kinyupen_admin

Content_Sakura-forecase_Cover_1.jpg

ในทุกต้นปีของแต่ละปี กรมอุตุนิยมวิทยาประเทศญีปุ่น จะออกประกาศการคาดการณ์ช่วงซากุระบานประจำปีในพื้นที่ต่างๆของประเทศ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้วางแผนท่องเที่ยวได้เหมาะสมและได้ชมดอกซากุระบานสะพรั่งเต็มที่ในช่วงฤดูใบไม้พลิ ที่ถือเป็นช่วงอากาศดี ไม่หนาวหรือร้อนเกินไปและยังเป็นช่วงพีคสุดอีกช่วงหนึ่งของการท่องเที่ยวญี่ปุ่นอีกด้วย

สำหรับปีนี้ มีการออกประกาศคาดการณ์ช่วงซากุระบานออกมาแล้วตั้งแต่ต้นเดือน ระบุว่าซากุระจะเริ่มบานตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม ในพื้นที่เมืองฟุกุโอกะ ทางภาคใต้ของประเทศก่อนที่จะทยอยบานสะพรั่งสู่ภาคเหนือของประเทศจนถึงเขตเหนือสุดคือฮอกไกโดที่ซากุระจะเริ่มบานในเดือนพฤษภาคม 2563

สำหรับผู้ที่อยากจะไปสัมผัสบรรยากาศซากุระบานสะพรั่งเป็นสีชมพู สามารถใช้เกณฑ์คาดการณ์นี้เป็นข้อมูลนาการวางแผนการเดินทางได้ ซึ่งในแต่ละพื้นที่มีจุดชมวิวยอดนิยมสำหรับการชมซากุระบาน วันนี้กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต มีจุดซากุระยอดนิยมในแต่ละพื้นที่มาเพื่อเป็นแนวทางในการวางแผนท่องเที่ยวแบบฟินสุดๆ กันไปเลย

 

1.ฟุกุโอกะ คาดการณ์ว่าซากุระจะเริ่มบานตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม  

  • ปราสาทฟูกุโอกะ (Fukuoka Castle/Maizuru Park) ภายในสวนมาอิซูรุ(Maizuru Park) ปลูกต้นซากุระไว้ประมาณกว่า 1,000 ต้น ทำให้พวกมันจะบานสะพรั่งเป็นสีชมพู นักท่องเที่ยวสามารถชมวิวสวยงามของดอกไม้และยังได้ชมความเก่าแก่ของปราสาทไปด้วย
  • สวนริมทะเลอูมิโนนาคามิจิ (Uminonakamichi Seaside Park) สวนสวยริมมีต้นซากุระมากกว่า 2,000 ต้น เรียงรายไปตามทางเมื่อซากุระบานจะได้บรรยากาศสดชื่นสวยงามอย่างบอกใคร
  • สวนนิชิ (Nishi Park/Nishi Koen) เป็นนสวนที่ติด 1 ใน 100 จุดที่ดีที่สุดสำหรับชมดอกซากุระของญี่ปุ่น มีต้นซากุระปลูกอยู่บนเนินเขามากกว่า 1,000 ต้น ภายในยังมีศาลเจ้าเทรุโมะ (Terumo Shrine) ให้ได้สักการะกันอีกด้วย

2.โอซาก้าเกียวโต เริ่มบานตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม ทั้งสองจังหวัดนี้มีที่ชมซากุระสวยๆ มากมายแต่ที่พลาดไม่ได้ อาทิ

  • แม่น้ำโอคาวะ (Okawa River) เป็นแม่น้ำที่ไหลผ่านกลางเมืองโอคาวะมีซากุระเรียงรายไปตามริมน้ำกว่า 4,800 ต้น ทำให้เมื่อซากุระบานจะทำให้บริเวณสองริมฝั่งแม่น้ำกลายเป็นสีชมพูสวยงาม
  • ปราสาทโอซาก้า (Osaka Castle) มีจุดชมซากุระมากมายไม่ว่าจะตรงป้อมปราสาทเท็นชุคาคุหรือตรงสวนนิชิโนะมารุ ที่มีซากุชมกว่า 300 ต้น ท่ามกลางทัศนียภาพของปราสาทโอซาก้าที่เป็นไฮไลท์ของเมือง
  • ถนนเทสึงาคุ โน มิจิ หรือ เส้นทางนักปราชญ์ (Tetsugaku no michi/Philosopher’s Path) เกียวโต เป็นเส้นทางริมคลองที่เชื่อมต่อระหว่างวัดกินคะคุจิกับวัดนันเซนจิ ซึ่งเรียงรายด้วยต้นซากุระกว่า 100 ต้น เมื่อซากุระบานถนนจะกลายเป็นสีชมพู เป็นอีกหนึ่งจุดของการเช็คอินช่วงซากุระบานของเกียวโต
  • วัดคิโยมิซุเดระหรือวัดน้ำใส(Kiyomizudera) หรือ “วัดน้ำใส” ในเกียวโต แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของเมือง มีจุดชมซากุระทั้งที่อาคารไม้หลัก และบริเวณบ่อน้ำใกล้ทางออกวัดจะมีต้นซากุระเรียงรายสวยงามเช่นกัน
  • อาราชิยาม่า(Arashiyama) แหล่งท่องเที่ยวแนวธรรมชาติที่พลาดไม่ได้ ในฤดูใบไม้ผลิมีจุดชมหลายแห่งเช่น สะพานโทเกสึเคียว(Togetsukyo Bridge) ภูเขาอาราชิยาม่า นสวนนาคาโนชิมะที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ หรือในบริเวณในบริเวณวัดไดคาคุจิ(Daikakuji Temple) มีบ่อน้ำขนาดใหญ่ล้อมรอบด้วยต้นซากุระมากมาย

3.นาโกย่า เริ่มบานตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม มีจุดชมซากุระที่สวยงาม เช่น

