Gensetter

ปาเลา-เตรียมเป็นประเทศแรกของโลก-ผ่านกฎหมายแบนครีมกันแดด_web.jpg

“ปาเลา” ผ่านกฎหมายแบนครีมกันแดดที่เป็นพิษต่อปะการัง เนื่องจากเป็นประเทศที่เป็นผู้นำในด้านการอนุรักษ์สัตว์น้ำ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2020 เป็นต้นไป ถือเป็นประเทศแรกในโลกที่จะแบนครีมกันแดดที่เป็นพิษต่อปะการัง

หลายประเทศมีการรณรงค์เรื่องของสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ อย่างเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา รัฐฮาวายของสหรัฐฯ ได้ออกประกาศแบนครีมกันแดดที่เป็นพิษต่อปะการัง โดยจะเริ่มบังคับใช้ในปี 2021 ล่าสุด ไม่เพียงแค่รัฐฮาวายเพียงเท่านั้น ที่ปาเลาก็ออกกฏหมายดังกล่าวแล้วเช่นเดียวกัน

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า รัฐบาลปาเลาผ่านกฎหมายแบนครีมกันแดดที่เป็นพิษต่อปะการัง สำหรับสารเคมีที่ทำให้ครีมกันแดดเป็นพิษต่อปะการังคือ อ๊อกซีเบนโซน ออคโตครีลีน และพาราเบน เป็นสารประกอบที่มีอยู่ในครีมกันแดดส่วนมาก เนื่องจากปาเลาเป็นประเทศที่เป็นผู้นำในด้านการอนุรักษ์สัตว์น้ำ เป็นประเทศแรกในโลกที่มีการจัดพื้นที่เขตสงวนสำหรับฉลามโดยเฉพาะในปี 2009 มีการห้ามการประมงเพื่อการพาณิชย์ในน่านน้ำของประเทศ และยังให้นักท่องเที่ยวลงสัญญาในหนังสือเดินทางว่าจะเคารพต่อสิ่งแวดล้อม

ซึ่งกฎดังกล่าวจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2020 เป็นต้นไป โดยผู้ที่นำเข้าหรือจำหน่ายสินค้าต้องห้ามจะถูกปรับเป็นเงิน 1,000 เหรียญสหรัฐฯ นอกจากนี้ยังมีการตรวจเข้มยึดครีมกันแดดจากนักท่องเที่ยวที่นำเข้ามาในประเทศอีกด้วย

สำหรับประเทศปาเลาตั้งอยู่ในทะเลแปซิปิกตะวันตก ระหว่างออสเตรเลียและญี่ปุ่น นับเป็นหนึ่งในประเทศที่มีสถานที่ดำน้ำดีที่สุดในโลก โฆษกรัฐบาลปาเลาเปิดเผยว่า ที่ผ่านมาได้มีการวิจัยทางวิทยาศาสตร์แสดงให้เห็นแล้วว่าสารเคมีในครีมกันแดดนั้นเป็นพิษกับปะการัง แม้จะในปริมาณน้อยก็ตาม และปาเลาต้อนรับนักท่องเที่ยวดำน้ำจำนวนมากทุกวัน ทำให้เกิดความกังวลว่าปริมาณสารเคมีสะสมจะทำให้เกิดความเสียหายกับปะการัง


ดวงอาทิตย์เทียม-ผลงานจากแดนมังกร-ผลิตความร้อนได้-100-ล้านองศาเซลเซียส_web.jpg

ประเทศจีนสร้าง “เตาปฏิกรณ์อีสต์ (EAST)” หรือดวงอาทิตย์เทียม สามารถสร้างความร้อนได้สูงถึง 100 ล้านองศาเซลเซียส ซึ่งร้อนกว่าดวงอาทิตย์จริงถึง 6 เท่า

ประเทศจีนถือเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อในเรื่องของนวัตกรรมทางเทคโนโลยี หลังจากพยายามพัฒนาจนสามารถไต่ระดับขึ้นเป็นประเทศที่มีนวัตกรรมอย่างน่าสนใจ จนสามารถขึ้นมาอยู่ 20 อันดับแรกของโลก ดัชนีนวัตกรรมโลก ที่จัดทำขึ้นโดยสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาขององค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็น จะเห็นว่าที่ผ่านมารัฐบาลจีนทุ่มงบประมาณการทำ R&D วิทยาศาสตร์เป็น 2-3 เท่าตัว จากช่วงแรกที่เน้นการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศจีนได้อัพเกรดตัวเองจากประเทศเกษตรกรรม มาเป็น “โรงงานโลก” อย่างเต็มตัว

ประเทศจีนยังคงเดินหน้าคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อนำมาใช้งานบนโลกใบนี้ โดยผลงานล่าสุด สถาบันฟิสิกส์ วิทยาลัยวิทยาศาสตร์ในนครเหอเฝ่ย ประเทศจีน ได้สร้าง “เตาปฏิกรณ์อีสต์ (EAST)” หรือดวงอาทิตย์เทียม ที่มีคุณสมบัติเด่น ๆ เลยคือ สามารถสร้างความร้อนได้สูงถึง 100 ล้านองศาเซลเซียส หรือมากกว่าความร้อนที่แกนกลางของดวงอาทิตย์ของจริง ซึ่งเผาไหม้ที่อุณหภูมิ 15 ล้านองศาเซลเซียส ร้อนกว่าดวงอาทิตย์จริงถึง 6 เท่า จากนิวเคลียร์ฟิวชั่น

