Gensetter

จีนเตรียมปฏิวัติห้องน้ำเพิ่มกว่า-20000-จุด-ในปี-2019_web.jpg

ในปี 2019 ประเทศจีนเตรียมเดินหน้าสร้างและรีโนเวตห้องน้ำจำนวน 21,000 จุด ตามสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ใช้ห้องน้ำที่สะอาดและทันสมัย ลบภาพสมัยก่อนที่หลายคนจดจำประเทศจีนว่ามีห้องน้ำที่สกปรก

หลายคนคงจะเคยได้ยินกันว่า ประเทศจีนนั้นขึ้นชื่อเรื่องของห้องน้ำที่มีความสกปรกมาก มาตั้งแต่สมัยในอดีต ถึงแม้จะขึ้นชื่อเรื่องห้องน้ำมากแค่ไหน แต่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็ยังเดินทางไปเที่ยวประเทศจีนกันอย่างต่อเนื่อง แต่เร็ว ๆ นี้ ปัญหาเรื่องของห้องน้ำที่ประเทศจีนที่หลาย ๆ คนพูดถึงนั้นกำลังจะหมดไป เพราะล่าสุด ที่ประเทศจีนเตรียมสร้างห้องน้ำเพิ่มเติมทั่วประเทศแล้ว

โดยสำนักข่าวซินหัวของประเทศจีน รายงานว่า กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของจีนระบุว่า ในปี 2019 ประเทศจีนเตรียมสร้างและรีโนเวตห้องน้ำจำนวน 21,000 จุด ตามสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการปฏิวัติห้องน้ำ ที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2015 เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ใช้ห้องน้ำที่สะอาดและทันสมัย โดยในปีนี้จีนได้สร้างและปรับปรุงห้องน้ำสำหรับนักท่องเที่ยวไปแล้วราว 24,000 จุดทั่วประเทศ ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงห้องน้ำ 15,000 แห่งในพื้นที่ทุรกันดารทางตอนกลางและฝั่งตะวันตกของจีน

ทั้งนี้ โครงการสร้างห้องน้ำดังกล่าวมีการนำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ในห้องน้ำ เพื่อพัฒนามาตรฐานด้านสาธารณสุข ลดพลังงาน ลดการใช้น้ำ และทำให้ห้องน้ำเข้าถึงง่ายขึ้น อย่างเช่น แอปพลิเคชันค้นหาห้องน้ำใกล้เคียงในสถานที่ท่องเที่ยวของจีน เป็นต้น โดยประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน เคยกล่าวไว้ว่า ต้องการกระตุ้นการปฏิวัติห้องน้ำในพื้นที่ชนบท เพื่อแก้ไขปัญหาที่เป็นภัยคุกคามชื่อเสียงของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวประเทศจีน พร้อมย้ำว่าห้องน้ำมีความสำคัญต่อการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน

อย่างไรก็ตาม จีนตั้งเป้าเอาไว้ว่า ในอีก 3 ปีต่อจากนี้ จะมีการสร้างและปรับปรุงห้องน้ำอีก 64,000 แห่ง ระหว่างปี 2018-2020 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศให้ยั่งยืนและน่าเดินทางมาเที่ยวมากขึ้น

 

ขอขอบคุณ : เนื้อหาและภาพจาก China Xinhua News


อินสตาแกรม-ผุดฟีเจอร์ใหม่-ส่งข้อความเสียงทาง-Direct-Message_web.jpg

“อินสตาแกรม” เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ ส่งข้อความเสียงโดยสามารถบันทึกเสียงตัวเองส่งทาง Direct Message ได้แล้ว ทั้งในระบบ iOS และ Android

เมื่อสังคมออนไลน์เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก , ทวิตเตอร์ , อินตาแกรม ฯลฯ ก็ต่างงัดฟีเจอร์เด็ด ๆ เพิ่มลูกเล่นให้กับแอปพลิเคชั่นนั้น ๆ เพื่อเอาใจผู้ใช้งานในยุค 4.0 ล่าสุด “อินสตาแกรม” ก็เพิ่งเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ ด้วยการส่งข้อความเสียงผ่าน Direct Message ได้แล้ว

เมื่อเร็ว ๆ นี้ “อินสตาแกรม” เครือข่ายสังคมยอดฮิต ได้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ walkie-talkie ในการส่งข้อความเสียงทาง Direct Message สามารถส่งได้ทั้งแบบตัวต่อตัวหรือแบบกลุ่ม ทั้งนี้ ผู้ใช้ทุกคนจะต้องอัพเดตแอปพลิเคชันอินสตาแกรมให้เป็นเวอร์ชันใหม่ก่อน จึงจะสามารถใช้งานฟีเจอร์ดังกล่าวได้

 

วิธีใช้งานก็ไม่ยาก เพียงแค่ใช้นิ้วแตะไปที่ปุ่ม Direct Message จากนั้นเลือกเพื่อนผู้ใช้งาน แล้วแตะที่ปุ่มรูปไมโครโฟนค้างไว้เพื่อบันทึกเสียง ซึ่งสามารถบันทึกได้นานสุด 1 นาที เมื่อปล่อยมือออกมาจะเป็นการส่งไฟล์เสียงดังกล่าวไปยังคู่สนทนาทันที หรือหากต้องการลบเสียงที่บันทึกไว้โดยไม่ต้องการส่ง ก็กดไปที่รูปถังขยะ อย่างไรก็ตาม สามารถใช้งานได้แล้ววันนี้ทั้งในระบบ iOS และ Android

ทั้งนี้ ฟีเจอร์ดังกล่าวของอินสตาแกรมถือเป็นอีกหนึ่งลูกเล่นที่ทำให้การใช้งาน Instagram Direct สะดวกและมีสีสันมากขึ้น ซึ่งตลอดปี 2018 อินสตาแกรมได้เพิ่มฟีเจอร์มาให้ผู้ใช้ได้เล่นกัน ไม่ว่าจะเป็น ฟีเจอร์วิดีโอแชตที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และเมื่อเดือนที่แล้ว (พฤศจิกายน 2018) ได้มีการเปิดตัวฟีเจอร์แชร์สตอรีเฉพาะเพื่อนสนิทเท่านั้น

การเพิ่มฟีเจอร์ของอินสตาแกรมนั้นในอนาคต อินสตาแกรมจะมีฟีเจอร์อะไรเด็ด ๆ มาให้ผู้ใช้ได้ใช้งานบ้าง และฟีเจอร์ที่ผุดขึ้นมาใหม่นั้นจะสามารถรักษาเสน่ห์ของอินสตาแกรม ในฐานะแอปพลิเคชั่นแชร์รูปภาพไว้ได้หรือไม่ ที่สำคัญจะแย่งชิงผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียอื่น ๆ อย่าง เฟซบุ๊ก , ทวิตเตอร์ หรือไม่ คงต้องดูกันต่อไปว่าเฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ รวมไปถึงโซเชียลมีเดียอื่น ๆ จะงัดฟีเจอร์อะไรเด็ด ๆ มาอีกหรือไม่

 

ขอขอบคุณ ภาพประกอบจาก ทวิตเตอร์ @instagram


จีนเตรียมเปิด-รถไฟความเร็วสูง-พร้อมกัน-10-สายภายในสิ้นปีนี้_web.jpg

จีนเตรียมเปิดรถไฟความเร็วสูง จำนวน 10 สายพร้อมกัน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการรองรับผู้โดยสารของรถไฟความเร็วสูงจีน โดยเตรียมจะเปิดให้บริการภายในสิ้นปี 2561

หลายประเทศในขณะนี้ให้ความสำคัญในเรื่องของการคมนาคมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการแก้ปัญหาการจราจรติดขัด ไม่เพียงแค่ในประเทศไทยเท่านั้นที่มีการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้าง อย่างที่ประเทศจีนก็เตรียมเปิดรถไฟความเร็วสูงเพื่อรองรับจำนวนผู้โดยสารจำนวนมากด้วยเช่นกัน

โดยสำนักข่าว China Xinhua News ของจีน รายงานว่า การรถไฟของประเทศจีนเตรียมเปิดรถไฟความเร็วสูง จำนวน 10 สายพร้อมกัน ซึ่งมีระยะทางรวมทั้งหมด 2,500 กิโลเมตร โดยเตรียมจะเปิดให้บริการภายในสิ้นปี 2561 ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการรองรับผู้โดยสารของรถไฟความเร็วสูงจีน

สำหรับเส้นทางใหม่ที่การรถไฟจีนจะเปิดเส้นทางจำนวน 10 สายใหม่นั้น ประกอบด้วย (1.) 1. สายปักกิ่ง-ฮาร์บิน ช่วงเฉิงเต๋อ-เสิ่นหยาง , (2.) สายฮาร์บิน-มู่ตานเจียง , (3.) สายชิงเต่า-เหยียนเฉิง , (4.) สายหนานผิง-หลงเหยียน , (5.) สายถงเหริน-อวี้ผิง , (6.) สายซินหมิน-ทงเหลียว , (7.) สายจี่หนาน-ชิงเต่า , (8.) สายหังโจว-หนานชาง ช่วงหังโจว-หวงซาน , (9.) สายหวยฮว่า-เหิงหยาง และ (10.) สายเฉิงตู-ย่าอัน โดยการรถไฟจีนจะเปิดตัวแผนผังเส้นทางเดินรถใหม่ในวันที่ 5 มกราคม 2019

สำหรับการเปิดรถไฟความเร็วสูงในครั้งนี้ ส่งผลทำให้มีเมืองกว่า 10 เมืองมีรถไฟความเร็วสูงเข้าถึงเป็นครั้งแรก อาทิ เมืองฟู่ซินและเฉาหยางในมณฑลเหลียวหนิง , เมืองเฉิงเต๋อในมณฑลเหอเป่ย , เมืองทงเหลียวในเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน , เมืองมู่ตานเจียงในมณฑลเฮยหลงเจียง , เมืองรื่อจ้าวในมณฑลซานตง , เมืองเหลียนหยุนกั่งและเมืองเหยียนเฉิงในมณฑลเจียงซู , เมืองย่าอันในมณฑลเสฉวน และเมืองลี่เจียงในมณฑลยูนนาน เป็นต้น

นอกจากนี้ การรถไฟจีนยังได้จัดเตรียมขบวนรถโดยสารใหม่ออกวิ่งพร้อมกัน 553 ตู้โดยสาร บน 10 เส้นทางใหม่ ซึ่งจะยกระดับให้ศักยภาพในการขนส่งของรถไฟความเร็วสูงจีนเพิ่มขึ้นถึง 9% ในคราวเดียว อย่างไรก็ตาม ประชาชนในฐานะผู้โดยสารจะได้ประโยชน์ในการย่นระยะเวลาเดินทาง เช่น เส้นทางปักกิ่ง-มู่ตานเจียง สามารถร่นระยะเวลาเดินทางได้ถึง 7 ชั่วโมง และเส้นทางจากฮาร์บิน-มู่ตานเจียงก็ร่นระยะเวลาเดินทางลงได้ 3 ชั่วโมงเลยทีเดียว

 

ขอขอบคุณ เนื้อหาและภาพจาก สำนักข่าว China Xinhua News


เผยโฉม-หุ่นยนต์บาริสต้า-ตัวช่วยในการชงกาแฟ_web.jpg

ซานฟรานซิสโกคิดค้น “หุ่นยนต์บาริสต้า” หุ่นยนต์ช่วยชงกาแฟ สามารถชงกาแฟได้หลายแก้วในเวลาเดียวกัน และไฮไลท์ของเจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้คือ เป็นหุ่นยนต์เพียงตัวเดียวที่สามารถชงเอสเพรสโซและคาปูชิโน่ได้

ต้องบอกเลยว่านวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เริ่มเข้ามามีบทบาทในโลกนี้เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ที่คอยช่วยอำนวยความสะดวกให้กับมนุษย์ อาทิ หุ่นยนต์เสิร์ฟของ เป็นต้น การมีนวัตกรรมใหม่ ๆ มาช่วยอำนวยความสะดวกแก่มนุษย์ก็ถือเป็นข้อดีที่เทคโนโลยีมีส่วนหนึ่งในการช่วยแบ่งเบาภาระของมนุษย์ให้เบาแรงขึ้น

ล่าสุด ที่ซานฟรานซิสโกได้มีการคิดค้นหุ่นยนต์โรบิน หุ่นยนต์ช่วยชงกาแฟ ที่ไม่ได้เป็นเพียงตู้หยอดเหรียญซื้อกาแฟเท่านั้น เพราะหุ่นยนต์โรบินนี้เป็นหุ่นยนต์ที่มีทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ สามารถชงกาแฟได้หลายแก้วในเวลาเดียวกัน และที่สำคัญคือสามารถชงกาแฟรสชาติต่าง ๆ โดยเฉพาะเอสเพรสโซและคาปูชิโน่ที่ชงโดยหุ่นยนต์ ซึ่งมีเพียงหุ่นยนต์โรบินเท่านั้นที่สามารถทำได้ และต้องบอกเลยว่าอร่อยเหมือนกับพนักงานชงด้วยตนเอง นอกจากนี้หุ่นยนต์โรบินยังถูกเพิ่มฟังก์ชั่นให้สามารถโบกมือทักทายลูกค้า ยื่นกาแฟให้ลูกค้า และเต้นเพื่อดึงดูดลูกค้าและประชาชนที่สัญจรผ่านไปมาอีกด้วย

