Wanwimol Wimuktalop

ล้างจาน-ช่วยลดความเครียด-ฝึกสมาธิให้จิตใจสงบ_web.jpg

ผลการวิจัยจากสหรัฐฯ ระบุว่า “การล้างจาน” ช่วยฝึกสมาธิ ทำให้จิตใจสงบ ลดภาวะความเครียด ความกังวลลง 27% และมีแรงบันดาลใจเพิ่มขึ้น 25%

“การล้างจาน” เป็นอีกหนึ่งกิจวัตรประจำวันที่สมาชิกในครอบครัวทุกคนและทุกบ้านต้องทำกันเป็นประจำอยู่แล้ว ย้อนกลับไปในวัยเด็กแต่ละโรงเรียนก็จะปลูกฝังให้นักเรียนทำทุกอย่างด้วยตนเอง ไม่เว้นแม้กระทั่งการล้างจานหลังรับประทานอาหารกลางวันเสร็จสิ้นแล้ว ถือเป็นเรื่องที่ดีที่ช่วยปลูกฝังให้นักเรียนลงมือทำด้วยตัวเองตั้งแต่วัยเด็ก

แต่รู้หรือไม่ว่าการล้างจานไม่ใช่เป็นแค่การทำกิจวัตรประจำวันเท่านั้น แต่ช่วยส่งผลดีที่จิตใจเราด้วย โดยเว็บไซต์ TIME รายงานผลการวิจัยจากของนักวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยฟลอริดาของสหรัฐฯ ว่า การล้างจานเป็นการช่วยฝึกสมาธิ ฝึกจิตใจให้สงบ ลดภาวะความเครียดของตัวเอง และส่งผลต่อการควบคุมการทำงานภายในร่างกาย โดยเฉพาะระบบสมองให้ระบบความคิดมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การวิจัยในครั้งนี้มีนักเรียนเป็นกลุ่มตัวอย่างจำนวน 51 คน โดยให้กลุ่มตัวอย่างอ่านข้อความสั้นๆ ก่อนเริ่มทำการล้างจาน ข้อความดังกล่าวมีใจความว่า

 

“ในขณะที่ล้างจาน จิตใจเราควรจดจ่อกับการล้างจานเท่านั้น ไม่ควรคิดฟุ้งซ่านหรือคิดเรื่องราวที่ทำให้ตนเองเกิดความเครียด จงเตือนสติตัวเองอยู่เสมอว่ากำลังทำอะไรอยู่ อย่างลืมว่า ต้องตระหนักถึงความคิดและการกระทำของตัวเองอยู่เสมอ”

 

ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่ล้างจานด้วยความตั้งใจจริงๆ จะมีแรงบันดาลใจเพิ่มขึ้น 25% และช่วยลดภาวะความเครียด ความกังวลลง 27% เนื่องจากขณะที่กำลังล้างจานนั้น กลุ่มตัวอย่างมีจิตใจมุ่งที่การล้างจานและจดจ่ออยู่กับกลิ่นของน้ำยาล้างจานและอุณหภูมิของน้ำในอ่างล้างจาน และฝึกการควบคุมจังหวะการหายใจของตนเอง หายใจเข้าและออกอย่างมีระเบียบ ประหนึ่งเหมือนได้ฝึกนั่งสมาธิ นอกจากนี้ การล้างจานทำให้กลุ่มตัวอย่างรู้สึกว่าเวลาเดินช้าลง ทำให้ตนเองมีเวลาคิด สมองโล่งปลอดโปร่งขึ้น ซึ่งนักวิจัยมองว่าเป็นการปรับอารมณ์ไปในทางที่ดีขึ้น ขณะที่กลุ่มตัวอย่างที่้ล้างจานด้วยความไม่ตั้งใจ จะไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ จากการล้างจานเลย

อย่างไรก็ตาม มุมมองของนักวิจัยมีความเห็นเพิ่มเติมถึงเรื่องนี้ว่า การล้างจานดูเหมือนว่าเป็นกิจวัตรประจำวันที่ใกล้ตัว หากกระทำด้วยความตั้งใจแล้วจะช่วยเพิ่มภาวะของสติ จิตใจ มีสมาธิมากขึ้น ช่วยลดความเครียด และพัฒนาความเป็นอยู่ทางด้านจิตใจได้ดีขึ้นเช่นกัน

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก เว็บไซต์ : time.com

 


ภัยไซเบอร์-ปี-2562-เรื่องที่มนุษย์ต้องเรียนรู้และรับมือ_web.jpg

เมื่อพูดถึงโทษของโลกไซเบอร์ หากเราไม่รู้จักระมัดระวัง เราอาจจะตกเป็นเหยื่อของภัยไซเบอร์ก็ได้ ฉะนั้น มาดูกันว่า “ภัยไซเบอร์” ปี 2562 จะมีแนวโน้มและทิศทางอย่างไรบ้าง เพื่อที่จะได้ตั้งรับและรับมือได้ทัน

เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในโลกมนุษย์มากขึ้น ทำให้การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ได้รับความสะดวกสบายมากขึ้นด้วยเทคโนโลยี การใช้ชีวิตประจำวันของมนุษย์ในแต่ละวันล้วนต้องใช้และพึ่งพาเทคโนโลยีตลอดเวลา ไม่ว่าจะดำเนินกิจกรรมใดๆ ก็ตาม มักจะมีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง

และเร็วๆ นี้ 5G กำลังเข้ามาเยือนโลกมนุษย์ และกำลังจะเป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่ทรงอิทธิพลที่สุด ก็ยิ่งทำให้หลายฝ่ายตื่นตัวมากขึ้น เพราะมีความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาประเทศ ช่วยยกระดับอุตสาหกรรม ไม่เพียงแต่ทำให้มนุษย์สามารถดาวน์โหลดข้อมูลขนาดมหาศาลได้ด้วยความเร็วสูงอย่างก้าวกระโดดเท่านั้น แต่ยังทำให้อุปกรณ์และสิ่งของรอบตัวสามารถเชื่อมโยงกันเองและเชื่อมโยงกับมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โลกไซเบอร์เป็นหนึ่งในสิ่งที่ผู้คนใช้งานบ่อยที่สุด โดยเฉพาะในส่วนของ ข้อมูล (Data) เนื่องจากผู้ใดบริหารจัดการข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้นั้นย่อมได้เปรียบ แต่การนำ ข้อมูล (Data) มาใช้ประโยชน์นั้น ต้องระมัดระวังอย่างมาก โดยเฉพาะภัยของโลกไซเบอร์ ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และในปี 2562 นี้ “ภัยไซเบอร์” จะมีแนวโน้มและทิศทางอย่างไรบ้าง

1. ข้อมูลรั่วไหลจากการจัดเก็บข้อมูลใน Cloud

ปัจจุบัน องค์กรต่างๆ นิยมจัดเก็บข้อมูลผ่านคอพิวเตอร์หรือระบบสารสนเทศภายในองค์กร และนำเข้าสู่การจัดเก็บข้อมูลบนระบบ  Cloud เพื่อลดต้นทุน กระจายความเสี่ยงการโจมตีทางไซเบอร์ แต่อีกมุมหนึ่งที่ผู้บริหารองค์กรควรพิจารณา คือ ใครจะรับผิดชอบความเสียหาย หากมีข้อมูลขององค์กรที่อยู่ในระบบ Cloud รั่วไหล  รวมถึงหาก พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมีผลบังคับใช้ ฝ่ายใดต้องรับผิดชอบ ระหว่างผู้บริหารองค์กร ผู้ให้บริการคลาวด์ หรือ บริษัทที่ให้บริการประกันภัยทางไซเบอร์