 

 

 

 

 

 

 

ข้อมูลจากนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันฟิสิกส์ เปิดเผยว่า ดวงอาทิตย์เทียมมีลักษณะเป็นเตาปฏิกรณ์ฟิวชั่น มีขนาดความสูง 11 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 8 เมตร มีน้ำหนักกว่า 400 ตัน โดยสามารถทำให้อิเล็กตรอนมีอุณหภูมิสูงถึง 100 ล้านองศาเซลเซียส เป็นเวลานาน 10 วินาทีได้เป็นครั้งแรก ดวงอาทิตย์เทียมถูกออกแบบมาเพื่อทำซ้ำกระบวนการที่ดวงอาทิตย์สร้างพลังงานฟิวชั่นขึ้น จากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่น ซึ่งเป็นวิธีการที่ปลอดภัยสำหรับการผลิตพลังงานสะอาดจำนวนมหาศาล

ก่อนหน้านี้ สถาบันวิจัยในนครเฉิงตู ประเทศจีน ได้สร้าง “ดวงจันทร์เทียม” ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศโลก ซึ่งสามารถส่องแสงสว่างได้มากกว่าของจริง 8 เท่า สำหรับเป็นแสงส่องสว่างในยามค่ำคืน หวังจะช่วยลดการใช้พลังงานแทนการเปิดไฟริมถนน แต่นวัตกรรมดังกล่าวก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในเรื่องของผลกระทบทางธรรมชาติที่จะตามมาในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ผลงานดวงอาทิตย์เทียมถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งความก้าวของวิทยาการมนุษย์ที่พยายามคิดค้นเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองต่อการใช้ชีวิตบนโลกใบนี้ เพราะสุดท้ายประโยชน์ของมันอาจจะกลายเป็นแหล่งสร้างพลังงานบริสุทธิ์ที่ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์อีกด้วย

 

 

 

 

 

 

 

 

ขอขอบคุณภาพจาก : Xinhua


นาซ่า_web.jpg

องค์การนาซาเตรียมหาวิธีการส่งมนุษย์ไปเหยียบดาวอังคารภายในอีก 25 ปีข้างหน้า เล็งส่งยานสำรวจสภาพแวดล้อมและค้นหาสัญญาณสิ่งมีชีวิตในปี 2020

หลายคนมีความใฝ่ฝันว่าสักครั้งหนึ่งในชีวิตอยากจะไปเหยียบดาวอังคารสักครั้งหนึ่งก่อนตาย แต่คงได้แค่ฝันลม ๆ แล้ง ๆ เพราะในความเป็นจริงแล้ว การจะเดินทางไปดาวอังคารในชีวิตจริงเป็นได้ยาก ค่าใช้จ่ายสูง ล่าสุด ความฝันของใครหลาย ๆ คนกำลังจะเป็นความจริง เพราะเร็ว ๆ นี้ มนุษย์จะได้มีโอกาสไปเหยียบดาวอังคารแล้ว

โดยสำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า องค์การบริหารการบินและอวกาศของสหรัฐฯ หรือ NASA ประกาศว่า จะใช้เวลาราว 25 ปีในการเร่งหาวิธีเพื่อที่จะสามารถส่งมนุษย์ไปเหยียบดาวอังคารได้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เพราะอุปสรรคด้านเทคโนโลยีและด้านการแพทย์ อย่างรังสีจากอวกาศ อาจส่งผลเสียทำให้มนุษย์ตาบอด กระดูกเสื่อม หรือถึงเสียชีวิตได้ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์จะต้องเร่งหาทางออกให้กับอุปสรรคดังกล่าว

ทั้งนี้ เนื่องจากดาวอังคารอยู่ห่างจากโลก 225 ล้านกิโลเมตร นักบินอวกาศต้องใช้เวลาเดินทางถึง 9 เดือนเพื่อไปถึงดาวอังคาร และ 9 เดือนในภาวะไร้แรงโน้มถ่วงก็เป็นภาวะที่จะกระทบต่อสุขภาพของนักบิน ด้วยความกังวลว่าจะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกับหลอดเลือดที่จอตา ทำให้ตาเสื่อม และทำให้กระดูกอ่อนแอจนกลายเป็นโรคกระดูกพรุนในที่สุด

กระทั่งล่าสุด เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นาซ่าได้ส่งยานสำรวจชื่อ อินไซท์ (InSight) ออกเดินทางไปยังดาวอังคาร คาดว่าจะลงจอดบนพื้นผิวดาวอังคารได้วันที่ 26 พ.ย. นี้ โดยภารกิจหลักคือการสำรวจด้านวิวัฒนาการทางธรณีวิทยา นอกจากนี้ นาซายังมีแผนจะส่งหุ่นยนต์สำรวจที่ชื่อว่า Science Rover ไปดาวอังคารในปี 2020 เพื่อสำรวจสภาพแวดล้อม ค้นหาสัญญาณของสิ่งมีชีวิต ประเมินทรัพยากรธรรมชาติของดาว และประเมินภาวะอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับมนุษย์หากส่งไปเหยียบดาวอังคาร

ก่อนหน้านี้ มีงานวิจัยพบว่า บนดาวอังคารหลักฐานที่บ่งชี้ว่ามีทะเลสาบขนาดใหญ่อยู่ใต้ผืนน้ำแข็งบริเวณขั้วใต้เป็นครั้งแรก และยังขุดพบสารอินทรีย์ ซึ่งเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่มีความซับซ้อน จากใต้พื้นผิวดาวอังคาร บริเวณแอ่งขนาดใหญ่ที่เคยเป็นทะเลสาบมาก่อนอีกด้วย


