admin

EverestMarathon_Kinyupen.jpg

“วิ่งบนเขาเอเวอเรสต์เป็นอะไรที่ยาก พื้นเป็นหินปนหิมะทั้งแข็ง ทั้งลื่น ทั้งชัน ขาพลิกขาหักกันเป็นแถว แล้วก็เราเองก็พลาดเรื่องรองเท้าซึ่งปกติวิ่งที่ราบไม่เป็นอะไร แต่วิ่งบนนั้นไปสัก 10 กิโลเมตร ปรากฏว่าเล็บไปชนอะไรบางอย่างจนห้อเลือด เจ็บมาก ต้องเอาเข็มทิ่มเอาเลือดออก แล้วกัดฟันวิ่งประคองจนจบถึงเส้นชัย”

 

คำบอกเล่าของ พิพัฒน์ ละเอียดอ่อน นักวิ่งชาวไทยเพียงไม่กี่คนที่สามารถพิชิต Everest Marathon 2019 รายการวิ่งสุดโหดสูงเสียดฟ้าที่คร่าชีวิตผู้คนมาแล้วนักต่อนัก โดยคุณพิพัฒน์เข้าเส้นชัยลำดับที่ 45 ประเภทนักวิ่งอินเตอร์เนชั่นแนล ระยะทาง  42.195 กิโลเมตร

สำหรับการจะเป็นผู้พิชิตเส้นทางนี้ได้นั้น ทุกคนต้องผ่านเส้นทางทรหดประมาณ 20 วัน โดย 10 วันแรกจะเป็นการเดินขึ้นสู่ Everest Base Camp ความสูง 5.364 กิโลเมตร เพื่อพักปรับสภาพร่างกาย 1 วัน ก่อนออกวิ่งมาราธอนจาก Everest Base Camp สู่เส้นชัย Namche Bazaar ให้จบภายใน 1 วันและพักผ่อนอีก 1 คืน ก่อนเดินทางลงจากยอดเขา

คุณพิพัฒน์ เล่าเพิ่มเติมว่า “ช่วงขึ้นไป 10 วัน ต้องเตรียมตัวดีๆ เรื่องการกิน การนอน การรักษาสภาพร่างกาย เพราะไปถึงแล้วไม่ได้กลับเฉยๆ เนื่องจากเมื่อถึงเส้นชัยต้องเดินลงเขาต่ออีก ดังนั้นจึงเตรียมตัวล่วงหน้ากว่า 3 เดือน ทั้งสภาพร่างกาย ความอดทน ทำ altitude training ซ้อมวิ่งสวมหน้ากาก Training Mark แบบลดอ็อกซิเยน และฝึกใน “ห้องแชมเบอร์” เช่นเดียวกับนักบิน เพื่อให้ร่างกายชินกับการใช้ชีวิตในอากาศเบาบาง”

โอกาสนี้ ทีมงานกินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอนำเสนอบันทึกความสวยงามปนทรหด ตลอดเส้นทาง Everest Marathon ที่ผสานการบรรยายอารมณ์ ความรู้สึกของคุณพิพัฒน์ ละเอียดอ่อน ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า “นี่คือหนึ่งเส้นทางในฝันที่สามารถทำตามฝันจนสำเร็จ” โดยสามารถติดตามได้ที่ https://www.facebook.com/kinyupen.co/posts/440168119894489


“ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน”_website.jpg

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของกรณีทีมฟุตบอลเยาวชนและโค้ชผู้ฝึกสอนรวม 13 คน หลงเข้า “ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน” เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ที่ผ่านมา วันนี้มาทำความรู้จักถ้ำเก่าแก่แห่งนี้ ถ้ำที่อันตรายเมื่อเข้าฤดูฝน

 

ถ้ำหลวง-ขุนช้างนางนอน ตั้งอยู่ที่ เขตป่าสงวนแห่งชาติป่า ดอยนางนอน ตำบลโป่งผา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย มีความสูงจากจากระดับนำทะเลปานกลาง 453.00 เมตร และเป็นแหล่งธรรมชาติจากโครงการแนวทางการจัดการแผนแม่บทเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติ ปี 2547