วิธีการแก้ปัญหาข้อมูลรั่วไหลผ่านการใช้ระบบ Cloud ที่ดี คือองค์กรควรทำ Data Classification หรือ การจำแนกข้อมูลเสียก่อน เพราะข้อมูลในระบบ Cloud มีโอกาสถูกแฮ็กได้ทุกเมื่อ ฉะนั้น เราควรบริหารจัดการการจัดเก็บข้อมูลให้ปลอดภัย เช่น การพิสูจน์ตัวตนแบบสองชั้น เป็นต้น

 

2. กฎระเบียบและกฎหมายทางด้านไซเบอร์จะเข้มงวดขึ้น

เร็วๆ นี้ ประเทศไทยจะมีกฎหมายใหม่ที่เตรียมนำมาบังคับใช้ถึง 2 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ. ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งจะมีผลต่อหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนต่อประชาชนทั่วไป ทำให้ผู้บริหารระบบสารสนเทศ ตลอดจนผู้ตรวจสอบระบบสารสนเทศต้องมีการเตรียมตัวและวางแผนให้รอบคอบมากขึ้น เนื่องจากเป็นข้อกำหนดในตัวบทกฎหมายทั้ง 2 ฉบับดังกล่าว ทำให้ในปีนี้หลายองค์กรคงต้องจัดเตรียมงบประมาณและลงทุนด้านระบบสารสนเทศเพิ่มเติม เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนด ซึ่งจะมีเวลาเตรียมการไม่น้อยกว่า 180 วัน

สำหรับประชาชนทั่วไป ในฐานะผู้ใช้บริการต้องตรวจสอบ Privacy Notice และ Privacy Policy ให้รอบคอบก่อนการใช้งานบริการออนไลน์และโมบายแอปต่างๆ ว่าไม่มีการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลของเรา รวมทั้งบริษัท Tech Giant ต้องมีการปรับตัวให้สอดคล้องกับ EU’s GDPR โดยสังเกตได้จากทั้ง Facebook, Apple และ Google ล้วนเพิ่มเมนูพิเศษให้ผู้บริการสามารถบริหารจัดการข้อมูลของตนได้

 

3. เกิดการโจมตีในรูปแบบการไม่เปิดเผยตัวตน

เป็นการโจมตีข้อมูลส่วนบุคคลจนสามารถระบุตัวตนของบุคคลนั้นได้ โดยการเข้าถึง Personally Identifiable Information (PII) ของบุคคลนั้นจากข้อมูลเพียงบางส่วนที่ไม่สมบูรณ์พอที่จะระบุตัวตนของบุคคลนั้นได้ แต่เมื่อใช้เทคนิค Intelligence Information Gathering แล้วแฮกเกอร์สามารถปะติดปะต่อข้อมูลการค้นหาข้อมูลในโซเชียลมีเดีย โดยใช้เครื่องมือประเภท OSINT (Open Source Intelligence)

ดังนั้น ผู้ใช้บริการบริการโซเชียลมีเดียควรระมัดระวังการป้อนข้อมูลเข้าไปในระบบ ไม่ว่าจะเป็นการโพสต์หรือการอัพโหลดข้อมูลส่วนบุคคลเข้าไปใน Cloud เนื่องจากแฮ็กเกอร์สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมที่สามารถเชื่อมโยงกับข้อมูลหลักของเรา จนระบุตัวตนของเป้าหมายได้ในที่สุด เช่น เมื่อทราบเบอร์โทรศัพท์ ก็สามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นเบอร์ของใคร ชื่อ-นามสกุลอะไร โดยไม่จำเป็นต้องทราบชื่อ-นามสกุล หรือไม่จำเป็นต้องรู้จักเป้าหมายมาก่อน ฉะนั้น ควรมีสติทุกครั้งในการป้อนข้อมูล อย่าลืมว่า คิดก่อนโพสต์ และ  คุณเป็นคนอย่างไรคุณก็โพสต์อย่างนั้น

 

4. การกลั่นแกล้งทางโซเชียลมีเดีย

Cyberbullying ผ่านทางสื่อโซเชียลมีเดีย เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่เกิดบ่อยครั้ง ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ ชื่อเสียง อย่างมากต่อผู้ถูกกระทำ โดยที่ผู้ถูกกระทำไม่มีโอกาสได้ตอบโต้ผู้กระทำผิด ซึ่งจริงๆ แล้วมีกฎหมายหมิ่นประมาทที่สามารถนำมาใช้ในกรณี Cyberbullying ได้ หากแต่ชื่อเสียงของบุคคลนั้นก็มีผลกระทบในด้านลบไปเสียก่อนแล้ว เพราะธรรมชาติของสื่อโซเชียลจะมีความเร็วสูงมาก และสามารถแพร่กระจายข่าวสารเชิงลบได้ในระยะเวลาอันสั้น ดังนั้นทั้งบุคคลและองค์กรจึงจำเป็นต้องวางแผนและมีการเฝ้าระวังสื่อสังคมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน องค์กรต้องมีศักยภาพหรือขีดความสามารถในการโต้ตอบ ให้ข้อมูลเชิงบวกกับสาธารณะชนด้วยความรวดเร็ว ก่อนที่ข่าวสารเชิงลบจะทำให้ชื่อเสียงของบุคคลและองค์กรมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ และความเชื่อมั่น

 

5. ความไม่เข้าใจของผู้บริหารระดับสูง ในเรื่อง Digital Transformation และ Cybersecurity Transformation

การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในรูปแบบที่หลายองค์กรกำลังนิยมในปัจจุบัน คือ การปรับองค์กรตามแนวทาง Digital Transformation ซึ่งไม่ใช่เพียงการนำเอาเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เท่านั้น แต่ต้องปรับเปลี่ยนองค์กร ตั้งแต่เรื่อง ผู้นำ ไปจนถึงประสบการณ์ของลูกค้า แะยังต้องปรับเปลี่ยนเรื่องความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัวขององค์กรอีกด้วย เนื่องจากเป็นฐานในการสร้างความเชื่อมั่นสินค้าและบริการขององค์กร

การเปลี่ยนแปลงในรูปแบบดิจิทัลโดยลืมคำนึงถึงเรื่องความมั่นคงทางไซเบอร์ จะไม่สามารถสำเร็จลุล่วงในระยะยาวได้ เนื่องจากมีปัญหาด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และปัญหาด้านการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ยังไม่ได้รับการปรับแก้ไขให้ถูกต้อง ดังนั้นการการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบดิจิทัลให้สำเร็จ จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวในองค์กรด้วย ขณะเดียวกันองค์กรยังสามารถรักษาระดับการให้บริการกับลูกค้าไว้ได้โดยไม่มีผลกระทบต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ขององค์กร ซึ่งผู้บริหารระดับสูงจำเป็นต้องทำความเข้าใจในหลักการความยืดหยุ่นทางไซเบอร์ และการเปลี่ยนแปลงความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์

สุดท้าย ในการใช้เทคโนโลยีนั้นเราก็ควรใช้เทคโนโลยีในทางที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตัวเรามากที่สุด ไม่ควรใช้เทคโนโลยีในทางที่ผิด และในบางครั้งมนุษย์เราก็ควรหันมาทำอะไรด้วยตนเองโดยไม่พึ่งพิงเทคโนโลยีบ้างเพื่อให้เราได้รู้จักใช้สมองและร่างกายของเราฝึกทำอะไรด้วยตนเอง ก่อนที่มนุษย์เราจะต้องตกเป็นทาสของเทคโนโลยี

 

 


ไขรหัสลับ-สิ่งที่ช่วยให้-มนุษย์-อายุยืนยาว_web.jpg

นักวิจัยของเนเธอร์แลนด์ค้นพบว่า ยีน (gene) มีส่วนที่ทำให้มนุษย์มีอายุยืนยาวได้ โดยคนที่มีญาติอายุยืนยาวมาก จะมีโอกาสอายุยืนยาวตามไปด้วย

เชื่อว่าหลายคนอยากมีอายุยืนยาวอยู่บนโลกใบนี้ไปตลอดกาล จริงๆ แล้วการที่คนเราจะมีอายุยืนได้นั้นมีปัจจัยหลายอย่าง อาทิ การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกาย การดูแลสุขภาพ การสร้างการใช้ชีวิตให้มีความสุข ฯลฯ

ล่าสุด มีงานวิจัยของนักวิจัยด้านระบาดวิทยาเชิงโมเลกุล หาวิทยาลัยไลเดน เนเธอร์แลนด์ ออกมาระบุว่า ยีน (gene) ที่ถ่ายทอดกันจากรุ่นสู่รุ่น มีส่วนทำให้ชีวิตของมนุษย์มีอายุยืนยาวได้ ซึ่งนักวิจัยได้ใช้ฐานข้อมูลจากมหาวิทยาลัยยูทาห์ของสหรัฐฯ และในจังหวัดเซลันด์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเนเธอร์แลนด์ วิเคราะห์การลำดับวงศ์ตระกูลของประชากรเกือบ 315,000 ราย จากกว่า 20,000 ครอบครัว โดยสืบย้อนหลังไปถึงปี พ.ศ.2283 ซึ่งพบว่า คนที่มีญาติอายุยืนยาวมาก จะมีโอกาสอายุยืนยาวตามไปด้วย เนื่องจากการที่มีสมาชิกในครอบครัวที่มีอายุยืนยาว สามารถถ่ายทอดยีนอายุยืนให้กับลูกหลานได้ แม้ว่าจะมีปัจจัยภายนอกเข้ามาขัดขวางการมีชีวิตอยู่รอด

ทั้งนี้ นักวิจัยระบุว่า การค้นพบยีนอายุยืนดังกล่าวเป็นสิ่งยากจะระบุได้ ทำให้การวิจัยครั้งนี้ต้องเข้มงวดในการเฟ้นหาบุคคลที่มียีนอายุยืน เพราะถึงแม้จะตรวจสอบกลุ่มคนที่มีอายุมากกว่า 100 ปี แต่ก็มีความเป็นไปได้สูงที่หนึ่งในจำนวนคนในกลุ่มนี้ไม่ได้อยู่ในครอบครัวมียีนอายุยืนเป็นมรดกตกทอด แต่การที่กลุ่มนี้สามารถอยู่มานานเกินกว่า 100 ปีได้นั้น ส่วนหนึ่งคือการดูแลใส่ใจสุขภาพ รวมถึงการมีวิถีชีวิตที่ดี จึงทำให้มีอายุยืนได้โดยไม่ต้องพึ่งยีนอายุยืนเลย

ขณะเดียวกัน งานวิจัยที่ถูกตีพิมพ์บนนิตยสารไทม์ว่าด้วยเรื่องการขยายอายุขัยของมนุษย์ในอนาคต ทดลองในหนูของมหาวิทยาลัยแห่งเทกซัส, ซาน อันโตนิโอ สหรัฐฯ ซึ่งนักวิจัยพบว่า จากการให้ยาปฏิชีวนะที่ชื่อ แรพพามัยซิน ให้กับหนูทดลองแล้ว พบว่า หนูมีอายุยืนยาวขึ้นเป็น 48 เดือน เพิ่มขึ้น 1.77 เท่าตัว จากปกติหนูจะมีอายุขัยประมาณ 27 เดือน ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยอายุขัยของมนุษย์อยู่ที่ 80 ปี ดังนั้น หากมนุษย์มีอายุยืนได้ยาวถึง 1.77 เท่าตัว มนุษย์จะมีอายุยืนถึง 142 ปี แต่ยา แรพพามัยซิน ยังไม่สามารถนำมาใช้เพื่อการยืดอายุขัยของมนุษย์ได้

หลักการของผู้รู้และผู้เชี่ยวชาญด้านการชะลอวัย และการขยายอายุขัย ต่างเห็นไปในทิศทางเดียวกันก็คือ การบริโภคอาหารที่มาจากพืชเป็นหลัก รับประทานในปริมาณพอดีไม่มากเกินไป ออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ถึงขั้นต้องหักโหม มีจิตใจเบิกบาน ไม่เครียด มีทัศนคติเชิงบวก ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในเคล็ดลับที่ทำให้อายุขัยของมนุษย์ยืนยาวขึ้นได้ ทั้งนี้ เชื่อว่าอนาคตการขยายอายุขัยอาจไม่ใช่เพียงแค่พัฒนาการของยาแต่เพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการพัฒนาองค์ความรู้ของมนุษย์ว่า ควรบริโภคอะไร อะไรควรหรือไม่ควรทำ

สุดท้ายแล้ว ความหมายในการมีชีวิต อาจจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่มนุษย์ต้องหาคำตอบให้ได้ว่า ต้องมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร เป้าหมายของการมีชีวิตเพื่อทำสิ่งใด เพราะไม่ว่าจะอายุยืนยาวสักเท่าไร วันหนึ่งเราเองอาจจะเสียชีวิตด้วยโรคภัยไข้เจ็บโรคใดโรคหนึ่งอยู่ดี ความหมายในการมีชีวิตอยู่ จึงสำคัญยิ่งกว่าการมีชีวิตยืนยาวอยู่บนโลกใบนี้เสียอีก


ไก่ทอด-กินทุกวัน-เสี่ยงตายมากถึง-13_web.jpg

ผลการวิจัยเผย “ไก่ทอด” หนึ่งในเมนูอาหารยอดฮิตที่หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด เป็นหนึ่งในเมนูที่หากรับประทานเป็นประจำ ส่งอันตรายและมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตมากถึง 13%

“ไก่ทอด” อีกเมนูหนึ่งที่ทำได้ง่ายๆ หรือหาซื้อรับประทานได้ง่ายๆ ตามท้องตลาด รับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ หรือข้าวเหนียวก็อร่อย ไก่ทอดไม่ได้เป็นแค่อาหารจานหลักเท่านั้น ไก่ทอดยังเป็นอาหารทานเล่นได้