จีนเผยโฉม-โดรนติดอาวุธ-หวังแข่งขันเทคโนโลยีสหรัฐฯ_web.jpg

ประเทศจีนเปิดตัว “โดรนติดอาวุธ” อากาศยานไร้คนขับรุ่นล่าสุดสู่ตลาดโลก ความยาวเท่าสนามเทนนิส และปีกที่สยายกว้างถึง 22 เมตร หวังแข่งขันกับเทคโนโลยีสงครามของสหรัฐฯ คาดขึ้นบินครั้งแรกปลายปีหน้า

สำนักข่าวเอพี รายงานว่า ที่ประเทศจีนได้มีการเปิดตัวยุโธปกรณ์สงครามหลายชนิดในงานแสดงเครื่องบินผาดโผนที่ใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรมอากาศยาน ที่เมืองจูไห่ของจีน ซึ่งอากาศยานไร้คนขับติดอาวุธ หรือโดรนที่ติดตั้งปืนไรเฟิล AK-47 ถือเป็นหนึ่งในสินค้าตัวสำคัญที่จีนหวังจะตีตลาดอาวุธสงครามที่สหรัฐฯ ครองอยู่ นอกจากโดรนแล้ว ก็ยังมีการแสดงเครื่องบินรบ ขีปนาวุธ และอุปกรณ์ทางทหารอื่นๆ อีกด้วย

สำหรับโดรนตัวใหม่ที่มีการเปิดตัวมีชื่อว่า CH-7 อากาศยานไร้คนขับสีเทา ความยาวเท่าสนามเทนนิส และปีกที่สยายกว้างถึง 22 เมตร สามารถบินได้เร็วถึง 800 กิโลเมตร/ชั่วโมง ที่ความสูง 13,000 เมตร โดยบริษัทวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอวกาศของจีนหรือ CASC ผู้ผลิตโดรนตัวใหม่นี้คาดว่า โดรนตัวใหม่นี้จะสามารถขึ้นบินครั้งแรกได้ปลายปีหน้า ปัจจุบัน CASC มีลูกค้าในราวๆ 10 ประเทศ แต่ทางบริษัทไม่ต้องการเปิดเผยรายชื่อลูกค้าเพราะถือเป็นเรื่องอ่อนไหว

ก่อนหน้านี้ ประเทศสหรัฐฯ เป็นผู้นำด้านการผลิตโดรนติดอาวุธ แต่สหรัฐฯ มีกฎระเบียบและข้อจำกัดมากมายในการส่งออก เนื่องจากความกังวลว่าจะถูกเลียนแบบเทคโนโลยีและนำมาใช้ต่อต้านประเทศตนเอง ซึ่งกฎระเบียบบางส่วนก็ได้ถูกยกเว้นให้พันธมิตรสหรัฐฯ เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา โดยประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ให้เหตุผลว่า เพื่อแข่งขันกับยุทโธปกรณ์ที่เป็นของเลียนแบบจากจีน ซึ่งกฎระเบียบที่เข้มงวด รวมถึงราคายุทโธปกรณ์ของจีนที่ต่ำกว่า ถือเป็นช่องโหว่ให้จีนสามารถขายโดรนให้หลายประเทศได้ ที่ผ่านมาจีนได้ส่งออกอากาศยานติดอาวุธให้หลายประเทศในเอเชีย แอฟริกา และตะวันออกกลางแล้ว

ขอขอบคุณภาพจาก : สำนักข่าว AP


ซัมซุงเปิดตัว-สมาร์ทโฟน-หน้าจอพับได้_web.jpg

“ซัมซุง” เปิดตัวสมาร์ทโฟนต้นแบบสามารถพับหน้าจอได้ เล็งผลิตในเร็วๆ นี้ หวังเป็นไม้เด็ดดันยอดขายแข่งกับแอปเปิลในระยะยาว

หลังจากที่ปล่อยข่าวลืออยู่นาน ถึงนวัตกรรมการคิดค้นสมาร์ทโฟนแบบหน้าจอพับได้ ซึ่ง ณ ขณะนั้นยังไม่มีค่ายมือถือค่ายไหนสามารถผลิตขึ้นมาได้จริง ล่าสุด นวัตกรรมดังกล่าวจะเกิดขึ้นจริงแล้วในอนาคต โดยบริษัทยักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้ อย่าง “ซัมซุง” ก็ได้เผยโฉมสมาร์ทโฟนต้นแบบที่สามารถพับหน้าจอได้สู่บรรดานักพัฒนา ในงานอีเวนต์งานหนึ่งในเมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยผู้บริหารของซัมซุงเปิดเผยว่า หน้าจอแบบใหม่เรียกว่า Infinity Flex Display คือรากฐานสำคัญของสมาร์ทโฟนแห่งอนาคต และทางซัมซุงตั้งใจที่จะเริ่มต้นกระบวนการผลิตในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้

