Wanwimol Wimuktalop

อนุมัติน้ำมันกัญชา_cover_content.jpg

หลายประเทศทั่วโลกได้มีการนำสารสกัดจากกัญชามาใช้เพื่อเป็นยารักษาโรค เนื่องจากมีงานวิจัยสนับสนุนถึงประโยชน์มากกว่าโทษ ตามที่เราเข้าใจกัน จนมาถึงวันนี้ประเทศไทยได้อนุมัติให้โรงพยาบาลศูนย์ 12 แห่ง สามารถนำกัญชามาใช้ทางการแพทย์ หลังจากได้รับมอบยากัญชาสูตรสารสกัด THC สูงจากองค์การเภสัชกรรม กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอเอาใจสายสุขภาพถึงข้อควรรู้ต่อเรื่องดังกล่าว

ภายใต้การขับเคลื่อน นโยบาย  จ่ายยากัญชารักษาโรค ของนายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในที่สุดสามารถนำมาใช้อย่างเป็นทางการ นับตั้งแต่วันที่ 19 ส.ค.2562 เป็นต้นไป

โดยเริ่มจาก 12 โรงพยาบาลนำร่อง ดังนี้ 1.รพ.ลำปาง 2.รพ.พุทธชินราช จ.พิษณุโลก 3.รพ.สวรรค์ประชารักษ์ จ.นครสวรรค์ 4.รพ.สระบุรี 5.รพ.ราชบุรี 6.รพ.ระยอง 7.รพ.ขอนแก่น 8.รพ.อุดรธานี 9.รพ.บุรีรัมย์ 10.รพ.สรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี 11.รพ.สุราษฎร์ธานี 12.รพ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

นอกจากโรงพยาบาลศูนย์ทั้ง 12 แห่งแล้ว ยังมี โรงพยาบาลให้บริการด้านการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ผสมผสาน อีก 7 แห่ง ได้แก่ 1.รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี 2.รพ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี 3.รพ.ดอนตูม จ.นครปฐม 4.รพ.เด่นชัย จ.แพร่ 5.รพ.พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร 6.รพ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ และ 7.รพ.ท่าฉาง จ.สุราษฎร์ธานี

สำหรับการใช้กัญชารักษาโรคนั้น ทั้งในส่วนของแพทย์แผนปัจจุบัน และแพทย์แผนไทย เป็นการรักษาโรคเชิงระยะสั้น จะมีการดูแลผู้ป่วยอย่างมีแบบแผน เพื่อประสิทธิผลในการรักษา ตั้งแต่วางเป้าหมาย การเริ่มและหยุดใช้ รวมถึงหารือร่วมกับผู้ป่วยให้ชัดเจน ว่าด้วยวิธีรับการรักษาด้วยกัญชา

หลังติดตามผลของการรักษาว่า สามารถใช้จริงได้หรือไม่ ถ้าผลเป็นในทิศทางบวก ก็จะผลักดันเข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติและระบบหลักประกันสุขภาพต่อไป

โดยโรคที่อนุญาตให้รับการรักษา มีทั้งหมด 9 โรค ดังนี้ 1.ลมชักดื้อยา 2.คลื่นไส้จากเคมีบำบัด 3.ภาวะปวดประสาท 4.พาร์กินสัน 5.อัลไซเมอร์ 6.ปลอกประสาทอักเสบเสื่อมแข็ง 7.วิตกกังวลทั่วไป 8.ผู้ป่วยระยะประคับประคอง และ 9.มะเร็งระยะสุดท้าย

ทั้งนี้ ยาน้ำมันกัญชาที่ใช้ในโรงพยาบาลนั้น ได้รับมอบจากองค์การเภสัชกรรม 4,500 ขวด โดยแบ่งให้กรมการแพทย์ 600 ขวด และโรงพยาบาลศูนย์ 12 แห่ง และโรงพยาบาลด้านแพทย์แผนไทย 7 แห่ง ที่ละ 350 ขวด ประชาชนสามารถขอคำปรึกษาวิธีใช้ยากัญชาได้ที่สายด่วน 1665

การใช้กัญชารักษาโรคต่าง ๆ จำเป็นต้องศึกษาถึงประสิทธิผลเพื่อความปลอดภัย ของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและผู้ป่วย ด้วยวิธีมาตรฐานทางการแพทย์ในปัจจุบัน นี่แหละ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

สำหรับผู้ที่สนใจติดตามข่าวสารการใช้กัญชาทางการแพทย์ สามารถดาวน์โหลดได้ที่

http://www.dms.moph.go.th/dms2559/download/Final_Guidance.pdf


กินอยู่เป็น_สุขภาพรัก-ของคุณยังแข็งแรงอยู่-_web.jpg

สำหรับคู่รักทุกเพศ ทุกวัย เชื่อว่าคู่รักทุกคนเมื่อต้องมาอยู่ด้วยกันแล้ว ต่างฝ่ายก็ต้องปรับตัวซึ่งกันและกัน เพื่อให้อีกยอมรับตัวเราให้ได้ เชื่อว่าคู่รักทุก ๆ คู่ก็อยากมีชีวิตคู่ที่ราบรื่น ความรักได้เดินต่อไปด้วยดี มาลองสำรวจกันดีกว่าว่าสถานะความรักของคุณในตอนนี้ยังคงรักกันดีอยู่เหมือนเดิมหรือไม่ ด้วย 5 สัญญาณการันตีสถานภาพความรัก

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวการใช้ชีวิตโดยเฉพาะของคู่รักทุกเพศ ทุกวัย เชื่อว่าคู่รักทุกคนเมื่อต้องมาอยู่ด้วยกันแล้ว ต่างฝ่ายก็ต้องปรับตัวซึ่งกันและกัน เพื่อให้อีกยอมรับตัวเราให้ได้ คู่รักบางคู่ปรับจูนพฤติกรรมและทัศนคติได้ ชีวิตคู่ก็ไปได้ราบรื่น ส่วนคู่รักบางคู่ที่ถึงแม้ว่าจะพยายามปรับตัวก็แล้ว ปรับความเข้าใจก็แล้ว ทำทุกวิถีทางต่าง ๆ นา ๆ สุดท้ายก็ไปไม่รอด จบความสัมพันธ์ลงด้วยการสวมคอนเวิรส์เลิกราต่อกัน

เพราะเชื่อว่าคู่รักทุก ๆ คู่ก็อยากมีชีวิตคู่ที่ราบรื่น ความรักได้เดินต่อไปด้วยดี มาลองสำรวจกันดีกว่าว่าสถานะความรักของคุณในตอนนี้ยังคงรักกันดีอยู่เหมือนเดิมหรือไม่ ด้วย 5 สัญญาณการันตีสถานภาพความรัก กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมเอาไว้ให้แล้ว

1. เติบโตขึ้นพร้อมกัน : คนใดคนหนึ่งเติบโตขึ้นในด้านของความคิด ถ้าคู่รักที่ถึงจุดนี้ และเรียนรู้ว่าอีกฝ่ายโตขึ้น พวกเขาก็พยายามพัฒนาตัวเองเพื่อก้าวตามกัน และทำให้โตไปด้วยกัน ทั้งทางอารมณ์ จิตใจ และการมองโลก สุขภาพของความรักนั้นยังคงดีอยู่ แต่ถ้าหากคนใดคนหนึ่งเติบโตขึ้นในด้านของความคิด ในขณะที่อีกคนยังคงย่ำเท้าอยู่ที่เดิม สถานการณ์ดังกล่าว คู่รักส่วนใหญ่จะถึงทางตัน และจบความสัมพันธ์ในทันที