“ไก่ทอด” ที่จำหน่ายในปัจจุบันตามท้องตลาดมีอยู่มากมาย จำหน่ายในห้างสรรพสินค้า แต่ละร้านจะมีสูตรเด็ดแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความชื่นชอบของผู้บริโภคแต่ละคน แต่การรับประทาน “ไก่ทอด” เป็นประจำ ไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ

วารสาร The BMJ ตีพิมพ์ผลวิจัยซึ่งได้ศึกษากลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนในสหรัฐฯ พบว่า ผู้หญิงที่ชื่นชอบการรับประทานของทอด โดยเฉพาะไก่ทอดหรือปลาทอดเป็นประจำ มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตมากถึง 13% และหากรับประทานปลาทอดเป็นประจำ มีความเสี่ยงเสียชีวิตมากถึง 7% เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่ไม่ได้รับประทานอาหารประเภททอด

ผลการวิจัยชิ้นนี้ถือเป็นงานวิจัยชิ้นแรกของสหรัฐฯ ที่ให้ความสำคัญในประเด็นการบริโภคของทอดและอัตราการเสียชีวิตของมนุษย์ ก่อนหน้านี้มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างการรับประทานอาหารประเภทของทอด และอัตราความเสี่ยงการเป็นโรคอ้วนและโรคหัวใจ

Wei Bao ผู้ช่วยศาสตราจารย์ฝ่ายระบาดวิทยา มหาวิทยาลัยไอโอวา เผยว่า ในสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ การรับประทานของทอดถือเป็นเรื่องปกติมาก แต่ส่วนใหญ่มองข้ามถึงผลกระทบในระยะยาวของอาหารประเภททอดที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ทั้งนี้ในปี 2560 มีผลการวิจัยว่า คนที่รับประทานมันฝรั่งทอดมากกว่า 2 ครั้ง/สัปดาห์ มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากกว่าคนที่ไม่ไรับประทานถึง 2 เท่า

ทั้งนี้ คณะผู้วิจัยของ Wei Bao ได้ศึกษาพฤติกรรมการรับประทานอาหารของกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้หญิงเกือบ 107,000 คน ในช่วงอายุระหว่าง 50-79 ปี จากคลินิก 40 แห่งทั่วสหรัฐฯ ระหว่างปี 1993-1998 และติดตามกลุ่มตัวอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 18 ปี โดยกลุ่มตัวอย่างที่เข้าร่วมงานวิจัยได้ตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมการบริโภคและปริมาณอาหาร 122 ชนิด หนึ่งในนั้นมีอาหารประเภทไก่ทอด ปลาทอด เฟรนช์ฟราย ฯลฯ

กลุ่มตัวอย่างที่รับประทานอาหารประเภทของทอดมากกว่า 1 มื้อ/วัน มีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าสาเหตุอื่นๆ ถึง 8% รวมถึงอัตราการป่วยเป็นโรคหัวใจ ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้รับประทานอาหารประเภทของทอด นอกจากนี้ การรับประทานไก่ทอดยังทำให้เสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงถึง 13% รวมถึงมีความเสี่ยงจากการเสียชีวิตจากโรคหัวใจอีก 12% ส่วนอัตราการเสียชีวิตและโรคหัวใจจากการรับประทานปลาทอดอยู่ที่ 7% และ 13%

ทั้งนี้ สาเหตุหลักๆ ของการรับประทานของทอดนั้น มาจากการซื้อของทอดตามท้องตลาดนั้นมีการใช้น้ำมันในการทอดซ้ำอยู่หลายรอบ ทำให้เกิดสารอันตรายได้ซึ่งไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพ หากทอดอาหารรับประทานเองที่บ้าน เปอร์เซ็นต์การใช้น้ำมันทอดอาหารซ้ำจะลดลง ซึ่งจะส่งผลดีต่อสุขภาพมากกว่า

 

ขอขอบคุณ ข้อมูลจากเว็บไซต์ : edition.cnn.com


ส่องเทรนด์-สมาร์ทโฟน-ปี-2562-เราจะได้เห็นอะไรบ้าง_web.jpg

 “สมาร์ทโฟน” สิ่งสำคัญอีกหนึ่งอย่างของมนุษย์ ที่มีฟังก์ชั่นต่างๆ ตอบโจทย์การใช้งานมากมาย และปี 2562 จะมีเทรนด์ใหม่ๆ ของ “สมาร์ทโฟน” ซึ่งอาจจะทำให้มนุษย์เริ่มให้ความสนใจมากขึ้น

ต้องบอกเลยว่า “สมาร์ทโฟน” กลายเป็นปัจจัย 5 ของมนุษย์เลยก็ว่าได้ เพราะสมาร์ทโฟนไม่ใช่แค่โทรศัพท์มือถือที่สำหรับโทรออก-รับสาย เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่มีคุณสมบัติที่คอยอำนวยความสะดวกมนุษย์แบบเหนือชั้น จนกลายเป็นสิ่งของสำคัญอีกหนึ่งอย่างที่สำคัญกับมนุษย์อย่างเราเลยก็ว่าได้

และด้วยคุณสมบัติที่มากมายของสมาร์ทโฟนแบรนด์ต่างๆ และรุ่นต่างๆ จะเห็นได้ว่าแต่ละแบรนด์ต่างคิดค้นฟังก์ชั่นใหม่ๆ ให้กับสมาร์ทโฟน เพื่อดึงดูดลูกค้าให้เกิดความสนใจและควักกระเป๋าสตางค์ซื้อในที่สุด

ในปี 2562 นี้ เชื่อว่าหลายคนก็จับตามองกันว่า ปีนี้จะมีเทคโนโลยี ฟังก์ชั่น หรือนวัตกรรมอะไรใหม่ๆ เกี่ยวกับแวดวง “สมาร์ทโฟน” ที่น่าสนใจและจะได้เห็นกันในปีนี้บ้าง

 

1. รอยแหว่งบนหน้าจอจะหายไป

สำหรับเทรนด์สมาร์ทโฟนในปีที่ผ่านมา จะเห็นกันบ่อยก็คือเรื่องของดีไซน์หน้าจอของสมาร์ทโฟนที่มาพร้อมกับ Notch แบบเป็นแถบ แต่ในปี 2019 เราอาจจะไม่ได้เห็นดีไซน์หน้าจอดังกล่าวแล้ว และในอนาคตคาดว่าจะมีสมาร์ทโฟนอีกหลายรุ่นหันมาใช้หน้าจอแบบเจาะรูแทน เห็นได้จากข่าวของภาพเรนเดอร์มือถือรุ่นใหม่ หรือการจดสิทธิบัตรในระยะหลังมานี้ มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้ง Samsung, Huawei, Honor, Lenovo รวมถึง Apple ที่จดสิทธิบัตรจอมีรูเอาไว้แล้วด้วยเหมือนกัน

 

2. หน้าจอพับได้

หลายคนอาจจะคิดว่าสมาร์ทโฟนแบบหน้าจอพับได้อาจจะเป็นเพียงแค่เรื่องเพ้อฝัน เพราะไม่มีทางเกิดขึ้นได้จริง แต่ล่าสุด สมาร์ทโฟนแบบหน้าจอพับได้ก็ถือกำเนิดขึ้นในวงการจริงๆ ด้วยเทคโนโลยีจอพับได้เริ่มแพร่หลายในอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนแล้ว ดังนั้นในปีนี้ เราจะได้เห็นสมาร์ทโฟนพับได้จากหลายๆ แบรนด์ชื่อดังเปิดตัวออกมาจำหน่ายแข่งขันกันอย่างแน่นอน

 

3. มีระบบสแกนนิ้วใต้จอ

ระบบสแกนนิ้วนี้เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่จะมาพร้อมกับการเปิดตัวสมาร์ทโฟนจอพับได้ในอนาคต โดยเทคโนโลยีการสแกนลายนิ้วมือบริเวณใต้หน้าจอจะมีราคาถูกลงและแพร่หลายยิ่งขึ้น จนอาจกลายเป็นฟีเจอร์ที่พบเห็นได้ทั่วไปในตลาดสมาร์ทโฟนปีหน้า

 

4. มีกล้องอย่างน้อย 4 ตัว

ในที่สุดเราก็ได้เห็นกล้อง 4 ตัว (Quad-Camera) บนสมาร์ทโฟนจนได้ใน Samsung Galaxy A9 แน่นอนว่าแบรนด์อื่นๆ ก็ไม่ยอมน้อยหน้า เตรียมพัฒนาสมาร์ทโฟนกล้อง 4 ตัวออกมาเช่นกัน ดูเหมือนว่ากล้องบนสมาร์ทโฟนจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ยังไม่รู้ว่าจะไปสิ้นสุดลงที่ตรงไหน ดังนั้นก็คงจะไม่แปลก หากเราจะได้เห็นสมาร์ทโฟน 4 กล้องทยอยกันเปิดตัวออกมาในปีหน้า

 

5. รองรับ 5G

แบรนด์สมาร์ทโฟนชื่อดังอย่าง OnePlus LG และ Samsung เตรียมเปิดตัวสมาร์ทโฟนที่รองรับเครือข่าย 5G ในปี 2562 ถึงแม้ว่าเครือข่าย 5G จะยังไม่แพร่หลายครอบคลุมทุกพื้นที่ แต่เชื่อว่าในอนาคต จะมีการพัฒนาสมาร์ทโฟนที่รองรับเทคโนโลยี 5G อย่างแน่นอน

 

6. ระบบชาร์จไฟไวกว่าเดิม

ปีนี้เราจะได้เห็นเทคโนโลยีชาร์จไฟแบบใหม่ที่ใช้เวลาชาร์จเร็วขึ้น อย่างล่าสุด Samsung เร่งพัฒนาระบบชาร์จไวแบบใหม่เพื่อใช้กับ Galaxy S10 ที่กำลังจะเปิดตัวช่วงต้นปี ซึ่งระบบชาร์จไวดังกล่าวไม่ได้อยู่ที่ตัวหม้อแปลงอย่างเดียวเท่านั้น แต่แบตเตอรี่ที่ใช้ก็ต้องถูกออกแบบมาเพื่อให้รองรับแรงดันไฟสูงๆ ได้โดยไม่เกิดความร้อนจนระเบิดหรือลุกไหม้อีกด้วย ซึ่งในอนาคตระบบดังกล่าวจะเริ่มเข้ามาอยู่ในสมาร์ทโฟนราคาถูกแน่นอน

 

ทั้งหมดนี้เป็นเทรนด์สมาร์ทโฟนของปี 2562 ที่คาดว่าทุกๆ คนจะได้เห็นกันและใช้ได้จริงในสมาร์ทโฟนหลายๆ รุ่น อย่างแน่นอน และในอนาคตเราอาจจะได้เห็นเทคโนโลยีใหม่ๆ อีกหลายอย่าง คงต้องจับตาดูกันต่อไป


ไขรหัสลับ-ข้าวเหนียวมะม่วง-ทำไมถึงอร่อย-โดนใจ-จนติดอันดับโลก_web.jpg

ไขรหัสลับ สิ่งที่ทำให้ “ข้าวเหนียวมะม่วง” ขนมหวานของไทยยอดนิยม ถูกปากและโดนใจใครหลายๆ คน ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ จนได้รับการขนานนามว่าเป็นของหวานที่สมบูรณ์แบบ

“ข้าวเหนียวมะม่วง” ขนมหวานของไทยยอดนิยม มีส่วนประกอบของข้าวเหนียว เนื้อมะม่วงสุก น้ำกะทิรสชาติกลมกล่อม และได้รับความนิยมมากเป็นพิเศษในช่วงฤดูร้อน “ข้าวเหนียวมะม่วง” มีสรรพคุณเป็นของร้อนรสหวาน ช่วยบำรุงพลัง บำบัดอาการเหงื่อออกมาก ท้องเสีย โดยเฉพาะมะม่วงที่มีรสหวานปนเปรี้ยว มีสรรพคุณช่วยบำรุงร่างกาย แก้ไอ และขับลมได้

จากความอร่อยของ “ข้าวเหนียวมะม่วง” ขนมหวานของไทย จนตอนนี้ได้รับความนิยมและเริ่มมีเมนูนี้ในร้านอาหารต่างประเทศหลายร้านแล้ว อะไรเป็นมนต์เสน่ห์ของ “ข้าวเหนียวมะม่วง” ที่โดนใจใครหลายๆ คน ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ มาร่วมไขคำตอบไปพร้อมกัน

1. เป็นของหวานที่ให้ไฟเบอร์-พลังงานสูง

“ข้าวเหนียวมะม่วง” เป็นของหวานที่ให้พลังงานสูง ทั้งจากน้ำตาล กะทิ ข้าวเหนียว และมะม่วง ในทางกลับกัน หากรับประทานในปริมาณมากๆ อาจเป็นอันตรายและเป็นบ่อเกิดของการเกิดโรคต่างๆ ได้ นอกจากนี้ ข้าวเหนียว โดยเฉพาะข้าวเหนียวดำมีไฟเบอร์และแอนตี้ออกซิแดนท์ชั้นดี ไฟเบอร์ช่วยทำให้ผู้ที่เบื่ออาหารมีความสดชื่น

2. ถือเป็นอาหารมื้อหนักมื้อหนึ่ง

“ข้าวเหนียวมะม่วง” 1 จาน เทียบเท่ากับการรับประทานอาหารมื้อหลัก 1 มื้อ แนะนำว่าควรรับประทานในช่วงกลางวัน เพราะกลางวันเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายต้องใช้พลังงานทำกิจกรรมต่างๆ มากที่สุด ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานมื้อเย็น เนื่องจากพลังงานที่ได้รับเข้าไปอาจเผาผลาญและนำไปใช้ไม่หมด และเกิดเป็นไขมันสะสมตามร่างกายได้

3. มะม่วงอกร่อง-มะม่วงน้ำดอกไม้ เสน่ห์ที่ทำให้เกิดความ “อร่อย”

“มะม่วง” เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดความอร่อย ส่วนใหญ่นิยมใช้ มะม่วงอกร่อง-มะม่วงน้ำดอกไม้ เนื่องจากเป็นมะม่วงที่มีกลิ่มหอม เนื้อนุ่ม ไม่แข็งหรือเละจนเกินไป ทานกับข้าวเหนียวมูนน้ำกะทิ โรยหน้าด้วยงาคั่วหรือถั่วหอมๆ ใส่เกลือ และน้ำตาลทรายขาว ทำให้ “ข้าวเหนียวมะม่วง” มีความอร่อย ถูกปากใครหลายๆ คน

4. ติดโผของหวานอร่อยที่สุดในโลก

เว็บไซต์ซีเอ็นเอ็นทราเวล จัดอันดับของหวาน 50 ชนิด ที่อร่อยที่สุดในโลก โดยขนมไทยจำนวน 2 ชนิด อย่าง “ข้าวเหนียวมะม่วง” และ “ทับทิมกรอบ” ติดโผ 50 อันดับในครั้งนี้ด้วย

5. ต่างชาติการันตี “ข้าวเหนียวมะม่วง” คือ เดอะ เบส ออฟ เวิร์ล

เพราะความอร่อย หวาน นุ่ม หอม ของ “ข้าวเหนียวมะม่วง” ที่มีรสชาติหวานละมุนแบบดั้งเดิม มีข้าวเหนียวที่นุ่มนวลน่ารับประทาน พร้อมด้วยน้ำกะทิที่มีกลิ่นหอมชวล นอกจากจะถูกปากถูกใจคนไทยเองแล้ว ชาวต่างชาติยังต้องยกนิ้วให้ การันถึงความอร่อยของ “ข้าวเหนียวมะม่วง” จนต้องพูดว่า “โอ้ คุณพระช่วย! มันคือสวรรค์อย่างมาก” จนต้องยกข้าวเหนียวมะม่วงให้เป็น เดอะ เบส ออฟ เวิร์ล เลยทีเดียว

น่าภาคภูมิใจอย่างมากที่ “ข้าวเหนียวมะม่วง” เมนูของหวานของไทย เป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วโลกจนได้รับการขนานนามว่าเป็นของหวานที่สมบูรณ์แบบ เพราะมีรสชาติหวานแบบดั้งเดิม อร่อย และกลมกล่อม จึงไม่แปลใจเลยที่ “ข้าวเหนียวมะม่วง” จะเป็นที่รู้จักและชื่นชอบจากคนทั้งโลกได้ขนาดนี้


เผยโฉม-แอปพลิเคชั่น-สุดล้ำ-ตอบโจทย์คนสูงวัยโดยเฉพาะ_web.jpg

ส่อง “แอปพลิเคชั่น” ที่ตอบโจทย์ผู้สูงอายุ ช่วยอำนวยความสะดวก ดูแลสุขภาพ และฝึกสมาธิ เพื่อให้พวกเขาใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายและมีความสุข

เมื่อเทคโนโลยีมีการพัฒนาอย่างล้ำหน้า ทำให้ไลฟ์สไตล์การดำเนินชีวิตของมนุษย์ล้วนต้องมีเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการอำนวยความสะดวก ไม่เพียงกลุ่มคนรุ่นใหม่เพียงแค่นั้นที่สนใจการใช้เทคโนโลยีต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ผู้สูงอายุเองในฐานะคนที่อยู่ในยุคสมัยเกิดก่อนเทคโนโลยี ก็ต้องมีการปรับตัวและเรียนรู้การใช้เทคโนโลยี เพื่อก้าวให้ทันกับโลกของเทคโนโลยี ไม่ให้ตกยุค หรือ Digital Disruption การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากเทคโนโลยีดิจิทัล ทำให้เกิดรูปแบบนวัตกรรมขึ้นมาใหม่

เพราะอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะกลายเป็นสังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์แล้ว เมื่อสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป สูงถึงร้อยละ 20 จำนวนประชากรสูงอายุที่จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในอนาคตเห็นได้ชัดเจนจากการที่ประชากรรุ่นที่เกิดเกินกว่าล้านคนต่อปี ระหว่างปี 2506-2526 (ขณะนี้มีอายุ 33-53 ปี) และในอีก 20 ปีข้างหน้า จะกลายเป็นผู้สูงอายุ (ขณะนี้มีอายุ 53-73 ปี) ทำให้ในอนาคตสัดส่วนของประชากรในประเทศไทยอายุ 60 ปีขึ้นไป จะสูงถึงร้อยละ 30 ของประชากรทั้งหมด

ปัจจุบัน จะเห็นได้ชัดเจนเลยว่ามีเทคโนโลยีต่างๆ ผุดขึ้นมามากมาย เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของผู้คนหลากหลายวัย ทั้งเด็กไปจนถึงผู้สูงอายุ เมื่อพูดถึงกลุ่มของผู้สูงอายุแล้ว ปัจจุบันก็มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ ที่ตอบโจทย์ผู้สูงอายุ ซึ่งมีอยู่มากมาย หนึ่งในนั้นก็คือแอปพลิเคชันสำหรับผู้สูงอายุนั่นเอง

“กินอยู่เป็น” 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต จึงได้รวบรวมแอปพลิเคชันสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวก ดูแลสุขภาพ และฝึกสมาธิของผู้สูงอายุ เพื่อให้พวกเขาใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายและมีความสุข

 

Life 360

 

Life 360 เป็นแอปพลิเคชั่นติดตามตำแหน่งของครอบครัวและเพื่อนแบบเรียลไทม์ในแผนที่ส่วนตัว สามารถติดตามได้ว่าคนในครอบครัวของเราอยู่ในตำแหน่งไหน เพื่อป้กันการพลัดหลงเกิดขึ้น นอกจากนี้ แอปพลิเคชันดังกล่าวยังมีระบบแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์เมื่อเพื่อนหรือคนในครอบครัวเดินทางไปหรือกลับถึงบ้าน

 

See Doctor Now

 

See Doctor Now เป็นแอปพลิเคชันระบบบริการทางการแพทย์ยุคใหม่ ที่ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถพูดคุยปรึกษากับแพทย์และพยาบาลแบบเห็นหน้าผ่าน Live Video Call โดยใช้แอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน แท็บเลต โดยผู้ใช้งานจะได้พูดคุยกับพยาบาลวิชาชีพ เพื่อประเมินปัญหาของผู้ป่วยอย่างรวดเร็ว หากผู้ป่วยจำเป็นต้องพบแพทย์เฉพาะทาง ทางพยาบาลก็จะส่งต่อหรือทำนัดกับแพทย์เฉพาะทางในขั้นตอนการประเมินและให้คำปรึกษา โดยแอปพลิเคชันนี้เป็นการให้บริการโดยไม่มีค่าใช้จ่าย หรือค่าบริการ แต่จะมีเพียงค่าแพทย์เท่านั้น ซึ่งจะไม่มีการเรียกเก็บเงินจนกว่าจะได้พูดคุยกับแพทย์เฉพาะทางแล้วเสร็จ จึงจะเรียกเก็บเงิน

 

Pill Reminder Pro

  

Pill Reminder Pro เป็นแอปพลิเคชั่นเตือนเวลาทานยาสำหรับผู้สูงอายุ แอปพลิเคชันนี้ถือได้ว่าตอบโจทย์ตารางเวลาของชีวิตของผู้สูงอายุเลยก็ว่าได้ เนื่องจากผู้สูงอายุส่วนใหญ่อาจจะมีอาการหลงลืมเวลาทานยาของตัวเอง วิธีใช้งานแอปพลิชันนี้ไม่ยาก เพียงกรอกชื่อ จำนวนครั้งที่รับประทานยา และเวลาที่ต้องรับประทานยา จากนั้น รอเสียแจ้งเตือนรับประทานยาตามเวลาเท่านั้น

 

ThaiEMS 1669

ThaiEMS 1669 เป็นแอพพลิเคชันฉุกเฉินที่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อเรียกรถพยาบาลในพื้นที่ซึ่งใกล้ที่พักอาศัยให้มารับที่บ้าน วิธีการใช้งานเพียงแค่กรอกข้อมูลส่วนตัว ที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ติดต่อกลับ  นอกจากนี้ แอปพลิเคชันดังกล่าวยังมีคู่มือปฐมพยาบาลเบื้องต้นไว้ใช้ยามฉุกเฉินอีกด้วย ซึ่งหากต้องการแจ้งเหตุก็สามารถกดไปที่วงกลมสีแดง ที่มีข้อความว่า “กดเพื่อเรียกรถพยาบาล” และรอการติดต่อกลับจากเจ้าหน้าที่ เพียงเท่านี้ รถพยายาลก็จะเดินทางมารับผู้ป่วยในทันที

 

Alzheimer Disease

Alzheimer Disease เป็นแอปพลิเคชันที่ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคอัลไซเมอร์ในรูปแบบของเกม โดยแอปพลิเคชันดังกล่าวจะมีเกมส์ตอบคำถามแบบมีตัวเลือก มีหลายด่าน โดยแต่ละด่านจะมีด่านภารกิจให้ผู้ใช้งานได้ทดสอบ นอกจากให้ความรู้แล้ว ยังได้กระตุ้นการทำงานของสมอง ช่วยในระบบความจำ และแต่ละด่านจะสอดแทรกเกมเสริมทักษะอีกด้วย

 

ชราเฮโย

ชราเฮโย เป็นแอปพลิเคชันช่วยประเมินแนวโน้มสุขภาพในอนาคตที่เป็นผลมาจากการใช้ชีวิตประจำวัน ใช้งานง่ายๆ เพียงตอบคำถามจากพฤติกรรมของตัวเองแล้วมาดูแนวโน้มกันว่า เมื่อตนเองเริ่มเข้าสู่วัยสูงอายุแล้วจะมีสุขภาพที่แข็งแรง สดใส ห่างไกลโรคภัย หรืออาจจะมีโรคภัยไข้เจ็บเข้ามากวนใจในบั้นปลายชีวิต นอกจากนี้ ชราเฮโยยังมีคำแนะนำเบื้องต้นสำหรับการดูแลสุขภาพอีกด้วย

 

การมีแอปพลิเคชันสำหรับผู้สูงอายุ ถือเป็นเรื่องที่ดีที่จะช่วยประเมินสุขภาพและรับมือกับการรักษาของผู้สูงอายุในอนาคตต่อไปได้ นอกจากนี้ บางแอปพลิเคชันยังช่วยเสริมสร้าง บริหารสมอง ป้องกันการเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้อีกด้วย ฉะนั้น การมีแอปพลิเคชันดีๆ เข้ามาช่วยเติมเต็มชีวิตของผู้สูงอายุ เป็นการช่วยอำนวยความสะดวกให้พวกเขาใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบาย มีความสุข ทั้งสุขภาพกาย และสุขภาพใจ


ซื้อ-ทอง-อย่างไรให้รวย_web.jpg

ซื้อ “ทอง” อย่างไรให้รวย

คนส่วนใหญ่นิยมซื้อทองคำสำหรับการลงทุน เพื่อหวังผลตอบแทนกลับคืนมา มาดูเทคนิคการซื้อทองคำว่าซื้ออย่างไรให้ได้กำไรกลับคืนมา

“ทองคำ” หนึ่งในสินทรัพย์ที่มีคุณค่า มีราคา แสดงออกถึงความมั่งคั่ง มั่นคง มีความแวววาวอยู่เสมอ ทองคำได้รับความนิยมอย่างมากในวงการเครื่องประดับทองคำ เพราะเป็นโลหะมีค่าชนิดเดียวที่มีคุณสมบัติพื้นฐานที่ทำให้ทองคำโดดเด่น อันดันได้ ความงดงามมันวาว ความคงทน  หายาก และ นำกลับไปใช้ได้

จะว่าไป ทองคำไม่ใช่เป็นเพียงแค่เครื่องประดับเท่านั้น แต่คนส่วนใหญ่ยังเลือกซื้อทองคำเพื่อการลงทุนอีกด้วย ถึงแม้ว่าในรอบ 12 ปีที่ผ่านมา กางลงทุนด้วยการซื้อทองคำจะให้ผลตอบแทนเป็นบวกมาตลอด แต่ในความเป็นจริงก็มีความเสี่ยงสูงอยู่เหมือนกัน เพราะหากลงทุนผิดวิธีก็อาจทำให้เราขาดทุนได้

ข้อมูจาก K-expert ได้รวบรวม 3 เทคนิคการซื้อทองคำให้รวย ให้ได้กำไรกลับคืนมาฝากกัน

1. เลือกลงทุนทองคำให้เหมาะกับตัวเอง

การลงทุนทองคำมีหลายรูปแบบให้เลือกลงทุน ไม่ว่าจะเป็น ทองรูปพรรณ ทองแท่ง กองทุนทองคำ และ Gold Futures เป็นต้น

ทองรูปพรรณ : เหมาะกับการถือครองเป็นเครื่องประดับมากกว่าเพื่อการลงทุน เพราะเวลาขายมีการคิดค่ากำเหน็จ ซึ่งทำให้เราขาดทุนกำไร

ทองแท่ง : เหมาะกับการลงทุนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

กองทุนทองคำ : เหมาะกับการลงทุนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ซื้อง่ายขายสะดวกผ่านอินเตอร์เนทหรือตัวแทนบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน มีความปลอดภัยในการเก็บรักษา และมีโอกาสรับเงินปันผล

Gold Futures : เหมาะกับการลงทุนระยะสั้น สามารถทำกำไรได้ทั้งในช่วงราคาทองคำขึ้นและลง มีความเสี่ยงสูง เพราะเป็นการลงทุนในอนุพันธ์ที่ราคาจะเปลี่ยนแปลงตามราคาทองคำ แต่จะเปลี่ยนแปลงในสัดส่วนที่มากกว่า

 

2. ตั้งเป้าหมายการลงทุน

หากมีเป้าหมายการลงทุนในระยะสั้น สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการติดตามราคาทองคำในแต่ละวัน หมั่นส่องแนวโน้มในแต่ละวันว่าวันนี้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นหรือลง

แนวโน้มราคาขึ้น : ถือครองต่อเพื่อหาจังหวะทำกำไรเพิ่ม

แนวโน้มราคาลง : หากราคาลงจนหลุดแนวรับสำคัญทางเทคนิค ควรตัดใจขายทองคำ ตัวเราอาจต้องยอมขาดทุนไปก่อน เพราะหากฝืนถือต่ออาจจะขาดทุนมากกว่าเดิม แล้วค่อยรอจังหวะซื้อลงทุนรอบใหม่

สำหรับผู้ที่ตั้งเป้าลงทุนระยะยาว การซื้อทองคำอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกเดือน ถือเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยเฉลี่ยต้นทุนเพื่อลดความเสี่ยงได้ และควรติดตามข่าวสารทางเศรษฐกิจเป็นระยะ

 

3. กำหนดสัดส่วนลงทุนในทองคำ

เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ราคาผันผวนสูง ดังนั้นจึงควรแบ่งเงินมาลงทุนในสัดส่วนที่ไม่เกิน 15% ของเงินลงทุน เพื่อให้พอร์ตการลงทุนไม่เสี่ยงสูงจนเกินไป ที่สำคัญควรติดตามข่าวสารแวดวงเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด มีสติ และตั้งมั่นอยู่ในเป้าหมายของตนเองอยู่เสมอ

 

4. หาจังหวะทำกำไรให้ได้

เมื่อซื้อทองคำเก็วไว้ได้ระยะหนึ่งแล้ว การหาจังหวะขายทองคำออกเพื่อทำกำไร จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการดูแนวโน้มตลาดและราคาทองคำที่เพิ่มขึ้น โดยยึดหลักที่ว่า ให้ขายทำกำไรเมื่อทองคำมีราคาพุ่งสูงเกินกว่าปกติในตลาดราวๆ 2-5% จากนั้น รอจังหวะซื้อทองคำกลับมาเมื่อราคาถึงจุดต่ำสุดในรอบนั้นๆ

 

การลงทุนโดยการซื้อทองคำ สามารถทำได้ไม่ยากอย่างที่คิด ขอเพียงแค่ต้องมีการศึกษาข้อมูลและธรรมชาติของทองคำอย่างละเอียด ที่สำคัญอย่าลืมสำรวจเงินในกระเป๋าของคุณด้วย อย่าลืมว่า “การลงทุนทุกชนิดย่อมมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน”


ออฟฟิศซินโดรม-โรคร้ายยอดฮิตของมนุษย์เงินเดือน_web.jpg

“ออฟฟิศซินโดรม” โรคสุดฮิตของมนุษย์เงินเดือน เมื่อต้องนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆ หากทำเป็นประจำบ่อยๆ จนติดเป็นนิสัย อันตรายถึงตายได้

มนุษย์เงินเดือนทั้งหลายเมื่อต้องสวมบทบาทเป็นพนักงานออฟฟิศ ซึ่งวัน ๆ ก็จะใช้ชีวิตอยู่บนโต๊ะทำงาน ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆ หลายชั่วโมง เรียกได้ว่าใช้ชีวิตผูกติดอยู่กับโต๊ะทำงานตลอดทั้งวันเลยก็ว่าได้  ส่งผลทำให้ร่างกายไม่ได้ขยับเขยื้อนร่างกายเลย แต่จะรู้หรือไม่ว่า พฤติกรรมดังกล่าวหากทำเป็นประจำบ่อยๆ จนติดเป็นนิสัย ส่งผลเสียต่อร่ายกายเราอย่างแน่นอน ทั้งร่างกายมีอาการปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัว สายตาพร่ามัว มีอากาศปวดศีรษาะ ไมเกรน มีอาการชาตามมือ เกิดอาการนิ้วล้อค กล้ามเนื้ออักเสบ หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท หรือทางการแพทย์จะเรียกว่า “โรคออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome)” นั่นเอง

โรคออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) เป็นอาการที่เกิดจากการทำงานกล้ามเนื้อไม่เหมาะสมในท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานาน ๆ ส่งผลให้เกิดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเรื้อรัง และอาจส่งผลให้ร่างกายส่วนอื่น ๆ มีความผิดปกติร่วมด้วย

เรื่องนี้ ศ.นพ.ธไนนิธย์ โชตนภูติ แพทย์หัวหน้าสถาบัน และแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ สถาบันกระดูกและข้อ ให้ข้อมูลถึงภาวะออฟฟิศซินโดรมว่า เป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรมการทำงานและการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม เมื่อรักษาแล้วต้องปรับพฤติกรรมชีวิต เพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นซ้ำหรือเป็นภาวะปวดเรื้อรัง โดยคนที่ป่วยโรคออฟฟิศซินโดรม จะมีอาการ 3 ระยะ ได้แก่

ระยะที่ 1 : เป็นระยะเริ่มต้น จะแสดงอาการเล็กน้อย ๆ เช่น อาการปวดบ่า ปวดคอ ปวดหลัง ฯลฯ จนคนมองข้ามไป

ระยะที่ 2 :1 จะมีอาการปวดจนแทบขยับร่างกายแทบไม่ได้ ถือเป็นสัญญาณเตือนของอาการกล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรัง เช่น ยกแขนไม่ขึ้น เนื่องจากมีพังผืดเกาะที่บริเวณสะบักและหัวไหล และบางรายอาจมีอาการชาไปที่บริเวณมืและนิ้วด้วย

ระยะที่ 3 : ระยะหนักหน่วง ระยะนี้หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่มีการปรับพฤติกรรมหรือรักษา อาจนำไปสู่อันตรายถึงชีวิตได้ เช่น โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเฉียบพลัน เป็นต้น

 

โรคออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) สามารถรักษาให้หายได้ ซึ่งหากใครยังไม่มีอาการเจ็บปวดมาก สามารถรักษาได้โดยการรับประทานยา ฉีดยา นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ทำกายภาพบำบัด ตลอดจนปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตและท่าทางอิริยาบถในขณะทำงาน เพื่อให้กล้ามเนื้อได้มีการเคลื่อนไหวบ้าง หากมีอาการเรื้อรังควรไปพบแพทย์เพื่อขอคำปรึกษาและรับการรักษาอย่างถูกต้อง

สำหรับอาการที่ไม่หนักมากจนต้องพบแพทย์ สามารถบำบัดได้ด้วยตนเอง โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใกล้ตัว เพียงแค่การลดพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์ก่อนเข้านอน พยายามพักผ่อนให้เพียงพอ หากอยู่ในออฟฟิศควรลุกยืดเส้นยืดสาย เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ซึ่งจะช่วยลดอาการอักเสบของกล้ามเนื้อ ระบบเลือดไหลเวียนดีขึ้น ที่สำคัญ พยายามไปหาเวลาออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที -1 ชั่วโมง เพียงเท่านี้คุณก็สามารถหายจากโรคออฟฟิศซินโดรมได้แล้ว

อย่าลืมว่า สุขภาพเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต อย่าปล่อยปละละเลยมันไป เริ่มต้นหันมาใส่ใจสุขภาพกันตั้งแต่บัดนี้ เพื่ออนาคตที่ดีในวันข้างหน้าดีกว่า