สำหรับสมาร์ทโฟนต้นแบบดังกล่าว เมื่อกางหน้าจอออกจะกลายเป็นแท็ปเลตหน้าจอขนาด 7.3 นิ้ว และเมื่อพับครึ่งก็จะกลายเป็นสมาร์ทโฟนที่จะมีอีกจออยู่ด้านหลัง อย่างไรก็ตาม ทางซัมซุงยังไม่เผยโฉมรูปลักษณ์ที่แท้จริงของอุปกรณ์ดังกล่าวจนกว่าจะถึงงานอีเวนต์ถัดไป อีกทั้งยังไม่เปิดเผยชื่อที่จะใช้เรียกสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ด้วย เปิดเผยแต่เพียงว่าผู้ใช้จะสามารถใช้งาน 3 แอพพลิเคชั่นได้ในคราวเดียวกัน ขณะที่ทางด้านกูเกิ้ลพร้อมสนับสนุนหน้าจอรูปแบบใหม่เช่นกัน โดยพร้อมที่จะพัฒนาระบบแอนดรอยด์ เพื่อให้รองรับการใช้งานกับจอแบบพับได้อย่างเต็มตัว

ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า สินค้ากลุ่มพับสมาร์ทโฟนแบบพับหน้าจอได้จะมีราคาแพงในระยะแรก เนื่องจากสินค้าต้องผ่านกระบวนการผลิตใหม่ โดยก่อนหน้านี้ มีแบรนด์น้องใหม่เปิดตัวสมาร์ทโฟนพับหน้าจอได้ในตลาดจีน ราคา 1,300 เหรียญสหรัฐฯ


ลอว์สัน-รุกธุรกิจธนาคาร-เปิดบริการทางการเงิน-หวังตอบโจทย์ผู้บริโภค_web.jpg

“ลอว์สัน” เครือข่ายร้านสะดวกซื้ออันดับ 3 ของญี่ปุ่น รุกธุรกิจธนาคาร จัดตั้ง “ธนาคารลอว์สัน” เปิดบริการทางการเงินในฐานะเป็นแบงก์กิ้งเอเยนต์

ร้านสะดวกซื้อหลากหลายแห่งนอกจากจะจำหน่ายสินค้าและบริการต่างๆ แล้ว สมัยนี้ยังอัพเกรดเปิดบริการอื่นๆ เพิ่มเติม เพื่อเอาใจผู้บริโภคให้หันเข้ามาร้านสะดวกซื้อเป็นจำนวนมาก อาทิ รับชำระค่าสาธารณูปโภค , เปิดแผนกเครื่องดื่ม , แผนกเบเกอรี่ , แผนกขายยา , เปิดจุดรับถ่ายเอกสาร 24 ชั่วโมง ฯลฯ เป็นต้น ไม่เพียงแค่ในประเทศไทยเท่านั้น ในต่างประเทศเองก็มีการนำเอาบริการต่างๆ มาอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้า นอกเหนือจากการจำหน่ายสินค้าเพียงเท่านั้น อย่างเช่นที่อเมริกามีการจัดจำหน่ายล็อตเตอรี่สำหรับร่วมลุ้น “พาวเวอร์บอล” เป็นต้น

“ลอว์สัน” เครือข่ายร้านสะดวกซื้ออันดับ 3 ของญี่ปุ่น เตรียมเปิดบริการทางการเงินในฐานะเป็นแบงก์กิ้งเอเยนต์ โดยได้จัดตั้ง”ธนาคารลอว์สัน” เพื่อรับใบอนุญาตและเปิดบริการในญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 15 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยลูกค้าจะสามารถใช้บริการจากเครื่องเอทีเอ็มของลอว์สันที่มีอยู่กว่า 13,000 เครื่องทั่วประเทศ ตลอด 24 ชั่วโมง

จุดเด่นของ “ลอว์สัน” อยู่ที่การรวบรวมบริการต่างๆ ของธนาคารหลายแห่งไว้ในเครื่อง ATM ของลอว์สัน โดยลูกค้าสามารถฝาก-ถอน-โอนเงิน ชำระค่าบริการต่างๆ รวมถึงการให้บริการเงินกู้กับลูกค้าได้ และลอว์สันยังมีแผนให้บริการบัตรเครดิต และธนาคารอินเทอร์เนตได้ด้วย

ทั้งนี้ ลอว์สันเป็นเครือข่ายร้านสะดวกซื้อใหญ่อันดับ 3 ของญี่ปุ่นมีสาขา 14,289 แห่งในญี่ปุ่น ครองส่วนแบ่งการตลาด 22% เป็นรองร้านแฟมิลีมาร์ทที่อยู่อันดับ 2 และเซเว่นอีเลเว่น ที่เป็นเจ้าตลาดยึดส่วนแบ่งการตลาดถึง 40% ก่อนหน้านี้ เซเว่นฯ และอิออนได้รับอนุญาตให้เป็นผู้ให้บริการทางการเงินแล้ว โดยมีตู้ ATM ของตัวเอง และประสบความสำเร็จอย่างมาก เนื่องจากสะดวกในการใช้งานไม่จำกัดเวลาแบบ 24 ชั่วโมง ทั้งรองรับการใช้งานของนักท่องเที่ยวมีเมนูหลายภาษา รวมทั้งภาษาไทยด้วย

ต้องบอกว่ายุคสมัยนี้เป็นยุค 4.0 มีเทคโนโลยี Big Data และ AI เข้ามามีบทบาทในการดำเนินชีวิต ฉะนั้น โลกต้องปรับสภาพการณ์ปัจจุบันเพื่อให้ก้าวทันกับกระแสสังคม จะได้ไม่ตกยุค ตกเทรนด์ และสามารถตอบโจทย์ของผู้บริโภคได้อีกด้วย


