Gensetter

จะดีไหม-ถ้า-โซเชียลมีเดีย-ถูกควบคุมอย่างเข้มงวด_web.jpg

“โซเชียลมีเดีย” แพลตฟอร์มสำคัญที่มีผู้ใช้งานมากมายทั่วโลก จนกลายเป็นอีกหนึ่งในปัจจัยสำคัญของชีวิตของมนุษย์เลยก็ว่าได้ สามารถใช้งานได้ง่ายๆ ทั้งในคอมพิวเตอร์ ไอแพด และโทรศัพท์มือถือประเภทสมาร์ทโฟน เพียงแค่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต ก็สามารถเข้าถึงโซเชียลมีเดียได้อย่างเสรี แต่จะดีไหม? หากมีการเข้าถึงเพื่อควบคุมเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมออกไป คุมเข้มการใช้โซเชียลมีเดียให้อยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม

เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม ไลน์ ยูทูป ฯลฯ เป็นแอปพลิเคชันที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในอันดับต้น ๆ จนกลายเป็นอีกแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยม เปรียบเสมือนพื้นที่ส่วนตัวหรือช่องทางในการโพสต์เรื่องราวต่าง ๆ เพื่อให้สาธารณะได้เห็น และมีส่วนร่วมในโพสต์ของเรา ทั้งการกดไลค์ กดแชร์ แสดงความคิดเห็นต่าง ๆ เปรียบเสมือนโลกอีกใบหนึ่งที่สามารถแสดงตัวตนได้อย่างอิสระ ไร้ขอบเขต แสดงความคิดเห็นสื่อสารแบบสองทางโต้ตอบอย่างเสรีในกลุ่มคนวงกว้าง จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมหลายคนหลงไหลในโซเชียลมีเดีย

สื่อ “โซเชียลมีเดีย” ก็เปรียบเสมือนดาบสองคม ที่ก่อเกิดผลดีและผลร้ายได้ หากผู้ใช้งานใช้โซเชียลมีเดียในทางที่ไม่ถูกต้อง อาจก่อให้เกิดความเสียหายได้ โดยเฉพาะการโพสต์แสดงความคิดเห็นในมุมมองอิสระ ไร้ขอบเขต จนไปพาดพิงต่อบุคคลหรือหน่วยงานอื่น ทำให้เกิดความเสียหายขึ้น และสิ่งเหล่านั้นอาจจะเป็นดาบอีกด้านที่หวนกลับมาทำร้ายตัวเองเช่นกัน นอกจากนี้ ยังมีการโพสต์ภาพหรือวีดิโอที่นำเสนอถึงการใช้ความรุนแรง ภาพที่น่ากลัว สยดสยอง รวมไปถึงการใช้คำพูดหรือภาษาที่ไม่สุภาพ และมีการส่งต่อกันเป็นไวรัล จึงทำให้น่าเป็นห่วงว่า กลุ่มเด็กและเยาวชนที่ใช้โซเชียลมีเดียอาจจะลอกเลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมจากคอนเทนท์ที่มีการส่งต่อกันในโซเชียลมีเดีย

ล่าสุด กับเหตุการณ์กราดยิงมัสยิด 2 แห่งในนครไครสต์เชิร์ชของนิวซีแลนด์ เมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ซึ่งผู้ก่อการร้ายได้ทำการเฟซบุ๊กไลฟ์เหตุการณ์ความรุนแรงดังกล่าวและมีการแชร์ลงสู่เว็บไซต์ยูทูป จนทำให้มีผู้ใช้สังคมออนไลน์เห็นคลิปดังกล่าว มีการส่งต่อเป็นไวรัลอย่างต่อเนื่อง แม้เฟซบุ๊กและยูทูปพยายามลบคลิปวิดีโอดังกล่าวแล้วก็ตาม

จากปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้แต่ละประเทศต้องตระหนักกับเรื่องดังกล่าว พยายามหาวิธีแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อไม่ให้ประชาชนใช้โซเชียลมีเดียไปในทางที่ผิด แม้จะมีการตั้ง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ รวมถึงกำหนดโทษของผู้กระทำผิดแล้ว ก็ไม่ได้ทำให้ผู้ใช้โซเชียลมีเดียเกิดความตระหนักหรือหวาดกลัวแต่อย่างใด จนบางประเทศต้องมีการควบคุมเนื้อหาของโซเชียลมีเดีย อย่างออสเตรเลียได้ยื่นเสนอร่างกฎหมายควบคุมสื่อสังคมออนไลน์ต่อรัฐสภา เพื่อป้องกันการเผยแพร่เนื้อหาที่มีความรุนแรงต่อผู้ใช้โซเชียลมีเดีย โดยร่างกฎหมายฉบับนี้ ระบุว่า ผู้บริหารสื่อสังคมออนไลน์จะถูกลงโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี และปรับเป็นเงินร้อยละ 10 ของผลประกอบการบริษัท หากไม่สามารถควบคุมการเผยแพร่เนื้อหาและภาพความรุนแรงได้ทันเวลา

เรื่องนี้ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก เห็นด้วยว่ารัฐบาลคววรมีอำนาจในการเป็นผู้มีบทบาทสำหรับควบคุมการใช้อินเทอร์เน็ตของประชาชน เพื่อปกป้องชุมชนให้มีความปลอดภัย และปกป้องภัยอันตรายที่เกิดมากขึ้นในโลกสังคมออนไลน์ อย่างบางประเทศก็มีการบล็อคการเข้าถึงสื่ออินเทอร์เน็ตเลย อาทิ สาธารณรัฐชาด ในแถบแอฟริกากลาง ตัดขาดการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต โดยเฉพาะโซเชียลมีเดียยอดนิยมอย่าง เฟซบุ๊ก ว้อทส์แอพ และทวิตเตอร์ , ประเทศจีน บล็อคการใช้แอปพลิเคชันไลน์ รวมถึงโซเชียลมีเดียประเภทอื่น ๆ เพราะที่นั่นมีความเข้มงวดเป็นอย่างมากในการบล็อคเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาต่อต้านกลุ่มรัฐบาล ค่านิยมทางสังคม และ การกำกับดูแลเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ต เพื่อความมั่นคงของชาติ

สุดท้าย ไม่ว่าจะใช้โซเชียลมีเดียด้วยวัตถุประสงค์ใดก็ตาม ก็ควรใช้อย่างระมัดระวังและใช้อย่างมีสติ โดยเฉพาะการแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์ เรื่องต่าง ๆ แม้ว่าโซเชียลมีเดียจะเป็นพื้นที่ส่วนตัวของคุณก็ตาม แต่ก็ควรระวัง เพราะเมื่อเกิดปัญหาขึ้นมา คุณเองจะต้องเดือดร้อนเอง และกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ เพราะความเสียหายเกิดขึ้นมาแล้ว ยากต่อการเรียกกลับคืนมา อย่าลืมว่าข้อความเพียงข้อความเดียว อาจจะสร้างความสะเทือนและเดือดร้อนไปถึงคนรอบข้างและคนในสังคมได้


อีสปอร์ต-โอกาสใหม่ทางธุรกิจ-ที่มาพร้อมความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี_web.jpg

เมื่อช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา “อีสปอร์ต” เป็นที่พูดถึงอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น แรกๆ พอเราได้ยินชื่อก็จะนึกถึงเป็นเพียงเกมออนไลน์ คล้ายๆ กับ Raknarok ประมาณนั้น แต่ไม่น่าเชื่อว่า ด้วยปัจจัยของเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้า จะทำให้ “อีสปอร์ต” รับความนิยมอย่างมาก จนกระทั่งได้รับการบรรจุเป็นหนึ่งในกีฬาการแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2561

สำหรับ อีสปอร์ต (e-Sports) เป็นกีฬาชนิดหนึ่งที่มีการแข่งขันผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของผู้เล่นมากกว่า 2 คนขึ้นไป ทั้งในประเภทบุคคลและประเภททีม เป็นการพัฒนาต่อยอดจากการเล่นเกมออนไลน์แบบเดิมๆ มาเป็นการเล่นเกมเพื่อแข่งขันหาผู้ชนะ รูปแบบการแข่งขันจะแบ่งตามประเภทของเกม อาทิ เกมต่อสู้ เกมวางแผนการรบ ฯลฯ ซึ่งล้วนต้องต้องใช้ทั้งทักษะ การฝึกซ้อม การวางแผนการกำหนดกลยุทธ์ ความสามัคคีของคนในทีม นอกจากนี้ อีสปอร์ต มีข้อจำกัดที่น้อยกว่ากีฬาทั่วไป เพราะไม่จำกัดเพศ อายุ นั่นหมายความว่าเด็กหรืผู้ใใหญ่ก็สามารถเป็นนักกีฬาอีสปอร์ตได้ หากมีความสามารถและความชำนาญ

เมื่ออินเทอร์เน็ตเข้าถึงผู้คนมากขึ้น ทำให้วงการเกมออนไลน์ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเช่นกัน ทำให้อุตสาหกรรมอีสปอร์ตเติบโต เป็นกีฬายอดนิยมในยุคปัจจุบันสำหรับไลฟ์สไตล์คนยุคดิจิทัล ในปี 2560 มูลค่าตลาดของวงการอีสปอร์ตอยู่ที่ 6.96 ร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และจากการประมาณการของ Newzoo1 คาดการณ์ว่า อัตราการเติบโตของรายได้วงการอีสปอร์ตในปี 2560-2563 เพิ่มขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ราว 29% ซึ่งจะทำให้ตลาดของวงการอีสปอร์ตมีมูลค่าสูงถึง 1.48 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2565

ปัจจัยที่ทำให้อีสปอ์ตได้รับความนิยมคือ ผู้ชม เพราะกีฬาอีสปอร์ตไม่ต่างจากการแข่งกีฬาแบบดั้งเดิมที่ต้องมีผู้ชมมาเป็นกองเชียร์ จากการประมาณการของ Newzoo คาดการณ์ว่า อัตราการเติบโตของผู้ชมอีสปอร์ตจะเพิ่มขึ้นราว 15% ในช่วงปี 2560-2563 เป็นสิ่งที่สะท้อนว่าอีสปอร์ตจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปัจจัยของรายได้และจำนวนผู้ชมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วของวงการอีสปอร์ตทำให้เกิดสายอาชีพใหม่มากมาย อาทิ นักกีฬาอีสปอร์ต นักแคสเกม ผู้จัดการทีม นักพากย์เกม กรรมการ ผู้จัดการแข่งขัน นักพัฒนาเกม นักออกแบบเกม นักสร้างคอนเทนต์ นักเขียนโปรแกรม ฯลฯ ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า อีไอซีคาดการณ์ว่าจะมีธุรกิจไทยได้รับผลประโยชน์จากการเติบโตของอีสปอร์ต อาทิ

(1.) ธุรกิจที่เปิดโอกาสให้บริษัทต่างๆ เข้ามาเป็นผู้สนับสนุน เพื่อสร้างแบรนด์และเข้าถึงผู้บริโภค ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีอีกช่องทางหนึ่งสำหรับบริษัทต่างๆ ที่ต้องการจะโฆษณาแบรนด์ของตัวเองด้วยการเป็นผู้สนับสนุนในวงการอีสปอร์ต เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้

(2.) ธุรกิจร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ ซึ่งจะได้รับผลประโยชน์และเป็นหนึ่งในทางรอดหลักของธุรกิจพีซี ที่ร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่จะไม่เป็นเพียงแค่ร้านเกมแบบเดิมอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นสถานที่ฝึกซ้อมสำหรับนักกีฬาอีสปอร์ต

(3.) ธุรกิจท่องเที่ยว เพราะประเทศไทยติดอันดับหนึ่งในประเทศที่น่าท่องเที่ยวที่สุดในโลก การมีอุตสาหกรรมอีสปอร์ตจึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะดึงดูดให้ชาวต่างชาติ ตัดสินใจเดินทางมาท่องเที่ยวและเยี่ยมชมประเทศไทยมากยิ่งขึ้น ผ่านการจัดกิจกรรมอีเวนท์เกี่ยวกับอีสปอร์ตขนาดใหญ่ ทำให้สามารถดึงดูดชาวต่างชาติเข้ามามีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมและธุรกิจการท่องเที่ยวไทยได้ในทางอ้อม

(4.) ธุรกิจแวดวงการศึกษา อย่างล่าสุดที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา  เพิ่งเปิดตัวหลักสูตรใหม่ การจัดการธุรกิจเกมและอีสปอร์ต เพื่อ​ผลิต​บุคลากร​ระดับ​นัก​บริหาร​ที่​มี​ความ​รอบรู้ มี​ความ​สามารถ​ใน​การ​จัดการ​ธุรกิจเกมและอีสปอร์ต​ได้​อย่าง​มี​ประสิทธิภาพ สามารถ​ใช้​เทคโนโลยี​ใหม่ๆ และแนวคิดของเกมให้บังเกิด​ผล​อย่าง​เต็มที่ ตลอดจนสอดคล้องกับไทยแลนด์ 4.0

จากปัจจัยหลายๆ อย่าง ทั้งเทคโนโลยี ผู้ชม ทำให้อีสปอร์ตได้รับความนิยมและเติบโตมากขึ้น โยเฉพาะในประเทศไทย ที่ล่าสุดกลายเป็นกีฬาการแข่งขันที่ได้การยอมรับจากการกีฬาแห่งประเทศไทย ถือเป็นการพลิกวงการเกม สร้างภาพลักษณ์ที่ดีในแวดวงดังกล่าว ก่อให้เกิดโอกาสสำหรับแวดวงธุรกิจในอนาคต เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของทุกภาคส่วนในแวดวงอีสปอร์ตในยุคดิจิทัลต่อไป


เอาใจสายวิ่ง-เปิดตัวรองเท้าวิ่งฝังชิป-เทคโนโลยี-HOVR_web.jpg

ใครที่เป็นคนที่ชอบออกกำลังกายหรือเป็นสายวิ่ง สิ่งสำคัญของการออกกำลังกายไม่เพียงแค่เสื้อหรือกางเกงเท่านั้น “รองเท้า” รองเท้าก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญสำหรับนักออกกำลังกายเลยก็ว่าได้ การได้รองเท้าดีๆ สักครู่นึงนอกจากจะช่วยถะนุถนอมเท้าของเราให้สามารถเดินหรือวิ่งออกกำลังกายได้แล้วนั้น ยังช่วยให้เรามีความสุขกับการออกกำลังกายโดยไม่ต้องเกิดอาการบาดเจ็บอีกด้วย

ล่าสุด มีนวัตกรรมใหม่เกิดขึ้นในประเทศไทยบ้านเรา เอาใจคนชอบออกกำลังกายเลยก็ว่าได้ เพราะ “อันเดอร์ อาร์เมอร์” เปิดตัว “รองเท้าวิ่ง” ที่ไม่ใช่เป็นเพียงรองเท้าสำหรับวิ่งธรรมดาๆ เท่านั้น แต่มีเทคโนโลยีของระบบไมโครชิพฝังอยู่ด้วย รุ่นนี้เป็นรุ่นใหม่ล่าสุดของปี 2562 ในประเทศไทย ประกอบด้วย รุ่น HOVR Infinite, HOVR Sonic 2, HOVR Guardian, HOVR Phantom SE และ HOVR Velocity 2

รองเท้าวิ่งเทคโนโลยี HOVR มีแนวคิดผสมผสานระหว่างแผ่นรองรับแรงกระแทกที่ผลิตจากสารประกอบโฟมและเทคโนโลยีฝังชิปการติดตามบนตัวรองเท้า ด้วยไมโครชิปที่ติดตามและส่งข้อมูลโดยตรงสู่แอพพลิเคชั่น MapMyRun เพื่อให้นักวิ่งดูรายละเอียดการวิ่งของตัวเอง เช่น ระยะทาง จำนวนก้าว ระยะของการแบ่งเพื่อการเร่งความเร็ว รวมไปถึงมาตรวัดการเดินที่มีความละเอียดมากขึ้นอย่าง การวัดจังหวะและความยาวของแต่ละก้าว วิเคราะห์และให้ข้อมูลการวิ่งรอบด้านได้แบบเรียลไทม์และแม่นยำประหนึ่มเหมือนมีโค้ชวิ่งส่วนตัว ทำให้นักวิ่งสามารถประเมินสมรรถภาพของตัวเองผ่านประวัติการวิ่ง และวางแผนการวิ่งในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ รองเท้าวิ่งเทคโนโลยี HOVR ยังห่อหุ้มด้วยโครงสร้างตาข่าย Energy Web ที่ช่วยคงรูปร่างแผ่นรองกันกระแทกให้เหมาะกับสรีระของฝ่าเท้า เพื่อมอบแกนรับแรงกระแทกและคืนแรงส่งที่มีความแข็งแรง ป้องกันการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นจากการลงแรงวิ่งไม่สม่ำเสมอได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สุดท้าย การเลือกรองเท้าดีๆ สักคู่หนึ่งสำหรับการออกกำลังกายก็สำคัญอย่างยิ่ง ยิ่งได้รองเท้าดีๆ ที่มีคุณสมบัติมากมายก็ยิ่งดีกับตัวเรามากขึ้น ทั้งเรื่องของสุขภาพ ความนุ่มสบาย และเทคโนโลยีของรองเท้าคู่นี้ยังช่วยวิเคราะห์และให้ข้อมูลการวิ่ง เพื่อให้เราวางแผนการวิ่งในอนาคตต่อไปได้


สุดไฮเทค-กล้องติดหน้ารถ-จากแอปฯ-ของสมาร์โฟน_web.jpg

ปัจจุบัน หลายคนที่มีรถส่วนตัวไม่ว่าจะรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ ต่างนิยมติดกล้องวีดิโอตรงหน้ารถเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ เพื่อ เพราะอุบัติเหตุย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ และเมื่ออุบัติเหตุเกิดขึ้นก็ต้องมานั่งเถียงกันว่าใครผิด ใครถูก บางทีรถของเราจอดอยู่เฉย ๆ ก็โดนรถคันอื่นมาขับเฉี่ยวชนแล้วขับหนี ทำให้การติดกล้องที่รถมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อใช้เป็นหลักฐานสำคัญในการเอาผิดคนที่มาทำรถของเราเสียหายหรือบันทึกเหตุการณ์อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบนท้องถนน

หลายคนคงจะเคยเห็นข่าวคราวบนท้องถนน ซึ่งภาพส่วนใหญ่ล้วนมาจากกล้องติดหน้ารถกันบ่อย ๆ ซึ่งยอมรับว่ามีประโยชน์อย่างมาก ทั้งใช้เป็นหลักฐานในการจับตัวผู้กระทำผิดก็ดี รวมถึงเป็นส่วนหนึ่งในการใช้สำหรับการลดเบี้ยประกัน  เรื่องนี้ผู้ใช้รถใช้ถนนหลายคนต้องให้ความสำคัญอย่างมาก แต่การติดกล้องหน้ารถทั้งที กล้องบางรุ่นที่มีคุณภาพดีๆ ก็อาจจะมีราคาสูงอยู่บ้าง

แต่เชื่อหรือไม่ว่า สมาร์ทโฟนของเราเองนั้นก็สามารถนำมาใช้เป็นกล้องติดหน้ารถยนต์ได้ โดยไม่ต้องใช้โหมด Camera ให้เปลืองพื้นที่โทรศัพท์หรือเมมโมรี่การ์ด ซึ่งปัจจุบันมีแอปพลิเคชันต่าง ๆ มากมายคอยให้บริการ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงได้รวบรวบแอปพลิเคชันสำหรับใช้บันทึกเหตุการณ์ในลักษณะของกล้องติดหน้ารถ โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อกล้องให้ฟุ่มเฟือย

 

 

1. Carcorder : แอปพลิเคชันนี้ถือเป็นแอปฯ ที่มีการใช้งานมากที่สุด ถึงขนาดที่ว่าติดอันดับการค้นหาใน Apps Store ในอันดับต้น ๆ เลยก็ว่าได้ มีลักษณะการใช้งานที่เหนือชั้นกว่ากล้องติดหน้ารถทั่วไป เพราะมีทั้งการบันทึกภาพความละเอียดสูง ระบบแจ้งเตือนการจำกัดความเร็ว บันทึกภาพเหตุการณ์เมื่อเกิดอุบัติเหตุ สามารถบันทึกองศาละติจูด ลองติจูด วันเวลาสถานที่ การใช้ความเร็ว ทิศทางการเคลื่อนไหวของรถ ฯลฯ

 

 

2. Auto Guard Dash Cam : Auto Guard Dash Cam : เป็นแอปฯ สำหรับผู้ใช้สมาร์ทโฟนระบบแอนดรอยด์ มีลูกเล่นต่าง ๆ มากมาย ทั้งการปรับขนาดวีดีโอ ระบบเปิด-ปิดการทำงานอัตโนมัติ คลิปวีดิโอที่บันทึกสามารถอัพโหลดเผยแพร่ในยูทูปได้ทันที เปิดระบบนำทางได้อีกด้วย

 

 

3. AutoBoy Dash Cam – Blackbox : เป็นแอปฯ สำหรับผู้ใช้สมาร์ทโฟนระบบแอนดรอยด์ สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนให้กลายเป็นกล้องติดหน้ารถได้อย่างง่ายดาย ซึ่งมีฟีเจอร์เด่น ๆ ที่น่าสนใจ หากสมาร์ทโฟนถูกตั้งกับฐานตั้งบนรถ ระบบจะแอปฯ โดยอัตโนมัติ และบันทึกภาพเมื่อมีเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้น

 

 

4. SaveDrives – Car Dashboard : แอปฯ นี้ใช้สำหรับไอโฟน สามารถบันทึกวิดิโอได้ หากเกิดอุบัติเหตุขึ้น ระบบจะตัดคลิปวีดิโอให้เป็นไฟล์ความยาว 30 วินาที เพื่ออำนวยความสะดวกหากต้องการคลิปนำไปส่งกับตำรวจหรือประกัน มีระบบโทรออกเอกเมื่อเกิดเหตุการณ์จำเป็น และระบบมีการบันทึกข้อมูลการเดินทางในรูปแบบแผนที่ใน GPS มีการระบุพิกัดการเดินทางของเรา

 

 

แอปฯ เหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ใช้รถใช้ถนนสามารถนำมาใช้งานได้ ประหยัด แต่ก็อย่าลืมพกพาวเวอร์แบงค์ไว้ด้วย เพราะการใช้แอปฯ ดังกล่าวจะเป็นการทำให้แบตเตอรี่โทรศัพท์ลดลง นอกจากนี้ ไม่แนะนำให้ใช้ในนานเกิน 2 ชั่วโมง หรือนำมาใช้แทนกล้องติดหน้ารถแบบถาวร เพราะจะทำให้โทรศัพท์มีความร้อนสูงขึ้นจากการเปิดใช้แอปฯ เป็นเวลานาน ๆ


เฟซบุ๊ค-งัด-5-มาตรการ-ปราบ-Fake-News-ช่วง-เลือกตั้ง-62_web.jpg

เมื่อเทคโนโลยีก่อให้เกิดสังคมออนไลน์ขึ้น การสื่อสารจึงกว้างขวางกว่าที่เคยเป็น สื่อออนไลน์เปรียบเสมือนดาบสองคม เนื่องจาก “วิกฤต Fake News” หรือข่าวปลอม ที่คอยสร้างความสับสนให้ผู้คนจากกลุ่มไม่หวังดี…

จะว่าไป วิกฤต Fake News เกิดขึ้นมานานแล้ว แต่แพร่กระจายช้า เพราะในสมัยก่อนเป็นเพียงรูปแบบของ “ใบปลิว” ซึ่งไม่ค่อยมีผลต่ออารมณ์ความรู้สึกมากนัก แต่ปัจจุบัน Fake News เปลี่ยนมาอยู่ในรูปแบบของสื่อออนไลน์ ทำให้มีข้อมูลข่าวสารถูกแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อผู้รับสารมากขึ้น

และยิ่งช่วงนี้ประเทศไทยกำลังจะมีการเลือกตั้งขึ้น จึงค่อนข้างน่าเป็นห่วงว่า Fake News จะเข้ามาทำลายความน่าเชื่อถือของนักการเมืองรวมถึงผู้รับสาร จากกลุ่มผู้ไม่หวังดีที่ต้องการสร้างสถานการณ์ ไม่เพียงแค่ประเด็นการเมืองเท่านั้น ข่าวสารประเภทต่างๆ ก็ยังมีกลุ่มผู้ไม่หวังดีปล่อยข่าวลวงผ่านสื่อออนไลน์อีกด้วย อาทิ ศิลปิน/ ดาราชื่อดังเสียชีวิต เป็นต้น

จากวิกฤติดังกล่าว ทำให้ “เฟซบุ๊ก” หนึ่งในแอปพลิเคชันที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดถึง 52 ล้านคน ออกประกาศมาตรการรับมือ Fake News ในช่วงของการเลือกตั้งที่เกิดขึ้น โดยไม่อนุญาตให้โฆษณาที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเลือกตั้งจากต่างประเทศมาเผยแพร่ในประเทศไทย ตั้งแต่ช่วงก่อนเลือกตั้งไปจนถึงวันเลือกตั้ง นอกจากนี้ ยังคุมเข้มเรื่องการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งของผู้คน ทั้งนี้เพื่อสร้างความโปร่งใสในการนำเสนอข่าวสารและข้อมูลในช่วงเลือกตั้ง

 

สำหรับมาตรการที่ Facebook จะบังคับใช้ เพื่อรับมือ Fake News ได้แก่

1. Cracking Down on Fake Accounts – ปราบปรามบัญชีปลอม

เฟซบุ๊กจะใช้ระบบอัตโนมัติตรวจจับข้อมูลเพื่อค้นหาบัญชีปลอม จากนั้นจึงนำนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยระบุตัวตน สามารถตรวจจับบัญชีปลอมก่อนจะมีการรายงานเข้ามาได้มากถึง 99.6% และส่งข้อมูลที่ตรวจพบให้กับทีมงานที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยตรวจจับและสแกนในขั้นตอนสุดท้าย เนื่องจากรูปแบบและวิธีการของผู้ที่ไม่ประสงค์ดีในการสร้างบัญชีปลอมมีการพัฒนาและก้าวหน้าอยู่ตลอดเวลา

 

2. Reducing The Distribution of False News – ลดการกระจายข่าวปลอม

เฟซบุ๊กจะเพิ่มมาตรการจัดการ การแพร่กระจายข่าวปลอม โดยนำหลัก “ลบ-ลด-แจ้ง” มาใช้สำหรับจัดการกับข่าวปลอมหรือคอนเทนต์ที่ไม่เหมาะสม

 

3. Making Advertising More Transparent – ทำให้การโฆษณามีความโปร่งใสมากขึ้น

เฟซบุ๊กเปิดให้ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถเข้าไปดูรายละเอียดข้อมูลของเพจได้แล้วผ่านแถบ “Info and Ads” ในหน้าเพจนั้นๆ ซึ่งจะแสดงรายละเอียดตั้งแต่จำนวนครั้งที่เปลี่ยนชื่อเพจ เริ่มสร้างเพจวันไหน มีต้นทางการใช้งานมาจากประเทศใด เพื่อตรวจสอบว่าเพจนั้นๆ นำเสนอประเด็นไหน อาศัยอยู่ในประเทศใด เพื่อเชื่อมโยงกับเจตนาในการทำคอนเทนต์ และยังสามารถเลือกดูได้ด้วยว่าคอนเทนต์ที่ถูกซื้อโฆษณาถูกสนับสนุนโดยใครอีกด้วย

 

4. Disrupting Bad Actors – กำจัดการเผยแพร่พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม

เฟซบุ๊กมีมาตรการยับยั้งการแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมบนแพลตฟอร์ม เพื่อป้องกันการส่งต่อข้อมูลดังกล่าว

 

5. Supporting an Informed Electorate – สนับสนุนการเลือกตั้งด้วยข้อมูลข่าวสาร

เฟซบุ๊กจะสนับสนุนการให้ข้อมูลช่วงเลือกตั้ง โดยทำงานร่วมกันกับองค์กรอื่นๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจจับข่าวปลอม เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถรับข้อมูลข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณมากขึ้น ก่อนจะกดแชร์หรือส่งต่อ รวมถึงแสดงความคิดเห็น

 

เฟซบุ๊กจะดำเนินการตามนโยบายที่สอดคล้องกับทาง กกต. ของประเทศนั้นๆ รวมถึงประเทศไทย โดยตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าจะเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้ใช้งานในการเสพข่าวสารที่ถูกต้อง โปร่งใส รวมถึงแสดงความคิดเห็น เปิดพื้นที่ให้แสดงความคิดเห็นของตัวเองได้ เพื่อลดปัญหาการเกิดวิกฤต Fake News ต่อไป


ภัยไซเบอร์-ปี-2562-เรื่องที่มนุษย์ต้องเรียนรู้และรับมือ_web.jpg

เมื่อพูดถึงโทษของโลกไซเบอร์ หากเราไม่รู้จักระมัดระวัง เราอาจจะตกเป็นเหยื่อของภัยไซเบอร์ก็ได้ ฉะนั้น มาดูกันว่า “ภัยไซเบอร์” ปี 2562 จะมีแนวโน้มและทิศทางอย่างไรบ้าง เพื่อที่จะได้ตั้งรับและรับมือได้ทัน

เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในโลกมนุษย์มากขึ้น ทำให้การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ได้รับความสะดวกสบายมากขึ้นด้วยเทคโนโลยี การใช้ชีวิตประจำวันของมนุษย์ในแต่ละวันล้วนต้องใช้และพึ่งพาเทคโนโลยีตลอดเวลา ไม่ว่าจะดำเนินกิจกรรมใดๆ ก็ตาม มักจะมีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง

และเร็วๆ นี้ 5G กำลังเข้ามาเยือนโลกมนุษย์ และกำลังจะเป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่ทรงอิทธิพลที่สุด ก็ยิ่งทำให้หลายฝ่ายตื่นตัวมากขึ้น เพราะมีความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาประเทศ ช่วยยกระดับอุตสาหกรรม ไม่เพียงแต่ทำให้มนุษย์สามารถดาวน์โหลดข้อมูลขนาดมหาศาลได้ด้วยความเร็วสูงอย่างก้าวกระโดดเท่านั้น แต่ยังทำให้อุปกรณ์และสิ่งของรอบตัวสามารถเชื่อมโยงกันเองและเชื่อมโยงกับมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โลกไซเบอร์เป็นหนึ่งในสิ่งที่ผู้คนใช้งานบ่อยที่สุด โดยเฉพาะในส่วนของ ข้อมูล (Data) เนื่องจากผู้ใดบริหารจัดการข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้นั้นย่อมได้เปรียบ แต่การนำ ข้อมูล (Data) มาใช้ประโยชน์นั้น ต้องระมัดระวังอย่างมาก โดยเฉพาะภัยของโลกไซเบอร์ ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และในปี 2562 นี้ “ภัยไซเบอร์” จะมีแนวโน้มและทิศทางอย่างไรบ้าง

1. ข้อมูลรั่วไหลจากการจัดเก็บข้อมูลใน Cloud

ปัจจุบัน องค์กรต่างๆ นิยมจัดเก็บข้อมูลผ่านคอพิวเตอร์หรือระบบสารสนเทศภายในองค์กร และนำเข้าสู่การจัดเก็บข้อมูลบนระบบ  Cloud เพื่อลดต้นทุน กระจายความเสี่ยงการโจมตีทางไซเบอร์ แต่อีกมุมหนึ่งที่ผู้บริหารองค์กรควรพิจารณา คือ ใครจะรับผิดชอบความเสียหาย หากมีข้อมูลขององค์กรที่อยู่ในระบบ Cloud รั่วไหล  รวมถึงหาก พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมีผลบังคับใช้ ฝ่ายใดต้องรับผิดชอบ ระหว่างผู้บริหารองค์กร ผู้ให้บริการคลาวด์ หรือ บริษัทที่ให้บริการประกันภัยทางไซเบอร์

วิธีการแก้ปัญหาข้อมูลรั่วไหลผ่านการใช้ระบบ Cloud ที่ดี คือองค์กรควรทำ Data Classification หรือ การจำแนกข้อมูลเสียก่อน เพราะข้อมูลในระบบ Cloud มีโอกาสถูกแฮ็กได้ทุกเมื่อ ฉะนั้น เราควรบริหารจัดการการจัดเก็บข้อมูลให้ปลอดภัย เช่น การพิสูจน์ตัวตนแบบสองชั้น เป็นต้น

 

2. กฎระเบียบและกฎหมายทางด้านไซเบอร์จะเข้มงวดขึ้น

เร็วๆ นี้ ประเทศไทยจะมีกฎหมายใหม่ที่เตรียมนำมาบังคับใช้ถึง 2 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ. ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งจะมีผลต่อหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนต่อประชาชนทั่วไป ทำให้ผู้บริหารระบบสารสนเทศ ตลอดจนผู้ตรวจสอบระบบสารสนเทศต้องมีการเตรียมตัวและวางแผนให้รอบคอบมากขึ้น เนื่องจากเป็นข้อกำหนดในตัวบทกฎหมายทั้ง 2 ฉบับดังกล่าว ทำให้ในปีนี้หลายองค์กรคงต้องจัดเตรียมงบประมาณและลงทุนด้านระบบสารสนเทศเพิ่มเติม เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนด ซึ่งจะมีเวลาเตรียมการไม่น้อยกว่า 180 วัน

สำหรับประชาชนทั่วไป ในฐานะผู้ใช้บริการต้องตรวจสอบ Privacy Notice และ Privacy Policy ให้รอบคอบก่อนการใช้งานบริการออนไลน์และโมบายแอปต่างๆ ว่าไม่มีการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลของเรา รวมทั้งบริษัท Tech Giant ต้องมีการปรับตัวให้สอดคล้องกับ EU’s GDPR โดยสังเกตได้จากทั้ง Facebook, Apple และ Google ล้วนเพิ่มเมนูพิเศษให้ผู้บริการสามารถบริหารจัดการข้อมูลของตนได้

 

3. เกิดการโจมตีในรูปแบบการไม่เปิดเผยตัวตน

เป็นการโจมตีข้อมูลส่วนบุคคลจนสามารถระบุตัวตนของบุคคลนั้นได้ โดยการเข้าถึง Personally Identifiable Information (PII) ของบุคคลนั้นจากข้อมูลเพียงบางส่วนที่ไม่สมบูรณ์พอที่จะระบุตัวตนของบุคคลนั้นได้ แต่เมื่อใช้เทคนิค Intelligence Information Gathering แล้วแฮกเกอร์สามารถปะติดปะต่อข้อมูลการค้นหาข้อมูลในโซเชียลมีเดีย โดยใช้เครื่องมือประเภท OSINT (Open Source Intelligence)

ดังนั้น ผู้ใช้บริการบริการโซเชียลมีเดียควรระมัดระวังการป้อนข้อมูลเข้าไปในระบบ ไม่ว่าจะเป็นการโพสต์หรือการอัพโหลดข้อมูลส่วนบุคคลเข้าไปใน Cloud เนื่องจากแฮ็กเกอร์สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมที่สามารถเชื่อมโยงกับข้อมูลหลักของเรา จนระบุตัวตนของเป้าหมายได้ในที่สุด เช่น เมื่อทราบเบอร์โทรศัพท์ ก็สามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นเบอร์ของใคร ชื่อ-นามสกุลอะไร โดยไม่จำเป็นต้องทราบชื่อ-นามสกุล หรือไม่จำเป็นต้องรู้จักเป้าหมายมาก่อน ฉะนั้น ควรมีสติทุกครั้งในการป้อนข้อมูล อย่าลืมว่า คิดก่อนโพสต์ และ  คุณเป็นคนอย่างไรคุณก็โพสต์อย่างนั้น

 

4. การกลั่นแกล้งทางโซเชียลมีเดีย

Cyberbullying ผ่านทางสื่อโซเชียลมีเดีย เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่เกิดบ่อยครั้ง ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ ชื่อเสียง อย่างมากต่อผู้ถูกกระทำ โดยที่ผู้ถูกกระทำไม่มีโอกาสได้ตอบโต้ผู้กระทำผิด ซึ่งจริงๆ แล้วมีกฎหมายหมิ่นประมาทที่สามารถนำมาใช้ในกรณี Cyberbullying ได้ หากแต่ชื่อเสียงของบุคคลนั้นก็มีผลกระทบในด้านลบไปเสียก่อนแล้ว เพราะธรรมชาติของสื่อโซเชียลจะมีความเร็วสูงมาก และสามารถแพร่กระจายข่าวสารเชิงลบได้ในระยะเวลาอันสั้น ดังนั้นทั้งบุคคลและองค์กรจึงจำเป็นต้องวางแผนและมีการเฝ้าระวังสื่อสังคมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน องค์กรต้องมีศักยภาพหรือขีดความสามารถในการโต้ตอบ ให้ข้อมูลเชิงบวกกับสาธารณะชนด้วยความรวดเร็ว ก่อนที่ข่าวสารเชิงลบจะทำให้ชื่อเสียงของบุคคลและองค์กรมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ และความเชื่อมั่น

 

5. ความไม่เข้าใจของผู้บริหารระดับสูง ในเรื่อง Digital Transformation และ Cybersecurity Transformation

การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในรูปแบบที่หลายองค์กรกำลังนิยมในปัจจุบัน คือ การปรับองค์กรตามแนวทาง Digital Transformation ซึ่งไม่ใช่เพียงการนำเอาเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เท่านั้น แต่ต้องปรับเปลี่ยนองค์กร ตั้งแต่เรื่อง ผู้นำ ไปจนถึงประสบการณ์ของลูกค้า แะยังต้องปรับเปลี่ยนเรื่องความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัวขององค์กรอีกด้วย เนื่องจากเป็นฐานในการสร้างความเชื่อมั่นสินค้าและบริการขององค์กร

การเปลี่ยนแปลงในรูปแบบดิจิทัลโดยลืมคำนึงถึงเรื่องความมั่นคงทางไซเบอร์ จะไม่สามารถสำเร็จลุล่วงในระยะยาวได้ เนื่องจากมีปัญหาด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และปัญหาด้านการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ยังไม่ได้รับการปรับแก้ไขให้ถูกต้อง ดังนั้นการการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบดิจิทัลให้สำเร็จ จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวในองค์กรด้วย ขณะเดียวกันองค์กรยังสามารถรักษาระดับการให้บริการกับลูกค้าไว้ได้โดยไม่มีผลกระทบต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ขององค์กร ซึ่งผู้บริหารระดับสูงจำเป็นต้องทำความเข้าใจในหลักการความยืดหยุ่นทางไซเบอร์ และการเปลี่ยนแปลงความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์

สุดท้าย ในการใช้เทคโนโลยีนั้นเราก็ควรใช้เทคโนโลยีในทางที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตัวเรามากที่สุด ไม่ควรใช้เทคโนโลยีในทางที่ผิด และในบางครั้งมนุษย์เราก็ควรหันมาทำอะไรด้วยตนเองโดยไม่พึ่งพิงเทคโนโลยีบ้างเพื่อให้เราได้รู้จักใช้สมองและร่างกายของเราฝึกทำอะไรด้วยตนเอง ก่อนที่มนุษย์เราจะต้องตกเป็นทาสของเทคโนโลยี

 

 


ส่องเทรนด์-สมาร์ทโฟน-ปี-2562-เราจะได้เห็นอะไรบ้าง_web.jpg

 “สมาร์ทโฟน” สิ่งสำคัญอีกหนึ่งอย่างของมนุษย์ ที่มีฟังก์ชั่นต่างๆ ตอบโจทย์การใช้งานมากมาย และปี 2562 จะมีเทรนด์ใหม่ๆ ของ “สมาร์ทโฟน” ซึ่งอาจจะทำให้มนุษย์เริ่มให้ความสนใจมากขึ้น

ต้องบอกเลยว่า “สมาร์ทโฟน” กลายเป็นปัจจัย 5 ของมนุษย์เลยก็ว่าได้ เพราะสมาร์ทโฟนไม่ใช่แค่โทรศัพท์มือถือที่สำหรับโทรออก-รับสาย เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่มีคุณสมบัติที่คอยอำนวยความสะดวกมนุษย์แบบเหนือชั้น จนกลายเป็นสิ่งของสำคัญอีกหนึ่งอย่างที่สำคัญกับมนุษย์อย่างเราเลยก็ว่าได้

และด้วยคุณสมบัติที่มากมายของสมาร์ทโฟนแบรนด์ต่างๆ และรุ่นต่างๆ จะเห็นได้ว่าแต่ละแบรนด์ต่างคิดค้นฟังก์ชั่นใหม่ๆ ให้กับสมาร์ทโฟน เพื่อดึงดูดลูกค้าให้เกิดความสนใจและควักกระเป๋าสตางค์ซื้อในที่สุด

ในปี 2562 นี้ เชื่อว่าหลายคนก็จับตามองกันว่า ปีนี้จะมีเทคโนโลยี ฟังก์ชั่น หรือนวัตกรรมอะไรใหม่ๆ เกี่ยวกับแวดวง “สมาร์ทโฟน” ที่น่าสนใจและจะได้เห็นกันในปีนี้บ้าง

 

1. รอยแหว่งบนหน้าจอจะหายไป

สำหรับเทรนด์สมาร์ทโฟนในปีที่ผ่านมา จะเห็นกันบ่อยก็คือเรื่องของดีไซน์หน้าจอของสมาร์ทโฟนที่มาพร้อมกับ Notch แบบเป็นแถบ แต่ในปี 2019 เราอาจจะไม่ได้เห็นดีไซน์หน้าจอดังกล่าวแล้ว และในอนาคตคาดว่าจะมีสมาร์ทโฟนอีกหลายรุ่นหันมาใช้หน้าจอแบบเจาะรูแทน เห็นได้จากข่าวของภาพเรนเดอร์มือถือรุ่นใหม่ หรือการจดสิทธิบัตรในระยะหลังมานี้ มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้ง Samsung, Huawei, Honor, Lenovo รวมถึง Apple ที่จดสิทธิบัตรจอมีรูเอาไว้แล้วด้วยเหมือนกัน

 

2. หน้าจอพับได้

หลายคนอาจจะคิดว่าสมาร์ทโฟนแบบหน้าจอพับได้อาจจะเป็นเพียงแค่เรื่องเพ้อฝัน เพราะไม่มีทางเกิดขึ้นได้จริง แต่ล่าสุด สมาร์ทโฟนแบบหน้าจอพับได้ก็ถือกำเนิดขึ้นในวงการจริงๆ ด้วยเทคโนโลยีจอพับได้เริ่มแพร่หลายในอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนแล้ว ดังนั้นในปีนี้ เราจะได้เห็นสมาร์ทโฟนพับได้จากหลายๆ แบรนด์ชื่อดังเปิดตัวออกมาจำหน่ายแข่งขันกันอย่างแน่นอน

 

3. มีระบบสแกนนิ้วใต้จอ

ระบบสแกนนิ้วนี้เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่จะมาพร้อมกับการเปิดตัวสมาร์ทโฟนจอพับได้ในอนาคต โดยเทคโนโลยีการสแกนลายนิ้วมือบริเวณใต้หน้าจอจะมีราคาถูกลงและแพร่หลายยิ่งขึ้น จนอาจกลายเป็นฟีเจอร์ที่พบเห็นได้ทั่วไปในตลาดสมาร์ทโฟนปีหน้า

 

4. มีกล้องอย่างน้อย 4 ตัว

ในที่สุดเราก็ได้เห็นกล้อง 4 ตัว (Quad-Camera) บนสมาร์ทโฟนจนได้ใน Samsung Galaxy A9 แน่นอนว่าแบรนด์อื่นๆ ก็ไม่ยอมน้อยหน้า เตรียมพัฒนาสมาร์ทโฟนกล้อง 4 ตัวออกมาเช่นกัน ดูเหมือนว่ากล้องบนสมาร์ทโฟนจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ยังไม่รู้ว่าจะไปสิ้นสุดลงที่ตรงไหน ดังนั้นก็คงจะไม่แปลก หากเราจะได้เห็นสมาร์ทโฟน 4 กล้องทยอยกันเปิดตัวออกมาในปีหน้า

 

5. รองรับ 5G

แบรนด์สมาร์ทโฟนชื่อดังอย่าง OnePlus LG และ Samsung เตรียมเปิดตัวสมาร์ทโฟนที่รองรับเครือข่าย 5G ในปี 2562 ถึงแม้ว่าเครือข่าย 5G จะยังไม่แพร่หลายครอบคลุมทุกพื้นที่ แต่เชื่อว่าในอนาคต จะมีการพัฒนาสมาร์ทโฟนที่รองรับเทคโนโลยี 5G อย่างแน่นอน

 

6. ระบบชาร์จไฟไวกว่าเดิม

ปีนี้เราจะได้เห็นเทคโนโลยีชาร์จไฟแบบใหม่ที่ใช้เวลาชาร์จเร็วขึ้น อย่างล่าสุด Samsung เร่งพัฒนาระบบชาร์จไวแบบใหม่เพื่อใช้กับ Galaxy S10 ที่กำลังจะเปิดตัวช่วงต้นปี ซึ่งระบบชาร์จไวดังกล่าวไม่ได้อยู่ที่ตัวหม้อแปลงอย่างเดียวเท่านั้น แต่แบตเตอรี่ที่ใช้ก็ต้องถูกออกแบบมาเพื่อให้รองรับแรงดันไฟสูงๆ ได้โดยไม่เกิดความร้อนจนระเบิดหรือลุกไหม้อีกด้วย ซึ่งในอนาคตระบบดังกล่าวจะเริ่มเข้ามาอยู่ในสมาร์ทโฟนราคาถูกแน่นอน

 

ทั้งหมดนี้เป็นเทรนด์สมาร์ทโฟนของปี 2562 ที่คาดว่าทุกๆ คนจะได้เห็นกันและใช้ได้จริงในสมาร์ทโฟนหลายๆ รุ่น อย่างแน่นอน และในอนาคตเราอาจจะได้เห็นเทคโนโลยีใหม่ๆ อีกหลายอย่าง คงต้องจับตาดูกันต่อไป


เผยโฉม-แอปพลิเคชั่น-สุดล้ำ-ตอบโจทย์คนสูงวัยโดยเฉพาะ_web.jpg

ส่อง “แอปพลิเคชั่น” ที่ตอบโจทย์ผู้สูงอายุ ช่วยอำนวยความสะดวก ดูแลสุขภาพ และฝึกสมาธิ เพื่อให้พวกเขาใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายและมีความสุข

เมื่อเทคโนโลยีมีการพัฒนาอย่างล้ำหน้า ทำให้ไลฟ์สไตล์การดำเนินชีวิตของมนุษย์ล้วนต้องมีเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการอำนวยความสะดวก ไม่เพียงกลุ่มคนรุ่นใหม่เพียงแค่นั้นที่สนใจการใช้เทคโนโลยีต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ผู้สูงอายุเองในฐานะคนที่อยู่ในยุคสมัยเกิดก่อนเทคโนโลยี ก็ต้องมีการปรับตัวและเรียนรู้การใช้เทคโนโลยี เพื่อก้าวให้ทันกับโลกของเทคโนโลยี ไม่ให้ตกยุค หรือ Digital Disruption การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากเทคโนโลยีดิจิทัล ทำให้เกิดรูปแบบนวัตกรรมขึ้นมาใหม่

เพราะอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะกลายเป็นสังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์แล้ว เมื่อสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป สูงถึงร้อยละ 20 จำนวนประชากรสูงอายุที่จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในอนาคตเห็นได้ชัดเจนจากการที่ประชากรรุ่นที่เกิดเกินกว่าล้านคนต่อปี ระหว่างปี 2506-2526 (ขณะนี้มีอายุ 33-53 ปี) และในอีก 20 ปีข้างหน้า จะกลายเป็นผู้สูงอายุ (ขณะนี้มีอายุ 53-73 ปี) ทำให้ในอนาคตสัดส่วนของประชากรในประเทศไทยอายุ 60 ปีขึ้นไป จะสูงถึงร้อยละ 30 ของประชากรทั้งหมด

ปัจจุบัน จะเห็นได้ชัดเจนเลยว่ามีเทคโนโลยีต่างๆ ผุดขึ้นมามากมาย เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของผู้คนหลากหลายวัย ทั้งเด็กไปจนถึงผู้สูงอายุ เมื่อพูดถึงกลุ่มของผู้สูงอายุแล้ว ปัจจุบันก็มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ ที่ตอบโจทย์ผู้สูงอายุ ซึ่งมีอยู่มากมาย หนึ่งในนั้นก็คือแอปพลิเคชันสำหรับผู้สูงอายุนั่นเอง

“กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงได้รวบรวมแอปพลิเคชันสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวก ดูแลสุขภาพ และฝึกสมาธิของผู้สูงอายุ เพื่อให้พวกเขาใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายและมีความสุข

 

Life 360

 

Life 360 เป็นแอปพลิเคชั่นติดตามตำแหน่งของครอบครัวและเพื่อนแบบเรียลไทม์ในแผนที่ส่วนตัว สามารถติดตามได้ว่าคนในครอบครัวของเราอยู่ในตำแหน่งไหน เพื่อป้กันการพลัดหลงเกิดขึ้น นอกจากนี้ แอปพลิเคชันดังกล่าวยังมีระบบแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์เมื่อเพื่อนหรือคนในครอบครัวเดินทางไปหรือกลับถึงบ้าน

 

See Doctor Now

 

See Doctor Now เป็นแอปพลิเคชันระบบบริการทางการแพทย์ยุคใหม่ ที่ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถพูดคุยปรึกษากับแพทย์และพยาบาลแบบเห็นหน้าผ่าน Live Video Call โดยใช้แอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน แท็บเลต โดยผู้ใช้งานจะได้พูดคุยกับพยาบาลวิชาชีพ เพื่อประเมินปัญหาของผู้ป่วยอย่างรวดเร็ว หากผู้ป่วยจำเป็นต้องพบแพทย์เฉพาะทาง ทางพยาบาลก็จะส่งต่อหรือทำนัดกับแพทย์เฉพาะทางในขั้นตอนการประเมินและให้คำปรึกษา โดยแอปพลิเคชันนี้เป็นการให้บริการโดยไม่มีค่าใช้จ่าย หรือค่าบริการ แต่จะมีเพียงค่าแพทย์เท่านั้น ซึ่งจะไม่มีการเรียกเก็บเงินจนกว่าจะได้พูดคุยกับแพทย์เฉพาะทางแล้วเสร็จ จึงจะเรียกเก็บเงิน

 

Pill Reminder Pro

  

Pill Reminder Pro เป็นแอปพลิเคชั่นเตือนเวลาทานยาสำหรับผู้สูงอายุ แอปพลิเคชันนี้ถือได้ว่าตอบโจทย์ตารางเวลาของชีวิตของผู้สูงอายุเลยก็ว่าได้ เนื่องจากผู้สูงอายุส่วนใหญ่อาจจะมีอาการหลงลืมเวลาทานยาของตัวเอง วิธีใช้งานแอปพลิชันนี้ไม่ยาก เพียงกรอกชื่อ จำนวนครั้งที่รับประทานยา และเวลาที่ต้องรับประทานยา จากนั้น รอเสียแจ้งเตือนรับประทานยาตามเวลาเท่านั้น

 

ThaiEMS 1669

ThaiEMS 1669 เป็นแอพพลิเคชันฉุกเฉินที่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อเรียกรถพยาบาลในพื้นที่ซึ่งใกล้ที่พักอาศัยให้มารับที่บ้าน วิธีการใช้งานเพียงแค่กรอกข้อมูลส่วนตัว ที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ติดต่อกลับ  นอกจากนี้ แอปพลิเคชันดังกล่าวยังมีคู่มือปฐมพยาบาลเบื้องต้นไว้ใช้ยามฉุกเฉินอีกด้วย ซึ่งหากต้องการแจ้งเหตุก็สามารถกดไปที่วงกลมสีแดง ที่มีข้อความว่า “กดเพื่อเรียกรถพยาบาล” และรอการติดต่อกลับจากเจ้าหน้าที่ เพียงเท่านี้ รถพยายาลก็จะเดินทางมารับผู้ป่วยในทันที

 

Alzheimer Disease

Alzheimer Disease เป็นแอปพลิเคชันที่ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคอัลไซเมอร์ในรูปแบบของเกม โดยแอปพลิเคชันดังกล่าวจะมีเกมส์ตอบคำถามแบบมีตัวเลือก มีหลายด่าน โดยแต่ละด่านจะมีด่านภารกิจให้ผู้ใช้งานได้ทดสอบ นอกจากให้ความรู้แล้ว ยังได้กระตุ้นการทำงานของสมอง ช่วยในระบบความจำ และแต่ละด่านจะสอดแทรกเกมเสริมทักษะอีกด้วย

 

ชราเฮโย

ชราเฮโย เป็นแอปพลิเคชันช่วยประเมินแนวโน้มสุขภาพในอนาคตที่เป็นผลมาจากการใช้ชีวิตประจำวัน ใช้งานง่ายๆ เพียงตอบคำถามจากพฤติกรรมของตัวเองแล้วมาดูแนวโน้มกันว่า เมื่อตนเองเริ่มเข้าสู่วัยสูงอายุแล้วจะมีสุขภาพที่แข็งแรง สดใส ห่างไกลโรคภัย หรืออาจจะมีโรคภัยไข้เจ็บเข้ามากวนใจในบั้นปลายชีวิต นอกจากนี้ ชราเฮโยยังมีคำแนะนำเบื้องต้นสำหรับการดูแลสุขภาพอีกด้วย

 

การมีแอปพลิเคชันสำหรับผู้สูงอายุ ถือเป็นเรื่องที่ดีที่จะช่วยประเมินสุขภาพและรับมือกับการรักษาของผู้สูงอายุในอนาคตต่อไปได้ นอกจากนี้ บางแอปพลิเคชันยังช่วยเสริมสร้าง บริหารสมอง ป้องกันการเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้อีกด้วย ฉะนั้น การมีแอปพลิเคชันดีๆ เข้ามาช่วยเติมเต็มชีวิตของผู้สูงอายุ เป็นการช่วยอำนวยความสะดวกให้พวกเขาใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบาย มีความสุข ทั้งสุขภาพกาย และสุขภาพใจ


ซูเปอร์เอิร์ธ-โลกใบใหม่-ใหญ่กว่าเดิม-2-เท่า_web.jpg

 “ซูเปอร์เอิร์ธ” ดาวดวงใหม่ที่นาซ่าค้นพบ อยู่ห่างจากโลก 226 ปีแสง คาดการณ์กันว่าอาจจะเป็นโลกใบใหม่ของมนุษยชาติ

มนุษย์ถือกำเนิดขึ้นมาบนโลก และต้องใช้ชีวิตอยู่บนโลก แต่ในความเป็นจริงมนุษย์ไม่สามารถอยู่บนโลกใบนี้ได้ตลอดไป เนื่องจากมนุษย์ต้องละทิ้งโลกใบนี้ไปในสักวัน เนื่องจาก ดวงอาทิตย์อาจดับสลาย ปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งใหญ่ ภาวะโลกร้อนที่นักวิทยาศาสตร์หลายคนกลัวน้ำจะท่วมโลก อย่างในตำนานเรื่องเรือโนอาห์วันแห่งโชคชะตา หรือจะการทำนายของ นอสตราดามุส เกี่ยวกับวันสิ้นโลกฯ เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุผลที่นักวิทยาศาสตร์เฝ้ามองหาดาวดวงใหม่เพื่อแทนที่บ้านหลังเก่าอย่าง “โลก” จนล่าสุดก็พบดาวเคราะห์ที่มีชื่อว่า K2-288Bb ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่า ที่แห่งนั้นอาจจะเป็นบ้านหลังใหม่ของมนุษยชาติ

“ซูเปอร์เอิร์ธ” หรือ K2-288Bb อยู่ห่างจากโลก 226 ปีแสง (ประมาณ 245,978,992,287,106 กิโลเมตร) ที่คาดว่าน่าจะมีสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์แห่งนี้ เนื่องจากพบองค์ประกอบของหินและแก๊ส แบบที่พบในดาวเนปจูน ถือเป็นการค้นพบที่น่าตื่นตาตื่นใจอย่างมาก ทั้งเรื่องของวงโคจรและขนาดที่ไม่ธรรมดาของ  “ซูเปอร์เอิร์ธ” ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าดาวเคราะห์ดวงนี้อาจจะมีขนาดใหญ่เทียบเท่าครึ่งหนึ่งของดวงอาทิตย์ อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ยังต้องการให้สำรวจเพิ่มเติมก่อน จึงจะยืนยันการค้นพบดาวเคราะห์ “ซูเปอร์เอิร์ธ” อย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง

แต่การก้าวไปสู่โลกใบใหม่นี้ ในชีวิตจริง มีความเป็นไปได้เพียง 0.00001% ถึงแม้ความเป็นไปได้จะมีเพียงน้อยนิด แต่ก็คุ้มค่ามากพอที่จะพยายาม จากเรื่องราวดังกล่าวทำให้อดไม่ได้ที่จะนึกถึงภาพยนตร์วิทยาศาสตร์ไซไฟ เรื่อง Contact ปี ค.ศ.1997 โดยโจดี ฟอสเตอร์ ผู้รับบท ดร. แอโร่เวย์ ที่พยายามติดต่อกับสัญญาณวิทยุจากดาวเคราะห์นอกโลก และได้รับสัญญาณวิทยุลึกลับกลับมา ซึ่งส่งพิมพ์เขียวยานอวกาศสำหรับเดินทางข้ามดวงดาวมาให้

ทำให้นึกถึงคำพูดของ ดร.แอโร่เวย์ ที่ว่า “The universe is a pretty big place. it’s bigger than anything anyone has ever dreamed of before. so if it’s just us seems like an awful waste of space right?” จักรวาลนี้ช่างกว้างใหญ่ ใหญ่กว่าที่มนุษย์จะจินตนาการได้ หากจักวาลนี้มีเพียงมนุษย์ มันคงน่าเสียดาย

แล้วคุณหล่ะคิดว่าจักรวาลอันกว้างใหญ่นี้มีสิ่งมีชีวิตอื่นนอกจากมนุษย์หรือไม่…ความหวังที่มนุษยชาติจะสามารถตั้งรกรากบนดาวดวงอื่นเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน?


เกาหลีใต้ออกกฎเหล็ก-ห้ามใช้-ถุงพลาสติก-หากฝ่าฝืนเจอปรับอ่วม_web.jpg

เกาหลีใต้ออกกฎหมายห้ามใช้ถุงพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง ตามห้างสรรพสินค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ต และร้านค้าทั่วประเทศ เพื่อลดปริมาณขยะพลาสติกและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หากฝ่าฝืนจะถูกปรับเป็นเงินปรับ 3 ล้านวอน

เชื่อว่าหลายประเทศต่างพยายามรณรงค์ในเรื่องของการลดปัญหาภาวะโลกร้อนด้วยวิธีต่าง ๆ หนึ่งในวิธีที่หลายประเทศพยายามรณรงค์กันคงหนีไม่พ้นเรื่องของการลดปริมาณการใช้ถุงพลาสติกนั่นเอง หลายประเทศพยายามรณรงค์เรื่องดังกล่าว แต่ในบางประเทศกเอาจริงกับเรื่องนีถึงขั้นออกเป็นกฎหมายเลยก็ว่าได้ อย่างก่อนหน้านี้ที่ประเทศนิวซีแลนด์ก็มีการประกาศยกเลิกการใช้ถุงพลาสติก ซึ่งหากพบว่าร้านค้าใดมีการฝ่าฝืนกฎดังกล่าว จะถูกปรับเป็นเงิน 100,000 ดอลลาร์นิวซีแลนด์เลยทีเดียว ล่าสุด เกาหลีใต้เป็นอีกหนึ่งประเทศที่เดินหน้าออกกฎระเบียบในเรื่องดังกล่าวแล้ว

โดยสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น รายงานว่า ประเทศเกาหลีใต้ออกกฎหมายลดการใช้ถุงพลาสติก ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 ที่ผ่านมา โดยได้มีการบังคับห้างสรพสินค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ต และร้านค้าทั่วประเทศ ห้ามนำถุงพลาสติกประเภทถุงพลาสติกใช้แล้วทิ้งมาใช้หรือให้บริการกับลูกค้าโดยเด็ดขาด ยกเว้น จะใช้สำหรับบรรจุผลิตภัณฑ์ประเภทเนื้อปลาและสัตว์ หากพบว่ามีการฝ่าฝืน จะถูกลงโทษโดยการปรับเป็นเงินสูงถึง 3 ล้านวอน (ประมาณ 8.6 หมื่นบาทไทย)

โดยหลังจากที่มีการประกาศใช้กฎหมายดังกล่าวแล้ว ซุปเปอร์มาร์เก็ตในเกาหลีใต้ก็เตรียมเสนอแนวทางเลือกใหม่ โดยนำถุงผ้าหรือถุงกระดาษที่สามารถรีไซเคิลได้มาให้บริการแก่ลูกค้าแทน

รัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อมเกาหลีใต้ กล่าวว่า สำหรับกฎหมายดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและบริหารจัดการเรื่องขยะรีไซเคิล และเดินหน้าลดการใช้ถุงพลาสติกและพลาสติกชนิดใช้แล้วทิ้งประเภทอื่น ๆ รวมถึงหลอดพลาสติกอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้มีหลายประเทศที่ออกกฎหมายห้ามใช้ถุงพลาสติกหรือให้เก็บภาษีถุงพลาสติกไปแล้ว ได้แก่ ออสเตรเลีย อังกฤษ ฝรั่งเศส จีน นิวซีแลนด์ เนเธอร์แลนด์ และ เกาหลีใต้