หุ่นยนต์โรบินตั้งอยู่ภายในร้านคาเฟ่ เอ็กซ์ ภายใต้สโลกแกน “Come for the Robot, Stay for the Coffee” โดย Cynthia Yeung หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของร้านกาแฟนคาเฟ่ เอ็กซ์ เปิดเผยว่า หุ่นยนต์โรบินเปรียบเสมือนตู้จำหน่ายกาแฟ แต่จุดเด่นคือ ที่นี่จะเลือกใช้เมล็ดกาแฟที่มีคุณภาพเดียวกัน ใส่นมหรือน้ำในปริมาณเท่ากัน และใช้อุณหภูมิคงเดิม และรสชาติเหมือนเดิม สามารถชงกาแฟได้หลายแก้วในเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ หุ่นยนต์โรบินยังมีอุปกรณ์ส่งสัญญาณแจ้งเตือน เมื่อแก้วกาแฟหรือวัตถุดิบในการชงกาแฟใกล้จะหมดอีกด้วย

Cynthia Yeung กล่าวเพิ่มเติมว่า การเปิดตัวของหุ่นยนต์โรบินถือเป็นการทำงานร่วมกันของมนุษย์และหุ่นยนต์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของกาแฟที่มีอยู่แล้ว และถึงแม้ว่าทางร้านจะมีการใช้หุ่นยนต์ชงกาแฟ แต่พนักงานของทางร้านก็จะยังคงดูแลภาพรวมของการทำงานของหุ่นยนต์ตัวนี้อยู่ไม่ห่าง ทั้งนี้ เพื่อคอยสอดส่องดูแลกรณีที่เกิดปัญหาขึ้น

ซึ่งภายหลังจากหุ่นยนต์โรบินถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการจัดจำหน่ายกาแฟที่ร้านคาเฟ่ เอ็กซ์แล้วนั้น ก็ทำให้ได้รับความสนใจจากลูกค้าผู้มาใช้บริการอย่างมาก ส่วนใหญ่ แสดงให้เห็นเลยว่าหุ่นยนต์กับมนุษย์สามารถทำงานร่วมกันได้ในร้านกาแฟ โดยไม่มีความกังวลว่า หุ่นยนต์จะเข้ามาแย่งงานมนุษย์แต่อย่างใด

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก เว็บไซต์วีโอเอไทย


เปิดตัว-รถจักรยานยนต์แห่งอนาคต-พร้อมคุณสมบัติสุดล้ำ-ด้วยราคาเหยียบ-4-ล้าน_web.jpg

สตาร์ทอัพสัญชาติอังกฤษ-อิตาลี เปิดตัวรถจักรยานยนต์รุ่นแรกของบริษัท ชื่อว่า “เวคเตอร์ (Vactor)” ที่มาพร้อมกับคุณสมบัติหลายอย่าง ด้วยราคาเหยียบ 4 ล้านบาท

ปัจจุบัน นวัตกรรมต่าง ๆ ถูกคิดค้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีการต่อยอดนวัตกรรมที่มีอยู่แล้ว เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์บนโลกใบนี้ ทั้งการนำเอาเทคโนโลยีที่มีอยู่บนโลกมาปรับใช้ ทำให้เกิดผลงานชิ้นใหม่ ๆ ขึ้น เป็นที่ต้องการของมนุษย์เป็นจำนวนมาก อย่างรถจักรยานยนต์ก็ถือเป็นยานพาหนะอีกหนึ่งอย่างที่มีการพัฒนาอย่างเนื่อง ตอบสนองผู้ใช้รถใช้ถนนในการสัญจรไปมา

ล่าสุด รถจักรยานยนต์ก็การพัฒนาให้ล้ำสมัยมากขึ้น โดยสำนักข่าว VOA รายงานว่า บริษัท ARC สตาร์ทอัพสัญชาติอังกฤษ-อิตาลี เปิดตัวรถจักรยานยนต์รุ่นแรกของบริษัท ชื่อว่า “เวคเตอร์ (Vactor)” ที่มาพร้อมกับคุณสมบัติหลายอย่าง อาทิ การใช้พลังงานไฟฟ้าที่สามารถชาร์จไฟเต็มถังใน 45 นาที , ความปลอดภัยด้วยเทคโนโลยีระบบสัมผัส , ความเร็วที่สามารถขับได้เร็วสูงสุด 200 ไมล์ , ใช้พลังงานที่สะอาด เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ รถจักรยานยนต์เวคเตอร์ยังมีระบบ haptic sensor technology หรือ เทคโนโลยีระบบสัมผัสผ่านเสื้อแจ็คเก็ตอัจฉริยะ สามารถเตือนผู้ขับขี่ถึงอันตรายบนท้องถนนที่อาจเกิดขึ้นได้ และให้ความเห็นหรือคำแนะนำในการขับขี่ , หมวกกันน็อคอัจริยะที่เชื่อมโยงกัน ให้สามารถขับขี่ได้ 3 รูปแบบ นอกจากนี้ สามารถเปิดฟังเพลงและมีกล้องหลังที่สามารถฉายภาพผ่านกระจกหมวกกันน็อคที่สวมใส่ได้ด้วย