ปิดตำนาน-รถโฟล์กเต่าโฟล์คสวาเกนประกาศเลิกผลิตรถยนต์-บีเทิล_web.jpg

“รถโฟล์กเต่า” รถยนต์สุดคลาสิกที่ได้รับความนิยมในสมัยก่อน ล่าสุด ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่จากเยอรมนี ออกแถลงการณ์เตรียมยุติการผลิตรถเต่าแล้ว แจงคนส่วนใหญ่สนใจรถยนต์พลังงานไฟฟ้าและรถยนต์ขนาดใหญ่มากขึ้น

“รถเต่า” ถือเป็นรถที่ได้รับความนิยมอย่างมากในสมัยก่อน ด้วยดีไซน์การออกแบบที่มีความโดดเด่นและสวยงาม ลักษณะคล้ายๆ กับเต่า สมัยนั้นจึงมีหลายคนนิยมซื้อรถเต่าขับสัญจรกันเป็นจำนวนมาก บอกเลยว่าสมัยนั้นบ้านใครมีรถเต่านี่ถือว่าดูดีมีระดับมาก แต่ปัจจุบัน เมื่อรถเต่ากำลังจะหายไปจากท้องถนน ด้วยเทคโนโลยีกำลังเข้ามาอำนวยความสะดวกแก่มนุษย์ ทำให้กระแสความนิยมรถเต่าสมัยก่อนเริ่มลดลง จะยังคงมีแค่ผู้ที่ชื่นชอบของเก่าที่จะซื้อเก็บมาไว้สะสมเท่านั้น แต่ไม่ได้เอามาใช้งานจริง

ก่อนหน้านี้ “รถเต่า” ได้รับความนิยมและมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในระดับโลก ราวทศวรรษที่ 1960-1970 จากภาพยนตร์ “เฮอร์บี รถเต่านักรัก” ที่บอกเล่าเรื่องราวรถเต่านักแข่งที่มีชีวิตจิตใจเป็นของตัวเอง ส่งผลให้รถเต่ากลายเป็นรถยอดนิยมในช่วงดังกล่าวและได้รับการยกย่องว่าเป็นรถขนาดเล็กที่มีคุณภาพ ใช้งานได้ดี งดงาม

รถโฟล์กเต่าภาพจาก AFP

แต่ในเร็วๆ นี้ “รถเต่า” กำลังจะกลายเป็นตำนานเสียแล้ว เนื่องจากบริษัท “โฟล์กสวาเกน” ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่จากเยอรมนี ออกแถลงการณ์เตรียมยุติการผลิตรถยนต์ “บีเทิล” หรือที่รู้จักในชื่อ “รถโฟล์กเต่า” โดยให้เหตุผลว่าบริษัทจะไปให้ความสำคัญกับการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าและรถยนต์ขนาดใหญ่ “แบบครอบครัว” มากขึ้น ตามทิศทางความต้องการของตลาดโลก อย่างไรก็ตาม ในปีนี้โฟล์กสวาเกนเตรียมนำบีเทิล 2 รุ่นสุดท้ายออกจำหน่าย ซึ่งราคาในอเมริกาอยู่ที่ 23,045 ดอลลาร์สหรัฐฯ (คิดเป็นเงินไทยก็ราว 755,876 บาท ) ก่อนที่โรงงานของโฟล์คสวาเกนจะยุติการผลิตรถยนต์รุ่น “บีเทิล” ทั้งหมดภายในเดือนกรกฎาคม 2562

สำหรับ “บีเทิล” ถือเป็นรถยนต์ที่มีการผลิตและจำหน่ายต่อเนื่องยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ยานยนต์โลก โดยเป็นรถยนต์รุ่นแรกของโฟล์กสวาเกนที่ก่อตั้งตามแนวคิดริเริ่มของนายอดล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำพรรคนาซีเยอรมัน ซึ่งต้องการยานพาหนะที่เป็น “สัญลักษณ์” ของความเป็นมหาอำนาจด้านอุตสาหกรรมของเยอรมนี โดยบีเทิลวางจำหน่ายในเยอรมนีเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2481 และเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ในอีก 11 ปีต่อมา แต่ยุติการขายในอเมริกาเมื่อปี 2522 ก่อนกลับมาอีกครั้งเมื่อปี 2540 ด้วย “นิว บีเทิล” และนับตั้งแต่ปี 2541 จนถึงปัจจุบัน โฟล์กสวาเกนจำหน่ายบีเทิลทุกรุ่นในตลาดทั่วโลกรวมกันประมาณ 500,000 คัน

ปัจจุบัน ต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีทำให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมมากขึ้น คนได้รับการอำนวยความสะดวกของเทคโนโลยี จนลืมมองถึงคุณค่าของสินค้าชิ้นนั้นๆ ที่ยังมีคุณค่าและยังใช้งานได้อยู่ “รถเต่า” ก็เช่นกัน ตอนนี้คงจะตามหาซื้อค่อนข้างลำบากแล้ว เพราะสาวกคนชื่นชอบของเก่าคงจะรีบหาและจับจองเป็นเจ้าของไว้ ก่อนที่จะไม่มี “รถเต่า” จำหน่ายบนโลกใบนี้อีกต่อไป


แข่งดุเดือด-แบรนด์กาแฟชื่อดัง-งัดกลยุทธ์เด็ด-ดึงลูกค้าเข้าร้าน_web.jpg

แบรนด์กาแฟชื่อดังหลากหลายเจ้าอย่าง สตาร์บักส์ , คาเฟ่อเมซอน , อินทนิล รวมไปถึงสตาร์ทอัพกาแฟ อย่าง Luckin Coffee ต่างงัดกลยุทธ์เด็ดๆ มากมาย หวังดึงลูกค้าเข้าร้าน

อาหารเช้าสำหรับคนวัยทำงานหรือวัยเรียนที่ต้องจื่นแต่เช้า คงจะหนีไม่พ้น “กาแฟ” เมื่อพูดถึง “กาแฟ” คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงร้านกาแฟดังๆ อย่างเช่น สตาร์บักส์ , ทรูคอฟฟี่ , แบล็คแคนยอน , คาเฟ่อเมซอน , อินทนิล หรือถ้าคนที่มีกำลังทรัพย์ไม่มากพอ ก็จะอุดหนุนกาแฟจากร้านสะดวกซื้อ ที่จำหน่ายกาแฟและเครื่องดื่มมากมาย ไม่แพ้แบรนด์ใหญ่อย่างสตาร์บักส์

ปัจจุบัน แบรนด์กาแฟชื่อดังก็ต่างงัดกลยุทธ์เด็ดๆ มากมาย เพื่อดึงลูกค้าเข้าร้าน อย่างล่าสุด “เอสโซ่” ปั๊มน้ำมันชื่อดัง ได้นำ “สตาร์บักส์” แบรนด์กาแฟชื่อดังของโลก เข้ามาจำหน่ายในพื้นที่ให้บริการของเอสโซ่ ซึ่งถือเป็นการประกาศรุกธุรกิจของเอสโซ่ที่ต้องการให้ลูกค้าสามารถเข้ามาใช้บริการเติมน้ำมันของเอสโซ่ และก็ซื้อกาแฟจากสตาร์บักส์อีกด้วย

ส่วนแบรนด์กาแฟชื่อดังอย่าง “อินทนิล” ที่เป็นของ “บางจาก” ปั๊มน้ำมันชื่อดัง ที่ได้มีการรุกธุรกิจแบรนด์กาแฟในปั๊มน้ำมันมาก่อนหน้านี้เป็นเวลานาน ตั้งแต่ปี 2549 โดยมีจุดประสงค์เพื่อเป็นเพื่อนร่วมทางให้กับประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนทั่วประเทศ กระทั่งมีการขยายสาขาออกไปนอกปั๊มน้ำมัน สู่ห้างสรรพสินค้า , มหาวิทยาลัย และล่าสุด “อินทนิล” เตรียมขยายสาขาสู่ต่างประเทศ โดยนำร่องที่ประเทศ กัมพูชาพม่า เวียดนาม และลาว ภายใต้คอนเซ็ปต์ More than just a high quality coffee นอกจากนี้ “อินทนิล” ยังให้ความสำคัญกับเรื่องของสิ่งแวดล้อม โดยเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ในร้านอินทนิลที่ผลิตมาจากธรรมชาติอีกด้วย

ทางด้านของ “คาเฟ่อเมซอน” ที่เราจะพบเจอได้ในห้างสรรพสินค้า มหาวิทยาลัย และปั๊มน้ำมันของ ปตท. โดยทาง ปตท. ได้ต่อยอดธุรกิจ “คาเฟ่อเมซอน” ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ มีการลงทุนก่อสร้างโรงคั่วกาแฟ พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ รวมถึงการสร้างศูนย์กระจายสินค้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานอีกด้วย ซึ่งกลยุทธ์สู่การเป็นที่ 1 ในตลาดของ “คาเฟ่อเมซอน” คือการกำหนดแบรนด์ที่ชัดเจน , เข้าใจความต้องการของคนไทย , ขยายการบริโภคจากร้านสู่บ้าน , เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ , ราคาไม่แพงเกินไป และ ขยายแบรนด์ไปสู่ตลาดโลก เพื่อให้เป็นที่รู้จักของใครหลายคน

ส่วนคนที่ไม่มีกำลังซื้อมากพอ “เซเว่น” ก็มีในส่วนของเครื่องดื่ม คอยให้บริการแก่ลูกค้า ภายใต้แบรนด์ All CAFE 7-11 ที่คัดสรรประเภทของเครื่องดื่มต่างๆ ทั้งโกโก กาแฟ ชา ฯลฯ ร้อน เย็น ปั่น ตลอดจนคัดสรรเมนูใหม่ๆ เอาใจสาวกผู้ชอบดื่มกาแฟสด ในราคาท้องตลาด นอกจากนี้ เซเว่น ยังมีการจัดโปรโมชั่นลดราคา เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคให้มาอุดหนุนบ่อยๆ ด้วย

ขณะที่ในส่วนของต่างประเทศ อย่าง Luckin Coffee สตาร์ทอัพกาแฟระดับยูนิคอร์นของจีน ล่าสุด ได้จับมือกับ “เทนเซ็น” ยักษ์เทคโนโลยีจีนที่เป็นคู่แข่งตลอดกาลของอาลีบาบา ขยายโมเดลขายกาแฟในจีนที่ใช้รูปแบบออฟไลน์และออนไลน์เข้าด้วยกัน เป็นกลยุทธ์แบบ New Reatil เพื่อต่อสู้กับแบรนด์กาแฟชื่อดังอย่าง “สตาร์บักส์” ซึ่งจะตอบโจทย์คนจีนรุ่นใหม่ที่มีความต้องการซื้อกาแฟแบบเดลิเวอรี่อย่างรวดเร็วทันใจ โดยเทนเซ็นต์จะเข้ามาช่วยด้านเทคโนโลยี การจัดการ และแอพพลิเคชั่นให้พร้อมแข่งขันกับยักษ์ใหญ่ เช่น ลูกค้าชาวจีนจะสามารถสั่งกาแฟ Luckin Coffee ผ่านวีแซตของเทนเซ็นต์และให้ไปส่งเดลิเวอรี่ได้ทันที ทั้งนี้คาดว่าตลาดกาแฟของจีนปีนี้จะเติบโตถึง 18% และยังมีศักยภาพเติบโตอีกมาก

จะว่าไปแล้ว ร้านกาแฟหลากหลายร้านก็ต่างงัดกลยุทธ์และโปรโมทชั่นเด็ดๆ ไว้ดึงดูดลูกค้า เพื่อให้ได้มาซื้อผลกำไรและการจดจำแบรนด์สินค้านั้นๆ ของกลุ่มลูกค้า ร้านกาแฟแต่ละร้านก็จะมีคาแรกเตอร์ให้จดจำแตกต่างกันไป สุดท้าย คุณในฐานะลูกค้าต้องตัดสินใจว่าแบรนด์ร้านไหนประทับใจคุณมากที่สุด


ส่อง-Huawei-Mate20-สเปคไหนเวิร์คสุด_web.jpg

“กินอยู่เป็น” รวบรวมสเปคของ Huawei Mate20 ทั้ง 4 รุ่น มาดูกันว่าแต่ละรุ่นนั้นแตกต่างกันอย่างไรบ้าง มีคุณสมบัติอะไรเด่นๆ ในแต่ละรุ่น เพื่อให้คุณได้ตัดสินใจก่อนไปจับจองเป็นเจ้าของ

ช่วงนี้กระแสสมาร์ทโฟนกำลังมาแรง เมื่อเดือนที่แล้วไอโฟนก็เพิ่งจะเปิดตัวไปสดๆ ร้อน และก่อนหน้านี้ Samsung ก็เพิ่งเปิดตัวสมาร์ทโฟน Galaxy 7 (2018) ไปหมาดๆ ล่าสุดถึงคิวของแบรนด์ดังอย่าง Huawei ที่ได้เปิดตัว Huawei Mate20 ทั้ง 4 รุ่น ได้แก่ Huawei Mate 20, Mate 20 Pro, Mate 20X และ Mate 20 RS ที่มาพร้อมกล้องหลัง 3 ตัว และหน่วยประมวลผลสถาปัตยกรรมขนาด 7 นาโนเมตร นอกจากนี้ก็ยังมีฟีเจอร์ใหม่ๆ มาเอาใจสาวกของ Huawei อีกมากมาย

“กินอยู่เป็น” จึงได้รวบรวมสเปคของแต่ละรุ่นมาเทียบกันให้เห็นชัดๆ เลยว่า แต่ละรุ่นนั้นแตกต่างกันอย่างไรบ้าง มีคุณสมบัติอะไรเด่นๆ ในแต่ละรุ่น เพื่อให้คุณได้ตัดสินใจก่อนไปจับจองเป็นเจ้าของกัน

Huawei Mate20
– หน้าจอขนาด 6.53″
– ความละเอียด 2,240×1,080 pixel
– มีระบบสแกนลายนิ้วมือด้านหลังเครื่อง
– หน่วยประมวลผล Kirin 980, RAM 6GB, ROM 128GB
– แบตเตอรี่อยู่ที่ 4,000 mAh
– กล้องหน้า 24MP
– กล้องหลัง
ระยะปกติ 12MP, f/1.8
ระยะกว้างพิเศษ 16MP, f/2.2
ระยะซูมสองเท่า 8MP, f/2.4
– มีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม.
– ราคา
4GB + 128GB ราคา 799 ยูโร (ประมาณ 30,063 บาท)
6GB + 128GB ราคา 849 ยูโร (ประมาณ 31,944 บาท)

 

 

Huawei Mate20 Pro
– หน้าจอขนาด 6.39″
– ความละเอียด 3,120×1,440 pixel
– มีเซ็นเซอร์เพื่อใช้สแกนใบหน้าสามมิติ / ระบบชาร์จไฟ Wireless Charge
– หน่วยประมวลผล Kirin 980, RAM 6GB, ROM 128GB
– แบตเตอรี่อยู่ที่ 4,200 mAh
– กล้องหน้า 24MP
– กล้องหลัง
ระยะปกติ 40MP, f/1.8
ระยะกว้างพิเศษ 20MP, f/2.2
ระยะซูมสามเท่า 8MP, f/2.4
– ไม่มีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม.
– ราคา
6GB + 128GB ราคา 1,049 ยูโร (ประมาณ 39,469 บาท)

 

 

Huawei Mate 20 X
– หน้าจอขนาด 7.2″
– ความละเอียด 2,240×1,080 pixel
– มีระบบระบายความร้อน / สแกนลายนิ้วมือด้านหลังเครื่อง
– หน่วยประมวลผล Kirin 980, RAM 6GB, ROM 128GB
– แบตเตอรี่อยู่ที่ 5,000 mAh
– กล้องหน้า 24MP
– กล้องหลัง
ระยะปกติ 40MP, f/1.8
ระยะกว้างพิเศษ 20MP, f/2.2
ระยะซูมสามเท่า 8MP, f/2.4
– ราคา
6GB + 128GB ราคา 899 ยูโร (ประมาณ 33,825 บาท)