  • ปราสาทนาโกย่า (Nagoya Castle) เป็นจุดชมซากุระที่มีชื่อเสียงมาก ที่นี่มีซากุระประมาณ 10 ชนิด โดยส่วนใหญ่เป็นพันธุ์โซเมอิโยชิโนะและซากุระพวงระย้า เทศกาลชมซากุระเริ่มตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมจนถึงกลางเดือนเมษายน นอกจากนั้นยังมีซากุระพันธุ์หายาก เรียกว่า gioiko ซึ่งบานในช่วงกลางเดือนเมษายน เป็นดอกซากุระสีเขียวหายากและบานช้ากว่าซากุระพันธุ์อื่นๆ มีการประดับไฟช่วงกลางคืนด้วยตั้งแต่เวลาทุ่มครึ่งเป็นต้นไป
  • ริมฝั่งแม่น้ำยามาซากิ(Yamazakigawa Riverside)ได้ชื่อว่าเป็น ทางเดินสี่ฤดู และได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 100 จุดชมซากุระที่งามที่สุดในญี่ปุ่นอีกด้วย ซึ่งซากุระเกือบ 600 ต้น จะเรียงรายยาวไปถึง 8 กิโลเมตร  และจุดชมดอกซากุระริมแม่น้ำที่พลาดไม่ได้คือ บริเวณสะพานคานาเอะโคบาชิ
  • หอคอยอินุมิยะ (Inuyama Castle) หนึ่งในหอคอยเก่าแก่ที่สุดของประเทศญี่ปุ่น และติดอันดับ 1 ใน 4 ปราสาทที่กำหนดให้เป็นสมบัติแห่งชาติ สามารถเดินชมวิวได้ทั้ง 4 ทิศ โดยในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ปราสาทแห่งนี้เป็นจุดที่ได้รับความนิยมสำหรับการเดินทางมาชมความสวยงามของดอกซากุระ พร้อมทั้งมีการจัดงานเทศกาลอินุยะมะในช่วงต้นเดือนเมษายนอีกด้วย

4.โตเกียว เริ่มบานตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม นับว่าเป็นจุดที่บานเป็นที่แรกๆ และในช่วงเวลาเดียวกับฟุกุโอกะ เลยที่เดียว โดยที่โตเกียวมีจุดชมซากุระชื่อดังหลายแห่งส่วนใหญ่เป็นสวนสาธารณะที่สามารถเข้าชมได้ฟรี ที่สามารถเลือกชมได้ อาทิ

  • สวนสาธารณะแห่งชาติชินจูกุเกียวเอน (Shinjuku Gyoen) เป็นสวนสาธารณะที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่ที่สุดในกรุงโตเกียว โดยตั้งอยู่ใจกลางย่านชินจูกุ ไม่ห่างจากสถานีรถไฟชินจูกุมากนัก ภายในสวนมีต้นซากุระมากกว่าพันต้น
  • สวนอุเอโนะ (Ueno Park) หนึ่งในสวนสาธารณะยอดนิยมใจกลางกรุงโตเกียว ที่แวดล้อมไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ทั้งวัด ศาลเจ้า ทะเลสาบ สวนสัตว์ พิพิธภัณฑ์ ฯลฯ นอกจากนั้นภายในสวนยังเต็มไปด้วยต้นซากุระมากกว่า 1,000 ต้น เรียงรายตามสองฟากฝั่งของถนนที่ทอดยาวภายในสวน โดยในช่วงที่ดอกซากุระกำลังบาน ที่สวนอุเอโนะก็มีการจัดงานเทศกาลชมดอกซากุระ รวมถึงการเปิดไฟไลท์อัพสวยๆ ที่ต้นซากุระในยามค่ำคืนด้วย
  • สวนจิโดริกะฟุจิ (Chidorigafuchi) เป็นสวนสารธารณะที่มีความพิเศษคือตั้งอยู่ระหว่างทางระบายน้ำ 2 สาย ใกล้กับพระราชวังอิมพีเรียลทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือเป็นจุดที่จะสามารถมองเห็นภาพต้นซากุระเรียงรายไปตามทางน้ำได้อย่างสวยงาม
  • แม่น้ำเมกุโระ (Meguro River) คือหนึ่ง จุดชมซากุระ โตเกียว ที่ได้รับความนิยมตลอดกาลจากชาวญี่ปุ่น ด้วยความสวยงามของต้นซากุระกว่า 800 ต้น ซึ่งในช่วงฤดูใบไม้ผลิจะพากันเบ่งบานตลอดทั้ง 2 ฝั่งของแม่น้ำ นอกจากนั้นที่ริมฝั่งก็มีทางเดิน และสวนหย่อมเล็กๆ ให้สามารถเดินถ่ายภาพหรือเดินชมวิวสวยๆ ได้อีกด้วย
  1. เซนได เริ่มบานตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน มีจุดชมซากุระให้ไปเช็คอินกันได้อาทิ

  • สวนมิคามิเนะ ที่เต็มไปด้วยต้นซากุระพันธุ์โซเมอิ โยชิโนะ (Somei Yoshino) ซากุระดอกสีขาวและต้นซากุระกิ่งย้อย (Shidarezakura) ที่เมื่อถึงฤดูซากุระบานจะทำให้สวนแห่งนี้กลายเป็นสีชมพูสวยงามเป็นอย่างยิ่ง
  • สวนซึซึจิกาโอกะ Tsutsujigaoka Park ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเซนไดที่ภายในสวนมีซากุระหลากหลายพันธ์รวมถึง ซากุระพันธุ์ดอกสีขาวให้ชื่นชมกันด้วย

6.ฮอกไกโด เริ่มบานตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคม นับเป็นพื้นที่สุดท้ายของญีปุ่นที่ซากุระจะบานให้นักท่องเที่ยวได้ไปเที่ยวชม ในฮอกไกโดมีจุดชมซากุระมากมายกระจายอยู่ตามเมืองต่างๆ อาทิ

  • หอคอยโกะเรียวคาคุ (Goryokaku Tower) หอคอยชมวิวอันมีชื่อเสียงของฮอกไกโดในเมืองฮาโกดาเตะ จากด้านบนหอคอยจะสามารถมองเห็นสวนโกะเรียวคาคุ (Goryokaku Park) ที่มีลักษณะเป็นรูปดาวห้าแฉกได้ เป็นจุดชมซากุระที่มีกว่า 1,600 ต้น
  • สวนอาซาฮิกะโอกะ (Asahigaoka Park) เมืองฟูระโนะ สถานที่ซึ่งเคยได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน 100 สุดยอดทิวทัศน์แห่งญี่ปุ่น จากบนยอดเขาสามารถมองเห็นที่แอ่งฟุราโนะ และเทือกเขาโทกะชิ (Mount Tokachi) ได้ด้วย ต้นซากุระพันธุ์เอโซะยามะซากุระมากกว่า 3,000 ต้น
  •  ปราสาทมัตสึมาเอะ (Matsumae Castle) และสวนมัตสึมาเอะ (Matsumae Park) เมืองมัตสึมาเอะ ได้รับฉายาว่าเป็น “ถิ่นกำเนิดแห่งซากุระ” เพราะภายในสวนแห่งนี้มีซากุระถึง 250 สายพันธุ์รวมกว่า 10,000 ต้น และเมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิ ซากุระแต่ละสายพันธุ์จะเริ่มบานในเวลาที่แตกต่างกัน ทำให้สามารถมาชมซากุระที่สวนแห่งนี้ได้ร่วมหนึ่งเดือนเต็มเลยทีเดียว

Content_ประกันสังคม_Cover_1.jpg

 

เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา คณะกรรมการประกันสังคม มีมติเพิ่มอัตราค่าบริการการแพทย์ปี 2563 ให้แก่สถานพยาบาลคู่สัญญาในระบบประกันสังคมเป็น 3,959 บาท/คน/ปี โดยมีเหตุสำคัญจากที่มีผู้ประกันตนที่สูงอายุเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลสูงขึ้น ประกอบกับภาวะเงินเฟ้อ อัตราค่าแรงที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีราคาสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนในการรักษาผู้ป่วยเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ดังนั้นเพื่อไม่ให้สถานพยาบาลคู่สัญญาต้องรับภาระค่าใช้จ่าย และให้การดูแลผู้ประกันตนที่มีประสิทธิภาพ สร้างความมั่นใจในการรับบริการทางการแพทย์ จึงมีมติเพิ่มค่าบริการทางการแพทย์ดังกล่าวให้กับสถานพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 242 แห่ง แบ่งเป็นสถานพยาบาลของรัฐ จำนวน 163 แห่ง และสถานพยาบาลเอกชน จำนวน 79 แห่ง

งบที่เพิ่มขึ้นจะครอบคลุม 2 ส่วนดังนี้

  1. ค่าบริการทางการแพทย์ที่เหมาจ่ายให้แก่สถานพยาบาลคู่สัญญา
  • กรณีเหมาจ่าย ให้แก่สถานพยาบาลตามจำนวนผู้ประกันตนที่ขึ้นทะเบียน อัตรา1,640 บาท/คน/ปี
  • กรณีผู้ป่วยในด้วยโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูง (AdjRW มากกว่าหรือเท่ากับ2) อัตรา 746 บาท/คน/ปี
  • กรณีผู้ป่วยนอกที่สถานพยาบาลต้องมีภาระการรักษาผู้ประกันตนป่วยด้วยโรคเรื้อรังอัตรา453 บาท/คน/ปี
  1. ค่าบริการทางการแพทย์นอกเหนือเหมาจ่าย

แยกกรณีอุบัติเหตุ ฉุกเฉิน ค่าอวัยวะเทียมและอุปกรณ์บำบัดรักษาโรค การรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญพิเศษเฉพาะทาง การบำบัดทดแทนไต ค่ายานอกบัญชียาหลัก จ(2) ค่ายาต้านไวรัส ค่ายามะเร็งและรังสีรักษา กรณีปลูกถ่ายไขกระดูก กรณีเปลี่ยนกระจกตา กรณีปลูกถ่ายอวัยวะ กรณีทันตกรรม (อุดฟัน ถอนฟัน ขูดหินปูด ฟันเทียม) กรณีส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ค่าบริการฝากครรภ์ กรณีค่ารักษาพยาบาลสูงเกิน 1 ล้านบาท ค่าบริการสาธารณสุขสำหรับผู้พิการที่เป็นผู้ประกันตน

คงต้องดูกันต่อไปว่าการเพิ่มอัตราค่าบริการครั้งนี้ จะส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตยามเจ็บป่วยของผู้ประกันตนมากน้อยเพียงใด และระหว่างนี้ถ้าใครต้องการเปลี่ยนโรงพยาบาลประกันสังคมประจำปีก็ยังสามารถยื่นเรื่องผ่าน 3 ช่องทาง ได้แก่ 1. สำนักงานประกันสังคมทุกสาขา 2. เว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม sso.go.th  และ 3. แอปพลิเคชัน SSO Connect ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2563 ใครยังไม่ทำรีบซะ


Content_พี่เด๋อ_Cover_1.jpg

เมื่อคนเราเกิดอาการฟินมากกับกิจกรรมใด กิจกรรมหนึ่ง เคยไหมที่จะถามตัวเองว่า..แล้วจุดหมายสิ้นสุดที่ตรงไหนอาการแบบนี้ จะเห็นได้ชัดในหมู่นักวิ่งที่มักเขยิบเป้าหมายจากนักวิ่งสมัครเล่นระยะ 5 กิโลเมตรไต่ขึ้นไปสู่ 10 กิโลเมตร  ฮาล์ฟมาราธอน( 21 กิโลเมตร)  จนถึง ฟูลมาราธอน (42 กิโลเมตร) และจากรายการในบ้านก็สู่รายการนอกบ้านขยับไกลออกไป

 

นักวิ่งแทบทุกคนจะบอกว่าที่เป็นเช่นนั้นเพราะความรู้สึกที่ได้คือ การพิสูจน์การเอาชนะตัวเอง เอาชนะทั้งร่างกายและ จิตใจที่จะก้าวข้ามขีดจำกัด

 

วันนี้ทีมงานกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอเรื่องราวของ พิพัฒน์ ละเอียดอ่อน หนึ่งตัวอย่างผู้ที่มีจุดเริ่มต้นจากการวิ่งระยะสั้นเพื่อสุขภาพ ก่อนผันสู่ผู้พิชิตเส้นทางหฤโหดของเอเวอเรสต์มาราธอน และกำลังจะก้าวสู่เส้นทางที่ยากขึ้นอีกระดับ คือการปีนธารน้ำแข็งที่ความสูงกว่า 4,000 เมตรบนเทือกเขาแห่งเนปาล

 

จุดเริ่มในการวิ่งของพิพัฒน์ คือวิ่งระยะสั้นเพื่อรักษาสุขภาพ หากเมื่อสุขภาพเข้าที่ เป้าหมายก็เขยิบตามความรู้สึกที่ท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ ไต่สู่ฮาล์ฟมาราธอน  มาราธอนทั้งในและต่างประเทศจากนั้นขยับสู่การวิ่งเทรล ที่เป็นการวิ่งแบบผจญภัยบนพื้นที่ธรรมชาติ ซึ่งอาจเป็น ป่า  ภูเขา หรือ ทุ่งหญ้า แล้วแต่ภูมิประเทศของรายการที่จัดงาน นั่นคือที่มาของวิ่งรายการเอเวอเรสต์มาราธอน ระยะทาง 42 กิโลมตร ที่ความสูง 5,300 เมตร ไม่รวมการเดิน Trekking ระยะทาง 60 กิโลเมตร และอย่างที่พิพัฒน์ บอกเล่าถึงแรงบันดาลใจคือ

 

อ่านประกอบ : เปิดบันทึก “คนไทยผู้พิชิต Everest Marathon 2019” บอกเล่าเส้นทาง อารมณ์ ความรู้สึกผ่านภาพถ่าย 

 

ทุกเส้นทางมีเรื่องราวมากมายรอให้พบเจอ นั่นคือความสนุกที่เกิดขึ้น จึงเป็นแรงบันดาลใจในการมองหาสนามใหม่ๆ เส้นทางใหม่ๆ เพื่อพาตัวเองออกไปวิ่งพิชิตความท้าทายที่รออยู่เสมอ พยายามหาโจทย์ที่ยากขึ้นเรื่อยๆ ให้กับตนเอง โดยแต่ละครั้งจะวางแผนซ้อมอย่างเป็นระบบ กำหนดเป้าหมายการซ้อมแต่ละวันที่ชัดเจน

 

วันนี้พิพัฒน์ จึงวางแผนอีกก้าวของความท้าทายใหม่ คือการปีนธารน้ำแข็ง โดยเริ่มจากเข้าคอร์สปีนธารน้ำแข็งกับ The Khumbu Climbing Center สถาบันสอนเทคนิคการปีนเขาที่มีชื่อเสียงของเนปาล ก่อตั้งโดยนักปีนเขาสองสามีภรรยาชื่อดังคือ Alex Lowe และ Jennifer ร่วมกับ Conrad Anker  แบรนด์พรีเซนเตอร์ The North Face

 

ทั้งสามคนร่วมกับ Pemba Sharwa ทายาทตระกูลนักปีนเขาชื่อดังชาวเฌอปา (หลานปู่ของ Tenzing Norgay ผู้พิชิตเอเวอเรสต์ร่วมกับเซอร์เอ็ดมันด์ ฮิลลารี่) ซึ่งก่อตั้งสถาบันนี้เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวของเนปาล และมุ่งให้ความสำคัญกับการสร้างความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยวเป็นสำคัญ

 

นอกจากคนท้องถิ่นแล้วสถาบันนี้ยังเปิดให้ผู้สนใจทั่วไปสามารถลงเรียนได้ด้วย โดยระยะเวลาเรียนมีตั้งแต่ 2 – 4 สัปดาห์ ขึ้นกับหลักสูตร ที่มีตั้งแต่คอร์สการปีนเขาทั่วไปจนถึงขั้นแอดวานซ์ ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคอร์สอยู่ที่ประมาณ 1,000 – 2,000 ดอลล่าร์ (ไม่รวมค่าเดินทางและที่พัก)

 

การเรียนปีนเขาแบบ Indoor หรือ Rock climbing ปกติ สามารถเรียนได้ตลอดปี  แต่สำหรับหลักสูตรปีนธารน้ำแข็งช่วงเวลาที่เหมาะสมสุดคือช่วงเดือนมกราคม เพราะอากาศบนเขาที่เนปาลจะหนาวมากจนธารน้ำตกที่ไหลมากลายเป็นน้ำแข็ง เรียนที่ระดับความสูงประมาณ 4,000 กว่าเมตร จากระดับความสูงจริงกว่า 7,000 เมตร ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม www.alexlowe.org/projects/kcc

 

นี่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างนักวิ่งผู้ก้าวข้ามขีดจำกัด และสร้างความท้าทายกว้างออกไป เพราะเชื่อว่าความอยากทำสิ่งที่ยากขึ้นเรื่อยๆเป็นปกติวิสัยของมนุษย์


Content_น้ำพริกมะเผ็ด_Cover_1.jpg

น้ำพริกมะเผ็ด…สูตร แม่ตุ้ยโฮมเสตย์ เสลียงแห้ง 3 เขาค้อ

เหมาะสำหรับรับประทาน 3-4 คน

วัตถุดิบ

พริกแห้ง 4 เม็ด

(ถ้าไม่ต้องการเผ็ดจัดใช้พริกแห้งเม็ดใหญ่)

กระชาย  1 หัว

ตะไคร้  2 หัว ตัดหางออก

หอมแดง ปอกเปลือก 4-5 หัว

กระเทียมปอกเปลือก  5-6 กลีบ

ข่า    5 แว่น

น้ำมะขามเปียก 2 ช้อน

เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ

น้ำตาลมะพร้าว หรือน้ำตาลปิ๊ป 1 ช้อนโต๊ะ

ซิอิ้วขาว (เหยาะพร้อมชิมตามชอบ)

ใบมะกรูด

วิธีทำ

นำหัวหอม กระเทียม ตะไคร้ ข่า คั่วด้วยไฟอ่อนจนสุกและหอม

นำไปโขลกร่วมกับน้ำตาลมะพร้าวจนเนียนเหนียวเป็นเนื้อเดียว

จึงเติมน้ำมะขามเปียก ตามด้วยเกลือ

จากนั้นนำไปผัดกับหมู หรือไก่โดยใช้ไฟอ่อน

เติมซีอิ้วขาว และชิมปรับรสชาติตามชอบจึง

ตักขึ้นรับประทานพร้อมผักสด

 

 

 


Content_ไวรัสโคโรน่า_Cover_1.jpg

หลังการระบาดของโรคปอดอักเสบในเมืองอู่ฮั่น ในสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยว่า ผลการค้นพบเบื้องต้นชี้ว่ามีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสโคโรนาพันธุ์ใหม่  ซึ่งขณะที่กำลังมีการสืบสวนเพิ่มเติมเพื่อระบุแหล่งที่มา, โหมดของการแพร่เชื้อ, ขอบเขตของการติดเชื้อ และการใช้มาตรการรับมือ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่พบว่ามีการแพร่เชื้อจากคนสู่คน โดยล่าสุดมีรายงานการพบผู้ป่วยต้องสงสัยป่วยเป็นโรคดังกล่าวแล้วในฮ่องกง และสิงคโปร์ กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิตขอพาไปรู้จักเชื้อโคโรน่า “ไวรัส” ต้องสงสัยต้นเหตุโรคปอดอักเสบอู่ฮั่น  พร้อมวิธี ป้องกันอย่างไรไม่ให้ติดเชื้อ

 

สำหรับในประเทศไทยหน่วยงานด้านสาธารณสุขของไทยได้ทำการเฝ้าระวังอย่างเข้มข้น โดยการคัดกรองอาการไข้ และอาการที่เกี่ยวข้องกับทางเดินหายใจ ในผู้ที่เดินทางจากเมืองอู่ฮั่น เข้ามาในประเทศ โดย กรมควบคุมโรค ได้มีคำเตือนเฝ้าระวังสำหรับผู้ที่เพิ่งเดินทางมาจากพื้นที่หรือ ประเทศที่พบว่ามีผู้ต้องสงสัยจะติดเชื้อเช่น เมืองอู่ฮั่น สาธารณรัฐประชาชนจีน,สิงคโปร์ หรือ ฮ่องกง  ดังนี้