2. ให้พื้นที่ส่วนตัวให้กันและกัน : คาลิล ยิบราน ให้คำนิยามไว้ว่า “จงปล่อยพื้นทีว่างระหว่างคนสองคนไว้บ้าง เพื่อให้สายลมได้พัดผ่าน และเต้นรำไประหว่างเขาและเธอ” ข้อความนี้ต้องการสื่อความหมายว่า การเป็นคู่รักไม่จำเป็นต้องจับมือกันตลอด 24 ชั่วโมง ลองปล่อยมือให้เกิดพื้นทีว่างของกันและกันบ้างก็ได้ เพื่อให้แต่ละคนได้มีโอกาสไปตามหาตัวตนของตนเอง

3. ให้กำลังใจซึ่งกันและกันในวันที่โลกวุ่นวาย : ชีวิตในปัจจุบันนั้น ผู้คนต่างเต็มไปด้วยความคิดต่าง การเผชิญหน้ากับโลกภายนอกนั้นเต็มไปด้วยความกดดัน ตึงเครียด และวุ่นวาย ความหมายของคู่รักจึงไม่ได้หมายถึงความรักแต่เพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการเป็นที่พักใจให้กันและกัน เมื่ออีกคนมีปัญหาอีกคนก็คอยช่วยให้กำลังใจและสนับสนุนกัน ผลัดกันเป็นพลังให้กันและกัน แบบนี้จะได้เห็นว่า สุขภาพรักของคุณดีเพียงใด

4. ส่งเสริมซึ่งกันและกัน : ความที่เป็นคู่รักกัน จะเห็นว่าคู่ของตัวเองนั้นดีเกินกว่าความเป็นจริง หรือ มีความสามารถที่มากกว่าใคร ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว คู่ของคุณอาจไม่ได้มีอะไรพิเศษไปกว่าคนอื่นเลย ดังนั้น การรักษาสัมพันธ์รักให้มีสุขภาพที่ดีและเดินเป็นเพื่อนกันไปได้ตลอดชีวิตคือการสนับสนุน ส่งเสริมเขาหรือเธอบนพื้นฐานของความเป็นจริง ไม่ใช่อวยกันจนเกินจริง

5. มีความรู้สึกดีที่ได้อยู่ข้างกัน : ถือเป็นสัญญานทีบ่งบอกว่าความรักของคุณมีสุขภาพดี เพราะความรู้สึกของคนรักก็ต่างมีความสุขที่ได้อยู่เคียงข้างกัน ไปทำกิจกรรมร่วมกัน หรือได้ใช้ชีวิตร่วมกัน โดยไม่ได้รู้สึกเบื่อหน่ายอีกฝ่าย เว้นพื้นทีว่างให้กันและกันตามสมควร เท่านี้ก็รู้ได้แล้วว่า สุขภาพรักของคุณนั้นดีเพียงใด

 

ทั้งหมดนี้ คือ 5 สัญญาณการันตีสถานภาพความรักว่าความรักของคุณกำลังไปได้ดี ไปได้สวย ไปได้อย่างราบรื่น และมีความเป็นไปได้สูงที่จะรักกันยืนยาวไปจนแก่เฒ่า คู่รักแต่ละคู่ลองเช็คสถานภาพตัวเองดูว่ามี 5 ข้อนี้อยู่ในรูปแบบการใช้ชีวิตของเราหรือไม่ หากขาดข้อใดข้อหนึ่งไป ก็จงปรับปรุงและปรับตัวให้ได้ รับรองเลยว่า ชีวิตคู่ยืนยาวแน่นอน และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


กินอยู่เป็น_การวิ่ง-ให้อะไรมากกว่าที่คุณคิด_web.jpg

 ในยุคปัจจุบัน หลายคนเริ่มหันมาสนใจเรื่องของสุขภาพมากขึ้น จะเห็นได้จากการลุกขึ้นออกมาวิ่งในสวนฯ หรือตามงานวิ่งต่าง ๆ ที่จัดขึ้นแทบทุกสัปดาห์ แต่สำหรับคนที่ยังไม่ลุกขึ้นมาออกกำลังกาย รู้ไหมว่า “การวิ่ง” ให้อะไรมากกว่าที่คุณคิดไว้เยอะเลย กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมคำตอบไว้ให้แล้ว

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวดี ๆ เอาใจคนรักการออกกำลังกาย โดยเฉพาะ “การวิ่ง” เพราะการวิ่งถือเป็นการออกกำลังกายโดยแทบจะไม่ต้องลงทุนค่าใช้จ่ายอะไรมากมาย บางคนชอบการออกมาวิ่งตามงานวิ่งต่าง ๆ จนกลายเป็นว่าตอนนี้ การวิ่งเพื่อสุขภาพกำลังได้รับความนิยมและกำลังจะเป็นเทรนด์ใหม่ของคนรักสุขภาพทุกเพศทุกวัยไปแล้ว

ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่คนสมัยนี้หันมาใส่ใจและให้ความสำคัญเรื่องสุขภาพและการออกกำลังกายมากขึ้น แต่สำหรับคนที่มีความคิดว่า วิ่งแล้วเหนื่อย ต้องลองกลับไปคิดทบทวนดูใหม่ เพราะความจริงแล้ว “การวิ่ง” ให้อะไรมากกว่าที่คุณคิดด้วยซ้ำ

วิ่งบ่อย ๆ ร่างกายจะ “ไม่เหนื่อย”

สำหรับคนที่เริ่มต้นการออกกำลังกายด้วยการวิ่ง ช่วงแรก ๆ ก็จะมีอาการแบบว่า วิ่งแปปเดียวก็รู้สึกเหนื่อยแล้ว ขอให้อดทนไว้ เพราะเมื่อคุณวิ่งบ่อย ๆ ร่างกายจะคุ้นชินไปเอง แล้วคุณจะสามารถวิ่งได้ไกลขึ้นในแต่ละครั้ง และแน่นอนว่ามันส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างอื่นด้วย เช่น เดินกลับบ้าน เดินจากที่ทำงานไปขึ้นรถหน้าปากซอย เดินขึ้น-ลงบันได หรือเดินเล่นในห้างสรรพสินค้า เราจะไม่รู้สึกเหนื่อยเลย

วิ่งบ่อย ๆ ลดการปวดประจำเดือนได้

สำหรับคุณสุภาพสตรีที่อยู่ในช่วงการเริ่มออกกำลังกายด้วยการวิ่ง ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายกำลังปรับให้เคยชินกับการออกกำลังกาย ลองสังเกตดูว่า อาการปวดท้องน้อยลดลงไหม เมื่อวิ่งบ่อย ๆ การปวดประจำเดือนจะอยู่ในระดับที่เราสามารถทนได้ ทนได้แบบว่าเราไม่ต้องรับประทานยาแก้ปวดอีกต่อไป

วิ่งบ่อย ๆ ทำให้เราอยากตื่นแต่เช้า

หลายคนที่ชื่นชอบการวิ่งจะมีความรู้สึกแบบนี้ คือ จะตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อลุกขึ้นมาวิ่งออกกำลังกายในสวนสาธารณะ สัมผัสบรรยากาศต้นไม้เยอะ ๆ เพราะการวิ่งในสวนสาธารณะเป็นจุดที่บังคับให้ตัวเราลุกขึ้นตื่นเช้าออกไปวิ่ง เพราะประเทศไทยเป็นเมืองร้อน สาย ๆ หน่อยก็ร้อนแล้ว หากทำแบบนี้ทุก ๆ วัน ก็จะฝึกให้เราที่เคยตื่นสายวันเสาร์-อาทิตย์ เปลี่ยนมาเป็นคนตื่นเช้าไปโดยอัตโนมัติ ทำให้เราได้เห็นอีกมุมหนึ่ง นอกจากนี้ เรายังจะมีเวลาไปทำกิจวัตรประจำวันอย่างอื่น ๆ มากขึ้นในแต่ละวันอีกด้วย

วันไหนไม่ได้วิ่ง วันนั้นจะเกรี้ยวกราด!

สำหรับคนที่วิ่งเป็นกิจวัตรประจำวัน จะมีความรู้สึกว่าหากวันใดวันหนึ่งไม่ได้ไปวิ่งออกกำลังกายก็จะรู้สึกไม่ดี เหมือนทำผิดอะไรสักอย่าง เราจะรู้สึกอารมณ์ไม่ดีที่ไม่ได้ไปวิ่ง นั่นถือเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันให้เราต้องผลักตัวเองให้ตื่นขึ้นมาวิ่งให้ได้

 

สุดท้าย การเริ่มต้นวิ่งออกกำลังกายไม่ยากอย่างที่คิดไว้เลย เพียงแค่ตัวคุณต้องมีความขยัน พยายาม ฝึกความมีวินัยในตนเอง อย่างน้อยลุกจากเตียงให้ได้ตนเช้าตรู่ เริ่มแรกค่อย ๆ ลองเดินเรื่อย ๆ ก่อน จากนั้นค่อย ๆ เริ่มวิ่ง เหนื่อยก็เปลี่ยนเป็นเดิน อย่าหักโหม ไม่ไหวอย่าฝืน แรก ๆ ได้ 1-2 กิโลเมตรก็ถือว่าเก่งมาก ๆ แล้ว ทำแบบนี้บ่อย ๆ เป็นกิจวัตรประจำวัน ร่างกายเราจะเหนื่อยน้อยลง จนสามารถวิ่งได้ในระยะทางเยอะขึ้น แล้วความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายจะค่อย ๆ ส่งผลเอง นี่ล่ะ “การวิ่ง” ให้อะไรมากกว่าที่คุณคิดจริง ๆ และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


โซเชียลมีเดีย-ใช้ให้เป็นก็เย็นใจ.jpg

ปัจจุบัน โซเชียลมีเดีย เข้ามามีบทบาทต่อชีวิตประจำวันเราเป็นอย่างมาก การไหลเข้ามาของข้อมูลข่าวสารแต่ละวัน มีทั้งเกิดประโยชน์และไม่เกิดประโยชน์ปะปนกันไป จึงสร้างปรากฏการณ์ทั้งด้านบวกและด้านลบที่ไม่ควรมองข้ามเด็ดขาด เพราะเราไม่มีทางรู้ได้ว่า แต่ละคนมีเบื้องหลังเช่นไร จนกว่าจะดึงคนจากโลกโซเซียล เข้ามาปรากฏบนโลกจริงได้ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงขอนำเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวมาแชร์มาบอกต่อเพื่อเตือนกัน

ปลอม จริง แยกยาก หากไม่ระวัง

ประตูที่จะเปิดสู่อันตรายของโซเชียลเกิดขึ้นแสนง่าย เริ่มจากการเพิ่มเพื่อนผ่านเครือข่ายทางสังคม ทำให้พบปะผู้คนหลากหลายมีทั้งรู้จักและไม่รู้จัก เปิดโอกาสให้กลุ่มมิจฉาชีพ เข้ามาแฝงตัว ลักลอกขโมยข้อมูล ก่ออาชญากรรมอุกอาจอย่างไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย

ดังเช่น กรณีชายคนหนึ่ง ถูกผู้หญิงที่คุยผ่านทางเฟซบุ๊กและไลน์ แอบอ้างเป็นลูกสาวของผู้บัญชาการทหารบก หลอกโอนเงินรวมกว่า 150,000 บาท สุดท้ายได้เพียงแค่แจ้งความ แต่ไม่สามารถออกหมายจับได้ เพราะผู้เสียหายไม่เคยพบหน้าผู้ต้องหามาก่อน จึงไม่สามารถยืนยันตัวตนบุคคลได้ชัดเจน

นอกจากสร้างตัวตนปลอมแล้ว ยังมีนำสู่การแฮ็กเฟซบุ๊กและไลน์ ด้วยวิธีเดายูสเซอร์เนม พาสเวิรด์ จนทราบเบอร์โทรศัพท์ วันเดือนปีเกิด เลขบัตรประชาชน 13 หลัก รวมถึงข้อมูลอื่น ๆ เช่น เกิดการแอบอ้างขอยืมเงินจากเพื่อนทหารระดับนายพล และคนใหญ่คนโตหลายแสนบาท ตามที่ปรากฎบนข่าว

ใช้ให้ดีก็มีเฮ

อย่างไรก็ตามในด้านดีหาใช่ว่าไม่มี ปัจจุบันโซเชียลมีเดียกลายเป็นอีกหนึ่งผู้ช่วยของตำรวจที่มีภารกิจค่อนข้างรัดตัว ทั้งในด้านการช่วยเฝ้าระวังภัย แจ้งเหตุให้สังคมได้รู้ เกิดการบรรเทาทุกข์ช่วยเหลือ หรือ กระตุ้นเตือนให้เกิดการจับตา เพื่อจัดการเหตุการณ์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วให้เห็นกันนักต่อหนัก ดังข่าวเฟซบุ๊กช่วยตำรวจ จับวัยรุ่นซิ่งรถมอเตอร์ไซต์ หน้าวัดพระแก้ว โดยอาศัยอิทธิพลชาวเน็ต แชร์ข้อมูล คลิป ข่าวสาร ทำให้ตำรวจตามหาผู้กระทำผิดได้ทันท่วงที หรือ คดีขับรถชนคนของสาวไฮโซดังที่เพิ่งเป็นข่าวไปก็เกิดจากการกระตุ้นผ่านช่องทางนี้ด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ ยังเป็นอีกช่องทางหนึ่งหารายได้ที่ดี เช่น อดีตพนักงานบริษัทรายหนึ่งที่ลาออกจากงานประจำ มาขายอุปกรณ์เสริมมือถือออนไลน์ บนเว็บไซต์ลาซาด้า เพื่อดูแลลูกเเละพ่อที่ป่วยหนัก สร้างรายได้มากกว่างานประจำถึงหลักแสนบาทต่อเดือนเลยทีเดียว

สุดท้ายสิ่งนี้จะให้คุณหรือโทษอนันต์หรือไม่ ขึ้นอยู่ว่าเราจะเลือกใช้แบบใด จากการอาศัยเพียงแค่นิ้วมือ พิมพ์ข้อความ กดไลค์ แชร์ เพราะโลกออนไลน์เหมือนกับสังคมรอบข้างเรา มีทั้งคนดีและไม่ดี นี่คือวิถีกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


กินอยู่เป็น_รู้ไหม-คนญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมการออกเดทแบบไหน-ที่จะประคองชีวิตคู่ให้ยืนยาว_web.jpg

การใช้ชีวิตคู่ถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องวางแผนและคิดกันดี ๆ เพราะการใช้ชีวิตคู่ของคู่รักถือเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยเฉพาะคนญี่ปุ่นที่จะมีวัฒนธรรมและรูปแบบการดำเนินชีวิตที่แตกต่างไปจากบ้านเรา หนึ่งในนั้นคือการออกเดทของคนญี่ปุ่น มาดูกันว่าคนญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมการออกเดทแบบไหนบ้างที่จะทำให้ชีวิตคู่ยืนยาว

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวของประเทศเพื่อนบ้านอย่างญี่ปุ่น ซึ่งนับได้ว่าเป็นประเทศที่ร่ำรวยและมีวัฒนธรรมที่โดดเด่น โดยเฉพาะด้านมารยาททางสังคม อาหารการกิน หรือแม้กระทั่ง การออกเดทของชายหญิง เรื่องนี้ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ต้องบอกว่าแตกต่างกับประเทศอื่น ๆ อย่างมาก

เพราะการใช้ชีวิตคู่ของคู่รักถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพื่อประคองชีวิตคู่ให้ยืนยาวไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต คนในประเทศญี่ปุ่นจีงมีวัฒนธรรมและรูปแบบการดำเนินชีวิตที่แตกต่าง มาดูกันดีกว่าว่า การออกเดทของคนญี่ปุ่น มีรูปแบบอย่างไรบ้าง

1. การสารภาพรักเป็นการเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด : คนญี่ปุ่นก่อนจะออกไปเดทกัน สิ่งสำคัญอย่างแรกคือการสารภาพรัก เพื่อบอกความรู้สึกของตนเองกับอีกฝ่าย หากอีกฝ่ายมีความรู้สึกเช่นเดียวกัน การออกเดทจึงจะเริ่มต้นขึ้น ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ เพราะฉะนั้นหากไม่สารภาพความรู้สึกไปตรง ๆ การออกไปเดทกับคนที่คุณชอบอาจจะเป็นเรื่องธรรมดาของเพื่อนก็ได้

2. คู่รักส่วนใหญ่ จ่ายใคร จ่ายมัน : ถือเป็นเทรนด์การออกเดทของวัยรุ่นญี่ปุ่นในการไปรับประทานอาหารด้วยกันก็ว่าได้ เพราะเวลาไปรับประทานอาหารก็จะจ่ายเงินในส่วนของตัวเอง ไม่มีการเลี้ยงหรือออกให้อีกฝ่ายแต่อย่างใด เหตุผลไม่ใช่เพราะว่าอีกฝ่ายไม่เทคแคร์หรือดูแล แต่เป็นเพราะพวกเขาคิดว่าการรับผิดชอบส่วนที่ตัวเองรับประทานเป็นเรื่องที่แฟร์และยุติธรรม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เติบโตไปได้ด้วยดี

3. การออกไปเดทในวันหยุดถือเป็นเรื่องปกติ : สำหรับคนต่างชาติเวลานัดเดทส่วนใหญ่จะไปรับประทานข้าวเที่ยงด้วยกัน หรือดื่มกาแฟ หรือเดินเล่นโดยใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง แต่ชาวญี่ปุ่นเลืกที่จะทำกิจกรรมเหล่านี้ในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ โดยใช้เวลาครึ่งวันหรือทั้งวันในการทำกิจกรรม เช่น ท่องเที่ยว ดูหนัง ฟังเพลง ฯลฯ

4. คนญี่ปุ่นจะไม่แสดงความรักในที่สาธารณะ : คู่รักชาวญี่ปุ่นจะไม่มีการแสดงความรักแบบหวือหวา อาทิ การกอด จูบ ในสถานที่สาธารณะเหมือนอย่างเช่นประเทศอื่น ๆ เต็มที่เลยคือการจับหรือจูงมือกันเท่านั้น สาเหตุมาจาก ชาวญี่ปุ่นหวงแหนความเป็นส่วนตัว ถือเป็นเรื่องที่พวกเขาให้เกียรติและเคารพผู้อื่นในสถานที่สาธารณะ

5. ไม่ค่อยบอกรักกัน : คู่รักชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่เป็นคนขี้อาย ไม่ค่อยชอบที่จะพูดคำว่ารักออกมาตรง ๆ แต่จะใช้วิธีการแสดงออกผ่านอวัจนภาษาหรือการกระทำมากกว่า ซึ่งชาวญี่ปุ่นจะรู้และเข้าใจเป็นอย่างดี ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในนิสัยประจำชาติญี่ปุ่นไปแล้ว

6. คู่รักชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะอยู่ก่อนแต่ง : คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะมีรูปแบบการดำเนินชีวิตอีกรูปแบบหนึ่งของการใช้ชีวิตคู่ นั่นคือ การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันก่อนแต่งงาน โดยพวกเขาอาจจะใช้เวลาอยู่ด้วยกันในวันเสาร์-อาทิตย์ เพราะคนญี่ปุ่นมีความคิดว่า การได้ลองใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ถือเป็นการทดสอบและทดลองเบื้องต้น และน่าจะทำให้ชีวิตแต่งงานราบรื่นขึ้น

 

ทั้งหมดนี้ คือธรรมเนียมการออกเดทของคู่รักชาวญี่ปุ่น จะว่าไปบางข้อก็จะคล้ายคลึงกันกับของประเทศไทยอยู่เหมือนกัน เพราะเป็นประเทศเอเชีย แต่ถ้าเทียบกับคนชาวตะวันตกแล้ว น่าจะต่างกันมากพอสมควร ฉะนั้น ใครที่อยากมีแฟนเป็นคนญี่ปุ่นก็ศึกษาวัฒนธรรมของเขาให้ดีเสียก่อน เพราะคนญี่ปุ่นค่อนข้างซีเรียสเรื่องนี้มาก ขณะเดียวกัน คนไทยด้วยกันเองก็สามารถนำธรรมเนียมการออกเดทของคนญี่ปุ่นมาปรับใช้ได้ หากเห็นว่าข้อไหนเป็นประโยชน์ต่อชีวิตคู่ของเรา และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ : ข้อมูลจาก tsunagujapan


กินอยู่เป็น_Time-Out-อีกหนึ่งวิธีปราบพฤติกรรมเกรี้ยวกราดของเด็ก_web.jpg

คุณพ่อและคุณแม่มีวิธีการเลี้ยงดูหรืออบรมลูกและบุตรหลานกันอย่างไรบ้าง เมื่อลูกมีพฤติกรรมรุนแรง ก้าวร้าว ทำในสิ่งที่ผิด ลองใช้วิธี Time Out หรือการเข้ามุมกับลูกดูสักครั้ง เพราะวิธีนี้เป็นวิธีที่สามารถปราบพฤติกรรมเกรี้ยวกราดของเด็กได้ดีกว่าการดุด่าหรือตีลูกด้วยซ้ำ

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวใกล้ตัวคุณพ่อคุณแม่สักนิดนึง เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการการเลี้ยงดูบัตรหลาน โดยเฉพาะบุตรหลายที่ยังอยู่ในวัยเด็ก เขื่อว่าเด็กหลายคนอาจจะมีพฤติกรรมรุนแรง ก้าวร้าว ดื้อหรือซนบ้าง เป็นธรรมชาติของวัยเด็กที่จะมีพฤติกรรมแบบนี้ แต่พ่อและแม่จะมีวิธีการสอนลูกอย่างไรบ้าง ให้ลูกรู้ว่าสิ่งที่เขาทำเป็นสิ่งที่ผิดและไม่ถูกต้อง

ไม้เรียว ไม้แขวนเสื้อ ก้านมะยม อาวุธหลักที่คุณพ่อคุณแม่หัวโบราณจะเลือกนำมาใช้ปราบพฤติกรรมรุนแรงของลูก แล้วคุณจะมั่นใจได้อย่างไรว่าการตีลูกจะช่วยลดความรุนแรงของลูกได้ เคยมีงานวิจัยออกมาระบุว่า การลงโทษลูกด้วยการตีด้วยไม้เรียว ไม่ได้ช่วยลดพฤติกรรมความก้าวร้าวของเด็กลงได้ แต่กลับจะทำให้เด็กมีพฤติกรรมก้าวร้าวและรุนแรงเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ เพราะการตีเด็กอย่าง เด็กจะไม่มีวันรู้เลยว่า เขาทำผิดเพราะอะไร ดังนั้น เราจะเห็นพ่อแม่หัวสมัยใหม่ที่งดการใช้ไม้เรียวตีลูกแล้ว แต่จะใช้วิธีอื่นในการลงโทษลูกแทน

Time Out หรือการเข้ามุมกับลูก เป็นหนึ่งในวิธีการปรับพฤติกรรมลูกที่มีพฤติกรรมรุนแรง เรียกร้องความสนใจ โดยหากลูกมีพฤติกรรมคุกคาม ก้าวร้าวรุนแรง พ่อแม่จะเพิกเฉย ไม่สนใจกับพฤติกรรมการเรียกร้องความสนใจของลูก เพื่อให้ลูกสงบสติอารมณ์เองและเรียนรู้ว่าพฤติกรรมที่เขาทำนั้นไม่ได้ผล การทำ Time Out ไม่ใช่การลงโทษ หรือปล่อยลูกให้โดดเดี่ยวคนเดียว แต่เป็นการพาลูกออกจากสถานการณ์ที่ยากลำบาก ที่รู้สึกสับสนจัดการอารมณ์ไม่ได้ เพื่อให้ลูกสงบสติอารมณ์ได้ด้วยตัวเอง แต่ไม่ใช่เป็นการจับลูกขังในห้องเพียงคนเดียว ให้อยู่ในที่มืด แบบนี้ไม่เรียกว่า Time out

 

ซึ่งการทำ Time Out ให้ได้ผล ไม่อชยากอย่างที่คิด เรียนรู้ไปตาม 5 ขั้นตอน ดังนี้

 

1. กำหนดช่วงอายุให้เหมาะสม : การทำ Time Out สามารถเริ่มใช้ได้กับเด็กเล็กตั้งแต่อายุ 9 เดือนเป็นต้นไป เมื่อลูกมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เช่น ตีแม่ ขว้างปาข้าวของ แต่ส่วนใหญ่เราอาจจะใช้กับเด็กที่พอฟังเข้าใจภาษาบ้างแล้วคืออายุประมาณ 1-2 ขวบขึ้นไป

2. แยกลูกเข้ามุมสงบ : เมื่อลูกทำผิด หรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ไม่เชื่อฟัง ให้พ่อแม่ใช้คำพูดประโยคสั้น ๆ เช่น ทำร้ายคนอื่น Time Out หรือ ขว้างปาของเล่น Time Out แล้วพาลูกแยกลูกเข้ามุมสงบ ถ้าเด็กเล็กให้อยู่ในคอกกั้นเด็ก แต่ถ้าโตแล้วให้นั่งที่เก้าอี้ รอจนกว่าลูกจะหยุดร้อง โวยวาย หรือสงบลงได้

3. ห่างกันสักพัก : แยกให้ลูกนั่งในบริเวณที่ยังเห็นพ่อแม่อยู่ ไม่ใช่ทิ้งหรือขังให้อยู่ในห้องอื่นคนเดียว ต้องเป็นจุดที่พ่อแม่ยังต้องมองเห็นลูกได้ตลอดเวลา ส่วนพ่อแม่ควรสงบนิ่ง ไม่บ่น โวยวาย ไม่แสดงอารมณ์โกรธออกมา แต่ทำกิจวัตรประจำวันปกติ การแยกลูกออกไปไม่เพียงแต่ช่วยให้ลูกสงบสติอารมณ์เท่านั้น เป็นการช่วยให้พ่อแม่ควบคุมระงับอารมณ์ด้วย เพราะบางครั้งพ่อแม่ก็คุมตัวเองไม่อยู่เหมือนกัน ดังนั้นขอเวลาห่างกันสักพักคงจะดี

4. รออารมณ์สงบ : เมื่อลุกหยุดโวยวายสักพักถึงจะเรียกให้เรียกลูกออกมาได้ เพราะการนิ่ง การสงบ แสดงว่าลูกระงับอารมณ์ ควบคุมสติตัวเองได้แล้ว

5. Time-in โอบกอด พูดคุยด้วยเหตุผล : เมื่อลูกควบคุมอารมณ์ได้แล้ว ให้พ่อแม่โอบกอดลูก แล้วคุยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทันที เพื่อเป็นการสะท้อนอารมณ์ ใช้น้ำเสียงท่าทางอย่างอ่อนโยน ไม่เสียดสี ไม่ประชดประชัน คุยกันด้วยเหตุผลว่าสิ่งที่ลูกทำนั้นไม่ถูกต้อง แต่พ่อแม่ก็ยังรักหนูเสมอ พ่อแม่อยากให้ลูกปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจะได้เป็นเด็กที่น่ารักสำหรับทุกคน

 

ทั้งหมดนี้ เป็นวิธีการอบรมเลี้ยงลูกแบบมีเหตุผล ทำให้เด็กได้ฝึกคิด วิเคราะห์ถึงพฤติกรรมของตัวเองว่าทำผิดเพราะอะไร ได้สงบสติอารมณ์ของตัวเอง แล้วเด็กจะจะคิดได้พร้อมกับจะไม่ทำพฤติกรรมแบบนั้นอีกต่อไป ฉะนั้น คุณพ่อคุณแม่ที่ยังคงคุ้นชินกับการดุด่าหรือตีลูกนั้น ควรเปลี่ยนพฤตติกรรมมาลองใช้วิธี Time out ดู รับรองเลยว่า เห็นผลอย่างแน่นอน และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


กินอยู่เป็น_5-ของขวัญสุดประทับใจ-นอกเหนือจากพวงมาลัย-จะมอบอะไรให้แม่-ใน-วันแม่_web.jpg

วันแม่ปีนี้ทุกคนเตรียมของขวัญอะไรไว้มอบให้คุณแม่แล้วหรือยัง? ถ้ายังนึกไม่ออกว่าจะซื้ออะไรดี กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวม 5 ของขวัญสุดประทับใจ นอกเหนือจากพวงมาลัยแล้ว จะมอบอะไรให้กับคุณแม่ เพื่อแสดงความกตัญญูดี

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวที่ต้องบอกเลยว่าช่วงนี้เป็นช่วงใกล้ “วันแม่แห่งชาติ” แล้ว ซึ่งในทุกปี ลูกทุกคนจะต้องแสดงกตัญญูกตเวทีกับผู้เป็นมารดา ในฐานะผู้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูเรามาจนเติบโตเป็นคนดีในสังคม ว่าแต่ปีนี้ทุกคนเตรียมของขวัญอะไรไว้มอบให้คุณแม่แล้วหรือยัง?

“พวงมาลัย” ถือเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่แสดงออกถึงความรัก ความกตัญญูแก่แม่ผู้ให้กำเนิด ทุก ๆ ปีลูกทุกคนจะต้องวิ่งหาพวงมาลัยไปกราบเท้าขอพร เพื่อความเป็นสิริมงคล แต่ปัจจุบันยุคสมัยเปลี่ยนไป การซื้อพวงมาลัยก็ยังได้รับความนิยมเหมือนเดิม แต่ยังมีไอเดียนอกเหนือจากนี้ไว้เป็นตัวเลือกให้กับลูก ๆ ที่ต้องการจะซื้อของขวัญหรือพาไปทำกิจกรรมกับคุณแม่ นอกเหนือจากการมอบพวงมาลัย กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวม 5 ของขวัญสุดประทับใจ นอกเหนือจากพวงมาลัยแล้ว จะมอบอะไรให้กับคุณแม่ เนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติปีนี้

1. ต้นมะลิ / ต้นไม้มงคล : สำหรับลูก ๆ บางคนมองการณ์ไกล มองว่าพวงมาลัยจะมีอายุ 2-3 วัน ก็เหี่ยวเฉาและก็ต้องกลายเป็นขยะในที่สุด เลยเปลี่ยนจากพวงมาลัยเป็น ต้นมะลิ หรือไม่ก็ ต้นไม้มงคล แทนเสียเลย เพราะหลังจากที่มอบให้กับคุณแม่แล้ว ต้นไม้ดังกล่าวสามารถนำไปปลูกในกระถางต้นไม้ ในสวน ออกดอกออกผลได้ในอนาคต ไม่มีวันเหี่ยวเฉาอย่างแน่นอน

2. ซื้อของขวัญที่คุณแม่ชอบ : ลูก ๆ จะเดาใจคุณแม่ถูกว่า คุณแม่ชอบอะไรเป็นพิเศษหรืออยากได้อะไรเป็นพิเศษ ลองแกล้งถามคุณแม่ดูว่า อยากได้อะไร เช่น เสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า หนังสือ เป็นต้น

3. ซื้อผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ : อาหารเพื่อสุขภาพเหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับคุณแม่ที่มีอายุมาก ๆ ต้องบำรุงร่างกายกันสักหน่อย เช่น ซุปไก่สกัด รังนก โสม เป็นต้น ของจำพวกนี้ล้วนเป็นของบริโภคที่มีประโยชน์ต่อร่างกายล้วน ๆ

4. พาไปรับทานอาหาร : คุณแม่หลายคนอยากมีโมเมนท์ที่ลูกจะชวนออกไปทานข้าวนอกบ้าน โอกาสดี ๆ แบบนี้ ลองเปลี่ยนบรรยากาศพาคุณแม่ไปทานข้าวนอกบ้าน ลองถามคุณแม่ว่าชอบรับประทานอะไรเป็นพิเศษ ก็พาไปที่ร้านนั้นได้เลย

5. พาไปเที่ยว : เอาใจคุณแม่ที่ชอบการท่องเที่ยว คุณลูกทั้งหลายลองถามคุณแม่ว่าอยากไปเที่ยวที่ไหนบ้าง เช่น ทะเล ห้างสรรพสินค้า พิพิธภัณฑ์ เข้าวัด ฯลฯ แต่คุณแม่ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมาก ๆ แล้ว ชื่นชอบที่จะไปเข้าวัดมากกว่า

 

ทั้งหมดนี้คือ 5 ของขวัญสุดประทับใจ เอาไว้เป็นตัวเลือกให้กับทุก ๆ คนได้ใช้เป็นของขวัญอันล้ำค่าไว้ให้คุณแม่ที่เรารัก เนื่องในวันแม่แห่งชาติ ประจำปี 2562 แต่แท้จริงแล้ว นอกเหนือจากของขวัญดังกล่าวที่ได้กล่าวไปข้างต้นนั้น สิ่งสำคัญที่สุดที่ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งของขวัญสำคัญและยิ่งใหญ่กว่า ก็คือ “การเป็นคนดี มีความกตัญญู” คิดดี พูดดี ทำดี ต่อแม่ และคนรอบข้าง นี่ล่ะถือเป็นของขวัญชิ้นใหญ่ที่คุณแม่อยากได้มากที่สุด เพราะมีมูลค่ามากกว่าของขวัญที่กล่าวไปข้างต้นด้วยซ้ำ จึงขอฝากให้ทุกคนจงเป็นคนดีด้วย และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


กินอยู่เป็น_รู้หรือไม่-10-อีโมจิที่คนทั้งโลกใช้มากที่สุด-แต่ละอีโมจิแปลว่าอะไร_web.jpg

รู้หรือไม่! อิโมจิ ตัวหนังสือที่ใช้แทนความคิดที่คนส่วนใหญ่มักใช้กันในการสื่อสารบนโลกออนไลน์นั้น แบบไหนที่คนส่วนใหญ่นิยมใช้กันมากที่สุด แล้วแต่ละอิโมจิมีความหมายอย่างไรบ้าง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวมคำตอบมาให้แล้ว

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับเทคโนโลยีเอาใจคนที่ยุคดิจิทัลกันสักหน่อย เชื่อว่าใครหลาย ๆ ตอนนี้นิยมใช้สื่อออนไลน์กันเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม หรือแม้กระทั่งแอปพลิเคชันในการสนทนาอย่าง ไลน์ ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในตอนนี้

ซึ่งการสนทนาผ่านข้อความในสื่อสังคมออนไลน์นอกเหนือจากจะมีตัวอักษรแล้ว ยังมี “อีโมจิ” ก็คือตัวหนังสือที่ใช้แทนความคิดที่คนส่วนใหญ่มักใช้กันในการสื่อสารบนโลกออนไลน์ ทั้งการแสดงสีหน้าและกิริยา วัตถุ สถานที่ ลมฟ้าอากาศ ฯลฯ โดย “อีโมจิ” ถูกออกแบบและใช้ครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่น โดย Shigetaka Kurita เดิมมีความหมายว่า ตัวหนังสือภาพ

แล้วรู้หรือไม่ว่า อิโมจิ แบบไหนที่คนส่วนใหญ่นิยมใช้กันมากที่สุด แล้วแต่ละอิโมจิมีความหมายอย่างไรบ้าง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวม 10 อิโมจิยอดนิยมที่คนใช้มากที่สุดมาให้แล้ว

1. ร้องไห้เพราะความสุข : เป็นอีโมจิที่ได้รับความนิยมมากที่สุดทั่วโลก มีความหมายแสดงความรู้สึกตลก มีความสุข ของผู้ใช้งาน เช่นเวลาเราเล่าเรื่องอะไรตลก ๆ ก็ใช้อิโมจิตัวนี้ต่อท้าย หรือคอมเมนต์ที่ต้องการสื่อว่าเรารู้สึกสนุกหรือตลกสิ่ง ๆ นี้

 

2. หัวใจแดง : หัวใจสีแดงถือเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงออกถึงความรักได้อย่างตรงจุด ความหมายคือ แสดงออกถึงความรัก เวลาชอบใคร รักใคร ก็กดอิโมจิหัวใจ

3. รีไซเคิล : สัญลักษณนี้ไม่ได้แปลว่ารีไซเคิลเพียงอย่างเดียว แต่สำหรับโลกโซเชียลฯ อย่างทวิตเตอร์นั้นมีความหมายถึงการรีทวิตอีกด้วย

4. ยิ้มตาเป็นหัวใจ : มีความหมายในการแสดงออกถึงการชอบอะไรเอามาก ๆ แบบโดนใจสุด ๆ มักพบเห็นบ่อยในโพสต์ที่มีรูป หนุ่มหล่อ สาวสวย หรือสัตว์เลี้ยงที่ดูน่ารัก

5. ใจสลาย : อีโมจิ ตัวนี้ไม่ได้มีความหมายที่เอาไว้แสดงตอนรู้สึกอกหักเพียงอย่างเดียว แต่มันยังมีความหมายที่ว่าต้องการให้ผู้อ่านรู้สึกว่าตัวของเรานั้นรู้สึกเสียใจมากๆ เหมือนใจสลายนั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น ได้รับข่าวร้ายจากเพื่อนๆ แล้วเราอยากแสดงความเสียใจมากๆ นั่นแหละ

6. ร้องไห้หนักมาก : อีโมจิตัวนี้แสดงความรู้สึกเสียใจอะไรมาก ๆ มีความหมายคล้าย ๆ กับ ใจสลาย หรือโศกเศร้า

7. ยิ้มแบบมีความสุข : เป็นอีโมจิที่เอาไว้แสดงออกถึงความสุข นอกจากนี้ยังหมายถึงความขี้อายจนรู้สึกหน้าแดงเพราะความสุขอีกด้วย มักพบได้บ่อยในบทสนทนาเวลาคนจีบกัน

8. เบ้ปากมองแรง : เป็นอีโมจิที่นิยมใช้กันเป็นจำนวนมาก เมื่อต้องแสดงความหมายที่เราไม่พอใจ รู้สึกเห็นแล้วเพลีย จนต้องเบ้ปากมองแรง ส่วนใหญ่พบกันบ่อย ๆ ในบทสนทนาที่มีชื่อคนที่เราไม่ชอบโผล่ขึ้นมา

9. หัวใจคู่ : เป็น อีโมจิ ที่แสดงความฟรุ้งฟริ้ง มุ้งมิ้ง ให้แสดงความหมายว่าผู้ใช้งานกำลังอยู่ในช่วงอินเลิฟอยู่นั่นเอง มักพบเจอได้บ่อยๆ กับคนที่กำลังอินเลิฟ โพสต์นู่นโพสต์นี้ที่เกี่ยวกับความรักไปเรื่อย

10. ส่งจูบ : เป็นอีโมจิส่งจูบ ส่งความรักให้กับบุคคลที่เราคุยด้วย เป็นสัญลักษณ์การจีบ และการแสดงออกถึงความรัก ความชอบ พบบ่อยตอนที่เราเห็นคู่รักจีบกัน

 

ทั้งหมดนี้คือ 10 อิโมจิที่คนนิยมใช้กันมากที่สุด พร้อมความหมายประกอบ คราวนี้จะสื่อสารกับใครด้วยอิโมจิแบบนี้ก็อย่าลืมศึกษาความหมายของอิโมจิแต่ละรูปแบบด้วย ใช้ให้ถูกที่ถูกทาง เพราะส่งอิโมจิผิด ความหมายเปลี่ยนทันที และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


กินอยู่เป็น_หยุดยาวแบบนี้-เที่ยวไหนดีใกล้กรุงเทพฯ-แบบไปเช้า-เย็นกลับ_web.jpg

วันหยุดสุดสัปดาห์ทั้งที ไม่รู้จะไปเที่ยวที่ไหนดี บางทีก็อยากจะท่องเที่ยว แต่ไม่อยากที่จะพักค้างแรมสักเท่าไหร่ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต รวบรวม 7 สถานที่ท่องเที่ยวใกล้กรุงเทพฯ เที่ยวง่าย ๆ สบาย ๆ แบบไปเช้า-เย็นกลับ

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวเอาใจคนรักการท่องเที่ยวสักหน่อย พอใกล้ถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ทั้งที ก็ต้องเตรียมวางแผนหาสถานที่ท่องเที่ยวกันสักหน่อยแล้ว คราวนี้มาลองดูทริปการท่องเที่ยวแบบ 1 day trip กันบ้างดีกว่า  เชื่อว่าใครหลาย ๆ คนก็อยากที่จะท่องเที่ยว แต่ไม่อยากที่จะพักค้างแรมสักเท่าไหร่ อยากกลับมานอนที่บ้านดีกว่า ถ้าเลือกที่จะท่องเที่ยวในลักษณะนี้ สถานที่ที่สามารถไปได้นั้นก็คงจะต้องอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงรวบรวม 7 สถานที่ท่องเที่ยวใกล้กรุงเทพฯ ท่องเที่ยวง่าย ๆ สบาย ๆ แบบไปเช้า-เย็นกลับ เรียกได้ว่าสามารถไปเที่ยวได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งแบบคนเดียว ครอบครัว คนรัก หรือ เพื่อนฝูง สนุกสนานตลอดทั้งวันอย่างแน่นอน

 

1. บางกะเจ้า จังหวัดสมุทรปราการ : พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ ถือเป็นสถานที่ฟอกปอดที่เหมาะสำหรับการมาเที่ยวพักผ่อนแบบชิลล์ ๆ ซึ่งภายหลังจากมีการพัฒนาให้พื้นที่แห่งนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ พร้อมกับมีเส้นทางจักรยานให้ได้ไปปั่นชมธรรมชาติ ยิ่งกระตุ้นต่อมให้อยากออกไปสัมผัสบางกะเจ้ามากยิ่งขึ้น ภายในคุ้งบางกะเจ้ามีแหล่งท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวเข้าไปสัมผัสธรรมชาติที่สวยงามมากมาย นอกจากนีเช่น สวนป่าเกดน้อมเกล้า” “สวนน้ำตาลมะพร้าว” “เส้นทางจักรยานเลียบค ในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ยังมีตลาดบางน้ำผึ้ง เปิดให้นักท่องเที่ยวได้มาช็อปปิ้ง จับจ่ายใช้สอยกัน และยังมีบ้านธูปสมุนไพร สอนการทำผ้ามัดย้อม พิพิธภัณฑ์ปลากัดไทย และอื่น ๆ อีกมากมาย

 

2. เกาะแสมสาร จ.ชลบุรี : ตั้งอยู่ในอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เป็น 1 ใน 9 เกาะท่องเที่ยวยอดนิยมใกล้กรุงเทพฯ ทำให้ที่นี่กลายเป็นแหล่งเรียนรู้และท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และมีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวได้ทำมากมาย เช่น พายเรือคายัก ดำน้ำดูปะการัง และปั่นจักรยานชมธรรมชาติ เป็นต้น

 

 

3. น้ำตกสาริกา จ.นครนายก :  น้ำตกสาริกา เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่มีลักษณะโยนตัวลงมาจากหน้าผาสูงชัน และมีความสูงถึง 9 ชั้น เป็นน้ำตกที่เหมาะกับการเล่นน้ำ เพราะมีแอ่งน้ำขนาดใหญ่อยู่ด้านล่าง ยิ่งในช่วงฤดูฝนที่น้ำไหลแรง นักท่องเที่ยวจะได้ยินเสียงน้ำที่ตกกระทบหินดังสนั่น น้ำกระเซ็นเป็นละอองขาว เป็นเสน่ห์ความงดงามที่ไม่ว่าใครก็อยากเดินทางมาเห็น

 

4. ตลาด 100 ปี ระแหง จ.ปทุมธานี : ตลาดร้อยปีระแหง ตั้งอยู่ที่ริมคลองระแหง อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี เป็นตลาดโบราณริมน้ำอายุยาวนานกว่า 100 ปี ภายในเป็นห้องแถวที่สร้างด้วยไม้ติดต่อกัน เกิดจากการที่ผู้คนสมัยก่อนสัญจรทางเรือและทางรถไฟ โดยมีทางรถไฟสายแรกคือสายตลาดระแหง-บางบัวทอง มาสิ้นสุดที่โรงเรียนวรพงษ์ ต่อมาการคมนาคมเจริญขึ้น มีถนนผ่านหน้าอำเภอ ผู้คนหันมาสัญจรทางรถยนต์กันมาก กิจการรถไฟก็ล้มเลิกไป แต่ยังคงเหลือตลาดเอาไว้ให้เป็นอนุสรณ์ ชาวบ้านที่อยู่บริเวณตลาดระแหงยังมีการอนุรักษ์วิถีชีวิตริมคลอง และสถาปัตยกรรมบ้านเรือนไม้หลังคาจั่ว อีกทั้งยังมีการจำหน่ายสินค้าเกษตร ร้านยาจีนและยาแผนโบราณ ร้านอาหาร ร้านตัดผม รวมทั้งมีศาลเจ้าและโรงงิ้วภายในชุมชนอีกด้วย

 

5. วัดโสธรวรารามวรวิหาร  จ.ฉะเชิงเทรา : ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมือง ริมแม่น้ำบางปะกง เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปที่สำคัญคือ “หลวงพ่อโสธร” พระพุทธรูปปูนปั้นปางสมาธิ อันเป็นศูนย์รวมศรัทธาของชาวแปดริ้วและพุทธศาสนิกชนทั่วไป

 

6. อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา : ตั้งอยู่ภายในเกาะเมืองอยุธยา เขตเทศบาลเมืองพระนครศรีอยุธยา สถานที่ที่เคยเป็นราชธานีเก่าแก่อันยิ่งใหญ่ที่สืบเนื่องยาวนาน และมีความเจริญรุ่งเรืองที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ โดยมีศิลปวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ งดงาม และทรงคุณค่า จนได้รับการเชิดชูคุณค่าไว้ในบัญชีรายชื่อแหล่งมรดกโลกขององค์การยูเนสโก ในปี พ.ศ. 2534 จุดท่องเที่ยวหลัก ๆ ที่น่าไปเยี่ยมชม ไม่ว่าจะเป็นพระราชวังโบราณหรือพระราชวังหลวง ที่ประทับของพระมหากษัตริย์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา วัดพระศรีสรรเพชญ์ วัดราชบูรณะ วิหารพระมงคลบพิตร วัดไชยวัฒนาราม เป็นต้น

 

7. พระราชวังสนามจันทร์ จ.นครปฐม : ตั้งอยู่ที่ตำบลพระปฐมเจดีย์ อำเภอเมืองนครปฐม อยู่ห่างจากองค์พระปฐมเจดีย์เพียงแค่ 2 กิโลเมตรเท่านั้น สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2450 โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อใช้เป็นสถานที่ประทับครั้งมานมัสการพระปฐมเจดีย์ ภายในพระราชวังสนามจันทร์มีพระที่นั่งและพระตำหนักที่สวยงามมากมาย อาทิ พระที่นั่งพิมานปฐม, พระที่นั่งอภิรมย์ฤดี, พระที่นั่งวัชรีรมยา, พระที่นั่งสามัคคีมุขมาตย์, พระที่นั่งปาฏิหาริย์ทัศไนย, พระตำหนักชาลีมงคลอาสน์, พระตำหนักมารีราชรัตบัลลังก์, พระตำหนักทับแก้ว, พระตำหนักทับขวัญ เป็นต้น

 

ทั้งหมดนี้ คือ 7 สถานที่ท่องเที่ยวใกล้กรุงเทพมหานคร แบบว่าสามารถเดินทางไปเช้า-เย็นกลับได้ จริง ๆ แล้วในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง สำหรับใครที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวแบบเข้าวัดเข้าวา หรืออาจจะชิมบรรยากาศธรรมชาติ ก็สามารถเลือกได้ตามความชอบของเราเลย และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอขอบคุณ : ข้อมูลจาก thai.tourismthailand.org


กินอยู่เป็น_แนะนำ-5-กีฬาในร่มยอดฮิต-ควรค่าแก่การเบิร์นไขมันช่วงหน้าฝน_web.jpg

ช่วงนี้เป็นช่วงหน้าฝน การออกกำลังกายตามพื้นที่กลางแจ้งขณะฝนตก ไม่ดีต่อสุขภาพอย่างแน่นอน กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงได้รวบรวม 5 กีฬาในร่มสุดฮิต ที่สามารถออกกำลังกายได้ แม้ว่าจะอยู่ในช่วงหน้าฝนก็ตาม ยังไงก็ไม่เปียกแฉะหรือโดนแดดอย่างแน่นอน

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวเอาใจคนรักสุขภาพสักหน่อย ต้องบอกเลยว่าช่วงนี้เป็นช่วงหน้าฝน สำหรับใครที่ชอบออกกำลังตามสวนสาธารณะ โดยเฉพาะการวิ่ง ช่วงนี้คงไม่ค่อยเหมาะสักเท่าไหร่ ไม่ดีต่อร่างกายแน่นอน บางคนตัดสินใจวางมือโดยอ้างว่าช่วงนี้หน้าฝน เลยไม่ออกกำลังกาย สุดท้าย ร่างกายเราก็จะสะสมไปด้วยไขมันทั้งนั้น และก่อให้เกิดโรคอ้วนขึ้นมาทันที

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยังมีกีฬาบางชนิดที่คุณสามารถเล่นได้ แม้จะเป็นช่วงหน้าฝนก็ตาม กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงได้รวบรวม 5 กีฬาในร่มสุดฮิต ที่สามารถออกกำลังกายได้ แม้ว่าจะอยู่ในช่วงหน้าฝนก็ตาม ยังไงก็ไม่เปียกแฉะหรือโดนแดดอย่างแน่นอน

1. แบดมินตัน

แบดมินตัน เป็นกีฬาในร่มสนุกยอดฮิต เล่นกันเป็นหมู่คณะได้ เเถมยังช่วยรีดน้ำหนักคุณได้ไม่น้อยเลย หากคู่อยากเล่นสนุก ๆ ไม่เหนื่อยมาก การเล่นเเบดมินตัน 1 ชัวโมงจะช่วยให้คุณเบิร์นพลังงานออกได้ 500 เเคลอรี่เลยนะครับ

 

2. ต่อยมวย

ชกมวยหรือต่อยมวย ถือเป็นกีฬาในร่มที่ได้รับความนิยมไม่น้อยในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะเป็นนักเเสดง คนดัง ทั้งผู้หญิงเเละผู้ชาย ต่างตบเท้ากันเข้ามาซ้อมมวยตามค่ายมวยดัง ๆ เพราะการซ้อมมวยเเบบจริงจัง 1 ชั่วโมงสามารถเผาผลาญพลังงานของร่างกายได้มาถึง 500 – 1,000 เเคลอรี่

 

3. HIIT (High-Intensity Interval Training)

การออกกำลังกายเเบบ HIIT คือการกำลังกายแบบคาร์ดิโอที่ผสมผสานระหว่างการออกกำลังกายอย่างหนักสลับเบาซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เพราะช่วยกระชับทุกสัดส่วนของร่างกาย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของปอดเเละหัวใจ การออกกำลังกายด้วยการ HIIT เพียงเเค่ 30 นาที สามารถช่วยให้คุณเบิร์นได้มากถึง 500 เเคลอรี่เลยทีเดียว

 

4. วิ่งบนลู่วิ่ง

วันไหนที่ฝนตก คุณออกไปวิ่งในสวนสาธารณะไม่ได้ เเต่อารมณ์ของคุณก็ยังอยากวิ่งออกกำลังกายอยู่ดี เเบบนี้การวิ่งบนสายพานช่วยเเก้ขัดได้ ซึ่งการวิ่งบนสายพาน 1 ชั่วโมงจะช่วยให้คุณเบิร์นได้มากถึง 500 เเคลอรี่

 

5. เต้นซุมบ้า-แอโรบิก

การเต้นซุมบ้าและการแอโรคบิค ถือได้ว่าเป็นการออกกำลังกายที่ยอดนิยมและก็ได้ผลดี สำหรับการเต้นแอโรบิคเป็นการเต้นโดยการขยับเขยื้อนร่างกายไปตามจังหวะของเสียงเพลง ส่วนการเต้นซุมบ้าเป็นการเต้นประสานกับท่าเต้นสไตล์ละติน-อเมริกา ระบำหน้าท้อง เเอโรบิก เเละฮิปฮอปเข้าไว้ด้วยกัน ช่วยให้คุณได้ออกสเต็ปเเดนซ์ ฝึกสมอง ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ ปลดปล่อยความมันส์ คลายเครียดได้อย่างสนุกสนาน เเละที่สำคัญการเต้นวุมบ้าและแอโรบิควันละ 1 ชั่วโมง สามารถเบิร์นได้มากถึง 500 เเคลอรี่เลยทีเดียว

เเละนี่ก็คือ 5 กีฬาในร่มยอดฮิต ที่ช่วยให้ร่างกายของคุณได้เบิร์นไขมันเป็นอย่างดี แล้วถ้าหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำทุก ๆ วัน พร้อมกับควบคุมอาหารไปด้วย รับรองเลยว่าหน้าฝนแบบนี้ คุณจะไม่อ้วนอย่างแน่นอน ลดข้ออ้างที่ว่า ช่วงนี้เป็นหน้าฝน เลยออกกำลังกายไม่ได้ แต่แท้จริงแล้ว การออกกำลังกายในร่มเหล่านี้น่าจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ และนี่คือวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต