Endorphine

เผยโฉม-อาคารภูเขา-โดดเด่นริมชายหาดกว่างซีของจีน_web.jpg

ประเทศจีนได้เปิดตัว “อาคารภูเขา” สิ่งปลูกสร้างแห่งใหม่ อีกหนึ่งแลนด์มาร์คสำคัญของจีน ด้วยอาคารที่มีรูปทรงแปลกตาคล้าย ๆ กับภูเขา พร้อมห้องพักไว้ให้บริการแก่นักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก

สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ๆ ในประเทศจีนนั้นมีอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น กำแพงเมืองจีน , สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ , เขาสายรุ้งตันเซี่ย , พระพุทธรูปเล่อซาน , ฯลฯ ที่สำคัญประเทศจีนถือเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีคนจากหลายหลายประเทศเดินทางไปท่องเที่ยวมากที่สุด ล่าสุด มีอีกหนึ่งแลนด์มาร์คแห่งใหม่ที่ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของเมืองจีน

โดยสำนักข่าว China Xinhua News รายงานว่า ประเทศจีนได้เปิดตัว “อาคารภูเขา” ซึ่งถือเป็นสิ่งปลูกสร้างแห่งใหม่ ตั้งอยู่เมืองเป่ยไห่ เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ทางตอนใต้ของจีน ที่ต้องบอกว่าจะกลายเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คสำคัญของจีนเลยก็ว่าได้ ด้วยอาคารที่มีรูปทรงแปลกตาคล้าย ๆ กับภูเขา มีความสูงพอ ๆ กับตึกสูง ๆ ทั่วไป มีห้องพักไว้ให้บริการแก่นักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก

สำหรับโรงแรมริมชายหาดแห่งนี้ ได้แรงบันดาลใจมาจากลักษณะภูมิประเทศแบบคาสต์ (Karst) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของกว่างซีและภูมิภาคจีนตอนใต้ นักท่องเที่ยวที่สัญจรผ่านไปมาบริเวณนั้น หรือไปที่บริเวณชายหาดกว่างซี ก็ไม่พลาดที่จะได้ยลโฉมตึกสูง ๆ คล้ายภูเขา และไม่พลาดที่จะได้หยิบสมาร์ทโฟนหรือกล้องถ่ายรูปขึ้นมาถ่ายรูปเก็บภาพความสวยงามของอาคารดังกล่าวไว้เป็นที่ระลึกด้วย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ก่อนหน้านี้ ที่ประเทศจีนได้มีการก่อสร้างอาคารรูปทรงลักษณะแปลกตาแปลกใจ อย่างในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ทางใต้ของจีน ได้มีการสร้างอาคารศูนย์สื่อแห่งใหม่ของเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง และเป็นที่ทำการของสถานีโทรทัศน์กว่างซี โดยหลายคนมองอาคารดังกล่าวนี้คล้ายกับปลัดขิก ซึ่งทางสถาปนิกเปิดเผยว่า ได้รับแรงบันดาลใจมาจากนาขั้นบันไดบนภูเขา ซึ่งเป็นของขึ้นชื่อของเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง

ขอขอบคุณ : เนื้อหาจาก China Xinhua News


Backpacker-เตรียมตัวให้พร้อม-เมื่อวันหนึงฉันเดินเข้าป่า_web-1.jpg

“การเดินป่า” ถือเป็นกิจกรรมแอดเวนเจอร์สุดท้าทายของคนที่ชื่นชอบการลุย ต้องกายพร้อม ใจพร้อม และต้องสตรองอย่างหนักด้วย แต่การจะเดินป่าทั้งที โดยเฉพาะมือใหม่หัดเข้าป่า ต้องเตรียมเนื้อเตรียมตัวอย่างไรดี เพื่อให้การเดินเข้าป่าเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่ตะกุกตะกะ เที่ยวป่าอย่างมีความสุข

วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า…..ช่วงนี้หมดช่วงฤดูฝน เข้าสู่ฤดูหนาวกันแล้ว สาวกคนที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวแบบธรรมชาติก็เตรียมแผนที่จะเดินเท้าเข้าป่ากางเต้นท์ ไปสัมผัสการใช้ชีวิตสุดชิคส์ ๆ ท่ามกลางธรรมชาติรุมล้อม ตื่นตอนเช้าดูพระอาทิตย์ขึ้น ทำอาหารกินเองกลางป่า ถ่ายรูปสวย ๆ สำหรับคนที่ไปบ่อยก็จะคุ้นจะชินกับการเข้าป่าอยู่แล้ว แต่สำหรับมือใหม่ที่อยากเข้าป่า แต่ไม่เคยไปเลย ก็ไม่รู้ว่าจะต้องเตรียมเนื้อเตรียมตัวอย่างไรบ้าง เพื่อให้การเดินป่าเป็นไปอย่างสนุกมีความสุขสุดสุด

โดยปกติ การเดินป่า ถือเป็นกิจกรรมแอดเวนเจอร์สุดท้าทายอีกกิจกรรมหนึ่งของคนที่ชื่นชอบการลุย ต้องใช้พละกำลังและร่างกายในการเดินป่าหลายกิโลเมตร อย่างต่ำ 4-8 ชั่วโมง/วัน บวกกับการที่คุณต้องแบกสัมภาระหนัก ๆ อีกด้วย บอกเลยว่า ใครที่อ่อนแองานนี้ก็ต้องแพ้ไปตามระเบียบแน่นอน กิจกรรมนี้เหมาะสำหรับคนที่กายพร้อม ใจพร้อม และต้องสตรองอย่างหนักด้วย ถึงจะลุยป่าได้

แต่การจะเดินป่าทั้งที โดยเฉพาะมือใหม่หัดเข้าป่า ต้องเตรียมเนื้อเตรียมตัวอย่างไรดี เพื่อให้การเดินเข้าป่าเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่ตะกุกตะกะ ต้องเตรียมตัวในหลาย ๆ ด้าน ดังนี้