สำหรับผู้ที่เดินทางจากพื้นที่เสี่ยง ภายใน 14 วัน โดยเฉพาะเด็กเล็กและผู้สูงอายุ หากมีอาการไข้  ไอ เจ็บคอ  มีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหอบ  ให้รีบไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทันที เนื่องจากมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนปอดบวมได้

สำหรับผู้ที่จะเดินทางจากประเทศไทยไปยังประเทศที่มีรายงานผู้ติดเชื้อปอดอักเสบควรปฏิบัติตามคำแนะนำ ดังนี้

– หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัด หรือสถานที่ที่มีมลภาวะที่เป็นพิษ

– ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ ผ้าเช็ดตัว และหมั่นล้างมือบ่อย

– รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ

ไวรัสโคโรน่าคือ อะไร

จากข้อมูลของสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย ระบุว่า เชื้อไวรัสโคโรน่า (CoVs) เป็นไวรัสชนิดอาร์เอ็นเอสายเดี่ยว (single stranded RNA virus) ใน Family Coronaviridae มีรายงานการพบเชื้อมาตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1965 โดยสามารถติดเชื้อได้ทั้งในคนและสัตว์ เช่น หนู ไก่ วัว ควาย สุนัข แมว กระต่าย และสุกร ประกอบด้วยชนิดย่อยหลายชนิดและทำให้มีอาการแสดงในระบบต่างๆ เช่น ระบบทางเดินหายใจ (รวมถึงโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง หรือซาร์ส; SARS CoV) ระบบทางเดินอาหาร ระบบประสาท หรือระบบอื่นๆ โดย พบได้ทั่วโลก โดยในเขตอบอุ่น (temperate climates) มักพบเชื้อโคโรนาไวรัสในช่วงฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิ การติดเชื้อโคโรนาไวรัสอาจทำให้เกิดอาการในระบบทางเดินหายใจส่วนบนได้ถึงร้อยละ 35 และสัดส่วนของโรคไข้หวัดที่เกิดจากเชื้อโคโรนาไวรัสอาจสูงถึงร้อยละ 15

การติดเชื้อพบได้ในทุกลุ่มอายุ แต่พบมากในเด็ก อาจพบมีการติดเชื้อซ้ำได้ เนื่องจากระดับ ภูมิคุ้มกันจะลดลงอย่างรวดเร็วภายหลังการติดเชื้อ สำหรับการติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง หรือซาร์ส (SARS CoV) พบการระบาดปี พ.ศ. 2546 โดยพบเริ่มจากประเทศจีนแล้วแพร่กระจายไปทั่วโลกพบรายงานผู้ป่วยโรคซาร์สทั้งสิ้นมากกว่า 8, 000 ราย และเสียชีวิตมากกว่า 750 ราย

ลักษณะโรค ที่เกิดจาก การติดเชื้อไวรัสโคโรน่าในระบบทางเดินหายใจ (Respiratory Coronaviruses) อาจทำให้เกิดอาการดังนี้

  • ไข้ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ มีน้ำมูก เจ็บคอ ไอ โดยในทารกที่มีอาการรุนแรง อาจมีลักษณะของปอดอักเสบ (Pneumonia) หรือ หลอดลมฝอยอักเสบ (Bronchiolitis) ในเด็กโตอาจมีอาการของหอบหืด(Asthma) ส่วนในผู้ใหญ่ อาจพบลักษณะปอดอักเสบ (Pneumonia) หลอดลมอักเสบเรื้อรัง (Chronicbronchitis) หรือการกลับเป็นซ้ำของโรคหอบหืดได้ และอาจทำให้เกิดอาการรุนแรงได้มากในผู้สูงอายุหรือผู้ที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง โดยพบการติดเชื้อแบบไม่แสดงอาการได้ในทุกอายุ และหากแสดงอาการ
  • มักพบร่วมกับการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจอื่นๆ เช่น Rhinovirus, Adenovirus หรือเชื้ออื่นๆ
  • การติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง หรือซาร์ส (Severe Acute Respiratory Syndrome;SAR CoV) จะพบมีอาการไข้ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย หรืออาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ แล้วมีอาการไอ และ
  • หอบเหนื่อยอย่างรวดเร็ว ซึ่งอัตราตายจะสูงขึ้นในผู้ป่วยสูงอายุ หรือมีโรคประจำตัว
  • การติดเชื้อโคโรน่าไวรัสในระบบทางเดินอาหาร (Gastrointestinal Coronaviruses) มักพบบ่อยในเด็ก
  • แรกเกิด และทารกอายุน้อยกว่า 1 ปี หรืออาจพบในผู้ใหญ่ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง โดยพบเชื้อได้แม้ผู้ป่วย
  • ไม่แสดงอาการ และไม่มีฤดูกาลการเกิดโรคที่แน่นอน

วิธีการแพร่โรค : แพร่กระจายเชื้อจากการสัมผัส (Contact) กับสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจ หรือแพร่กระจายเชื้อจากฝอยละอองน้ำมูก น้ำลาย (Droplet) จากผู้ป่วยที่มีเชื้อโดยการ ไอ หรือจาม

การป้องกัน :

  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอและพักผ่อนให้เพียงพอ
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และครบ 5 หมู่
  • ไม่คลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วย
  • แนะนำให้ผู้ป่วยใส่หน้ากากอนามัย ปิดปากปิดจมูกเวลา ไอ หรือจาม
  • ควรล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ โดยเฉพาะเมื่อสัมผัสกับสารคัดหลั่งจากผู้ป่วย ก่อนรับประทานอาหาร และหลังขับถ่าย
  • ควรหลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่แออัด หรือที่ชุมชนสาธารณะที่มีคนอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อลดความ เสี่ยงในการติดโรค

Content_5-ลำดับแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของอิหร่าน_Cover_1.jpg

ประเทศอิหร่านที่เป็นตั้งอารยธรรมเก่าแก่ที่สุดของโลก เชื่อว่ามีอายุมากกว่า 2,500 ปี รู้จักกันชื่อ “อาณาจักรเปอร์เซีย” และด้วยความเก่าแก่ทางอารยธรรมนี่เองทำให้ในประเทศอิหร่านมีสถานที่สำคัญทางวัฒนธรรมสำคัญจนได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโก้เป็นแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม จำนวน 22 แห่ง  และ แหล่งมรดกทางธรรมชาติ 2 แหล่ง ถือเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกจำนวนมากในแต่ละปี  โดยมีแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเดินทางไปเยี่ยมชม และเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย อาทิ