 

ถ้ำหลวง เป็นถ้ำหินปูนขนาดใหญ่ ปากถ้ำเป็นห้องโถงกว้าง ภายในถ้ำจะพบกับความงามของ เกล็ดหินสะท้อนแสง หินงอก หินย้อย ธารน้ำและถ้ำลอด ถ้ำหลวงยังรอคอยความท้าทายการสำรวจจากนักท่องเที่ยวอยู่ตลอดเวลาเพราะสำรวจไปได้ไม่ถึงที่หมายก็ต้องล่าถอยออกมา ด้วยพบกับอุปสรรคมากมายภายในถ้ำไม่ว่าจะเป็น ความมืด ความแคบภายในถ้ำ กระแสน้ำและระดับน้ำที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  เนื่องจากถ้ำแห่งนี้มีน้ำไหลมาจาก ผาหมี ซึ่งจะมีระดับน้ำและกระแสน้ำที่รุนแรงมากขึ้น ยิ่งเข้าฤดูฝนน้ำในถ้ำจะยิ่งเพิ่มระดับ บางจุดน้ำท่วมปิดมิดทางเดิน ระยะทางทั้งหมดของถ้ำมีความยาวประมาณ 7-8 กิโลเมตร

 

สภาพธรณีวิทยานอกถ้ำ

ประกอบไปด้วยชั้นหินปูน หมวดหินราชบุรี (Ratburi Group) ที่เกิดอยู่ในยุคคาร์บอนิเฟอรัส (Carboniferous) ต่อยุคเพอร์เมียน (Permian) ซึ่งมีช่วงอายุระหว่าง 345-230 ล้านปี หินที่พบมีทั้งหินปูน (Limesmtone) และหินอ่อน (Marble) สีเทาถึงเทาดำ มีซากบรรพชีวิน (Fossil) สลับด้วยหินดินดาน (Shale) สีเทา

สภาพธรณีวิทยาภายในถ้ำ

ประเภทของถ้ำเขาหลวงเป็นถ้ำกึ่งแห้ง เนื่องจากบางส่วนยังมีการเกิดของหินงอก และหินย้อยอยู่ และบางส่วนแห้งแล้ว อยู่ในพื้นที่วนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ตั้งอยู่ที่ตำบลโป่งผา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย มีลักษณะภูมิประเทศแบบหินปูน (Karst topography) มีลักษณะทางธรณีวิทยา ประกอบด้วยหินแข็งยุคคาร์บอนิเฟอรัส-เพอร์เมียน (Carboniferous-Permian: CP) หินที่พบในพื้นที่ประกอบด้วยหินปูนสีเทาอ่อน (Limestone) หินอ่อน (Marble) หินยุคนี้อยู่ในช่วงอายุประมาณ 270-320 ล้านปี ปากทางเข้าถ้ำสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 433 เมตร แนวโถงถ้ำมีโถงหลักเพียงโถงเดียว แต่เส้นทางคดเคี้ยว บางช่วงเดินเข้าถึงได้ง่าย บางช่วงมีเพดานต่ำ จนถึงเส้นทางเดินลำบาก มีความยาวรวม 759.76 เมตร เมตร และโถงแยกฝั่งตรงข้ามทางเดินเข้าถ้ำ มีความยาว 68.27 เมตร  ซึ่งการสำรวจในครั้งนี้ สำรวจจนสิ้นสุดห้องลับแล เนื่องจากทางที่จะไปโถงอื่น ๆ นั้นลำบากมาก แร่ทุติยภูมิที่พบเป็นแร่แคลไซต์ (calcite) ได้แก่ หินย้อย หินงอก เสาหิน ม่านเบคอน ผลึกแร่แปรงล้างขวด หลอดโซดา และตะกอนภายในถ้ำ ได้แก่ เศษหินถล่มจากหินน้ำไหล และหินปูน ตะกอนดินเหนียว หาดทราย พบหลักฐานที่แสดงถึงวิวัฒนาการของถ้ำจำนวนมาก เช่น รอยการไหลของน้ำเป็นริ้วคลื่นปัจจุบัน (Ripple Mark) ระดับพื้นถ้ำเก่า หินถล่มขนาดเล็ก และใหญ่จำนวนมาก รอยแตกแบบมีแรงดึง (Tension Crack) นอกจากนี้ยังพบรอยระดับน้ำ หลุมยุบ และโพรงบริเวณเพดานถ้ำ (Anastomosis) และการแตกออกของผนัง

ถ้ำแห่งนี้เป็นถ้ำเก่าแก่และจัดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของจังหวัดเชียงราย ซึ่งไม่พบหลักฐานทางโบราณคดี ภายในถ้ำ

 

ทั้งนี้สถานการณ์ล่าสุดของทีมช่วยเหลือ รวมถึงหน่วยซีล จากกองทำเรือ วันที่ 25/06/18

07.30 น.  หน่วยซีลดำน้ำเข้าพื้นที่

08.30 น. พบกระดาษแสดงรายชื่อเด็ก ยังไม่สามารถดูดน้ำกับทรายออกได้เนื่องจากระดับน้ำเริ่มสูงและกว้างขึ้น คาดทุกคนยังปลอดภัย

 

นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

Credit: onep.go.th

 

 


ญี่ปุ่นวางแผนจับฆาตกรต่อเนื่อง-คนร้ายมีเพียงหนึ่งเดียว-“คาโรชิ”_website.jpg

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ สภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่นที่ได้ผ่านร่างกฎหมายปฏิรูปการทำงาน  นายกรัฐมนตรี “ชินโซ อะเบะ” ระบุว่า เป็นการเปลี่ยนแปลงกฎหมายแรงงานครั้งใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นนับตั้งแต่หลังสิ้นสุดสงครามโลก

ทั้งนี้รัฐบาลญี่ปุ่นต้องการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของชาวญี่ปุ่นที่เน้นการทำงานหนัก  อันเป็นสาเหตุของการทำงานจนตาย หรือ “คาโรชิ” นอกจากนี้ยังเพื่อลดความไม่เท่าเทียมระหว่างพนักงานประจำและลูกจ้างชั่วคราว  รวมทั้งทำให้รูปแบบการทำงานยืดหยุ่นมากขึ้น สร้างสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงานของชาวญี่ปุ่น

 

ร่างกฎหมายจำกัดการทำงานล่วงเวลาทั้งปีไว้ที่ 720 ชั่วโมง และการทำงานล่วงเวลาต่อเดือนจำกัดไว้ที่ไม่เกิน 100 ชั่วโมง และกำหนดว่าคนที่ทำงานแบบเดียวกันควรจะได้ค่าตอบแทนเท่ากัน เพื่อป้องกันการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมกับพนักงานที่ไม่ใช่พนักงานประจำ

 

อย่างไรก็ตาม บทบัญญัติที่เป็นที่ถกเถียงมากที่สุด คือ “การยกเว้นพนักงานทักษะสูง” หรือค่าตอบแทนสูงจากข้อจำกัดเรื่องชั่วโมงทำงาน โดยอ้างว่าค่าตอบแทนของพนักงานเหล่านี้จะขึ้นอยู่กับผลงาน มากกว่าจำนวนชั่วโมงทำงาน  ขณะที่สมาชิกรัฐสภาฝ่ายค้านจำนวนมากระบุว่า  การยกเว้นพนักงานทักษะสูงจากข้อจำกัดเรื่องชั่วโมงทำงาน จะยิ่งทำให้มีผู้ที่เสี่ยงเสียชีวิตจากการทำงานมากเกินไปมากยิ่งขึ้น

 

นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ญี่ปุ่นเริ่มวางแผนเพื่อจัดการกับฆาตกรตัวร้ายที่ลอยนวลมานานมากกว่าเกือบทศวรรษ ด้วยการปฏิรูประบบการทำงานที่หวังว่าจะกำจัดฆาตกรตัวร้ายที่มีชื่อว่า “คาโรชิ” ไปตลอดกาล

นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

Photo Credit: japantimes.co.jp


Freestyle-9100-ตู้ขายน้ำอัดลมอัตโนมัติผ่านแอปฯจากโคคา-โคล่า_website.jpg

เคยไหมเวลาเข้าร้านสะดวกซื้อไปกดน้ำอัดลมตามตู้ แล้วกดผสมกันจนได้น้ำอัดลมรสชาติใหม่ตามที่เราชอบ วันนี้เกิดขึ้นจริงกับ Coca Cola ที่เข้าใจ insight ของผู้บริโภคแบบสุด Cool!!

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ “โคคาโคล่า” ยักษ์น้ำดำเปิดตัว Freestyle 9100 เครื่องขายน้ำอัดลมอัตโนมัติรูปแบบใหม่ ที่เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนให้ผู้ใช้เชื่อมต่อการใช้งานผ่านแอป Freestyle จุดเด่นก็คือเมื่อผู้บริโภคอยากดื่มน้ำอัดลมรสชาติไหนก็เลือกผสมได้ตามใจชอบ โดยสามารถผสมน้ำอัดลมได้ถึง 200 ชนิด มีทั้งแบบแคลอรี่ต่ำหรือไม่มีน้ำตาลด้วย

 

เป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้ร่วมกับพฤติกรรมการดื่มน้ำอัดลมเพื่อเพิ่มประสบการณ์การดื่มในรูปแบบใหม่ๆ โดยบริษัทจะนำเครื่องนี้ไปโชว์ในงาน National Restaurant Association (NRA) ที่ชิคาโก สหรัฐอเมริกา คาดว่าเครื่องจริงนั้นจะพร้อมเริ่มตั้งให้ใช้งานได้ในปี 2019 เพื่อมาแทนเครื่องกดรุ่นเก่า

 

เรียกได้ว่าเป็นการปรับตัวครั้งใหญ่ของ Coca Cola เพื่อปรับภาพลักษณ์ของ Brand ให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ด้วยการนำเครื่อง Freestyle 9100 มาแทน vending machine แบบเก่าที่ล้าสมัยไปตามกาลเวลา… และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

Credit photo: pix-geeks.com and thetechnews.com


จีนติดระบบวิเคราะห์พฤติกรรมเด็กในห้องเรียน22ตั้งใจเรียนมั้ย22_website.jpg

แอบมองเธออยู่นะจ๊ะแต่เธอไม่รู้บ้างเลย!!

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวจาก เซาท์ ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ ที่รายงานว่าโรงเรียนแห่งหนึ่งในเมืองหางโจว  ในห้องเรียนชั้นเกรด 11 (เทียบเท่า ม. 5)  มีการติดตั้งกล้องวิดีโอไว้ตรงกระดานดำ 3 ตัว พร้อมระบบจดจำใบหน้า  โดยโรงเรียนเรียกกล้องชุดดังกล่าวว่า “ครูผู้ช่วย”  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบจัดการพฤติกรรมในห้องเรียนอัจฉริยะ ที่ทำให้ครูผู้สอนได้ข้อมูลนักเรียนแบบเรียลไทม์  โดยระบบจะวิเคราะห์ภาพรวมในห้องเรียนผ่านสีหน้านักเรียน ว่านักเรียนยังให้ความสนใจกับการเรียน หรือมีอาการเบื่อหน่ายมากน้อยแค่ไหน นอกจากนี้ยังใช้เป็นเครื่องมือเช็กชื่อนักเรียนได้อีกด้วย

 

รายงานข่าวระบุว่านวตกรรมดังกล่าวไม่เพียงแค่นำมาใช้ควบคุมนักเรียน แต่ครูผู้สอนก็จะได้ประโยชน์เพื่อใช้วิเคราะห์ว่าแนวทางการสอนของครูได้ผลเช่นไรด้วย   โดยนักเรียนคนหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่าการติดกล้องในห้องเรียนแบบนี้ ทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนมีดวงตาลึกลับคอยจับจ้อง  จึงไม่กล้าทำอะไรที่ไม่เหมาะสมในห้องเรียน ผลคือทุกคนก็ดูตั้งใจเรียนกันมากขึ้น ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่งรูปแบบของการนำเทคโนโลยีรู้จำใบหน้ามาประยุกต์ใช้ในประเทศจีน และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


เมื่อ-“เทคโนโลยีซักได้”-ด้วยฝีมือ-Google-และ-Levi’s_website.jpg

อาจเรียกได้ว่าเป็น “เทคโนโลยีสะอาดของจริง” เมื่อ Google ร่วมกับบริษัท BCG Ventures และแบรนด์“Levi’s”  พัฒนาเสื้อแจคเก็ตอัจฉริยะ ที่เรียกว่า “wearable technology”  ที่สามารถส่งสัญญาณสั่นและแสงเตือนผู้สวมใส่เมื่อมือถือมีสัญญาณเรียกเข้า นอกจากนั้น เมื่อผู้สวมใส่ลูบปลายแขนเสื้อ ระบบก็สามารถบอกเส้นทาง หรือ เปิดเพลงเมื่อเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ที่เดินทางไม่จำเป็นต้องละสายตาไปจากถนนที่อยู่ตรงหน้า

แจคเก็ตอัจฉริยะนี้เกิดขึ้นจากการสร้างเส้นใยไฮเทคด้วยวิศวกรรมชีวภาพ โดยเชื่อมให้ทำงานร่วมกับการสั่งการด้วยซอฟแวร์ และเมื่อใช้เสร็จแล้วยังนำไปซักทำความสะอาดได้เมื่อเสื้อแจคเก็ตทั่วไปด้วย

 

“Levi’s” ตั้งราคาแจคเก็ตอัจฉริยะ ไว้ที่ตัวละ 350 ดอลลาร์ หรือ กว่า 10,000 บาท ต้องติดตามกันต่อไปว่าจะถูกนำเข้ามาจำหน่ายในไทยเมื่อใด และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

จากเศษหมากฝรั่งสู่...รองเท้าผ้าใบคู่แรกของโลก_Website.jpg

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต พาไปติดตามเรื่องราวของ สำนักข่าวต่างประเทศที่รายงานว่า “I amsterdam ” ทีมมาร์เก็ตติ้งแห่งเมืองอัมสเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์ ร่วมกับบริษัทดีไซน์เนอร์ Explicit และบริษัทหมากฝรั่ง “Gumdrop” ร่วมกันสร้างสรรค์รองเท้าผ้าใบรีไซเคิลจากเศษหมากฝรั่งได้สำเร็จ เพื่อแก้ปัญหาหมากฝรั่งถูกทิ้งไว้ตามพื้นในสถานที่ต่างๆ โดยตั้งชื่อรองเท้าผ้าใบนี้ว่า “Gumshoe”

 

“Anna Bullus” กรรมการผู้จัดการบริษัท Gumdrop กล่าวว่า “เราค้นพบว่าหมากฝรั่งมีส่วนผสมของยางสังเคราะห์ แต่ที่น่าสนใจคือยางเหล่านี้สามารถนำมาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ได้อีก”

 

ทั้งนี้ในแต่ละปี เมืองอัมเตอร์ดัมมีเศษหมากฝรั่งตามพื้นถนนอย่างคร่าวๆ ถึง 3.3 ล้านปอนด์ ทำให้ทางการต้องเสียงบประมาณทำความสะอาดถนนเป็นมูลค่าหลายล้านดอลล่าร์ จึงเป็นที่มาของโปรเจ็คต์ดังกล่าว ซึ่งนำเอาเศษหมากฝรั่งประมาณ 2.2 ปอนด์ (หรือประมาณ 1 กิโลกรัม) ของหมากฝรั่งมาทำเป็นรองเท้าได้ 4 คู่

 

นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต


“มัสมั่นไทย”-อร่อยแซงหน้าพิซซ่า-ขึ้นเบอร์หนึ่งโลก_website.jpg

“มัสมั่นแกงแก้วตา หอมยี่หร่ารสร้อนแรง ชายใดได้กลืนแกง แรงอยากให้ใฝ่ฝันหา”

 

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอพาไปรู้จักกับ “แกงมัสมั่น” คนไทยหลายคนคงคุ้นชินกับหนึ่งบทสำคัญของกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ที่ทำให้เราเห็นภาพว่าแกงมัสมั่นน่าลิ้มรสเพียงใด และวันนี้ทราบไหมว่า “มัสมั่นไทย” ดังไกลจนติดอันดับอาหารอร่อยที่สุดในโลกแล้ว!

เมื่อเร็วๆ นี้ CNN Travel เว็บไซต์ท่องเที่ยวชื่อดังในเครือ CNN ได้จัดอันดับ 50 สุดยอดอาหารอร่อยทั่วโลก ซึ่งมีอาหารไทยได้รับการคัดเลือก 3 รายการ คือ แกงมัสมั่น ต้มยำกุ้ง และส้มตำ โดย “มัสมั่น” ของไทย ซึ่งมีรสชาติกลมกล่อมจากความเผ็ดร้อนของเครื่องเทศ ผสานความหวานมันของกะทิ ถูก CNN Travel ยกเป็น “อาหารรสชาติดีที่สุดในโลก” แซงหน้าพิซซ่านโปเลียนจากอิตาลี ขณะที่ “ต้มยำกุ้ง” เมนูขึ้นชื่ออยู่ในอันดับที่ 8 ขณะที่ส้มตำอยู่ลำดับ 46

ทั้งนี้ การจัด 50 อันดับอาหารที่ดีที่สุด มีอาหารอาเซียนติดอันดับถึง 11 รายการ อาทิ เฝอ และ ปอเปี๊ยะกุ้งสดจากเวียดนาม ข้าวมันไก่ และปูผัดผงกะหรี่จากสิงคโปร์ ขณะที่ “ปีนัง อัสสัม ลักซา” ของมาเลเซีย อยู่ลำดับที่ 7 แซงหน้าต้มยำกุ้งของไทย

แกงมัสมั่น หรือ ซาละหมั่น ได้รับอิทธิพลจากอาหารมลายู สันนิษฐานว่าถูกนำเข้ามาแพร่หลายตั้งแต่สมัยแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์จากต้นเครื่องชาวอินเดีย โดยอ้างจากบันทึกคณะทูตชาวเปอร์เซียว่าแกงมัสมั่นถือเป็นแกงถ้วยเอกของตระกูลบุนนาค ด้วยสืบเชื้อสายมาจากเฉกอะหมัดเป็นพ่อครัวชาวเปอร์เซียผู้รับราชการในสมัยแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ต่อมาก็ถูกนำมาดัดแปลงให้มีรสชาติแบบไทยให้มีรสหวานนำเค็มและอมเปรี้ยวๆ ต่างจากตำรับมุสลิมที่เน้นรสเค็มมัน โดยมีส่วนผสมหลัก ได้แก่ พริกแห้ง ข่า ตะไคร้ หอม กระเทียม ลูกผักชี ยี่หร่า ดอกจันทน์ กานพลู ปรุงรส  ปัจจุบันถูกดัดแปลงด้วยเนื้อสัตว์หลายเมนูมากขึ้น ทำให้มีทั้งมัสมั่นไก่ มัสมั่นหมู มัสมั่นเนื้อ แม้กระทั่งมัสมั่นทูน่า หรือ ปลาอื่นๆ

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นอาหารเลิศรส แต่ด้วยความที่เป็นอาหารประเภทแกงกะทิ ดังนั้นผู้ที่มีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับไขมัน หรือ คอเลสเตอร์รอล ควรระมัดระวังในการรับประทานด้วย……

 

สูตรอาหาร : แกงมัสมั่น

เครื่องปรุง + ส่วนผสม

เนื้อวัว 400 กรัม หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ (นอกจากเนื้อวัว สามารถใส่เนื้ออื่นได้เช่น หมู ไก่, แกะ,ฯลฯ), กะทิ 1/2 ถ้วยตวงน้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ, เกลือ 1/2 ช้อนโต๊ะ, หอมใหญ่ 2 ลูก (หั่นเป็นชิ้นขนาดกลาง), มันเทศ 1 ถ้วยตวง (ปอกเปลือกและหั่นเป็นชิ้นใหญ่ๆ), น้ำพริกแกงมัสมั่น 1 ช้อนโต๊ะ-น้ำมะขาม 1 ช้อนโต๊ะ, อบเชย 1 แท่ง, มะม่วงหิมพานต์ 1/4 ถ้วยตวง, ลูกกระวาน 1 ช้อนชา, ใบกระวาน 2 ใบ

วิธีทำ

  1. นำกะทิและน้ำพริกแกงมัสมั่นไปตั้งบนไฟอ่อน คนจนเครื่องแกงเริ่มแตกมัน (ประมาณ 5 นาที)
  2. ใส่เนื้อสัตว์และคนต่อไปอีกสักพัก เติมน้ำลงไปพอท่วมเนื้อ
  3. ใส่ส่วนผสมที่เหลือทั้งหมด ยกเว้นมัน, หอมใหญ่ และมะม่วงหิมพานต์ ตุ๋นด้วยไฟอ่อนต่อไปอีกประมาณ 40 นาที จนกระทั่งเนื้อนุ่ม
  4. ใส่มัน, หอมใหญ่ และมะม่วงหิมพานต์ และตุ๋นต่อไปอีกประมาณ 30 นาที ระหว่างตุ๋นนี้ถ้าน้ำแห้งสามารถเติมน้ำลงไปได้ เสร็จแล้วตักใส่ถ้วย และเสิรฟพร้อมข้าวสวยร้อนๆ หรือ แผ่นแป้งโรตี

 

นี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

ขอบคุณ

ข้อมูลสูตรอาหาร : http://www.ezythaicooking.com


ญี่ปุ่น-เผชิญ-“มลภาวะทางการท่องเที่ยว”_website.jpg

กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต ขอพาไปติดตามเรื่องราวของญี่ปุ่น ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่น่าไปเที่ยวอันดับต้นๆ ของโลก ทั้งจากความสวยงามของวัฒนธรรม ประเพณี ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ตลอดจนสภาพภูมิอากาศที่ “มีดีทุกฤดู” เลือกท่องเที่ยวได้ตลอดปี โดย ฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่ ธันวาคม-มีนาคม ต่อด้วยฤดูใบไม้ผลิ เมษายน-กรกฎาคม ฤดูร้อน สิงหาคม-กันยายน ฤดูใบไม้ร่วง ตุลาคม-พฤศจิกายน กลายเป็นแรงดึงดูด “นักท่องเที่ยว” ซึ่งญี่ปุ่นต้องรองรับเป็นจำนวนมาก

 

สถิติสำนักงานการท่องเที่ยวญี่ปุ่น พบว่าปี 2560 ที่ผ่านมา มีชาวต่างชาติเข้าไปเที่ยวกว่า 28 ล้านคน โดยกว่าครึ่งเป็นชาวจีนและเกาหลีใต้ ขณะที่นักท่องเที่ยวจากตะวันตกมีร้อยละ 10 ส่วนนักท่องเที่ยวไทย มีประมาณ 1 ล้านคน และคาดการณ์ว่าภายในปี 2563 ญี่ปุ่นจะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นถึง 40 ล้านคน

 

แต่ทราบไหมว่า…ยิ่งจำนวนนักท่องเที่ยวพุ่งสูงขึ้นเท่าใด ชาวญี่ปุ่นต้องปวดหัวมากขึ้นเท่านั้น!

 

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักข่าวเจแปนไทม์ รายงานว่า ญี่ปุ่นกำลังเผชิญปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง จนกระทบต่อวิถีชีวิตคนท้องถิ่น โดยต้นเหตุปัญหามาจากวิธีกระตุ้นการท่องเที่ยว ที่ไม่สัมพันธ์กับสภาพและขนาดพื้นที่ ทำให้สถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งไม่สามารถบริหารจัดการนักท่องเที่ยวที่ล้นเกินนี้ได้ดีพอ จนสื่อญี่ปุ่นเรียกภาวะนี้ว่า “มลภาวะทางการท่องเที่ยว” ซึ่งเป็นปัญหาเดียวกับที่บรรดาเมืองเก่าขึ้นชื่อด้านการท่องเที่ยวในยุโรป อาทิ  เวนิส ฟลอเรนซ์ เกาะคาปรีในอิตาลี บาร์เซโลนาของสเปน  เกาะซานโตรินีของกรีซ กำลังประสบ

“นักท่องเที่ยวต่างชาติกำลังล้นเมืองเกียวโตในแต่ละวัน แต่คนท้องถิ่นส่วนใหญ่ก็ไม่ชอบ แม้จะช่วยนำรายได้มายังท้องถิ่น  เห็นได้ชัดจาก การใช้รถสาธารณะของนักท่องเที่ยวที่ทำให้คนท้องถิ่นต้องแออัดยัดเยียด การส่งเสียงดัง การรับประทานอาหารตามข้างถนนของนักท่องเที่ยว เนื่องจากร้านอาหารส่วนใหญ่ถูกจองเต็มและไม่เพียงพอต่อนักท่องเที่ยว” มัสซารุ ทาคายามา ชาวเมืองเกียวโต ซึ่งเป็นซีอีโอบริษัทท่องเที่ยวท้องถิ่น กล่าวระบายความรู้สึก

สิ่งที่เกิดขึ้นต้องมาติดตามกันต่อไปว่า ทางการญี่ปุ่นจะมีมาตรการจัดการเรื่องนี้อย่างไร เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและการรักษาวิถีชุมชน แต่ไม่ว่าจะมาตรการใด สิ่งที่นักท่องเที่ยวควรพึงตระหนักนั่นคือ ควรศึกษากฎ ประเพณี วิถีปฏิบัติในท้องถิ่นนั้นๆ ให้เข้าใจก่อนเที่ยว เพื่อไม่เข้าไปทำผิดกฎ หรือ สร้างความวุ่นวายในที่นั้นๆ เหมือนเป็นการเอาใจเขามาใส่ใจเรานั่นเอง เพราะปัจจุบันหลายเมืองท่องเที่ยวของไทย ก็เริ่มเจอปัญหาแบบเดียวกัน และ ปรากฏเสียงบ่นทางโซเชียลมีเดียเป็นระยะ

/////////////////////////////////////////////////////////////////

รู้ไหม…ทำแบบนี้ผิดกฎหมายในญี่ปุ่น
  1. แซงคิว เป็นความผิดลหุโทษ มาตรา 1 ข้อ 13 ในกฎหมายอาญาพิเศษว่าด้วยเรื่องระเบียบในสังคม มีโทษสูงสุด จำคุก 30 วัน หรือปรับ 1,000-10,000 เยน / บันทึกประวัติอาชญากรรม
  2. รับคำท้าที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิต มีโทษจำคุก 6 เดือน ถึง 2 ปี
  3. ถ่มน้ำลาย-เสลด ในที่สาธารณะ เป็นความผิดลหุโทษ มาตรา 1 ข้อ 26 ในกฎหมายอาญาพิเศษว่าด้วยเรื่องระเบียบในสังคม มีโทษสูงสุดจำคุก 30 วัน หรือปรับ 1,000-10,000 เยน / บันทึกประวัติอาชญากรรม
  4. รับเงินทอนเกินแล้วไม่คืน เข้าข่ายหลอกลวง ต้มตุ๋น
  5. เมาแล้วปั่นจักรยาน ผิด พ.ร.บ. จราจร มาตรา 65 ข้อ 1 มีโทษจำคุกต่ำกว่า 5 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 1,000,000 เยน / ซ้อนท้ายจักรยาน

 

และนี่คือหนึ่งในวิถีแห่ง กินอยู่เป็น 360 องศาแห่งการใช้ชีวิต

 

/////////////////////////////////////////////////////////////////

ขอบคุณ

ข้อมูลอ้างอิง :  news.thaipbs.or.th