สำหรับราคารถจักรยานยนต์เวคเตอร์ บริษัท ARC ตั้งราคาไว้ที่ 117,000 ดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินไทยอยู่ที่ราว ๆ 3,800,000 บาท โดยตั้งเป้าผลิตรถจักรยานยนต์แห่งอนาคตให้ได้ 400 คันในปีแรกของการเปิดจำหน่ายเชิงพาณิชย์

เปิดตัว-รถจักรยานยนต์แห่งอนาคต-พร้อมคุณสมบัติสุดล้ำ-ด้วยราคาเหยียบ-4-ล้าน_web

 

ขอขอบคุณ เนื้อหาจาก เว็บไซต์วีโอเอไทย


ปาเลา-เตรียมเป็นประเทศแรกของโลก-ผ่านกฎหมายแบนครีมกันแดด_web.jpg

“ปาเลา” ผ่านกฎหมายแบนครีมกันแดดที่เป็นพิษต่อปะการัง เนื่องจากเป็นประเทศที่เป็นผู้นำในด้านการอนุรักษ์สัตว์น้ำ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2020 เป็นต้นไป ถือเป็นประเทศแรกในโลกที่จะแบนครีมกันแดดที่เป็นพิษต่อปะการัง

หลายประเทศมีการรณรงค์เรื่องของสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ อย่างเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา รัฐฮาวายของสหรัฐฯ ได้ออกประกาศแบนครีมกันแดดที่เป็นพิษต่อปะการัง โดยจะเริ่มบังคับใช้ในปี 2021 ล่าสุด ไม่เพียงแค่รัฐฮาวายเพียงเท่านั้น ที่ปาเลาก็ออกกฏหมายดังกล่าวแล้วเช่นเดียวกัน

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า รัฐบาลปาเลาผ่านกฎหมายแบนครีมกันแดดที่เป็นพิษต่อปะการัง สำหรับสารเคมีที่ทำให้ครีมกันแดดเป็นพิษต่อปะการังคือ อ๊อกซีเบนโซน ออคโตครีลีน และพาราเบน เป็นสารประกอบที่มีอยู่ในครีมกันแดดส่วนมาก เนื่องจากปาเลาเป็นประเทศที่เป็นผู้นำในด้านการอนุรักษ์สัตว์น้ำ เป็นประเทศแรกในโลกที่มีการจัดพื้นที่เขตสงวนสำหรับฉลามโดยเฉพาะในปี 2009 มีการห้ามการประมงเพื่อการพาณิชย์ในน่านน้ำของประเทศ และยังให้นักท่องเที่ยวลงสัญญาในหนังสือเดินทางว่าจะเคารพต่อสิ่งแวดล้อม

ซึ่งกฎดังกล่าวจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2020 เป็นต้นไป โดยผู้ที่นำเข้าหรือจำหน่ายสินค้าต้องห้ามจะถูกปรับเป็นเงิน 1,000 เหรียญสหรัฐฯ นอกจากนี้ยังมีการตรวจเข้มยึดครีมกันแดดจากนักท่องเที่ยวที่นำเข้ามาในประเทศอีกด้วย

สำหรับประเทศปาเลาตั้งอยู่ในทะเลแปซิปิกตะวันตก ระหว่างออสเตรเลียและญี่ปุ่น นับเป็นหนึ่งในประเทศที่มีสถานที่ดำน้ำดีที่สุดในโลก โฆษกรัฐบาลปาเลาเปิดเผยว่า ที่ผ่านมาได้มีการวิจัยทางวิทยาศาสตร์แสดงให้เห็นแล้วว่าสารเคมีในครีมกันแดดนั้นเป็นพิษกับปะการัง แม้จะในปริมาณน้อยก็ตาม และปาเลาต้อนรับนักท่องเที่ยวดำน้ำจำนวนมากทุกวัน ทำให้เกิดความกังวลว่าปริมาณสารเคมีสะสมจะทำให้เกิดความเสียหายกับปะการัง


ดวงอาทิตย์เทียม-ผลงานจากแดนมังกร-ผลิตความร้อนได้-100-ล้านองศาเซลเซียส_web.jpg

ประเทศจีนสร้าง “เตาปฏิกรณ์อีสต์ (EAST)” หรือดวงอาทิตย์เทียม สามารถสร้างความร้อนได้สูงถึง 100 ล้านองศาเซลเซียส ซึ่งร้อนกว่าดวงอาทิตย์จริงถึง 6 เท่า

ประเทศจีนถือเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อในเรื่องของนวัตกรรมทางเทคโนโลยี หลังจากพยายามพัฒนาจนสามารถไต่ระดับขึ้นเป็นประเทศที่มีนวัตกรรมอย่างน่าสนใจ จนสามารถขึ้นมาอยู่ 20 อันดับแรกของโลก ดัชนีนวัตกรรมโลก ที่จัดทำขึ้นโดยสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาขององค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็น จะเห็นว่าที่ผ่านมารัฐบาลจีนทุ่มงบประมาณการทำ R&D วิทยาศาสตร์เป็น 2-3 เท่าตัว จากช่วงแรกที่เน้นการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศจีนได้อัพเกรดตัวเองจากประเทศเกษตรกรรม มาเป็น “โรงงานโลก” อย่างเต็มตัว

ประเทศจีนยังคงเดินหน้าคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อนำมาใช้งานบนโลกใบนี้ โดยผลงานล่าสุด สถาบันฟิสิกส์ วิทยาลัยวิทยาศาสตร์ในนครเหอเฝ่ย ประเทศจีน ได้สร้าง “เตาปฏิกรณ์อีสต์ (EAST)” หรือดวงอาทิตย์เทียม ที่มีคุณสมบัติเด่น ๆ เลยคือ สามารถสร้างความร้อนได้สูงถึง 100 ล้านองศาเซลเซียส หรือมากกว่าความร้อนที่แกนกลางของดวงอาทิตย์ของจริง ซึ่งเผาไหม้ที่อุณหภูมิ 15 ล้านองศาเซลเซียส ร้อนกว่าดวงอาทิตย์จริงถึง 6 เท่า จากนิวเคลียร์ฟิวชั่น

 

 

 

 

 

 

 

ข้อมูลจากนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันฟิสิกส์ เปิดเผยว่า ดวงอาทิตย์เทียมมีลักษณะเป็นเตาปฏิกรณ์ฟิวชั่น มีขนาดความสูง 11 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 8 เมตร มีน้ำหนักกว่า 400 ตัน โดยสามารถทำให้อิเล็กตรอนมีอุณหภูมิสูงถึง 100 ล้านองศาเซลเซียส เป็นเวลานาน 10 วินาทีได้เป็นครั้งแรก ดวงอาทิตย์เทียมถูกออกแบบมาเพื่อทำซ้ำกระบวนการที่ดวงอาทิตย์สร้างพลังงานฟิวชั่นขึ้น จากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่น ซึ่งเป็นวิธีการที่ปลอดภัยสำหรับการผลิตพลังงานสะอาดจำนวนมหาศาล

ก่อนหน้านี้ สถาบันวิจัยในนครเฉิงตู ประเทศจีน ได้สร้าง “ดวงจันทร์เทียม” ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศโลก ซึ่งสามารถส่องแสงสว่างได้มากกว่าของจริง 8 เท่า สำหรับเป็นแสงส่องสว่างในยามค่ำคืน หวังจะช่วยลดการใช้พลังงานแทนการเปิดไฟริมถนน แต่นวัตกรรมดังกล่าวก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในเรื่องของผลกระทบทางธรรมชาติที่จะตามมาในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ผลงานดวงอาทิตย์เทียมถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งความก้าวของวิทยาการมนุษย์ที่พยายามคิดค้นเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองต่อการใช้ชีวิตบนโลกใบนี้ เพราะสุดท้ายประโยชน์ของมันอาจจะกลายเป็นแหล่งสร้างพลังงานบริสุทธิ์ที่ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์อีกด้วย

 

 

 

 

 

 

 

 

ขอขอบคุณภาพจาก : Xinhua


นาซ่า_web.jpg

องค์การนาซาเตรียมหาวิธีการส่งมนุษย์ไปเหยียบดาวอังคารภายในอีก 25 ปีข้างหน้า เล็งส่งยานสำรวจสภาพแวดล้อมและค้นหาสัญญาณสิ่งมีชีวิตในปี 2020

หลายคนมีความใฝ่ฝันว่าสักครั้งหนึ่งในชีวิตอยากจะไปเหยียบดาวอังคารสักครั้งหนึ่งก่อนตาย แต่คงได้แค่ฝันลม ๆ แล้ง ๆ เพราะในความเป็นจริงแล้ว การจะเดินทางไปดาวอังคารในชีวิตจริงเป็นได้ยาก ค่าใช้จ่ายสูง ล่าสุด ความฝันของใครหลาย ๆ คนกำลังจะเป็นความจริง เพราะเร็ว ๆ นี้ มนุษย์จะได้มีโอกาสไปเหยียบดาวอังคารแล้ว

โดยสำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า องค์การบริหารการบินและอวกาศของสหรัฐฯ หรือ NASA ประกาศว่า จะใช้เวลาราว 25 ปีในการเร่งหาวิธีเพื่อที่จะสามารถส่งมนุษย์ไปเหยียบดาวอังคารได้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เพราะอุปสรรคด้านเทคโนโลยีและด้านการแพทย์ อย่างรังสีจากอวกาศ อาจส่งผลเสียทำให้มนุษย์ตาบอด กระดูกเสื่อม หรือถึงเสียชีวิตได้ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์จะต้องเร่งหาทางออกให้กับอุปสรรคดังกล่าว

ทั้งนี้ เนื่องจากดาวอังคารอยู่ห่างจากโลก 225 ล้านกิโลเมตร นักบินอวกาศต้องใช้เวลาเดินทางถึง 9 เดือนเพื่อไปถึงดาวอังคาร และ 9 เดือนในภาวะไร้แรงโน้มถ่วงก็เป็นภาวะที่จะกระทบต่อสุขภาพของนักบิน ด้วยความกังวลว่าจะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกับหลอดเลือดที่จอตา ทำให้ตาเสื่อม และทำให้กระดูกอ่อนแอจนกลายเป็นโรคกระดูกพรุนในที่สุด

กระทั่งล่าสุด เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นาซ่าได้ส่งยานสำรวจชื่อ อินไซท์ (InSight) ออกเดินทางไปยังดาวอังคาร คาดว่าจะลงจอดบนพื้นผิวดาวอังคารได้วันที่ 26 พ.ย. นี้ โดยภารกิจหลักคือการสำรวจด้านวิวัฒนาการทางธรณีวิทยา นอกจากนี้ นาซายังมีแผนจะส่งหุ่นยนต์สำรวจที่ชื่อว่า Science Rover ไปดาวอังคารในปี 2020 เพื่อสำรวจสภาพแวดล้อม ค้นหาสัญญาณของสิ่งมีชีวิต ประเมินทรัพยากรธรรมชาติของดาว และประเมินภาวะอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับมนุษย์หากส่งไปเหยียบดาวอังคาร

ก่อนหน้านี้ มีงานวิจัยพบว่า บนดาวอังคารหลักฐานที่บ่งชี้ว่ามีทะเลสาบขนาดใหญ่อยู่ใต้ผืนน้ำแข็งบริเวณขั้วใต้เป็นครั้งแรก และยังขุดพบสารอินทรีย์ ซึ่งเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่มีความซับซ้อน จากใต้พื้นผิวดาวอังคาร บริเวณแอ่งขนาดใหญ่ที่เคยเป็นทะเลสาบมาก่อนอีกด้วย


จีนเผยโฉม-โดรนติดอาวุธ-หวังแข่งขันเทคโนโลยีสหรัฐฯ_web.jpg

ประเทศจีนเปิดตัว “โดรนติดอาวุธ” อากาศยานไร้คนขับรุ่นล่าสุดสู่ตลาดโลก ความยาวเท่าสนามเทนนิส และปีกที่สยายกว้างถึง 22 เมตร หวังแข่งขันกับเทคโนโลยีสงครามของสหรัฐฯ คาดขึ้นบินครั้งแรกปลายปีหน้า

สำนักข่าวเอพี รายงานว่า ที่ประเทศจีนได้มีการเปิดตัวยุโธปกรณ์สงครามหลายชนิดในงานแสดงเครื่องบินผาดโผนที่ใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรมอากาศยาน ที่เมืองจูไห่ของจีน ซึ่งอากาศยานไร้คนขับติดอาวุธ หรือโดรนที่ติดตั้งปืนไรเฟิล AK-47 ถือเป็นหนึ่งในสินค้าตัวสำคัญที่จีนหวังจะตีตลาดอาวุธสงครามที่สหรัฐฯ ครองอยู่ นอกจากโดรนแล้ว ก็ยังมีการแสดงเครื่องบินรบ ขีปนาวุธ และอุปกรณ์ทางทหารอื่นๆ อีกด้วย

สำหรับโดรนตัวใหม่ที่มีการเปิดตัวมีชื่อว่า CH-7 อากาศยานไร้คนขับสีเทา ความยาวเท่าสนามเทนนิส และปีกที่สยายกว้างถึง 22 เมตร สามารถบินได้เร็วถึง 800 กิโลเมตร/ชั่วโมง ที่ความสูง 13,000 เมตร โดยบริษัทวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอวกาศของจีนหรือ CASC ผู้ผลิตโดรนตัวใหม่นี้คาดว่า โดรนตัวใหม่นี้จะสามารถขึ้นบินครั้งแรกได้ปลายปีหน้า ปัจจุบัน CASC มีลูกค้าในราวๆ 10 ประเทศ แต่ทางบริษัทไม่ต้องการเปิดเผยรายชื่อลูกค้าเพราะถือเป็นเรื่องอ่อนไหว

ก่อนหน้านี้ ประเทศสหรัฐฯ เป็นผู้นำด้านการผลิตโดรนติดอาวุธ แต่สหรัฐฯ มีกฎระเบียบและข้อจำกัดมากมายในการส่งออก เนื่องจากความกังวลว่าจะถูกเลียนแบบเทคโนโลยีและนำมาใช้ต่อต้านประเทศตนเอง ซึ่งกฎระเบียบบางส่วนก็ได้ถูกยกเว้นให้พันธมิตรสหรัฐฯ เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา โดยประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ให้เหตุผลว่า เพื่อแข่งขันกับยุทโธปกรณ์ที่เป็นของเลียนแบบจากจีน ซึ่งกฎระเบียบที่เข้มงวด รวมถึงราคายุทโธปกรณ์ของจีนที่ต่ำกว่า ถือเป็นช่องโหว่ให้จีนสามารถขายโดรนให้หลายประเทศได้ ที่ผ่านมาจีนได้ส่งออกอากาศยานติดอาวุธให้หลายประเทศในเอเชีย แอฟริกา และตะวันออกกลางแล้ว

ขอขอบคุณภาพจาก : สำนักข่าว AP


ซัมซุงเปิดตัว-สมาร์ทโฟน-หน้าจอพับได้_web2.jpg

“ซัมซุง” เปิดตัวสมาร์ทโฟนต้นแบบสามารถพับหน้าจอได้ เล็งผลิตในเร็วๆ นี้ หวังเป็นไม้เด็ดดันยอดขายแข่งกับแอปเปิลในระยะยาว

หลังจากที่ปล่อยข่าวลืออยู่นาน ถึงนวัตกรรมการคิดค้นสมาร์ทโฟนแบบหน้าจอพับได้ ซึ่ง ณ ขณะนั้นยังไม่มีค่ายมือถือค่ายไหนสามารถผลิตขึ้นมาได้จริง ล่าสุด นวัตกรรมดังกล่าวจะเกิดขึ้นจริงแล้วในอนาคต โดยบริษัทยักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้ อย่าง “ซัมซุง” ก็ได้เผยโฉมสมาร์ทโฟนต้นแบบที่สามารถพับหน้าจอได้สู่บรรดานักพัฒนา ในงานอีเวนต์งานหนึ่งในเมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยผู้บริหารของซัมซุงเปิดเผยว่า หน้าจอแบบใหม่เรียกว่า Infinity Flex Display คือรากฐานสำคัญของสมาร์ทโฟนแห่งอนาคต และทางซัมซุงตั้งใจที่จะเริ่มต้นกระบวนการผลิตในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้

สำหรับสมาร์ทโฟนต้นแบบดังกล่าว เมื่อกางหน้าจอออกจะกลายเป็นแท็ปเลตหน้าจอขนาด 7.3 นิ้ว และเมื่อพับครึ่งก็จะกลายเป็นสมาร์ทโฟนที่จะมีอีกจออยู่ด้านหลัง อย่างไรก็ตาม ทางซัมซุงยังไม่เผยโฉมรูปลักษณ์ที่แท้จริงของอุปกรณ์ดังกล่าวจนกว่าจะถึงงานอีเวนต์ถัดไป อีกทั้งยังไม่เปิดเผยชื่อที่จะใช้เรียกสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ด้วย เปิดเผยแต่เพียงว่าผู้ใช้จะสามารถใช้งาน 3 แอพพลิเคชั่นได้ในคราวเดียวกัน ขณะที่ทางด้านกูเกิ้ลพร้อมสนับสนุนหน้าจอรูปแบบใหม่เช่นกัน โดยพร้อมที่จะพัฒนาระบบแอนดรอยด์ เพื่อให้รองรับการใช้งานกับจอแบบพับได้อย่างเต็มตัว

ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า สินค้ากลุ่มพับสมาร์ทโฟนแบบพับหน้าจอได้จะมีราคาแพงในระยะแรก เนื่องจากสินค้าต้องผ่านกระบวนการผลิตใหม่ โดยก่อนหน้านี้ มีแบรนด์น้องใหม่เปิดตัวสมาร์ทโฟนพับหน้าจอได้ในตลาดจีน ราคา 1,300 เหรียญสหรัฐฯ