 

1.พระราชวังโกเลสตาน

พระราชวังโกเลสตาน หรือ พระราชวังกุหลาบ เป็นหนึ่งในสถานที่ประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดของกรุงเตหะราน เมืองหลวงของประเทศอิหร่าน สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยคริสต์วรรษที่ 16 ในราชวงศ์ Safavid ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของอิหร่านเมื่อปี พ.ศ. 2556 (ค.ศ.2013) ความโดดเด่นของพระราชวังแห่งนี้ คือ ความงดงามในการตกแต่งภายในด้วยกระจกเงาตัดเหลี่ยมแบบเพชร และการตกแต่งภายนอกด้วยกระเบื้องเคลือบสุดอลังการ โดยองค์การยูเนสโก้ได้ประกาศให้พระราชวังโกเลสตานเป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ. 2007 ปัจจุบันพระราชวังโกเลสตานยังคงใช้เป็นที่รับรองบุคคลสำคัญ แขกบ้านแขกเมืองจากต่างประเทศอย่างเป็นทางการ

 

2. เมืองแพร์ซโพลิส Persepolis

ยูเนสโกได้ประกาศให้แพร์ซโพลิสเป็นหนึ่งในมรดกโลกทางวัฒนธรรม เมื่อ พ.ศ. 2522 (ค.ศ. 1979) เป็นเมืองโบราณของชาวเปอร์เซีย ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขา Kuh-e Rahmat ที่เมือง Shiraz สร้างขึ้นโดย King Darius the Great (ช่วงก่อนคริสต์ศักราช 522-486 ปี) ซึ่งสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ สร้างขึ้นมาจากหินและดิน ตามโมเดลของเมโสโปเตเมีย ปัจจุบันยังคงเหลือซากปรักหักพังแนวที่ตั้งของเมืองเก่า มีเสาอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ตั้งตระหง่านท้าลมท้าฝนมาหลายพันปีแล้ว พร้อมทั้งยังมีภาพแกะสลักหินอันงดงามอยู่รอบ ๆ อีกหลายจุดอีกด้วย แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่สำคัญของอิหร่านที่ไม่ได้อยู่ในรายชื่อยูเนสโก ได้แก่ หอคอย Azadi ในเมืองหลวงเตหะรานและหลุมฝังศพของอดีตผู้นำสูงสุด Ayatollah Ruhollah Khomeini

 

3. จัตตุรัสอิหม่ม Imam Square

จัตุรัสอิหม่ามหรืออีกชื่อหนึ่งว่า Naqsh-e Jahan Square เป็นศูนย์กลางของโลกในยุคกลาง ตั้งอยู่ที่เมือง Esfahan เมืองที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับการยอมรับว่าเป็นจุดศูนย์กลางของโลก ซึ่งจัตุรัสอิหม่ามนั้นยิ่งใหญ่อลังการ โดยบรรดาสิ่งก่อสร้างที่ตั้งอยู่รายล้อมทั้งสี่ทิศของจัตุรัสอิหม่ามนั้น คือมรดกแห่งอารยธรรมเปอร์เซียที่แท้จริง ทางทิศใต้ มีมัสยิดอิหม่าม ทางทิศตะวันออก  ในเมืองนี้ยัง มีมัสยิด Sheikh Lotfollah ทางทิศตะวันตก มีพระราชวัง Ali Qapu และทางทิศเหนือมีสะพาน Si-o-Seh Pol สัญลักษณ์อันคลาสสิคของอิสฟาฮาน ที่ชาวเมืองมักจะมาใช้เวลายามเย็นจนค่ำคืนกันที่นี่  และ มัสยิดSheikh Lotfollah ผลงานชิ้นเอกของศิลปะแบบอิหร่าน ด้วยรูปทรงสถาปัตยกรรมแบบอิสลาม การตกแต่งด้วยกระเบื้องสีต่างๆ โดยเน้นไปที่สีน้ำเงินอันสวยงาม ลายกระเบื้องที่เป็นตัวอักษรเปอร์เซีย และความใหญ่โตอลังการ จนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในมัสยิดที่สวยที่สุดในอิหร่านAli Qapu Palace พระราชวังเก่าที่มีความสูงถึง 7 ชั้น การเดินชมจะเป็นการเดินขึ้นบันไดสูงชันขึ้นไป มีภาพสวยงามมากมาย แต่ไฮไลท์ คือ การตกแต่งเป็นลวดลายดนตรีของชั้นบนสุด นอกจากนี้บนจุดชมวิวสามารถถ่ายรูปได้ทั่วบริเวณจัตุรัสอิหม่ามอีกด้วย

 

4. พีรามิด  Chogha Zanbil

ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ Inshushinak ซึ่งเป็นหนึ่งในเทพเจ้าที่ดีของ Elam จะประกอบด้วยห้าเสาของความสูงที่แตกต่างกันในแต่ละสร้างด้านหนึ่งของอื่น ๆ พื้นที่ภายในที่ตรง ziggurat หลักมีไว้สำหรับพระเจ้าหลักในขณะที่พื้นที่ตรงกลางซึ่งประกอบด้วยห้องพักของสิบเอ็ดไว้สำหรับพระเจ้าน้อย ในพื้นที่ที่อยู่นอกคุณสามารถหาพระราชวังและสถานที่ที่ศพที่สุสานใต้ดินห้าจะถูกวางไว้การก่อสร้างคลองที่ดีในการจัดหาน้ำจากแม่น้ำที่ยังอยู่ในการใช้เป็นแหล่งน้ำไม่เพียงพอสำหรับความต้องการของประชาชน ที่ไม่ได้ใช้ก้อนอิฐที่เว็บไซต์ด้านซ้ายเท่านั้นที่พิสูจน์ให้เห็นว่า Chogha Zanbil ที่เหลืออยู่จนกว่าจะยกเลิกแอสบุกเมือง excavasions โบราณคดีเอาสถานที่ระหว่าง 1951-1962 เพียงที่จะค้นพบเมืองที่ลดลง ทุกความพยายามของพวกเขาได้จ่ายเป็น ยูเนสโก ประกาศ Chogha Zanbil เป็น เว็บไซต์มรดกโลก ในปี 1970 เข้าชมไซต์นี้พยายามที่จะมีชีวิตอีกเกียรติศักดิ์ของอาณาจักรโบราณเช่นเดียวกับที่จะต้องประหลาดใจด้วยความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ที่ว่าคนในยุคที่สามารถคิดงานชิ้นเอกที่โดดเด่นนี้

 

5. มัสยิด The Nasir al-Mulk Mosque

เป็นมัสยิดที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศอิหร่าน ตั้งอยู่ที่เมือง Shiraz สร้างขึ้นมาในช่วงยุคของราชวงศ์กาจาร์ ความโดดเด่นของมัสยิดแห่งนี้ไม่ใช่เพียงแค่สถาปัตยกรรมอันสวยงามเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการตกแต่งอย่างสวยงามหรูหราทั้งภายในและภายนอกอีกด้วย ซึ่งผู้ออกแบบอย่าง Muhammad Hasan-e-Memar และ Muhammad Reza Kashi Paz-e-Shirazi ก็ได้เลือกใช้กระจกสีสันสดใสมาตกแต่งบานหน้าต่าง ซึ่งแตกต่างจากมัสยิดของชาวอิสลามทั่ว ๆ ไป ยามที่แสงอาทิตย์สาดส่องมายังบานกระจก กระจกเหล่านี้ก็จะส่องสะท้อนสีต่าง ๆ ออกมาอย่างงดงามดั่งต้องมนตร์ กลายเป็นความน่าประทับใจที่ไม่ว่าใครได้มาอิหร่านจะต้องมาสัมผัสกันสักครั้ง

 

โดยสถานสำคัญในอิหร่านที่ได้รับการประกาศชื่อเป็นมรดกโลกจากยูเนสโก้ ทั้ง 24 แห่ง

โดยเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม  22 แห่ง ได้แก่

Armenian Monastic Ensembles of Iran (2008)

Bam and its Cultural Landscape (2004)

Bisotun (2006)

Cultural Landscape of Maymand (2015)

Golestan Palace (2013)

Gonbad-e Qābus (2012)

Historic City of Yazd (2017)

Masjed-e Jāmé of Isfahan (2012)

Meidan Emam, Esfahan (1979)

Pasargadae (2004)

Persepolis (1979)

Sassanid Archaeological Landscape of Fars Region (2018)

Shahr-i Sokhta (2014)

Sheikh Safi al-din Khānegāh and Shrine Ensemble in Ardabil (2010)

Shushtar Historical Hydraulic System (2009)

Soltaniyeh (2005)

Susa (2015)

Tabriz Historic Bazaar Complex (2010)

Takht-e Soleyman (2003)

Tchogha Zanbil (1979)

The Persian Garden (2011)

The Persian Qanat (2016)

มรดกโลกทางธรรมชาติ

Hyrcanian Forests (2019)

Lut Desert (2016)



กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอพาทุกท่านย้อนดูที่มาพื้นที่รอส. เขาค้อ…
.
พอสิ้นสุดยุทธการแห่งเขาค้อ
รอส. จึงเข้าอยู่อาศัย
เป็นกลยุทธ์ กุศโลบายทหารไทย
เพื่อมิให้ไพรีร้ายเข้ายึดครอง…
.
#Kinyupen #กินอยู่เป็น #เขาค้อ #โฮมสเตย์เสลียงแห้ง3 #รีสอร์ตเขาค้อ
.
ติดตามเรื่องราวข่าวสาร กินอยู่เป็น ง่ายๆ ได้ทาง
เว็บไซต์ : www.kinyupen.co
แฟนเพจ : www.facebook.com/kinyupen.co
ทวิตเตอร์ : @kinyupenco www.twitter.com/Kinyupenco
อินสตาแกรม : @kinyupen.co www.instagram.com/kinyupen.co

Content_Salad_Cover_1.jpg

น้ำสลัดเสาวรส  ทำง่าย สดชื่น กินอร่อย

สูตร แม่ตุ้ยโฮมสเตย์ เสลียงแห้ง 3 เขาค้อ

เหมาะสำหรับรับประทาน 3-4 คน

วัตถุดิบ

น้ำเสาวรส เอาเม็ดออก 1ถ้วยตวง (ดังภาพ)

น้ำตาลทราย  4 ช้อนโต๊ะ

เกลือ 1  ช้อนชา

ไข่ 1 ฟอง

น้ำมันพืช หรือประเภทที่ชอบ  อาทิ รำข้าว มะพร้าว

วิธีทำ

นำน้ำเสาวรส น้ำตาล เกลือ  ปั่นให้เป็นเนื้อเดียวกันจากนั้นเทน้ำมันใส่ปั่นจนน้ำสลัดหนืดได้ที่ โดยให้สังเกตว่ารูกลางของน้ำสลัดที่ปั่นอยู่ปิดตัว สามารถรับประทานได้เลยโดยที่เหลือให้พักเก็บในตู้เย็น


Content_มาดูบัว_Cover_1.jpg

จากกระแส “มาดูบัว” ในโลกออนไลน์ที่กลายเป็นที่สนใจของชาวโชเชียล เนื่องจากคาเฟ่ดังสไตล์ไทยร่วมสมัยแห่งหนึ่ง ได้นำ “บัววิกตอเรีย” มาเป็นจุดเด่น ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาจิบเครื่องดื่ม พร้อมถ่ายภาพวิวเป็นที่ระลึก…

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาทุกท่านย้อนดูที่มา “บัววิกตอเรีย” หรือ “บัวกระด้ง” ที่กำลังได้รับความสนใจอยู่ในขณะนี้ บัวกระด้งที่เราได้เห็นในข่าว ไม่ได้พึ่งมาโด่งดังเพียงช่วงนี้ แต่เป็นที่สนใจตั้งแต่ครั้งสมัยรัชกาลที่ 9 ที่ได้นำบัววิกตอเรียมาเพาะพันธุ์รอบคูน้ำบริเวณพระตำหนักสวนจิตรลดารโหฐาน เป็นที่ตื่นตาตื่นใจของประชาชนที่สัญจรผ่านไปมา

 

แรกเริ่มเดิมทีบัววิกตอเรีย หรือบัวกระด้ง เป็นบัวที่มีถิ่นฐานเดิมอยู่ในลุ่มน้ำอเมซอน ทวีปอเมริกาใต้  จัดเป็นบัวที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ประมาณ 1-2 เมตร และหากเป็นบัวกระด้งยักษ์ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 3 เมตรจะสามารถรับน้ำหนักได้มากถึง 100 กิโลกรัม โดยเหตุที่เรียกว่า “บัวกระด้ง” ก็มาจากขอบใบที่ยกขึ้นคล้ายกระด้งของคนไทย มีดอกสีขาวและค่อยกลายเป็นสีชมพูและแดงตามเวลา บานเฉพาะช่วงกลางคือ และหุบในยามเช้า ครั้นชาวอังกฤษได้ค้นพบและนำไปปลูกที่บ้านเกิดประเทศอังกฤษ จึงได้ตั้งชื่อว่า Victoria เพื่อเป็นเกียรติแด่สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย

เวลาต่อมาพระยาประดิพัทธ์ภูบาล ได้นำเมล็ดพันธุ์มาทดลองปลูกในประเทศไทย ใช้เวลาถึง 2 ครั้ง จึงเพาะสำเร็จในปี พ.ศ. 2444 และกลายเป็นที่นิยมเรื่อยมา…

 


Content_Digital-Footprint_Cover_1.jpg

เมื่อท่องเที่ยวตามแหล่งธรรมชาติ เรามักได้ยินวลี “เราจะไม่ทิ้งอะไรไว้นอกจากรอยเท้า ภาพถ่าย และจะไม่เก็บอะไรกลับมานอกจากความทรงจำ” เพื่อเป็นการเตือนไม่ให้เข้าไปทำร้ายเบียดเบียนธรรมชาติ แต่ทุกครั้งเมื่อเราท่องโลกอินเตอร์เน็ตทราบไหมว่า “รอยเท้าภาพถ่ายและความทรงจำของเรา” ที่เรียกว่า Digital Footprint จะถูกบันทึกไว้และพร้อมย้อนกลับมาทำร้ายเราได้ตลอดเวลา

Digital Footprint แปลตรงตัวก็คือ รอยเท้าดิจิตอล ซึ่งเว็บไซต์ techterms.com ให้นิยามไว้ว่าเป็น ร่องรอยที่บุคคลทิ้งไว้ขณะท่องอินเทอร์เน็ต โดยจะมี 2 ประเภทหลัก

1.เกิดโดยไม่เจตนา หรือ passive digital footprint โดยผู้ใช้ถูกบันทึกโดยไม่ตั้งใจ เช่น  IP address ที่เซิร์ฟเวอร์บันทึกไว้เมื่อเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ หรือ ประวัติการค้นหาออนไลน์ที่ถูกบันทึกไว้โดยโปรแกรมค้นหา (search engines)

2.เกิดโดยเจตนา active digital footprint คือ ข้อมูลที่ผู้ใช้จงใจบันทึกลงในระบบ เช่น อีเมล การเขียนบล็อก การโพสต์ข้อความ สร้างสเตตัส โพสต์รูป การทวิต ฯลฯ และเมื่อถูกเผยแพร่ไปแล้ว ก็ยากที่จะนำออกจากระบบ แม้ว่าจะลบเนื้อหาที่โพสต์ไปแล้วก็ตาม

นั่นหมายถึงทุกครั้งที่เราสร้างสเตตัส ผ่านข้อความ ภาพถ่าย หรือ แสดงความเห็นบนโลกออนไลน์ไม่ว่าจะเป็น Facebook Twitter Instagram พฤติกรรมเหล่านี้จะถูกบันทึกเป็น Digital Footprint ไว้โดยตลอด ทำให้อดีตของคุณไม่หายไปแม้เวลาจะผ่านไปนานแล้วก็ตาม และสามารถถูกติดตามค้นหาได้ตลอด

ดังนั้นเราจึงควรคำนึงไว้เสมอว่า โซเชียลมีเดียไม่ได้เป็นพื้นที่ส่วนตัวแบบ 100% เพราะผู้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลหรือข้อความที่เราโพสต์ได้เสมอ บางครั้งการโพสต์ของเราอาจไปขัดจริตของสังคมที่อาจส่งผลลบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันตามมา แม้กระทั่งเรื่องงานเพราะหลายองค์กรเริ่มมีการตรวจสอบ Digital Footprint เพื่อประเมินทัศนคติผู้มาสมัครงานแล้วในปัจจุบัน ดังนั้นก่อนโพสต์ หรือ บันทึกอะไรลงบนโซเชียลมีเดียต่างๆ ก็ควรไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน เพื่อไม่ให้อดีตย้อนกลับมาทำร้ายเรา

ขณะที่ในอีกด้านหนึ่งประเด็นนี้เริ่มมีการพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีหลายเคสไม่ว่าจะดารา นักการเมือง หรือ เน็ตไอดอล หลายรายที่ถูก Digital Footprint ทำร้าย ถูกล่าแม่มด ถูกวิพากษ์จากสังคมอย่างหนัก ซึ่งจากการแสดงทัศนคติทางการเมืองในอดีต การ Bully เสียดสีสังคม รวมถึงการแสดงพฤติกรรมที่ขัดต่อจริยธรรม

น่าสนใจว่า Digital Footprint ที่กลับมาทำร้ายบุคคลเหล่านั้น บางครั้งเกิดจากบุคคลอื่น เช่น สื่อมวลชน ประชาชนทั่วไปที่มีสมาร์ทโฟน กล้องวงจรปิดตามหัวมุม หรือ ตรอกซอกซอยต่างๆ ทำให้สังคมมีตาอยู่รอบตัว สามารถบันทึกเหตุการณ์ คำพูด การกระทำของเจ้าตัวก่อนเผยแพร่เป็น “ข่าว” บนโซเชียลมีเดีย ที่มีให้เห็นแทบจะรายวัน หลายครั้งมีน้ำหนักมากพอที่ทำให้เจ้าตัวไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบ หรือ ถูกจับโกหกได้เวลาออกมาบิดเบือนแก้ตัว

นี่อาจเป็นมุมที่ดีของการมี Digital Footprint เพราะคอยเตือนให้คนรับผิดชอบต่อคำพูด การกระทำของตนเองมากขึ้น หรือ ผู้ที่ยังชินกับกระบวนการรูปแบบเก่าๆ อาทิ ข่มขู่ อวดเบ่ง บิดเบือน เลี่ยงบาลี พูดจาส่อเสียด เพื่อหวังผลบางประการ โดยเฉพาะด้านการเมืองก็ต้องระมัดระวังมากขึ้นเช่นกัน เพราะทุกการกระทำจะถูกบันทึกไปตลอด โดยคำพูด หรือ การกระทำเหล่านั้นก็พร้อมจะถูกคนที่เห็นต่างขุดขึ้นมาเพื่อรุมถล่มให้กลายเป็นจำเลยสังคมได้เสมอ และบางครั้งก็ลุกลามเกินกว่าที่คิด ดังหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน