Endorphine

กินอยู่เป็น_มนต์เสน่ห์.jpg

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต เอาใจคนชอบเดินทางท่องเที่ยว หาประสบการณ์ชีวิตใหม่ๆ ด้วยรถไฟขบวน 911 เส้นทางกรุงเทพ-สวนสนประดิพัทธ์ ณ จุดหมายปลายทาง “ชายหาดหัวหิน” สถานที่แห่งความทรงจำ

 

 

ทำไมใคร ๆ ถึงต้องไป…ชายหาดหัวหิน

การท่องเที่ยวชายทะเลเริ่มต้นขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นยุคสมัยที่ประเทศไทยได้รับจากอิทธิพลต่าง ๆ มาจากชาติตะวันตก ในอดีตชายหาดหัวหินถือเป็นสถานที่พักผ่อนริมทะเลยอดนิยม เนื่องด้วยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระกำแพงเพชร ผู้บัญชาการกรมรถไฟหลวง ถึงกลับกล่าวไว้ในหนังสือพิมพ์ พิมพ์ไทย ว่า ทะเลที่นี่ต่างจากที่อื่น เพราะมีอากาศเย็นสบาย เหมาะสำหรับการไปพักผ่อนหรือ พักรักษาตัวสำหรับคนที่เจ็บไข้ได้ป่วย แต่ ณ เวลานั้น ผู้ที่สามารถไปทะเลหัวหินได้ จะมีแต่บรรดาครอบครัวของเหล่าขุนนาง ข้าราชการ และชนชั้นสูง ถึงกับมีคำกล่าวว่า ถ้าใครไปหัวหินกลับมาจะเป็นที่อิจฉาดูเก๋ไม่เบา

นับตั้งแต่นั้นมาชายหาดหัวหิน ก็กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวมีชื่อเสียงระดับประเทศอย่างต่อเนื่อง จนถูกมองจากภายนอกว่า เป็นเมืองมนต์เสน่ห์แห่งการท่องเที่ยว

 

 

ในครั้งนี้ทีมงานกินอยู่เป็น 360 องศาจัดทริปเล็ก ๆ ช่วงวันหยุดชวนเพื่อนๆ นั่งรถไฟนำเที่ยวเพื่อไปหัวหิน ขบวน 911 กรุงเทพ-สวนประดิพัทธ์ ของการรถไฟแห่งประเทศไทยราคา 120 บาท (ไป-กลับ) โดยจะเปิดให้บริการเฉพาะวันเสาร์ วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์เท่านั้น หากใครสนใจแนะนำว่าให้โทร 1690 จองตั๋วล่วงหน้ากับการรถไฟแห่งประเทศไทยก่อนอย่างน้อย 1 อาทิตย์ก่อนเดินทาง เพราะถ้ารอจองก่อนวันที่เราจะเดินทาง 2-3 วัน ตั๋วจะเต็มอดไปเที่ยวได้นะ

 

 

จากหัวลำโพง ถึง หัวหิน 

บรรยากาศขณะที่นั่งรอรถไฟเคลื่อนขบวน เราจะพบเห็นผู้โดยสารมากหน้าหลายตา เตรียมตัวขึ้นรถไฟ มองหาหมายเลขที่นั่งตามตั๋วที่จองไว้ มีทั้งที่มากันเป็นครอบครัว คู่รัก หรือกลุ่มเพื่อนสนิท ทำให้บรรยากาศภายในรถไฟ เต็มไปด้วยความคึกคัก สนุกสนาน และเมื่อรถไฟเริ่มเคลื่อนขบวนออกจากสถานีหัวลำโพง มองลอดผ่านช่องหน้าต่างของรถไฟ เราจะเห็นสถานที่ต่าง ๆ มากมายจากอาคารบ้านเรือน ตึกสูงในเมืองใหญ่ค่อยๆเข้าสู่ธรรมชาติ ท้องฟ้า ต้นไม้ และสายน้ำ

 

 

ระหว่างทางรถไฟก็จะเคลื่อนขบวนผ่านชานชาลาต่าง ๆ  แล้วหยุดที่สถานีนครปฐม ประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อให้เรานมัสการองค์พระปฐมเจดีย์หรือเดินเที่ยวชม ตลาดกัลยา เลือกซื้อของฝาก อาหาร ขนมได้ตามใจชอบ พอครบเวลากำหนดรถไฟก็เคลื่อนขบวนต่อ จนมาถึงสถานีรถไฟหัวหิน เป้าหมายของเราในครั้งนี้

 

 

สถานีรถไฟหัวหิน ถือสัญลักษณ์หนึ่งของเมืองหัวหิน ด้วยความโดดเด่นของสถานีรถไฟหัวหิน ที่ยังคงรักษาโครงสร้างตัวอาคาร ครึ่งตึกครึ่งไม้แบบสถานีรถไฟสมัยก่อนเอาไว้อย่างครบถ้วน ซึ่งรูปแบบสถาปัตยกรรม ได้รับอิทธิพลมาจากสถาปัตยกรรมแบบวิคทอเรีย ไม่น่าแปลกเมื่อนักท่องเที่ยวมาเยือนหัวหิน ต้องถ่ายป้ายสถานีรถไฟหัวหินเป็นที่ระลึก

 

เมื่อมาถึงชายหาดหัวหินความประทับใจแรกเมื่อมาเยือน คือ บรรยากาศเงียบสงบ หาดทรายสีขาวสวยเนียนละเอียด น้ำทะเลใสสะอาด เหมาะต่อการเล่นน้ำ และที่น่าตื่นตาตื่นใจคือการขี่ม้าริมชายหาดชมทิวทัศน์รอบข้าง โดยคนในพื้นที่เล่าให้ฟังว่ากิจกรรมนี้มีมาตั้งแต่ชนชั้นสูงสมัยก่อน เมื่อใครมาเยือนหัวหินมักไม่พลาดโอกาสขี่ม้ารับลมทะเล

 

 

ของฝากติดมือ

หากถามถึงของฝากเมื่อมาเยือนหัวหิน ขอแนะนำงานฝีมือของคนท้องถิ่นที่ทำจากเปลือกหอย เช่น โมบายเปลือกหอย ตุ๊กตารูปหอย กรอบรูป ซึ่งในอดีตงานฝีมือประเภทนี้ชาวบ้านหัวหินเป็นคนริเริ่มทำขึ้นราว ๆ 70 ปีก่อน ปัจจุบันเหลือทำกันอยู่ไม่กี่เจ้า ส่วนใหญ่ได้หอยมาจากที่เก็บตามธรรมชาติริมชายหาด

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจซื้อของฝากติดไม้ติดมือแล้วเรียบร้อยก็มานั่งรอรถไฟเตรียมกลับในรอบ 15:39 น. ถึงที่หมายสถานีหัวลำโพงประมาณ 20:10 น. เป็นอันจบทริปเล็ก ๆ ของเราในครั้งนี้

ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัย หัวหินยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวโดดเด่นในเชิงประวัติศาสตร์ ที่อยู่มาตราบจนถึงปัจจุบัน

ลองมาสัมผัสเสน่ห์ของหัวหิน เอาเรื่องทุกข์ใจมาปลดปล่อยให้ลอยไปกับท้องทะเลดูสิ…นี่แหละวิถีแห่งกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 


Content_ปิดทองพระ_Cover_1.jpg

 