 

 

Huawei Mate20 RS Porsche Design
– หน้าจอขนาด 6.39″
– ความละเอียด 3,120×1,440 pixel
– 3D face Scan / มีระบบสแกนลายนิ้วมือ / ระบบชาร์จไฟ Wireless Charge / มีนวัตกรรมระบายความน้ำที่ทำให้เครื่องเย็นมาก
– หน่วยประมวลผล Kirin 980, RAM 8GB, ROM 256-512GB
– แบตเตอรี่อยู่ที่ 4,200 mAh
– กล้องหน้า 24MP
– กล้องหลัง
ระยะปกติ 40MP, f/1.8
ระยะกว้างพิเศษ 20MP, f/2.2
ระยะซูมสามเท่า 8MP, f/2.4
– ราคา
8GB + 256GB ราคา 1,695 ยูโร (ประมาณ 64,900 บาท)
8GB + 512GB ราคา 2,095 ยูโร (ประมาณ 79,900 บาท)

 

เป็นอย่างไรกันบ้างสำหรับ Huawei Mate 20 แต่ละรุ่นนั้นมีสเปคและฟังก์ชั่นแตกต่างกันออกไป ฉะนั้น คุณเป็นผู้ตัดสินแล้วว่าจะเลือกรุ่นไหนมาใช้ดีเพื่อให้เข้ากับรูปแบบการใช้งาน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคุณเอง ยังไงซะ ถ้าสนใจอยากเป็นเจ้าของก็เก็บเงินซื้อกันได้เลย

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : huawei.com


เบอร์เบอรี่-เลิกเผาสินค้าค้างสต็อค-ขายไม่ออก-หลังถูกโจมตีเรื่องสิ่งแวดล้อม_web.jpg

“เบอร์เบอรี่” (Burberry) แบรนด์หรูชื่อดังของอังกฤษ ประกาศยกเลิกการเผาสินค้าค้างสต็อก หลังถูกหลายฝ่ายออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยเรื่องของการสูญเสียทรัพยากรของวงการแฟชั่นไปโดยเปล่าประโยชน์

อุตสาหกรรมแบรนด์แฟชั่นในต่างประเทศถือเป็นที่ได้รับการยอมรับเป็นอย่างมาก จะเห็นได้ว่ามีหลากหลายแบรนด์สินค้าชื่อดังจากหลายประเทศมีการคิดค้นและออกแบบสินค้าสำหรับแฟชั่นออกมา เพื่อตอบโจทย์ประชาชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากว่ามีหลากหลายแบรนด์สินค้าที่มีการผลิตสินค้าออกมาแข่งขันในท้องตลาดกันอย่างดุเดือด ส่งผลทำให้บางแบรนด์สินค้าชื่อดังก็ประสบปัญหา ได้รับผลกระทบเรื่องของการจำหน่ายสินค้าและยอดขายไปด้วย

หนึ่งในนั้นคือ “เบอร์เบอรี่” (Burberry) แบรนด์หรูชื่อดังของอังกฤษ ที่ตัดสินใจแก้ปัญหาสินค้าค้างสต็อกด้วยการเผาทำลายสินค้า ทำให้หลายฝ่ายรู้สึกไม่เห็นด้วยกับการแก้ปัญหาด้วยวิธีดังกล่าว จนกระทั่งเบอร์เบอรี่เองก็ทนกระแสไม่เห็นด้วยไม่ไหว ต้องออกมาประกาศยกเลิกการเผาสินค้าค้างสต็อกเพื่อปกป้องชื่อเสียงของแบรนด์ ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมาบริษัทได้เผาทำลายสินค้ามูลค่าเกือบ 40 ล้านดอลล่าร์ ซึ่งเป็นการจุดประกายให้เกิดความขุ่นเคืองเรื่องของการสูญเสียทรัพยากรของวงการแฟชั่นไปโดยเปล่าประโยชน์ และนอกจากจะยกเลิกการเผาสินค้าแล้ว เบอร์เบอรี่แถลงว่าจะยกเลิกใช้ขนสัตว์จริง เช่น ขนมิงค์ แรคคูน เพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม ช่วงที่ผ่านมาผู้ขายสินค้าหลายรายถูกประท้วงในเรื่องของการทำลายสินค้าค้างสต็อก ตลอดจนการแทงหรือเจาะรูสินค้าเสื้อผ้าก่อนที่จะโยนทิ้ง โดยปีงบประมาณที่สิ้นสุดเมื่อเดือนเมษายน 2561 เบอร์เบอรี่ได้ทำลายสินค้าสำเร็จรูปมูลค่า 37.29 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งมีการทำลายสินค้ามูลค่า 35.08 ล้านดอลลาร์ รวมไปถึงการทำลายน้ำหอมมูลค่า 13.04 ล้านดอลลาร์ ส่วนสาเหตุของการเผยทำลายสินค้านั้น เนื่องจากทางเบอร์เบอรี่ต้องการป้องกันการลักลอบนำสินค้าที่ค้างสต็อคไปจำหน่ายในราคาที่ถูกลง ซึ่งถือเป็นการลดคุณค่าของแบรนด์ “เบอร์เบอรี่” อย่างมาก