1. เตรียมร่างกายให้พร้อม : ร่างกายสำคัญที่สุด เมื่อใกล้ถึงกำหนดวันที่จะแบ็คแพคเข้าป่า ควรดูแลร่างกายของตัวเองให้แข็งแรง ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย หรือประสบอุบัติเหตุจนทำให้ร่างกายบาดเจ็บ เพราะหากป่วยหรือบาดเจ็บขึ้นมา อาจจะเป็นอุปสรรคในการเดินป่าของคุณได้ ดังนั้น เตรียมร่างกายของคุณให้แข็งแรง ฝึกเดินหรือวิ่งตามสวนสาธารณะเพื่อสัมผัสกับการเดินทางระยะไกล เพราะเดี๋ยวตอนเดินเข้าป่าของจริง ร่างกายจะไม่ไหวเอาเสียก่อน

2. เตรียมอุปกรณ์สำหรับการเดินป่า : อุปกรณ์สำหรับการเดินป่าในที่นี้หมายถึงระหว่างที่เราเดินเข้าไปในป่า ต้องมีอุปกรณ์สำคัญ ๆ ที่ขาดไม่ได้อย่างยิ่ง ประกอบด้วย เข็มทิศ , รองเท้าสำหรับเดินป่า (งดพวกรองเท้าแตะหรือรองเท้าส้นสูง) เอาเป็นรองเท้าที่ใส่สบาย , ถุงกันทาก , เสื้อกันฝน (กรณีฝนตก) , ไม้เท้าเดินป่า ฯลฯ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ต้องใช้งานระหว่างการเดินป่า เพราะพื้นที่ภายในป่าไม่ได้ราบเรียบหรือเดินสะดวกเหมือนพื้นถนนทั่วไป บางจุดเป็นทางที่มีความชัน มีหลุม มีบ่อ ถ้าเราไม่เตรียมของพวกนี้ไป อาจเป็นอันตรายเช่น โดนทากกัด , หกล้มระหว่างเดินในป่า เป็นต้น

3. เตรียมอุปกรณ์สำหรับค้างแรม : อุปกรณ์สำหรับค้างแรมกรณีที่นอนค้างคืนอย่างน้อย 1 คืน สำคัญที่สุดคือ เต้นท์ , ถุงนอน , เปล , หมอน , เสื่อ , ผ้าใบ ฯลฯ อุปกรณ์พวกนี้จำเป็นอย่างยิ่งในการเข้าป่า กรณีค้างแรมอย่างน้อย 1 คืน เพราะช่วงกลางคืนไม่เหมาะอย่างยิ่งในการเดินป่า ส่วนใหญ่จะปักหลักพักผ่อนนอนหลับ เพื่อเก็บแรงไว้เดินป่าต่อในวันรุ่งขึ้น

4. เตรียมอุปกรณ์ เสื้อผ้า เครื่องใช้ : กรณีที่ต้องค้างแรมมากกว่า 1 คืน อาจจะต้องเปลี่ยนชุด ฉะนั้น เตรียมเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายไปอย่างน้อย 2-3 ชุด (ไม่ควรเอาไปเยอะ) แะอุปกรณ์สำหรับอาบน้ำ อาทิ ผ้าขนหนู , แชมพู , สบู่ , โฟมล้างหน้า , แปรงสีฟัน , ยาสีฟัน ฯลฯ เพื่อใช้ในการชำระล้างร่างกายให้สะอาด กรณีที่บางพื้นที่มีห้องน้ำไว้ให้บริการ แต่พื้นที่บางแห่งอาจจะอยู่กลางป่าเลย อาจจะไม่มีห้องน้ำ แต่มีเป็นน้ำตกหรือลำธารแทน อาจจะต้องอาบน้ำจากจุดนั้น นอกจากนี้ ไฟฉาย , พาวเวอร์แบงค์ , อุปกรณ์ปฐมพยาบาล

5. เตรียมเครื่องอุปโภค บริโภค : อาหารเป็นสิ่งจำเป็นในการประทังชีวิตขณะเดินเข้าป่า ฉะนั้น ควรเตรียมอาหารสำเร็จรูปที่ประกอบอาหารได้ง่าย ๆ เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป , ไข่ เป็นต้น แต่ถ้าหากอยากจะประกอบอาหารด้วยตนเองภายในป่า ก็เตรียมอุปกรณ์สำหรับประกอบอาหารที่เป็นลักษณะของการเข้าป่า เช่น ไฟแช็ค ,หม้อใบเล็ก ๆ ,ช้อน-ส้อม ,วัตถุดิบสำหรับประกอบอาหาร พวก ข้าว เนื้อหมู ไข่ไก่ ผัก เป็นต้น และก็ขนมถุง ขนมปัง น้ำดื่ม ก็อย่าลืมเตรียมไปด้วย แต่ไม่ต้องเตรียมไปเยอะมากนัก เอาไปแค่พอจำเป็นเท่านั้น

เตรียมตัวให้พร้อมทั้งร่างกายและจิตใจรวมถึงสิ่งของที่จะต้องแบกไปด้วย อย่างไรซะ พกเฉพาะสิ่งที่จำเป็น ๆ ไปเท่านั้น ไม่ต้องแบกไปเยอะแยะ หนักกระเป๋าเสียเปล่า อย่าลืมว่าเราต้องเดินป่าด้วย การจัดกระเป๋าเป้สำหรับเดินป่าพยายามอย่าให้เกิน ร้อยละ 15-20 ของน้ำหนักตัวเรา มิฉะนั้น เราจะเดินป่าอย่างยากลำบาก สุดท้าย การเดินป่าของเราจะไม่สนุกขึ้นมาทันที ถ้าเราเตรียมตัวมาดี เตรียมตัวมาพร้อม การเดินป่าก็จะเป็นเรื่องสนุก ๆ และเราก็จะมีความสุขกับการท่องเที่ยวสีเขียวตามแบบฉบับแบ็คแพ็คเกอร์เดินป่าอย่างแน่นอน ขอให้สนุกกับการเดินป่านะครับ…