เวลาเราไปทำบุญไหว้พระที่วัด สิ่งสำคัญที่ทุกคนจะรู้สึกขาดไม่ได้ คือ ปิดทององค์พระพุทธเพื่อเสริมสิริมงคลให้ชีวิต ส่วนใหญ่มักจะเลือกปิดตามความเชื่อ หรือปิดที่พระโอษฐ์(ปาก) หวังผลด้านเจรจา เช่นปิดที่ชานุ (หัวเข่า) หวังหายปวด แต่หลายท่านอาจไม่ทราบว่า มีเคล็ดความเชื่อของตำแหน่งปิดทองที่สัมพันธ์กับวันเกิด หรือการปิดทองแต่ละตำแหน่งช่วยส่งเสริมเรื่องต่าง ๆอย่างไร

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอเอาใจคนชอบเข้าวัดไหว้พระทำบุญในช่วงวันหยุด ด้วย 9 ตำแหน่งปิดทองตามวันเกิด เพื่อให้เกิดมงคลกับชีวิตด้านต่าง ๆ

 

ปิดทองพระ

คำว่าปิดทององค์พระพุทธรูปนั้น เป็นธรรมเนียมปฏิบัติในการทำบุญอันสืบทอดต่อ ๆ กันมาตั้งแต่สมัยโบราณ จนถึงปัจจุบัน โดยมีความเชื่อว่า ผู้ที่ปิดทองพระ ไม่ว่าเกิดชาติภพใด จะมีผิวพรรณ ผ่องใส งดงาม สะดุดตาต่อผู้พบเห็น

 

ตำแหน่งปิดทองพระ ของผู้ที่เกิดในแต่ละวัน

วันอาทิตย์

จุดเด่น : วันแห่งปัญญา ความก้าวหน้า ความเป็นผู้นำ และพลังแห่งความสำเร็จ

ตำแหน่ง : เศียรพระ (ศีรษะ) จะส่งเสริมชีวิตให้มีความเจริญรุ่งเรือง มีพลังทางความคิด สติความจำเป็นเลิศ พร้อมขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างทรงพลัง

บทสวด : นะ โม พุท ธา ยะ ขณะปิดทองหลังอธิษฐานเสร็จ

 

วันจันทร์

จุดเด่น : วันแห่งความเมตตา ความมีเสน่ห์

ตำแหน่ง: พระพักตร์ (ใบหน้า) ช่วยในเรื่องของความมีเสน่ห์เป็นที่รักต่อผู้พบเห็น ส่งเสริมภาพลักษณ์ให้สวยงาม

บทสวด : พุทโธ ธัมโม สังโฆ ขณะปิดทองหลังอธิษฐานเสร็จ

 

วันอังคาร

จุดเด่น : วันแห่งความเป็นผู้นำ มีความคิดสร้างสรรค์ ปกครองเด็ดขาด ฉับไว ไหวพริบดี

ตำแหน่ง : พระอุระ (หน้าอก) ช่วยให้มีสง่าราศี เป็นที่รักใคร่เมตตา มีสุขภาพแข็งแรง ทำการใดก็ประสบความสำเร็จ

บทสวด : พุทธังอาราธนานัง ธัมมังอาราธนานัง สังฆังอาราธนานัง ขณะปิดทองหลังอธิษฐานเสร็จ

 

วันพุธ (กลางวัน)

จุดเด่น : วันแห่งการเจราจา มีความคิดสร้างสรรค์ มองการณ์ไกล แก้ไขสถานการณ์ฉับไว

ตำแหน่ง : พระอุทร (ท้อง) ช่วยเรื่องค้าขาย  ดึงดูดโชคลาภ

บทสวด : นะมะพะธะ พุทธัง ธัมมัง สังฆัง ขณะปิดทองหลังอธิษฐานเสร็จ

 

วันพุธ (กลางคืน)

จุดเด่น : วันแห่งสติปัญญา สมองปราดเปรื่อง กล้าหาญเฉลียวฉลาด มีเสน่ห์

ตำแหน่ง : พระบาท (เท้า) ช่วยให้ชีวิตมีความมั่นคงก้าวหน้า อุดมด้วยทรัพย์สมบัติ

บทสวด : พุทธะ มะอะอุ นะโมพุทธายะ ขณะปิดทองหลังอธิษฐานเสร็จ

 

วันพฤหัสบดี

จุดเด่น : วันแห่งความเพียบพร้อม ฐานะมั่นคง

ตำแหน่ง : พระนาภี (สะดือ) : เชื่อว่าจะมีความมั่งคั่ง สุขสบาย เป็นที่ดึงดูดบริวาร โชคลาภ ความสำเร็จ

บทสวด : วิริยบารมี เมตตาบารมี ปัญญาบารมี วาสนาบารมี ขณะปิดทองหลังอธิษฐานเสร็จ

 

วันศุกร์

จุดเด่น : วันแห่งภาพลักษณ์ที่สวยงาม

ตำแหน่ง : พระหัตถ์ (มือ) : ส่งเสริมชีวิตให้มั่งมี ศรีสุข หยิบจับเป็นเงินเป็นทอง มีอำนาจ บารมี ผู้คนเคารพยำเกรง

บทสวด : พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ขณะปิดทองหลังอธิษฐานเสร็จ

 

วันเสาร์

จุดเด่น : วันแห่งความศรัทธา ความหวัง มีเป้าหมายชัดเจนน่าเชื่อถือ

ตำแหน่ง : หลังองค์พระพุทธรูป ช่วยให้แคล้วคลาดจากภัยอันตราย ได้รับการปกป้องคุ้มกันภัย

บทสวด : วันทามิพุทธัง วันทามิธัมมัง วันทามิสังฆัง ขณะปิดทองหลังอธิษฐานเสร็จ

 

วันพระ (กรณีผู้เกิดตรงกับวันพระ) ดาวพระเกตุ

จุดเด่น : วันแห่งผู้รู้ มีปัญญา สามารถสร้างความศรัทธา ความเชื่อถือ และเป็นศูนย์รวมจิตใจให้ผู้คน

ตำแหน่ง : ฐานรององค์พระพุทธรูป ส่งเสริมหน้าที่การงานให้มั่นคง มีคนเกื้อหนุนค้ำจุน

บทสวด :  ธะนังโภคัง นะนังโภคัง ขณะปิดทองหลังอธิษฐานเสร็จ

 

การปิดทองตำแหน่งต่างๆ ที่องค์พระพุทธรูป ถือเป็นภูมิปัญญาที่เกิดจากความศรัทธาและความเชื่อ โดยกุศโลบายของพุทธศาสนิกชนในการปิดทองที่องค์พระก็เพื่อรักษาผิวขององค์พระพุทธรูปไว้ไม่ให้ผุกร่อนตามกาลเวลา และด้วยความเลื่อมใสในพุทธศาสนา ซึ่งเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ ผลบุญอานิสงส์จากการปิดทองพระทั่วทั้งองค์ ร่วมด้วยความมานะ อุตสาหะ ก็จะยังเหตุให้สมควรแก่ผลให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในชีวิต

 

ขอบคุณที่มาข้อมูลจาก https://www.thaijobsgov.com/jobs/25771

Horoscope ปิดทองส่งเสริมพลังชีวิตตามวันเกิด โดย อาจารย์ เดียร์ ปานชีวา

 


กินอยู่เป็น_เที่ยวบ้างอะไรบ้าง.jpg

เคยไหม? ทุ่มเทให้กับการทำงานมากจนเกินไปโดยไม่มีเวลาให้กับตัวเอง มันรู้สึกเครียดมากแค่ไหน จริง ๆ แล้ว การออกไปเที่ยวช่วยให้สมองและร่างกายได้พักผ่อนจากภาวะความเครียด บอกได้คำเดียวเลยว่ามันดีมาก ๆ

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวดี ๆ ให้กับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย เชื่อว่าใครหลาย ๆ คนโดยเฉพาะคนวัยทำงานเมื่อทุ่มเทให้กับการทำงานถือเป็นเรื่องที่ดี แต่หลายคนทุ่มเทให้กับการทำงานมากจนเกินไปโดยไม่มีเวลาให้กับตัวเอง ทำให้เลือกที่จะนอนอยู่บ้านเฉย ๆ ในวันหยุด แทนการออกไปเที่ยวนอกบ้าน อีกทั้งความคิดที่ว่าการออกไปเที่ยวในแต่ละครั้งนั้นเสียทั้งเงินในกระเป๋าและเวลา แต่จริง ๆ แล้วการออกไปเที่ยวนั้นช่วยให้สมอง และร่างกายได้พักผ่อน จากการทำงานที่ต้องเผชิญทั้ง ความเครียด และ ความกดดัน

 

แต่ผลการวิจัยจาก Expedia เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับมนุษย์เงินเดือนที่ต้องทำงานและการท่องเที่ยวพักผ่อนเอาไว้ว่า มนุษย์ทำงานกว่า 80% รู้สึกเครียด โดย  92% ทำงาน 40 ชม./สัปดาห์ และกว่า 57% ไม่ได้ใช้วันลาหยุดพักผ่อนจนสิ้นปี ซึ่งจากการศึกษาของ Harvard Medical School ชี้ให้เห็นว่า เมื่อสมองของคนเราได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่ จะช่วยให้คนเราสามารถเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ และจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้เร็วขึ้น

 

แล้วการออกไปเที่ยวมันดีจริงหรือ? สำหรับใครที่ยังสงสัยว่าการออกไปเที่ยวช่วยคลายเครียดได้จริง ๆ หรือไม่ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมคำตอบเอาไว้ให้แล้วว่าทำไมเราต้องออกไปเที่ยว

 

  1. ก้าวออกจาก Comfort Zone : Comfort zone จะทำให้เรายึดติดกับความสบาย จนสุดท้ายชีวิตเหมือนกับหยุดนิ่ง เปรียบเหมือนต้นไม้ที่หยุดโต หากปล่อยให้เราแก่ลงในทุกวันไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้ทำอะไรเลย ถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ฉะนั้น ลองกล้าที่จะออกจาก Comfort Zone ของตัวเองดู

 

  1. หลีกหนีความวุ่นวาย : เพราะชีวิตประจำวันของเรานั้นช่างน่าอึดอัดและน่าเบื่อใช่ไหม? บางทีการที่เราได้หนีจากตรงนี้สักพักจะทำให้เราได้พักสมองและร่างกายอย่างแท้จริง ปล่อยวางจากสิ่งต่างๆ เพื่อรีเฟรชตัวเอง เติมพลังให้กับชีวิตพร้อมที่จะรับมือกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น

 

  1. เปิดมุมมองใหม่ : การออกไปเที่ยว แน่นอนว่าจะคุณจะได้พบเจอกับสิ่งใหม่ ๆ มากมาย ทั้งวัฒนธรรม ผู้คน ความเป็นอยู่ การดำเนินชีวิตของคนในพื้นที่นั้น ๆ ทำให้คุณได้เรียนรู้ และได้ลองทำ คุณอาจจะชอบหรือไม่ชอบ แต่ประสบการณ์เหล่านี้จะทำให้ทัศนคติและมุมของเราเปลี่ยนไป

 

  1. สร้างความทรงจำ : ในทุก ๆ ที่ ที่เราไปย่อมสร้างความทรงจำให้กับเรา และเมื่อเรามองย้อนกลับไปความทรงจำเหล่านั้นจะช่วยเพิ่มพลังให้กับเรา และทำให้โหยหาการออกไปเที่ยวเพื่อสร้างความทรงจำที่มีคุณค่าเพิ่มขึ้นอีก

 

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเหตุผลส่วนหนึ่งเท่านั้นที่เราควรค่ากับการออกไปเที่ยวเพื่อพักผ่อน รวมถึงผ่อนคลายความเครียดที่มีอยู่ บอกได้คำเดียวเลยว่ามันดีมาก ๆ แต่หากคุณอยากรู้ว่ามันจะดีขนาดไหน ลองรีบหาวันหยุดแล้วออกไปเที่ยวกัน รับรองเลยว่า คุณจะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


กินอยู่เป็น_พระราชอารมณ์ขัน_slidewebsite.jpg

ย้อนรำลึกถึงวันวานอันงดงามของพ่อหลวง ผู้สถิตอยู่ในดวงใจพสกนิกรชาวไทยทั้งปวง แค่เพียงรอยยิ้มของพระองค์ท่านก็ตราตรึงหัวใจตราบชั่วกาลนาน กินอยู่เป็น 360 องศา ของการใช้ชีวิต ขอรวบรวมเรื่องราวที่สร้างความประทับใจ จากหนังสือพระราชอารมณ์ขัน ของวิลาศ มณีวัต ในวันที่คิดถึงพระองค์มาฝากกัน

ฉันชื่อภูมิพล

เมื่อครั้งในหลวงท่านทรงโทรศัพท์ไปหาหม่อมคนหนึ่ง พอดีหม่อมคนนั้นไม่อยู่บ้าน คนใช้ของหม่อมถามว่านั่นใครคะ  อยากจะฝากข้อความไว้หรืออยากจะพูดกับเจ้านายต้องบอกชื่อมาก่อน ในหลวงทรงตรัสว่า “ฉันชื่อภูมิพล เคยได้ยินบ้างไหม ยังไงรบกวนเจ้านายโทรหาฉันกลับด้วยแล้วกันนะ” เท่านั้นล่ะคนใช้คนนั้นเป็นลมต้องปฐมพยาบาลกันใหญ่

 

มิกกี้เม้าส์

เมื่อครั้งพระองค์ท่านมีพระชนม์มายุ 72 พรรษา มีช่างท่านหนึ่งต้องการนำพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ท่านไปทำหน้าปัดนาฬิการุ่นพิเศษ พอพระองค์ท่านทราบเรื่องจึงตรัสกับเจ้าหน้าที่ว่า “ไปบอกเขานะ ว่าเราไม่ใช่มิกกี้เม้าส์”

สาเหตุที่พระองค์ท่านทรงตรัสเช่นนี้ เป็นเพราะทาง Bradley Watch ยี่ห้อนาฬิกาชื่อดังเจ้าหนึ่ง เคยผลิตนาฬิการุ่นพิเศษที่นำรูปมิกกี้เมาส์ไปเป็นหน้าปัด ซึ่งในช่วงนั้นพระองค์ทรงเสด็จไปศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์พอดี

 

เป็นหมอ

ครั้งหนึ่งได้มีพิธีการถวายปริญญา ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ทางนิติศาสตร์ พระองค์ทรงรับสั่งกับมหาดเล็กใกล้ชิดว่า “ ฉันได้เป็นหมอความแล้ว” ต่อมาเมื่อมีการถวายปริญญาทางดิน ก็รับสั่งว่า “ตอนนี้เราเป็นหมอดินแล้ว” ไม่นานก็มีการถวายปริญญาทางดนตรีอีก จึงรับสั่งว่า “ในตอนนี้เราเป็นหมอลำ”

 

ไปไหมเสี่ย

เมื่อสมัยก่อนเสด็จแปรพระราชฐานไปยังหัวหิน มักจะเสด็จออกไปยังตลาดหัวหินบ่อยครั้ง และบางครั้งโดยลำพังพระองค์ มีครั้งหนึ่งระหว่างจะเสด็จกลับ ซาเล้งที่ตลาดทูลถามว่า “ไปไหมเสี่ย”

ปรากฏว่าเสี่ยพระองค์นี้สนพระทัยก็ตรัสจ้างไปยังพระราชวังไกลกังวล โดยที่ซาเล้งคนนั้นไม่รู้นึกว่าเป็นข้าราชการ แต่พอถึงหน้าพระราชวังทหารสั่งวันทยาวุธ เท่านั้นแหละซาเล้งถึงรู้ว่า เสี่ยที่มาส่งน่ะเป็นใคร

 

บัตรสามสิบ

ในขณะที่ในหลวงท่านทรงประชวรเข้ารับราชการรักษาในโรงพยาบาลที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่ง มีข้าราชบริพารเข้าเยี่ยมจำนวนมาก ทุกคนคงจำได้ที่เป็นข่าวใหญ่โต ที่นายกคนหนึ่งถวายบัตร 30 บาท ให้พระองค์เพื่อใช้สิทธิ์ สร้างความแค้นเคืองให้พสกนิกรชาวไทย แต่ไม่มีใครรู้เบื้องหลังว่าพระองค์ทรงตอบว่าอย่างไร…

ในหลวงทรงตรัสว่า “ไม่เป็นไรหรอก หากข้าพเจ้าไม่สามารถจ่ายค่ารักษาได้ แต่คงสามารถใช้บัตรผู้สูงอายุหรือจะใช้สิทธิข้าราชการของบุตรี (ฟ้าหญิง) ก็ได้” ท่านตรัสเสียงเรียบ ๆ ฟังแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ว่าท่านตอบได้น่ารักมาก

 

 

ขอบคุณที่มาของข้อมูลจาก

-หนังสือเรื่องเล่าจากในวัง : กลุ่มพิทักษ์รักราชันย์

กลุ่มพิทักษ์รักราชันย์. (พิมพ์ในปี 2555). ธรรมะอินเทรนด์.

-หนังสือพระราชอารมณ์ขันของ ท่านวิลาส มณีวัต

วิลาศ มณีวัต. (พิมพ์ครั้งแรกปี 2539). พระราชอารมณ์ขัน. กรุงเทพฯ : กรีน ปัญญาญาณ.

 

 

 

 

 


กินอยู่เป็น_Content_อาบป่า-1.jpg

วันหยุดสุดสัปดาห์นี้คงมีหลายคนที่อยากหาแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ คลายความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักมาตลอดทั้งสัปดาห์ กินอยู่เป็น 360 องศาของการใช้ชีวิต มีวิธีพักผ่อนอีกรูปแบบหนึ่งเอาใจคนชอบท่องเที่ยวแนวธรรมชาติ มาฝากกัน คือ “การอาบป่า” ให้ธรรมชาติมาช่วยบำบัด

 

หากได้ยินชื่อคำว่าอาบป่า (Forest bathing) หรือ ชินรินโยกุ หลายคนอาจนึกว่าต้องเข้าไปอาบน้ำในป่าหรือเปล่า !!! การอาบป่าในที่นี้ไม่ใช่การอาบน้ำหรือออกกำลังกายใดๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นศาสตร์ที่ให้เราเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในธรรมชาติ ศาสตร์ของการอาบป่ามีจุดกำเนิดจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งรัฐต้องการส่งเสริมให้ประชาชนหันมาปลูกต้นไม้ในปี 2523 ดังนั้นจึงเริ่มมีการพัฒนาไปเรื่อยๆ จนเปลี่ยนป่าไม้ให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงบำบัดมาจนถึงปัจจุบัน

 

ขั้นตอนของการอาบป่าไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด อาศัยเพียงให้เราเข้าไปอยู่ในธรรมชาติใกล้ตัวให้มากที่สุด อาจจะเป็นป่าเขาในต่างจังหวัด หรือสวนสาธารณะใกล้บ้าน ลองปล่อยตัวปล่อยใจไปกับธรรมชาติ เดินทอดน่องไปเรื่อยๆ ฟังเสียงรอบตัว ดมกลิ่นต้นไม้ใบหญ้า มองความสวยงามข้างทาง ปิดเครื่องมือสื่อสาร และนั่งหามุมสงบพักเพื่ออาบแสงแดดแบบชิลๆ

 

ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของนักวิชาการด้านชีววิทยาวิวัฒนาการชาวอเมริกัน เอ็ดเวิร์ด โอ วิลสัน อิงตามทฤษฎีไบโอฟิลเลีย ว่า มนุษย์มีปฏิสัมพันธ์กับธรรมชาติ และธรรมชาติสามารถหล่อเลี้ยงชีวิต จึงไม่แปลกที่ธรรมชาติจะช่วยให้เราคลายความเครียด มีผลตอบสนองเชิงบวกเมื่อยามเข้าไปสัมผัส

 

ข้อดีของการอาบแสงแดดทำให้ร่างกายสามารถสังเคราะห์วิตามินดีออกมาล่อเลี้ยงร่างกาย ซึ่งวิตามินชนิดนี้ จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้ร่างกาย เพราะไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวให้ดีขึ้น ช่วงเวลาที่เหมาะต่อการเดินอาบป่าและอาบแสงแดด คือ ช่วงเวลาประมาณ 6 – 9 โมงเช้า ใช้เวลาประมาณ 10 – 15 นาที ช่วงเวลาดังกล่าวแดดจะไม่แรงมาก ทำให้ไม่อันตรายต่อผิว แต่หากเลยเวลาดังกล่าวผิวเราอาจจะไหม้และแสงแดดที่มากเกินไป อาจทำให้เป็นโรคมะเร็งผิวหนังได้

 

สำหรับคนเมืองที่อยากออกไปคลายเครียดและสนใจอาบป่าให้ธรรมชาติบำบัด แต่ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนกินอยู่เป็น 360 องศาของการใช้ชีวิต ขอแนะนำสถานที่ใกล้ๆ กรุงเทพฯ ดังนี้

– ศูนย์เรียนรู้ป่าในกรุง สุขาภิบาล 2 โครงการดีๆ ของ ปตท. : ตั้งอยู่ไม่ไกลจาก BTS อุดมสุข ทาง ปตท. ได้จัดพื้นส่วนนี้ให้เป็นพื้นที่สีเขียว เพื่อให้ประชาชนเขาไปศึกษาธรรมชาติอย่างจริงจัง

-สวนบางกะเจ้าหรือสวนสาธารณะและสวนพฤกษชาติศรีนครเขื่อนขันธ์ พื้นที่ป่าอนุรักษ์ในเขตชุมชน อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ

– สวนหลวง ร.9 สวนสาธารณะและสวนพฤกษศาสตร์ที่ใหญ่ สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่ย่านประเวศ สามารถเดินทางได้จากหลายเส้นทาง

– สวนลุมพินี พื้นที่สีเขียวใจกลางกรุงเทพฯ สถานที่แห่งนี้ก็สามารถให้คุณได้เข้าไปพักผ่อนได้

– สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เป็นสวนสาธารณะแห่งหนึ่งในเขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร

 

ธรรมชาติสามารถช่วยผ่อนคลายและฟื้นฟูพลังใจในการดำเนินชีวิต ลองปล่อยตัวให้ธรรมชาติได้ทำหน้าที่ของมันดูบ้าง เพื่อเติมพลังงานดี ๆ พร้อมลุยงานต่อในสัปดาห์ถัดไป

 


ปก-cover_content_7วันหยุด.jpg

 

วันหยุดสุดสัปดาห์เป็นเวลาที่มนุษย์เงินเดือนทั้งหลายจะได้พักผ่อน เติมพลังให้กับร่างกายอย่างเต็มที่ ซึ่งหลายท่านอาจจะรู้สึกเบื่อกับการจราจรอันแสนติดขัดของบ้านเราจึงเลือกที่จะพักอยู่บ้านมากกว่า ดังนั้นวันนี้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอนำเสนอ 7 กิจกรรมง่ายๆ สำหรับนำไปในเวลาว่างวันหยุดกัน

