ้อฝัน เพราะไม่มีทางเกิดขึ้นได้จริง แต่ล่าสุด สมาร์ทโฟนแบบหน้าจอพับได้ก็ถือกำเนิดขึ้นในวงการจริงๆ ด้วยเทคโนโลยีจอพับได้เริ่มแพร่หลายในอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนแล้ว ดังนั้นในปีนี้ เราจะได้เห็นสมาร์ทโฟนพับได้จากหลายๆ แบรนด์ชื่อดังเปิดตัวออกมาจำหน่ายแข่งขันกันอย่างแน่นอน

 

3. มีระบบสแกนนิ้วใต้จอ

ระบบสแกนนิ้วนี้เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่จะมาพร้อมกับการเปิดตัวสมาร์ทโฟนจอพับได้ในอนาคต โดยเทคโนโลยีการสแกนลายนิ้วมือบริเวณใต้หน้าจอจะมีราคาถูกลงและแพร่หลายยิ่งขึ้น จนอาจกลายเป็นฟีเจอร์ที่พบเห็นได้ทั่วไปในตลาดสมาร์ทโฟนปีหน้า

 

4. มีกล้องอย่างน้อย 4 ตัว

ในที่สุดเราก็ได้เห็นกล้อง 4 ตัว (Quad-Camera) บนสมาร์ทโฟนจนได้ใน Samsung Galaxy A9 แน่นอนว่าแบรนด์อื่นๆ ก็ไม่ยอมน้อยหน้า เตรียมพัฒนาสมาร์ทโฟนกล้อง 4 ตัวออกมาเช่นกัน ดูเหมือนว่ากล้องบนสมาร์ทโฟนจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ยังไม่รู้ว่าจะไปสิ้นสุดลงที่ตรงไหน ดังนั้นก็คงจะไม่แปลก หากเราจะได้เห็นสมาร์ทโฟน 4 กล้องทยอยกันเปิดตัวออกมาในปีหน้า

 

5. รองรับ 5G

แบรนด์สมาร์ทโฟนชื่อดังอย่าง OnePlus LG และ Samsung เตรียมเปิดตัวสมาร์ทโฟนที่รองรับเครือข่าย 5G ในปี 2562 ถึงแม้ว่าเครือข่าย 5G จะยังไม่แพร่หลายครอบคลุมทุกพื้นที่ แต่เชื่อว่าในอนาคต จะมีการพัฒนาสมาร์ทโฟนที่รองรับเทคโนโลยี 5G อย่างแน่นอน

 

6. ระบบชาร์จไฟไวกว่าเดิม

ปีนี้เราจะได้เห็นเทคโนโลยีชาร์จไฟแบบใหม่ที่ใช้เวลาชาร์จเร็วขึ้น อย่างล่าสุด Samsung เร่งพัฒนาระบบชาร์จไวแบบใหม่เพื่อใช้กับ Galaxy S10 ที่กำลังจะเปิดตัวช่วงต้นปี ซึ่งระบบชาร์จไวดังกล่าวไม่ได้อยู่ที่ตัวหม้อแปลงอย่างเดียวเท่านั้น แต่แบตเตอรี่ที่ใช้ก็ต้องถูกออกแบบมาเพื่อให้รองรับแรงดันไฟสูงๆ ได้โดยไม่เกิดความร้อนจนระเบิดหรือลุกไหม้อีกด้วย ซึ่งในอนาคตระบบดังกล่าวจะเริ่มเข้ามาอยู่ในสมาร์ทโฟนราคาถูกแน่นอน

 

ทั้งหมดนี้เป็นเทรนด์สมาร์ทโฟนของปี 2562 ที่คาดว่าทุกๆ คนจะได้เห็นกันและใช้ได้จริงในสมาร์ทโฟนหลายๆ รุ่น อย่างแน่นอน และในอนาคตเราอาจจะได้เห็นเทคโนโลยีใหม่ๆ อีกหลายอย่าง คงต้องจับตาดูกันต่อไป

 

นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


เผยโฉม-แอปพลิเคชั่น-สุดล้ำ-ตอบโจทย์คนสูงวัยโดยเฉพาะ_web.jpg

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปส่อง “แอปพลิเคชั่น” ที่ตอบโจทย์ผู้สูงอายุ ช่วยอำนวยความสะดวก ดูแลสุขภาพ และฝึกสมาธิ เพื่อให้พวกเขาใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายและมีความสุข

เมื่อเทคโนโลยีมีการพัฒนาอย่างล้ำหน้า ทำให้ไลฟ์สไตล์การดำเนินชีวิตของมนุษย์ล้วนต้องมีเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการอำนวยความสะดวก ไม่เพียงกลุ่มคนรุ่นใหม่เพียงแค่นั้นที่สนใจการใช้เทคโนโลยีต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ผู้สูงอายุเองในฐานะคนที่อยู่ในยุคสมัยเกิดก่อนเทคโนโลยี ก็ต้องมีการปรับตัวและเรียนรู้การใช้เทคโนโลยี เพื่อก้าวให้ทันกับโลกของเทคโนโลยี ไม่ให้ตกยุค หรือ Digital Disruption การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากเทคโนโลยีดิจิทัล ทำให้เกิดรูปแบบนวัตกรรมขึ้นมาใหม่

เพราะอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะกลายเป็นสังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์แล้ว เมื่อสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป สูงถึงร้อยละ 20 จำนวนประชากรสูงอายุที่จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในอนาคตเห็นได้ชัดเจนจากการที่ประชากรรุ่นที่เกิดเกินกว่าล้านคนต่อปี ระหว่างปี 2506-2526 (ขณะนี้มีอายุ 33-53 ปี) และในอีก 20 ปีข้างหน้า จะกลายเป็นผู้สูงอายุ (ขณะนี้มีอายุ 53-73 ปี) ทำให้ในอนาคตสัดส่วนของประชากรในประเทศไทยอายุ 60 ปีขึ้นไป จะสูงถึงร้อยละ 30 ของประชากรทั้งหมด

ปัจจุบัน จะเห็นได้ชัดเจนเลยว่ามีเทคโนโลยีต่างๆ ผุดขึ้นมามากมาย เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของผู้คนหลากหลายวัย ทั้งเด็กไปจนถึงผู้สูงอายุ เมื่อพูดถึงกลุ่มของผู้สูงอายุแล้ว ปัจจุบันก็มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ ที่ตอบโจทย์ผู้สูงอายุ ซึ่งมีอยู่มากมาย หนึ่งในนั้นก็คือแอปพลิเคชันสำหรับผู้สูงอายุนั่นเอง

“กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงได้รวบรวมแอปพลิเคชันสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวก ดูแลสุขภาพ และฝึกสมาธิของผู้สูงอายุ เพื่อให้พวกเขาใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายและมีความสุข

 

Life 360

 

Life 360 เป็นแอปพลิเคชั่นติดตามตำแหน่งของครอบครัวและเพื่อนแบบเรียลไทม์ในแผนที่ส่วนตัว สามารถติดตามได้ว่าคนในครอบครัวของเราอยู่ในตำแหน่งไหน เพื่อป้กันการพลัดหลงเกิดขึ้น นอกจากนี้ แอปพลิเคชันดังกล่าวยังมีระบบแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์เมื่อเพื่อนหรือคนในครอบครัวเดินทางไปหรือกลับถึงบ้าน

 

See Doctor Now

 

See Doctor Now เป็นแอปพลิเคชันระบบบริการทางการแพทย์ยุคใหม่ ที่ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถพูดคุยปรึกษากับแพทย์และพยาบาลแบบเห็นหน้าผ่าน Live Video Call โดยใช้แอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน แท็บเลต โดยผู้ใช้งานจะได้พูดคุยกับพยาบาลวิชาชีพ เพื่อประเมินปัญหาของผู้ป่วยอย่างรวดเร็ว หากผู้ป่วยจำเป็นต้องพบแพทย์เฉพาะทาง ทางพยาบาลก็จะส่งต่อหรือทำนัดกับแพทย์เฉพาะทางในขั้นตอนการประเมินและให้คำปรึกษา โดยแอปพลิเคชันนี้เป็นการให้บริการโดยไม่มีค่าใช้จ่าย หรือค่าบริการ แต่จะมีเพียงค่าแพทย์เท่านั้น ซึ่งจะไม่มีการเรียกเก็บเงินจนกว่าจะได้พูดคุยกับแพทย์เฉพาะทางแล้วเสร็จ จึงจะเรียกเก็บเงิน

 

Pill Reminder Pro

  

Pill Reminder Pro เป็นแอปพลิเคชั่นเตือนเวลาทานยาสำหรับผู้สูงอายุ แอปพลิเคชันนี้ถือได้ว่าตอบโจทย์ตารางเวลาของชีวิตของผู้สูงอายุเลยก็ว่าได้ เนื่องจากผู้สูงอายุส่วนใหญ่อาจจะมีอาการหลงลืมเวลาทานยาของตัวเอง วิธีใช้งานแอปพลิชันนี้ไม่ยาก เพียงกรอกชื่อ จำนวนครั้งที่รับประทานยา และเวลาที่ต้องรับประทานยา จากนั้น รอเสียแจ้งเตือนรับประทานยาตามเวลาเท่านั้น

 

ThaiEMS 1669

ThaiEMS 1669 เป็นแอพพลิเคชันฉุกเฉินที่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อเรียกรถพยาบาลในพื้นที่ซึ่งใกล้ที่พักอาศัยให้มารับที่บ้าน วิธีการใช้งานเพียงแค่กรอกข้อมูลส่วนตัว ที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ติดต่อกลับ  นอกจากนี้ แอปพลิเคชันดังกล่าวยังมีคู่มือปฐมพยาบาลเบื้องต้นไว้ใช้ยามฉุกเฉินอีกด้วย ซึ่งหากต้องการแจ้งเหตุก็สามารถกดไปที่วงกลมสีแดง ที่มีข้อความว่า “กดเพื่อเรียกรถพยาบาล” และรอการติดต่อกลับจากเจ้าหน้าที่ เพียงเท่านี้ รถพยายาลก็จะเดินทางมารับผู้ป่วยในทันที

 

Alzheimer Disease

Alzheimer Disease เป็นแอปพลิเคชันที่ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคอัลไซเมอร์ในรูปแบบของเกม โดยแอปพลิเคชันดังกล่าวจะมีเกมส์ตอบคำถามแบบมีตัวเลือก มีหลายด่าน โดยแต่ละด่านจะมีด่านภารกิจให้ผู้ใช้งานได้ทดสอบ นอกจากให้ความรู้แล้ว ยังได้กระตุ้นการทำงานของสมอง ช่วยในระบบความจำ และแต่ละด่านจะสอดแทรกเกมเสริมทักษะอีกด้วย

 

ชราเฮโย

ชราเฮโย เป็นแอปพลิเคชันช่วยประเมินแนวโน้มสุขภาพในอนาคตที่เป็นผลมาจากการใช้ชีวิตประจำวัน ใช้งานง่ายๆ เพียงตอบคำถามจากพฤติกรรมของตัวเองแล้วมาดูแนวโน้มกันว่า เมื่อตนเองเริ่มเข้าสู่วัยสูงอายุแล้วจะมีสุขภาพที่แข็งแรง สดใส ห่างไกลโรคภัย หรืออาจจะมีโรคภัยไข้เจ็บเข้ามากวนใจในบั้นปลายชีวิต นอกจากนี้ ชราเฮโยยังมีคำแนะนำเบื้องต้นสำหรับการดูแลสุขภาพอีกด้วย

 

การมีแอปพลิเคชันสำหรับผู้สูงอายุ ถือเป็นเรื่องที่ดีที่จะช่วยประเมินสุขภาพและรับมือกับการรักษาของผู้สูงอายุในอนาคตต่อไปได้ นอกจากนี้ บางแอปพลิเคชันยังช่วยเสริมสร้าง บริหารสมอง ป้องกันการเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้อีกด้วย ฉะนั้น การมีแอปพลิเคชันดีๆ เข้ามาช่วยเติมเต็มชีวิตของผู้สูงอายุ เป็นการช่วยอำนวยความสะดวกให้พวกเขาใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบาย มีความสุข ทั้งสุขภาพกาย และสุขภาพใจ

 

นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


ซูเปอร์เอิร์ธ-โลกใบใหม่-ใหญ่กว่าเดิม-2-เท่า_web.jpg

 “ซูเปอร์เอิร์ธ” ดาวดวงใหม่ที่นาซ่าค้นพบ อยู่ห่างจากโลก 226 ปีแสง คาดการณ์กันว่าอาจจะเป็นโลกใบใหม่ของมนุษยชาติ

มนุษย์ถือกำเนิดขึ้นมาบนโลก และต้องใช้ชีวิตอยู่บนโลก แต่ในความเป็นจริงมนุษย์ไม่สามารถอยู่บนโลกใบนี้ได้ตลอดไป เนื่องจากมนุษย์ต้องละทิ้งโลกใบนี้ไปในสักวัน เนื่องจาก ดวงอาทิตย์อาจดับสลาย ปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งใหญ่ ภาวะโลกร้อนที่นักวิทยาศาสตร์หลายคนกลัวน้ำจะท่วมโลก อย่างในตำนานเรื่องเรือโนอาห์วันแห่งโชคชะตา หรือจะการทำนายของ นอสตราดามุส เกี่ยวกับวันสิ้นโลกฯ เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุผลที่นักวิทยาศาสตร์เฝ้ามองหาดาวดวงใหม่เพื่อแทนที่บ้านหลังเก่าอย่าง “โลก” จนล่าสุดก็พบดาวเคราะห์ที่มีชื่อว่า K2-288Bb ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่า ที่แห่งนั้นอาจจะเป็นบ้านหลังใหม่ของมนุษยชาติ

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ “ซูเปอร์เอิร์ธ” หรือ K2-288Bb ดาวดวงใหม่ที่นาซ่าค้นพบ อยู่ห่างจากโลก 226 ปีแสง (ประมาณ 245,978,992,287,106 กิโลเมตร) ที่คาดว่าน่าจะมีสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์แห่งนี้ เนื่องจากพบองค์ประกอบของหินและแก๊ส แบบที่พบในดาวเนปจูน ถือเป็นการค้นพบที่น่าตื่นตาตื่นใจอย่างมาก ทั้งเรื่องของวงโคจรและขนาดที่ไม่ธรรมดาของ  “ซูเปอร์เอิร์ธ” ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าดาวเคราะห์ดวงนี้อาจจะมีขนาดใหญ่เทียบเท่าครึ่งหนึ่งของดวงอาทิตย์ อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ยังต้องการให้สำรวจเพิ่มเติมก่อน จึงจะยืนยันการค้นพบดาวเคราะห์ “ซูเปอร์เอิร์ธ” อย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง

แต่การก้าวไปสู่โลกใบใหม่นี้ ในชีวิตจริง มีความเป็นไปได้เพียง 0.00001% ถึงแม้ความเป็นไปได้จะมีเพียงน้อยนิด แต่ก็คุ้มค่ามากพอที่จะพยายาม จากเรื่องราวดังกล่าวทำให้อดไม่ได้ที่จะนึกถึงภาพยนตร์วิทยาศาสตร์ไซไฟ เรื่อง Contact ปี ค.ศ.1997 โดยโจดี ฟอสเตอร์ ผู้รับบท ดร. แอโร่เวย์ ที่พยายามติดต่อกับสัญญาณวิทยุจากดาวเคราะห์นอกโลก และได้รับสัญญาณวิทยุลึกลับกลับมา ซึ่งส่งพิมพ์เขียวยานอวกาศสำหรับเดินทางข้ามดวงดาวมาให้

ทำให้นึกถึงคำพูดของ ดร.แอโร่เวย์ ที่ว่า “The universe is a pretty big place. it’s bigger than anything anyone has ever dreamed of before. so if it’s just us seems like an awful waste of space right?” จักรวาลนี้ช่างกว้างใหญ่ ใหญ่กว่าที่มนุษย์จะจินตนาการได้ หากจักวาลนี้มีเพียงมนุษย์ มันคงน่าเสียดาย

แล้วคุณหล่ะคิดว่าจักรวาลอันกว้างใหญ่นี้มีสิ่งมีชีวิตอื่นนอกจากมนุษย์หรือไม่…ความหวังที่มนุษยชาติจะสามารถตั้งรกรากบนดาวดวงอื่นเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน? และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


เกาหลีใต้ออกกฎเหล็ก-ห้ามใช้-ถุงพลาสติก-หากฝ่าฝืนเจอปรับอ่วม_web.jpg

เกาหลีใต้ออกกฎหมายห้ามใช้ถุงพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง ตามห้างสรรพสินค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ต และร้านค้าทั่วประเทศ เพื่อลดปริมาณขยะพลาสติกและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หากฝ่าฝืนจะถูกปรับเป็นเงินปรับ 3 ล้านวอน

เชื่อว่าหลายประเทศต่างพยายามรณรงค์ในเรื่องของการลดปัญหาภาวะโลกร้อนด้วยวิธีต่าง ๆ หนึ่งในวิธีที่หลายประเทศพยายามรณรงค์กันคงหนีไม่พ้นเรื่องของการลดปริมาณการใช้ถุงพลาสติกนั่นเอง หลายประเทศพยายามรณรงค์เรื่องดังกล่าว แต่ในบางประเทศกเอาจริงกับเรื่องนีถึงขั้นออกเป็นกฎหมายเลยก็ว่าได้ อย่างก่อนหน้านี้ที่ประเทศนิวซีแลนด์ก็มีการประกาศยกเลิกการใช้ถุงพลาสติก ซึ่งหากพบว่าร้านค้าใดมีการฝ่าฝืนกฎดังกล่าว จะถูกปรับเป็นเงิน 100,000 ดอลลาร์นิวซีแลนด์เลยทีเดียว ล่าสุด เกาหลีใต้เป็นอีกหนึ่งประเทศที่เดินหน้าออกกฎระเบียบในเรื่องดังกล่าวแล้ว

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวจากสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น รายงานว่า ประเทศเกาหลีใต้ออกกฎหมายลดการใช้ถุงพลาสติก ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 ที่ผ่านมา โดยได้มีการบังคับห้างสรพสินค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ต และร้านค้าทั่วประเทศ ห้ามนำถุงพลาสติกประเภทถุงพลาสติกใช้แล้วทิ้งมาใช้หรือให้บริการกับลูกค้าโดยเด็ดขาด ยกเว้น จะใช้สำหรับบรรจุผลิตภัณฑ์ประเภทเนื้อปลาและสัตว์ หากพบว่ามีการฝ่าฝืน จะถูกลงโทษโดยการปรับเป็นเงินสูงถึง 3 ล้านวอน (ประมาณ 8.6 หมื่นบาทไทย)

โดยหลังจากที่มีการประกาศใช้กฎหมายดังกล่าวแล้ว ซุปเปอร์มาร์เก็ตในเกาหลีใต้ก็เตรียมเสนอแนวทางเลือกใหม่ โดยนำถุงผ้าหรือถุงกระดาษที่สามารถรีไซเคิลได้มาให้บริการแก่ลูกค้าแทน

รัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อมเกาหลีใต้ กล่าวว่า สำหรับกฎหมายดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและบริหารจัดการเรื่องขยะรีไซเคิล และเดินหน้าลดการใช้ถุงพลาสติกและพลาสติกชนิดใช้แล้วทิ้งประเภทอื่น ๆ รวมถึงหลอดพลาสติกอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้มีหลายประเทศที่ออกกฎหมายห้ามใช้ถุงพลาสติกหรือให้เก็บภาษีถุงพลาสติกไปแล้ว ได้แก่ ออสเตรเลีย อังกฤษ ฝรั่งเศส จีน นิวซีแลนด์ เนเธอร์แลนด์ และ เกาหลีใต้ และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


จีนเตรียมปฏิวัติห้องน้ำเพิ่มกว่า-20000-จุด-ในปี-2019_web.jpg

ในปี 2019 ประเทศจีนเตรียมเดินหน้าสร้างและรีโนเวตห้องน้ำจำนวน 21,000 จุด ตามสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ใช้ห้องน้ำที่สะอาดและทันสมัย ลบภาพสมัยก่อนที่หลายคนจดจำประเทศจีนว่ามีห้องน้ำที่สกปรก

หลายคนคงจะเคยได้ยินกันว่า ประเทศจีนนั้นขึ้นชื่อเรื่องของห้องน้ำที่มีความสกปรกมาก มาตั้งแต่สมัยในอดีต ถึงแม้จะขึ้นชื่อเรื่องห้องน้ำมากแค่ไหน แต่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็ยังเดินทางไปเที่ยวประเทศจีนกันอย่างต่อเนื่อง แต่เร็ว ๆ นี้ ปัญหาเรื่องของห้องน้ำที่ประเทศจีนที่หลาย ๆ คนพูดถึงนั้นกำลังจะหมดไป เพราะล่าสุด ที่ประเทศจีนเตรียมสร้างห้องน้ำเพิ่มเติมทั่วประเทศแล้ว

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวจากสำนักข่าวซินหัวของประเทศจีน รายงานว่า กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของจีนระบุว่า ในปี 2019 ประเทศจีนเตรียมสร้างและรีโนเวตห้องน้ำจำนวน 21,000 จุด ตามสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการปฏิวัติห้องน้ำ ที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2015 เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ใช้ห้องน้ำที่สะอาดและทันสมัย โดยในปีนี้จีนได้สร้างและปรับปรุงห้องน้ำสำหรับนักท่องเที่ยวไปแล้วราว 24,000 จุดทั่วประเทศ ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงห้องน้ำ 15,000 แห่งในพื้นที่ทุรกันดารทางตอนกลางและฝั่งตะวันตกของจีน

ทั้งนี้ โครงการสร้างห้องน้ำดังกล่าวมีการนำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ในห้องน้ำ เพื่อพัฒนามาตรฐานด้านสาธารณสุข ลดพลังงาน ลดการใช้น้ำ และทำให้ห้องน้ำเข้าถึงง่ายขึ้น อย่างเช่น แอปพลิเคชันค้นหาห้องน้ำใกล้เคียงในสถานที่ท่องเที่ยวของจีน เป็นต้น โดยประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน เคยกล่าวไว้ว่า ต้องการกระตุ้นการปฏิวัติห้องน้ำในพื้นที่ชนบท เพื่อแก้ไขปัญหาที่เป็นภัยคุกคามชื่อเสียงของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวประเทศจีน พร้อมย้ำว่าห้องน้ำมีความสำคัญต่อการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน

อย่างไรก็ตาม จีนตั้งเป้าเอาไว้ว่า ในอีก 3 ปีต่อจากนี้ จะมีการสร้างและปรับปรุงห้องน้ำอีก 64,000 แห่ง ระหว่างปี 2018-2020 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศให้ยั่งยืนและน่าเดินทางมาเที่ยวมากขึ้น และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ : เนื้อหาและภาพจาก China Xinhua News


อินสตาแกรม-ผุดฟีเจอร์ใหม่-ส่งข้อความเสียงทาง-Direct-Message_web.jpg

“อินสตาแกรม” เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ ส่งข้อความเสียงโดยสามารถบันทึกเสียงตัวเองส่งทาง Direct Message ได้แล้ว ทั้งในระบบ iOS และ Android

เมื่อสังคมออนไลน์เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก , ทวิตเตอร์ , อินตาแกรม ฯลฯ ก็ต่างงัดฟีเจอร์เด็ด ๆ เพิ่มลูกเล่นให้กับแอปพลิเคชั่นนั้น ๆ เพื่อเอาใจผู้ใช้งานในยุค 4.0 ล่าสุด “อินสตาแกรม” ก็เพิ่งเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ ด้วยการส่งข้อความเสียงผ่าน Direct Message ได้แล้ว

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวที่เมื่อเร็ว ๆ นี้ “อินสตาแกรม” เครือข่ายสังคมยอดฮิต ได้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ walkie-talkie ในการส่งข้อความเสียงทาง Direct Message สามารถส่งได้ทั้งแบบตัวต่อตัวหรือแบบกลุ่ม ทั้งนี้ ผู้ใช้ทุกคนจะต้องอัพเดตแอปพลิเคชันอินสตาแกรมให้เป็นเวอร์ชันใหม่ก่อน จึงจะสามารถใช้งานฟีเจอร์ดังกล่าวได้

 

วิธีใช้งานก็ไม่ยาก เพียงแค่ใช้นิ้วแตะไปที่ปุ่ม Direct Message จากนั้นเลือกเพื่อนผู้ใช้งาน แล้วแตะที่ปุ่มรูปไมโครโฟนค้างไว้เพื่อบันทึกเสียง ซึ่งสามารถบันทึกได้นานสุด 1 นาที เมื่อปล่อยมือออกมาจะเป็นการส่งไฟล์เสียงดังกล่าวไปยังคู่สนทนาทันที หรือหากต้องการลบเสียงที่บันทึกไว้โดยไม่ต้องการส่ง ก็กดไปที่รูปถังขยะ อย่างไรก็ตาม สามารถใช้งานได้แล้ววันนี้ทั้งในระบบ iOS และ Android

ทั้งนี้ ฟีเจอร์ดังกล่าวของอินสตาแกรมถือเป็นอีกหนึ่งลูกเล่นที่ทำให้การใช้งาน Instagram Direct สะดวกและมีสีสันมากขึ้น ซึ่งตลอดปี 2018 อินสตาแกรมได้เพิ่มฟีเจอร์มาให้ผู้ใช้ได้เล่นกัน ไม่ว่าจะเป็น ฟีเจอร์วิดีโอแชตที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และเมื่อเดือนที่แล้ว (พฤศจิกายน 2018) ได้มีการเปิดตัวฟีเจอร์แชร์สตอรีเฉพาะเพื่อนสนิทเท่านั้น

การเพิ่มฟีเจอร์ของอินสตาแกรมนั้นในอนาคต อินสตาแกรมจะมีฟีเจอร์อะไรเด็ด ๆ มาให้ผู้ใช้ได้ใช้งานบ้าง และฟีเจอร์ที่ผุดขึ้นมาใหม่นั้นจะสามารถรักษาเสน่ห์ของอินสตาแกรม ในฐานะแอปพลิเคชั่นแชร์รูปภาพไว้ได้หรือไม่ ที่สำคัญจะแย่งชิงผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียอื่น ๆ อย่าง เฟซบุ๊ก , ทวิตเตอร์ หรือไม่ คงต้องดูกันต่อไปว่าเฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ รวมไปถึงโซเชียลมีเดียอื่น ๆ จะงัดฟีเจอร์อะไรเด็ด ๆ มาอีกหรือไม่ และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ ภาพประกอบจาก ทวิตเตอร์ @instagram


จีนเตรียมเปิด-รถไฟความเร็วสูง-พร้อมกัน-10-สายภายในสิ้นปีนี้_web.jpg

จีนเตรียมเปิดรถไฟความเร็วสูง จำนวน 10 สายพร้อมกัน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการรองรับผู้โดยสารของรถไฟความเร็วสูงจีน โดยเตรียมจะเปิดให้บริการภายในสิ้นปี 2561

หลายประเทศในขณะนี้ให้ความสำคัญในเรื่องของการคมนาคมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการแก้ปัญหาการจราจรติดขัด ไม่เพียงแค่ในประเทศไทยเท่านั้นที่มีการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้าง อย่างที่ประเทศจีนก็เตรียมเปิดรถไฟความเร็วสูงเพื่อรองรับจำนวนผู้โดยสารจำนวนมากด้วยเช่นกัน

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวจากสำนักข่าว China Xinhua News ของจีน รายงานว่า การรถไฟของประเทศจีนเตรียมเปิดรถไฟความเร็วสูง จำนวน 10 สายพร้อมกัน ซึ่งมีระยะทางรวมทั้งหมด 2,500 กิโลเมตร โดยเตรียมจะเปิดให้บริการภายในสิ้นปี 2561 ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการรองรับผู้โดยสารของรถไฟความเร็วสูงจีน

สำหรับเส้นทางใหม่ที่การรถไฟจีนจะเปิดเส้นทางจำนวน 10 สายใหม่นั้น ประกอบด้วย (1.) 1. สายปักกิ่ง-ฮาร์บิน ช่วงเฉิงเต๋อ-เสิ่นหยาง , (2.) สายฮาร์บิน-มู่ตานเจียง , (3.) สายชิงเต่า-เหยียนเฉิง , (4.) สายหนานผิง-หลงเหยียน , (5.) สายถงเหริน-อวี้ผิง , (6.) สายซินหมิน-ทงเหลียว , (7.) สายจี่หนาน-ชิงเต่า , (8.) สายหังโจว-หนานชาง ช่วงหังโจว-หวงซาน , (9.) สายหวยฮว่า-เหิงหยาง และ (10.) สายเฉิงตู-ย่าอัน โดยการรถไฟจีนจะเปิดตัวแผนผังเส้นทางเดินรถใหม่ในวันที่ 5 มกราคม 2019

สำหรับการเปิดรถไฟความเร็วสูงในครั้งนี้ ส่งผลทำให้มีเมืองกว่า 10 เมืองมีรถไฟความเร็วสูงเข้าถึงเป็นครั้งแรก อาทิ เมืองฟู่ซินและเฉาหยางในมณฑลเหลียวหนิง , เมืองเฉิงเต๋อในมณฑลเหอเป่ย , เมืองทงเหลียวในเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน , เมืองมู่ตานเจียงในมณฑลเฮยหลงเจียง , เมืองรื่อจ้าวในมณฑลซานตง , เมืองเหลียนหยุนกั่งและเมืองเหยียนเฉิงในมณฑลเจียงซู , เมืองย่าอันในมณฑลเสฉวน และเมืองลี่เจียงในมณฑลยูนนาน เป็นต้น

นอกจากนี้ การรถไฟจีนยังได้จัดเตรียมขบวนรถโดยสารใหม่ออกวิ่งพร้อมกัน 553 ตู้โดยสาร บน 10 เส้นทางใหม่ ซึ่งจะยกระดับให้ศักยภาพในการขนส่งของรถไฟความเร็วสูงจีนเพิ่มขึ้นถึง 9% ในคราวเดียว อย่างไรก็ตาม ประชาชนในฐานะผู้โดยสารจะได้ประโยชน์ในการย่นระยะเวลาเดินทาง เช่น เส้นทางปักกิ่ง-มู่ตานเจียง สามารถร่นระยะเวลาเดินทางได้ถึง 7 ชั่วโมง และเส้นทางจากฮาร์บิน-มู่ตานเจียงก็ร่นระยะเวลาเดินทางลงได้ 3 ชั่วโมงเลยทีเดียว และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ เนื้อหาและภาพจาก สำนักข่าว China Xinhua News


เผยโฉม-หุ่นยนต์บาริสต้า-ตัวช่วยในการชงกาแฟ_web.jpg

ซานฟรานซิสโกคิดค้น “หุ่นยนต์บาริสต้า” หุ่นยนต์ช่วยชงกาแฟ สามารถชงกาแฟได้หลายแก้วในเวลาเดียวกัน และไฮไลท์ของเจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้คือ เป็นหุ่นยนต์เพียงตัวเดียวที่สามารถชงเอสเพรสโซและคาปูชิโน่ได้

ต้องบอกเลยว่านวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เริ่มเข้ามามีบทบาทในโลกนี้เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ที่คอยช่วยอำนวยความสะดวกให้กับมนุษย์ อาทิ หุ่นยนต์เสิร์ฟของ เป็นต้น การมีนวัตกรรมใหม่ ๆ มาช่วยอำนวยความสะดวกแก่มนุษย์ก็ถือเป็นข้อดีที่เทคโนโลยีมีส่วนหนึ่งในการช่วยแบ่งเบาภาระของมนุษย์ให้เบาแรงขึ้น

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวที่ซานฟรานซิสโกได้มีการคิดค้นหุ่นยนต์โรบิน หุ่นยนต์ช่วยชงกาแฟ ที่ไม่ได้เป็นเพียงตู้หยอดเหรียญซื้อกาแฟเท่านั้น เพราะหุ่นยนต์โรบินนี้เป็นหุ่นยนต์ที่มีทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ สามารถชงกาแฟได้หลายแก้วในเวลาเดียวกัน และที่สำคัญคือสามารถชงกาแฟรสชาติต่าง ๆ โดยเฉพาะเอสเพรสโซและคาปูชิโน่ที่ชงโดยหุ่นยนต์ ซึ่งมีเพียงหุ่นยนต์โรบินเท่านั้นที่สามารถทำได้ และต้องบอกเลยว่าอร่อยเหมือนกับพนักงานชงด้วยตนเอง นอกจากนี้หุ่นยนต์โรบินยังถูกเพิ่มฟังก์ชั่นให้สามารถโบกมือทักทายลูกค้า ยื่นกาแฟให้ลูกค้า และเต้นเพื่อดึงดูดลูกค้าและประชาชนที่สัญจรผ่านไปมาอีกด้วย

หุ่นยนต์โรบินตั้งอยู่ภายในร้านคาเฟ่ เอ็กซ์ ภายใต้สโลกแกน “Come for the Robot, Stay for the Coffee” โดย Cynthia Yeung หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของร้านกาแฟนคาเฟ่ เอ็กซ์ เปิดเผยว่า หุ่นยนต์โรบินเปรียบเสมือนตู้จำหน่ายกาแฟ แต่จุดเด่นคือ ที่นี่จะเลือกใช้เมล็ดกาแฟที่มีคุณภาพเดียวกัน ใส่นมหรือน้ำในปริมาณเท่ากัน และใช้อุณหภูมิคงเดิม และรสชาติเหมือนเดิม สามารถชงกาแฟได้หลายแก้วในเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ หุ่นยนต์โรบินยังมีอุปกรณ์ส่งสัญญาณแจ้งเตือน เมื่อแก้วกาแฟหรือวัตถุดิบในการชงกาแฟใกล้จะหมดอีกด้วย

Cynthia Yeung กล่าวเพิ่มเติมว่า การเปิดตัวของหุ่นยนต์โรบินถือเป็นการทำงานร่วมกันของมนุษย์และหุ่นยนต์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของกาแฟที่มีอยู่แล้ว และถึงแม้ว่าทางร้านจะมีการใช้หุ่นยนต์ชงกาแฟ แต่พนักงานของทางร้านก็จะยังคงดูแลภาพรวมของการทำงานของหุ่นยนต์ตัวนี้อยู่ไม่ห่าง ทั้งนี้ เพื่อคอยสอดส่องดูแลกรณีที่เกิดปัญหาขึ้น

ซึ่งภายหลังจากหุ่นยนต์โรบินถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการจัดจำหน่ายกาแฟที่ร้านคาเฟ่ เอ็กซ์แล้วนั้น ก็ทำให้ได้รับความสนใจจากลูกค้าผู้มาใช้บริการอย่างมาก ส่วนใหญ่ แสดงให้เห็นเลยว่าหุ่นยนต์กับมนุษย์สามารถทำงานร่วมกันได้ในร้านกาแฟ โดยไม่มีความกังวลว่า หุ่นยนต์จะเข้ามาแย่งงานมนุษย์แต่อย่างใด และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก เว็บไซต์วีโอเอไทย