 


สะพานเลียบชายทะเล-ชลมารควิถี-อีกหนึ่งแลนด์มาร์คที่ควรค่าแก่การท่องเที่ยว_web.jpg

สุดสัปดาห์นี้ คุณวางแผนไปท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจกันที่ไหนเอ่ย? หากคุณยังไม่รู้ว่าจะไปเที่ยวไหน ขอแนะนำ “สะพานชลมารควิถี” สะพานเลียบชายทะเล จ.ชลบุรี ที่เที่ยวอีกหนึ่งแห่งที่น่าสนใจไม่แพ้เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เลยทีเดียว

สะพานเลียบชายทะเล “ชลมารควิถี” เปิดใช้งานอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2559 มีการแบ่งการก่อสร้างออกเป็น 5 ช่วง แต่เสร็จสมบูรณ์เปิดใช้งานได้ ก็คือช่วงที่ 3 งานสะพานเลียบชายทะเล จากเทศบาล ต.บางทราย ถึงบางทรายซอย 83 ระยะทางโดยรวม 1.5 กิโลเมตร ส่วนช่วงอื่น ๆ อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และคาดว่าจะแล้วเสร็จและเปิดใช้งานภายในปี 2563

สะพานเลียบชายทะเล “ชลมารควิถี” ถือเป็นสะพานแห่งแรกของประเทศไทยที่สร้างสะพานเลียบชายทะเลของ จ.ชลบุรี ขึ้น สะพานแห่งนี้หลังจากเปิดใช้งานแล้ว ก็ได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะเป็นเส้นทางที่ผู้ใช้ถนนสามารถใช้เส้นทางดังกล่าวมุ่งหน้าออกสู่ถนนสุขุมวิทและเข้ากรุงเทพฯ ได้ และสามารถเลี่ยงการจราจรติดขัดบริเวณเส้นตัวเมืองชลบุรีได้อีกด้วย นอกจากนี้ ยังควรค่ากับการมาสูดอากาศชมวิวแบบ 360 องศา ริมชายทะเล ช่วงเช้าๆ เย็นๆ สามารถเดินทางมาออกกำลังกายที่นี่ได้ แถมยังสามารถเดินทางมาถ่ายรูปสวยๆ ที่นี่ได้เช่นกัน

ส่วนในช่วงเย็น ๆ ค่ำ ๆ นักท่องเที่ยวคนไหนอยากรับประทานอาหาร โดยเฉพาะอาหารซีฟู้ด ต้องมาที่ตลาดประมงท่าเรือพลี บริเวณสะพานเลียบชายทะเล “ชลมารควิถี” ที่เปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวมาจับจ่ายช็อปปิ้งอาหารซีฟู๊ดสดๆ สามารถซื้อมานั่งรับประทานที่นี่ในบรรยากาศเย็น ๆ สบาย ๆ หรือจะเอากลับไปทำอาหารที่บ้านก็ได้ โดยตลาดประมงท่าเรือพลีจะเปิดทุกวันเสาร์ตั้งแต่เวลา 16:00 น. เป็นต้นไป

สำหรับใครที่อยากไปสัมผัสบรรยากาศสวยๆ ริมทะเล สะพานเลียบชายทะเล “ชลมารควิถี” เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการเดินทางไปท่องเที่ยว สนใจเดินทางไปกันได้ อยู่ที่ จ.ชลบุรี ไม่ไกลเลย และเชื่อเลยว่า สะพานเลียบชายทะเล “ชลมารควิถี” แห่งนี้จะเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของ จ.ชลบุรี ที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมาแวะเวียนไม่ขาดสาย โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ บอกเลยว่าที่นี่สวยสดงดงามไม่แพ้พัทยา บางสน หรือเกาะล้านเลยทีเดียว


ทางรถไฟสายเก่า-มนต์เสน่ห์ใจกลางกรุงฮานอย-ประเทศเวียดนาม_web.jpg

“ทางรถไฟสายเก่า” ใจกลางกรุงฮานอยของเวียดนาม หนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตที่นักท่องเที่ยวต่างเดินทางไปท่องเที่ยวกัน เพราะเสน่ห์ของที่นี่คือการที่รถไฟสายนี้จะแล่นผ่านบ้านเรือนประชาชนไปอย่างใกล้ชิด

ช่วงนี้เป็นช่วงไฮซีซั่น ผู้คนมากมายทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติก็เริ่มหาสถานที่ท่องเที่ยวในช่วงนี้กันแล้ว ในส่วนของนักท่องเที่ยวชาวไทย ประเทศเวียดนามถือเป็นอีกหนึ่งประเทศที่คนไทยหลายคนอยากไปท่องเที่ยวที่ประทศนี้ เพราะมีสถาปัตยกรรม สถานที่ท่องเที่ยว และอารยธรรรมต่างๆ ของประเทศนี้ที่น่าสนใจมาก “ฮานอย” แหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตที่นักท่องเที่ยวต่างเดินทางไปเที่ยวกัน ในย่านโอลด์ควอเตอร์ ย่านเมืองเก่าของฮานอย ที่นี่นอกจากจะมีคาเฟ่ ร้านกาแฟ และร้านอาหารมากมายไว้รองรับนักท่องเที่ยวแล้ว หนึ่งในนั้นมี “ทางรถไฟสายเก่า” ที่แล่นผ่านตึกรามบ้านช่องย่านใจกลางเมือง

“ทางรถไฟสายเก่า” ได้รับการก่อสร้างขึ้นสมัยที่เวียดนามตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส และตอนนี้มันกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่นักท่องเที่ยว เพราะเสน่ห์ของ “ทางรถไฟสายเก่า” คือการที่รถไฟสายนี้จะแล่นผ่านบ้านเรือนประชาชนไปอย่างใกล้ชิด ขณะที่ชาวบ้านก็ออกมาใช้ชีวิตบนทางรถไฟ เพราะนี่คือชีวิตประจำวันของพวกเขา

 

 

 

 

 

 

“ทางรถไฟสายเก่า” สายนี้ เดิมทีได้รับการก่อสร้างขึ้นในยุคที่ฝรั่งเศสเข้ามายึดครองเวียดนาม ดังนั้นฝรั่งเศสจึงสร้างทางรถไฟขึ้นมาเพื่อไว้ใช้ขนส่งสิ่งของและเพื่อการคมนาคมของประชาชน แต่ในยุคหลังระหว่างสงครามเวียดนาม บางช่วงของทางรถไฟได้รับความเสียหายอย่างหนักจากระเบิดของกองทัพสหรัฐฯ ที่ระดมทิ้งใส่เวียดนามเหนือ ซึ่งเป็นคอมมิวนิสต์ แต่มาถึงทุกวันนี้ “ทางรถไฟสายเก่า” กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำหรับผู้ที่มาเยือนฮานอยจะพลาดไม่ได้

นอกเหนือไปจากการมาสัมผัสบรรยากาศอันสุดแสนมีเสน่ห์ริมทางรถไฟแล้ว การขึ้นรถไฟสายนี้เพื่อเดินทางท่องเที่ยวก็เป็นตัวเลือกที่ดีอีกหนึ่งทางสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการการเดินทางอันน่าค้นหา มีเสน่ห์ชวนหลงไหล และโอบล้อมไปด้วยประวัติศาสตร์เก่าแก่ของเมืองฮานอย ประเทศเวียดนาม


ยลโฉม-ดอกศิลาวารี-หาดูยาก-โผล่พ้นน้ำปีละครั้ง3.jpg

สุดสัปดาห์นี้ ถ้าไม่รู้จะเที่ยวที่ไหน ไปร่วมยลโฉม “ดอกศิลาวารี” ที่อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง จังหวัดพิษณุโลก หาดูยาก เพราะว่า 1 ปี จะมีโอกาสได้ยลโฉม “ดอกศิลาวารี” โผล่พ้นน้ำปีละครั้งเท่านั้น

สุดสัปดาห์นี้ หากไม่รู้ว่าจะไปท่องเที่ยวที่ไหนดี กินอยู่เป็น 360 องศาของการใช้ชีวิต ขอแนะนำที่จังหวัดพิษณุโลก เพราะที่นี่มีดอกไม้ชนิดหนึ่ง ซึ่งต้องบอกเลยว่าหาชมได้ยากมากๆ นั่นก็คือ “ดอกศิลาวารี” นั่นเอง สำหรับ “ดอกศิลาวารี” เป็นดอกไม้หินใต้น้ำชนิดหนึ่ง อยู่ภายในอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก ลักษณะทั่วไปของ “ดอกศิลาวารี” เป็นดอกตูมขนาดเล็กๆ 0.5-1 เซนติเมตร มีส้มอมเหลืองแดง หาก “ดอกศิลาวารี” อยู่ใต้น้ำ จะมีสีเขียว เหลือง แดง สลับกันไป แต่ถ้าน้ำลด “ดอกศิลาวารี” จะยืนเป็นกิ่งดอก ออกดอกเหนือก้อนหิน มีอายุ 2 สัปดาห์ จากนั้นก็แห้งเหี่ยวติดกับโขดหินไป “ดอกศิลาวารี” พบมากที่สุดในเขตอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง และพบอีกแห่งหนึ่งคือที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

“ดอกศิลาวารี” ถือได้ว่าเป็นดอกไม้ที่หาดูยากแบบสุดๆ เพราะว่า 1 ปี จะมีโอกาสได้ยลโฉม “ดอกศิลาวารี” เพียงหนึ่งครั้ง ครั้งละ 3 เดือนเท่านั้น ก็คือเดือนพฤศจิกายน-มกราคม หากพ้นไปจากนี้ก็จะต้องไปรอดูอีกทีตอนปลายปีหน้า ส่วนความพิเศษของ “ดอกศิลาวารี” ไม่ได้อยู่ที่ความหายากหรือออกดอกปีละครั้ง แต่เป็นดอกไม้ที่บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำและระบบนิเวศน์ เพราะหากว่าแหล่งน้ำสกปรก “ดอกศิลาวารี” ก็จะไม่เกิดด้วยเช่นกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

นายบุญสืบ เผือกอ่อน หัวหน้ากลุ่มเที่ยวทั่วไทยไปชมภู เปิดเผยว่า ปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยวเดินทางมายลโฉม “ดอกศิลาวารี” กันเป็นจำนวนมาก ทางกลุ่มท่องเที่ยวไทยไปชมภูของชุมชนบ้านชมภูจึงได้จัดรถท่องเที่ยวอีแต๊กจำนวน 10 คัน เพื่อให้บริการนักท่องเที่ยวที่ต้องนั่งรถมาจากบ้านชมภูเข้ามาที่จุดชมดอกศิลาวารี ประมาณ 7 กิโลเมตร ซึ่งนักท่องเที่ยวจะสามารถนั่งรถชมธรรมชาติและวิถีชีวิตชุมชนในพื้นที่แห่งนี้

อย่างไรก็ตาม ในอนาคตพื้นที่แห่งนี้จะเปิดจุดท่องเที่ยวเชื่อมโยงหมู่บ้าน เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถไปเที่ยวแบบพักค้างคืนได้ หากนักท่องเที่ยวท่านใดสนใจเดินทางมรร่วมสัมผัสความสวยงามของ “ดอกศิลาวารี” ที่อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลวงหลวง สามารถติดต่อมาได้ที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลวงหลวง ที่ 5 (สล.5) อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง หรือแกนนำกลุ่มท่องเที่ยวชุมชน เบอร์โทรศัพท์ 085-7374528

ช่วงไฮซีซั่นนี้ ถ้าไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน ก็ลองไปเที่ยวที่พิษณุโลกดูได้ ไปร่วมสัมผัสความสวยงามของ “ดอกศิลาวารี” ที่อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง รับรองเลยว่าคุณต้องประทับใจและติดใจในเสน่ห์การท่องเที่ยวในไทยอบ่างแน่นอน


อินเดียเปิดตัวรูปปั้น-ซาร์ดาร์-วัลลาไฮ-พาเทล-ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก_web.jpg

อินเดียเปิดตัวอนุสาวรีย์รูปปั้น “ซาร์ดาร์ วัลลาไฮ พาเทล” ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีความสูงถึง 182 เมตร ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เนื่องจากมีการเผชิญการประท้วงจากนักเคลื่อนไหวและชาวบ้าน

ช่วงนี้เริ่มเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวกันแล้ว นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติต่างเริ่มหาสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อท่องเที่ยวกันแล้ว ซึ่งในแต่ละประเทศก็จะมีสถานที่ท่องเที่ยวเด่นๆ มากมาย ถ้าเป็นในประเทศไทยก็เป็นวัดพระแก้ว , ในประเทศเวียดนามก็เป็นฮอยอัน เป็นต้น ล่าสุด ที่ประเทศอินเดียได้มีการเปิดแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่อีกหนึ่งแห่งนั่นคืออนุสาวรีย์รูปปั้น “ซาร์ดาร์ วัลลาไฮ พาเทล”

อนุสาวรีย์ “ซาร์ดาร์ วัลลาไฮ พาเทล” เป็นอนุสาวรีย์แห่งเอกภาพ ตั้งอยู่ที่รัฐคุชราช โดย “ซาร์ดาร์ วัลลาไฮ พาเทล” เป็นผู้ที่ร่วมวางยุทธศาสตร์ในการนำรัฐต่างๆ ของอินเดียมารวมตัวกันหลังมีการประกาศเอกราชในปี ค.ศ. 1947 และอนุสาวรีย์แห่งเอกภาพนี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของความสามารถทางวิศวกรและเทคนิคของอินเดีย

นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ของอินเดียได้ทำพิธีเปิดรูปปั้นของ “ซาร์ดาร์ วัลลาไฮ พาเทล” โดยกล่าวว่า วันนี้เป็นวันที่จะถูกจดจำในประวัติศาสตร์ของอินเดีย เพราะซาร์ดาร์ พาเทล เป็นผู้ที่ร่วมวางยุทธศาสตร์ในการนำรัฐต่างๆของอินเดียมารวมตัวกันหลังมีการประกาศเอกราชในปีค.ศ. 1947 และอนุสาวรีย์แห่งเอกภาพนี้ ก็ถือเป็นสัญลักษณ์ของความสามารถทางวิศวกรและเทคนิคของอินเดียด้วย

โดยอนุสาวรีย์แห่งเอกภาพนี้ นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ของอินเดีย เดินทางทำพิธีเปิดรูปปั้นของ “ซาร์ดาร์ วัลลาไฮ พาเทล” ไปเมื่อวันก่อน (ต้นเดือน พ.ย.) โดยมีตำรวจจำนวนมากคอยดูแลรักษาความปลอดภัย

สำหรับการก่อสร้างรูปปั้นอนุสาวรีย์ “ซาร์ดาร์ วัลลาไฮ พาเทล” ที่สูงที่สุดในโลกนี้ ใช้งบประมาณราว 400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 13,200 ล้านบาท ใช้เวลาในการก่อสร้างนาน 4 ปี โดยใช้คนงานเยอะกว่า 3,5001 คน ซึ่งการก่อสร้างดังกล่าวได้มีการเผชิญการต่อต้านจากคนในชุมชน ซึ่งไม่เห็นด้วยกับการใช้งบมหาศาลและการเวนคืนที่ดินประชาชนเพื่อสร้างอนุสาวรีย์แห่งเอกภาพนี้ โดยก่อนหน้านี้ผู้นำ 22 หมู่บ้านได้ลงนามในจดหมายเรียกร้องนายกรัฐมนตรีโมดี ให้ยกเลิกการมาทำพิธีเปิดดังกล่าวด้วย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลของรัฐคุชราชระบุว่า มี 185 ครอบครัวที่ย้ายออกจากพื้นที่และได้รับเงินชดเชย รวมทั้งการจัดสรรที่ดินใหม่ให้แล้ว

ทั้งนี้ รัฐบาลชาตินิยมของนายโมดีชูโครงการสร้างรูปปั้น “ซาร์ดาร์ วัลลาไฮ พาเทล” เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญ เนื่องจาก “ซาร์ดาร์ วัลลาไฮ พาเทล” ซึ่งมีฉายาบุคคลเหล็ก มักถูกลืมเมื่อนึกถึงการเมืองช่วงประกาศเอกราช ผู้คนมักนึกถึงแต่ชื่อของมหาตมะ คานธี และ ยาวาหะราล เนห์รู นายกรัฐมนตรีคนแรกของอินเดียมากกว่า รูปปั้นดังกล่าวมีความสูงกว่าเทพีเสรีภาพในมหานครนิวยอร์กถึงสองเท่า โดยทำจากเหล็กและคอนกรีตน้ำหนักรวม 100,000 ตัน

อย่างไรก็ตาม ทางการอินเดียเชื่อว่ารูปปั้นนี้จะดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ราว 15,000 คน/วัน เข้าไปสู่พื้นที่ชนบทของรัฐคุชราช โดยจะมีการคิดค่าเข้าชมคนละ 4.75 เหรียญสหรัฐฯ หรือราว 160 บาท หากนักท่องเที่ยวท่านใดสนใจ รูปปั้นอนุสาวรีย์ “ซาร์ดาร์ วัลลาไฮ พาเทล” ในประเทศอินเดีย ถือเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คสำคัญที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดในการไปเยือน ณ ที่แห่งนี้


สะพานข้ามทะเลยาวที่สุดในโลก-หนึ่งแลนด์มาร์คใหม่ที่ไม่ควรพลาด_web.jpg

เปิดแล้ว! สะพานข้ามทะเล เชื่อม “ฮ่องกง-จูไห่-มาเก๊า” ยาวที่สุดในโลก หนึ่งแลนด์มาร์คสำคัญของโลกที่เชื่อมต่อ 3 เมืองใหญ่ของจีนและฮ่องกง ย่นระยะเวลาการเดินทางของแต่ละเมืองได้รวดเร็วขึ้นหลายเท่า

เร็วๆ นี้ ก็จะมีอีกหนึ่งแลนด์มาร์คสำคัญของโลกที่ต้องบอกว่าเชื่อมต่อ 3 เมืองใหญ่ของจีนและฮ่องกง ที่จะช่วยย่นระยะเวลาการเดินทางของแต่ละเมืองได้รวดเร็วขึ้นหลายเท่า รวมถึงดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติสัญจนบนสะพานแห่งใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อไม่นานมานี้ กับสะพานข้ามทะเลที่ยาวที่สุดในโลก “ฮ่องกง-จูไห่-มาเก๊า”

โดยสำนักข่าวซินหัวของจีนรายงานว่า “สี จิ้นผิง” ประธานาธิบดีของจีน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากฮ่องกงและมาเก๊า ร่วมพิธีเปิดสะพานข้ามทะเลยาวที่สุดในโลก “ฮ่องกง-จูไห่-มาเก๊า” ที่มีความยาวถึง 55 กิโลเมตร ประกอบด้วย สะพานข้ามทะเล ยาว 22.9 กิโลเมตร , อุโมงค์ลอดใต้ทะเล ยาว 6.7 กิโลเมตร และเกาะเทียม สะพานแห่งนี้เป็นสะพานเชื่อมต่อกันระหว่างเมืองจูไห่ของประเทศจีน , มาเก๊า และฮ่องกง ใช้งบประมาณในการก่อสร้างสูงถึง 6 แสนล้านบาท กับระยะเวลาในการก่อสร้างนานถึง 9 ปีเต็ม ซึ่งสะพานดังกล่าวจะช่วยย่นระยะเวลาการเดินทางระหว่างจูไห่กับฮ่องกงเหลือเพียง 30 นาทีเท่านั้น จากเดิมใช้เวลานานกว่า 3 ชั่วโมง

 

 

 

 

 

 

 

 

เสน่ห์ของสะพานแห่งนี้ที่คุณไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง นอกจากเป็นสะพานที่เชื่อมต่อกับ 3 เมืองใหญ่อย่าง “ฮ่องกง-จูไห่-มาเก๊า” แล้ว ยังเป็นสะพานที่ที่ก่อสร้างข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังอีกเกาะ ซึ่งนี่ถือเป็นไฮไลท์สำคัญเลย เพราะว่าไม่มีที่ไหนสร้างสะพานบนท้องทะเลมาก่อน นอกจากนี้ สะพานแห่งนี้ยังมีการก่อสร้างเพื่อป้องกันพายุ แผ่นดินไหวสูงสุด 8 แมกนิจูด และการชนโดยเรือขนาดใหญ่ได้ด้วย

ส่วนจุดประสงค์สำคัญของการสร้างสะพานแห่งนี้นั้น ชาวฮ่องกงส่วนหนึ่งเชื่อว่า สะพานดังกล่าวถูกสร้างเพื่อให้ทางการจีนเข้ามามีอิทธิพลทางการเมืองต่อเขตปกครองพิเศษฮ่องกงมากขึ้น และช่วยส่งเสริมการค้า ความร่วมมือทางการเงิน โลจิสติกส์ และการท่องเที่ยว ระหว่าง 3 แผ่นดินใหญ่ในครั้งนี้ด้วย

 

 

 

 

 

 

 

สะพานดังกล่าวเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับท่านใดที่มีแพลนที่จะเดินทางไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน มาเก๊า หรือฮ่องกง อย่าลืมไปสัมผัสการการเดินทางข้ามแผ่นดินในระยะเวลาอันสั้นและเก็บภาพความสวยงามได้ที่สะพานข้ามทะเลที่ยาวที่สุดในโลก “ฮ่องกง-จูไห่-มาเก๊า” รับรองว่าสะพานแห่งนี้จะเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คและถูกปักหมุดเป็นอีกหนึ่งสถานที่สำคัญที่คนทั้งโลกต้องไปเยือนอย่างแน่นอน

 

ขอขอบคุณเนื้อหาและภาพจาก : สำนักข่าวซินหัวของจีน


เมื่อความมืดในจิตใจ-ทำลายอนาคตของมนุษย์_web.jpg

“ความมืดที่อยู่ในใจมนุษย์” ได้คืบคลานเข้ามาในใจ จนทำให้มนุษย์รักตัวเองน้อยลง จนเกิดเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้คนกลุ่มนี้เจอทางตัน ไร้จุดยืนในชีวิต จนเป็นที่มาของการฆ่าตัวตาย

ซึมเศร้า กังวล เครียดสะสม หากพูดถึงสิ่งเหล่านี้คงเปรียบเสมือนความมืด “ความมืดที่อยู่ในใจมนุษย์” ความมืดนี้ได้คืบคลานเข้ามาในใจ จนทำให้มนุษย์รักตัวเองน้อยลง…

จากสถิติการฆ่าตัวตายในประเทศไทยที่พุ่งสูงมากถึง 3,934 คนในปี พ.ศ. 2560 ขณะที่อีกกว่า 50,000 คนพยายามฆ่าตัวตายแต่ไม่สำเร็จ… คนเหล่านี้เป็นกลุ่มที่มีปัญหาทางด้านจิตใจและสภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาด้านความสัมพันธ์กับครอบครัว คนรัก คนรอบข้าง เจ็บป่วยเรื้อรัง หรือปัญหาทางเศรษฐกิจ ก็ตาม ซึ่งอาจจะมีรากฐานมาจากสมัยเด็ก จนเป็นปัญหาเรื้อรังที่เรียกว่า “แผลในใจ” ไม่ว่าจะทางกาย ทางอารมณ์และจิตใจ ทางเพศ หรือการถูกละเลย จนเกิดเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้คนกลุ่มนี้เจอทางตัน ไร้จุดยืนในชีวิต จนเป็นที่มาของการฆ่าตัวตาย

ล่าสุดในเวทีระดับโลกศิลปินบอยแบนด์เกาหลีวง BTS จับมือกับ Unicef ในการเปิดตัว Campaign #LoveMyself พร้อมระดมทุนรายได้จากการขายอัลบั้ม ‘LoveYourself’ ให้กับ Campaign #ENDviolence ที่รณรงค์ยุติการใช้ความรุนแรงต่อเด็กและเยาวชน… ซึ่งช่วงหนึ่งในการกล่าวสุนทรพจน์ของนาย Kim Nam Jun ได้กล่าวว่า “Speak yourself… ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร มาจากที่ไหน ผิวสีอะไร เป็นเพศไหน ลองพูดคุยกับตัวคุณเองดู ค้นหาตัวตนที่แท้จริงของคุณ”

“True love first begins with loving myself”

การที่เวทีสหประชาชาติ หรือ UN ให้ความสำคัญกับประเด็นนี้ หรือจะกล่าวได้ว่า รังสีความมืดนี้ได้กระจายไปทั่วโลก… ไม่เพียงแต่ประเทศไทย

การจะหยุดปัญหาในอนาคต เห็นทีคงต้องเริ่มจากการปลูกฝังจุดเล็กๆ อย่างเด็กและเยาวชน ที่เปรียบเสมือนต้นน้ำ ที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่หรือปลายน้ำในอนาคต ให้มีคุณภาพ เข้าใจตัวเอง รวมถึงเรียนรู้ที่จะหันมารักตัวเอง


เปิด-อ่าวปิเละ-อ่าวโล๊ะมุดี-เกาะห้อง-สวยงามไม่แพ้กันกับ-อ่าวมาหยา_web.jpg

กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชได้เปิดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่เรียกว่า “อ่าวมาหยา 2” ซึ่งมีจำนวน 3 แห่ง คือ บริเวณอ่าวปิเละ ,อ่าวโล๊ะมุดี และเกาะห้อง ซึ่งมีความสวยงามโดดเด่นไม่แพ้กันกับ “อ่าวมาหยา” เดิมที่มีการประกาศปิดอย่างไม่มีกำหนด เพื่อฟื้นฟูปะการังให้กลับคืนสู่สภาวะปกติ

ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์หลายคนมักหาสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดการเรียน การทำงาน บางคนชอบเข้าวัด
เข้าวา ไหว้พระ ทำบุญ ตักบาตร เพื่อความเป็นสิริมงคล ส่วนบางคนชอบที่จะเดินเข้าห้างสรรพสินค้า ตากแอร์เย็นสบาย เดินช็อปปิ้งซื้อสินค้าที่เราอยากได้ ขณะที่บางคนชอบท่องเที่ยวต่างจังหวัดตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ หนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวต่างจังหวัดที่ผู้คนไปกันมากที่คงหนีไม่พ้น “ทะเล” ซึ่งปัจจุบันมีอยู่หลายๆ แหล่ง ไม่ว่าจะเป็นพัทยา เกาะล้าน เกาะช้าง เกาะเสม็ด อ่าวมะนาว อ่าวมาหยา ฯลฯ ซึ่งก็ไม่ได้มีแค่คนไทยเท่านั้นที่เลือกเดินทางไปเที่ยวทะเล แต่มีชาวต่างชาติจำนวนไม่น้อยเลือกเดินทางมาเที่ยวทะเลในเมืองไทยเราด้วย

จะว่าไปแล้ว “อ่าวมาหยา” ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ยอดฮิตที่นักท่องเที่ยวจะเดินทางเที่ยว พักผ่อน เล่นน้ำทะเล กันเป็นจำนวนมาก
ไฮไลท์สำคัญของที่นี่ก็คือการได้ดำน้ำดูความสวยงามของปะการัง แต่ปัญหาที่หน่วยงานภาครัฐพบเจอมากที่สุดจากนักท่องเที่ยว ก็คือปะการังและทรัพยากรชายหาดในพื้นที่อ่าวมาหยาถูกทำลาย หนึ่งในปัญหาดังกล่าวเกิดจากฝีมือของมนุษย์ในการหยิบ จับ ทิ้ง ฯลฯ ทำให้ทรัพยากรอันมีค่าได้รับความเสียหาย

จากปัญหาดังกล่าว กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชจึงมีการประกาศปิดอ่าวมาหยาและอ่าวโละซามะ ในเขตอุทยาน
แห่งชาติหาดนพรัตน์ธาราและหมู่เกาะพีพีอย่างไม่มีกำหนด ทั้งนี้เพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์พื้นที่อ่าวมาหยาโดยเฉพาะปะการัง และทรัพยากรชายหาดมีความก้าวหน้าและกลับคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็ว

ขณะเดียวกัน กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชได้เปิดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่เรียกว่า “อ่าวมาหยา 2” ซึ่งมีจำนวน 3 แห่ง คือ บริเวณอ่าวปิเละ ,อ่าวโล๊ะมุดี และเกาะห้อง ซึ่งมีลักษณะทางกายภาพใกล้เคียงอ่าวมาหยา และมีความสวยงามโดดเด่นไม่แพ้กัน โดยทางกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชจะเร่งประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวเข้าไปท่องเที่ยวในบริเวณดังกล่าว พร้อมทั้งเปิดให้มีการเดินเรือเพื่อนำนักท่องเที่ยวเข้าไปเยี่ยมชม “อ่าวมาหยา” ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างปิดเพื่อฟื้นฟูธรรมชาติ โดยนักท่องเที่ยวสามารถถ่ายภาพอ่าวมาหยาได้ แต่ไม่อนุญาตให้เข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว และจอดเรือในบริเวณที่กำลังมีการฟื้นฟูปะการัง โดยเจ้าหน้าที่จะได้วางแนวทุ่นไข่ปลากั้นเขตห้ามเข้าบริเวณด้านหน้าอ่าวมาหยา เพื่อป้องกันไม่ให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาในพื้นที่ดังกล่าว

สำหรับไฮไลท์เด่นๆ ของ “อ่าวมาหยา 2” แต่ละเกาะนั้น มีจุดเด่นแตกต่างกันออกไป อย่าง “อ่าวปิเละ” จะมีลักษณะคล้ายอ่าวมาหยา ถูกโอบล้อมด้วยเขาหินปูน มีทางเข้าออกเพียงทางเดียว ภายในมีน้ำทะเลใส มีแหล่งปะการังที่อุดมสมบูรณ์ ส่วน “อ่าวโละมุดี” มีชายหาดที่สวยงามไม่แพ้อ่าวมาหยา ซึ่งเกาะทั้ง 2 แห่งนี้อยู่ในบริเวณเกาะพีพี ขณะที่ “เกาะห้อง” ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติธารโบกขรณี จ.กระบี่ ห่างจากที่ทำการอุทยานหาดนพรัตน์ธาราฯ เดินทางโดยเรือเพียง 20 นาที ถือเป็นเกาะที่ได้รับการอนุรักษ์และถือเป็นเกาะสีเขียวต้นแบบเลยก็ว่าได้ เพราะที่นี่มีการวางระบบไฟฟ้าจากแผงโซลาเซลล์ระบบการจัดน้ำเสีย มีถังดักไขมัน บ่อบำบัดขนาดเล็ก มีเจ้าหน้าที่ที่อาศัยอยู่บนเกาะประมาณ 20 คน และที่นี่ให้ความสำคัญเรื่องของภาวะโลกร้อนมาก อย่างเช่นอาหารของนักท่องเที่ยวนั้น เจ้าหน้าที่จะให้ใช้ปิ่นโตหิ้วมาเท่านั้น ไม่อนุญาตให้ใช้กล่องโฟมและพลาสติกเด็ดขาด ขณะที่ขยะอื่นๆ ที่เกิดจากนักท่องเที่ยวนั้น นักท่องเที่ยวจะต้องเก็บไปทิ้งข้างนอกเกาะด้วยตนเอง ซึ่งต้องบอกเลยว่า “เกาะห้อง” มีความสวยงามไม่แพ้เกาะอื่นๆ ของ “อ่าวมาหยา 2” เลยก็ว่าได้


ปชช.-แนะการเมืองเร่งแก้-ปัญหาปากท้อง-ค่าครองชีพ_web.jpg

ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าปัจจุบันบ้านเมืองมีความสงบมากกว่าที่ผ่านมา แต่ต้องการให้รัฐบาล-การเมืองไทย เร่งแก้ไขปัญหาด้านปากท้อง ค่าครองชีพ ปัญหาหนี้สิน และรายได้ เพื่อให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น

การใช้ชีวิตของประชาชนในปัจจุบันนี้ต้องบอกเลยว่ามีอะไรให้ทำหลากหลายอย่าง ตื่นมาตอนเช้าก็ต้องเตรียมตัวเดินทางไปทำงาน กว่าจะได้กลับบ้านอีกทีก็ช่วงเย็นๆ ค่ำๆ ต้องบอกว่าไม่ว่าเราจะทำสิ่งใดก็ตาม ส่วนใหญ่คงหนีไม่พ้นการที่จะต้องควักเงินในกระเป๋าจับจ่ายใช้สอยโน่นนี่นั่น จะทำอะไรก็ต้องมีรายจ่ายไปหมด แล้วสินค้าข้าวของต่างๆ นั้นสมัยนี้ก็แพงขึ้นกว่าแต่ก่อน คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ประชานหลายคนถึงกับออกปากบ่นเลยว่า ค่าครองชีพไม่เพียงพอกับการดำเนินชีวิต หรือ รายจ่ายมีมากกว่ารายได้ เป็นต้น

ล่าสุด จากผลการสำรวจของสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เรื่อง “การเมืองกับความสุขของประชาชน” ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 62.8 ระบุว่า ภาพรวมของประเทศไทยขณะนี้เปรียบเทียบกับช่วงขัดแย้งการเมืองรุนแรงก่อนมี คสช. ตอนนี้ดีขึ้นมาก แต่สิ่งที่น่าสนใจคือบทบาทการเมืองที่จะทำให้ประชาชนมีความสุข ร้อยละ 84.4 ระบุว่า ต้องแก้ปัญหาปากท้องเพิ่มรายได้ประชาชน ขณะที่ปัญหาที่ต้องการให้การเมืองแก้ไขเร่งด่วน ร้อยละ 83.7 ระบุว่า ปัญหาค่าครองชีพ หนี้สิน รายได้ตกต่ำ รายจ่ายสูงขึ้น

อย่างไรก็ตามผลวิเคราะห์ความสุขของประชาชน เมื่อนึกถึงการเคลื่อนไหวทางการเมืองขณะนี้ ประชาชนให้คะแนนความสุข 5.14 คะแนน จาก 10 คะแนน โดยให้กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองต้องเร่งรีบปรับท่าทีใหม่ ตอบโจทย์ความต้องการแก้ความเดือดร้อนให้ตรงความต้องการของประชาชนมากที่สุด

คราวนี้ก็ต้องมาลุ้นและเป็นกำลังใจให้กับรัฐบาลในการแก้ปัญหาดังกล่าวให้กับประชาชน เพื่อให้ประชาชนคนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งรายได้ อาชีพการงาน ค่าครองชีพ การศึกษาเล่าเรียน ฯลฯ ขณะเดียวกัน ปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนไร้ปัญหาเรื่องค่าครองชีพไม่เพียงพอนั้นก็คือตัวของประชาชนเอง ซึ่งต้องรู้จักระงับยับยั้งชั่งใจตัวเองในการที่จะประหยัด อดออม ไม่ใช้จ่ายในเรืองที่ฟุ่มเฟือย จะช่วยสามารถทำให้การใช้ชีวิตเป็นไปอย่างสมดุล มีกิน มีใช้ ไม่อดอยาก ไม่ขาดแคลน