1.หากิจกรรมกลุ่มร่วมกับครอบครัวและคนรัก

การรับประทานอาหารร่วมกัน พูดคุยถึงเรื่องราวพบเจอมาในแต่ละวัน ถือเป็นวิธีช่วยคุณผ่อนคลายความเครียดจากปัญหาที่เผชิญมาทั้งสัปดาห์ หรือจะแถมด้วยกิจกรรมพิเศษอื่นๆ เช่น ออกกำลังกาย โยคะ หรือ ใช้เสียงเพลงบำบัดจิตใจ เติมความสุขร่วมกันก็คงจะดี

2.Big Cleaning Day เปลี่ยนบรรยากาศบ้านให้น่าอยู่

หลังจากวุ่นวายมาทั้งอาทิตย์ จนแทบไม่มีเวลาหันมาทำความสะอาดบ้าน รู้ตัวอีกทีบ้านถูกกองทัพฝุ่นและคราบต่างๆ ยึดไปแล้ว วันหยุดจึงเป็นโอกาสดีที่เราจะได้จัดการเอาความสกปรกเหล่านั้นออกไป หรือ จัดระเบียบในสวนให้สวยงามมีระเบียบ เท่านี้ก็มีความสุขแถมยังได้สุขภาวะที่ดีของบ้านกลับมา

3.จัดระเบียบตู้เสื้อผ้า แบ่งบางส่วนไปบริจาค

เมื่อมีเวลาว่างการรื้อตู้เสื้อผ้ามาจัดระเบียบใหม่ก็น่าสนใจ โดยจัดแบ่งเสื้อผ้าตามหมวดหมู่ ตามสี ตามประเภทก็ตามที่สะดวกกันเลย หรือ ถ้าบางท่านที่มีเสื้อผ้าเหลือใช้ก็สามารถนำไปบริจาคให้ผู้ขาดแคลนตามมูลนิธิต่าง ๆ ในประเทศไทย เช่น มูลนิธิกระจกเงา มูลนิธิบ้านนกขมิ้น  มูลนิธิบ้านกึ่งวิถีหญิง ฯลฯ ข้อนี้นอกจากได้จัดระเบียบแล้ว ยังได้ทำบุญอีกด้วย

4.ปล่อยเวลาไปกับหนังสือเล่มโปรด  

เชื่อว่ามีหลายท่านที่รักการอ่านหนังสือ ดังนั้นการหยิบหนังสือเล่มโปรดขึ้นมาสักเล่ม หามุมดีๆ แล้วปล่อยเวลาไปกับมันในช่วงวันหยุดก็เป็นอีกหนึ่งความสุขและการผ่อนคลายง่ายๆ อีกทั้งการอ่านหนังสือยังช่วยเรื่องการฝึกสมาธิได้อีกทางหนึ่งด้วย

5.ดูแลสัตว์เลี้ยง หรือ เล่นโยคะ

การดูแล หรือ เล่นกับสัตว์เลี้ยงก็เป็นอีกหนึ่งวิธีสร้างความสุขทางใจง่ายๆ ทั้งเจ้าของ และ สัตว์เลี้ยงเอง แต่ถ้าใครไม่ได้มีสัตว์เลี้ยง วิธีออกกำลังกายง่ายๆ ในที่พัก เช่น โยคะ หรือ ไทชิ จากคลิปแบบฝึกบนยูทูป ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ

6.เซ็ทอัพจัดระเบียบความงามด้วยตนเอง

วันหยุดถือเป็นโอกาสดี ที่จะทำให้คุณได้มีเวลาจูนอัพความสวยตัวเองตั้งแต่หัวจรดเท้า ซึ่งเลือกได้หลายวิธี ไม่ว่าจะ ขัดผิว พอกหน้า หมักผม มาสก์หน้า หรือ อาจเสริมบุคลิกภาพ ด้วยการจัดแต่งทรงผมเปลี่ยนลุค เติมความสวย เปรี้ยว เฉี่ยวที่จะช่วยทำให้คุณดูมีเสน่ห์ยิ่งขึ้น

 7.จัดการความคิดเคลียร์สมอง เตรียมพร้อมรับวันทำงาน

การทบทวนตนเอง เคลียร์สมองพร้อมต้นใช้ชีวิตสู่วันถัดไป อาจเริ่มต้นด้วยการนั่งสมาธิ เขียนวางแผนชีวิตต่อเรื่องราวที่พบเจอในแต่ละวัน ตั้งเป้าหมายในชีวิต ถึงสิ่งที่คุณอยากทำต่อไปในอนาคต หรือซัทดาวน์จากโลกโซเชียลเพื่อพักผ่อนอย่างเต็มที่ ก่อนออกไปสู้กับภาระหน้าที่ที่จะมาถึงในวันต่อไป


กินอยู่เป็น_ชวนเที่ยว-อุทยานฯ-แก่งกระจาน-สัมผัสความสดชื่นช่วงฤดูฝน_web.jpg

สุดสัปดาห์นี้ เอาใจคนรักการท่องเที่ยวแบบสัมผัสธรรมชาติ ชวนไปเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ที่แห่งนี้มีกลิ่นไอของต้นไม้ ลำธาร และความเป็นธรรมชาติที่แท้จริง และนี่สำคัญยูเนสโก้เสนอชื่อให้เป็นแหล่งมรดกโลกใหม่ ประจำปี 2562 อีกด้วย

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวของสถานที่ท่องเที่ยวเอาใจคนที่ไม่ชอบอยู่บ้านสักหน่อย วันหยุดสุดสัปดาห์แบบนี้ แถมช่วงนี้เป็นช่วงหน้าฝน ถ้ายังไม่รู้ว่าจะไปเที่ยวที่ไหนดี ลองไปเที่ยวในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานกันดีกว่า ไปสัมผัสกับอาการธรรมชาติ กลิ่นไอของฝนที่อาจจะมีตกลงมาบ้างบางเวลา แต่ได้กลิ่นไอของต้นไม้ ลำธาร และความเป็นธรรมชาติที่แท้จริง ล่าสุด พื้นที่ของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานได้ถูกเสนอชื่อโดยคณะกรรมการมรดกโลกขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ให้เป็นแหล่งมรดกโลกใหม่ ประจำปี 2562 อีกด้วย

สำหรับอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน มีพื้นที่ครอบคลุม อ.หนองหญ้าปล้อง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี และ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นอุทยานแห่งชาติที่มีพื้นที่มากที่สุดในประเทศไทย มีสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์ เป็นป่าต้นน้ำของแม่น้ำเพชรบุรีและแม่น้ำปราณบุรี และมีลักษณะเด่นทางธรรมชาติที่สำคัญหลายแห่ง เช่น ทะเลสาบ น้ำตก ถ้ำ หน้าผาที่สวยงาม มีเนื้อที่ประมาณ 1,821,687.84 ไร่ หรือ 2,914.70 ตารางกิโลเมตร โดยมีจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ประกอบด้วย

1. เขาพะเนินทุ่ง เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของอุทยานฯ ในเขตประเทศไทย อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ 50 กิโลเมตร เป็นภูเขาสูง มีบริเวณที่เป็นทุ่งหญ้ากว้าง ในระดับความสูง 960 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง บริเวณโดยรอบเป็นป่าดิบเขา มีสัตว์ป่าชุกชุม ทิวทัศน์งดงาม จากยอดเขาสามารถเห็นทะเลหมอกในช่วงฤดูฝนต่อฤดูหนาว การเดินทางต้องใช้เวลา 2 วัน พักค้างแรม 1 คืนระหว่างทาง และติดต่อขอเจ้าหน้าที่นำทาง อาหารและเต็นท์สำหรับพักค้างแรมไปเอง

2. พะเนินทุ่งแคมป์ เป็นจุดชมวิวที่สามารถชมทะเลหมอกในตอนเช้าได้สวยอีกจุดหนึ่ง และสามารถกางเต็นท์พักแรมได้ การเดินทางต้องใช้รถที่มีกำลังสูง สามารถเหมารถปิกอัพได้จากบริเวณที่ทำการอุทยานฯ เนื่องจากถนนค่อนข้างแคบ อุทยานฯ จึงได้กำหนดเวลาในการขึ้น-ลง คือ เวลาขึ้น ช่วงเช้าเวลา 05.00-09.30 น. ช่วงบ่ายเวลา 14.30-15.00 น. เวลาลง ช่วงเช้าเวลา 12.00-13.00 น. ช่วงบ่ายเวลา16.30-18.00 น. สำหรับผู้ที่ต้องการจะขึ้นเขาพะเนินทุ่งต้องติดต่อที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเพื่อขอใบอนุญาตผ่านทาง โดยเสียค่าธรรมเนียม คือ ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท รถยนต์สี่ล้อ 30 บาท รถกระบะ 40 บาท รถตู้ 50 บาท รถยนต์มากกว่าสี่ล้อ 70-80 บาท และผู้ที่ต้องการจะขึ้นเขาพะเนินทุ่ง เวลา 05.00 น. ต้องทำใบขออนุญาตล่วงหน้า 1 วัน

3. น้ำตกทอทิพย์ อยู่ห่างจากเขาพะเนินทุ่ง 15 กิโลเมตร สามารถเดินทางโดยรถยนต์ และเดินทางเท้าเข้าถึงตัวน้ำตกประมาณ 4 กิโลเมตร มีความสูง 9 ชั้น ชั้นที่ 5 เป็นชั้นที่สวยที่สุด แต่ละชั้นสวยงามแปลกตา สภาพโดยรอบเป็นป่าไม้ร่มรื่น ทั้งนี้ การเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่ลึกเข้าไปในผืนป่า ควรขอคำแนะนำและคนนำทางจากเจ้าหน้าที่ป่าไม้ก่อน นอกจากนี้ ควรใช้รถยนต์ที่มีกำลังเครื่องดีเพราะเส้นทางผ่านหุบเขาลาดชัน

 

สำหรับการเดินทางไปอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน สามารถเดินทางได้โดยรถยนต์ จากกรุงเทพฯ ไปตามทางหลวงหมายเลข 35 ถึงอำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี จากนั้นใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 4 ผ่านแยกเข้าตัวเมืองเพชรบุรี จะถึงสี่แยกท่ายาง เลี้ยวขวาเข้าอำเภอท่ายาง แล้ววิ่งไปตามถนนเลียบคลองชลประทาน ตามทางหลวงหมายเลข 3499 ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร ก็จะถึงอำเภอแก่งกระจาน จากปากทางเข้าอุทยานฯ อีก 4 กิโลเมตรจะถึงที่ทำการอุทยานฯ หรือจะเดินทางโดยรถโดยสารประจำทาง จะมีรถสายกรุงเทพฯ-ท่ายาง ลงที่ตลาดท่ายาง จากนั้นต่อรถสองแถวไปตลาดแก่งกระจาน และต่อรถรับจ้างหรือจักรยานยนต์ไปอีก 4 กิโลเมตร จะถึงที่ทำการอุทยานฯ

ทั้งนี้ อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน มีบ้านพักไว้บริการนักท่องเที่ยว และมีสถานที่กางเต็นท์บริเวณอ่างเก็บน้ำ บริเวณเขาพะเนินทุ่ง และบริเวณแค้มป์บ้านกร่าง อุทยานฯ มีเต็นท์ให้เช่า โดยนักท่องเที่ยวสามารถติดต่อจองบ้านพักในอุทยานฯ ได้ที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช โทร. 0 2562 0760 หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อศูนย์บริการนักท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน โทร. 0 3245 9293 และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ : ข้อมูลจาก : dnp.go.th , tatcontactcenter


กินอยู่เป็น_หยุดยาวแบบนี้-เที่ยวไหนดีใกล้กรุงเทพฯ-แบบไปเช้า-เย็นกลับ_web.jpg

วันหยุดสุดสัปดาห์ทั้งที ไม่รู้จะไปเที่ยวที่ไหนดี บางทีก็อยากจะท่องเที่ยว แต่ไม่อยากที่จะพักค้างแรมสักเท่าไหร่ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวม 7 สถานที่ท่องเที่ยวใกล้กรุงเทพฯ เที่ยวง่าย ๆ สบาย ๆ แบบไปเช้า-เย็นกลับ

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวเอาใจคนรักการท่องเที่ยวสักหน่อย พอใกล้ถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ทั้งที ก็ต้องเตรียมวางแผนหาสถานที่ท่องเที่ยวกันสักหน่อยแล้ว คราวนี้มาลองดูทริปการท่องเที่ยวแบบ 1 day trip กันบ้างดีกว่า  เชื่อว่าใครหลาย ๆ คนก็อยากที่จะท่องเที่ยว แต่ไม่อยากที่จะพักค้างแรมสักเท่าไหร่ อยากกลับมานอนที่บ้านดีกว่า ถ้าเลือกที่จะท่องเที่ยวในลักษณะนี้ สถานที่ที่สามารถไปได้นั้นก็คงจะต้องอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงรวบรวม 7 สถานที่ท่องเที่ยวใกล้กรุงเทพฯ ท่องเที่ยวง่าย ๆ สบาย ๆ แบบไปเช้า-เย็นกลับ เรียกได้ว่าสามารถไปเที่ยวได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งแบบคนเดียว ครอบครัว คนรัก หรือ เพื่อนฝูง สนุกสนานตลอดทั้งวันอย่างแน่นอน

 

1. บางกะเจ้า จังหวัดสมุทรปราการ : พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ ถือเป็นสถานที่ฟอกปอดที่เหมาะสำหรับการมาเที่ยวพักผ่อนแบบชิลล์ ๆ ซึ่งภายหลังจากมีการพัฒนาให้พื้นที่แห่งนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ พร้อมกับมีเส้นทางจักรยานให้ได้ไปปั่นชมธรรมชาติ ยิ่งกระตุ้นต่อมให้อยากออกไปสัมผัสบางกะเจ้ามากยิ่งขึ้น ภายในคุ้งบางกะเจ้ามีแหล่งท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวเข้าไปสัมผัสธรรมชาติที่สวยงามมากมาย นอกจากนีเช่น สวนป่าเกดน้อมเกล้า” “สวนน้ำตาลมะพร้าว” “เส้นทางจักรยานเลียบค ในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ยังมีตลาดบางน้ำผึ้ง เปิดให้นักท่องเที่ยวได้มาช็อปปิ้ง จับจ่ายใช้สอยกัน และยังมีบ้านธูปสมุนไพร สอนการทำผ้ามัดย้อม พิพิธภัณฑ์ปลากัดไทย และอื่น ๆ อีกมากมาย

 

2. เกาะแสมสาร จ.ชลบุรี : ตั้งอยู่ในอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เป็น 1 ใน 9 เกาะท่องเที่ยวยอดนิยมใกล้กรุงเทพฯ ทำให้ที่นี่กลายเป็นแหล่งเรียนรู้และท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และมีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวได้ทำมากมาย เช่น พายเรือคายัก ดำน้ำดูปะการัง และปั่นจักรยานชมธรรมชาติ เป็นต้น

 

 

3. น้ำตกสาริกา จ.นครนายก :  น้ำตกสาริกา เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่มีลักษณะโยนตัวลงมาจากหน้าผาสูงชัน และมีความสูงถึง 9 ชั้น เป็นน้ำตกที่เหมาะกับการเล่นน้ำ เพราะมีแอ่งน้ำขนาดใหญ่อยู่ด้านล่าง ยิ่งในช่วงฤดูฝนที่น้ำไหลแรง นักท่องเที่ยวจะได้ยินเสียงน้ำที่ตกกระทบหินดังสนั่น น้ำกระเซ็นเป็นละอองขาว เป็นเสน่ห์ความงดงามที่ไม่ว่าใครก็อยากเดินทางมาเห็น

 

4. ตลาด 100 ปี ระแหง จ.ปทุมธานี : ตลาดร้อยปีระแหง ตั้งอยู่ที่ริมคลองระแหง อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี เป็นตลาดโบราณริมน้ำอายุยาวนานกว่า 100 ปี ภายในเป็นห้องแถวที่สร้างด้วยไม้ติดต่อกัน เกิดจากการที่ผู้คนสมัยก่อนสัญจรทางเรือและทางรถไฟ โดยมีทางรถไฟสายแรกคือสายตลาดระแหง-บางบัวทอง มาสิ้นสุดที่โรงเรียนวรพงษ์ ต่อมาการคมนาคมเจริญขึ้น มีถนนผ่านหน้าอำเภอ ผู้คนหันมาสัญจรทางรถยนต์กันมาก กิจการรถไฟก็ล้มเลิกไป แต่ยังคงเหลือตลาดเอาไว้ให้เป็นอนุสรณ์ ชาวบ้านที่อยู่บริเวณตลาดระแหงยังมีการอนุรักษ์วิถีชีวิตริมคลอง และสถาปัตยกรรมบ้านเรือนไม้หลังคาจั่ว อีกทั้งยังมีการจำหน่ายสินค้าเกษตร ร้านยาจีนและยาแผนโบราณ ร้านอาหาร ร้านตัดผม รวมทั้งมีศาลเจ้าและโรงงิ้วภายในชุมชนอีกด้วย

 

5. วัดโสธรวรารามวรวิหาร  จ.ฉะเชิงเทรา : ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมือง ริมแม่น้ำบางปะกง เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปที่สำคัญคือ “หลวงพ่อโสธร” พระพุทธรูปปูนปั้นปางสมาธิ อันเป็นศูนย์รวมศรัทธาของชาวแปดริ้วและพุทธศาสนิกชนทั่วไป

 

6. อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา : ตั้งอยู่ภายในเกาะเมืองอยุธยา เขตเทศบาลเมืองพระนครศรีอยุธยา สถานที่ที่เคยเป็นราชธานีเก่าแก่อันยิ่งใหญ่ที่สืบเนื่องยาวนาน และมีความเจริญรุ่งเรืองที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ โดยมีศิลปวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ งดงาม และทรงคุณค่า จนได้รับการเชิดชูคุณค่าไว้ในบัญชีรายชื่อแหล่งมรดกโลกขององค์การยูเนสโก ในปี พ.ศ. 2534 จุดท่องเที่ยวหลัก ๆ ที่น่าไปเยี่ยมชม ไม่ว่าจะเป็นพระราชวังโบราณหรือพระราชวังหลวง ที่ประทับของพระมหากษัตริย์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา วัดพระศรีสรรเพชญ์ วัดราชบูรณะ วิหารพระมงคลบพิตร วัดไชยวัฒนาราม เป็นต้น

 

7. พระราชวังสนามจันทร์ จ.นครปฐม : ตั้งอยู่ที่ตำบลพระปฐมเจดีย์ อำเภอเมืองนครปฐม อยู่ห่างจากองค์พระปฐมเจดีย์เพียงแค่ 2 กิโลเมตรเท่านั้น สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2450 โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อใช้เป็นสถานที่ประทับครั้งมานมัสการพระปฐมเจดีย์ ภายในพระราชวังสนามจันทร์มีพระที่นั่งและพระตำหนักที่สวยงามมากมาย อาทิ พระที่นั่งพิมานปฐม, พระที่นั่งอภิรมย์ฤดี, พระที่นั่งวัชรีรมยา, พระที่นั่งสามัคคีมุขมาตย์, พระที่นั่งปาฏิหาริย์ทัศไนย, พระตำหนักชาลีมงคลอาสน์, พระตำหนักมารีราชรัตบัลลังก์, พระตำหนักทับแก้ว, พระตำหนักทับขวัญ เป็นต้น

 

ทั้งหมดนี้ คือ 7 สถานที่ท่องเที่ยวใกล้กรุงเทพมหานคร แบบว่าสามารถเดินทางไปเช้า-เย็นกลับได้ จริง ๆ แล้วในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง สำหรับใครที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวแบบเข้าวัดเข้าวา หรืออาจจะชิมบรรยากาศธรรมชาติ ก็สามารถเลือกได้ตามความชอบของเราเลย และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ : ข้อมูลจาก thai.tourismthailand.org


กินอยู่เป็น_ส่อง-5-ประเทศฝั่งเอเชีย-ควรค่าแก่การไปเที่ยวปี-2019_web.jpg

ปี 2019 นี้ คุณมีแผนที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศแล้วหรือยัง ถ้ายังไม่รู้ว่าจะไปเที่ยวประเทศไหนดี เราได้รวบรวมแหล่งท่องเที่ยว 5 ประเทศฝั่งเอเชีย ที่ควรค่ากับการไปเที่ยวในปี 2562 บอกเลยว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตคุณต้องได้ไปเที่ยวประเทศนั้น ๆ ให้ได้

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวในแวดวงท่องเที่ยวกับทุก ๆ ท่าน โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบการเดินทางท่องเที่ยวเป็นชีวิตจิตใจ เชื่อว่าใครหลาย ๆ คนมีความใฝ่ฝันไว้ว่า สักครั้งหนึ่งในชีวิต เกิดมาแล้วต้องมีโอกาสไปท่องเที่ยวต่างประเทศ อย่างน้อยสัก 1 ประเทศ หรือบางคนมองว่าท่องเที่ยวในประเทศไทยบ่อย ๆ ก็รู้สึกแอบเบื่อหน่ายเล็กน้อย เจอแต่สิ่งเดิม ๆ มาโดยตลอด อยากลองเปิดโลกกว้างด้วยการไปต่างประเทศบ้างสักครั้ง

แต่การจะออกเดินทางไปต่างประเทศนั้น ส่วนใหญ่ก็จะต้องติดปัญหาในเรื่องของการทำหนังสือเดินทาง โดยเฉพาะวีซ่า ที่บางคนไม่มีวีซ่าเลยทำให้ไม่สามารถเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศได้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงได้รวบรวมแหล่งท่องเที่ยว 5 ประเทศฝั่งเอเชีย ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตคุณต้องได้ไปเที่ยวประเทศนั้น ๆ สักครั้งหนึ่ง

1. ประเทศเกาหลี : ที่ประเทศเกาหลีต้องบอกเลยว่ามีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจมากมาย อย่างที่พระราชวังเคียงบกกุง พระราชวังใหญ่กลางกรุงโซล แฟน ๆ ซีรีส์เกาหลีย้อนยุคต้องไม่พลาด การแต่งชุดฮันบกเที่ยวในพระราชวังฯ นอกจากนี้ยังมี โซลทาวเวอร์ เป็นหอคอยที่ตั้งอยู่บนภูเขา ไปชมวิวสวย ๆ จากมุมสูงของประเทศเกาหลี ได้เห็นทัศนียภาพโดยรวมของประเทศ และเอาใจคนชอบช็อปปิ้ง ไม่ควรพลาดแหล่งช้อปที่รวมร้านค้าทุกอย่างไว้ในที่เดียว ที่ย่านเมียงดงและฮงแด ที่มีทั้งร้านเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องสำอาง อาหาร และอื่น ๆ อีกมากมาย

2. ประเทศญี่ปุ่น : ที่ประเทศญี่ปุ่น ถือได้ว่าเป็นประเทศที่มีความทันสมัย มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายตื่นตา ตื่นใจ อย่างเช่น เมืองใหญ่อย่าง โตเกียว หรือจะเป็นสถานที่เอาใจคนชอบช้อปปิ้งอย่างย่านชินจูกุ ชิบุย่า หรือฮาราจูกุ ที่มีการจำหน่ายสินค้าต่าง ๆ มากมาย หรือใครชอบธรรมชาติและอากาศเย็นสบาย ต้องไปที่ ฮอกไกโดเกาะเหนือสุดของญี่ปุ่น เป็นเมืองชิลๆ รายล้อมด้วยธรรมชาติและผลผลิตทางการเกษตรแสนอร่อย

3. ประเทศสิงคโปร์ : ที่ประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศที่อยู่บนเกาะเล็ก ๆ เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจมากมาย บ้านเมืองมีความเจริญและมีระเบียบ สำหรับที่เที่ยวยอดฮิตในสิงโปร์ อาทิ สวนพฤกษศาสตร์ขนาดใหญ่ Gardens by the Bay ที่มีจุดเด่นอยู่ที่ต้นไม้ยักษ์ หรือจะเป็นมาร์ริน่าเบย์ ที่มีทั้ง เมอร์ไลออน และตึกมารีน่า เบย์ แซนด์ส ถือเป็นแลนด์มาร์คอันโดดเด่นของสิงคโปร์เลยก็ว่าได้

4. ประเทศพม่า : ประเทศพม่าถือได้ว่าเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ใกล้ประเทศไทย มีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ควรค่ากับการเดินทางมาท่องเที่ยว อาทิ พระมหาเจดีย์ชเวดากอง สถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของชาวพม่า ที่มีอายุกว่า 2,000 ปี หรือจะเป็น พระธาตุอินทร์แขวน 1 ใน 5 มหาบูชาสถานที่ชาวพม่าให้ความเคารพนับถือ ลักษณะเป็นหินสีทองขนาดใหญ่สูงกว่า ตั้งอยู่ริมหน้าผาสูง และทะเลเจดีย์ในเมืองพุกาม เป็นสถานที่ที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมารับชมวิวสวย ๆ จำนวนมาก

5. ประเทศเวียดนาม : ที่ประเทศเวียดนาม ถือเป็นประเทศที่ควรค่ากับการเดินทางมาท่องเที่ยว เพราะประเทศนี้ใช้เงิน Pocket Money ไม่แพงมาก มีสถานที่ท่องเที่ยวเด่น ๆ อย่าง บานาฮิลล์ , ฮอยอัน , ดานัง , ฮานอย , ญาจาง ฯลฯ ซึ่งมีสถานที่ท่องเที่ยวเยอะแยะมากมายไปหมด รับรองเลยว่า คุณต้องประทับใจอย่างแน่นอน

 

ทั้งหมดนี้ คือ 5 ประเทศฝั่งเอเชียที่ควรค่ากับการไปท่องเที่ยวในปี 2019 สำหรับใครก็ตามที่อยากไปเที่ยวต่างประเทศ แต่ไม่รู้ว่าจะไปประเทศไหนดี ลองไปเที่ยว 5 ประเทศที่ทีมงานฯ ได้นำเสนอไป รับรองเลยว่าคุณจะไม่ผิดหวังกับการไปเที่ยวในต่างแดนอย่างแน่นอน และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


กินอยู่เป็น_รู้ไหม-การไปเที่ยวบ่อย-ๆ-ทำให้สุขภาพดีขึ้น_web-1.jpg

รู้หรือไม่! การที่ได้ออกไปท่องเที่ยวบ่อย ๆ นอกบ้าน ทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงขึ้น ลดภาวะความเครียดและความรู้สึกแย่ ๆ ในชีวิตได้จริง และยังช่วยลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจ

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอแนะนำเรื่องราวดี ๆ เอาใจคนชอบออกไปเที่ยวนอกบ้านกันดีกว่า เชื่อว่าใครหลาย ๆ คนคงจะรู้สึกเบื่อหากวันหยุดต้องอยู่ที่บ้าน ดูหนัง ฟังเพลง ทำงานบ้าน เหมือนชีวิตเป็นดั่งกบในกะลา ไม่ได้ออกไปพบหน้าใครใด ๆ ทั้งสิ้น ส่วนคนที่มีโอกาสไปออกเดินทางนอกสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นการเดินห้าง หรือไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ ชีวิตพวกเขาดูมีความสุขมากที่ได้ออกไปพบเจอกับสังคมและโลกภายนอก

แต่รู้หรือไม่ว่า การที่ได้ออกไปท่องเที่ยวนอกบ้านถือเป็นเรื่องดีต่อตัวเราจริง ๆ เพราะมีงานวิจัยของมหาวิทยาลัย Surrey ระบุว่า คนที่ได้ออกไปท่องเที่ยวจะทำให้พวกเขามีความสุขและสุขภาพดีมากขึ้น เนื่องจากระบบสมองจะมีการคาดการณ์และวางแผนล่วงหน้า เมื่อรู้ว่าตัวเราจะออกเดินทางไปท่องเที่ยว ทำให้รู้สึกดีทุกครั้ง เมื่อนึกถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต และจากข้อมูลในปี 2013 โดยการสำรวจความเครียดของชาวอเมริกา American Psychological Association พบว่า การออกเดินทางช่วยลดความเครียดได้จริง และลดความรู้สึกแย่ได้ดีอีกด้วย

นอกจากนี้ ผู้ที่ท่องเที่ยวเป็นประจำที่จะต้องเดินทางไกล ยิ่งเดินทางท่องเที่ยวมากเท่าไหร่ ก็ไม่รู้สึกเหนื่อย เนื่องจากมีสิ่งตื่นเต้นรออยู่ข้างหน้าตลอดทาง โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวแบบลุย ๆ ก็ยิ่งทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงดีขึ้นไปอีก อธิบายง่าย ๆ ก็คือ เมื่อขยับร่างกายมากกว่าปกติ ประกอบกับสนุกกับช่วงเวลาไปตลอดทาง ทำให้สุขภาพจิตและสุขภาพกายดีขึ้นมากกว่าคนที่อยู่แต่บ้าน

ส่วนคนที่อยู่แต่ในบ้านนั้น ผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์พบว่า คนที่ไม่ได้ท่องเที่ยวติดกันเป็นเวลาหลายปี มากกว่า 30% มีความเสี่ยงสูงที่จะป่วยเป็นโรคหัวใจ ต่างจากคนที่ออกเดินทางเที่ยวบ่อย ๆ กลับมีอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย

สำหรับคนที่บ้างานหรือทำงานอย่างหนักหน่วง ลองถามตัวเองดูว่าใน 1 สัปดาห์ สามารถสละเวลาสักนิดนึงออกไปท่องเที่ยวนอกบ้านได้หรือไม่ ไม่จำเป็นต้องออกไปเที่ยวไกลถึงต่างจังหวัดหรอก เพียงแค่เดินออกไปนอกบ้านนิดเดียว เช่น ออกไปร้านสะดวกซื้อ ก็เปรียบเสมือนได้ไปเที่ยวแล้ว ฉะนั้น อย่าลืมให้เวลาแห่งความสุขกับตัวเองบ้าง ออกไปเที่ยวซะบ้าง แล้วจะได้อะไรมากกว่าที่คิดอย่างแน่นอน รู้อย่างนี้แล้ว ออกไปเที่ยวตอนนี้กันเลยดีกว่า และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต